นอนกรนไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่คือสัญญาณสุขภาพเสื่อม

นอนกรนไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่คือสัญญาณสุขภาพเสื่อม

นอนกรนไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่คือสัญญาณสุขภาพเสื่อม

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจคิดว่า “การนอนกรน” เป็นเพียงปัญหากวนใจเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลร้ายแรง แต่ความจริงแล้ว เสียงกรนอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะ “หยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น” (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือแม้แต่โรคหลอดเลือดสมอง

แพทย์หญิงณัชชา อินทรกำแหง อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท ชำนาญการด้านการนอนหลับ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า การนอนกรนสามารถเกิดได้กับทุกคน โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ความเหนื่อยล้าสะสม  การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน  น้ำหนักตัวเกิน  ภาวะภูมิแพ้หรือคัดจมูก ทำให้หายใจลำบาก แม้อาการนอนกรนจะดูไม่รุนแรง แต่หากเกิดบ่อยและมีอาการร่วมอื่น ๆ อาจเป็นสัญญาณของ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น(Obstructive Sleep Apnea) ซึ่งมักจะมีอาการหลับไม่สนิท ง่วงในเวลากลางวันทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อดนอน ภาวะนี้มีสาเหตุมาจากอวัยวะทางเดินหายใจ เช่น จมูก ช่องคอ ลิ้นหรือผนังคอหอย เกิดความผิดปกติ จนส่งผลให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง ทำให้อากาศผ่านได้ลดลง หรือเกิดการอุดกั้น นำไปสู่การหยุดหายใจชั่วขณะ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก หากไม่รักษาอาจนำไปสู่การเป็นโรคทางหัวใจ และโรคอื่น ๆ ได้

อาการที่เป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ คือ นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ สะดุ้งตื่นกลางดึกเหมือนหายใจไม่ออก ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกปากแห้ง เจ็บคอ ปวดศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ ง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน สมาธิและประสิทธิภาพการทำงานลดลง

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อแยกว่าเป็นการนอนกรนประเภทใด และสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ว่า มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากหรือไม่และตรวจการหายใจที่สัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจและสมองขณะหลับ โดยมีรายละเอียดการตรวจ ดังนี้

การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ และการตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ ว่าหลับได้สนิทแค่ไหน ประสิทธิภาพการนอน คลื่นสมองผิดปกติเช่นลมชักขณะหลับ

การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะหลับ เพื่อดูว่าหัวใจมีการเต้นผิดจังหวะที่อาจมีอันตรายได้หรือไม่

การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขาดออกซิเจนหรือไม่ในขณะหลับ และหยุดหายใจหรือหายใจเบาหรือไม่

การตรวจวัดลมหายใจ ที่ผ่านเข้าออกทางจมูกและปาก และการตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ใช้ในการหายใจ ดูว่ามีการหยุดหายใจหรือไม่ เป็นชนิดไหน ผิดปกติมากน้อยแค่ไหน

ตรวจเสียงกรน เพื่อดูว่ากรนจริงหรือไม่ กรนดังแค่ไหน กรนตลอดเวลาหรือไม่ กรนขณะนอนท่าไหน

การตรวจท่านอน ในแต่ละท่านอนมีการกรน หรือการหายใจผิดปกติแตกต่างกันอย่างไร

การทำ Sleep Test หรือการตรวจการนอนหลับชนิดมาตรฐาน (Standard PSG) ต้องทำในห้องปฏิบัติการนอนหลับ (Sleep laboratory) ควบคุมดูแลโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง เพราะการตรวจค่อนข้างซับซ้อน และมีการติดอุปกรณ์ตามร่างกายหลายอย่าง การตรวจชนิดนี้สามารถบอกได้ว่า คุณภาพในการนอนเป็นอย่างไร หลับได้ดีหรือสนิทหรือไม่ และมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นขณะนอนหลับ ถ้าพบว่ามีการหยุดหายใจบ่อย อาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ(CPAP) แล้วทำการปรับความดัน เพื่อให้ทราบค่าความดันที่เหมาะสมที่สุด ที่ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับการวินิจฉัยความผิดปกติขณะนอนหลับ จะทำการวัดตลอดทั้งคืน อย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการหลับของคนทั่วไป ต้องมีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการอ่านคลื่นสมอง ตรวจเช็กผลซ้ำอีกครั้งด้วยจึงจะเชื่อถือได้

แนวทางการรักษาหลังเข้ารับการตรวจ Sleep Test แล้วพบว่ามีความผิดปกติของภาวะนอนกรน แนะนำจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ เช่น ลดน้ำหนัก เปลี่ยนพฤติกรรมการนอน หลีกเลี่ยงการนอนหงายเพราะจะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย หลีกเลี่ยงยาและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้ เป็นต้น

ส่วนกรณีของภาวะหยุดหายใจขณะหลับมีวิธีการรักษาได้หลายวิธีได้แก่ 1.การใช้เครื่องช่วยหายใจCPAP ซึ่งเป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 90-99% 2. การรักษาทางเลือกด้วยการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย อาจช่วยแก้ไขการหยุดหายใจทำให้ไม่ต้องกลับไปใช้หรือลดการใช้เครื่อง CPAP ลงได้ ซึ่งการผ่าตัดปัจจุบันมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และโครงสร้างความผิดปกติของโครงหน้า จมูก และปากของแต่ละคน 3.การใส่อุปกรณ์ทันตกรรม (Oral appliance) ช่วยดึงลิ้นและกรามบางส่วนมาข้างหน้า เพื่อลดการอุดกั้นของทางเดินหายใจขณะหลับ

อย่างไรก็ตาม การนอนกรนที่เกิดบ่อยและมีอาการร่วม อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพร้ายแรงโดยไม่รู้ตัว หากสังเกตอาการตัวเองหรือคนรอบข้างว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม เพราะ การรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อน และฟื้นฟูคุณภาพการนอนให้กลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง

กรมวิทย์ฯ เผยโควิดสายพันธุ์ ‘XFG’ สายพันธุ์ที่ต้องจับตา แพร่กระจายได้เร็ว หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ไม่รุนแรง

กรมวิทย์ฯ เผยโควิดสายพันธุ์  ‘XFG’  สายพันธุ์ที่ต้องจับตา  แพร่กระจายได้เร็ว หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ไม่รุนแรง

กรมวิทย์ฯ เผยโควิดสายพันธุ์ ‘XFG’ สายพันธุ์ที่ต้องจับตา แพร่กระจายได้เร็ว หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ไม่รุนแรง

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยโควิดสายพันธุ์ “XFG” เป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตา แพร่กระจายได้เร็ว อีกทั้งหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้ป่วยรุนแรง

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศจัดให้โควิด 19 สายพันธุ์ “XFG” เป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตา (Variant Under Monitoring) เนื่องจากมีคุณสมบัติด้านการแพร่กระจายที่รวดเร็ว และสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่าสายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อื่น

โควิด 19 สายพันธุ์ XFG เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน เกิดจากการผสมกันของสายพันธุ์ LF.7 และ LP.8.1.2 ตรวจพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 และมีการกลายพันธุ์เพิ่มเติมในตำแหน่งโปรตีนส่วนหนาม (Spike protein) รวม 11 ตำแหน่ง ได้แก่ T22N, S31P, K182R, R190S, R346T, K444, V445R, F456L, N487D, Q493E และ T572I ซึ่งการกลายพันธุ์เหล่านี้มีผลต่อความสามารถของไวรัสในการแพร่กระจายและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน

นายแพทย์ยงยศ กล่าวถึงสถานการณ์ทั่วโลก พบว่า สายพันธุ์ XFG* มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สายพันธุ์ NB.1.8.1* ยังคงเป็นสายพันธุ์หลักที่พบมากที่สุด แม้จะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม สำหรับในประเทศไทย ตรวจพบสายพันธุ์ XFG* เป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน 2568 และจนถึงปัจจุบันมีรายงานสะสมแล้วจำนวน 23 ราย ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดำเนินการถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคโควิด 19 เพื่อเฝ้าระวังการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม – 23 มิถุนายน 2568 ได้ตรวจรหัสพันธุกรรมของตัวอย่างจำนวน 236 ราย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1* ร้อยละ 83.9, สายพันธุ์ XFG* ร้อยละ 6.8, สายพันธุ์ XEC* ร้อยละ 5.9 และพบสายพันธุ์อื่นๆ เช่น JN.1*, LP.8.1* ในสัดส่วนเล็กน้อย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ไวรัสอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลจีโนมของไวรัสเข้าสู่ฐานข้อมูลสากล GISAID อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสนับสนุนระบบเฝ้าระวังโรคระดับโลก โดยตั้งแต่เริ่มมีการระบาดในประเทศไทยในเดือนมกราคม 2563 จนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ประเทศไทยได้เผยแพร่ข้อมูลจีโนมของเชื้อโควิด 19 สะสมแล้วทั้งสิ้น 48,541 ราย

แม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าสายพันธุ์ XFG* ส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น แต่ขอให้ประชาชนยังคงปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และหากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก ขอให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

คาโอ ชวนเยาวชนไทยหัวใจสีเขียว โชว์พลังสร้างสรรค์ ประกวดภาพวาดสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ระดับเยาวชน ครั้งที่ 16

คาโอ ชวนเยาวชนไทยหัวใจสีเขียว โชว์พลังสร้างสรรค์ ประกวดภาพวาดสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ระดับเยาวชน ครั้งที่ 16

คาโอ ชวนเยาวชนไทยหัวใจสีเขียว โชว์พลังสร้างสรรค์ ประกวดภาพวาดสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ระดับเยาวชน ครั้งที่ 16

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด (Kao) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำจากญี่ปุ่นและเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคยในครัวเรือนไทย เช่น แอทแทค, บิโอเร, ไฮเตอร์, มาจิคลีน และ ลอรีเอะ เชิญชวนเยาวชนไทยหัวใจสีเขียว อายุ 6-15 ปี (นับถึงเดือนสิงหาคม 2568) มาร่วมส่งผลงานศิลปะถ่ายทอดจินตนาการและมุมมองที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและอนาคตของโลกใบนี้ผ่านปลายพู่กัน ใน “โครงการประกวดภาพวาดสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ระดับเยาวชน โดยคาโอ ครั้งที่ 16” ภายใต้หัวข้อ ‘มาสร้างสิ่งแวดล้อมของเราให้ยั่งยืนกันเถอะ!  ซึ่งผลงานทุกชิ้นที่ส่งเข้าร่วมประกวดจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขันในเวทีระดับโลก พร้อมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษจากประเทศญี่ปุ่นพร้อมใบประกาศนียบัตร

โครงการนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้แสดงออกและสะท้อนความสร้างสรรค์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและโลกอนาคตที่ดีกว่า ในปีที่ผ่านมามีเยาวชนส่งผลงานเข้าร่วมประกวดมากถึง 16,639 ชิ้น จาก 33 ประเทศทั่วโลก และที่น่าภาคภูมิใจคือ เยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศและรางวัลอื่นๆ รวม 10 รางวัล ซึ่งถือเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่เยาวชนไทยคว้าชัยชนะบนเวทีระดับโลกแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถที่โดดเด่นอย่างแท้จริง อีกทั้งคาโอยังได้ริเริ่มโครงการบริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามการเลือกกิจกรรมของเยาวชนอีกด้วยพร้อมการเปิดรับภาพวาด โดยมียอดบริจาครวมกว่า 830,000 เยน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคาโอในการสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 6 สิงหาคม 2568 สำหรับกติกาการเข้าร่วมประกวดสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมทางเว็บไซต์ https://www.kao.com/th/th/news/2025/20250422-001/ หรือติดตามรายละเอียดผ่านทาง Facebook: Kao Industrial (Thailand) Co., Ltd.

เอ็ม บี เค ส่งมอบกระเป๋าอัพไซเคิล โครงการ ข.ขวดรักษ์โลก กับ 4 โรงเรียนนำร่องในพื้นที่

เอ็ม บี เค ส่งมอบกระเป๋าอัพไซเคิล  โครงการ ข.ขวดรักษ์โลก กับ 4 โรงเรียนนำร่องในพื้นที่

เอ็ม บี เค ส่งมอบกระเป๋าอัพไซเคิล โครงการ ข.ขวดรักษ์โลก กับ 4 โรงเรียนนำร่องในพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในเดือนสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ทั้ง 4 ศูนย์การค้า ได้แก่ เอ็ม บี เค เซ็น เตอร์ พาราไดซ์ พาร์ค เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ร่วมถึง บริษัทในเครือเอ็ม บี เค  บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอ เรชั่น จำกัด (มหาชน) สนามริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ สนามบางกอก กอล์ฟ คลับ  โรงแรมทินิดี โฮเต็ล บางกอก กอล์ฟ คลับ บริษัท แอพเพิล ออโต้ ออคชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมด้วยพันธมิตร ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอ รี่ จำกัด ร่วมส่งมอบกระเป๋านักเรียนอัพไซเคิล 400 ใบ เพื่อการศึกษาในโครงการ ข.ขวดรักษ์โลก ตอน “แยกขวด ช่วยน้อง” ให้กับเหล่า Green Hero จากน้องนักเรียน 4 โรงเรียนนำร่องในพื้นที่ของศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค ได้แก่ โรงเรียนวัดบรมนิวาส ,โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์ ,โรงเรียนสุเหร่าใหม่ และ โรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี ที่สามารถสะสมขวดพลาสติก (PET) ที่ไม่ได้ใช้จำนวนกว่า 18,492 ขวด พร้อมขยะรีไซเคิลอื่นๆ สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3,437.71 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าซึ่งเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 372 ต้น

กิจกรรมส่งมอบกระเป๋าอัพไซเคิล ให้น้องๆ ทั้ง 4 โรงเรียนได้รับเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ในเขตพื้นที่ตั้งมาร่วมส่งมอบกระเป๋า พร้อมแจกขนม อาทิ อิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ,เบญจวรรณ ภักดีใจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตประเวศ ,บัญชา สืบกระ พัน ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง,สมพงษ์ เมธาสถิตย์สุข ประธานคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขตสวนหลวง,บุญเสก พันธุ์อุดม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด และ ภาคภูมิ พิทักษ์ธนางกูร ผู้จัดการส่วนหน่วยงานเศรษฐกิจหมุนเวียน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหา ชน) รวมถึงพนักงานจิตอาสาในเครือเอ็ม บี เค ทำให้ทุกคนได้รับความสุข พร้อมอิ่มเอมกันไปทั่วหน้า

ด้าน ศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า “จากกิจกรรม “แยกขวด ช่วยน้อง” ภายใต้โครงการ ข.ขวดรักษ์โลก เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่ บมจ.เอ็ม บี เค ได้ร่วมเดินสายพร้อมกับพันธมิตร GC YOU เทิร์น ของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล และ บจ.เวสท์บาย เดลิเวอรี่ มาให้ความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะ และบริหารจัดการขยะอย่างสร้าง สรรค์ เพื่อเสริมสร้างให้น้องๆ มีจิตสำนึก พร้อมได้รับความรู้ ความเข้าใจเรื่องการคัดแยกขยะที่ถูกต้องเหมาะสม แถมยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับขวดน้ำพลาสติกใช้แล้ว ด้วยการอัพไซเคิลเป็นกระเป๋านักเรียน  และที่สำคัญโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนองเป้าหมายการลดปริมาณขยะที่ส่งไปหลุมฝังกลบให้เป็นศูนย์รวม ถึอเป็นการหมุนเวียนพลาสติกให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่กระทบต่อสิ่งแวด ล้อมอีกด้วย”

เด็กหญิงเกวลิน ธรรมเนียม นักเรียนชั้น ป.6 จากโรงเรียนวัดบรมนิวาส กล่าวว่า “ขอบคุณทางเอ็ม บี เค ที่จัดโครงการฯ นี้ขึ้นมา หนูจะเอากระเป๋าอัพไซเคิลที่ได้รับมาไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงหนูยังจะแยกขยะในชีวิตประจำวันตลอดไปค่ะ ตัวแทนจากโรงเรียนแก่นทอง อุปถัมภ์ วิวัฒน์ เพ็นดี ชั้น ม.4 กล่าวว่า“พวกเราตื้นตันใจและดีใจมากๆ ที่เห็นผู้ใหญ่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะองค์กรเอกชนอย่างเอ็ม บี เค ที่ให้ความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงขยะพลาสติก พวกเรารู้สึกขอบคุณและสัญญาว่า ในฐานะของเยาวชน เราจะมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวด ล้อม สร้างโลกที่น่าอยู่ให้กับพวกเราทุกคน อย่างแน่นอนครับ” ส่วนเด็กหญิงตูซา กาเด นักเรียนชั้น ป.6 จากโรงเรียนสุเหร่าใหม่ เปิดเผยว่า “ขอบคุณสำหรับโครงการดีๆ แบบนี้ที่จัดให้พวกหนูได้เรียนรู้ และตระหนักในเรื่องของสิ่งแวดล้อมในการแยกขยะ หนูจะนำความรู้ที่ได้นี้ ไปสร้างสิ่งที่ดีให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไปเรื่อย ๆ อยากให้โครงการดีๆ เช่นนี้ ขยายไปที่โรงเรียนอื่นๆ เพื่อจะได้โอกาสที่ดีแบบโรงเรียนของหนูบ้างค่ะ ”

ปิดท้ายที่ สุภศรี ชุมแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนโรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี กล่าวขอบคุณว่า “กิจกรรมที่ทางโรงเรียนของเราได้รับการสนับสนุนจากการแยกขวดช่วยน้อง เด็กๆ ในโรงเรียนก็รู้จักการเปลี่ยนขยะไปใช้ให้เกิดประโยชน์สามารถนำไปต่อยอดขยะที่ไม่ใช้ในโรงเรียน และช่วยลดโลกร้อนได้  รวมถึงช่วยคิด วิเคราะห์ แยกแยะว่าสิ่งที่เค้าได้เก็บ ได้แยก ประโยชน์จากการที่เอ็ม บี เค มาให้ความรู้เรื่องขยะไปแล้วนั้น ทั้งเศษพลาสติก กระดาษ สามารถเอาไปทำให้เกิดประโยชน์ รวมถึงสามารถนำใช้ในชีวิตประจำวัน ได้อีกด้วย”

ศตกมล วรกุล ผอ.อาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร บจ.อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง

ศตกมล วรกุล ผอ.อาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร บจ.อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง

ส่งมอบกระเป๋านักเรียนอัพไซเคิลเพื่อการศึกษาในโครงการ ข.ขวดรักษ์โลก ตอน “แยกขวด ช่วยน้อง” ที่โรงเรียน
ชุมชนวัดบางกะดี

ส่งมอบกระเป๋านักเรียนอัพไซเคิลเพื่อการศึกษาในโครงการ ข.ขวดรักษ์โลก ตอน “แยกขวด ช่วยน้อง” ที่โรงเรียน ชุมชนวัดบางกะดี

สุภศรี ชุมแก้ว ผอ.โรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี

สุภศรี ชุมแก้ว ผอ.โรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี

โรงเรียนสุเหร่าใหม่

โรงเรียนสุเหร่าใหม่

โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์

โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์

ด.ญ.เกวลิน ธรรมเนียม โรงเรียนวัดบรมนิวาส

ด.ญ.เกวลิน ธรรมเนียม โรงเรียนวัดบรมนิวาส

วิวัฒน์ เพ็นดี โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์ กับเพื่อน ๆ

วิวัฒน์ เพ็นดี โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์ กับเพื่อน ๆ

เด็กหญิงตูชา กาเด โรงเรียนสุเหร่าใหม่

เด็กหญิงตูชา กาเด โรงเรียนสุเหร่าใหม่

บรรยากาศมอบกระเป๋าให้น้องๆ

บรรยากาศมอบกระเป๋าให้น้องๆ

บรรยากาศมอบกระเป๋าให้น้องๆ

บรรยากาศมอบกระเป๋าให้น้องๆ

รอยยิ้มของน้องๆ ที่ได้รับกระเป๋า

รอยยิ้มของน้องๆ ที่ได้รับกระเป๋า

คุณแหน : 14 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 14 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 14 กรกฎาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567 จัดโดย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ เอ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น 17 ก.ค. 2568 เวลา 10.00 น…

ll ประเสริฐ จันทรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำทีมรับรางวัลชนะเลิศ The Winners และ ศ. (พิเศษ) วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ รับรางวัลระดับ Champions จากโครงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ซึ่งสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้จัดพิธีมอบรางวัล WSIS Prizes 2025 ในระหว่างการประชุม World Summit on the Information Society (WSIS) +20 High Level Event 2025 โดยมี ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์ AOC และ ยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล เข้าร่วม ณ สำนักงานใหญ่ ITU กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์..

ll ยินดีกับ ศ.ดร.ภญ.โอภา วัชระคุปต์ ที่ได้เป็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตร..

ll เพื่อนๆ วบส.นิด้า รุ่นที่ 1 จะจัดกิจกรรม “ปัน ปัญญา” Sims and Friends on Tour เที่ยวบ้านเพื่อนและสนับสนุนการศึกษา เด็กๆ รร.ที่ สงขลา พัทลุง ตรัง โดยผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนกันทั้งเงิน อุปกรณ์กีฬา จักรยาน ไฟโซล่าร์ เครื่องเรียน หนังสือ ของเล่น ฯลฯ อาทิ สุชาติ บุญบรรเจิดศรี, รัฐวัฒน์ ศุขสายชล, จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ, ประหยัด เลี่ยวไพรัตน์, นพพล ชูกลิ่น, พิชิต จงสถิตย์วัฒนา, สมชัย เลิศสุทธิวงศ์, เทอดศักดิ์ บุญทศ, กรรณิการ์ พลัสลินทร์, มนัญชยา สมเลิศ, ชนิตร์นันท์ อุทิศชลานนท์, สุรพงศ์ เสรฐภักดี, วิเชียร เอมประเสริฐสุข, ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ และ เพื่อนๆราชินีรุ่น 65 ของ อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์ ซึ่งต่างสุขใจที่ได้แบ่งปัน..

ll วันเกิดปีนี้ จตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา ไปบริจาคเลือดที่สภากาชาด โดยได้บริจาคเลือดเป็นประจำครั้งนี้เป็นครั้งที่ 25 แล้ว..

ll มร.ไมเคิล หยาง ผจก.รร.อนันตราสยาม กรุงเทพฯ พร้อมด้วย แอนนาเบล-อนามฤณ ดาวแก้ว, นภาลัย อารีสรณ์, เนตรา ฤทัยยานนท์ และเมลานี สุขยางค์ เป็นผู้แทนส่งมอบเงินบริจาคจากการจัดงาน Clutter Sale 2025 เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รับมอบ..

ll ฌาปนกิจ สุวิทัย เขียวบริบูรณ์ ภรรยา สุเมธ เขียวบริบูรณ์ 14 ก.ค.16.00 น. ที่วัดสาครสุ่นประชาสรรค์ ถ.นาคนิวาส ..

ll สวด จิราพร ลือพร้อมชัย มารดา ณัฐพล ลือพร้อมชัย รองกก.ผจก.ใหญ่ ธ.กสิกรไทย ศาลา 5 วัดเทพศิรินทราวาส 13-17 ก.ค.18.30 น. ฌาปนกิจ 19 ก.ค.14.00 น..

คุณแหน

พระกรุณาธิคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสาธารณสุข นานัปการ

พระกรุณาธิคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสาธารณสุข นานัปการ

พระกรุณาธิคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสาธารณสุข นานัปการ

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

วันที่ 13 กรกฎาคม เป็นวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นธิดาพระองค์ใหญ่ของ หม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร กับ ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร ทรงเป็นทั้งพระภาติยะและอดีตพระสุณิสาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระธิดาพระองค์เดียวคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงทุ่มเทพระหทัยและพระวรกายบำเพ็ญพระกรณียกิจด้านงานการสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์โดยมิได้คำนึงถึงความยากลำบากใดๆ ทรงมีความสนพระทัยและทรงทุ่มเทช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความทุกข์ยากลำบากทั่วประเทศในด้านการสาธารณสุข และสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพและพลานามัยดีถ้วนหน้า ทรงรับโครงการต่างๆ ของสภากาชาดไทย ไว้ในพระอุปถัมภ์หลายโครงการ รวมทั้งมูลนิธิด้านการแพทย์อีกมากมาย  

ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ติดเชื้อเอดส์และการดำเนินงานของศูนย์วิจัยโรคเอดส์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ติดเชื้อเอดส์และต่อการดำเนินงานของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ตั้งแต่ก่อตั้ง ศูนย์วิจัยโรคเอดส์  ในปีพุทธศักราช 2532 จนถึงปัจจุบัน ได้ประทานข้อแนะนำการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เสด็จเป็นประธานในงานเทียนส่องใจในวันเอดส์โลก วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี พร้อมให้ผู้ติดเชื้อและคนที่ทำงานด้านเอดส์เข้าเฝ้ารับประทานพระดำรัสอย่างใกล้ชิด และยังประทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตั้งเป็นกองทุนต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์และครอบครัว ทั้งด้านการรักษา จัดหายาและเวชภัณฑ์ รวมทั้งการสังคมสงเคราะห์ อาทิ โครงการ “ช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก” สภากาชาดไทย ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ กองทุนยาพระวรราชาทินัดดามาตุสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ สภากาชาดไทย, กองทุนนมสำหรับเด็กในโครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก สภากาชาดไทย และ โครงการ “คืนชีวิตให้พ่อแม่เพื่อลูกน้อยที่ติดเอดส์” สภากาชาดไทย เป็นต้น   โดย กองทุนยาพระวรราชาทินัดดามาตุสำหรับผู้ติดเชื้อเอดส์ สภากาชาดไทย  ได้ให้การสนับสนุนยาต้านไวรัสสำหรับหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวีที่มาฝากครรภ์ช้า ยาต้านไวรัส ยาเรียลทิกราเวียร์ จะให้แก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอดส์ทั้งคนไทยและชาวต่างด้าว ทั้งที่มีสิทธิ์และไร้สิทธิ์สวัสดิการสุขภาพ เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกโดยไม่มีค่าใช้จ่ายให้ได้ผลทั่วถึง โดยยาต้านไวรัสนี้จะช่วยลดปริมาณเชื้อเอชไอวี และยายังสามารถส่งผ่านจากรกแม่ ไปสู่ทารกได้ดี ทำให้สามารถป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้

ในปีพุทธศักราช 2562 โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ได้กราบทูลเชิญ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ให้ทรงดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีในการป้องกันเอชไอวีในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (UNAIDS Goodwill Ambassador for HIV Protection in Asia and the Pacific) เนื่องจากทรงมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและดำเนินการด้านสาธารณสุข สวัสดิการสังคม พร้อมทั้งทรงเป็นผู้สนับสนุนด้านการป้องกันการติดเชิ้อเอชไอวีจากมารดาสู่ทารก และโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันเอชไอวี ผลักดันเป็นนโยบายของภาครัฐที่ดำเนินการไปทั่วประเทศ อีกทั้ง  “โครงการเพร็พพระองค์โสมฯ” (Princess PrEP) ยังเป็นต้นแบบในการให้บริการเพร็พ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนการสัมผัสเชื้อ โดยใช้ยาต้านไวรัสในราคาเพียงวันละ 15 บาท ในประชากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งการดำเนินการได้รับการยอมรับจากทั่วโลก นับเป็นความสำเร็จอย่างยิ่ง

องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

ในความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้านขนาดนั้น พวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว

ด้วยน้ำพระทัยอันที่ที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีพ.ศ.2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วมทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลุเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและพระนคร เป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน  สร้างควมเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งสองพระองค์เสด็จลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเยี่ยมเยียน พระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยเรื่อยมา

“ครั้งแรกที่เราไปเยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม ประชาชนมากมายแช่น้ำยืนรอเฝ้า เราได้รับเงิน 20 บาททีเปียกโชกจากชาวบ้าน เขาบอกว่าขอถวายสำหรับช่วยเหลือประชาชน เราก็ถามว่าทำไมไม่เก็บไว้ช่วยเหลือตัวเอง เขาก็ยืนยันคำเดิม นี่จึงเป็น 20 บาทแรกที่เราได้มาสำหรับมูลนิธิฯ”  พระดำรัสของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ          

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชนร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติรุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยเหลือผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมาของมูลนิธิฯ เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วย “ถุงยังชีพพระราชทาน” ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ รับสั่งเกี่ยวกับถุงยังชีพพระราชทานไว้ว่า “…ของที่บรรจุในถุงยังชีพพระราชทานนั้นเกิดจำนวนที่จัดได้ แต่ห้ามขาด” ด้วยทรงห่วงใยและเข้าพระทัยในวัตถุประสงค์หลังของถุงยังชีพที่พระราชทานแก่ผู้ประสบอุทกภัย

ภายในถุงยังชีพพระราชทานจึงประกอบไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและมีความเหมาะสมกับผู้รับ เช่น ถุงยังชีพสำหรับผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องบรรจุข้าวเหนียวแทนข้าวสาร หรือถุงยังชีพสำหรับพระภิกษุสงฆ์ต้องบรรจุผ้าสบง จีวรไว้ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี บ่อยครั้งที่ทั้งสองพระองค์เป็นผู้คัดเลือกสิ่งของและร่วมบรรจุสิ่งของลงในถุงยังชีพด้วยพระองค์เอง

“…เราทำเองหมดทุกอย่าง ทั้งแพ็คถุง แบกข้าวสาร ทำกับข้าว ทำมามากกว่า 20 ปี เราทั้งสองแม่ลูกสะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก ไม่ว่าจะเดิน นั่งเรือ ก็ทำทุกอย่าง ถุงหนักเท่าไรก็ไม่หวั่น ขอแค่ประชาชนดีขึ้น…” จากพระดำรัสของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ นี้เอง ถุงยังชีพพระราชทานจึงเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจเพื่อผู้ประสบภัยพิบัติ

ถุงยังชีพพระราชทานแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.ถุงยังชีพพระราชทานสีม่วงและสีส้ม สำหรับผู้ประสบอุทกภัยทั่วไปในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยแต่ครอบคลุมบริเวณกว้าง ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ถุงยังชีพฯ จำนวนมากในคราวเดียว โดย สีม่วง เป็นสีประจำวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  และสีส้ม เป็นสีประจำวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ภายในบรรจุสิ่งของสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย ข้าวสาร อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยาตำรับหลวง สบู่ ยาสีฟีน ไฟฉาย ฯลฯ  2.ถุงยังชีพพระราชทานสีน้ำเงิน สำหรับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมาก มีน้ำท่วมขังบริเวณกว้างและไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ หรือมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย ภายในบรรจุสิ่งของเพิ่มเติมจากถุงพระราชทานสีส้มและสีม่วง ได้แก่ เสื้อผ้า ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ 3.ถุงพระราชทานสีเหลือง สำหรับพระภิกษุสงฆ์ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย นอกจากอาหารและสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ภายในบรรจุสิ่งของสำหรับพระภิกษุสงฆ์ อาทิ ผ้าสบงจีวร ผ้าเช็ดตัวพระ ยาตำราหลวง มุ้ง ฯลฯ

“อาหาร” คือ หนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญมากต่อผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะอาหารปรุงสดใหม่ เพราะนอกเหนือจากขวัญและกำลังใจแล้ว การช่วยให้ผู้ประสบอุทกภัยได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ปรุงสดใหม่ยังช่วยเสริมสร้างพลังในการขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤตไปได้ และพร้อมที่จะกลับมาดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข “โรงครัวพระราชทานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่วยด้วยใจคนไทยไม่ทิ้งกัน” จึงได้เกิดขึ้น เป็นรถทรงสูงที่สามารถนำไปจอดในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้ โดยประชาชนทั่วไปมักจะเรียกว่า “รถเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” โดยอาหารสำหรับผู้ประสบอุทภัยจะเป็นเมนูที่ทุกคนสามารถรับประทานได้ อิ่มท้อง ปรุงสุกได้รวดเร็ว และที่สำคัญต้องมีรสชาติอร่อย เช่น ข้าวผัด ผัดกะเพรา และข้าวเหนียวไก่ทอดสูตรประทาน ซึ่งทุกครั้งที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปทรงเยี่ยมประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พระองค์ทรงประกอบอาหารปรุงสุกด้วยพระองค์เอง เพื่อแจกจ่ายให้ลำเลียงไปยังพื้นที่ประสบอุทกภัย

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงมีรับสั่งถึงการปรุงอาหารเพื่อผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะเมนู “ไก่ทอดสูตรประทาน” ว่า “…จากประสบการณ์ที่เคยนำรถโรงครัวเคลื่อนที่ เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ช่วยด้วยใจคนไทยไม่ทิ้งกัน ไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุต่างๆ นั้น เราผ่านการลองผิดลองถูกในการปรุงอาหารในการแจกคนมาหลายครั้ง และสุดท้ายก็ทำให้รู้ว่าข้าวเหนียวไก่ รับประทานง่ายและเสียยาก อีกทั้ง ไก่เป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย และทุกเชื้อชาติศาสนา ที่สำคัญสามารถเก็บไว้ได้นาน…”

ทรงก่อตั้งกองทุนโรคมะเร็งในเด็กฯ ช่วยเหลือเด็กที่ป่วยยากไร้ทั่วประเทศ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ได้ประทานเงินจำนวน 1 ล้านบาทเพื่อก่อตั้งกองทุนและเสด็จมาทรงเปิดกองทุน ซึ่งประทานชื่อว่า “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ” เมื่อ วันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2544  โดยมีพระดำริว่าอยากจะสนับสนุนช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ยากไร้ทั่วประเทศ และทรงมีรับสั่งเมื่อจัดตั้งว่า “กองทุนนี้มิใช่เพื่อโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่งแต่จะกระจายไปทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือให้แก่คนไข้” ในปีพุทธศักราช 2560 และปีพุทธศักราช 2561 ได้ประทานเงินส่วนพระองค์อีกปีละจำนวน 1 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2562 ได้ประทานพระอนุญาตแก้ไขชื่อกองทุนฯ เป็น “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ”  ในปัจจุบันมีโรงพยาบาลกว่า 20 แห่ง ที่ทางกองทุนฯ ได้ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษายาเคมีบำบัด ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก ค่าตรวจในห้องปฏิบัติการพิเศษ รวมทั้งการศึกษาวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางการรักษาโรคมะเร็งในเด็กต่อไปในอนาคต อาทิ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง โรงพยาบาลศูนย์พิษณุโลก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลศรีสะเกษ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ เป็นต้น  นอกจากการรักษาโรคมะเร็งในเด็กให้หายขาดมากขึ้นแล้ว ทางกองทุนฯ ยังได้ช่วยเหลือให้เด็กมีโอกาสทุพพลภาพน้อยลง เช่น ได้มอบเงินค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์แขนขาโลหะที่ใช้แทนกระดูกที่เป็นมะเร็งที่ถูกตัดออก ทำให้เด็กไม่ต้องถูกตัดแขนขาออกไป

ขณะเดียวกันทางกองทุนฯ ยังได้สนับสนุนให้กลุ่มแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคมะเร็งในเด็กได้ทำการวิจัยอีกด้วย นั่นคือ ได้มอบเงินให้กับชมรมโรคมะเร็งในเด็กตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2557  ให้ทำการวิจัยในการรักษาโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะลุกลามให้มีโอกาสหายขาดมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันชมรมโรคมะเร็งในเด็กมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดเป็นจำนวนกว่า 20 แห่งด้วยกัน จากความช่วยเหลือของกองทุนฯ ทำให้เด็กที่เป็นมะเร็งมีโอกาสหายขาดมากขึ้นแล้วยังทำให้วงการแพทย์ไทยมีโอกาสทำกาวิจัยให้ทัดเทียมกับต่างประเทศอีกด้วย

ทรงจัดตั้งมูลนิธิฯ และโครงการส่วนพระองค์อีกมากมาย

มูลนิธิศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์กิติยากร ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม พุทธศักราช 2533 เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขัดสน ช่วยเหลือค่ารักษา ช่วยจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนค่าเดินทางในการไปรักษา รวมทั้งการมอบทุนในการศึกษาต่อของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ด้านโรคหัวใจและทรวงอก ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับการรักษาที่ดีมีมาตรฐานสากล

มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พุทธศักราช 2532 เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแก่ผู้ป่วย ครอบครัว ประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์ รณรงค์ให้อุบัติการณ์ของโรคนี้ลดลงในประชากรไทย เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้มีการดูแลรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียและการป้องกันโรคนี้แก่ผู้ป่วย ครอบครัว และประชาชน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

นอกจากนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงทรงรับมูลนิธิต่างๆ ไว้ในพระอุปถัมภ์ รวมทั้งจัดตั้งมูลนิธิและโครงการส่วนพระองค์อีกหลายโครงการ อาทิ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์), มูลนิธิเพชรรัตน-สุวัทนา (ทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์), มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย (ทรงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์ตลอดพระชนม์ชีพ), มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของศาลเยาวชนและครอบครัว, มูลนิธิบ้านบางแค, มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก ของศาลเยาวชนและครอบครัว, มูลนิธิสถาบันแสงสว่าง, มูลนิธิธรรมจารินีวิทยา, มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของศาลเยาวชนและครอบครัว, สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ, สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย, สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่, สมาคมพัฒนาแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย, สภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ, โรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา, วัดหนองน้ำขุ่น อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นต้น

นับได้ว่าทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ ในฐานะสมาชิกพระราชวงศ์ สนองเบื้องพระยุคลบาท มีพระกรุณาธิคุณต่อประเทศและประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นที่ประจักษ์ยิ่ง  ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 13 กรกฎาคม 2568 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรให้ทรงมีพระพลามัยแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติและประชาชนชาวไทยตลอดกาลนาน เทอญ

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระกุศลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระกุศลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระกุศลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

เวลา 9.00 น. ณ  ห้องโสมกิติยาภา สำนักงานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ แด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 13 กรกฎาคม 2568 โดยมี คณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าร่วมพิธีฯ


พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในวันนี้ประกอบพิธีโดยคณะสงฆ์ รวม 10 รูป จาก 10 วัด นำโดย สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ได้แก่ สมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิตรฯ / พระพรหมวชิรากร วัดราชผาติการามวรวิหาร / พระพรหมวัชรสุทธาจารย์ วัดอาวุธวิกสิตาราม / พระพรหมวชิรมุนี (เชิด จิตฺตคุตฺโต) วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร / พระธรรมวชิราจารย์ วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร / พระเทพวชิรสุนทร วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก / พระราชมหาเจติยาภิบาล วัดอรุณราชวราราม / พระราชวชิรธรรมเมธี วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และพระราชวชิราภินันท์ วัดบวรนิเวศราชวรวิหารทั้งนี้คณะสงฆ์ร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

“มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง คือการร่วมกัน ระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และ จิตสาธารณะเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้ง การพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและ การฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ตลอดระยะเวลา 30 ปี มูลนิธิฯปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”


เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยหรือภัยพิบัติต่าง ๆ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โปรดให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) สภากาชาดไทย จัดตั้ง “โรงครัวพระราชทาน” ประกอบอาหารปรุงสุกสำเร็จและเชิญ “ถุงยังชีพพระราชทาน” มอบให้แก่ผู้ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพจิตใจในช่วงอุทกภัย ทั้งนี้พระองค์จะเสด็จไปยังพื้นที่ประสบภัย ทรงประกอบอาหารและประทานถุงยังชีพฯ แก่ผู้ประสบภัยด้วยพระองค์เองหากไม่ติดภารกิจใด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชน ต่อให้เส้นทางยากลำบากขนาดไหนก็ทรงไม่ย่อท้อ แม้มิได้เสด็จไปเยี่ยมผู้ประสบภัย หรือประทานถุงยังชีพฯ ด้วยพระองค์เองได้ หากแต่ยังคงมีรับสั่งให้กรรมการและเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทยเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยอย่างทันท่วงที ให้คลายความลำบากโดยเร็ว นอกจากนี้ถุงยังชีพพระราชทานและการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานก็จะต้องเป็นของที่ดีที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยทรงห่วงใยประชาชนที่ประสบภัย ดังพระดำรัส
“…ของที่บรรจุในถุงยังชีพพระราชทานนั้นเกินจำนวนที่จัดได้ แต่ห้ามขาด…”

คุณแหน : 13 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 13 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 13 กรกฎาคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.16 น.

ll ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีนายกรักษาการฯ และนายกเก่า แพทองธาร ไปทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมฯ อาการของคนไทยก็ทรุดลงไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะมีรัฐมนตรีหน้าเก่าและหน้าใหม่ มาบริหารประเทศ คงจะได้เห็นคุณภาพของผู้บริหารประเทศที่มาจากนักการเมือง?…..

ll ประธานวิปรัฐบาล วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ” กล่าว วันไหนที่องค์ประชุมสภาฯล่ม ก็ขอให้มีการเปิดชื่อส.ส.คนไหนบ้างที่โดดประชุม ไม่เว้นว่าจะเป็นพรรคไหน รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย ประชาชนจะได้รู้ว่าแค่สัปดาห์ละ๒วัน ก็มาทำงานไม่ได้ ต่อไปก็อย่าเป็นเลย ประชาชนจะได้รู้กำพืดว่าใครเป็นอย่างไร “…….

ll ในวันเข้าพรรษา เปลว สีเงิน เขียนบทความ ปาราชิก นรกขุมไหน สรุป พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร กับสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังขปรินายก ในหนังสือเผยแพร่นิตยสารธรรมลีลา ฉบับ 196 มิย.2560 ว่า พระโกงธรรมะ กรรมเช็กบิลล์ลงนรกไปแล้ว คนโกงเมือง เตรียมตัวไว้ ปลายเดือนสิงหานี้ นาฬิกากรรมจะทำหน้าที่ตีบอกเวลา เจ้ามาจากคุก ก็กลับเข้าไปเข้าคุก …..

ll และผักกาดหอม เขียนโอกาสสุดท้ายของทักษิณ ทักษิณพยายามประกาศตัวว่าเป็นผู้มีบารมีเหนือรัฐบาล เป็นการยืนยันว่าระบอบทักษิณจะไปต่อ ขอให้โชคดีกับเส้นทางสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในอนาคต และขณะนั้นจะเป็นช่วงการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น …..

ll ขออนุญาตฺ ป.ปฏัก สักวาเห็นบิดาทำป่วยทิพย์ ขมุบขมิบรับไปตามประสา พยานแพทย์บ่งชี้ป่วยเทวดา ตามกติกาต้องติดคุกตามราคี คราเป็นใหญ่คุมเหตุทั่วเขตต์ขัณท์ สิไหวหวั่นนั่นเป็นพ่อขอลี้หนี แม่นแล้วเจ้าผิดต่อหน้าที่ที่พึงมี สิถึงทีถูกขับไล่พ้นไปเอยฯ …..

ll อดีตผู้ว่าแบ็งก์ชาติ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิชัย ชุณหวชิระ เพื่อเตือนสติการเลือกผู้ว่าคนใหม่ คุณสมบัติต้องทำนโยบายอย่างเป็นอิสระจากการเมือง ธำรงค์ความน่าเชื่อถือ ห่วงเลือกคนใกล้ชิดรัฐบาล จะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนในและต่างประเทศ ……

น้องนิ่ง….นิ่ง…. 

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟจากโตเกียวไปเที่ยวคามากูระ

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟจากโตเกียวไปเที่ยวคามากูระ

ตะลอนเที่ยว : นั่งรถไฟจากโตเกียวไปเที่ยวคามากูระ

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันนี้กลับไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้ง (แต่เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วจำได้ไม่ชัดเจน เพราะไปมาแล้วมากกว่า 20 ครั้ง จนมีผู้ล้อเลียนว่าโตเกียวก็แค่ปากซอยหน้าบ้าน) ทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะโตเกียว ก็พบว่าเมืองนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความปลอดภัย และความมีมารยาทของผู้คนส่วนมาก (แต่บางคนก็มารยาทไม่น่ารักมากนัก)

ช่วงนี้ญี่ปุ่นอากาศร้อนจัด ซึ่งน่าจะร้อนกว่าเมืองไทยด้วยซ้ำไป อย่าลืมว่าญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตอบอุ่น เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาหน้าร้อนจึงร้อนจัด และร้อนแบบแห้งๆ เพราะในอากาศไม่ค่อยมีไอน้ำมากเหมือนในประเทศไทย และประเทศในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตร แต่อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นก็คงเหมือนเดิมคือน่าเที่ยว แล้วยิ่งช่วงนี้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนแล้ว ทำให้ค่าเงินบาทดูได้เปรียบมากกว่า เพราะฉะนั้น บางคนจึงบอกว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงนี้ราคาไม่แพงมากนัก 

ข้อสังเกตที่พบเมื่อเวลาไปญี่ปุ่นในช่วงระยะเวลาหลังโควิด-19 คือมีผู้คน โดยเฉพาะคนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เพราะว่าทางการญี่ปุ่นยกเว้นการทำวีซ่าให้คนไทยที่เป็นนักท่องเที่ยวซึ่งเข้าไปเที่ยวเป็นระยะเวลาไม่เกินสองสัปดาห์ 

เพราะฉะนั้นจึงมีตัวเลขปรากฏว่านักท่องเที่ยวจากไทยเดินทางหลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นมากกว่านักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาเที่ยวไทย ซึ่งก็นับว่าเป็นการเสียดุลการค้าในส่วนของการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน แต่ก็คงช่วยไม่ได้เพราะว่าเมื่อคนไทยเห็นว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นสะดวกและง่ายรวมถึงค่าใช้จ่ายไม่แพงมากเกินไปก็จริงชวนกันไปญี่ปุ่นแทนที่จะเที่ยวในเมืองไทย

กลับไปพูดเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกันดีกว่า วันนี้จะพาคุณไปเที่ยวเมืองคามากูระ เมืองเก่าของญี่ปุ่น ที่มีวัดและโบราณสถานกระจายอยู่ในเมืองนี้หลาย 10 แห่ง แต่จุดท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเยือนมากที่สุดก็คือพระใหญ่ไดบุสึ ที่วัดโคโตกุ อิน (Kotoku-in) วัดของศาสนาพุทธตามนิกายสุขาวดี 

จุดเด่นสำคัญของวัดนี้คือพระพุทธรูปประทับนั่งวัดความสูงจากเข่าขององค์พระถึงพระเศียรได้ 13.35 เมตร (แต่ในความเป็นจริงนั้นในญี่ปุ่นมีพระพุทธรูปไดบุตสึกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค) แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปเที่ยวกรุงโตเกียวมักเลือกไปที่วัดโตกุ อิน เพราะสถานที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว แค่เพียงนั่งรถไฟไปประมาณ 1 ชั่วโมงเสร็จก็ถึงวัดแห่งนี้ ประกอบกับพระพุทธรูปองค์นี้ความสูงเป็นอันดับสองของประเทศญี่ปุ่น ส่วนองค์ที่สูงที่สุดประดิษฐานอยู่ที่ซัปโปโร 

เมื่อได้ไปนมัสการพระพุทธเจ้าองค์นี้แล้ว  นักท่องเที่ยวก็จะพบว่ามีรองเท้าสานด้วยหญ้าที่ควั่นทำเป็นเชือกขนาดใหญ่ ซึ่งตามประวัติเล่าว่า ชาวเมืองทำเพื่อถวายพระพุทธรูปเพื่อให้พระพุทธรูปใช้สวมเพื่อเสด็จไปโปรดสัตว์ ในสถานที่ต่างๆ เพราะถ้าหากไม่มีรองเท้าสำหรับสวมแล้ว เวลาเสด็จไปตามที่ต่างๆ ก็จะทำให้เจ็บเท้า และด้วยความเชื่อดังกล่าวนี้ก็จึงทำให้ผู้คนในชุมชนถวายรองเท้าเชือกแด่พระพุทธรูปเป็นประจำทุกปี

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเยือนสถานที่แห่งนี้ก็จะไปถวายความเคารพที่ต้นสนสามต้นซึ่งมีประวัติว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 รวมถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน คือรัชกาลที่ 10 ทรงปลูกต้นสนไว้ที่บริเวณด้านหน้าฝั่งซ้ายมือ เมื่อหันหน้าเข้าพระพุทธรูป 

และทุกครั้งเมื่อ Mr. Flower ไปเที่ยวสถานที่แห่งนี้ก็เดินทางด้วยรถไฟเท่านั้น เพราะสะดวกและประหยัดเงินค่าเดินทาง และที่สำคัญคือยังได้มองเห็นบ้านเรือนสองข้างทาง แต่ที่มากกว่านั้นคือได้เห็นความทันสมัยของรถไฟญี่ปุ่นด้วย

แล้วคุณสนใจนั่งรถไฟเที่ยวเมืองญี่ปุ่นด้วยกัน สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 091-7233615

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แข่ง ‘มวยปล้ำน้ำมัน’ ในตุรกี

ชมบรรยากาศเหล่าชายฉกรรจ์เข้าร่วมการแข่งขันมวยปล้ำน้ำมัน ครั้งที่ 664 ที่เมืองเอดีร์เน ประเทศตุรกี เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว (5 ก.ค.) เป็นการแข่งขันมวยปล้ำแบบดั้งเดิมนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี ผู้เข้าแข่งขันต้องเปลื้องเสื้อ สวมกางเกงหนังแบบพิเศษ และทาน้ำมันมะกอกทั่วเรือนร่าง ส่วนชัยชนะนั้นวัดกันด้วยการกดแผ่นหลังคู่ต่อสู้ให้ติดพื้นหรือฉีกกระชากกางเกงหนังของคู่ต่อสู้จนขาดรุ่ย