คนทั่วโลกเป็นมะเร็งไวขึ้น! คาดปี 2030 ผู้ป่วยใหม่อายุต่ำกว่า 50 ปีเพิ่ม 31% ชี้คนรุ่นใหม่วัยทำงาน เปลี่ยนพฤติกรรม ตรวจร่างกาย ก่อนเสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

คนทั่วโลกเป็นมะเร็งไวขึ้น! คาดปี 2030 ผู้ป่วยใหม่อายุต่ำกว่า 50 ปีเพิ่ม 31% ชี้คนรุ่นใหม่วัยทำงาน เปลี่ยนพฤติกรรม ตรวจร่างกาย ก่อนเสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

คนทั่วโลกเป็นมะเร็งไวขึ้น! คาดปี 2030 ผู้ป่วยใหม่อายุต่ำกว่า 50 ปีเพิ่ม 31% ชี้คนรุ่นใหม่วัยทำงาน เปลี่ยนพฤติกรรม ตรวจร่างกาย ก่อนเสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มะเร็งกำลังคุกคาม “คนรุ่นใหม่” เร็วกว่าที่คิด!

จากผลวิจัยของ BMJ Oncology ปี 2023 เผยว่ายอดผู้ป่วยมะเร็งในกลุ่มอายุต่ำกว่า 50 ปีทั่วโลกพุ่งสูงถึง 79% ในเวลาเพียง 30 ปี และคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ผู้ป่วยรายใหม่ที่อายุไม่ถึง 50 ปี จะเพิ่มขึ้นอีกถึง 31% และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 21% นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือสัญญาณเตือนที่ตอกย้ำว่ามะเร็งไม่ใช่แค่โรคของผู้สูงอายุอีกต่อไป แพทย์ รพ.วิมุต ชี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้อง “เปลี่ยนพฤติกรรม” และ “หาเวลาตรวจสุขภาพ” ก่อนที่โรคร้ายจะแพร่กระจาย

วัยทำงานหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ ก่อนเสี่ยงมะเร็งไม่รู้ตัว

คนอายุน้อยในกลุ่มวัยทำงานมักมีไลฟ์สไตล์ที่ทำลายสุขภาพ เช่น นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเข้านอนไม่เป็นเวลา ซึ่งล้วนส่งผลต่อระบบฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องอาหาร ด้วยชีวิตที่เร่งรีบทำให้หลายคนเลือกกิน อาหารแปรรูป ที่หาซื้อได้สะดวก เช่น ไส้กรอก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง หรือฟาสต์ฟู้ด ที่มักมีสารก่อมะเร็งแฝงอยู่ แถมยังมีปริมาณไขมันและโซเดียมสูงซึ่งไม่ดีต่อร่างกาย และหากกินบ่อยโดยไม่ออกกำลังกายก็อาจทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินซึ่งส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลงเช่นกัน

นพ. ดุลยทรรศน์ อนันตะยา อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลวิมุต อธิบายเพิ่มเติมว่า “คนทำงานส่วนใหญ่มักมีความเครียดอยู่แล้ว แต่ถ้าจัดการความเครียดไม่ดีก็อาจกลายเป็นภาวะ เครียดเรื้อรัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในระดับเซลล์ และนำไปสู่โรคมะเร็งได้ ยิ่งบางคนที่คลายเครียดด้วยการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเพิ่มสารพิษเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็ง ดังนั้น แม้ร่างกายของคนวัยทำงานจะยังดูแข็งแรงดี แต่หากยังทำพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ซ้ำ ๆ สะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี โรคมะเร็งก็อาจมาเยือนได้โดยไม่ทันตั้งตัว”

นพ. ดุลยทรรศน์ อนันตะยา อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลวิมุต

ส่อง 4 มะเร็งร้ายที่วัยทำงานต้องระวัง

ปัจจุบันมีมะเร็งหลายชนิดที่พบได้ในคนอายุน้อย แต่ที่พบได้บ่อยในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง: เมื่อก่อนมักเจอในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันกลับพบมากขึ้นในช่วงอายุ 30 ต้น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่กินอาหารแปรรูปและแอลกอฮอล์ รวมถึงนอนดึก มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก อาจมีแค่ขับถ่ายผิดปกติ เช่น อุจจาระลำเล็กลง หรือแค่น้ำหนักลด ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต และมักตรวจพบในระยะที่โรคลุกลามแล้ว ซึ่งถ้าลุกลามจนถึงระยะที่สี่ โอกาสรักษาให้หายขาดแทบเป็นไปไม่ได้

มะเร็งเต้านม: พบในผู้หญิงอายุน้อยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การมีประจำเดือนเร็วกว่าคนรุ่นก่อน การไม่มีลูกหรือมีลูกช้าลง รวมถึงประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็ง และการใช้ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน มะเร็งเต้านมในคนอายุน้อยมักมีลักษณะรุนแรงและเติบโตเร็ว ทำให้รักษาได้ยากกว่าในกลุ่มอายุอื่น หญิงสาวจำนวนไม่น้อยตรวจพบโรคในระยะลุกลามเพราะ “คิดว่ายังไม่มีความเสี่ยง” ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนจึงควรฝึกคลำเต้านมด้วยตัวเองเพื่อตรวจคัดกรองเบื้องต้นไว้เสมอตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป

มะเร็งตับ: สัมพันธ์กับภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี หรือบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนพิษของเชื้อรา อัลฟาท็อกซิน (เช่น ในพริกป่น ถั่ว อาหารแห้ง หรือผลไม้ที่ขึ้นรา) หากมีราปนเปื้อนแม้เพียงนิดเดียว ก็ควรทิ้งทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมการกินอาหารหวาน-มันจัด เมื่อพลังงานที่รับเข้ามาเกินความต้องการ ร่างกายจะเก็บสะสมเป็นไขมัน โดยเฉพาะที่ตับ ส่งผลให้ตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งแม้แต่คนที่มีรูปร่างผอมก็มีความเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับและนำไปสู่มะเร็งได้เช่นกัน

มะเร็งปอด: ที่เคยเป็นโรคร้ายของกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่สูบบุหรี่จัด กำลังคุกคามคนอายุน้อยลงเรื่อย ๆ แม้ว่าการสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุหลัก แต่ในกลุ่มคนที่ไม่สูบกลับพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้ง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ควันบุหรี่มือสอง สารเคมี และการกลายพันธุ์ของยีนควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์(EGFR)

โรคมะเร็งทั้ง 4 ชนิดนี้มีลักษณะแตกต่างกัน แต่จุดร่วมที่น่ากลัวคือคนเป็นกันไวขึ้น ไม่เว้นแม้แต่คนอายุน้อย

สัญญาณเตือนภัยของโรคมะเร็งในวัยหนุ่มสาว

แม้จะอยู่ในวัยทำงานที่ร่างกายดูแข็งแรงสมบูรณ์ แต่โรคมะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณชัดเจนในระยะแรก สิ่งสำคัญคือการใส่ใจความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยเฉพาะอาการเล็กน้อยที่เป็นต่อเนื่องนานเกิน 2–4 สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็น ก้อนผิดปกติที่เต้านม น้ำหนักที่ลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ท้องผูกเรื้อรัง ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระลำเล็กลงหรือถ่ายเป็นเลือด รวมถึงอาการซีด เหนื่อยง่าย หรือปวดท้องแบบเรื้อรัง แม้อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่มะเร็งเสมอไป แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้การวินิจฉัยและรักษาล่าช้าจนมะเร็งลุกลามจนเข้าระยะแพร่กระจาย

“โรคมะเร็งเป็นโรคร้ายที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนอายุน้อยอีกแล้ว แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนตื่นกลัวจนเกินไป เพียงแค่ต้องดูแลร่างกายให้ดีตั้งแต่วันนี้ เน้นกินให้ดี นอนให้พอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มากกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ ที่สำคัญคืออย่าคิดว่าอายุยังน้อยเท่ากับแข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานช่วง 30 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีความเสี่ยงแล้ว เพราะมะเร็งส่วนใหญ่เป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการชัดเจน ดังนั้นต้องหมั่นสังเกตตัวเองให้ดีและไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ รวมถึงตรวจคัดกรองโรคมะเร็งไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ เต้านม และตับ ที่อันตรายและพบได้บ่อยขึ้น เพราะ ถ้ายิ่งตรวจพบได้ไว โอกาสรักษาหายขาดก็ยิ่งสูง” นพ.ดุลยทรรศน์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมะเร็ง สมารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุตได้ที่ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 3 เวลาทำการ 08:00 – 24:00 น. โทร. 02-079-0030 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

ไมเนอร์ โฮเทลส์ ชวนคนไทยออกเดินทางกับโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’

ไมเนอร์ โฮเทลส์ ชวนคนไทยออกเดินทางกับโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’

ไมเนอร์ โฮเทลส์ ชวนคนไทยออกเดินทางกับโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) ชวนคนไทยออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของเมืองไทย ผ่านโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่มาพร้อมการสนับสนุนส่วนลดค่าที่พักจากภาครัฐสูงสุดถึง 3,000 บาท ต่อห้อง ต่อคืน เมื่อจองโรงแรมและรีสอร์ทในเครือที่ร่วมรายการ ทั้งแบรนด์โรงแรมอนันตรา (Anantara), อวานี (Avani), เอ็นเอช (NH) และเอ็นเอช คอลเลคชั่น (NH Collection) ทั่วประเทศ

เพื่อประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ผู้ที่ลงทะเบียนแคมเปญนี้ยังจะได้รับคูปอง eVoucher มูลค่า 500 บาท ต่อห้อง ต่อคืน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดสำหรับมื้ออาหารเลิศรส สปาทรีตเมนต์ระดับพรีเมียม หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่พร้อมสร้างความสุขตลอดการเข้าพัก

ไม่ว่าจะออกไปสัมผัสความสดชื่นท่ามกลางภูเขาอันเขียวขจี เพลิดเพลินกับมหานครอันคึกคัก หรือดื่มด่ำกับสายลมและเสียงคลื่นริมทะเล ท่านสามารถสำรองห้องพักที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษจากโรงแรมในเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ จากเหนือจรดใต้ ทั้ง เชียงราย, เชียงใหม่, กรุงเทพฯ, พัทยา, หัวหิน, เกาะสมุย, เกาะพงัน, เขาหลัก, เกาะยาวใหญ่, กระบี่ และภูเก็ต ได้แล้ววันนี้

สำรองห้องพักได้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม – 28 ตุลาคม 2568 และเข้าพักได้ตั้งแต่ 4 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2568  ขั้นตอนการสำรองห้องพักทางออนไลน์มีดังนี้ 1.สำรองห้องพักผ่านเว็บไซต์ของโรงแรม หรือที่ www.minorhotels.com/en/thai-travel-amazing-thailand 2.กรอกหมายเลขโทรศัพท์และหมายเลขบัตรประชาชนของท่าน 3. ชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน Amazing Thailand เพื่อรับส่วนลดทันที  หรือสามารถสำรองที่พักโดยตรงกับฝ่ายสำรองห้องพักได้ที่ โทร 02 365 9110 อีเมล reservations@minorhotels.com หรือผ่านช่องทาง Facebook, Instagram, LINE, WhatsApp หรือ Live Chat ทั้งนี้ ราคาที่แสดงบนเว็บไซต์รวมส่วนลดที่รัฐบาลให้การสนับสนุนแล้ว เพื่อการวางแผนทริปเที่ยวเมืองไทยสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 15 กรกฎาคม 2568

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll แล้วใครจะรับผิดชอบความเสียหายครั้งใหญ่ ?? จะมีอื่นใดนอกจากเรื่องกำแพงภาษีของ ประธานาธิบดีทรัมป์ หากความผิดพลาดเกิดจากความบกพร่องของฝ่ายเรา “ทีมไทยแลนด์” ซึ่งมีรองนายกฯและ รมว.คลัง พิชัย ชุณหวชิร เป็นหัวหน้าทีม ก็น่าเสียดาย เพราะทั้งสื่อมวลชน, นักวิชาการและประชาชนต่างเป็นห่วงพากันย้ำเตือนว่าให้ทีมไทยแลนด์รีบเร่งเจรจาความ สเต็กครั้งนี้ใหญ่หลวงนักพลาดพลั้งประเทศไทยต้องเจอภาษีโหด นั่นหมายถึงความวิบัติของเศรษฐกิจไทย สหรัฐฯเป็นตลาดใหญ่สุดของเราหลายสิบปีเราได้ SURPLUS เขาถึงปีละ 40,000 ล้านดอลลาร์ด้วยสินค้าสารพัดชนิดอาทิ ข้าวหอมมะลิ, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, จิวเวอรี่, การ์เม้นท์ ฯลฯ โดยมีเวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุด ซึ่งเขาเดินหน้าเจรจาความกับสหรัฐฯถึง 5 รอบจนเขารอดตัวได้ ได้ส่วนลดอัตราเหลือ 20% นั่นหมายถึงจากนี้ไปการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯไทยจะตกเป็นรองเวียดนามแบบสุดกู่ ช่วงก่อนหน้านี้ท่านหัวหน้าทีมฯ เคยแถลงว่า ได้พบผู้แทนสหรัฐฯ เขาถึงกับกล่าวชมว่าข้อเสนอของไทยดี แต่ไหงมาบัดนี้กลายเป็นว่าผู้แทนสหรัฐฯปฏิเสธข้อเสนอเรา แล้วให้กลับไปทำมาเสนอใหม่…ล่าสุด ณ 8/7/68 จดหมายทรัมป์ถึงไทยแล้ว โปรยเรื่องมาด้วยถ้อยคำหวาน แต่สุดท้ายก็ลงโทษไทยด้วยภาษีโหด 36% ทุกคนรู้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้ WASHINGTON CONNECTIONS ถึงจะมีน้ำหนัก แต่ทำไมท่านหัวหน้าทีมฯ จึงไม่ใช้บริการหลายบุคคล อาทิ พันศักดิ์ วิญญรัตน์, ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ในขณะที่มีเวลาเหลือเฟือ…

ll ก็อาจจะเป็นแง่มุมที่หนุนทฤษฎีที่ว่าผู้นำประเทศกัมพูชา สมเด็จมหาเสนาบดีฮุนเซ็น มีแอมบิชั่นเกี่ยวกับประเทศไทย หลายปีก่อนเมื่อเขามาเยือนประเทศไทย ก็ได้รับการต้อนรับอย่างแข็งขันทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกองทัพ ท่านเป็นผู้กว้างขวางก็ถือโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมผู้หลักผู้ใหญ่ที่คุ้นเคย ฝ่ายเสธฯที่มีหน้าที่ติดตามอำนวยความสะดวกแขกเมือง เล่าให้ฟังว่า ระหว่างที่ขบวนรถมอเตอร์เคทวิ่งบนทางด่วนลอยข้ามเมืองจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ SKY LINE ของกรุงเทพฯอย่างตระการตา ท่านผู้นำทอดสายตาหมู่ตึกระฟ้าอย่างตื่นตะลึง มีอุทานว่านึกไม่ถึงว่าเมืองไทยจะเจริญขนาดนี้…

ll ข่าวเศร้า อัมพร สโมสร อดีต ผอ.ส่วนกระจายเสียงต่างประเทศ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย(สวท.) ถึงแก่กรรม กำหนดสวดพระอภิธรรมที่วัดเสมียนนารี 14-18 ก.ค.18.00 น. ณ ศาลา10 วัดเสมียนนารี…ฌาปนกิจ 19 ก.ค. 15.00 น…

ll น้ำมนต์ ลูกชายคนเดียวของ ผกาวรรณ จุฟ้ามณี ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ แม้จะรับวัคซีนมาแล้ว ไม่แคล้วเป็นอีก…เชื้อโรคแรงกล้าท้าทายคุณหมอจริงๆ…

ll หลังเรียนสำเร็จปริญญาโท นิติศาสตร์ สาขาการค้าระหว่างประเทศ จาก University College London (UCL) และปริญญาโทนิติศาสตร์ สาขากฎหมายการเงินและการธนาคาร London School of Economics and Political Science (LSE) จาก UK และไปทำงานและใช้ชีวิตที่เชียงใหม่สองปีแล้ว อริสราวัลย์ ศิลปวิทยกุล อัยการประจำกอง สำนักงานอัยการ จ.เชียงใหม่ รับเชิญเป็นอาจารย์สอน 2 มหาวิทยาลัย ได้แก่ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และกฏหมายธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) แว่วว่า เทอมหน้าจะไปร่วมคิดหลักสูตร และเป็น อาจารย์พิเศษ ที่คณะนิติศาสตร์ มช.อีกวิชาหนึ่ง…ศิษย์ที่รักเตรียมลงเรียนกับอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ตรงทางด้านกฎหมายได้เลย !!…

บารอนเนส

EXAT ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยโครงการ ‘ทางพิเศษสายสีเขียว เพื่อเมืองที่ยั่งยืน’

EXAT ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยโครงการ 'ทางพิเศษสายสีเขียว เพื่อเมืองที่ยั่งยืน'

EXAT ขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยโครงการ ‘ทางพิเศษสายสีเขียว เพื่อเมืองที่ยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.40 น.

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (EXAT) เริ่มต้นการสร้างเมืองที่เติบโตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

องค์กรได้ดำเนินโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาอาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ ซึ่งมีกำลังผลิตรวมกว่า 780 กิโลวัตต์ ส่งผลให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 3.7 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 441 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นสักถึง 49,000 ต้น

นอกจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แล้ว องค์กรยังเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED แบบประหยัดพลังงานทั้งหมดในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานหลัก ศูนย์ควบคุมทางพิเศษ หรือพื้นที่ปฏิบัติงานต่างๆ ขณะเดียวกันได้เลือกใช้ปูนไฮดรอลิกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับการก่อสร้างทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย โดยร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย

โครงการนี้ได้รับการขึ้นทะเบียน T-VER หรือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งได้รับการรับรองในโครงการ LESS จาก TGO อีกด้วย

การทางพิเศษฯ ยังจัดกิจกรรม “EXAT รักษ์โลก” ภายใต้โครงการ EXAT Power Green เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมสร้างพื้นที่สีเขียวและเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน การรวมตัวของมาตรการเหล่านี้เป็นก้าวสำคัญที่จะนำประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะใช้ทางพิเศษสายนี้เป็นเส้นทางนำพาสู่อนาคตที่สดใส ซึ่งการเติบโตและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินไปควบคู่กันได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ติดตามรับชมคลิปได้ที่ https://youtube.com/shorts/81mq1LhxhjA

-(016)

มหาวิทยาลัยการบริหารจัดการแห่งสิงคโปร์ จัดเสวนาสุดยอดผู้นำแห่งยุคอนาคต ‘Envisioning Leadership in 2030’

มหาวิทยาลัยการบริหารจัดการแห่งสิงคโปร์ จัดเสวนาสุดยอดผู้นำแห่งยุคอนาคต 'Envisioning Leadership in 2030'

มหาวิทยาลัยการบริหารจัดการแห่งสิงคโปร์ จัดเสวนาสุดยอดผู้นำแห่งยุคอนาคต ‘Envisioning Leadership in 2030’

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยการบริหารจัดการแห่งสิงคโปร์ (Singapore Management University (SMU) – Overseas Centre Bangkok) ได้จัดงานเสวนาขึ้น ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยเชิญคุณพิยุช คุปตะ (Piyush Gupta) ประธานคณะกรรมการบริหารของ SMU และอดีตซีอีโอของธนาคาร ดีบีเอส (DBS Bank) ประเทศสิงคโปร์ มาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงเพื่อมอบวิสัยทัศน์และสร้างแรงบันดาลใจของผู้นำแห่งยุคอนาคต โดยมีแขกระดับวีไอพีจากทุกวงการ อาทิ การธนาคาร ธุรกิจไฟแนนซ์ โรงแรม ผู้ให้บริการไอที ฯลฯ เข้าร่วมฟังอย่างคับคั่ง

พลิกวิกฤติองค์กรสู่บทเรียนความเป็นผู้นำ

คุณพิยุช คุปตะ เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำระดับสูง การจะวางแผนกลยุทธ์ให้กับองค์กรไม่ใช่การแถลงวิสัยทัศน์หรือวางแผนระยะยาว แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจเรื่องในระดับ “รากฐาน” อันเป็นสิ่งที่ผู้นำยุคใหม่มักมองข้าม แต่มีความ สำคัญอย่างยิ่ง หากโครงสร้างองค์กรยังไม่แข็งแรง ควรต้องวางระบบพื้นฐานให้มั่นคงก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างข้อมูล ระบบวัดและประเมินผล ไปจนถึงการทำความเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าอย่างจริงจัง”

สามปัจจัยสำคัญถัดมาคือ กำหนดทิศทางกลยุทธ์ การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ และการกำหนดค่านิยมและ วัฒนธรรมองค์กร ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง และไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่ต้องออกแบบด้วยความ ตั้งใจ  “ผู้นำแห่งยุคอนาคตไม่ใช่คนที่จะรู้ทุกอย่าง แต่ต้องเป็นคนที่ออกแบบวัฒนธรรมองค์กรได้ วัฒนธรรมองค์กรที่ดีไม่ได้มาจากโปสเตอร์ติดผนัง แต่ได้มาจากพฤติกรรมที่ช่วยกันสร้างในทุกๆ วัน” พิยุชกล่าวเสริม

ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง หวังสร้างแรงบันดาลใจผู้บริหารยุคอนาคต

ในฐานะที่เคยประสบความสำเร็จในการนำพาธนาคารระดับภูมิภาคให้ก้าวขึ้นสู่ธนาคารระดับต้นๆ ของโลก เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ล้ำค่าแก่ผู้บริหารไทยที่เข้าร่วมฟังเสวานาครั้งนี้ว่า “ที่ธนาคาร DBS เขาไม่เพียงปรับ ระบบงานเท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนวิธีคิดของคนทั้งองค์กร โดยประกาศอย่างจริงจังว่า DBS คือบริษัทเทคโนโลยีที่ทำธุรกิจด้าน การเงิน ไม่ใช่เพียงธนาคารที่เล่นกับเทคโนโลยีตามกระแส” แนวคิดดังกล่าวได้มอบประสบการณ์ที่รวดเร็ว และ ไร้รอยต่อให้กับลูกค้าตามที่คาดหวังไม่ต่างจากบริษัทด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้เขาลงมือศึกษาโมเดลของเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ไฮเทค พร้อมนำมาปรับใช้ในหลายมิติ อาทิ การให้ความสำคัญ กับการเรียนรู้ การมุ่งเน้นไปที่ ลูกค้า ความเร็ว Cross-Buy แทน Cross-Sell หรือการใช้บริบทและความสะดวกสบายในการกระตุ้นให้ลูกค้า ใช้บริการมากขึ้น แทนที่จะเป็นการพยายามขายผลิตภัณฑ์หลาย ๆ ชนิด รวมทั้งการสร้างแพลตฟอร์มและระบบ นิเวศน์การใช้ข้อมูลเพื่อสร้างฐานข้อมูลเชิงลึก ซึ่งจะช่วยคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ในระดับมหภาคได้

นอกจากนี้ เขายังเชื่อมั่นว่าเราควรส่งเสริมให้คนทั่วทั้งองค์กรเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ควรคิดจ้างเพียงคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางด้านดิจิทัล โดยลืมไปว่าคนรุ่นเก่านั้นสามารถเรียนรู้ได้หากให้โอกาสเขาในการกล้าลองสิ่งใหม่ๆ เพราะข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่สมองของมนุษย์ แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อมองค์กร

เอไอ (AI) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่เป็นทูลส์สำคัญของทุกองค์กร

“AI มาแน่ และบางตำแหน่งงานจะหายไปจริง” โดยยกตัวอย่างของ DBS ที่เริ่มใช้ predictive AI มาตั้งแต่ปี ค.ศ.2017 จนกระทั่งมีโมเดลเอไอทำงานอยู่ถึงกว่า 1,600 โมเดลแล้ว และสร้างมูลค่างานได้มากกว่า 1 พันล้าน ดอลลาร์ต่อปีทีเลยเดียว แต่สิ่งที่เขากล่าวอย่างภูมิใจยิ่งกว่านั้นคือ ผลกระทบจากการมาถึงของเอไอ “เรายังไม่ เคยต้องไล่ใครออก” เพราะระดับผู้บริหารเลือกเส้นทางการฝึกอบรมพนักงาน ให้มีการย้ายสายงานหรือสร้าง แพลตฟอร์มให้พนักงานเลือกงานใหม่ได้เอง จึงไม่เกิดการต่อต้านเพราะเราทำให้พนักงานมั่นใจ ว่าทุกคนทำได้ และพร้อมที่จะปรับปรุงทักษะตนเองให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

เมื่อคุณศิรเดช โทณวณิก พิธีกรร่วมเวทีตั้งคำถามถึงวิธีบริหารองค์กรในยุคที่มีทั้งเทคโนโลยี การเมือง และสังคมที่เปลี่ยนเร็วเช่นที่เป็นอยู่ในเมืองไทยขณะนี้ วิทยากรผู้มากประสบการณ์และผลงานกล่าวโดยสรุปว่า “คุณไม่จำเป็นต้องคาดเดาอนาคตให้ถูกต้อง แต่พึงสร้างองค์กรที่ปรับเปลี่ยนตามได้ทัน” ดังเช่นที่ DBS เราเลือกใช้โครงสร้างแนวนอน และแบ่งส่วนงานพร้อมมอบหมายให้ทีมขนาดเล็กผู้ใกล้ชิดกับปัญหา โอกาสหรือ ลูกค้าได้มีอำนาจตัดสินใจร่วมด้วย ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงรอบทิศ ผู้นำที่ดีในยุคนี้จึงไม่ใช่คนที่รู้ ทุกอย่าง แต่คือคนที่ทำให้ทีมกล้าเปลี่ยน กล้าลอง และไม่กลัวที่จะพลาด

ในช่วงท้ายของการถาม-ตอบ คุณพิยุช คุปตะ พูดถึงเมืองไทยว่า “ก้าวจังหวะการทำงานของคนไทยอาจช้ากว่า ของคนสิงคโปร์หรือฮ่องกง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเติบโตไม่ได้” โดยเน้นย้ำว่า “อย่ามองว่า การกลมเกลียว (Harmony) นั้นสวนทางกับการเติบโต (Growth) เพราะ DBS งอกงามด้วยความร่วมมือ มิใช่จากการแข่งขัน ภายใน”

เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมเอเชียนั้นมี 3 สิ่งที่เป็นข้อดี คือคนเอเชียนั้นขยัน ทำงานร่วมแรงร่วมใจกัน และเรามีประชากรคนหนุ่มสาวมาก ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีหรือการปรับตัวสู่ยุค AI ไม่ใช่เรื่องยาก และเมื่อถามถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในไทย เขาคิดว่าโลกเรารวมถึงประเทศไทยยังไม่กลับไปสู่ยุคก่อนโควิด เพราะมีความไม่แน่นอนในหลายๆ มิติสูงมาก รวมถึงเรื่องของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ภาคสังคม ธุรกิจ และผู้บริโภคสูญเสียความมั่นใจมาก ยกตัวอย่างในประเทศไทย เราไม่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวกลับคืนมาเหมือนก่อนโควิด คงต้องรอให้สถาพแวดล้อมต่างๆ นั้นเริ่มคลี่คลายหรือกลับคืนสู่สภาวะสมดุลให้มากกว่านี้เพื่อเรียกคืนความมั่นใจ

ก่อนปิดการสนทนา เขาได้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนขนาดใหญ่ของสังคมเอเชียเรื่องการไม่มีกลุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์ ปล่อยให้ชาวยุโรปและอเมริกันเป็นผู้กําหนดแนวทางให้ ขณะที่ปัญหาแท้จริงอยู่ที่สวนหลังบ้านตน ทวีปเอเชีย นั้นมีประชากรอายุเฉลี่ยระดับอ่อนวัยมากที่สุด ซึ่งหมายถึงว่าจำนวนผู้ที่เข้าใจสังคมดิจิทัลมากที่สุดอยู่ในภูมิภาค แห่งนี้ ดังนั้นโจทย์ปัญหาสำคัญอุดมไปด้วยโอกาสอยู่ที่นี่ พวกเราจึงควรคิดทำกันเองที่นี่ด้วย “วันนี้คนรุ่นใหม่ ทั่วโลกไม่ต่างกันมากนัก พวกเขาเติบโตมากับสังคม Instagram อาณาจักร TikTok หรือโลกดิจิทัลแบบเดียวกัน … จงใช้พลังนั้นให้เกิดประโยชน์เถิด”

Royal Botania เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นิยามใหม่ของการใช้ชีวิตกลางแจ้ง

Royal Botania เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นิยามใหม่ของการใช้ชีวิตกลางแจ้ง

Royal Botania เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นิยามใหม่ของการใช้ชีวิตกลางแจ้ง

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.27 น.

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งสุดหรูจากประเทศเบลเยียม Royal Botania ประกาศเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายใต้การบริหารของ S Design ตัวแทนอย่างเป็นทางการของแบรนด์ในประเทศไทย พร้อมส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตกลางแจ้งในระดับลักชัวรี ที่สอดรับกับความงามตามธรรมชาติของภูมิประเทศและวิถีชีวิตของชาวไทย

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี Royal Botania สร้างชื่อจากแนวคิด Sustainability – Innovation – Craftsmanship” หรือ ความยั่งยืน – นวัตกรรม – งานฝีมือระดับชั้นครู ด้วยเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ร่วมสมัย ผลิตจากวัสดุคุณภาพเยี่ยม เช่น ไม้สักแท้ โลหะรีไซเคิล และผ้าเกรดพรีเมียมที่ผ่านการทดสอบให้ทนต่อทุกสภาพอากาศ

Royal Botania ไม่ใช่แค่แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ แต่คือการรังสรรค์ไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพ” ฟรานซิส แวนเบลเลน SDesigns CEO,Thailand Representative of Royal Botania

จากเบลเยียมสู่ประเทศไทย: ความหรูหราอย่างยั่งยืนที่จับต้องได้

Royal Botania ให้ความสำคัญกับความงามควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มปลูกต้นไม้สักกว่า 250,000 ต้น บนพื้นที่กว่า 200 เฮกตาร์ ในจังหวัดลำพูนตั้งแต่ปี 2011 ผ่านโครงการ Green Forest Plantation เพื่อต่อยอดการใช้วัสดุธรรมชาติอย่างมีจริยธรรม           

แบรนด์ยังมุ่งเน้นการออกแบบที่คงทน ทันสมัย และไม่พึ่งพาพลาสติกที่ทำจากปิโตรเลียม โดยเลือกใช้โลหะ  รีไซเคิลที่นำกลับมาใช้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมดีไซน์ให้ทุกชิ้นงานทนต่อรังสี UV ฝน และมรสุมอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลงานไอคอนิกที่ทุกคนควรสัมผัส

Palma Parasol – ร่มดีไซน์ล้ำที่ได้รับแรงบันดาลใจจากต้นปาล์ม มาพร้อมระบบไฮดรอลิกเทคโนโลยี BMW เปิด-ปิดนุ่มนวล ใช้งานง่าย ใช้เพียงแค่มือเดียว และคว้ารางวัล Red Dot Design Award

Carés Chair – เก้าอี้ทอมือจากเชือกกว่า 400 เมตร ความยาวเท่ากับ London Eye โดยช่างฝีมือ 2 คนต่อชิ้นงาน ถ่ายทอดความประณีตและมูลค่าที่แท้จริงของงานศิลป์

Ninix Sunlounger – เตียงพักผ่อนทรงเตี้ย ดีไซน์ตามหลักสรีรศาสตร์ พร้อมระบบปรับเอนด้วยแก๊สสปริง และเฟรมอะลูมิเนียมที่ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ

การผลิตที่ยึดมาตรฐานระดับโลก ภายในประเทศไทย

Royal Botania มีโรงงานผลิตขนาด 13,000 ตารางเมตร ในประเทศไทย ใช้ทีมช่างฝีมือกว่า 300 คน ภายใต้ระบบสวัสดิการที่ดี ทั้งด้านสุขภาพ การเรียนภาษาอังกฤษ และการดูแลบุตรหลาน

“เฟอร์นิเจอร์ของเราไม่ใช่แค่ของตกแต่ง แต่คือประสบการณ์ชีวิต เราอยากให้ทุกคนมีความสุขกับทุกพื้นที่ในบ้าน และสัมผัสความพิถีพิถันที่เราใส่ลงไปในทุกดีไซน์” – ฟรานซิส แวนเบลเลน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.royalbotania.com  IG : royalbotania  หรือโทร +66 63 957 6975

‘บีเทรนด์’ชวนเทคเลิฟเวอร์ยุคดิจิทัล ร่วมอัพเดทเทรนด์ไอทีสุดล้ำ ในงาน’บีเทรนด์ เพลย์กราวด์ 2025’

'บีเทรนด์'ชวนเทคเลิฟเวอร์ยุคดิจิทัล ร่วมอัพเดทเทรนด์ไอทีสุดล้ำ ในงาน'บีเทรนด์ เพลย์กราวด์ 2025'

‘บีเทรนด์’ชวนเทคเลิฟเวอร์ยุคดิจิทัล ร่วมอัพเดทเทรนด์ไอทีสุดล้ำ ในงาน’บีเทรนด์ เพลย์กราวด์ 2025’

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.08 น.

บีเทรนด์ (BETREND) เดอะมอลล์ กรุ๊ป แหล่งรวมสินค้าครีเอทีฟและไลฟ์สไตล์ (NO.1 ONE-STOP CREATIVE & LIFESTYLE DESTINATION) เปิดประสบการณ์สุดล้ำแห่งอนาคต เอาใจเทคเลิฟเวอร์คนรักแกดเจ็ต ชวนอัพเดทเทรนด์สินค้าเทคโนโลยี ในงาน “บีเทรนด์ เพลย์กราวด์ 2025” (BETREND PLAYGROUND 2025) พบไฮไลท์หุ่นยนต์ A.I. อัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด Unitree Go2 หุ่นยนต์สี่ขา ที่เคลื่อนไหวเสมือนสัตว์เลี้ยง ที่มานำเสนอให้ได้สัมผัสเทคโนโลยี A.I. แบบเรียลไทม์ รวมถึงสินค้าใหม่ล่าสุดกับลำโพงบลูทูธ จากแบรนด์ Marshall พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้มค่า ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฏาคม – 14 กันยายน 2568 ที่ BETREND ทุกสาขา และระหว่างวันที่ 10 – 23 กรกฎาคม 2568 ที่ M GRAND HALL ชั้น G และวันที่ 14 – 23 กรกฎาคม 2568 ที่ M Space ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค และที่ M Event Hall ชั้น B เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2568   

ภายในงานรวบรวมสินค้าและเทคโนโลยีแกดเจ็ตสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ของคนรักไอทีสุดอินเทรนด์,เกมสเปคแรง, อุปกรณ์สำนักงานสุดสมาร์ท, หนังสืออิเล็กทรอนิคส์ยอดฮิต รวมถึงอุปกรณ์และของขวัญไอทีหลากสไตล์ ตอบโจทย์เทรนดี้สมาร์ทไลฟ์ทุกไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล พร้อมพบกับไฮไลท์พิเศษ ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค บริเวณ M Grand Hall ชั้น G กับสินค้าเทคโนโลยี A.I. อัจฉริยะเวอร์ชั่นอัพเกรดมากมาย อาทิ

  • หุ่นยนต์สี่ขา A.I. อัจฉริยะ รุ่น Unitree Go2 ที่เคลื่อนไหวเสมือนสัตว์เลี้ยงที่มาพร้อมระบบ A.I. สามารถเรียนรู้และตอบสนองกับมนุษย์ได้เสมือนสัตว์เลี้ยงที่มีชีวิต 
  • ครั้งแรกก่อนใคร! กับความล้ำสมัยของ ผู้ช่วยแขนกลอัจฉริยะ Dobot Nova2 โรบอท บาริสต้า ที่จะมายกระดับประสบการณ์การดื่มกาแฟผ่านการชงอัตโนมัติที่สม่ำเสมอทุกแก้ว พร้อมการเคลื่อนไหวที่ช่วยประหยัดเวลาและประหยัดแรงมากขึ้น
  • สินค้าใหม่ล่าสุด! ลำโพง Marshall Kilburn III ที่มาพร้อมกับความสมาร์ทและคลาสสิค สามารถเล่นเพลงได้กว่า 50 ชั่วโมงต่อเนื่อง พร้อมเทคโนโลยีเสียงสเตอริโอสุดล้ำ
  • เอ็กซ์คลูซีฟกับกิจกรรม Spin & Win! หมุนแล้วรับฟรีทันที! ของรางวัลจากแบรนด์ดัง
  • สินค้าแลกซื้อราคาพิเศษ เมื่อซื้อสินค้า ครบตั้งแต่ 2,000 บาท ขึ้นไป รวมถึงสินค้า ซื้อ 1 แถม 1 กับสินค้าคุณภาพ เริ่มต้น 2,990 บาท

นอกจากนี้ ยังได้จัดโปรโมชั่นสินค้าแกดเจ็ตแบรนด์ดังเคาน์เตอร์ปกติลดสูงสุด 80% , สมาชิกบัตร M CARD รับส่วนลด 100 บาท เพียงแลกคะแนนสะสม 400 M POINT รวมถึงรับส่วนลดเพิ่ม 12.5% เมื่อใช้คะแนนแลก แต่ไม่เกินยอดซื้อ, รับคูปองแทนเงินสด มูลค่าสูงสุด 1,500 บาท เมื่อช้อปสินค้าในแผนก BETREND ไม่จำกัดยอดซื้อ, นักช้อป 3 ท่านที่มียอดซื้อสูงสุดตลอดแคมเปญ (สะสมยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 300,000 บาทขึ้นไปตลอดรายการ) รับฟรี ของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 90,000 บาท จากแบรนด์ SEGWAY-NINEBOT, HARMAN KARDON และ BREO  รวมถึงสมาชิกบัตรเครดิต แลกรับส่วนลดเพิ่ม/เครดิตเงินคืน สูงสุด 25% รวมถึงการแบ่งชำระ 0%   ทุกชิ้น นาน 10 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ (บัตรเครดิต : ใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี)

เปิดประสบการณ์ความความล้ำสมัยของเทคโนโลยีสินค้าดิจิทัลสมาร์ทไลฟ์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์สายเทคเลิฟเวอร์ ในงาน “บีเทรนด์ เพลย์กราวด์ 2025” ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฏาคม – 14 กันยายน 2568 ที่ BETREND เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา, เดอะมอลล์ โคราช, เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FACEBOOK  : BETREND THAILAND

“ทิสโซต์” (Tissot) เปิดตัวนาฬิการุ่นสเปเชียลเอดิชัน

“ทิสโซต์” (Tissot) เปิดตัวนาฬิการุ่นสเปเชียลเอดิชัน

“ทิสโซต์” (Tissot) เปิดตัวนาฬิการุ่นสเปเชียลเอดิชัน

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.53 น.

ท่ามกลางความตื่นเต้นของการแข่งขันจักรยานระดับโลกอย่างตูร์เดอฟร็องส์ (Tour de France) ที่ปีนี้ ทิสโซต์ (Tissot) ได้ตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาที่มีเทคโนโลยีระบบจับเวลาด้านความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุด ด้วยการร่วมเป็นผู้กำหนดจังหวะแห่งชัยชนะในรายการแข่งชื่อดัง พร้อมเฉลิมฉลองให้การแข่งขันด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่นสเปเชียลเอดิชันอย่าง พีอาร์ 100 ตูร์เดอฟร็องส์ (PR100 Tour de France) รวมถึงคอลเลกชั่น ที-ทัช คอนเนค สปอร์ต (T-Touch Connect Sport) ที่ยกระดับการฝึกซ้อมให้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วยฟีเจอร์ใหม่ Live Cycling Activity

ทิสโซต์ (Tissot) แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1853 โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 170 ปี ด้วยความมุ่งมั่นและความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาประสิทธิภาพสูงในดีไซน์ที่ความทันสมัยอย่างมีเอกลักษณ์ อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ได้การยอมรับในแวดวงกีฬา ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาที่มีเทคโนโลยีระบบจับเวลาด้านความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุด

สำหรับสุนทรียภาพแห่งการแข่งขันที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรือนเวลารุ่นสเปเชียลเอดิชันของพีอาร์ 100 (PR 100) ได้มาพร้อมกับรายละเอียดที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของกีฬา ความเร็ว ความแม่นยำ และความมุ่งมั่น ได้อย่างน่าสนใจ โดย พีอาร์ 100 ตูร์เดอฟร็องส์ (PR100 Tour de France) เป็นนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพื้นถนนในสนามแข่ง หรือแอสฟัลต์ที่นักปั่นต้องฝ่าฟัน โดยใช้พื้นหน้าปัดสีดำลายพิเศษที่มีมิติคล้ายพื้นถนนจริง สื่อถึงเส้นทางอันท้าทายของการแข่งขัน ซึ่ง พีอาร์ 100 ตูร์เดอฟร็องส์ (PR100 Tour de France) ตกแต่งด้วยเข็มวินาทีรูปจักรยานสีเหลือง สีสัญลักษณ์ประจำการแข่งขันที่สดใสให้ความรู้สึกถึงพลังและความเร็ว โดยเข็มวินาทีถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายโครงจักรยาน เป็นดีเทลเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความหมาย ขณะที่เข็มโครโนกราฟก็เลือกใช้โทนสีที่แมทช์กันเพิ่มความกลมกลืน

โดยตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีล 316L ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรง ทนทานต่อรอยขีดข่วน และการใช้งานในชีวิตประจำวัน เสริมด้วยฝาหลังสลักโลโก้ของแต่ละการแข่งขัน ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองและความภูมิใจในเส้นทางของนักกีฬา และขับเคลื่อนด้วยกลไก G10.212 Chrono Quartz ที่ให้ความแม่นยำสูง ควบคุมเวลาได้เที่ยงตรงในระดับเสี้ยววินาที และกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร (10 บาร์) มีฟังก์ชันจับเวลา (Chronograph) แยกย่อยเป็น 3 หน้าปัด พร้อมแสดงวันที่ในช่องหน้าต่างแบบสปอร์ต บนพื้นสีดำที่สะท้อนความทันสมัยและความลึกลับในตัว มาพร้อมสายนาฬิกาที่ ผลิตจากวัสดุ 2 ชนิด ได้แก่ ผ้าและหนังผสมยาง ที่ลวดลายได้แรงบันดาลใจจากแฮนด์จักรยาน พร้อมสีสันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละรายการแข่งขัน เคลือบด้วยสาร Super-LumiNova® ช่วยให้สามารถอ่านเวลาได้แม้ในสภาวะแสงน้อย คอลเลกชั่นนี้เหมาะ

สำหรับทั้งนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในกีฬาจักรยาน เพราะสามารถถ่ายทอดอารมณ์การแข่งขันและความกล้าท้าทายไว้บนข้อมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกหนึ่งไฮไลท์ประจำซีซั่นนี้คือคอลเลกชั่น ที-ทัช คอนเนค สปอร์ต (T-Touch Connect Sport) Connected Watch ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานได้จริงในทุกกิจกรรม เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด Live Cycling Activity ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลการปั่นจักรยานแบบเรียลไทม์จากนาฬิกาไปยังแอป T-Connect บนสมาร์ตโฟนได้ เปลี่ยนโทรศัพท์ให้เป็นแดชบอร์ดแสดงผลแบบเรียลไทม์ พร้อมดูข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้อย่างสะดวก ทั้งความเร็ว ระยะทาง โซนหัวใจ พลังงานที่เผาผลาญ และตำแหน่ง GPS บนแผนที่แบบเรียลไทม์ พร้อมฟังก์ชันเสริมอย่าง Strava Integration ที่ช่วยตรวจจับรอบอัตโนมัติ และกราฟพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยให้ทุกการฝึกซ้อมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ที-ทัช คอนเนค สปอร์ต (T-Touch Connect Sport) เป็นนาฬิกาที่โดดเด่นด้านฟังก์ชันการออกกำลังกาย บนตัวเรือนขนาดหน้าปัด 43 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ พร้อมความสามารถในการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่จะกักเก็บสะสมพลังงานแสงจากหน้าปัด ช่วยทำให้นาฬิกาทำงานได้อย่างยาวนานโดยไม่จำเป็นต้องชาร์จ นอกจากนี้ยังมีกระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์ที่มีระบบสัมผัส มาพร้อมกับหน้าจอ AMOLED ที่สามารถสัมผัสขณะใช้งานในแต่ละฟังก์ชันได้อย่างสะดวกสบาย โดยตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมที่มีคุณสมบัติเบาและทนทาน พร้อมตกแต่งกรอบหน้าปัดนาฬิกาด้วยขอบเซรามิก ผสานฟังก์ชันและสมรรถนะที่เป็นหัวใจสำคัญของเรือนเวลารุ่นนี้ พร้อมฟังก์ชันการเปลี่ยนสายนาฬิกาได้อย่างสะดวก เพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยคุณสมบัติที่สามารถปรับให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และกิจกรรมเพื่อสุขภาพที่ชื่นชอบ ตั้งแต่คุณสมบัติการติดตามการออกกำลังกายไปจนถึงการรับการแจ้งเตือนที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ ซึ่งตัวนาฬิกาจะได้รับการอัปเดตและปรับปรุงฟังก์ชันการทำงานใหม่ๆ อยู่เสมอ

นอกจากนี้ ทิสโซต์ (Tissot) ยังได้แนะนำเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาสำหรับนักกิจกรรมตัวยง สำหรับสายลุย รักการเคลื่อนไหว และชอบทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กเอาต์ในฟิตเนส วิ่งเทรล ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่เดินเขา การเลือกนาฬิกานอกจากจะเลือกจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและดีไซน์ที่เป็นตัวเองแล้ว ควรต้องพิจารณาจากคุณสมบัติที่พร้อมลุยไปกับไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ได้ในทุกสถานการณ์ เริ่มจาก ความแข็งแรงทนทาน ทนต่อรอยขีดข่วน และกันน้ำได้ รวมถึงระบบการจับเวลาที่แม่นยำ เพื่อให้ทุกกิจกรรมหรือการฝึกซ้อมมีประสิทธิภาพมาขึ้น ที่สำคัญต้องน้ำหนักเบาและสวมใส่สบายเพื่อความคล่องตัว

พบกับเรือนเวลาจาก “ทิสโซต์” (Tissot) ได้แล้วที่เคาน์เตอร์ “ทิสโซต์” (Tissot) ทุกสาขาทั่วประเทศไทย หรือช็อปออนไลน์ทาง Official  Website:https://www.tissotwatches.com/th-th, Shopee:https://shp.ee/xip2up6, Lazada: https://s.lazada.co.th/s.efbXj, Central Online:https://www.central.co.th/th/tissot และ Line Official  Account: @Tissot_TH

PAUL & JOE เปิดเคาน์เตอร์ใหม่ที่เซ็นทรัลชิดลม ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์ความงามแบบสาวปารีเซียง

PAUL & JOE เปิดเคาน์เตอร์ใหม่ที่เซ็นทรัลชิดลม ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์ความงามแบบสาวปารีเซียง

PAUL & JOE เปิดเคาน์เตอร์ใหม่ที่เซ็นทรัลชิดลม ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์ความงามแบบสาวปารีเซียง

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.50 น.

PAUL & JOE แบรนด์เครื่องสำอางจากฝรั่งเศสในเครือโอซีซี กรุ๊ป เปิดตัวเคาน์เตอร์ใหม่ตามคำเรียกร้อง ที่เซ็นทรัลชิดลม เชิญชวนสาวๆมาสัมผัสเสน่ห์แห่งความงามแบบสาวปารีเซียง แต่งแต้มความสวยที่มากกว่าแค่การแต่งหน้า ดึงความสดใสให้เปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์สกินแคร์ และเมคอัพที่เพิ่มความสดชื่นให้ผิวในบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนความน่ารักน่าเอ็นดูของเจ้าแมวเหมียว

ซึ่งในวันเปิดตัวเคาน์เตอร์ PAUL & JOE ที่เซ็นทรัลชิดลม เซเลบริตี้และอินฟลูเอนเซอร์ได้ให้เกียรติมาร่วมงานมากมาย อาทิ กิฟท์ซ่า-ปิยา พงศ์กุลภาเบลล์-ปัญญ์วรัทพร ลิ่มเสถียร , ฝ้าย-เวฬุรีย์ ดิษยบุตร , ณฉัตร-กวิยณัฎฐ์พรฟ้า-ปุณิกา กุลสุนทรรัตน์ ยีนส์-เกวลิน ศรีวรรณาสิทธิพิเศษ! เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ Paul & Joe ครบ 3,500 บาท รับฟรี! กระเป๋าเพาช์ Clear Shoulder Pouch ,Cleansing Gel N และ Protecting Foundation Primer หรือ ช้อปครบ 5,000 บาท รับฟรี! กระเป๋าเพาช์ Clear Shoulder Pouch และกิ๊ฟเซ็ทสกินแคร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ก.ค. 2568 เฉพาะที่เคาน์เตอร์ PAUL & JOE Beaute ณ เซ็นทรัลชิดลม เท่านั้นรีบจูงมือเพื่อนสาวมาช้อปกันได้ที่เคาน์เตอร์ PAUL & JOE ณ ชั้นG Beauty Galerie เซ็นทรัลชิดลม  #PaulAndJoeBeauteTH #NewCounter #CentralChidlom #ParisianBeauty

‘ดีพร้อม’ดันเครื่องประดับไทยดีไซน์หรู สู่แบรนด์ฮีโร่ในโลกแฟชั่น

'ดีพร้อม'ดันเครื่องประดับไทยดีไซน์หรู สู่แบรนด์ฮีโร่ในโลกแฟชั่น

‘ดีพร้อม’ดันเครื่องประดับไทยดีไซน์หรู สู่แบรนด์ฮีโร่ในโลกแฟชั่น

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.48 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม โดยกระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการในกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาขาในกลุ่มซอฟต์พาวเวอร์ไทย ผ่านกิจกรรม“กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย” เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการผ่านหลักสูตรการสร้างอัตลักษณ์ และสร้างภาพลักษณ์ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) โดยวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 5 ผู้ประกอบการที่ออกแบบเครื่องประดับอัญมณี.ไทยในกลุ่ม Gemstone Jewelry ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความหรูหรา และปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในยุคใหม่พร้อมสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่

Senexi โดย นิราญ ตุลยกิจจา เจ้าของแบรนด์ Senexi บอกเล่าถึงแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ ว่า “การออกแบบเครื่องประดับแต่ละชิ้นของแบรนด์ คือ การสื่อสารถึงความคลาสสิคแต่เข้าถึงง่าย โดยจุดเด่นของแบรนด์ คือ ความประณีตในการผลิตผลงานในแต่ละชิ้น”

ผลิตภัณฑ์เด่น ๆ ของแบรนด์ คือ ผลิตภัณฑ์รูปแบบ Pave design (พาเว่ ดีไซน์) หรือ เทคนิคการออกแบบและฝังอัญมณีเม็ดเล็กจำนวนมากเรียงติดกันแบบชิดใกล้ โดยมีการออกแบบให้ดูทันสมัย และหรูหรา บ่งบอกถึงความเป็นตัวเองของผู้สวมใส่

Be’Shine โดย ชุติมา พิชิตรณชัยกุล อธิบายถึงแนวคิดการรังสรรค์เครื่องประดับว่า “เครื่องประดับของเราแต่ละชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่า ความงามแท้จริงเกิดจากเป็นตัวของตัวเอง เราจึงคัดสรรพลอยธรรมชาติแท้ที่มีประกายมีสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ละเม็ดจะไม่เหมือนกัน ซึ่งสื่อถึงตัวตนของผู้สวมใส่ที่แต่ละคนมีความแตกต่าง และมีความเปล่งประกายในตัวเอง”

ความเรียบง่ายที่ซับซ้อน ดีไซน์มีความมินิมอล แต่มีรายละเอียดที่ลึกซึ้งคือจุดเด่นของเรา สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวเด่นของ Be’Shine ที่เป็นสินค้าตัวชูโรงคือ GALA collection เครื่องประดับที่เฉลิมฉลองความงามของผู้สวมใส่ด้วยแรงบันดาลใจจากแชมเปญ พลอยระยิบระยับ และเส้นสายที่โอบล้อมความงดงามจากภายใน

TAERA JEWELRY โดย วิชุดา แตระพรพาณิชย์ เจ้าของแบรนด์ TAERA JEWELRY เล่าถึงการออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับเอาไว้ว่า เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้มีความคลาสสิค มีไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่หลงใหลในอัญมณีให้มากขึ้น นอกจากนี้เรายังเป็นแบรนด์เครื่องประดับและอัญมณีแบรนด์แรกที่สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับโลหะอัญมณีธรรมชาติจากฝีมือคนไทย”

“สินค้าเรือธงของ TAERA JEWELRY คือ Sugar Love collection คอลเลกชั่นพลอยรูปทรง Sugarloaf ออกแบบเป็นจี้ แหวน ต่างหู สไตล์คลาสสิคโดยแบรนด์ได้เพิ่มความทันสมัยเข้าไปด้วยอัญมณีสีพาสเทล เช่น สีฟ้า สีชมพู สีเขียว ทำให้ผู้สวมใส่ ดูสดใส อ่อนเยาว์ น่ารักหรูหรา”

“จังสุ่ยศิลป์” แบรนด์เครื่องประดับไทยที่เกิดจากคำสอนของคุณปู่ โดย ภูดิศ ภัทรวารินทร์ “แบรนด์มุ่งเน้นการสร้างสรรค์เครื่องประดับที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะเทคนิคการทำงานที่โดดเด่นด้วยพื้นผิวที่ไม่ใช่งานขัดเงาหรืองานเรียบทั่วไป มาพร้อมคาแรกเตอร์การบิดพริ้วของรูปทรงที่อิงไปทางธรรมชาติ แนวคิดหลักในการผลิตเครื่องประดับแต่ละชิ้นยึดหลัก “Create Your Own Precious” หรือ “การสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับตัวเราเอง” โดยเชื่อว่าเครื่องประดับทุกชิ้นที่สร้างสรรค์มีคุณค่าโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เพราะมันถูกสร้างขึ้นด้วยปรัชญาที่ว่า “คุณค่าที่แท้จริงมาจากสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองด้วยความภูมิใจ”

หนึ่งในผลิตภัณฑ์เรือธงของ จังสุ่ยศิลป์ คือ สร้อยคอที่มีลูกเล่นการถอดประกอบต่อกันได้ ซึ่งเป็นการออกแบบที่ซ่อนกลไกอย่างชาญฉลาดให้ดูสวยงาม ผู้สวมใส่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามความต้องการ สร้างความหลากหลายในการแต่งกายจากชิ้นเดียว”

BBBG JEWELRY BY CI โดย ชินภัทร อินทนากรวิวัฒน์ ระบุว่า BBBG JEWELRY สร้างสรรค์เครื่องประดับทุกชิ้นขึ้นจากความจริงใจ โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดหยกเต็มไปด้วยของปลอม และความไม่แน่นอน แต่ผลงานของเราทุกชิ้นทำมาจากหยกคุณภาพสูง เพราะแบรนด์เครื่องคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ขั้นตอนการประกอบไปจนถึงการส่งผลิตภัณฑ์ตรงถึงมือลูกค้า เพราะเราคือแบรนด์ที่ใส่ใจในความน่าเชื่อถือและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง”

“นอกจากวัสดุคุณภาพชิ้นเลิศที่เราคัดสรรมาแล้ว เราได้ผสมผสานอัญมณีหยกกับการออกแบบที่แฝงไปด้วยปรัชญา แนวคิด ความเชื่อโบราณ ที่ทำให้ผู้สวมใส่ได้รับรู้เรื่องราวและพลังงานด้านบวก เพื่อการอยู่อย่างมีความหวังในวันข้างหน้า และเพื่อการค้นหาความหมายของชีวิต ดังนั้นเครื่องประดับของเราจึงเป็นมากกว่าการสวมใส่เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่คือการส่งมอบเรื่องราวและแนวคิดเชิงบวก ความรู้สึกดีๆ และความหมายดีๆ ไปสู่เจ้าของ”

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 0 2430 6883 กด 2 หรือติดตามความเคลื่อนไหว และข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ http://www.diprom.go.th หรือ www.facebook.com/dipromindustry