ไอคอนคราฟต์ และกลุ่ม Million Hands รวมพลังผลักดันแบรนด์ไทย ชวนช้อปสินค้าแฟชั่นสุดคราฟต์ 35 แบรนด์ในงาน ‘Buy Thai Save Thai’

ไอคอนคราฟต์ และกลุ่ม Million Hands รวมพลังผลักดันแบรนด์ไทย ชวนช้อปสินค้าแฟชั่นสุดคราฟต์ 35 แบรนด์ในงาน ‘Buy Thai Save Thai’

ไอคอนคราฟต์ และกลุ่ม Million Hands รวมพลังผลักดันแบรนด์ไทย ชวนช้อปสินค้าแฟชั่นสุดคราฟต์ 35 แบรนด์ในงาน ‘Buy Thai Save Thai’

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งกำลังใจให้ผู้ประกอบการรายย่อยจากทั่วประเทศเดินหน้าฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปด้วยกัน ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจจากช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ ร่วมกับกลุ่ม Million Hands ชวนคนไทยช้อปแบรนด์ไทย ในงาน “Buy Thai Save Thai” รวมสินค้าแฟชั่นและงานคราฟต์น่าใช้จาก 35 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย มาให้เลือกซื้อเลือกสนับสนุน ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4

ทั้งนี้ ไอคอนสยาม พร้อมรวมพลคนดัง-อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมรีวิวชวนช้อป และกิจกรรมไลฟ์สดให้คนไทยทั่วประเทศกดตะกร้าอุดหนุนแบรนด์ไทยได้ผ่านหน้าจอ ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 กรกฎาคม 2568

นภัศภรณ์ ประดาศักดิ์ Brand Manager ไอคอนคราฟต์ เผยว่า “ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยจำนวนมากกำลังประสบปัญหา ด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ธุรกิจเริ่มสั่นคลอน แทบไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ไอคอนคราฟต์ ในฐานะพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ส่งเสริมและสนับสนุนช่างฝีมือไทย รวมถึงผู้ประกอบการไทยมาโดยตลอด จึงมุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยจากท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ ให้สามารถเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้ โดยร่วมกับกลุ่ม Million Hands จัดโครงการ Buy Thai Save Thai เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการแฟชั่นรายย่อยนำสินค้ามาวางจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยได้มีช่องทางในการโปรโมตและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ตลอดจนกระตุ้นให้คนไทยเห็นคุณค่าของแบรนด์ท้องถิ่นและร่วมกันผลักดันแบรนด์เหล่านั้นให้ก้าวสู่ตลาดระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งจะเป็นการต่อความหวังให้ผู้ประกอบการไทยมีแรงพลังในการต่อยอดแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์แบบไทย ๆ ต่อไปด้วย”

ด้าน อโนทัย ชลชาติภิญโญ  ประธานกลุ่ม Million Hands กลุ่มจิตอาสาจากการรวมตัวของผู้นำทางความคิด นักออกแบบ นักกลยุทธ์ อินฟลูเอนเซอร์ และนักกิจกรรม เพื่อช่วยผลักดันและเยียวยาอุตสาหกรรมแฟชั่นฐานรากของไทย เผยว่า “โครงการ Buy Thai Save Thai เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการแฟชั่นไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย แบรนด์ชุมชน และผู้ประกอบการที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยใช้พลังของเครือข่ายและความร่วมมือจากภาคสังคม สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมแฟชั่น ร่วมกันฟื้นฟูให้แบรนด์ไทยกลับมาอยู่ในกระแส เป็นที่สนใจ และถูกเลือกซื้อจากลูกค้ามากขึ้น ผ่านเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย อย่างการเปิดตลาด ไลฟ์สด และกิจกรรมจิตอาสา”

งาน “Buy Thai Save Thai” จัดขึ้น ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม โดยคัดสรรแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยจากทั่วประเทศรวม 35 แบรนด์ มานำเสนอสินค้าที่สร้างสรรค์จากฝีมือ ความตั้งใจ และจิตวิญญาณท้องถิ่น ให้ผู้สนใจเลือกซื้ออย่างจุใจมากกว่าพันรายการ  พร้อมเชิญดีไซเนอร์ชื่อดัง  อาทิ  จ๋อม ศิริชัย ทหรานนท์ แบรนด์ Theatre และโรจน์ ภูภวิศ กฤตพลนารา แบรนด์ Issue รวมทั้งศิลปินดารา อินฟลูเอนเซอร์  ทั้งนักแสดงจาก Star Latiz และ น้องหมีพูห์ กัญติชา ดีทรีส Miss Tiffany Live Seller by MizuMi มาร่วมชมสินค้าและสร้างคอนเท้นท์รีวิว ในช่องทางของตนเอง ผ่านแพลตฟอร์ม YouTube / Facebook / Instagram ภายใต้แนวคิด “คนไทยช่วยคนไทยด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นสื่อกลางให้แบรนด์เล็กที่ขาดช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภค ได้มีโอกาสเปล่งแสงบนเวทีโซเชียลมีเดียที่มีอิทธิพลสูงสุดในยุคปัจจุบัน  โดยเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขายในระยะสั้นให้กับผู้ประกอบการ แต่เป็นการจุดประกายให้คนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของงานฝีมือ มองเห็นความน่าสนใจของสินค้าแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์จากแบรนด์ท้องถิ่นทั่วประเทศไทย พร้อมกับสร้างโมเดลความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายผู้สร้างสรรค์ในสังคม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดัน เติมความหวัง มอบโอกาสและพลังใจ ให้ดีไซเนอร์ ช่างฝีมือ และผู้ประกอบการไทย เดินหน้าต่อไปด้วยกัน ในงาน “Buy Thai Save Thai” ตั้งวันนี้ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

ดองกี้ (ประเทศไทย) ผนึกกำลังเขตสุขภาพที่ 5 ลงนาม MOU หนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

ดองกี้ (ประเทศไทย) ผนึกกำลังเขตสุขภาพที่ 5 ลงนาม MOU หนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

ดองกี้ (ประเทศไทย) ผนึกกำลังเขตสุขภาพที่ 5 ลงนาม MOU หนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับเขตสุขภาพที่ 5 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) เพื่อยกระดับและส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพจากชุมชนท้องถิ่น   พร้อมผลักดันการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และขยายตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

ภญ. สุภัทรา บุญเสริม ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5 กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ บริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด ในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาและขยายตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้เข้าถึงผู้บริโภคในไทย การทำงานร่วมกันนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า และเสริมสร้างเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและในระดับชุมชนฐานราก เรามั่นใจว่าโครงการนี้จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและอุตสาหกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

นาย เทอิจิ โอมุระ  ประธานบริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การลงนามในบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยส่งเสริมผลิตภัณฑ์สุขภาพจากแหล่งผลิตท้องถิ่นที่มีคุณภาพ แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในประเทศไทย เราหวังว่าโครงการนี้จะเป็นหนึ่งในความร่วมมือที่ดีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างประโยขน์ในระยะยาวแก่ประชาชนและเศรษฐกิจ”

บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยการส่งเสริมการผลิตที่มีมาตรฐานสากล รวมถึงการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการสร้างเส้นทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับสินค้าที่ผลิตขึ้นในเขตสุขภาพที่ 5 นอกจากนี้ ดองกิ (ประเทศไทย) ยังมุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์บริษัท (สินค้า Private Brand หรือ PB) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมค้าปลีก และส่งเสริมการขยายตลาดสินค้า PB ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศไทย สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และตอกย้ำการมีส่วนร่วมต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของทั้งสองฝ่าย

การลงนามใน MOU ครั้งนี้ เป็นผลจากการประชุมและความร่วมมือที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 หลังจากที่บริษัท ดองกิ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตสไตล์ญี่ปุ่น “ดอง ดอง ดองกิ” สาขาแรกในประเทศไทย  ปัจจุบัน เขตสุขภาพที่ 5 มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพในภูมิภาค โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และช่วยให้การขยายตลาดเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ 

ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ผ่านการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพในตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทั้งในด้านการสร้างงาน และการยกระดับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

สินธร เวลเนส บาย รีเซ็นต์ ชวนมาเปิดประสบการณ์ศาสตร์แห่งการบำบัดฟื้นฟูร่างกาย

สินธร เวลเนส บาย รีเซ็นต์ ชวนมาเปิดประสบการณ์ศาสตร์แห่งการบำบัดฟื้นฟูร่างกาย

สินธร เวลเนส บาย รีเซ็นต์ ชวนมาเปิดประสบการณ์ศาสตร์แห่งการบำบัดฟื้นฟูร่างกาย

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ชวนมาเปิดประสบการณ์การบำบัดด้วยศาสตร์ในการปรับสมดุล โดย นงนภัส นอยมันน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การบำบัด ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ตั้งแต่วันที่ 6 – 20 กรกฎาคม 2568 ณ สินธร เวลเนส บาย รีเซ็นต์ (Sndhorn Wellness by Resense) โดยแต่ละโปรแกรมได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ได้สัมผัสถึงความสมดุลของพลังงาน รวมถึงการบำบัดฟื้นฟูร่างกายแบบเน้นผลลัพธ์เฉพาะบุคคล

นงนภัส นอยมันน์ มีความชำนาญในศาสตร์แห่งการบำบัดหลากหลายแขนง ได้แก่ การบำบัดแบบไบโอไดนามิก เครนิโอแซครอล (Biodynamic Craniosacral Therapy) การบำบัดแบบนุ่มนวลที่เน้นการสัมผัสอย่างอ่อนโยน เพื่อผ่อนคลายระบบประสาท ช่วยคลายความวิตกกังวล ปลดปล่อยบาดแผลทางกายและใจ และปรับสมดุลทางอารมณ์

นงนภัส นอยมันน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การบำบัด

การบำบัดแบบชิเนซัง (Chi Nei Tsang) หรือ นวดท้องตามศาสตร์เต๋า ศาสตร์การนวดบริเวณช่องท้องเชิงลึกเพื่อปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ เพื่อช่วยคลายความเครียดและพลังงานด้านลบที่สะสมอยู่ในช่องท้องของร่างกาย การนวดนี้เน้นการกดจุดและนวดบริเวณเหนือสะดือและพื้นที่รอบหน้าท้อง เพื่อขจัดสารพิษและปรับสมดุลร่างกาย  ส่งเสริมระบบย่อยอาหาร การล้างพิษ ระบบสืบพันธุ์ และการไหลเวียนของพลังงานอย่างเป็นธรรมชาติ

รวมทั้งการบำบัดแบบเรกิ (Reiki) การบำบัดด้วยพลังงานอย่างอ่อนโยน เพื่อฟื้นคืนสมดุลของระบบจักระ ช่วยผ่อนคลายความเครียด และปรับสมดุลแห่งความสงบภายในร่างกาย, การการบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing sessions)  เป็นการบำบัดแบบองค์รวม เพื่อคลายความตึงเครียด ส่งเสริมการนอนหลับ พร้อมฟื้นฟูทั้งร่างกายและอารมณ์, การบำบัดแบบจิคิเด็น  เรกิ (Jikiden Reiki)  การบำบัดเรกิแบบดั้งเดิมจากประเทศญี่ปุ่น เน้นการค้นหาและรักษาความไม่สมดุลของพลังงานที่เกิดขึ้นในร่างกาย ช่วยฟื้นฟูสุขภาพ อารมณ์ และจิตใจ

การบำบัดแบบปรับสมดุลจักระ–การปรับแนวพลังงาน (Chakra Balancing– Energy Realignment) เป็นการคืนสมดุลพลังงานธรรมชาติให้กับร่างกาย ด้วยการบำบัดเชิงลึกที่ผสมผสาน เรกิ คริสตัลบำบัด และการบำบัดด้วยการสัมผัส พร้อมปรับสมดุลจักระทั้งเจ็ด นำไปสู่ความสงบภายในจิตใจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูอารมณ์และความคิด, การบำบัดแบบปรับสมดุลพลังงานบนใบหน้า (Holistic Face – Energy Rebalance) การบำบัดที่ผสมผสานการกดจุดบนใบหน้า การปรับพลังงาน และการบำบัดแบบเครนิโอแซครอล เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อคลายความตึงเครียด ช่วยกระตุ้นระบบประสาทให้เกิดความสงบภายใน และฟื้นฟูความสมดุลของพลังงาน ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน และปรับสมดุลทางอารมณ์และจิตใจ

พบกับโปรแกรมพิเศษนี้ได้ที่ สินธร เวลเนส บาย รีเซ็นต์ (Sindhorn Wellness by Resense) ชั้น 9 โรงแรม Sindhorn Kempinski Bangkok ติดต่อสอบถามและสำรองการบำบัด ได้ที่ โทร. +66 (0) 2 095 9999 หรือ email: wellness.sindhorn@kempinski.com

ดีพร้อม ติดอาวุธ Hero Brand เติมความรู้ ‘เทรนด์ความงาม ปี 2025’ เปิดมุมมองการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผลักดันแบรนด์เครื่องสำอางไทยสู่เวทีสากล

ดีพร้อม ติดอาวุธ Hero Brand เติมความรู้ ‘เทรนด์ความงาม ปี 2025’ เปิดมุมมองการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผลักดันแบรนด์เครื่องสำอางไทยสู่เวทีสากล

ดีพร้อม ติดอาวุธ Hero Brand เติมความรู้ ‘เทรนด์ความงาม ปี 2025’ เปิดมุมมองการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ผลักดันแบรนด์เครื่องสำอางไทยสู่เวทีสากล

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อ “เทรนด์” กลายเป็นหนึ่งเครื่องมือทรงพลังที่จะผลักดันธุรกิจให้ก้าวสู่เวทีสากล อีกทั้ง ปัจจุบันผู้บริโภคมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจงและมีความหลากหลายมากขึ้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ร่วมกับสาขาเคมีผลิตภัณฑ์และธุรกิจเครื่องสำอาง ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดประตูให้ Hero Brand พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยและปรับตัวให้เข้ากับความต้องการใหม่ของตลาด ผ่าน “กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทย” ในหัวข้อ Future of Beauty: Trends and Forecasts 2025

เกียรติภูมิ แสงศร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอร์สเมติค อินโนวาทีค แลบ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสูตรตำรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง กล่าวว่า อุตสาหกรรมความงามและการดูแลส่วนบุคคลทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการขับเคลื่อนของเทคโนโลยี ความยั่งยืน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องความยั่งยืน ที่แบรนด์ต่าง ๆ ให้การยอมรับและเน้นทำผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งข้อมูลจากแหล่งวิจัยชั้นนำชี้ให้เห็นถึง 4 เทรนด์สำคัญในปี 2025

เกียรติภูมิ แสงศร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอร์สเมติค อินโนวาทีค แลบ จำกัด

ความยั่งยืนและความโปร่งใส (Sustainability & Transparency)

หนึ่งในแกนหลักของอุตสาหกรรมความงามโลกปี 2025 และต่อเนื่องถึงอนาคต เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่เพียงต้องการ “ผลลัพธ์ที่ดี” แต่ยังต้องการให้ผลิตภัณฑ์และแบรนด์ “ดีต่อโลก” ด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตราย และใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ หรือรีไซเคิลได้ อีกทั้งต้องมีความโปร่งใสของส่วนผสม ซึ่งผู้บริโภคต้องการทราบถึงส่วนผสมและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยและจริยธรรมของผลิตภัณฑ์ สะท้อนจากผลสำรวจผู้บริโภคที่พบว่า 67% ของ Gen Z ในเอเชียให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากกว่าราคาถูก และ 78% ของผู้บริโภคในยุโรปและอเมริกาเหนือเลือกแบรนด์ที่มีความโปร่งใสเรื่องส่วนผสม รวมถึงแบรนด์ที่เน้นความโปร่งใสมียอดขายเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-20%

เทคโนโลยีและการปรับแต่งเฉพาะบุคคล (Technology & Personalization)

เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ความงามระดับโลกที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี 2025 และต่อเนื่องไปอีกหลายปี โดยคาดการณ์ว่าตลาด AI ในเครื่องสำอางจะเติบโตจาก 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2022 สู่ 13.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 ซึ่งการใช้ AI และ AR ในการวิเคราะห์สภาพผิวและแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลกำลังได้รับความนิยม เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่แม่นยำและตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะราย โดย AI ช่วยให้แบรนด์นำข้อมูลของผู้บริโภคไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การใช้งานให้ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล รวมทั้งแก้ pain point เช่น วิเคราะห์จากภาพถ่าย หรือการสแกนใบหน้า เพื่อประเมินความชุ่มชื่น, จุดด่างดำ หรือริ้วรอย ในขณะที่การใช้ AR ให้ผู้ใช้ลองเมคอัพเสมือนจริงผ่านกล้องมือ ช่วยลดปัญหาการคืนสินค้าในอีคอมเมิร์ซ

ความเป็นอยู่ที่ดีและการดูแลตนเอง (Wellness & Self-Care)

ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียง “ผิวที่ดี” แต่ยังต้องการสุขภาพจิตดี การนอนหลับดี ความสมดุลของร่างกายและอารมณ์ ส่งผลให้เกิดนวัตกรรม “Well-Beauty Integration” ซึ่งเชื่อมโยง “สกิน แคร์ บวก สุขภาพ บวก จิตใจ” เข้าด้วยกัน Wellness & Self-Care จึงกำลังกลายเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมความงามปี 2025 ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการสุขภาพและความงาม อาทิ สกินแคร์ที่ช่วยในการนอนหลับ ผลิตภัณฑ์ช่วยลดความเครียด และการดูแลตนเองแบบองค์รวม โดยผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแค่ดูแลผิวพรรณ แต่ยังส่งเสริมสุขภาพจิตและความเป็นผู้ที่ดูดีโดยรวม ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค ระบุว่า 72% ของผู้บริโภค Gen Z และ Millennials ใช้สกินแคร์เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพจิต และตลาดสินค้า Beauty + Wellness คาดว่าจะมีมูลค่ารวมกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความงามที่ครอบคลุมและหลากหลาย (Inclusivity & Diversity)

เทรนด์นี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความงามทั่วโลกในปี 2025 โดยผู้บริโภคคาดหวังให้แบรนด์ “ยอมรับและเคารพตัวตนที่แตกต่าง” ทั้งในเรื่องสีผิว เพศ วัยศาสนา ความพิการ และอัตลักษณ์ทางเพศ (LGBTQ+) ผ่านผลิตภัณฑ์ การสื่อสาร และการตลาดอย่างจริงใจ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ต่าง ๆ กำลังขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับความหลากหลาย เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเป็นที่ยอมรับ รวมถึงทำการตลาดที่ครอบคลุม ผ่านการใช้โมเดลและมีผู้อิทธิพลจากหลากหลายภูมิหลังในแคมเปญการตลาด เพื่อสะท้อนถึงความหลากหลายของผู้บริโภค

 “นอกจาก 4 เทรนด์หลักแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคยังเปลี่ยนมาซื้อสินค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย หรือช่องทางออนไลน์ต่างๆ มากขึ้น ทั้ง TikTok เฟซบุ๊ค ไอจี ซึ่งเป็นอีกเทรนด์ที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ โดยหากมีการใช้แพลตฟอร์มออนล์ ร่วมกับ AI หรือ AR จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจง่ายขึ้น และช่วยลดต้นทุนให้เจ้าของแบรนด์จากการไม่ต้องมีหน้าร้าน นอกจากนี้ อินฟลูเอนเซอร์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้ดาราเบอร์หนึ่งอย่างเดียวในการประชาสัมพันธ์  นายเกียรติภูมิ แสงศร”  กล่าวทิ้งท้าย

คุณแหน : 8 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 8 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 8 กรกฎาคม 2568

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll ขอให้เหมือนเดิม?… เป็น OPEN SECRET อยู่แล้วเรื่องความสัมพันธ์อันลึกซึ้งยาวนานระหว่าง อดีตนายกฯ ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับ อดีตรองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ทุกภาคส่วนสิ่งแวดล้อมระหว่าง 2 บุคคลนี้ช่างลงตัวกันได้อย่างเหมาะเหม็ง ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล, กลุ่มคนเจ็ตเซ็ตที่คบหา, ฐานะการเงินและยังเสริมด้วยแนวปรัชญาการเมือง เพราะ ดร.ทักษิณ และ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล (บิดาของ อนุทิน) ต่างก็เคยเป็นขุนพลใกล้ชิด นายกฯ คารีสม่า พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ …ต่อมาเมื่อ ดร.ทักษิณ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ก็ยังหอบหิ้วเอา อนุทิน เข้ามาเล่นการเมืองในตำแหน่ง รมช. สาธารณสุข ซึ่ง อนุทิน ก็ยอมรับว่าเป็นการ “TASTE THE BLOOD” ทางการเมืองเป็นครั้งแรก และเคยยืนยันกับผู้ใกล้ชิดว่า “ผมจะไม่มีวันกลับไปเป็นพ่อค้าวาณิชอีกแล้ว !” อีกวาระที่แสดงให้เห็นในความผูกพันของคนทั้งสอง เมื่อใกล้ชิดก็ย่อมทราบว่า ดร.ทักษิณ นิยมใช้ “ช้อนรองเท้า” ประจำตัว อนุทินถึงกับบินไปอิตาลีร้าน Gucci บันลือโลกสั่งออกแบบทำ “ช้อนรองเท้าทองคำ” เป็นกรณีพิเศษ 2 ชิ้น ซึ่งต่อมาทราบว่า ผู้รับ ถูกใจมาก ในวันนั้น…และในวันนี้ “ช้อนรองเท้าทองคำ” ของ อนุทิน ยังถูกเก็บรักษาอย่างดี แต่อีกชิ้นหนึ่งยังถูกเก็บไว้ใช้งานเหมือนเดิมหรือไม่…ใครจะรู้ ??…

ll จากเหตุการณ์วันที่ 1/7/68 ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องกรณีนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ผิดจริยธรรม ทำให้หวนระลึกว่าหลายปีก่อนในรัฐ “สารขัณฑ์” ก็เคยมีกรณีนายกฯ ถูกสั่งให้ยุติการปฎิบัติหน้าที่เช่นกัน จึงมีเหตุให้รัฐต้องตั้งรักษาการนายกฯ ปฎิบัติหน้าที่แทน ที่นำมาเทียบเคียงให้เห็นเพื่อให้ประจักษ์ว่าการดำรงตำแหน่ง รก. นายกฯ ทุกประเทศนั้นมีบารมีมากแค่ไหน เพราะขณะนั้นท่าน รก.นายกฯสารขัณฑ์ เป็นประธานจัดสร้างพระประธานองค์ใหญ่และพิพิธภัณฑ์ของวัดเก่าแก่ภาคอีสานของรัฐ ท่าน รก.นายกฯ จึงยกหูโทรศัพท์ถึงท่านเจ้าสัวแห่งยุคเพื่อขอบอกบุญ ซึ่งความจริงตั้งใจจะบอกบุญแค่ 3 ล้านบาทเท่านั้น แต่บังเอิญระหว่างการสนทนาเจ้าสัวเกิดถามขึ้นว่า “ท่านครับ อย่าหาว่าผมก้าวก่ายเพียงเรียนถามว่างบประมาณทั้งโครงการนี้ทั้งหมดเท่าไร?” (แปลกดี, จะเสนอเงินให้เขายังต้องอ่อนน้อมเกรงใจมาก) รก. นายกฯ จึงแจ้งว่าทั้งหมดรวมเป็นเงิน 25 ล้านบาท เจ้าสัวจึงเสริมว่าถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าสัวอยากจะปวารณาบริจาคเงินให้ทั้งโครงการเลยทีเดียว…

ll วันนี้(8 ก.ค.) มูลนิธิชมรมไทยอิสราเอลในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ร่วมกับ สถานฑูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ร่วมกันจัดสัมนาทางวิชาการทางการแพทย์ โดยทีมแพทย์จากอิสราเอล ที่ สวทช.จ.ปทุมธานี ชั้น 6 …คณะกรรมการฯ อาทิ อัมรินทร์ คอมันตร์ ,ดร.ทรงจิต พูลลาภ , ออท. เพ็ญประภา วงศ์โกวิท , ศักดิ์สิทธิ เฉลิมวงษาเวช , ศิริพงษ์ ทิณรัตน์ , รัศมีเดือน แย้มมิตรพันธ์ , ดร.เทพกัญญา พรหมขัติแก้ว , และ พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก เป็นต้น…

ll ศูนย์การเรียนรู้แบงก์ชาติ จัดงานหนังสือริมแม่น้ำ ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. 10.00-18.30 น. ในงานนี้ ร้านไม้มงคล แคคตัส พืชสวนครัว คุณแม่ จะได้นำต้นไม้หลากหลายสายพันธ์ุมาจำหน่าย รวมทั้งมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกกันด้วย และในวันที่ 20 ก.ค. 13.30 – 15.30 น. ศูนย์การเรียนรู้ฯ ร่วมกับ สำนักข่าวไทยพับลิก้า ชวนมาพูดคุยเรื่อง “โลกเดือด!!! การต่อสู้และความหวังในวิกฤตสิ่งแวดล้อม” โดย ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล นักเขียนประจำนิตยสารสารคดี อดีตประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม…สนใจลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ที่ : https://bit.ly/4jOpgoZ …

ll สวดพระอภิธรรมศพ คุณแม่ประสพศรี สถาพร มารดา สุนทร สถาพร วันที่ 6-9 ก.ค.18.30 น.(งดสวด 10 ก.ค.) 11 ก.ค. ทำพิธีกงเต็ก ณ ศาลา 2 วัดหัวลำโพง และ 12 ก.ค. ไปสุสานซิมเฮียง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา…

ll เทอด เกียรติสุขเกษม อัยการพิเศษ สมัยกรมอัยการ ได้จากไปแล้วในวัย 95 ปี ตั้งศพที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ศาลา10 พระราชทานเพลิงศพ วันที่ 12 ก.ค. 14.00 น…

ll สวดพระอภิธรรม ศ.เกียรติคุณ พญ.ภัทรพร อิศรางกูร ณ อยุธยา ศาลา2 วัดมกุฎกษัตริยาราม 7-9 ก.ค.18.30 น. แล้วบรรจุ..เจ้าภาพของดพวงหรีด และจะนำเงินบริจาคทั้งหมดร่วมสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ..

บารอนเนส

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ “อวกาศ” โครงการประกวดจิตรกรรม“ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ “อวกาศ”  โครงการประกวดจิตรกรรม“ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ “อวกาศ” โครงการประกวดจิตรกรรม“ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.21 น.

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดนิทรรศการ “อวกาศ” โครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ ๒ ณ หอศิลป์ทิพย์พิมาน ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่องจ.นครราชสีมา โดยมีนายปัญญา วิจินธนสาร ผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน รองศาสตราจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ รองผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค 3 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เฝ้ารับเสด็จ การนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ รองผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และนายปัญญา วิจินธนสาร ผู้อำนวยการหอศิลป์ทิพย์พิมาน กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานและกราบทูลเบิกผู้ได้รับพระราชทานรางวัลโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2 จำนวน 56 รายเข้ารับพระราชทานรางวัล  จากนั้น เสด็จไปทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการและทอดพระเนตรนิทรรศการ “อวกาศ”  โอกาสนี้ ทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะผู้จัดงานและเยาวชนที่ได้รับพระราชทานรางวัลฯ และเสด็จทอดพระเนตรผลงานศิลปะในโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2  ซึ่งจัดแสดงอยู่ ณ อาคารหอศิลป์ทิพย์พิมาน ชั้น 2 และชั้น 3 ตามลำดับ

หอศิลป์ทิพย์พิมาน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งนี้เป็นปีที่สอง เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในด้านการสืบสานและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ศาสนา ศีลธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น และเพื่อสืบสานพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี “องค์สิริศิลปิน” ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนที่รักในงานศิลปะให้สามารถใช้จินตนาการความคิด ความรู้ความสามารถ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เพื่อกล่อมเกลาจิตใจและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีโอกาสแสดงทักษะด้านการสร้างสรรค์ที่สะท้อนความคิดและจินตนาการอันก่อให้เกิดประโยชน์สุขทั้งต่อตนเองและผู้อื่น อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ในการนำเสนอผลงานของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ โดยมุ่งหมายความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพด้านการสร้างสรรค์ศิลปะที่มาพร้อมกับการปลูกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเพื่อประโยชน์ด้านการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน ตลอดจนสามารถสื่อสารกับสาธารณชนถึงสาระในมุมมองต่าง ๆ ผ่านผลงานศิลปะดังพระดำรัสขององค์สิริศิลปินที่ว่า “ศิลปะเป็นเครื่องกล่อมเกลาชีวิตของคน”

การจัดประกวดในโครงการจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อการประกวด “อวกาศ” มีผลงานส่งเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น จำนวน 2,789 ผลงาน ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมแสดงนิทรรศการ รวมกว่า 500 ผลงาน  และมีจำนวนผู้ได้รับรางวัลการประกวดครั้งนี้รวม 56 ผลงาน โดยแบ่งตามระดับอายุการส่งผลงานเข้าร่วมประกวดออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย

ระดับอายุ 5 – 10 ปี มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด จำนวน 1,378 ผลงาน ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับโล่พระราชทาน เกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท ได้แก่ เด็กหญิงพิชชานันท์  ชัยประโคมจากโรงเรียนอนุบาลวังสามหมอ ชื่อผลงาน “ดาวลูกไก่”


ระดับอายุ 11 – 18 ปี  มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด จำนวน 1,317 ผลงาน ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับโล่พระราชทาน เกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท ได้แก่ นายกิตติชัย ไชยมงคล จากโรงเรียนดาราวิทยาลัย ชื่อผลงาน “จักรวาลวิทยา ดาราศาสตร์ของไทย”


ระดับอายุ 19 – 25 ปี  มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด จำนวน 74 ผลงานผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับโล่พระราชทาน เกียรติบัตร และเงินรางวัล จำนวน 100,000 บาท ได้แก่ นางสาวธาราทิพย์ อภิติวงศ์มานิต จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ชื่อผลงาน “ ก้าวแห่งมวลมนุษย์สู่ห้วงอวกาศ ”

สามารถรับชมภาพผลงานผู้ได้รับรางวัลได้ทาง >> https://chulabhornchannel.cra.ac.th/news-activities/56717/

ขอเชิญชวนประชาชนและผู้ที่สนใจร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านศิลปะขององค์สิริศิลปิน ถ่ายทอดความงดงามผ่านผลงานภาพวาดฝีพระหัตถ์ และการขยายผลงานจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ในรูปแบบประติมากรรม และ Installation Art หรือศิลปะแบบจัดวางเพื่อสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้าชมได้รู้สึกเพลิดเพลินและมีความสุขผ่านการชื่นชมผลงานสมดังพระปณิธานขององค์สิริศิลปิน ที่ทรงอยากแบ่งปันความสุขให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยผ่านผลงานศิลปะที่พระองค์ได้ทรงสร้างสรรค์ขึ้น พร้อมทั้งร่วมชมนิทรรศการ “อวกาศ” ซึ่งจัดแสดงผลงานภาพวาดจากฝีมือเด็กและเยาวชน กว่า 500 ผลงานจากโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2 ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ณ หอศิลป์ทิพย์พิมาน ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ค่าเข้าชม 50 บาทต่อท่าน รายได้สมทบทุนมูลนิธิทิพย์พิมานเพื่อสัตว์ป่วยและสัตว์ไร้ที่พึ่ง ในพระอุปถัมภ์ฯ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงกลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาสเข้าชมฟรี สอบถามข้อมูล โทร 09-6879-9044 , 09-6145-6249 หรือ Facebook : หอศิลป์ทิพย์พิมาน  www.facebook.com/TippimarnArtGallery

Brusta ชูนวัตกรรมเครื่องปั๊มนมโดยคนไทย คว้า ‘ตู่-ปิยวดี มาลีนนท์’ เป็นพรีเซนเตอร์ ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่

Brusta ชูนวัตกรรมเครื่องปั๊มนมโดยคนไทย คว้า 'ตู่-ปิยวดี มาลีนนท์' เป็นพรีเซนเตอร์ ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่

Brusta ชูนวัตกรรมเครื่องปั๊มนมโดยคนไทย คว้า ‘ตู่-ปิยวดี มาลีนนท์’ เป็นพรีเซนเตอร์ ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

Brusta ชูนวัตกรรมเครื่องปั๊มนมโดยคนไทย ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่ คว้า “ตู่-ปิยวดี มาลีนนท์” เป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมเดินหน้าขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

บรุสตา (Brusta) ผลิตภัณฑ์เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าระดับพรีเมียมโดยคนไทย เดินหน้าสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์คุณแม่ยุคใหม่ ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ “เข้าใจแม่จริง ๆ” คว้า “ตู่ ปิยวดี” ร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ ตัวแทนคุณแม่ยุคใหม่ พร้อมตั้งเป้าลุยขยายตลาดสู่ต่างประเทศภายใน 3-5 ปีข้างหน้าอย่างยั่งยืน

นายจิรัฏฐ์  บริบูรณ์ธนกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออล โมเดิร์น ซัพพลาย จำกัด กล่าวว่า แม้จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงเหลือประมาณ 350,000 – 450,000 คนต่อปี แต่พฤติกรรมของคุณแม่ยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Working Mom กลับให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ทางแบรนด์ Brusta เองที่ได้เริ่มต้นการทำธุรกิจเครื่องปั๊มนม โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาของครอบครัวเราเอง คือภรรยาของผมเจ็บมากจากการปั๊มนม ทั้งจากท่อน้ำนมอุดตัน เต้านมอักเสบ และเครื่องปั๊มนมในตลาดตอนนั้นยังไม่สามารถช่วยได้จริง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คิดว่า ถ้าไม่มีเครื่องที่ตอบโจทย์เราได้ เราก็จะสร้างมันขึ้นมาเอง เพื่อให้แม่ทุกคนไม่ต้องทนเจ็บ และมีความสุขกับการให้นมลูก ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของคุณแม่และลูก

นายจิรัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันตลาดเครื่องปั๊มนมคุณภาพสูงระดับพรีเมียมในประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มแม่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและสุขภาพของลูกมากกว่าราคา ปัจจัยที่แม่ให้ความสำคัญ ได้แก่ ความเจ็บปวดระหว่างปั๊ม เสียงรบกวน และสุขอนามัยของอุปกรณ์ ซึ่ง Brusta ได้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะ เช่น โหมด  RME รีดน้ำนมค้างเต้า ช่วยลดปัญหาท่ออุดตัด โหมดEMR ช่วยแก้ปัญหาท่อน้ำนมอุดตัน เพื่อให้การปั๊มนมมีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้ Brusta ยังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย โดยสามารถซื้ออะไหล่กรวยปั๊มนมเปลี่ยนได้เอง ตลอดจนมีทีมให้คำแนะนำปัญหาเกี่ยวกับการปั๊มนม รวมถึงการเลือกขนาดกรวยซึ่งมีผลต่อการปั๊มนมอย่างมาก การซ่อมแซมที่รวดเร็ว และมีเครื่องสำรองระหว่างการซ่อม ซึ่งเป็นการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

ด้าน นางอารีรัตน์ มโนรถจตุรงค์ Co-founder บริษัท ออล โมเดิร์น ซัพพลาย จำกัด ให้ข้อมูลว่า สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดของ Brusta จะไม่เน้นการแข่งขันด้านราคา แต่เลือกสร้างคุณค่าใหม่ในตลาด โดยเน้นการสนับสนุนให้แม่มีความสุขกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ผ่านกิจกรรมเชิงให้ความรู้ เช่น สนับสนุนการจัดสัมมนาของโรงพยาบาล คลินิกนมแม่ และยังได้ทำงานร่วมกับ KOLs และการสร้างชุมชนของแม่ที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน สำหรับช่องทางการจัดจำหน่าย Brusta มีทั้งในรูปแบบออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และช่องทางออฟไลน์ผ่านร้านตัวแทนจำหน่ายที่ผ่านการอบรม พร้อมให้คำแนะนำกับผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการเข้าร่วมงานแฟร์ต่างๆ เพื่อพบปะเหล่าคุณแม่โดยตรง และสำหรับแผนการในอนาคต บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาเชิงลึกถึงพฤติกรรมของคุณแม่ในแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ได้เช่นเดียวกับที่ทำในประเทศไทย

โดยล่าสุด Brusta ได้รับเกียรติจาก “คุณตู่ – ปิยวดี มาลีนนท์” มาร่วมเป็น พรีเซนเตอร์ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของครอบครัวที่สนับสนุนการให้นมลูกด้วยความเข้าใจ และการดูแลซึ่งกันและกัน

สุดท้ายนี้เราอยากให้ Brusta ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปั๊มนม แต่เป็นแบรนด์ที่เข้าใจแม่ และต้องการให้การให้นมลูกเป็นช่วงเวลาที่แม่มีความสุขที่สุด นางอารีรัตน์ กล่าวสรุป

สำหรับผู้สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://brustamiracle.com หรือที่ http://www.facebook.com/brustamiracle

-(016)

สสส. ‘สานสุขไทอีสาน’ ขับเคลื่อนกลไกสุขภาวะเชิงพื้นที่ยกระดับการมีส่วนร่วม-พัฒนาองค์ความรู้ – เชื่อมภาคีทุกมิติ

สสส. ‘สานสุขไทอีสาน’ ขับเคลื่อนกลไกสุขภาวะเชิงพื้นที่ยกระดับการมีส่วนร่วม-พัฒนาองค์ความรู้ – เชื่อมภาคีทุกมิติ

สสส. ‘สานสุขไทอีสาน’ ขับเคลื่อนกลไกสุขภาวะเชิงพื้นที่ยกระดับการมีส่วนร่วม-พัฒนาองค์ความรู้ – เชื่อมภาคีทุกมิติ

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.42 น.

สสส. – ภาคีเครือข่ายสุขภาวะภาคอีสาน ผนึกกำลัง จ.นครพนม ‘สานสุขไทอีสาน’ขับเคลื่อนกลไกสุขภาวะเชิงพื้นที่ยกระดับการมีส่วนร่วม-พัฒนาองค์ความรู้ – เชื่อมภาคีทุกมิติ สนับสนุนการรับมือสังคมสูงวัย – ปัญหาเด็กเยาวชน สังคมสุขภาวะอย่างยั่งยืน

7 กรกฎาคม 2568 ที่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี มหาวิทยาลัยนครพนม จ.นครพนม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำคณะสื่อมวลชนสัญจรลงพื้นที่ศึกษาดูงานภายใต้แผน 13 ด้านการขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชน และเยี่ยมชมการทำงานของภาคีเครือข่ายสุขภาวะภาคอีสานภายใต้โครงการสานสุขไทอีสาน โดยรศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการกองทุน สสส. และประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 7 สสส. กล่าวว่า สสส.ได้สนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนขบวนการสร้างเสริมสุขภาพให้ทุกคนในสังคมไทยมีสุขภาพดี จากการดำเนินงานในพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด พบว่าแต่ละจังหวัดมีหน่วยงาน บุคคล กลุ่ม องค์กรชุมชน สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่าย ดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพหลากหลายลักษณะ การขับเคลื่อนงานในประเด็นที่หลากหลาย ตามบริบทของพื้นที่ ทำให้งานสร้างเสริมสุขภาพเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ทั้งงานเชิงประเด็น และเชิงพื้นที่  ครอบคลุมภาคอีสาน 20 จังหวัด จำนวน 342 โครงการ เกิดรูปธรรมความสำเร็จทั้งในด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีจากการกระบวนการแบบมีส่วนร่วม มีพื้นที่ตัวอย่าง บุคคลต้นแบบ เกิดเป็นชุดองค์ความรู้ที่สามารถใช้เป็นแนวความคิด และแนวทางแก้ไขปัญหาสุขภาวะของชุมชนสังคม

“จ.นครพนม มีการทำงานขับเคลื่อนผ่าน โครงการเชื่อมประสานภาคีเครือข่ายสุขภาวะภาคอีสาน ‘สานสุขไทอีสาน’ มุ่งพัฒนาระบบกลไกสนับสนุน เพื่อสร้างพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับงานสร้างเสริมสุขภาพของภาคีสุขภาวะ มีกลไกเชื่อมประสานระหว่างภาคีเครือข่ายภาคอีสาน ที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วม โดยมีบทบาทสำคัญในการประสานและส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันของภาคีและเครือข่ายในภูมิภาค กระตุ้นให้เกิดการยกระดับการทำงานแบบมีเป้าหมายร่วม รวมถึงสนับสนุนกิจกรรม และพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ผ่านประเด็นสุขภาวะที่สำคัญในพื้นที่ 6 ประเด็น 1. การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม 2. ผู้สูงอายุ 3. อาหารปลอดภัย 4. เด็กและเยาวชน 5. สุขภาพจิต 6. แอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด มีแนวทางการดำเนินงาน คือ 1. การพัฒนากลไกเชื่อมประสานภาคีเครือข่าย 2. การพัฒนาระบบสนับสนุน 3. การสนับสนุนพื้นที่กลางเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้” รองศาสตราจารย์นายแพทย์สรนิต กล่าว

ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนอาวุโส และรักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ กล่าวว่า สํานักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ มีบทบาทเป็น ผู้สนับสนุน ที่จะช่วยอำนวยความสะดวก และเสริมพลังในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพของภาคีเครือข่าย เป็นตัวกลางเชื่อมประสานภาคี หนุนเสริมความเข้มแข็งให้ภาคีการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สสส. ร่วม มหาวิทยาลัยนครพนม ในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคอีสาน พัฒนากลไกเชื่อมประสานภาคีสุขภาวะในพื้นที่ภูมิภาค เพื่อเป็นกลไกกลางในการสนับสนุนภาคีเครือข่ายในภูมิภาค เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แชร์ประสบการณ์การทำงานแบบข้ามพื้นที่ ข้ามประเด็น พัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อหนุนเสริมความเข้มแข็ง นำไปสู่ความร่วมมือกันระหว่างภาคีเครือข่ายในพื้นที่ในการยกระดับการทำงานของภาคีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดรูปธรรมการบูรณาการทำงานของภาคีและยกระดับการขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่ โดยการขับเคลื่อนงานโครงการกลไกเชื่อมประสานภาคีเครือข่ายภาคอีสาน (สานสุข ไทอีสาน) ได้มีการสนับสนุนให้เกิดสร้างการมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยน ออกแบบการทำงานร่วมกันของภาคีที่หลากหลายทั้งเชิงประเด็น เชิงพื้นที่ สนับสนุนงานวิชาการเพื่อขับเคลื่อนงาน สร้างการมีส่วนร่วมของภาคียุทธศาสตร์ หนุนเสริมศักยภาพคณะทำงาน ตลอดจนหนุนเสริมให้เกิดการยกระดับการทำงานทั้งการบูรณาการการทำงานร่วม ขยายผลงาน และสนับสนุนให้เกิดการผลักดันเชิงนโยบาย ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพของภาคีเครือข่ายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.คณิน เชื้อดวงผุย ผู้รับผิดชอบโครงการสานสุขไทอีสาน กล่าวว่า โครงการ‘สานสุขไทอีสาน’สนับสนุนการพัฒนากลไกเชื่อมประสานภาคี และระบบสนับสนุนการเชื่อมประสาน กระตุ้น ประสานและสร้างโอกาสให้เกิดเชื่อมประสาน ทุน ทรัพยากร สนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันหรือขยายงานของภาคีและเครือข่ายต่างๆ ในภูมิภาค ภายใต้องค์ความรู้จากการปฏิบัติจริงของภาคีเครือข่ายภาคอีสาน ผ่าน 5 กลไกหลักในการเชื่อมประสาน  ได้แก่ 1. คณะทำงานกลาง 2. คณะทำงานประเด็น 3. คณะทำงานวิชาการ 4. คณะทำงานสื่อ 5. แกนนำสุขภาวะในพื้นที่ ผลลัพธ์จากการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น การสนับสนุนการขับเคลื่อนประเด็นรองรับสังคมสูงวัยภาคอีสาน สร้างกลไกระดับเขตที่เข้าใจแนวคิดและหลักการในการเตรียมรองรับสังคมสูงวัย รวบรวมฐานข้อมูล ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System) ที่ใช้ในการ รวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่  แหล่งเรียนรู้ และสื่อดิจิทัล สร้างชุดข้อมูลสังเคราะห์บทเรียนการดำเนินงานและนวัตกรรม 3D จนเกิดเป็นความร่วมมือเพื่อขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่เขตสุขภาพภาคอีสาน ส่วนการขับเคลื่อนประเด็นเด็กและเยาวชน เกิดการเชื่อมร้อยภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเยาวชน สร้างความร่วมมือภาคีเครือข่าย ยกระดับการขับเคลื่อนการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนไทยควรรู้เรื่องเขมร

บทความพิเศษ : 'รู้เขารู้เขมร' ทำไมคนไทยควรรู้เรื่องเขมร

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนไทยควรรู้เรื่องเขมร

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

รู้เขารู้เรา จะกลัวอะไรกับการรบร้อยครั้ง” คำกล่าวอมตะในตำราพิชัยสงครามจีน ที่ไม่เพียงใช้ในสนามรบโบราณเท่านั้น หากยังสะท้อนแนวคิดร่วมสมัยในการสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งต่อตนเองและผู้อื่น    

เนื่องจากประเทศกัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีความเกี่ยวข้องกับไทยอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่คนไทยจะต้องศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจในเรื่องกัมพูชา ทั้งด้าน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม  เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เพื่อให้เกิดมิตรไมตรี และลดความเข้าใจผิด โดยมิใช่การเตรียมเผชิญหน้า แต่เพื่อเสริมสร้างสันติภาพ ความร่วมมือ และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน และเป็นการลงทุนที่มีคุณค่า การที่คนไทยรู้จักเขมรนั้นเป็นก้าวสำคัญของการเป็นเพื่อนบ้านในองค์การอาเซียนอย่างมั่นคง

1.ประวัติศาสตร์ : ความสัมพันธ์พันปี คนไทยและคนเขมรมีความเกี่ยวพันกันมากว่าพันปี  เปรียบเสมือนพี่น้องคลานตามกันมา ตั้งแต่สมัยอาณาจักรขอมโบราณก่อนการตั้งประเทศสยามและอาณาจักรกัมโพช จนถึงปัจจุบัน ที่มีสายใยร่วมกันในด้านประเพณี ภาษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ปรางค์สามยอดลพบุรี ปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทนครวัด และเส้นทางราชมรรคา สะท้อนการผสมผสานและการถ่ายทอดอารยธรรมอย่างแน่นหนา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบางช่วงก็ราบรื่นดี แต่มีบางช่วงที่ขัดแย้งกันบ้างเหมือนปัญหาคนในครอบครัว การเข้าใจประวัติศาสตร์เขมรจะช่วยให้คนไทยไม่ยึดติดกับข้อมูลด้านเดียวและเข้าใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนในปัจจุบัน ที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง ความขัดแย้งและความเข้าใจผิดในอดีตบางครั้งเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเป็นกลางและครอบคลุมจะช่วยลดอคติและสร้างมุมมองที่สร้างสรรค์มากขึ้น

2.วัฒนธรรม : สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ ประเทศไทยและกัมพูชามีมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันมากมาย ทั้งในด้านภาษา ศาสนาพุทธ พราหมณ์ฮินดู ศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิต ตัวอย่างที่ชัดเจนคืออิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรที่มีต่อศิลปะและเพลงไทยในหลายยุคสมัย  

วัฒนธรรมเขมรมีเอกลักษณ์ที่น่าศึกษา ตั้งแต่ศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิม เช่น รำอัปสรา ดนตรีพื้นบ้าน การแกะสลักหิน ไปจนถึงประเพณีต่างๆ ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวเขมร การเรียนรู้เรื่องเหล่านี้สร้างการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างสองประเทศ ดังนั้นการเรียนรู้และชื่นชมวัฒนธรรมกัมพูชา จะช่วยเปิดมุมมองให้คนไทยเห็นถึงความหลากหลายและความงดงามของเพื่อนบ้าน เป็นการสร้างความผูกพันทางใจ และลดอคติที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่รู้

3.เศรษฐกิจ : โอกาสและความท้าทายร่วมกัน  กัมพูชาเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก การเข้าใจลักษณะการทำธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และพฤติกรรมผู้บริโภคในกัมพูชาจะช่วยให้นักธุรกิจไทยสามารถขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีเป็นสาขาที่มีโอกาสความร่วมมือสูง การเตรียมความพร้อมด้วยความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยให้การลงทุนและการค้าขายประสบความสำเร็จมากขึ้น

4.สังคม : ในปัจจุบันมีแรงงานเขมรจำนวนมากที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย การทำความเข้าใจวัฒนธรรมและภาษาเขมรจะช่วยลดปัญหาการสื่อสารและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน การเรียนรู้เรื่องสังคมกัมพูชาจะช่วยให้คนไทยมีความเข้าใจในบริบทของเพื่อนบ้านมากขึ้น ลดอคติ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แบบ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา รวมถึงการร่วมมือกันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การศึกษา และกิจกรรมทางสังคมระหว่างทั้งสองประเทศจะช่วยสร้างความเข้าใจอันดีและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจกัน

5.ความมั่นคง : สร้างเสถียรภาพเพื่อภูมิภาค ความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียนขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความเข้าใจกันระหว่างประเทศสมาชิก การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกัมพูชาจะช่วยให้ไทยสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค    

การป้องกันปัญหาข้ามแดน เช่น การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการก่อการร้าย ต้องอาศัยความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเริ่มต้นจากความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ประเด็นเรื่องพรมแดน และการประสานความร่วมมือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ   

6.การลดความเข้าใจผิดและอคติ ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการขาดความรู้ความเข้าใจมักเป็นต้นเหตุของความเข้าใจผิดและการมองกันในแง่ลบ การศึกษาเรียนรู้จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และมีมุมมองที่หลากหลายจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น

7.บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ การปลุกระดมมวลชน และข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง สามารถขยายความเข้าใจผิดได้อย่างรวดเร็ว การมีความรู้พื้นฐานที่มั่นคงจะช่วยให้เราสามารถกลั่นกรองข้อมูลและไม่หลงเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลที่บิดเบือน

วิธีการเรียนรู้เรื่องเขมร

1.ศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย – อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ บทความวิชาการ และข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ 2.เรียนรู้ภาษาเขมรขั้นพื้นฐาน – การรู้ภาษาจะช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น      การพูดทักทายภาษาเขมรเพียง 10 ประโยค จะสร้างความประทับใจต่อคนกัมพูชาอย่างมาก เช่น จุมเรียบเซา (สวัสดี) โซกซะบายเด?(สบายดีหรือ) ซะบาย-นาด(สบายมาก)  ออกุน (ขอบคุณ) รีก-เรียย- เดล (ยินดีที่ได้พบ) สะอาด(สวย/สะอาด/หล่อ) ตรัวเฮย(ถูกแล้ว/เก่งมาก) อะ-ดืออี-เต(ไม่เป็นไร) ไป-ญาม-บาย (ไปกินข้าวกัน) เละ นาด (ดีมาก) รีก-เรียย-นาด (ดีใจมาก) 3.เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม – เทศกาล นิทรรศการ และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมร่วม เช่น ในเทศกาลวิสาขบูชา 4.เดินทางไปเยือนกัมพูชา – การสัมผัสด้วยตนเองจะให้ความเข้าใจที่แท้จริงมากกว่าการอ่านหรือฟังเพียงอย่างเดียว และ 5.สร้างเครือข่ายกับชุมชนเขมรในไทย – การมีปฏิสัมพันธ์โดยตรง กับแรงงานเขมรในประเทศไทย จะช่วยเพิ่มความเข้าใจในมิติส่วนบุคคล

โดย  สุริยพงศ์

โฟร์อาร์ต ติดตั้งเครื่องพิมพ์ระดับโลก ‘VUTEK EFI 3r+’ เสริมแกร่งงานพิมพ์คุณภาพ

โฟร์อาร์ต ติดตั้งเครื่องพิมพ์ระดับโลก ‘VUTEK EFI 3r+’ เสริมแกร่งงานพิมพ์คุณภาพ

โฟร์อาร์ต ติดตั้งเครื่องพิมพ์ระดับโลก ‘VUTEK EFI 3r+’ เสริมแกร่งงานพิมพ์คุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

บริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและให้บริการสื่อโฆษณาภายนอกครบวงจร ทั้ง กล่องไฟโฆษณา, ทำป้ายโฆษณา, เช่าป้ายโฆษณา, และ โครงป้ายโฆษณาให้เช่า ทั่วประเทศ ด้วยระบบงานพิมพ์ไวนิลอิงค์เจ็ท ประกาศติดตั้งเครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ล่าสุดนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา EFI VUTEk 3r+ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องพิมพ์ wide format ระบบ UV ที่ดีที่สุดในประเทศไทย พร้อมยกระดับบริการงานพิมพ์คุณภาพสูงสุดเทียบเท่ามาตรฐานสากลแล้ววันนี้!

นวัตกรรมเครื่องพิมพ์ EFI VUTEk 3r+ Roll-to-Roll LED UV Printer รับงานพิมพ์หน้ากว้าง 3.30 เมตร เกรดอุตสาหกรรม มาตรฐานระดับโลก  มาพร้อมระบบ Fiery ProServer ควบคุมสีอย่างแม่นยำ  หมึก 3M MCS Ink คุณภาพสูง ทนทาน มีระบบตัดงานอัตโนมัติ Automatic XY Cutter มี Media Edge Guard ป้องกันขอบวัสดุเสียหาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความประณีตในงานพิมพ์ ทั้งงานกลางแจ้งและงานภายใน ยังมีเทคโนโลยี LED UV ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับบริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2502 เริ่มต้นจากสำนักงานบนโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย นำโดย คุณประทีป เลิศหัตถศิลป์ ภายใต้ชื่อ “บริษัท 4 ศิลป์” ให้บริการเขียนป้ายโฆษณาภาพยนตร์และฉากละครเวที ด้วยผลงานคุณภาพสูงจนได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2537 บริษัทขยายกิจการและย้ายสำนักงานมาที่ทำการปัจจุบัน พัฒนาจากงานเขียนป้ายสู่การพิมพ์ระบบดิจิทัลที่ให้ภาพสีสวยคมชัดสมจริง นำเข้าเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่หน้ากว้างถึง 5 เมตรเป็นรายแรกในประเทศไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด

ปัจจุบัน นางสาวสมบัติ วัฒนไทย ประธานกรรมการบริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด และบริหารงานโดยทายาทรุ่นที่สอง นายปิติ เลิศหัตถศิลป์ จบการศึกษาปริญญาตรี ทางด้านภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวชลธิชา วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา จบการศึกษาปริญญาโท ทางด้าน Communication Design จาก Pratt institute, New York, USA

นายปิติ เลิศหัตถศิลป์ กรรมการบริหารบริษัท โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์กว่า 65 ปีในวงการสื่อโฆษณา โฟร์อาร์ต (1994) จำกัด ไม่เพียงรักษามาตรฐานความเป็นเลิศในงานพิมพ์และการผลิตป้ายโฆษณาเท่านั้น แต่เรายังมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง การนำเข้าเครื่องพิมพ์ EFI VUTEk 3r+ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลก ถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำของเราในการส่งมอบงานพิมพ์คุณภาพสูง ด้วยสีสันคมชัด ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราเชื่อมั่นว่าด้วยทีมงานมืออาชีพ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความทุ่มเทในทุกขั้นตอน โฟร์อาร์ต พร้อมเป็นพันธมิตรธุรกิจของคุณด้วยบริการครบวงจร ตั้งแต่ผลิตจนติดตั้งจริง ภายใต้มาตรฐานงานพิมพ์ระดับโลก ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นสื่อโฆษณาที่สร้างผลกระทบและความสำเร็จให้กับธุรกิจของคุณ”

บริษัทฯได้ขยายให้บริการ งานป้ายทุกประเภท ด้วยประสบการณ์กว่า 65 ปี โฟร์อาร์ตยืนยันความเป็นผู้นำด้านสื่อโฆษณาด้วยทีมงานมืออาชีพ ที่เชี่ยวชาญทั้งเทคโนโลยีและศิลปะการพิมพ์ เครื่องพิมพ์ประสิทธิภาพสูง ควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน หมึกพิมพ์คุณภาพ สีสด ทนทาน เหมาะสำหรับงานภายในและภายนอก เทคนิคพิเศษ ในการเชื่อมต่อแผ่นป้ายและการตกแต่งภาพโดยทีมช่างเขียนฝีมือดี สืบทอดทักษะมากว่า 65 ปี

-(016)