กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงเปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงเปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงเปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงเปิดนิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประธานที่ปรึกษาของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ตลอดจนคณะกรรมการบริหารพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ คณะอนุกรรมการฯ ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงงดงามในฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ลายเทพพนม กินนรรำ สีย้อมครั่ง กรวยเชิง 3 ชั้น ทอโดย อาจารยร์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ตัดเย็บโดยศิลปินแห่งชาติ ธีรพันธ์ วรรณรัตน์ ห้องเสื้อ Tirapan          

ในพุทธศักราช 2503 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ทรงตระหนักว่าการปรากฏพระองค์ในฐานะพระราชินีแห่งราชอาณาจักรไทยเปรียบเสมือนตัวแทนของคนทั้งชาติ แต่ในขณะนั้นสตรีไทยยังไม่มีการแต่งกายที่เป็นแบบแผนและแสดงเอกลักษณ์ของชาติที่ชัดเจน พระองค์จึงมีพระราชดําริให้จัดทําเครื่องแต่งกายที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างงดงามและมีความร่วมสมัย ด้วยพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ธรรมเนียมการแต่งกายแบบไทย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษารูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในราชสํานักโบราณ ประยุกต์เข้ากับเทคนิคการตัดเย็บแบบสมัยใหม่ และทรงออกแบบชุดไทยที่สวมใส่ได้สะดวก เหมาะสมกับยุคสมัย โดยยังคงความสง่างามและเอกลักษณ์ไทยไว้อย่างกลมกลืน ต่อมาฉลองพระองค์ชุดไทยดังกล่าวเป็นทีรู้จักกันในชื่อ “ชุดไทยพระราชนิยม” และกลายเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยในปัจจุบัน

นิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสํานักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ที่มีความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประกอบด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยเรือนต้น ฉลองพระองค์ชุดไทยจิตรลดา ฉลองพระองค์ชุดไทยอมรินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ฉลองพระองค์ชุดไทยดุสิต ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี ฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย และฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิ

นิทรรศการ “ชุดไทย : จากราชสำนักสู่ราชนิยม” (Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage) จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมการแต่งกายแบบไทย และเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยพระราชนิยมให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ความเป็นมาได้ตระหนักถึงคุณค่าและเกิดแรงบันดาลใจในการร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืน

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมตังแต่วันที 16  สิงหาคม พุทธศักราช 2568  เป็นต้นไป ณ ห้องจัดแสดง 1 พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติพระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.30น. ปิดจําหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น. บัตรเข้าชมสําหรับผู้ใหญ่ ราค 150 บาท ผู้สูงอายุ (65 ปีขึนไป) ราคา 80 (โปรดแสดงบัตรประจําตัว) นักเรียนหรือนักศึกษา และเด็กอายุ 12 ปี – 18 ปี ราคา 50  บาท  เด็กอายุต่ำกว่า 12  ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

พช.จัดเปิดตัวชุมชนภูมิปัญญา 4 ชุมชน โชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่ สนองแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

พช.จัดเปิดตัวชุมชนภูมิปัญญา 4 ชุมชน โชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่ สนองแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

พช.จัดเปิดตัวชุมชนภูมิปัญญา 4 ชุมชน โชว์ผลิตภัณฑ์ใหม่ สนองแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดย นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดตัวชุมชนภูมิปัญญา ทั้ง 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนชุมชนบ้านอ้อย จังหวัดชัยนาท,ชุมชนบ้านห้วยทราย จังหวัดเชียงใหม่, ชุมชนบ้านหนองสังข์ จังหวัดนครพนม,ชุมชนบ้านทุ่งตำเสา จังหวัดตรัง พร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”

นายสามารถ สุวรรณมณี

ในงานมี นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน นางสาวริตยา รอดนิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และตัวแทนชุมชนภูมิปัญญาทั้ง 4 ชุมชน ร่วมกิจกรรมฯ ณ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดาภิเษก

นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทุ่มเท เสียสละด้วยความมุ่งมั่นที่จะสืบสาน รักษาและต่อยอด เพื่อทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยนำภูมิปัญญาผ้าไทยผ้าอัตลักษณ์ และงานหัตถกรรมทุกรูปแบบ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตโครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นส่วนหนึ่งในโครงการตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เป็นการจัดเก็บและบันทึกภูมิปัญญาสำคัญของชุมชน นำมาถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัยตรงตามความต้องการของตลาด  ผ่าน 3 กิจกกรม ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 พัฒนาองค์ความรู้ให้กับองค์กร กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการในชุมชน กิจกรรมที่ 2 ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และกิจกรรมที่ 3  เปิดตัวชุมชนภูมิปัญญาพร้อมจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการประชาสัมพันธ์ผลสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการและผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาจำนวน 100 ผลิตภัณฑ์ และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการและสมาชิกในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นผ่านการจำหน่ายทางตลาดออฟไลน์ และตลาดออนไลน์ ส่งผลต่อความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก

ในงานนี้ ได้จัดให้มีการ Live สด กิจกรรมนำเสนอผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผ่านการพัฒนา และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ (online) โครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดย พิงกี้ สาวิกา ไชยเดช ช่องทาง https://www.tiktok.com/@pinkysavika?_t=ZS-8yeD9IiX734&_r=1 และ นัท นิสามณี เลิศวรพงศ์  ช่องทาง https://www.tiktok.com/@nisamaneenut?_t=ZS-8yeDBbZtQ2B&_r=1

คุณแหน:19 สิงหาคม 2568

คุณแหน:19 สิงหาคม 2568

คุณแหน:19 สิงหาคม 2568

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll เอ็กซ์คลูซีฟนี้อ่านลึกสำหรับ “THE HAVE” ผู้มีเงินทองเหลือเก็บเหลือกินเหลือใช้ กรณีภาษีทรัมป์สร้างความปวดเศียรให้แก่ผู้นำ หลายร้อยประเทศ ไทยโชคดีหน่อยที่ประธานาธิบดีทรัมป์ เกิดอยากได้รางวัล “NOBEL PRIZE” มากๆ เลยขอเข้ามาบริหารจัดการเรื่องการหยุดยิงไทย-กัมพูชา เมื่อสำเร็จเรียบร้อย ท่านประธานาธิบดีก็ต้องตอบแทนกันบ้างทีนี้แวะมาพูดถึงเศรษฐีใหญ่มหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมสวิตเซอร์แลนด์ ถือดีมัวแต่รำป้อไม่สรุปความให้ลงตัวถูกใจทรัมป์ปรากฏว่าเมื่อถึงเส้นตายเลยถูกยูเอสหวดภาษีสูงถึง 39% ผลคือนักธุรกิจและเศรษฐศาสตร์สวดรัฐบาลกลางสวิสยับที่ไม่รักษาประโยชน์ชาติ การค้าทุกชนิดในสวิสถึงกับชะงักงัน เพราะมองเห็นแล้วว่าหายนะกำลังรออยู่ข้างหน้า…

ll เราอธิบายให้ FC เข้าใจสถานการณ์ของสวิส ประเทศนี้เขาภูมิใจในผลิตผลอุตสาหกรรมของเขามาก ก็สมควรแล้วเครื่องมือ, อุปกรณ์การแพทย์, นาฬิกาลักชัวร์รี่หลายสิบยี่ห้อ, ประเภทอาหาร DELICATESEN โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ทำด้วยนมและเนยแข็ง (CHEESE) คุณภาพสูงสุด…ทีนี้มาพูดถึงผลร้ายจากความผิดพลาดนี้ สินค้าสวิสชั้นเยี่ยมถูกส่งเข้าห้างหรูในสหรัฐฯมากถึง 40% (เกือบครึ่ง) นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าสินค้าสวิสราคาสูงอยู่แล้วเมื่อมาเจอภาษีโหดทรัมป์ ก็จะผลักดันราคาสินค้าที่ตลาดเรียกว่า “PRICE ITSELF OUT OF THE MARKET” นั่นคือพวก “ICON” ทั้งหลายที่เศรษฐีไทยถวิลหา อาทิ ROLEX, PATEK, SWISS ARMY, อุปกรณ์การแพทย์, ชีสและเดลิเคทเทสเซ่น ก็จะถูกบั่นทอนยอดในสหรัฐฯเหลือเพียง 1/3 เท่านั้น…

ll สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, กองทุน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกันจัดการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทยประจำปี 2568 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมี ดร.วิรุฬ เตชะไพบูลย์ ในฐานะรองประธานบริหารกองทุน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ ทำหน้าที่ประสานงานและดำเนินการกับทุกหน่วยงานราชการและเอกชนจนโครงการได้ผ่านพ้นไปด้วยดี การประกวดครั้งนี้เป็นวาระสำคัญในการปลูกฝังเยาวชนไทยให้เติบโตขึ้นกับคุณธรรม จริยธรรม และมารยาทตามวัฒนธรรมไทยที่ดีอันเป็นพื้นฐานอันดีงามของสังคม และยังสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม สามารถสื่อสารภาพลักษณ์ของประเทศไทยสู่สากล… 

ll มูลนิธิคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลฯ ร่วมกับ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญเป็นเจ้าภาพ และร่วมงานทอดผ้าป่ามหากุศล ประจำปี 2568 วันที่ 23 ส.ค.14.00 น. ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ร่วมบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี มูลนิธิคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลฯ ธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาศิริราช เลขที่ 085-2-20335-5…สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-4197466-80 ต่อ 2025 และ 02-4124670 หรือ Add line : @nsmufoundation ลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า
ll ขอแสดงความยินดีกับ ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) คนใหม่ ข่าวว่า ท่านปลัดฯเป็นศิษย์เก่าวัฒนาวิทยาลัยรุ่น 119 จึงไม่แปลกที่รุ่นพี่-รุ่นน้องจะมาร่วมแสดงความยินดีกันคับคั่ง…

ll ขนิษฐา สุนทรปักษิน ฝากยินดีกับหลานป้า คนโต ทรงภพ เกียรติเจริญผล แห่งบริษัท
การบินไทย โอกาสที่ได้เป็น กัปตันการบิน B-777 แล้ว…

ll อุมาพร บัวพึ่ง “ครูต้อย” ของเหล่าศิษย์ เป็นนักร้องเพลงไทยสากล ผู้ที่ได้รับรางวัลหลากหลาย ด้วยวัย 70 ปีต้นๆ ช่วงนี้
ทำประโยชน์แก่สังคม เดินสายการสอนร้องเพลงไทยอย่างถูกวิธี โดยมีเทคนิคการสอน ที่เข้าใจง่าย หลักการสำคัญที่ครูต้อยให้ศิษย์ยึดปฏิบัติคือ ให้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องเลียนแบบใคร…ศิษย์ทำได้ย่อมดีต่อใจครูผู้สอนเป็นยิ่งนัก !!…

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำคณะสื่อฯดูงานเกาหลีใต้ มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวท้องถิ่น รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำคณะสื่อฯดูงานเกาหลีใต้ มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวท้องถิ่น รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำคณะสื่อฯดูงานเกาหลีใต้ มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวท้องถิ่น รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.42 น.

นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน และสื่อมวลชนจากจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดมุมมองใหม่แก่สื่อมวลชนเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการท่าอากาศยาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวคิดสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ในระยะยาว การศึกษาดูงานครั้งนี้ มีไฮไลต์สำคัญคือการเยี่ยมชมท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ซึ่งเป็นสนามบินระดับโลกที่มีระบบบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการให้บริการ การจัดสรรพื้นที่เชิงพาณิชย์ การสร้างรายได้นอกเหนือจากธุรกิจการบิน การเปิดพื้นที่แสดงศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในสนามบินให้มีชีวิตชีวา สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงใหม่ อยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อรองรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2569 การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงแนวคิดและการบริหารจัดการ เพื่อประยุกต์ใช้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของผู้โดยสารในอนาคต

นอกจากนี้ ทชม. ยังได้คัดเลือกสถานที่ศึกษาดูงานอื่น ๆ ที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาท่าอากาศยานในมิติต่าง ๆ อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการสร้างประสบการณ์แบบครบวงจร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การออกแบบพื้นที่ให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมสินค้าและบริการของท้องถิ่น เพื่อนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้ในการยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ให้สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะจากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและมีกำลังซื้อมั่นคง

นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้ถือเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้เดินทางเข้ามาแล้วกว่า 165,000 คน มีเส้นทางบินตรงระหว่างเชียงใหม่ – อินชอน จำนวน 62 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเส้นทางเชียงใหม่ – ปูซาน อีก 4 เที่ยวบิน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด ให้บริการโดย 5 สายการบินชั้นนำของเกาหลีใต้ ได้แก่ Korean Air, Jeju Air, Asiana Airlines, Jin Air และ Eastar Jet แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันยังมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการบิน การท่องเที่ยว และภาคธุรกิจในพื้นที่ เพื่อยกระดับสินค้า OTOP สินค้าแฮนด์เมด กาแฟ คาเฟ่ โรงแรมบูติก และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมของเชียงใหม่ ให้มีความโดดเด่น สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ธรรมชาติ และประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม

ด้านนายพัฒนพงษ์ พงษ์ทองเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประจำกรุงโซล ให้ข้อมูลว่า นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ให้ความสนใจจังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเชียงใหม่คือเมืองแห่งธรรมชาติ เมืองสุขภาพ และเมืองศิลปวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มักเดินทางซ้ำ หากสามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างยั่งยืน จากข้อมูลของ ททท. พบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 1.8 ล้านคน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 ล้านคนในปี 2568 โดยจังหวัดเชียงใหม่มีนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 12 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานและครอบครัวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม

ท่าอากาศยานเชียงใหม่จึงพร้อมทำหน้าที่ “ผู้เปิดโลกทัศน์” เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับแนวคิดการบริหารจัดการในระดับสากล เพื่อสร้างความประทับใจสูงสุดแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

-(016)

‘ชุดไทย:จากราชสำนัก สู่ราชนิยม – Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage’

'ชุดไทย:จากราชสำนัก สู่ราชนิยม – Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage'

‘ชุดไทย:จากราชสำนัก สู่ราชนิยม – Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage’

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จพระราชดำเนินเปิดนิทรรศการใหม่ของพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ “ชุดไทย: จากราชสำนัก สู่ราชนิยม – Chud Thai: Dressing the Nation in Heritage” ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง

นิทรรศการครั้งนี้ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงสืบสานและวางรากฐาน “ชุดไทยพระราชนิยม” ทั้ง 8 แบบ ประกอบด้วย ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี ชุดไทยดุสิต ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ให้กลายเป็นอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงกราบบังคมทูลรายงานการจัดนิทรรศการ พร้อมเผยถึงความคืบหน้าในการผลักดันให้ “ชุดไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO ในปี 2569 อันเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศไทย พร้อมทรงนำคณะฯ ทูตานุทูตกว่า 45 ประเทศ ร่วมชื่นชมและสัมผัสความปราณีต วิจิตรสวยงามของชุดไทยราชนิยมทั้ง 8 แบบ จากนิทรรศการดังกล่าวฯ ด้วย

“ชุดไทย” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย แต่คือความทรงจำร่วมของชาติ คือศิลปะที่สะท้อนภูมิปัญญาไทย และคือมรดกที่พร้อมจะก้าวสู่เวทีโลกในฐานะความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน

ททท. พร้อมต่อยอดพลังแห่ง “ชุดไทย” สู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ”ผ่านเส้นทางผ้า“ ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้มาเรียนรู้ ทดลองสวมใส่ และสัมผัสเสน่ห์อันทรงคุณค่าของการแต่งกายแบบไทยด้วยตนเอง เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ที่ไม่รู้จัก ให้เป็นความรักและประทับใจ…ไม่รู้ลืม

Change Unknown to Unforgettable

#chudthai

#Amazingthailand #ชุดไทยจากราชสำนักสู่ราชนิยม 

#QueenSirikit #MuseumofTextile

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ เปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ เปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ เปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568 “จดหมายแห่งมิตรภาพ From Bangkok to Beijing” จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถึงอาคารไปรษณีย์กลาง เขตบางรัก โดยมี ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดร.ประกอบ จิรกิติ ประธานสหพันธ์ตราไปรษณียากรระหว่างประเทศ และประธานสหพันธ์ตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย ชาญชัย กรรณสูต นายกสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ และ สันต์ปาล ศิลป์เชาวลา อุปนายกสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ อาคารไปรษณีย์กลาง ถ.เจริญกรุง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568

ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังลานพระอนุสาวรีย์จอมพลสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ จากนั้นเสด็จฯ ไปยังห้องโถงไปรษณีย์นฤมิต ทรงประทับพระราชอาสน์ คณะผู้จัดงานถวายสูจิบัตรและของที่ระลึก ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน จากนั้นทรงประทับตราสัญลักษณ์ลงบนแผ่นภาพรวม “จดหมายแห่งมิตรภาพ” เพื่อเปิดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย พ.ศ. 2568 เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการพรรณไม้พระนาม “คำหยาดศรีสิรินธร” นิทรรศการสารฮ่องเต้ โพยก๊วน และแสตมป์ฤชากร ทรงลงพระนามาภิไธยบนแผ่นคำอวยพรและโปสการ์ด และทรงส่งโปสการ์ดลงในตู้ไปรษณีย์ พร้อมฉายพระฉายาลักษณ์กับตู้ไปรษณีย์บริเวณเก๋งจีน

จากนั้นทอดพระเนตรนิทรรศการ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย – จีน นิทรรศการ “เจ้าฟ้านักสะสม” นิทรรศการผลงานเกียรติยศ Grand Prix Club และคอลเลกชันแสตมป์จีน นิทรรศการ “ที่ทำการไปรษณีย์สยามนอกเขตประเทศไทย พ.ศ.2430-2489” ทรงพระอักษรข้อความคำมงคล คำอวยพรด้วยพู่กันจีน ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับผู้บริหารระดับสูง  จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ทั้งนี้ งานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568 “จดหมายแห่งมิตรภาพ From Bangkok to Beijing”จัดขึ้นระ หว่างวันที่ 8 – 12 สิงหาคม 2568 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก โดยภายในงานจะประกอบด้วยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ด้วยพระเมตตาแห่งองค์อุปถัมภ์” การจัดแสดงภาพตราไปรษณียากรภาพฝีพระหัตถ์ พระราชกรณียกิจด้านการสะสม ภาพถ่าย

พระราชดํารัส และพระราชหัตถเลขาอันทรงคุณค่า นิทรรศการ 50 ปี สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ การประกวดแสตมป์จากนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมตลอดทั้ง 5 วันของการจัดงาน เช่น การแสดงจากศิลปินชื่อดัง อาทิ เก่ง-น้ำปิง นุนิว โอ๊ต ภาสกร พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากSERIOUS BACON การแสดงบนเวทีเชิงวัฒนธรรมไทย-จีน  งิ้วเปลี่ยนหน้ากาก ลำตัดแม่ศรีนวล กิจกรรมเวิร์คช็อป การออกร้านจำหน่ายตราไปรษณียากร จำนวนกว่า 30 ร้านค้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และตลาดมิตรภาพไทย-จีนที่รวมของอร่อยจาก 2 วัฒนธรรมอีกด้วย

TCELS จัดเวทีเสวนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ เพื่อประชาชน

TCELS จัดเวทีเสวนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ เพื่อประชาชน

TCELS จัดเวทีเสวนานวัตกรรมเครื่องมือแพทย์และ AI ทางการแพทย์ เพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคเอกชน สมาคมเฮลท์เทคไทย จัดงาน Kick-off แผนงานมุ่งเป้าของประเทศ เพื่อร่วมกันผลักดัน “เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยา” ของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการแพทย์และเทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ภายในประเทศ ลดการนำเข้า รวมมูลค่า 1,500 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยกว่า 8.5 ล้านคนเข้าถึงนวัตกรรมที่ผลิตโดยคนไทย ภายในปี 2569

การดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์นี้มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยา เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กล่าวเน้นย้ำว่า “ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืนได้ นวัตกรรมทางสังคมคือกุญแจสำคัญ และ AI ทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้อย่างมาก ทั้งสำหรับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสังคม เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งคือ การมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียนแพทย์ อีกทั้งยังมีนักวิจัยและนักพัฒนาที่มีความสามารถ ตลอดจน มีความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา ที่ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยจนถึงการขยายผลเชิงพาณิชย์และการสร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง อีกทั้ง ยังมีระบบสาธารณสุขและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การนำนวัตกรรมเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในมิติการสร้างรายได้ ลดการนำเข้า และขยายโอกาสการเข้าถึงบริการของประชาชน โดยกรณี AI วิเคราะห์ภาพรังสีทรวงอกนี้ ได้รับการรับรองมาตรฐานจากราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย อย. และ Singapore FDA และขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง สปสช.กำหนดแผนขยายบริการเป็น 3 ระยะ ครอบคลุมโรงพยาบาล 887 แห่งทั่วประเทศภายใน 3 ปี เพื่อช่วยตรวจคัดกรองโรคสำคัญ เช่น วัณโรคและมะเร็งปอด และลดภาระงานของแพทย์อย่างเป็นระบบ

ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กล่าวเสริมว่า TCELS ในฐานะฝ่ายขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการแพทย์ช่วงปลายน้ำของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ได้นำร่องกลไกการขับเคลื่อนโดยเน้นการเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อทำงานบูรณาการแบบองคาพยพ และอาศัยกลไกคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกันและประกอบด้วย key man ในด้าน AI ทางการแพทย์จากหลายภาคส่วน (Medical AI Ecosystem) ซึ่งถือเป็นโมเดลที่เริ่มแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากนวัตกรรมทางการแพทย์มีความซับซ้อนและเป็นความท้าทาย กรณีของ AI Chest X-ray ถือเป็น pilot case และหวังว่าจะมีอีกหลายนวัตกรรมได้รับการขับเคลื่อนขยายผล ทั้งนี้ ตลาดภาครัฐถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ และ TCELS ยังมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนให้นวัตกรรมไทยได้เติบโตอย่างยั่งยืนสู่ตลาดสากลต่อไป

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง–เพื่อนมะเร็งปอด ผนึกพันธมิตรจัดเสวนา รณรงค์คนไทยตื่นตัว ‘PM2.5’ ตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รับมือ ‘มะเร็งปอด’ ได้

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง–เพื่อนมะเร็งปอด ผนึกพันธมิตรจัดเสวนา รณรงค์คนไทยตื่นตัว ‘PM2.5’ ตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รับมือ ‘มะเร็งปอด’ ได้

มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง–เพื่อนมะเร็งปอด ผนึกพันธมิตรจัดเสวนา รณรงค์คนไทยตื่นตัว ‘PM2.5’ ตรวจคัดกรอง รู้เร็ว รับมือ ‘มะเร็งปอด’ ได้

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในเดือนแห่งการตระหนักรู้โรคมะเร็งปอดสากล มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ร่วมกับกลุ่มเพื่อนมะเร็งปอด และภาคีพันธมิตร จัดงานเสวนา “เพราะทุกลมหายใจมีค่า…ก้าวผ่านมะเร็งปอด รู้เร็ว รับมือได้” เพื่อสร้างความเข้าใจว่าโรคมะเร็งปอดไม่ใช่เรื่องของคนสูบบุหรี่อีกต่อไป แต่ “PM2.5” กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของทุกคน พร้อมรณรงค์ให้คนไทยตระหนักและเข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งขณะนี้สามารถเข้าถึงได้ภายใต้สิทธิประโยชน์ “บัตรทอง 30 บาท” ทั้งยังเดินหน้าสนับสนุน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ให้เป็นวาระด้านสุขภาพระดับชาติ เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืนของคนไทยในระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ. ไนยรัฐ ประสงค์สุข หัวหน้าแผนกอายุรศาสตร์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เปิดเผยว่า  ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่มากถึง 23,713 รายต่อปี หรือเฉลี่ยเกือบ 2.7 รายต่อชั่วโมง โดยมะเร็งปอดถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองของโรคมะเร็งทั้งหมดในไทย หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีงานวิจัยในปี พ.ศ. 2562 ชี้ว่าเป็นปัจจัยอันดับสองที่เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดมากถึง 15% และแนวโน้มนี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้จำนวนผู้ป่วยคือ การที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งปอด เนื่องจากไม่ได้เข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้หลายรายถูกวินิจฉัยในระยะลุกลาม โดยสถิติจากไทยและภูมิภาคเอเชียระบุว่า 57% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดถูกตรวจพบในระยะที่ 4 ขณะที่มีเพียง 16% เท่านั้นที่พบในระยะแรก ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่เริ่มต้น โอกาสรักษาหายมีสูงถึง 92% แต่เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 4 การรักษาจะซับซ้อน ต้องใช้การดูแลแบบบูรณาการ ทั้งเคมีบำบัด การฉายรังสี และยามุ่งเป้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง การตระหนักรู้และการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือความจำเป็น เพราะยิ่งตรวจเจอไว ยิ่งรักษาได้เร็ว และนั่นอาจหมายถึงโอกาสในการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น”

ผศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข

นอกจากนี้ เสียงจากผู้ป่วยจริงในงานก็ยิ่งสะท้อนภาพความจริงในสังคมไทยได้ชัดเจนขึ้น วิศรุต อุ่นอารมณ์ ลูกชายผู้ดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 กล่าวว่า “แม้ครอบครัวเราจะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ใช้เครื่องฟอกอากาศสม่ำเสมอ ปลูกต้นไม้รอบบ้าน และพยายามทำให้บ้านปลอดภัยที่สุด แต่เรากลับชะล่าใจ ไม่เคยพาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพหรือคัดกรองมะเร็งปอด เพราะคิดว่าไม่มีความเสี่ยง เนื่องจากคุณแม่ไม่เคยสูบบุหรี่และไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ จนต้นปีที่ผ่านมาเริ่มเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงอย่างผิดสังเกต ทั้งที่ไม่มีอาการไอหรือสัญญาณเตือนอื่น ๆ กระทั่งพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ซึ่งตอนนั้นตับของคุณแม่อ่อนแอเกินกว่าจะใช้ยามุ่งเป้าได้ การรักษาจึงยากขึ้นมาก มะเร็งลุกลามไปยังกระดูกสันหลังและอวัยวะอื่น ๆ ทำให้ต้องเน้นการดูแลแบบประคับประคอง ทุกวันนี้คุณแม่ยังคงต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ส่วนเราก็ให้กำลังใจและพยายามหาทางรักษาที่ดีที่สุดเพื่อคุณแม่อย่างไม่ย่อท้อ เพราะบทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้คือ ‘อย่าชะล่าใจ แม้จะคิดว่าเราระมัดระวังมากแค่ไหนก็ตาม’”

ขณะที่ ศุภาทร กัลยาณสุต ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 4 เล่าว่า “แม้จะเป็นคนรักสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เคยสูบบุหรี่ และไม่มีใครในครอบครัวที่สูบบุหรี่เลย แต่วันหนึ่งกลับพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอดจากการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 4 และต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผ่าตัด เคมีบำบัด และยามุ่งเป้า การรักษาเหล่านี้ไม่เพียงใช้เวลายาวนาน แต่ยังส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังตามมาด้วยภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แม้จะได้รับการรักษาตามสิทธิ์ แต่ยามุ่งเป้าที่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน จำนวน 30 เม็ดต่อเดือน ยังคงมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 70,000 บาทต่อเดือน ทำให้ความกังวลไม่ได้อยู่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่รวมถึงภาระทางการเงินที่ต้องเผชิญในระยะยาวด้วย”

กัญฐนา อภิรภากรณ์

จิตนิภา ภักดี ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 4 เปิดเผยว่า “ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4  ขณะมีอายุเพียง 29 ปี ทั้งที่ไม่มีประวัติสูบบุหรี่หรือพฤติกรรมเสี่ยงใดๆ สิ่งที่ทำให้ตั้งคำถามคือการเติบโตมาในจังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีหมอกควันและค่าฝุ่น PM2.5 สูงในบางช่วงของปี จึงเชื่อว่ามลพิษทางอากาศอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยอาการเริ่มต้นมีทั้งไอเรื้อรัง น้ำหนักลดลงรวดเร็ว และเหนื่อยง่ายต่อเนื่องนาน 2 เดือน เมื่อตัดสินใจเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด ก็พบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ชนิดเซลล์ไม่เล็ก พร้อมการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่ไม่เคยสูบบุหรี่ การวินิจฉัยในระยะลุกลามส่งผลกระทบอย่างหนักทั้งต่อร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิต เหตุการณ์นี้ทำให้ตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า มะเร็งปอดไม่ได้เกิดแค่กับผู้สูงอายุหรือคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง แต่อายุน้อยก็สามารถเป็นได้ และโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป”

ด้าน กัญฐนา อภิรภากรณ์ จากสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า “สมาคมฯ ก่อตั้งขึ้นจากความตั้งใจของภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้อง ‘สิทธิในการหายใจอากาศสะอาด’ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน เพราะสุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องส่วนบุคคล แต่คือรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่กำลังกลายเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาสุขภาพเรื้อรังในประเทศไทย โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจและมะเร็งปอด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชาชนทุกกลุ่ม สมาคมฯ จึงสนับสนุนการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล โดยมุ่งหวังให้เป็นกฎหมายสำคัญในการจัดการต้นเหตุของปัญหานี้อย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยทุกคนได้หายใจอย่างมั่นใจ และมีสุขภาพดีอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศ”

แม้สังคมไทยจะเริ่มตื่นตัวต่อปัญหาฝุ่น PM2.5 ผ่านข้อเสนอด้านนโยบายและกฎหมายเพื่อจัดการต้นตอของมลพิษทางอากาศ แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามควบคู่กันคือการให้ความสำคัญกับ “การตรวจคัดกรองมะเร็งปอด” เพราะยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาได้มากขึ้น ด้วยนวัตกรรม AI ที่ช่วยคัดกรองโรคจากภาพถ่ายเอกซเรย์ทรวงอกจึงเป็นอีกหนึ่งความหวังของระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับการบรรจุอยู่ในสิทธิประโยชน์ของบัตรทองแล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยจาก “การรักษาระยะท้าย” สู่ “การป้องกันและวินิจฉัยระยะแรก” อย่างยั่งยืนและเท่าเทียม เพื่อให้ทุกลมหายใจของคนไทยปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

‘THE BLOOMING WITHIN’ คอลเลกชันพิเศษที่ยืนยันคุณค่าในตัวผู้หญิง

‘THE BLOOMING WITHIN’  คอลเลกชันพิเศษที่ยืนยันคุณค่าในตัวผู้หญิง

‘THE BLOOMING WITHIN’ คอลเลกชันพิเศษที่ยืนยันคุณค่าในตัวผู้หญิง

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

SUPA EAst Glamor (สุภา อีสต์ แกลมเมอร์) เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ “THE BLOOMING WITHIN” ภายในงาน “THE MALL LIFESTORE WOMEN INSPIRED  เธอ…มหัศจรรย์ บันดาลใจ” ณ  M GRAND HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา

SUPA EAst Glamor เป็นแบรนด์แฟชั่นไทยร่วมสมัย ที่นำเสน่ห์ของผ้าไทย อาทิ ผ้าไหม ผ้าท้องถิ่นทุกภาค ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้ายกลำพูน ผ้า ลายอย่าง และผ้าปาเต๊ะ มาผสานกับการออกแบบที่ทันสมัย อย่างมีเอกลักษณ์ ถ่ายทอดความงามแบบตะวันออกในมุมมองใหม่ที่เปี่ยมด้วยพลัง ความสง่างาม และความมั่นใจ โดยทางแบรนด์มุ่งหวังที่จะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เห็นคุณค่าและหันมาใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพื่อเชิดชูอัตลักษณ์และ Soft Power ของไทย โดยในคอลเลกชันพิเศษนี้ได้แรงบันดาลใจจากดอกไม้ที่ผลิบานในช่วงเวลาที่เหมาะสม เปรียบเสมือนผู้หญิงที่เผยพลังและเสน่ห์ออกมา เมื่อเธอได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง

สุภาพร เอ็ลเดรจ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ SUPA EAst Glamor กล่าวว่า “คอลเลกชันพิเศษนี้ เราเลือกใช้ลวดลายบนผืนผ้ามาถ่าย ทอดเรื่องราวกลายเป็นแฟชั่น เช่น ผ้ายกดอกลำพูนลายผกากรอง ลายดอกไม้ที่พิมพ์บนผ้าลายอย่าง และผ้าปาเต๊ะ  รวมถึงดอกไม้ทำมือจากผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมพื้น ผ้าไหมแก้ว เพื่อเพิ่มเอกลักษณ์และเสน่ห์ให้แต่ละชุด อีกทั้งยังได้แรงบันดาลใจจากสีสันของดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งดอกไม้ไทย และต่างประเทศ ถ่ายทอดผ่านการออกแบบที่สง่างาม เปี่ยมความหมาย สื่อถึงพลัง ความรัก ความหวัง ความมั่นคงที่เบ่งบานจากภายใน ไม่ว่าจะเป็น “กลีบดอกอัญชันอันเข้มแข็งถึงความหวานละมุนของกุหลาบชมพู สู่ความลึกลับของกุหลาบน้ำเงิน ไปจนถึงพลังแห่งทาน ตะวันที่ไม่เคยหันหนีแสง” เพราะเราเชิ่อว่า “ผู้หญิงทุกคนคือดอกไม้ที่งดงามในแบบของตนเอง”

นอกจากนี้ยังได้เสริมทัพความงาม ด้วยเครื่องประดับจาก Beauty Gems แบรนด์เครื่องประดับอัญมณีระดับไฮเอนด์ของไทยที่มีความประณีต หรูหรา โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ผสานศิลปะไทยกับความร่วมสมัยอย่างงดงาม ภายในงานยังได้ ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช, ณิชา พูลโภคะ (รองอันดับ 2 Miss Universe Thailand 2023) และนางแบบอิน เตอร์ โอปอล์ พิไลวรรณ พิมพ์ภูลาด ร่วมแสดงแบบ พร้อมเหล่านางแบบ และเซเลบริตี้ มากมาย

ผู้สนใจ คอลเลกชัน “THE BLOOMING WITHIN” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/supaeastglamor โทรศัพท์ 099-629-9878

คุยกัน 7 วันหน : ‘สม รังสี’ ใช้เหตุปะทะชายแดนเขย่าเก้าอี้ ‘ฮุน เซน’

คุยกัน 7 วันหน : ‘สม รังสี’ ใช้เหตุปะทะชายแดนเขย่าเก้าอี้ ‘ฮุน เซน’

คุยกัน 7 วันหน : ‘สม รังสี’ ใช้เหตุปะทะชายแดนเขย่าเก้าอี้ ‘ฮุน เซน’

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในช่วงที่ผ่านมา ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา นอกจากจะเคลื่อนไหวตอบโต้เสียงวิจารณ์จากคนในประเทศไทยแล้ว ยังต้องปะทะคารมกับแกนนำฝ่ายค้านที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน โดยเฉพาะ สม รังสี อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) พรรคการเมืองศัตรูหมายเลข 1 ของตระกูลฮุน ซึ่งถูกยุบไปแล้วเมื่อปี 2560 ในข้อหาร่วมมือกับต่างชาติวางแผนโค่นล้มรัฐบาล

หากย้อนดูความเคลื่อนไหวบนเฟซบุ๊กของ สม รังสี ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พบว่าผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ออกมาแสดงความคิดเห็นโจมตีรัฐบาลกัมพูชาในประเด็นความขัดแย้งกับไทยแทบจะรายวัน โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุปะทะชายแดน เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ที่เริ่มเป็นข่าว คือวันที่ 10 ส.ค. ที่ สม รังสี ได้ปราศรัยกับชาวกัมพูชาที่เมืองชอมเบรี (Chambéry) เกี่ยวกับการสู้รบระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพกัมพูชา เนื้อหาการปราศรัยส่วนหนึ่ง สม รังสี กล่าวโจมตีกองทัพกัมพูชาและยกย่องทหารไทยช่วงการปะทะตามแนวชายแดน 5 วัน (24-28 กรกฎาคม) โดยได้เยาะเย้ยและวิพากษ์วิจารณ์กองทัพกัมพูชา ว่าพวกเขายิงจรวด BM-21 ไม่แม่นยำ กระสุนตกใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ขณะเดียวกัน ก็ยกย่องกองกำลังไทยว่าใช้เครื่องบิน F-16 โจมตีเป้าหมายทางทหารได้อย่างแม่นยำ

เหตุการณ์นี้ทำเอา ฮุน เซน ฉุนจัด โพสต์เฟซบุ๊กจวกเป็นคนหรือสัตว์ เป็นผู้รักชาติหรือผู้ทรยศ เพราะยกย่องผู้รุกรานแต่ดูหมิ่นกัมพูชา ขณะที่ชาวเน็ตกัมพูชาจำนวนมากที่ติดตามเฟซบุ๊ก ฮุน gซน ต่างแสดงความไม่พอใจต่อคำพูดของ สม รังสี เช่นกัน ประณามว่าคำพูดดังกล่าวไม่รักชาติ ดูหมิ่นชาวกัมพูชา สร้างความเสียหายแก่ชาติ และเข้าข้างฝ่ายศัตรู หลายคนถึงกับกล่าวว่า สม รังสี ไม่สมควรถือสัญชาติกัมพูชาอีกต่อไป จ่อประเดิมเป็นชาวกัมพูชาคนแรกที่จะถูกเพิกถอนสัญชาติตามกฎหมายว่าด้วยการเพิกถอนสัญชาติของกัมพูชา

ส่วนที่กลายเป็นประเด็นฮืฮฮา คือเมื่อวันที่ 13 ส.ค. สม รังสี โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาเรื่องรายได้ต่อปีของกลุ่มอาชญากรสแกมเมอร์ในกัมพูชา ว่ามีมูลค่าราว 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 618,000 ล้านบาท) อีกทั้งยังได้เปรียบเทียบว่า ถ้านำรายได้สแกมเมอร์เหล่านี้ไปซื้อเครื่องบิน F-16 จะได้ทั้งหมด 292 ลำ นอกจากนี้ สม รังสี ยังได้โพสต์ในคอมเมนต์โดยระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา สถานีวิทยุ ABC Australia เผยแพร่เรื่องอาชญากรรมออนไลน์ ในกัมพูชา มีเอกสาร 73 หน้า ที่วิจัยโดย Humanity Research Consultancy ในสหรัฐฯ มีชื่อตระกูลฮุนและพวกคุณหญิงคุณนายอีกหลายคน ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้คุ้มครองเครือข่ายอาชญากรรมระหว่างประเทศ เพื่อรวบรวมเงินไปบำรุงอำนาจ โดยรวบรวมเงินจากแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ประมาณปีละ 12,500-19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สม รังสี ยังโพสต์ภาพการ์ตูนล้อเลียน เป็นภาพตัวการ์ตูนหน้าตาคล้าย ฮุน เซน นอนสบายอยู่บนเตียงในห้องนอน แต่ถูกล้อมรอบด้วยตัวการ์ตูนลักษณะคล้ายซอมบี้หรือผีทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตไปแล้วและร่างกายเริ่มเน่าเปื่อย มีทั้งแมลงและหนอนชอนไช โดยบางคนหันปลายกระบอกปืนเข้าใส่ ฮุน เซน พร้อมข้อความทั้งภาษากัมพูชา ‘ฮุนเซนชดใช้ชีวิตคืนให้ทหาร’ และภาษาอังกฤษ ‘Give me back my life’ สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของชาวกัมพูชาทั้งในประเทศและที่อยู่ในต่างแดน หลังจากเชื่อว่ามีทหารและพลเรือนเสียชีวิตจากเหตุรุนแรงเป็นจำนวนมาก แต่ทางการกัมพูชาเลือกที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ และแทบจะไม่สนับสนุนความช่วยเหลือใดๆ ด้วย

จนถึงขณะนี้ สื่อหลายสำนักรายงานว่า กัมพูชายอมรับว่ามีทหารเสียชีวิตจากการปะทะกันเพียง 6 นายเท่านั้น ขณะที่รายงานข่าวชิ้นเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในพิธีกรรมทางศาสนาที่จัดขึ้นในกรุงพนมเปญเพื่อรำลึกถึงวีรชนผู้พลีชีพของชาวเขมรในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีการแห่รูปทหารเขมร ประมาณ 45 นาย จากทั้งหมดที่ยังไม่ได้เก็บร่างออกมาจากสมรภูมิอีกนับพันนาย งานศพทหารกล้า ที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อหลักอย่าง BTV Cambodia และ TVK จะเป็นข่าวระดับนายทหารเพียงไม่กี่นาย ที่มีการจัดพิธีเคารพศพนักรบอย่างสมเกียรติ และมอบเงินช่วยให้ศพละ 20 ล้านเรียล แต่เหล่าทหารเขมรที่เสียชีวิตในแนวหน้า ล้วนเป็นทหารจากครอบครัวคนยากจนตามชนบท ฮุน เซน จึงปล่อยให้ ศพทหารเหล่านั้นเป็นเหยื่อแร้งกากลางป่าเขา เพราะการนำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลก็เป็นภาระของรัฐบาล

ปัจจุบัน สม รังสี พยายามกระตุ้นให้ชาวกัมพูชาในต่างแดนและในประเทศร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมให้กับทหารกัมพูชาที่รบในแนวหน้าซึ่งเสียสละชีวิตของตัวเอง ผ่านการติดแฮชแท็ก Truth Expose และ Revealing The Truth หรือแปลง่ายๆ คือ การรณรงค์ให้ทางการกัมพูชาเปิดเผยความจริง พร้อมทั้งแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้รักชาติ ขณะที่สภาต่อต้านแห่งชาติกัมพูชา (CNRC) เป็นองค์กรของชาวกัมพูชาในต่างแดน ก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นคืนประชาธิปไตยให้กับกัมพูชา และมี สม รังสี เป็นประธาน ได้ออกแถลงการณ์ขอให้รัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยข้อมูล 4 ข้อ

ข้อแรกคือ การขอให้รัฐบาลเปิดเผยว่าทหารกัมพูชาควบคุมพื้นที่ใดบ้างตั้งแต่เวลา 24.00 น.ของวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลาของการหยุดยิง ข้อต่อมาคือตัวเลขทหารและพลเรือนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุรุนแรงตามแนวชายแดน ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาไม่เคยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ส่วนตัวเลขผู้พลัดถิ่นและแรงงานที่กลับจากไทย รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้ให้ข้อมูลทางการชัดเจนนัก ทั้งที่ตัวเลขดังกล่าวมีความจำเป็นในการประเมินผลกระทบและออกมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของ CNRC ก่อนหน้านี้ที่ร้องขอให้รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนเร่งด่วนในด้านเศรษฐกิจ

ความเดือดร้อนของประชาชนและความสูญเสียในฝั่งทหาร ถือเป็นแรงกดดันอย่างหนักไปยังรัฐบาลกัมพูชาในขณะนี้ ซึ่งกระแสความไม่พอใจนี้อาจถูกโหมกระพือให้รุนแรงมากขึ้นได้ และอาจเป็นปมหนึ่งที่ทำให้ ฮุน เซน ไม่พอใจและตอบโต้อย่างแข็งกร้าวในช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 ส.ค.) สม รังสี ออกแถลงการณ์เรียกร้องประชาชนไทยโปรดอย่าเลือกปฏิบัติและทำร้ายคนงานชาวกัมพูชาในไทย เพราะพวกเขาไม่ใช่ผู้สนับสนุน ฮุน เซน แต่เป็นเหยื่อของ ฮุน เซน ย้ำประชาชนสองประเทศอยู่ร่วมกันมาหลายศตวรรษแล้ว อย่าปล่อยให้คำโกหกและเล่ห์เหลี่ยมของคนคนเดียวมาแบ่งแยกทั้งสองประเทศ เพราะ ฮุน เซน อยู่แล้วก็ไป แต่ความเป็นพี่น้องระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศนั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์

สม รังสี กระทุ้งฮุน เซน มาต่อเนื่อง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา  สม รังสี ออกมาระบุว่า ฮุน เซน อยู่เบื้องหลังการสังหาร ลิม กึมยา นักการเมืองคนสำคัญของพรรคสงเคราะห์ชาติ พรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา ที่ถูกมือปืนลอบสังหารในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว

ขณะที่เมื่อเดือน มิ.ย.  โพสต์ข้อความเปิดโปงพฤติกรรม ฮุน เซน ว่าการออกมาโวยวายใส่ไทยไม่ใช่เรื่องรักชาติ แต่เป็นเพราะกลัวระบบอำนาจที่พึ่งพาเงินจากอาชญากรรมข้ามชาติพังทลาย หลังรัฐบาลไทยเดินหน้าไล่จัดการแก๊งสแกมเมอร์ที่แฝงตัวอยู่ชายแดนกัมพูชา ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญ ที่ค้ำบัลลังก์ให้ระบอบของ ฮุน เซน ยืนอยู่ได้ การไล่ปราบของรัฐบาลไทยเป็นการกระทบเส้นทางการเงินของระบอบ ฮุน เซน โดยตรง ฮุน เซน จึงพยายามใช้วาทกรรม ชาตินิยมเบี่ยงเบนความสนใจ และปลุกกระแสเกลียดไทยเพื่อสร้างฐานสนับสนุน ย้อนให้เห็นเหตุการณ์ในปี 2546 ที่ ฮุน เซน เคยใช้เรื่องนักแสดงไทยจุดชนวนจนเกิดจลาจลในพนมเปญ และปี 2554 ที่ใช้ข้อพิพาทปราสาทพระวิหารเพื่อกลบปัญหาในประเทศ

แกนนำฝ่ายค้านกัมพูชาเคลื่อนไหวในต่างประเทศมาตลอด แต่ในช่วงนี้ ประเด็นผลกระทบจากเหตุรุนแรงตามแนวชายแดน เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลตระกูลฮุนไม่ยอมแก้ไขอย่างจริงจัง กลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลกัมพูชาที่โจมตีได้ง่ายที่สุดและเห็นผลชัดเจน

โดย ดาโน โทนาลี