ไทยประกันชีวิต-แอทเลติโก้ มอบทุน 3 เยาวชนกอล์ฟหญิง โครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase ครั้งที่ 14

ไทยประกันชีวิต-แอทเลติโก้ มอบทุน 3 เยาวชนกอล์ฟหญิง โครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase ครั้งที่ 14

ไทยประกันชีวิต-แอทเลติโก้ มอบทุน 3 เยาวชนกอล์ฟหญิง โครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase ครั้งที่ 14

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

ฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่าย กลุ่มสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และ อัตนันท์ อัศวธเรศ ประธานเจ้าหน้าที่บริ หาร บริษัท แอทเลติโก้ จำกัด ร่วมแสดงความยินดีแก่ 3 นักกอล์ฟเยาวชนหญิง คือ ธัญญเนตุ ภูมมะภูติ ,ยูถิกา น่วมไม้พุ่ม และ ณัฐกฤตา พิภัทรอักษร ซึ่งได้รับทุนการศึกษาต่อในต่างประเทศจากกิจกรรมทัวร์นาเมนต์กอล์ฟ “Thai Life Insurance Girl’s Golf 2024” โครงการ Sports Showcase ครั้งที่ 14 พร้อมมอบทุนเพิ่มเติมจากไทยประกันชีวิต รวมมูลค่า 914,000 บาท ณ อาคารไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

พีทีจี ร่วมทุน จุฬา บิซิเนส เปิดตัว ‘CBS Café by PTG’ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมของคนรุ่นใหม่

พีทีจี ร่วมทุน จุฬา บิซิเนส เปิดตัว ‘CBS Café by PTG’ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมของคนรุ่นใหม่

พีทีจี ร่วมทุน จุฬา บิซิเนส เปิดตัว ‘CBS Café by PTG’ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมของคนรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.42 น.

“CBS Café by PTG สาขาแรก เกิดจากวิสัยทัศน์และความตั้งใจของ พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG และ คณบดี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ต้องการสร้างต้นแบบการเรียนรู้โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติแบบ CBS’s Mastering-based Learning ภายใต้การสนับสนุนอย่างมากจาก PTG ทำให้ CBS มั่นใจและมุ่งมั่นที่จะเป็นมากกว่า Business School ด้วยการประกาศเป็นมหาวิทยาลัยแรกของโลก ที่พร้อมจะเป็น The Real Business in The Schools” รศ.ศรัณย์ ชูเกียรติ ประธานกรรมการ บริษัท จุฬา บิซิเนส เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และบริษัท จุฬา บิซิเนส เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ผ่านการลงนามสัญญาร่วมทุนจัดตั้งกิจการเพื่อสังคมในการพัฒนาต้นแบบการเรียนรู้ธุรกิจร้านกาแฟแบบครบวงจร ภายใต้โครงการ “กิจการร่วมค้า CBS Café by PTG” เปิดโอกาสให้นิสิตได้สัมผัสประสบการณ์การดำเนินธุรกิจจริงในทุกมิติ เตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการหรือผู้บริหารที่มีประ สิทธิภาพในอนาคต โดยนำกำไรสุทธิทั้งหมดจากการดำเนินงานไปใช้ในกิจกรรมเพื่อสังคม สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมควบคู่การพัฒนาศักยภาพของนิสิตอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

รังสรรค์ พวงปราง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงินและความยั่งยืน บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “วิสัยทัศน์ของ พีทีจี คือการเชื่อมให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงชีวิตที่ ‘อยู่ดี มีสุข’ ในทุกด้านของชีวิต มุ่งเน้นการสร้างโอกาสการเติบโตร่วมกับพันธมิตรและชุมชนในทุกพื้นที่ นอกจากนี้ พีทีจี ยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน และการฝึกปฏิบัติงานจริงอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับในครั้งนี้จึงเป็นจุดร่วมของทั้งสององค์กรในการส่งเสริมการศึกษาเชิงปฏิบัติและการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคม ต่อยอดสู่การพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน”

รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กล่าวว่า “จุฬาฯ มุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ สร้างผู้นำที่มีคุณธรรมและความเชี่ยวชาญ มีเป้าหมายสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยปัญญานวัต กรรมและจิตวิญญาณแห่งการรับใช้สังคม ความร่วมมือในครั้งนี้จึงสอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการปฏิรูประบบการเรียนรู้เพื่อสร้างสมรรถนะของกำลังคนในทุกระดับ พัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาและวิจัยให้เทียบเท่าระดับสากล”

อนันต์ รัตนมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “กิจการร่วมค้า CBS Café by PTG นี้ เป็นโมเดลที่ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการที่ผ่านมา เป็นศูนย์การเรียนรู้ธุรกิจแบบบูรณาการที่ผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญทางธุรกิจจากภาคเอกชนกับองค์ความรู้ทางวิชาการจากสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อให้นิสิตได้เรียนรู้กระบวนการดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ การกำ หนดโครงสร้างองค์กรและระบบบริหารจัดการ รวมไปถึงการจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน และการบริหารจัดการทรัพ ยากรมนุษย์ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นจริงซึ่งจะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตในการก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการหรือผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพในอนาคต

รศ.ศรัณย์ ชูเกียรติ ประธานกรรมการ บริษัท จุฬา บิซิเนส เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด ภายใต้คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ที่ต้องการเป็น “The Real Business in the School” เปิดเผยว่า “Chula Business Enterprise (CBE) ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมทางธุร กิจ ผ่านความร่วมมือกับองค์กรภาคีเครือข่าย ในการนำองค์ความรู้ด้านบริหารธุรกิจของ CBS ที่มีในรั้วมหาวิทยาลัย ไปสร้างกิจการเพื่อสังคมที่มีโมเดลธุรกิจใหม่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน สำหรับ “กิจการร่วมค้า CBS Café by PTG” นับเป็นกิจการเพื่อสังคมแรกของ CBE ภายใต้การสนับสนุนจาก บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี เป็นกิจการเพื่อสังคมที่มีโมเดลธุรกิจแบบ “Ed-Enterprise” ซึ่งดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับพันธกิจทางการศึกษาในการสร้างต้นแบบของการเรียนรู้แบบ CBS’s Mastering-based Learning ที่สร้างประสบการณ์ให้นิสิตได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะจากการดำเนินธุรกิจจริง”

น้องข้าวโอ๊ต ศตพร ดีสมจิตร นิสิตรุ่นพี่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ บอกเล่าความประทับใจที่ได้ร่วมเรียนรู้ธุรกิจกับ CBS Café by PTG “การมี Sandbox ให้เราลองทำธุรกิจเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก โครงการนี้จึงเป็นสถานที่ที่ทำให้เราได้เรียนรู้และลองทำ มีที่ปรึกษาเป็นผู้ใหญ่เก่งๆ มากมายคอยช่วยตรวจสอบและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ทำให้เราไม่เสี่ยงเกินไป เป็นโอกาสที่ไม่ได้หากันง่ายๆ นอกจากนี้ได้มีโอกาสลองทำกาแฟพันธุ์ไทย ได้ไปเรียนฝึกทำกาแฟที่สำนักงาน การทำกาแฟก็ไม่ง่ายเลย พนักงานต้องละเอียดมากๆ ประสบการณ์นี้ทำให้เราเข้าใจพนักงานมากขึ้น และเป็นรากฐานที่ดีในการเป็นนักธุรกิจในอนาคต การที่เราเข้าใจตั้งแต่ระดับพนักงานภาคปฏิบัติเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากๆ และอย่างน้อยต่อให้เราไม่ได้เป็นนักธุรกิจในอนาคต เราก็ได้เป็นพลเมืองที่ดีและเป็นบัณฑิตที่มี Empathy ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน”

น้องบี ณัฐริกา อาจหาญ ศิษย์เก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ บอกเล่าประสบการณ์ที่เคยร่วมเรียนรู้ในโครงการฯ นี้ “วิชา Gen Ed เป็นที่ฮอตฮิตที่คนแย่งกันลงเรียน แสดงให้เห็นว่าความต้องการของคนรุ่นใหม่คือมีความสนใจด้านธุรกิจ การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงทำให้เราเห็นภาพของทฤษฎีที่เราเรียนมาอย่างชัดเจนมากขึ้น ทำให้เห็นภาพว่ากระบวนการมันเป็นอย่างไร ทฤษฎีต่างๆ สามารถใช้ได้จริงหรือไม่ ประสบการณ์ทำงานที่พันธุ์ไทยเราก็มองว่าคงไม่ง่ายที่จะได้ลองเป็นคน Manage Store ต้นทุน หรือดูระบบหลังบ้าน เรามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนการสะสมประสบการณ์ แม้ตอนนี้จะยังไม่เป็นรูปเป็นร่างแต่ในอนาคตมันจะเชื่อมกันเอง ขอบคุณพันธุ์ไทยที่มอบโอกาสดีๆ ให้กับทางคณะและรุ่นน้องของหนู หวังว่าโครงการนี้จะเป็นโอกาสที่ช่วยยกระดับทางการศึกษาที่ดีให้คณะของเราเป็น Real Business School ที่ไม่ใช่แค่เรียนแต่ได้มีโอกาสลงมือทำจริง”

“กิจการร่วมค้า CBS Café by PTG นับเป็นการสานต่อเจตนารมณ์และวิสัยทัศน์ที่เริ่มต้นไว้ให้เกิดรูปธรรมและยั่งยืน เป็นต้นแบบของกิจการเพื่อสังคม ในการทำธุรกิจ ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อหวังผลกำไรทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้างสรรค์สังคม โดยเฉพาะการเรียนรู้ของเยาวชนที่จะเป็นกำลังหลักของชาติในอนาคตความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการร่วมกันดำเนินธุรกิจและสนับสนุนนโยบายให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์และเป้าหมายการปฏิบัติงานของกิจการร่วมค้า เช่น การจัดหาและให้การสนับสนุนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน ให้การสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ในการส่งเสริมการศึกษาเชิงปฏิบัติและการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคม อันสะท้อนวิสัยทัศน์ของทั้งสององค์กรที่ให้ความสำ คัญกับการพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศต่อไป พร้อมนำกำไรสุทธิทั้งหมดจากการดำเนินงานไปใช้ในกิจกรรมเพื่อสังคมสอดคล้องกับนโยบายของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ที่ต้องการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของนิสิตในทุกมิติอย่างยั่งยืน” รศ.ศรัณย์ กล่าวสรุป

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาลูกเสือไทย และภาคีเครือข่ายคณะลูกเสือไทย เยี่ยมบำรุงขวัญมอบสิ่งของเป็นกำลังใจให้ทหาร

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาลูกเสือไทย และภาคีเครือข่ายคณะลูกเสือไทย เยี่ยมบำรุงขวัญมอบสิ่งของเป็นกำลังใจให้ทหาร

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาลูกเสือไทย และภาคีเครือข่ายคณะลูกเสือไทย เยี่ยมบำรุงขวัญมอบสิ่งของเป็นกำลังใจให้ทหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายคณะลูกเสือไทยเยี่ยมบำรุงขวัญ มอบสิ่งของเป็นกำลังใจให้ทหาร ณ ฐานปฏิบัติการอนุพงษ์ กองร้อยทหารพรานที่ ๒๓๐๘ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ ๒๓ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี    

พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร ประธานคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย ได้นำคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย และภาคีเครือข่ายคณะลูกเสือไทย ประกอบด้วย สมาคมสโมสรลูกเสืออากาศ สมาคมสโมสรลูกเสือวิสามัญแห่งประเทศไทยฯ สโมสรลูกเสือกรุงเทพ สโมสรลูกเสือวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สโมสรลูกเสือรักษ์เมืองไทย สโมสรไลออนส์วาสุกรี  มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนาอย่างยั่งยืน สมาคมนักกฎหมายไทยและมูลนิธินิติศาสตร์ มสธ.  มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ชมรมครูลูกเสือไทย และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี ตลอดจนคณะลูกเสือจากจังหวัดอุบลราชธานี  ร่วมเดินทางไปเยี่ยมบำรุงขวัญ มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค และของใช้จำเป็นต่าง ๆ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ณ ฐานปฏิบัติการอนุพงษ์ กองร้อยทหารพรานที่ ๒๓๐๘ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ ๒๓ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี    

สิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภคและของใช้ที่จำเป็น ที่นำไปมอบเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารไทยในพื้นที่ชายแดนครั้งนี้  อาทิ ชุดถุงยังชีพ เสื้อยืด ถุงเท้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู แป้งทากันผื่น ยาหม่องน้ำ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแห้ง ปลาแห้ง ปลากระป๋อง เค้กบราวนี่ คุกกี้ น้ำดื่ม เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหาร ได้นำเครื่องสำรองไฟ (Portable Power Station) และแผงโซล่าเซลล์ จำนวน ๔ ชุด มอบให้หน่วยทหารที่มีฐานปฏิบัติการในพื้นที่ห่างไกลติดชายแดน ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมาก ในกรณีไม่มีไฟฟ้าใช้ในพื้นที่ หรือในยามฉุกเฉินไฟฟ้าดับ

สำหรับการเดินทางของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทยและคณะในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่งจากกองทัพอากาศ ในการจัดเครื่องบิน และรถบัส พร้อมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง

ในนามของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย  และภาคีเครือข่ายคณะลูกเสือไทย ขอขอบคุณเหล่าทหารกล้าทุกนาย และขอร่วมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ด้วยความเข้มแข็ง อดทน ทุ่มเท และเสียสละเพื่อประเทศชาติ เพื่อปกป้องอธิปไตยรักษาผืนแผ่นดินไทย และดูแลประชาชนให้อยู่อย่างสุขสงบร่มเย็น

เยาวชนติมอร์-เลสเต สานต่อมรดกแห่งสันติภาพ เผยแพร่การศึกษาเพื่อสันติภาพกับ HWPL

เยาวชนติมอร์-เลสเต สานต่อมรดกแห่งสันติภาพ เผยแพร่การศึกษาเพื่อสันติภาพกับ HWPL

เยาวชนติมอร์-เลสเต สานต่อมรดกแห่งสันติภาพ เผยแพร่การศึกษาเพื่อสันติภาพกับ HWPL

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

หลังจากช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง ติมอร์-เลสเตได้รับเอกราชและเข้าร่วมประชาคมระหว่างประเทศในฐานะประเทศอธิปไตย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2545 การตัดสินใจของประชาชนที่จะแสวงหาการปรองดองแทนที่จะสานต่อความรุนแรง ถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ แม้ว่าประเทศจะเข้าสู่ระยะที่มีเสถียรภาพ แต่ผลกระทบจากอดีตยังคงอยู่กับผู้ที่เคยประสบพบเจอมา

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อสันติภาพมีความมั่นคงมากขึ้น โอกาสในการสะท้อนถึงความสำคัญของมันก็มีน้อยลง ด้วยเหตุนี้ เยาวชนจำนวนมากในติมอร์-เลสเต จึงได้มีส่วนร่วมในความพยายามที่จะทำความเข้าใจความหมายของสันติภาพให้ดียิ่งขึ้น และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของสังคมของพวกเขา

ในหมู่เยาวชนติมอร์-เลสเต ความตระหนักรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของพวกเขากำลังเพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับมรดกอันสูงส่งที่สืบทอดมาจากคนรุ่นก่อน ในฐานะผู้พิทักษ์ความทรงจำเหล่านี้ เยาวชนจำนวนมากเริ่มมีส่วนร่วมในการกำหนดการพัฒนาอย่างสันติของประเทศ

ความพยายามในการสร้างกรอบการกำกับดูแลเพื่อสันติภาพเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาและการมีส่วนร่วมในหมู่เยาวชนมากขึ้นเรื่อยๆ ในติมอร์-เลสเต โครงการริเริ่มด้านการศึกษาเพื่อสันติภาพ ซึ่งอำนวยความสะดวกโดยโรงเรียนและองค์กรชุมชน กำลังช่วยให้เยาวชนได้สำรวจแนวคิดเรื่องสันติภาพ และมีส่วนร่วมในความพยายามที่มุ่งส่งเสริมสังคมที่มั่นคงและร่วมมือกันมากขึ้น เพื่อสนับสนุนและขยายโครงการริเริ่มเหล่านี้ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสันติภาพระหว่างประเทศอย่าง Heavenly Culture, World Peace, Restoration of Light (HWPL) ได้ทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น

แนวทางของ HWPL ในการศึกษาเพื่อสันติภาพพยายามที่จะเชื่อมโยงแนวคิดเรื่องสันติภาพกับการปฏิบัติจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม โปรแกรมขององค์กรส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมกำหนดสันติภาพในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับบริบทของตน และนำความเข้าใจเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน กระบวนการนี้ทำหน้าที่เป็นรากฐานสำหรับการมีส่วนร่วมในวงกว้างขึ้นในการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพในอนาคต

การประกวดสุนทรพจน์โรงเรียนสันติภาพ HWPL

ในการประกวดสุนทรพจน์โรงเรียนสันติภาพ HWPL เมื่อเร็วๆ นี้ นักเรียนได้สะท้อนถึงหัวข้อต่างๆ เช่น “ความกตัญญู,” “การให้อภัย,” “ความปรองดองและความร่วมมือ,” และ “ความโลภกับความรัก” พวกเขาได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสันติภาพผ่านการกล่าวสุนทรพจน์จากประสบการณ์ของตนเอง การประกวดนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาความตระหนักรู้ในตนเองและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ในขณะเดียวกันก็ค้นพบเสียงของตนเองเพื่อพูดถึงสันติภาพ

สัมมนาเพื่อสันติภาพ 10 บทเรียนของ HWPL

ในระดับมหาวิทยาลัย มีการจัดสัมมนาโดยเน้นหลักสูตรการศึกษาเพื่อสันติภาพ 10 บทเรียนของ HWPL ผู้เข้าร่วมได้สำรวจวิธีการสืบทอดและปฏิบัติมรดกแห่งสันติภาพที่ส่งต่อมาจากคนรุ่นก่อน การอภิปรายเหล่านี้ส่งเสริมให้นักเรียนมองสันติภาพไม่ใช่เป็นแนวคิดเชิงนามธรรม แต่เป็นหลักการที่มีความเกี่ยวข้องกับสังคมในปัจจุบันและอนาคต การสัมมนายังทำหน้าที่เป็นเวทีที่ผู้เข้าร่วมเยาวชนสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับความหมายของสันติภาพในบริบทปัจจุบัน

ค่ายสันติภาพที่ Lighthouse International School

ที่ Lighthouse International School นักเรียนได้เข้าร่วมค่ายสันติภาพซึ่งพวกเขาได้สำรวจสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่มีความสุขมากขึ้น ผ่านกิจกรรมความร่วมมือ พวกเขาได้เข้าใจความหมายของสันติภาพโดยตรง คณะนักร้องประสานเสียงเด็กยังได้นำเสนอเพลงที่เน้นสันติภาพ เพื่อส่งมอบข้อความแห่งความหวังแก่ผู้ชม

โครงการริเริ่มเหล่านี้ขยายไปไกลกว่าการ “สอน” สันติภาพแก่เยาวชนเพียงอย่างเดียว โดยการเข้าร่วมในโครงการที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพ เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการไตร่ตรอง การสนทนา และการสำรวจวิธีการนำสันติภาพไปปฏิบัติจริง ผ่านกระบวนการนี้ พวกเขากำลังค่อยๆ กำหนดอัตลักษณ์ของตนเองในฐานะพลเมืองที่ตระหนักถึงสันติภาพ

HWPL ร่วมกับรัฐบาลติมอร์-เลสเต กำลังทำงานเพื่อสร้างรูปแบบการศึกษาเพื่อสันติภาพทั่วประเทศ มีการดำเนินโครงการต่างๆ ในโรงเรียนและชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ โครงการริเริ่มนี้ไม่ใช่แค่โครงการด้านการศึกษา แต่เป็นความพยายามพื้นฐานเพื่อสนับสนุนเยาวชนในการยอมรับสันติภาพเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างอนาคตที่เปี่ยมด้วยความหวังมากขึ้น

สันติภาพที่เยาวชนในปัจจุบันกำลังเรียนรู้จะกลายเป็นรากฐานที่ยั่งยืนสำหรับชุมชนในอนาคต เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นเพื่อเป็นผู้นำหมู่บ้าน เมือง และประเทศของตน สันติภาพในติมอร์-เลสเตจะพัฒนาจากอุดมคติเชิงนามธรรมไปสู่หลักการที่ฝังรากลึกอยู่ในสถาบันและวัฒนธรรมของประเทศ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ต้นตระกูลเขมร – จากสุริยวรมันถึงฮุนเซน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ต้นตระกูลเขมร – จากสุริยวรมันถึงฮุนเซน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ต้นตระกูลเขมร – จากสุริยวรมันถึงฮุนเซน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตำนานพันปี มีนิทานพื้นบ้านเขมร เล่าสืบต่อกันมาว่า กว่าพันปีก่อน  มีพราหมณ์ชื่อ “โกณทัญญะ”  เดินทางด้วยเรือใบจากอินเดีย   มายังดินแดนริมทะเลสาบเขมร แล้วอภิเษกกับ “นางพญาไม้ไผ่” ธิดาพญานาคผู้ปกครองท้องถิ่น    เรื่องเล่านี้สะท้อนการผสมผสานวัฒนธรรมพราหมณ์-ฮินดูกับความเชื่อพื้นเมือง ก่อนจะกลายเป็นรากฐานของอาณาจักรฟูนัน ที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งอารยธรรม “ขอม”

ฟูนัน – เจนละ: จากรุ่งเรืองสู่ร่วงโรย สมัยพุทธศตวรรษที่ 7 ถึง 11 อาณาจักรฟูนันรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างอินเดียกับจีน มีเมืองท่าสำคัญอย่างออกแก้ว (Oc Eo)    รับอิทธิพลฮินดูและพุทธ แต่ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 11  ถึง 13 ฟูนันถูกเจนละซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของฟูนัน ผงาดขึ้นแทน โดยแบ่งเป็น “เจนละบก” ทางเหนือ และ “เจนละน้ำ” ทางใต้ แต่ความแตกแยกของเจนละ เปิดช่องให้มหาอำนาจต่างถิ่นเข้ายึดครองราวพุทธศตวรรษที่ 13  กองทัพชวาจากอาณาจักรศรีวิชัยยกทัพเรือข้ามอ่าวมายึดครองเขมร สังหารกษัตริย์มหิปติวรมัน  

สู่ยุคเมืองพระนคร   “พระเจ้าชัยวรมันที่ 2”ทรงประกาศเอกราชจากชวาในปี พ.ศ. 1345 จุดเริ่มต้นแห่งยุค “เมืองพระนครหลวงหรืออังกอร์” ที่รุ่งโรจน์ทั้งศิลปะ สถาปัตยกรรม และการปกครอง    ปราสาทหินนครวัด นครธม และปราสาทบายนอันยิ่งใหญ่  คือสัญลักษณ์แห่งยุคทอง โดยมีกษัตริย์สำคัญราชวงศ์มหิธรปุระ อย่าง “สุริยวรมันที่ 2” และ “ชัยวรมันที่ 7” ก่อนอาณาจักรจะเสื่อมลงจากสงครามภายในและการรุกรานของอยุธยา

ปฏิวัติประชาชนโดยพระเจ้าแตงหวาน    ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 “พระเจ้าแตงหวาน” หรือพระบาทกมรเตง อัญศรีสุริโยพันธุ์  ผู้นำจากชนชั้นล่าง ปฏิวัติระบบศักดินา สถาปนา “ราชาธิปไตยจากประชาชน” และก่อตั้งราชวงศ์นโรดม หลังการเปลี่ยนแปลง ความเชื่อเปลี่ยนจากศาสนาราชสำนักสู่พุทธเถรวาทแบบเรียบง่าย พร้อมการหยุดสร้างปราสาทหินขนาดใหญ่แบบขอมโบราณ 

นครวัดถูกลืม  หลังจากถูกโจมตีจากอยุธยา ใน พ.ศ. 1893 สมัยพระเจ้าอู่ทอง พ.ศ.1974 สมัยเจ้าสามพระยา เขมรย้ายเมืองหลวงจากเมืองพระนครไปพนมเปญ  ละแวกและอุดงมีชัย ปราสาทหินนครวัด–นครธมถูกปล่อยร้างเป็นเวลานาน ในป่าทึบ จน “อองรี มูโอต์” นักสำรวจฝรั่งเศสค้นพบในยุคอาณานิคม จุดประกายให้โลกตะวันตกสนใจอารยธรรมขอมอีกครั้ง สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ทรงยกทัพไปตีกรุงละแวก อีกใน พ.ศ. 2136 ทำให้อาณาจักรเขมรตกเป็นประเทศราชของสยาม    เมื่อสยามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เวียดนามสมัยราชวงศ์เหงียน ก็แผ่อิทธิพลเข้ามาในเขมรจนเกิดสงครามอานามสยามยุทธ พ.ศ. 2374 ถึง 2398  และเวียดนามได้ผนวกดินแดนเขมรเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนในพ.ศ. 2378

เขมรลี้ภัยมาเมืองไทย ในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์    เขมรมีความขัดแย้งในราชสำนัก  และเผชิญแรงกดดันจากญวน–สยาม เจ้าเขมรหลายพระองค์ลี้ภัยมาอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของไทย ก่อนที่จะเสด็จฯกลับไปครองราชย์ที่กัมพูชา ด้วยการสนับสนุนของกองทัพสยามที่มีเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพ  เช่น สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ (นักองค์เอง)  กษัตริย์รัชกาลที่ 105   และ สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี (นักองค์ด้วง)  กษัตริย์รัชกาลที่ 108 แห่งราชวงศ์ ตรอซ็อกผแอม ซึ่งเป็นต้นตระกูล ของพระเจ้านโรดมสีหมุนี 

พ.ศ. 2508 ถึง 2516  สหรัฐอเมริกา ทำสงครามกับเวียดนาม  และได้ทิ้งระเบิดทำลายที่มั่นและเส้นทางเดินทางของทหารเวียดกงที่ผ่านกัมพูชาไปไซ่ง่อน   ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปราว 100,000 ถึง 500,000 คน  และมีทุ่นระเบิดตกค้างทำให้มีคนพิการหลายหมื่นคนรวมทั้งสมเด็จฮุนเซนที่เสียดวงตาไปหนึ่งข้าง  

ต่อมาในยุคเขมรแดง ช่วง พ.ศ. 2518 ถึง 2522  ที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนเขมรกว่าล้านคน  ประเทศไทยเปิดชายแดนรับผู้ลี้ภัยชาวเขมรจำนวนมาก สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ฯของประเทศไทย เสด็จฯไปพระราชทานความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยด้วยพระองค์เอง

ฮุน เซน – ฮุน มาเนต: สายเลือดแห่งอำนาจยุคใหม่

หลังยุคเขมรแดง สิ้นสุด สมเด็จฮุน เซน ก้าวสู่เวทีการเมือง แม้ไม่ใช่เป็นเชื้อสายราชวงศ์ แต่ก็ครองอำนาจในกัมพูชาอย่างเด็ดขาด แล้วส่งต่อให้ ฮุน มาเนต บุตรชาย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

คาสิโนคอลเซ็นเตอร์: โฉมใหม่ของอำนาจ

กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา  ระบุว่า  ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา “เศรษฐกิจคาสิโนและคอลเซ็นเตอร์” กลายเป็นรากฐานอำนาจใหม่ในกัมพูชา โดยเฉพาะในเมืองชายแดน เช่น ปอยเปต และพระสีหนุ เบื้องหลังธุรกิจเหล่านี้ซ่อนปฏิบัติการฟอกเงิน ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ โดยถูกขึ้นบัญชีดำและคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา

โดย   สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก อารยธรรมรอบโลก , วิกิมีเดีย

อัปความสวยแบบสุขภาพดีได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ด้วย ‘Fleen Beauty’

อัปความสวยแบบสุขภาพดีได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ด้วย ‘Fleen Beauty’

อัปความสวยแบบสุขภาพดีได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ด้วย ‘Fleen Beauty’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Fleen Beauty (ฟลีน บิวตี้) เครื่องสำอางที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ ผสานสกินแคร์เข้ากับเมคอัพ ก็จัดว่าเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในเทรนด์ปี 2025 โดย “ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง” นักแสดงสาวผู้ก่อตั้งแบรนด์ Fleen Beauty จัดงาน “The Art of Flawless Skin with Fleen Beauty” พร้อมเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ Skin Caring Corrector และ Hya Plumping Concealer

ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนฟีน่า จำกัด

ภายในงานยังมี ชา จีซู เมคอัพอาร์ติสต์ ชื่อดังจากเกาหลี บินตรงมาร่วมอัปเดตเทรนด์งานผิวของสาวเกาหลี พร้อมพาไปรู้จัก Skin tone ของตัวเองรวมถึงแนะนำวิธีแก้สีผิวที่ติดเหลืองของสาวเอเชีย นอกจากนี้ยังมีเซเลบริตี้และดารามาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง อาทิ ติ๊นา-ศุภนาฎ จิตตลีลา, แอร์-ภัณฑลา ฟูกลิ่น, กรีน-อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล, ญิ๋งญิ๋ง-ศรุชา เพชรโรจน์, อันดา-กุลฑีรา ยอดช่าง และ อาชิ-อาชิตาศิริภิญญานนท์

ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนฟีน่า จำกัด เล่าถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ให้ฟังว่า “Fleen Beauty มาจากที่ออมเป็นคนที่มีผิวหน้าแห้ง จึงมองหาผลิตภัณฑ์สกินแคร์มาบำรุงทั้งก่อนและหลังแต่งหน้า เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้น และคิดว่าผู้หญิงก็น่าจะมีปัญหาเหมือนๆ กัน Fleen Beauty จึงไม่ใช่แค่เมคอัพเท่านั้น แต่เราเป็นเครื่องสำอางที่ผสานสกินแคร์เพื่อช่วยบำรุงผิวหน้าระหว่างวัน เพราะการแต่งหน้าออกจากบ้านเครื่องสำอางจะต้องอยู่บนหน้าเราเฉลี่ยนานถึง 12 – 14 ชั่วโมงต่อวัน ยังไม่นับที่เราต้องคอยเติมระหว่างวันด้วย แต่จะดีแค่ไหนถ้าเครื่องสำอางเหล่านี้มีตัวช่วยบำรุงได้ด้วยพร้อมกับเมคอัพในเวลาเดียวกัน เรามองว่าเครื่องสำอางต้องไม่ได้ให้แค่ความสวยงามหรือสีสันบนใบหน้าเพียงอย่างเดียวจึงคิดค้นกับทีมวิจัยหาวิธีและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการจนได้มาทั้งหมด 5 ผลิตภัณฑ์

Fleen Beauty แบรนด์สัญชาติไทย มุ่งมั่นที่จะเติบโตให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ เมื่อพวกเขามาเที่ยวเมืองไทยอยากให้นึกถึงผลิตภัณฑ์ของเราแล้วซื้อกลับไป เหมือนเวลาเราไปต่างประเทศ จะรู้สึกว่าอยากซื้อเครื่องสำอางของบ้านเขากลับมาลองใช้ด้วย เพราะเครื่องสำอางอยู่คู่กับผู้หญิงได้ตลอด อย่างน้อยได้ช็อปปิ้งสักชิ้นก็มีความสุขแล้ว และยังช่วยเยียวยาหัวใจบางทีแค่ได้แต่งหน้าก็ทำให้มีเอนเนอร์จีขึ้นมาทันที ออมโชคดีที่ได้แต่งหน้าหลากหลายสไตล์ เปลี่ยนลุคไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน และสนุกไปกับการแต่งหน้า ออมก็อยากจะเห็นเพื่อน ๆ ได้สนุกกับการแต่งแต้มสีสันบนใบหน้าแบบสวยออกจากบ้านพร้อมสุขภาพผิวดีด้วยการบำรุงผิวหน้าในทุกๆ วัน” ออม-สุชาร์ กล่าวปิดท้าย

ผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของ Fleen Beauty ได้ที่ EVEANDBOY Shop 19 สาขาทั่วประเทศ หรือ TikTok Shop : Fleen.Beauty พร้อมอัปเดตลุคของ Fleen Beauty และติดตามข่าวสารได้ที่ Website: www.fleenbeauty.comFacebook: Fleen Beauty official  และ IG:Fleen Beauty

เอ็ม บี เค รณรงค์ลดการใช้พลาสติก ชู กิจกรรม ‘แยกขวด ช่วยน้อง’

เอ็ม บี เค รณรงค์ลดการใช้พลาสติก ชู กิจกรรม ‘แยกขวด ช่วยน้อง’

เอ็ม บี เค รณรงค์ลดการใช้พลาสติก ชู กิจกรรม ‘แยกขวด ช่วยน้อง’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พุทธชาด ศรีนิศากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Beat Plastic Pollution : Ending Global Plastic Pollution ใช้พลาสติกอย่างเข้าใจ เปลี่ยนประเทศไทยให้ยั่งยืน จัดโดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมได้รับเกียรติเป็นวิทยากรในช่วง Ted Talk  เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ผ่านการบริหารจัดการพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ด้วยแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ลดของเสีย และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม โดยเอ็ม บี เค จัด กิจกรรม “แยกขวด ช่วยน้อง” ภายใต้โครงการ ข.ขวดรักษ์โลก ให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะ การบริหารจัดการขยะ ให้กับ 4 โรงเรียนนำร่องในแต่ละพื้นที่ของศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ได้แก่ โรงเรียนวัดบรมนิวาส  โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์ โรงเรียนสุเหร่าใหม่ และโรงเรียนชุมชนวัดบางกะดี ให้นักเรียนได้แยกขวดพลาสติกเพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตกระเป๋านักเรียนกลับไปให้น้องๆ ซึ่งได้ปริมาณขวดพลาสติกที่แยกขยะได้ทั้งหมด 18,492 ขวด และในอนาคต ทางเอ็ม บี เค เตรียมทำ โครงการธนาคารขยะ (Recyclable Waste Bank) เพื่อสร้างคุณค่าจากขวดพลาสติก ผ่านแนวคิด “เรียนรู้จริง ทำได้จริง และต่อยอดได้จริง” โดยให้ 4 โรงเรียนนำร่อง ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับขยะรีไซเคิล เช่น ขวดน้ำพลาสติก กระดาษ กระป๋อง อลูมิเนียม และอื่นๆ ซึ่งสามารถนำขยะมาแลกเป็นคะแนน สะสมเป็นมูลค่าทางการเงิน หรือแลกรับวัสดุอุปกรณ์การเรียนได้ นอกจากเป็นการสร้างวินัยในการคัดแยกขยะ ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สอดแทรกความรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า  พร้อมกันนี้ เอ็ม บี เค ยังรับโล่เกียรติคุณในฐานะหน่วยงานภาคีเครือข่ายการดำเนินงานมุ่งสู่เป้าหมาย Thailand Net Zero 2065 โดยมี นราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

‘งิ้วแต้จิ๋ว’ สะพานวัฒนธรรมแห่งความทรงจำ ฉลอง 50 ปี มิตรภาพไทย-จีน ซีพี-ไทยเบฟ-สภาอุตฯ และสภาหอฯ ชวนคนไทยชื่นชมมรดกศิลปะจีนผ่าน ‘มหาอุปรากรสะท้านปฐพี’

‘งิ้วแต้จิ๋ว’ สะพานวัฒนธรรมแห่งความทรงจำ ฉลอง 50 ปี มิตรภาพไทย-จีน ซีพี-ไทยเบฟ-สภาอุตฯ และสภาหอฯ ชวนคนไทยชื่นชมมรดกศิลปะจีนผ่าน ‘มหาอุปรากรสะท้านปฐพี’

‘งิ้วแต้จิ๋ว’ สะพานวัฒนธรรมแห่งความทรงจำ ฉลอง 50 ปี มิตรภาพไทย-จีน ซีพี-ไทยเบฟ-สภาอุตฯ และสภาหอฯ ชวนคนไทยชื่นชมมรดกศิลปะจีนผ่าน ‘มหาอุปรากรสะท้านปฐพี’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย–จีน สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพมหานคร ไทยเบฟเวอเรจ ธนาคารกรุงเทพ ไอคอนสยาม Huawei ZTE  Midea และ Tencent จัดการแสดง “มหาอุปรากรสะท้านปฐพี” โดยคณะ กึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง งิ้วแต้จิ๋วอันดับหนึ่งจากสาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งจะจัดแสดง 16 เรื่องไม่ซ้ำ ตลอด 7 วัน ระหว่างวันที่ 10–16 กรกฎาคม 2568 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม พร้อมคำบรรยายภาษาไทย–จีน การแสดงในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงความบันเทิงทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมจีนอันทรงคุณค่า สู่ใจคนรุ่นใหม่ และร่วมสร้าง “ความทรงจำร่วม” ระหว่างสองประเทศ

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ 

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ความทรงจำคือสิ่งที่สร้างตัวตนของเรา ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่เติบโตมากับสองวัฒนธรรม ทั้งไทยและจีน ซึ่งเต็มไปด้วยคุณค่าทางจิตใจ การชมมหาอุปรากรจีนในครั้งนี้ เป็นเหมือนทางลัดให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจความรัก ความกตัญญู และความจงรักภักดีที่สองวัฒนธรรมมีร่วมกัน งิ้วไม่ใช่แค่การแสดง แต่ยังสื่อถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งของประชาชนทั้งสองชาติ”

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

ในขณะที่ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผมมีความผูกพันกับงิ้วมาตั้งแต่วัยเด็ก เคยติดตามคุณแม่และอาม่าไปชมงิ้วบ่อย ๆ  แม้ในตอนนั้นจะยังไม่เข้าใจเนื้อเรื่องมากนัก แต่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรี การแสดง และขนมอร่อย ได้กลายเป็นความทรงจำที่อบอุ่นในใจ เป็นภาพจำที่สนุกสนาน เป็นความทรงจำในวัยเด็กที่น่าประทับใจ ถึงแม้จะจำเรื่องของงิ้วไม่ได้  แต่งิ้ว หรือ“อุปรากรจีน” ไม่ได้เป็นเพียงการแสดง แต่สอนให้เห็นถึงเรื่องราววิถีชีวิตของคน ที่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของวัฒนธรรมอย่างมากมาย จึงขอเชิญชวนผู้มีความผูกพันกับวัฒนธรรมจีน และคนรุ่นใหม่ มาร่วมชมงิ้วแต้จิ๋วในครั้งนี้ เพื่อสัมผัสรากวัฒนธรรมที่งดงามและเรียนรู้คุณธรรมที่สืบทอดผ่านรุ่นสู่รุ่น”

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

สำหรับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความทรงจำที่ไม่รู้ลืมของงิ้วแต้จิ๋วว่า “เคยได้ยินได้ฟังมาจากคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยได้สัมผัสของจริง จึงทำให้วันนี้ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ในอีกไม่กี่วัน ผมจะได้สัมผัสการแสดงอันทรงคุณค่าที่เคยมีความทรงจำในวัยเด็กพร้อมยังทิ้งท้ายถึงคนไทยเชื้อสายจีนด้วยว่า “ถึงคนไทยเชื้อสายจีนเหมือนผม ท่านต้องมาดูให้เห็นกับตาและมาสัมผัสด้วยตัวท่านเองให้ได้ อย่าเพียงฟังจากคนอื่นเล่า ถึงแม้บางท่านจะฟังภาษาจีนแต้จิ๋วไม่ค่อยได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่า ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้จะช่วยให้ท่านเข้าใจเนื้อหาและการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมได้มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน”

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การแสดงอุปรากรจีนในครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพไทย–จีนที่แน่นแฟ้นและยาวนาน โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต การที่คณะงิ้วอันดับหนึ่งจากเมืองซัวเถาเดินทางมาแสดงสดถึงไทย พร้อมบรรยาย 2 ภาษา ตลอด 7 วัน 16 เรื่อง ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ไม่ควรพลาด พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสศิลปะจีนอันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นสื่อกลางแห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ”

งิ้วแต้จิ๋ว หรือ เฉาโจวโอเปร่า เป็นศิลปะการแสดงเก่าแก่กว่า 590 ปี ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” โดดเด่นด้วยเสียงร้องในสำเนียงแต้จิ๋ว ท่วงท่าที่งดงามประณีต ดนตรีพื้นบ้านที่ไพเราะ และเครื่องแต่งกายที่มีเอกลักษณ์ เปรียบได้กับ “โอเปร่าแห่งตะวันออก” ที่เล่าเรื่องผ่านอารมณ์และคุณธรรม และสำหรับการแสดง “มหาอุปรากรสะท้านปฐพี” ครั้งนี้ โดยคณะกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง จากเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง นับเป็นคณะงิ้วแต้จิ๋วระดับแนวหน้าของจีน เคยจัดแสดงทั่วโลก ทั้งในฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ฝรั่งเศส และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ อาทิ รางวัลศิลปินยอดเยี่ยม “เยาเสวียนเชียว” และรางวัล Plum Blossom Award จาก The China Theatre เป็นต้น

ทั้งนี้ เรื่องราวที่คณะงิ้วกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง จะนำมาแสดงที่เมืองไทยในครั้งนี้ ได้คัดสรรมาจากบทประพันธ์คลาสสิกที่ถ่ายทอดคุณค่าความดีและจริยธรรมทั้งหมด 16 เรื่อง ตลอด 7 วัน ไม่ซ้ำ  

คืนที่ 1: พฤหัสบดีที่ 10 ก.ค. 2568 อำลาสามีที่สี่หนึ่งจิว (ยุทธภูมิสี่หนึ่งจิว) ในช่วงปลายราชวงศ์ซ่ง “ตั่งเปี๊ยะเนี้ย” ภรรยานายทหารเมืองแต้จิ๋ว โน้มน้าวให้สามีออกรบต้านทัพหยวน แม้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้และการเสียชีวิตของสามี แต่เธอยืนหยัดต่อสู้จนวาระสุดท้าย สะท้อนความรักชาติและเสียส

คืนที่ 2: ศุกร์ที่ 11 ก.ค. 2568 มเหสีฮั่นบุ๊ง ฮองเฮาโต้วจีได้พบกับน้องชายที่พลัดพรากกันนาน 12 ปี แต่เมื่อเขาถูกหลอกให้ฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐและต้องโทษประหาร เธอต้องเลือกระหว่างความรักพี่น้องกับความยุติธรรม ในที่สุดเธอยืนหยัดรักษากฎหมาย แม้ต้องสูญเสียน้องชายไป เพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องของบ้านเมือง

คืนที่ 3: เสาร์ที่ 12 ก.ค. 2568 กตัญญูสู้อยุติธรรม หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ร้ายว่าเป็นฆาตกรฆ่าแม่สามี แต่สุดท้ายความจริงเปิดเผย และผู้พิพากษาซื่อสัตย์กล้าตัดสินลงโทษลูกขุนนางผู้มีอำนาจ เป็นเรื่องราวสะท้อนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีของผู้หญิง

คืนที่ 4: อาทิตย์ที่ 13 ก.ค. 2568 พระโมคคัลลานะโปรดมารดา พระโมคคัลลานะเสี่ยงชีวิตเดินทางไปช่วยแม่จากยมโลก แม้แม่จะเคยทำกรรมชั่ว แต่ด้วยพลังแห่งความกตัญญู เขาสามารถเปลี่ยนใจเหล่ายมทูตและช่วยแม่พ้นจากบาปได้ในที่สุด

คืนที่ 5: จันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 องค์หญิงโป๊ยป้อและเต็กเช็ง แม่ทัพหนุ่มผู้ยึดมั่นในหน้าที่ ปฏิเสธการอภิเษกกับองค์หญิงต่างแคว้น แม้เกิดความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง แต่ด้วยการไกล่เกลี่ยของผู้นำ ทำให้เรื่องราวลงเอยด้วยความเข้าใจและความเสียสละเพื่อบ้านเมือง

คืนที่ 6: อังคารที่ 15 กรกฎาคม 2568 (รวมไฮท์ไลท์สำคัญ 10 เรื่อง) เรื่องที่ 1 หวนพบกันที่นครหลวง เรื่องราวความรักและความกล้าหาญของคู่รักที่ถูกขัดขวางจากครอบครัว แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เรื่องที่ 2 สัญญารักในสวนดอกไม้ เรื่องราวของคู่รักวัยเยาว์สัญญาจะครองคู่กันตลอดชีวิตท่ามกลางบรรยากาศสวนดอกไม้ เรื่องที่ 3 เปาบุ้นจิ้นขอขมา เรื่องราวของเปาบุ้นจิ้นที่ยึดมั่นความยุติธรรม ตัดสินประหารญาติผู้กระทำผิด แม้ต้องเผชิญความเข้าใจผิดจากครอบครัว เรื่องที่ 4 โรงเตี๊ยมทางสามแพร่ง เรื่องราวของเจ้าของโรงเตี๊ยมหญิงกล้าหาญช่วยเหลือชายผู้ถูกขุนนางชั่วกลั่นแกล้ง ในระหว่างช่วยเหลือเกิดความเข้าใจผิดกับนายทหาร ทำให้ทั้งสองต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือด ก่อนจะรู้ความจริงและร่วมมือกันทำภารกิจสำคัญ เรื่องที่ 5 ลำนำเพลงรัก เรื่องราวความรักระหว่างชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์และหญิงคณิกาที่ต้องพลัดพรากจากกันอย่างเจ็บปวด เรื่องที่ 6  นารีกำสรวล เรื่องราวของหญิงชาวนายากจนกลับบ้านพบลูกชายป่วยหนัก หัวใจแม่เต็มไปด้วยความหวังและความเศร้า เรื่องที่ 7 สารโยงสายใย เรื่องราวของบุตรชายค้นพบแม่แท้จริง ทำให้เกิดความขัดแย้งกับมารดาเลี้ยง ก่อนทุกคนจะเข้าใจและคืนดีกัน  เรื่องที่ 8 ปิ่นทองอลเวง เรื่องราวความเข้าใจผิดเรื่องปิ่นทอง นำไปสู่ความระแวงและการลงโทษที่สร้างความอับอายแก่คุณชายเจ้าสำราญ เรื่องที่ 9 วีรบุรุษอ่วงฉ่งห่วง เรื่องราวของแม่ทัพผู้ภักดีต้องถูกจองจำเพราะความสงสัยจากฮ่องเต้ ท่ามกลางภัยรุกรานจากศัตรู เรื่องที่ 10 หวนพบที่บ้านสกุลจก เรื่องราวของคู่รักที่พรากจากกันกลับมาพบกันอีกครั้งแต่ต้องเผชิญชะตากรรมที่ทำให้ไม่อาจครองคู่กันได้

คืนที่ 7: พุธที่ 16 ก.ค. 2568 พยัคฆ์ปักไหม  ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัยจากวรรณกรรม “สามก๊ก” ถ่ายทอดชีวิต “เฉาจื้อ” กวีหนุ่มผู้เปี่ยมพรสวรรค์ บุตรชายของโจโฉ ที่ต้องเผชิญความขัดแย้งในตระกูลและการทดสอบอันโหดร้ายจากพี่ชาย “เฉาพี” หลังการสิ้นชีวิตของบิดา เรื่องราวสะท้อนพลังของวรรณกรรม ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ และการเคารพซึ่งกันและกัน งิ้วเรื่องนี้ได้รับรางวัลอันดับ 1 ประเภทบทละครเวที จากรางวัลเถียนฮั่น ครั้งที่ 35 ถือเป็นงิ้วแต้จิ๋วเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลสูงสุดของวงการศิลปะการละครจีน

สัมผัสมนตร์เสน่ห์ของ “งิ้วแต้จิ๋ว” การแสดงที่ผสานเสียงร้องสด ดนตรีสด เครื่องแต่งกายสุดวิจิตร และเทคนิคแสงสีเสียงร่วมสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวเข้มข้นแห่งคุณธรรม ความรัก และความกล้าหาญ พร้อมคำบรรยายไทย–จีนเต็มรูปแบบ เข้าใจง่ายทั้งสองภาษา ตรึงทุกสายตราพร้อมกันวันที่ 10-16 ก.ค. 2568 เปิดแสดงเวลา 19. 00 น. ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม

TaylorMade เปิดตัวคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2025 จับมือ United Arrows และ Liberty London กับสไตล์มินิมอลแคชชวล

TaylorMade เปิดตัวคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2025 จับมือ United Arrows และ Liberty London กับสไตล์มินิมอลแคชชวล

TaylorMade เปิดตัวคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2025 จับมือ United Arrows และ Liberty London กับสไตล์มินิมอลแคชชวล

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซีซีเค กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์กอล์ฟยี่ห้อ TaylorMade แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย นำโดย  สุชยา เจียรนันทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จัดงานเปิดตัวคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2025 ครั้งแรกกับการเผยสินค้าในไลน์ Apparel ของแบรนด์ TaylorMade ในประเทศไทย

อีกทั้ง ยังเปิดตัวคอลาบอเรชั่นสุดพิเศษที่ได้ร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำจากญี่ปุ่นอย่าง United Arrows และห้าง Liberty London นำเสนอเสื้อผ้ากอล์ฟสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่โดดเด่นมาในสไตล์มินิมอลแคชชวล ตอบโจทย์ทั้งในแง่แฟชั่นและการใช้งาน ซึ่งสามารถนำมาแมตช์ลุคตามต้องการและสวมใส่ได้ทุกวัน โดยเป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีกับสไตล์ที่เรียบง่าย ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากปรัชญาการออกแบบของญี่ปุ่น ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเนื้อผ้าสุดล้ำถึง 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ T-Ice และ T-Air

ภายในงานเหล่ากอล์ฟเลิฟเวอร์คนดังมาร่วมสร้างสีสันคับคั่ง รวมทั้งแขกคนสำคัญอย่าง เฟย ภัทร เอกแสงกุล และ แพรวา – ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์ สองนักแสดงหนุ่มสาวเปี่ยมแพชชั่นที่มีความหลงใหลในกีฬากอล์ฟไม่แพ้การแสดง พร้อมตื่นตาไปกับมินิแฟชั่นโชว์ของเหล่าโมเดลที่จะมาอวดลุคจากคอลเล็กชั่น SS25 ให้ได้ชมกันแบบจุใจ  ปิดท้ายด้วยการพูดคุยกับแฟชั่นสไตลิสต์อย่าง อู๋ – ปัญญา จิตรมานะศักดิ์ ที่มาร่วมเผยคีย์ลุคในคอลเล็กชั่นใหม่ล่าสุดนี้   ที่ร้าน Only Golf Flagship Store สาขา One Bangkok

TaylorMade ก่อตั้งขึ้นในปี 1979 โดยมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานในฐานะแบรนด์กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในโลก ซึ่งความสำเร็จครั้งแรกมาพร้อมกับนวัตกรรมของไดร์ฟเวอร์โลหะ โดยนอกจากจะครบครันในเรื่องอุปกรณ์และแอคเซสเซอรี่ต่างๆ แล้ว TaylorMade ยังได้เปิดตัวคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าใหม่ล่าสุด Spring/Summer 2025 มาเอาใจคนรักกีฬากอล์ฟสายแฟที่ชื่นชอบทั้งความสวยงามและ Performance อย่างแท้จริง คอลเล็กชั่นนี้สะท้อนถึงศิลปะการออกแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น อาทิ ความเรียบง่าย ความแม่นยำ และความงามแบบไม่โอ้อวด โดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมอลที่ตัดเย็บอย่างประณีต ตามแนวคิด less-is-more และโทนสีอันสื่อถึงฤดูกาลของญี่ปุ่นและความผูกพันกับธรรมชาติ

ไฮไลท์สำคัญของคอลเล็กชั่นคงหนีไม่พ้นการร่วมคอลแลปส์กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง United Arrows และ Liberty London ซึ่งนับเป็นการยกระดับแฟชั่นและนำความหรูหรามาสู่ชุดกอล์ฟของ TaylorMade ได้อย่างสมบูรณ์แบบและลงตัว

TaylorMade เสื้อผ้าคอลเล็กชั่น Spring/Summer 2025 มีจำหน่ายเฉพาะประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียเท่านั้น ในประเทศไทยพร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ Only Golf Flagship Store สาขา One Bangkok ชั้น 2 โซน The Storeys และตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป อาทิ Supersports และ Sports Mall รวมทั้งช่องทางออนไลน์

มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะฯ สืบทอดดนตรีไทยสู่คนรุ่นใหม่ มอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทาน

มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะฯ สืบทอดดนตรีไทยสู่คนรุ่นใหม่ มอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทาน

มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะฯ สืบทอดดนตรีไทยสู่คนรุ่นใหม่ มอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี  สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร  สิริวิบูลยราชกุมาร ครั้งที่ 7 พุทธศักราช 2567 โดยมี มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนกิจกรรมมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) อย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 11 ด้วยเล็งเห็นความสำคัญเกี่ยวกับความเป็นรากเหง้าของความเป็นไทยในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมประเพณีในทุกๆ ด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของดนตรีไทย เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้ช่วยกันสร้างมา เป็นสิ่งที่งดงามและไม่เหมือนชาติใดในโลก พร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมโครงการจัดประกวดดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานมี อาจารย์มาลินี สาคริก ประธานกรรมการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นประธานในพิธี คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี, ศ. ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง, ผศ.ดร.ธงรบ รื่นบันเทิง, อาจารย์ภูธร ภูมะธน, คุณสุรพล เศวตเศรนี, นิติกร กรัยวิเชียร และอาจารย์อัษฎาวุธ สาคริก ร่วมด้วย ท่ามกลางบรรยากาศของพ่อแม่ ผู้ปกครองของน้อง ๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดี

เด็กหญิงอมลณัฐ สงวนนาม ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประเภทขิมสาย ระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนเทศบาลบ้านบางเหนียวจ.ภูเก็ต กล่าวว่า “เริ่มเล่นดนตรีไทยตอนอายุ 7 ขวบ เพราะเห็นเพื่อนเล่นในงานแสดงของโรงเรียนแล้วรู้สึกชอบตอนเห็นเพื่อนเล่นแล้วรู้สึกว่าเพื่อนเก่ง จึงอยากฝึกฝนให้เก่งแบบเพื่อน หนูเลือกเครื่องดนตรีไทยประเภทขิม เพราะเห็นว่าที่บ้านมีขิมผีเสื้ออยู่แล้วจึงเริ่มฝึกฝนจริงจัง ช่วงฝึกซ้อมก็มีร้องไห้และรู้สึกท้อบ้าง แต่ครอบครัวคอยให้กำลังใจเสมอทำให้มีแรงสู้ต่อไป และพยายามตั้งใจทำตามคำแนะนำของคุณครูทุกครั้ง

รู้สึกดีใจและภูมิใจมากๆ อยากทำให้คุณครูและครอบครัวภูมิใจด้วยค่ะ ขอบคุณคุณครูพราวที่ฝึกสอนตั้งแต่พื้นฐาน ขอบคุณครอบครัวที่คอยสนับสนุนและรับส่งตลอดการฝึกซ้อม รวมถึงขอบคุณโรงเรียนและคนรอบข้างที่ให้โอกาสได้แสดงความสามารถ หนูรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมอนุรักษ์ดนตรีไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ อยากเล่นเพลง “แผ่นดินของเรา” เพราะเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่สะท้อนถึงความรักและเมตตาของในหลวง การได้บรรเลงเพลงนี้ถือเป็นเกียรติและแสดงความจงรักภักดี

ท้ายนี้ขอขอบพระคุณ มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนโครงการ ดีๆ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ เผยแพร่ดนตรีไทยในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย ช่วยให้คนรุ่นใหม่รู้สึกภูมิใจในตนเอง และยังส่งเสริม Soft Power ของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก ดนตรีไทยมีเอกลักษณ์และภูมิปัญญาเฉพาะตัว แม้ยุคนี้จะถูกมองข้าม แต่ยังคงมีเสน่ห์และสามารถผสมผสานกับดนตรีสมัยใหม่ได้ จึงควรอนุรักษ์ไว้ทั้งในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย”

ทั้งนี้ โครงการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทาน ยังได้รับการสนับสนุนจาก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงพันธมิตร และบุคลากรด้านดนตรีไทยมากมาย ด้วยความปรารถนาที่มุ่งมั่นธำรงรักษามรดกดนตรีไทย สืบไป