‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดอาคาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ณ อาคาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลต่อปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยจะต้องสร้างขีดความสามารถในการพัฒนายา เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโรค รวมถึงวิกฤตการขาดแคลนยา โดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทุกคน มีโอกาสเข้าถึงยารักษาที่มีประสิทธิภาพ ในราคาที่เหมาะสม จึงทรงริเริ่มและวางรากฐานการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุที่ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญขั้นสูงภายใต้ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (Center for Biologics Research and Development: CBRD) ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบการดำเนินงานที่สามารถรองรับกระบวนการพัฒนายาชีววัตถุได้อย่างครบวงจร

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 15.52 น. องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปทรงเปิดอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีคณะผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขและสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จ

โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณา เตชะสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายกิจกรรมในพระองค์ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.คุณหญิงมธุรส รุจิรวัฒน์ รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายวิจัยและวิชาการ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การดำเนินงานจัดสร้างอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกราบทูลรายงานความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และการขึ้นทะเบียนยาของสถาบันฯ

ต่อมา พระราชทานพระวโรกาสให้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าเฝ้าถวายใบทะเบียนยาของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จากนั้น เสด็จไปทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่อ “อาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์” แล้วเสด็จไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งจัดแสดงขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแรงบันดาลพระทัยและพลังแห่งความมุ่งมั่นในพระปณิธานฯ สู่การวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางยาให้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ณ บริเวณชั้น 1 ภายในอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบัยวิจัยจุฬาภรณ์ จัดสร้างขึ้นโดยมีพันธกิจในการวิจัย พัฒนาและผลิตยาชีววัตถุได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับห้องปฎิบัติการจนถึงระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับการสร้างศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาชีววัตถุที่จำเป็น ตั้งแต่กระบวนการผลิตจากต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมทั้งการพัฒนาที่สามารถนำไปสู่ระดับการใช้ได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร ทั้งนักวิทยาศาสตร์ เภสัชกรและวิศวกรในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตยาชีววัตถุของประเทศไทยอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำและอุตสาหกรรมยาชีววัตถุทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ แห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่รวม 6-0-9.86 ไร่ ณ บริเวณสี่แยกหลักสี่ กรุงเทพฯ เป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยรวม 7,245 ตารางเมตร ภายในประกอบด้วย สำนักงาน ห้องปฏิบัติการผลิตชีววัตถุ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณ ภาพ ห้องเก็บวัสดุที่มีมาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยสูง เพื่อรองรับการผลิตตัวยาสำคัญของยาชีววัตถุ อีกทั้ง อาคารยังถูกออกแบบให้สา มารถรองรับการขยายสู่กระบวนการบรรจุในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้พลังงานสะอาดจากแสงอา ทิตย์เป็นแหล่งพลังงานบางส่วนภายในอาคาร ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุแห่งนี้ได้ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอา หารและยา (อย.) ให้เป็นสถานที่ผลิตยาแผนปัจจุบันตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตยาให้ทัดเทียมสากล และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน

ทั้งนี้ ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และแรงบันดาลพระทัยที่ทรงยึดมั่นตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิ พลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งนับตั้งแต่การก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จึงทรงอุทิศพระองค์เพื่อศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษาวิจัยจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและพืชสมุนไพรไทย ยาเคมี ต่อยอดสู่การพัฒนายาชีววัตถุ ถือเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคร้ายแรงและโรคอุบัติใหม่ในปัจจุ บันและอนาคต พร้อมกับทรงวางรากฐาน “ระบบนิเวศแห่งการพัฒนายาชีววัตถุ” อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิจัยพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ ศูนย์สัตว์ทดลอง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเบื้องต้น สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา  โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อการศึกษาทางคลินิก ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายนักวิจัยจากนานาประเทศ อันนำมาสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุแบบครบวงจร จนประสบความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง Monoclonol Antibody trastuzumab ซึ่งใช้รักษามะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านม ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อพระราชทาน “HERDARA”  ในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นยา Monoclonol Antibody ตัวแรกของประเทศไทย ที่วิจัยและพัฒนาโดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี “เจ้าฟ้าผู้สร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศ” ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ประชาชนชาวไทยและถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านสาธารณสุขไทย พร้อมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เท่าเทียมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สิบสิ่งที่ทหารและตชด.ชายแดนไทย กัมพูชา ควรรู้

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สิบสิ่งที่ทหารและตชด.ชายแดนไทย กัมพูชา ควรรู้

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สิบสิ่งที่ทหารและตชด.ชายแดนไทย กัมพูชา ควรรู้

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทหารและตำรวจชายแดนไทย-กัมพูชา  นอกจากจะยิงปืน ขับรถถัง เป็นแล้ว  ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลายสิ่ง  เพราะมิฉะนั้นอาจพลาดท่าเสียที พ่ายแพ้แก้ศัตรูตั้งแต่ยังไม่ได้ยิงปืนสักนัดเดียว   

บทความนี้จะสรุปย่อถึง สิบสิ่งที่ทหารและตำรวจชายแดนควรจะทราบและปฏิบัติตาม     เช่น เรื่องเอ็มโอยู 43   แผนที่หนึ่งต่อสองแสน  และอื่นๆ  แยกเป็น 10 หัวข้อคือ  1.ข้อพิพาทและประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา   2. กฎหมาย,  เอ็มโอยู (MOU)และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง 3. สถานการณ์ความมั่นคงและกลยุทธ์ของกัมพูชา  4. การเผชิญหน้าและการบริหารความขัดแย้งโดยสันติ  5. ภูมิศาสตร์และสภาพพื้นที่ชายแดน 6 . ความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนและวัฒนธรรมท้องถิ่น  7. การข่าว, สงครามข้อมูล, และการบันทึกหลักฐาน     8. ความเสี่ยงด้านชีวิตและความปลอดภัย  9. กลไก/ช่องทางการประสานงานและการสื่อสาร  10. บทบาทของยูเนสโก  และมรดกโลก

1.ข้อพิพาทและประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา   ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและกัมพูชามีมิติที่ซับซ้อน ทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ที่พัวพันกันมาอย่างแยกไม่ออก แต่ก็มีประเด็นที่สร้างความตึงเครียดและข้อพิพาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ดินแดนและเขตแดน ซึ่งทหาร และตำรวจชายแดนจำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงรากเหง้าของปัญหาเหล่านี้

จุดเริ่มต้นของปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ส่วนหนึ่งมาจาก สนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส โดยเฉพาะสนธิสัญญาปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) และ พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ซึ่งกำหนดแนวเขตแดนโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ การตีความ แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่จัดทำขึ้นในสมัยนั้น ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนและไม่ชัดเจนหลายแห่ง พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นชนวนของความขัดแย้งเรื่อยมา

กรณีที่โดดเด่นที่สุดคือ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก (ICJ) มีคำพิพากษาในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) ให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา อย่างไรก็ตาม คำพิพากษานี้ไม่ได้ตัดสินเรื่องพื้นที่โดยรอบทั้งหมด ทำให้บริเวณโดยรอบปราสาทเขาพระวิหารดังกล่าวกลายเป็นประเด็นพิพาทต่อเนื่อง

นอกจากเขาพระวิหารแล้ว ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังคงเป็น พื้นที่ทับซ้อน (Overlap Claim Area) ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ เช่น บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี  และบริเวณปราสาทตาเมือน-ตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ความไม่ชัดเจนเหล่านี้มักนำไปสู่การเผชิญหน้าและการปะทะกันเป็นระยะ ทหารไทยจึงต้องศึกษาแผนที่และข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียด ให้รู้ว่าพื้นที่ใดคือพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ์ พื้นที่ใดคือพื้นที่ทับซ้อน และพื้นที่ใดที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างสิทธิ์

2. กฎหมายบันทึกความเข้าใจ… เอ็มโอยู (MOU), และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง:

การปฏิบัติหน้าที่ของทหารและตชด.ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เพียงแค่การใช้กำลังป้องกันอธิปไตยเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินไปภายใต้กรอบของ กฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ อย่างเคร่งครัด ความรู้ความเข้าใจในข้อกำหนดเหล่านี้เปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะนำทางให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ป้องกันการละเมิดอำนาจอธิปไตยหรือสิทธิของอีกฝ่าย และเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น การละเลยหรือไม่ทราบกฎหมายอาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาและผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

สิ่งแรกที่ทหารและตชด.ควรทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งคือ บันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู  (MOU) ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543 (MOU 2000) (Memorandum of Understanding on the Survey and Demarcation of Land Boundary) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า เอ็มโอยู 43 (MOU 43)   ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่กำหนดแนวทางปฏิบัติในพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนอย่างชัดเจน โดยมีสาระสำคัญคือ

 “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน”  “shall not carry out any work resulting in changes of environment of the frontier zone”

ซึ่งรวมถึงการห้ามแสดงสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าของ ในพื้นที่พิพาท     ทหารต้องนำข้อนี้มาใช้ในการเตือนฝ่ายตรงข้ามอย่างมีเหตุผล หากมีการกระทำที่ฝ่าฝืน ไม่ใช่การใช้อารมณ์หรือกำลัง ซึ่งอาจนำไปสู่การปะทะโดยไม่จำเป็น

นอกจาก เอ็นโอยู 43 ( MOU 43) แล้ว ทหารยังต้องตระหนักถึง กฎหมายระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) หรือที่รู้จักกันในชื่อ กฎหมายสงคราม ซึ่งระบุถึงการคุ้มครองพลเรือน, ผู้บาดเจ็บ, เชลยศึก, และการจำกัดวิธีการและเครื่องมือในการทำสงคราม แม้จะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์สงครามเต็มรูป แต่การเผชิญหน้าชายแดนก็อาจนำไปสู่การใช้กำลังได้

นอกจากนี้ ยังมี กฎหมายภายในประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ทหาร เช่น พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก, กฎหมายว่าด้วยการจับกุม, และระเบียบการใช้กำลัง ทหารต้องเข้าใจขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนเองอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ปฏิบัติเกินกว่าเหตุหรือหย่อนยานจนเสียการควบคุม

3. สถานการณ์ความมั่นคงและกลยุทธ์กัมพูชา: รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ปัจจุบันนี้  กองทัพกัมพูชา มีการจัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์ประจำการตามแนวชายแดน ทหารไทยต้องรับทราบถึง ขนาดกำลังพล โดยประมาณ, ประเภทของอาวุธหนักทันสมัยที่ได้รับมาจากจีน (เช่น จรวดหลายลำกล้อง, ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด), และ จุดที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ของหน่วยทหารกัมพูชา ทหารควรได้รับข้อมูลข่าวกรองอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวเหล่านี้

นอกเหนือจากศักยภาพทางทหารแล้ว กลยุทธ์ของกัมพูชา ในการจัดการประเด็นชายแดนก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทหารต้องทำความเข้าใจ กัมพูชามักใช้ “มวลชน” หรือ “ชาวบ้าน” เป็นเครื่องมือในการกดดันไทย โดยอาจมีการส่งผู้ชุมนุมมาแสดงสัญลักษณ์บริเวณปราสาทหรือพื้นที่พิพาท เพื่อสร้างสถานการณ์และอ้างสิทธิ์ การกระทำเหล่านี้มักมีการ ถ่ายคลิปหรือภาพ เพื่อนำไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์หรือใช้เป็นหลักฐานในการยื่นฟ้องศาลโลก หรือองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ทหารไทยจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ตกหลุมกลยุทธ์ยั่วยุเหล่านี้ และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงหรือการกระทำใดๆ ที่อาจถูกนำไปบิดเบือนได้

4. การเผชิญหน้าและการบริหารความขัดแย้งโดยสันติ: ยุทธวิธีแห่งการทูตชายแดน

ในพื้นที่ชายแดนที่ยังมีข้อพิพาทและความอ่อนไหวสูง การเผชิญหน้า ระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา หรือแม้แต่กับพลเรือนที่ล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ จึงเป็นสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การจัดการกับสถานการณ์เหล่านี้โดยไม่ให้บานปลายไปสู่ความรุนแรง เป็นทักษะที่สำคัญยิ่งสำหรับทหารชายแดนไทย เพราะการใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้ายเสมอ

ทหารไทยต้องได้รับการฝึกฝนให้รู้วิธี “ยับยั้งเหตุ” โดยไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือการใช้กำลังโดยไม่จำเป็น สิ่งแรกคือการ รักษาความสงบ และควบคุมสถานการณ์ด้วยสติ ทหารต้องไม่ตื่นตระหนกหรือตอบสนองด้วยความก้าวร้าว การแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพและท่าทีที่มั่นคงจะช่วยลดความตึงเครียดได้

ทักษะการเจรจาและการสื่อสาร เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์เผชิญหน้า ทหารควรได้รับการฝึกอบรมวิธีการเจรจาขั้นพื้นฐาน การใช้ถ้อยคำที่สุภาพแต่หนักแน่น การอธิบายเหตุผล และการอ้างอิงถึง MOU 43 หรือข้อตกลงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนและถูกต้อง การใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและหลีกเลี่ยงคำพูดที่ยั่วยุ จะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น การรู้คำศัพท์พื้นฐานภาษาเขมรสำหรับการสื่อสารจำเป็น เช่น “หยุด” “มานี่” “กลับไป” “อันตราย” จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หากถูกยั่วยุ หรือมีการแสดงสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าของในพื้นที่ทับซ้อน ทหารไทยจะต้อง มีหลักฐานที่ชัดเจน เช่น ภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอ เพื่อป้องกันการถูกใส่ร้ายหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงในภายหลัง การบันทึกเหตุการณ์อย่างเป็นระบบและรายงานตามขั้นตอน จะช่วยให้หน่วยเหนือสามารถประเมินสถานการณ์และดำเนินการทางการทูตต่อไปได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ การสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีกับทหารกัมพูชาในระดับพื้นที่ ก็เป็นสิ่งสำคัญ การทำความรู้จักกันในระดับบุคคลผ่านการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูล การมอบของขวัญ มอบสิ่งที่ขาดแคลนต้องการ    แข่งขันกีฬา หรือกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ สามารถช่วยสร้างความไว้วางใจ ลดอคติ และสร้างช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งอาจมีประโยชน์ในการคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดได้อย่างรวดเร็ว

5. ภูมิศาสตร์และสภาพพื้นที่ชายแดน: สนามรบที่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

5.1 ลักษณะภูมิประเทศชายแดนไทย กัมพูชา โดยรวม:

เทือกเขาและป่าไม้ทึบ: โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกของไทย เช่น จังหวัดจันทบุรี ตราด ที่ติดกับเทือกเขาบรรทัด และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เทือกเขาพนมดงรักที่ทอดยาวผ่านจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี พื้นที่เหล่านี้มีสภาพเป็นป่าดิบทึบ มีความลาดชันสูง ภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน ทำให้การเคลื่อนที่และปฏิบัติการเป็นไปอย่างยากลำบาก

ที่ราบสูงและที่ราบลุ่ม: ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะทางจังหวัดสระแก้ว จะเป็นที่ราบสูงสลับกับเนินเตี้ยๆ และมีที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำลำคลอง ซึ่งอาจมีน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน

แม่น้ำและลำคลอง: มีแม่น้ำและลำคลองหลายสายเป็นแนวเขตแดนหรือไหลผ่านพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนที่หรือใช้เป็นเส้นทางในการลักลอบเข้า-ออก

ชายฝั่งทะเล: ในส่วนของจังหวัดตราด มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลติดกับกัมพูชา รวมถึงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติ

5.2 สภาพภูมิอากาศ:

ฤดูร้อน: อากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง อาจเกิดไฟป่าได้ง่าย

ฤดูฝน: มีฝนตกชุก ทำให้พื้นดินเปียกแฉะ เป็นโคลน การสัญจรยากลำบาก ทัศนวิสัยไม่ดี และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

5.3 จุดผ่านแดนและช่องทางธรรมชาติ:

จุดผ่านแดนถาวร/จุดผ่อนปรนทางการค้า: เป็นจุดที่มีการสัญจรของประชาชนและสินค้า ซึ่งอาจเป็นช่องทางในการลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย

ช่องทางธรรมชาติ: มีช่องทางธรรมชาติที่ไม่ได้มีการควบคุมหลายแห่ง ซึ่งมักถูกใช้ในการลักลอบเข้าเมือง ผิดกฎหมาย หรือการเคลื่อนย้ายกองกำลัง

5.4 พื้นที่ที่มีข้อพิพาท/ทับซ้อน:

พื้นที่ตามแนวปราสาทเขาพระวิหาร: บริเวณภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทและมีการวางกำลังทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจเกิดการปะทะได้ง่าย

พื้นที่ช่องบก: อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์ เป็นพื้นที่ที่เกิดความตึงเครียดขึ้นเป็นระยะ

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล: ในอ่าวไทยเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศยังคงอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน

5.5 ภัยคุกคามอื่นๆ:

ทุ่นระเบิดและกับระเบิด: ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการสู้รบในอดีต อาจยังมีทุ่นระเบิดหรือกับระเบิดหลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อกำลังพลและประชาชน

การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า: เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรมและอาจมีกลุ่มผู้กระทำผิดติดอาวุธ

อาชญากรรมข้ามชาติ: การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี

5.6 ปัจจัยอื่นๆ ที่ทหารควรรู้:

ข้อมูลแผนที่: ความแตกต่างในการใช้แผนที่ของแต่ละฝ่าย (เช่น แผนที่ฝรั่งเศสของกัมพูชา  (หนึ่งต่อสองแสน  1:200,000)  กับ แผนที่ตามแนวสันปันน้ำของไทย(หนึ่งต่อห้าหมื่น 1:50,000) ทำให้เกิดความเข้าใจในแนวเขตแดนที่ไม่ตรงกัน

วัฒนธรรมและภาษา: การทำความเข้าใจวัฒนธรรมและภาษาของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงภาษาเขมรเบื้องต้น จะช่วยในการประสานงานและการปฏิบัติงานพลเรือน

ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน: การทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

การประสานงาน: การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและกับฝ่ายกัมพูชาผ่านกลไกต่างๆ เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) มีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและลดความตึงเครียด

การทำความเข้าใจสภาพพื้นที่ชายแดนเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้ทหารสามารถวางแผนปฏิบัติการได้อย่างรอบคอบ ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. ความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนและวัฒนธรรมท้องถิ่น:

การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร และ ตชด.ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเฝ้าระวังหรือการใช้กำลังเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชาที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ถูกปกป้อง แต่คือ “ดวงใจและดวงตา” ของกองทัพ เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ และเป็นแนวกันชนระหว่างความขัดแย้ง การเข้าใจวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต จะช่วยให้ทหารปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับความร่วมมือจากประชาชน

การสร้าง “พลังอ่อนโยน หรือ Soft Power”  ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี เป็นสิ่งสำคัญ ทหาร และ ตชด. สามารถจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน เช่น การช่วยเหลือด้านสาธารณสุข, การให้ความรู้, การจัดงานประเพณี, หรือการส่งเสริมการค้าชายแดนที่ถูกกฎหมาย กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้าน แต่ยังช่วยสร้างความไว้วางใจ ความเข้าใจ และลดช่องว่างระหว่างทหารกับประชาชน

การเข้าใจ วัฒนธรรมและประเพณี ของชาวบ้านในพื้นที่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชาวกัมพูชาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ทหารควรเรียนรู้ ภาษาเขมรขั้นพื้นฐาน สำหรับการสื่อสารที่จำเป็น เช่น คำทักทาย, คำสั่งง่ายๆ, หรือคำที่ใช้ในการสอบถามข้อมูล นอกจากนี้ การเข้าใจมารยาททางสังคม เช่น การไม่แตะต้องศีรษะผู้ใหญ่, การไหว้, หรือการส่งของด้วยมือขวาหรือสองมือ ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์ราบรื่นและไม่เข้าใจผิดทางวัฒนธรรม

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะ แหล่งข่าวกรอง เนื่องจากพวกเขามีความคุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี และสามารถสังเกตเห็นความผิดปกติหรือการเคลื่อนไหวของผู้ลักลอบได้ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจะกระตุ้นให้ชาวบ้านกล้าที่จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ทหาร ซึ่งจะช่วยในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด, การค้ามนุษย์, การลักลอบขนสินค้าเถื่อน, หรือการตัดไม้ทำลายป่า

นอกจากนี้ การเข้าใจ ปัญหาและความต้องการพื้นฐานของชุมชน ก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องที่ทำกิน, การเข้าถึงบริการสาธารณะ, หรือผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน การที่ทหารสามารถให้ความช่วยเหลือหรือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและสร้างความผูกพันกับประชาชน

7. การข่าวสงครามข้อมูลและการบันทึกหลักฐาน: เกราะป้องกันในยุคดิจิทัล

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วและไร้ขอบเขต การข่าว, สงครามข้อมูล (Information Warfare – InfoWar), และการบันทึกหลักฐานอย่างมืออาชีพ ได้กลายเป็นมิติที่สำคัญยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตำรวจไทยตามแนวชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและเป็นประเด็นพิพาท

สงครามข้อมูล เป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามมักนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีไทย กัมพูชามักใช้ โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชน เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข่าวสารที่อาจบิดเบือน ใส่ร้าย หรือยั่วยุ เพื่อสร้างกระแสชาตินิยมและกดดันประเทศไทย ทหารและตชด.ไทยจึงต้องตระหนักถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้ และไม่ตกเป็นเหยื่อของการยั่วยุทางออนไลน์ การตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือใช้ถ้อยคำที่ก้าวร้าวในโลกออนไลน์จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

แนวทางที่ถูกต้องคือการ ตอบโต้ด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ชัดเจน และเป็นกลาง โดยไม่ใช้คำพูดที่รุนแรงหรือสร้างความขัดแย้ง ควรมี โฆษกหรือทีมสื่อสารเฉพาะกิจ ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี ในการชี้แจงสถานการณ์และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ การสื่อสารที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

8. ความเสี่ยงด้านชีวิตและความปลอดภัย (รวมทุ่นระเบิด):

การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตำรวจ ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งหรือเคยเป็นสมรภูมิในอดีตนั้น เต็มไปด้วย ความเสี่ยงสูงต่อชีวิตและความปลอดภัย การตระหนักถึงภัยคุกคามเหล่านี้อย่างรอบด้าน และการเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีวินัย จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดสำหรับทหารทุกคน การมองข้ามความเสี่ยงแม้เพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้

หนึ่งในภัยคุกคามที่ยังคงฝังรากลึกและเป็นอันตรายอย่างยิ่งคือ ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (Unexploded Ordnance – UXO) ที่หลงเหลือจากสงครามในอดีต พื้นที่ชายแดนหลายแห่งยังคงมีทุ่นระเบิดชนิดต่างๆ ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mines) หรือทุ่นระเบิดต่อต้านรถถัง (Anti-Tank Mines) ทุ่นระเบิดเหล่านี้เป็นอันตรายที่มองไม่เห็น และสามารถทำงานได้ทุกเมื่อหากมีการเหยียบหรือสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัส หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต

ทหารและตชด.ทุกคนต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับ การรับรู้และระวังภัยจากทุ่นระเบิด อย่างเข้มข้น รู้จักประเภทของทุ่นระเบิดที่อาจพบในพื้นที่, สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าอาจมีทุ่นระเบิด (เช่น ป้ายเตือน, รั้วลวดหนามเก่า, หรือพืชพรรณที่ขึ้นผิดปกติ), และที่สำคัญที่สุดคือ ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อพบเห็นทุ่นระเบิด: ห้ามแตะต้องเด็ดขาด! ทำเครื่องหมายบริเวณที่พบ, และรายงานให้หน่วยเก็บกู้ระเบิด (EOD) ทราบทันที

นอกเหนือจากทุ่นระเบิดแล้ว การเผชิญหน้ากับกำลังพลฝ่ายตรงข้าม ก็เป็นความเสี่ยงที่ทหารต้องเตรียมพร้อม แม้จะพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่สถานการณ์อาจเกิดขึ้นได้จากการเข้าใจผิด, การรุกล้ำเขตแดนโดยไม่ตั้งใจ, หรือการยั่วยุ ทหารต้องได้รับการฝึกฝน กฎการปะทะ (Rules of Engagement – ROE) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้รู้ว่าเมื่อใดที่สามารถใช้กำลังได้ ในระดับใด โดยเน้นการป้องกันตนเองและอธิปไตยของชาติโดยไม่ให้สถานการณ์บานปลาย   การควบคุมอารมณ์และปฏิบัติตามวินัยทหารจะช่วยลดความเสี่ยงจากการปะทะที่ไม่มีเหตุผล

นอกจากนี้ ยังมี ภัยคุกคามจากธรรมชาติ เช่น สัตว์ป่าอันตราย (งูพิษ, แมงป่อง, แมลงนำโรค), พืชมีพิษ, หรือสภาพอากาศที่รุนแรง (พายุ, น้ำป่า) ทหาร

การสนับสนุนจากหน่วยบัญชาการ เช่น การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันภัยที่ทันสมัย, การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง, และการให้กำลังใจ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทหารชายแดนปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด การปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นภารกิจอันทรงเกียรติ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพลคือสิ่งล้ำค่าที่สุด

9. กลไก/ช่องทางการประสานงานและการสื่อสาร: เส้นเลือดหล่อเลี้ยงชายแดน

ในพื้นที่ปฏิบัติการชายแดนที่มีความอ่อนไหวสูง กลไกและช่องทางการประสานงานและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงระบบความมั่นคงทั้งหมด หากการสื่อสารบกพร่องหรือไม่ชัดเจน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด, การปะทะโดยไม่จำเป็น, หรือความล่าช้าในการแก้ไขสถานการณ์วิกฤต

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจบทบาทของ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission – JBC) ซึ่งเป็นกลไกหลักในระดับรัฐบาลที่รับผิดชอบการเจรจาและแก้ไขปัญหาเขตแดน ทหารในพื้นที่ควรรับทราบถึงมติหรือข้อตกลงที่ JBC ได้บรรลุ เพื่อให้การปฏิบัติงานสอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ และสามารถชี้แจงต่อฝ่ายตรงข้ามได้เมื่อจำเป็น นอกจากนี้ ยังมีคณะทำงานในระดับรองลงมา เช่น คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC) และ คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (Local Border Committee – LBC) ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานในระดับที่ใกล้ชิดกับพื้นที่ปฏิบัติการมากขึ้น

ทหารต้องรู้จัก ช่องทางการสื่อสารที่เป็นทางการ ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นระหว่างหน่วยทหารของทั้งสองฝ่ายในระดับพื้นที่ เช่น การประชุมแลกเปลี่ยนข่าวสารประจำเดือน, การประชุมฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุการณ์, หรือช่องทางวิทยุสื่อสารที่กำหนดไว้ร่วมกัน การใช้ช่องทางเหล่านี้ในการแจ้งข้อมูล, สอบถาม, หรือชี้แจงสถานการณ์ จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดและลดความตึงเครียดได้อย่างรวดเร็ว                  

10. บทบาทของยูเนสโก ( UNESCO) และมรดกโลก: มิติใหม่ของการปกป้องชายแดน

สำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ใกล้เคียงกับ ปราสาทเขาพระวิหาร การทำความเข้าใจถึง บทบาทขององค์การ ยูเนสโก UNESCO (องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) และสถานะของมรดกโลก เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่ปราสาทเขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ได้เพิ่มมิติความละเอียดอ่อนให้กับข้อพิพาทชายแดน และทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของทหารต้องคำนึงถึงกรอบของกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม

ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาเป้ยตาดี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) ภายใต้การดูแลของกัมพูชา การขึ้นทะเบียนนี้เป็นการรับรองคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตัวปราสาทเอง อย่างไรก็ตาม สถานะมรดกโลกได้นำมาซึ่ง พันธกรณีระหว่างประเทศ ในการปกป้องและอนุรักษ์แหล่งมรดกแห่งนี้

ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่ใกล้เคียงจึงต้องตระหนักว่า การกระทำใดๆ ที่อาจถูกตีความว่าเป็นการ ทำลาย, บุกรุก, หรือคุกคามแหล่งมรดกโลก อาจนำไปสู่การถูกกล่าวหาในเวทีระหว่างประเทศและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้โดยตรง การใช้กำลังในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทจะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด และหากมีการปะทะเกิดขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการโจมตีที่อาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างของปราสาทโดยเด็ดขาด

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพ : เพจเฟสบุ๊ก ข่าวทหาร

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเน้นย้ำให้สตรีไทยพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเน้นย้ำให้สตรีไทยพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเน้นย้ำให้สตรีไทยพัฒนาตนเอง เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” จัดโดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์  เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 47 พรรษา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2568 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดเทียนเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568

ในการนี้มี วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กราบบังคมทูลรายงานการจัดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568  และสุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมัยที่ 27 กราบบังคมทูลวัตถุประสงค์การจัดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 และกราบบังคมทูลเบิกผู้ทำคุณประโยชน์ และสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568 ตลอดจนข้าราชการ คณะกรรมการสภาสมาคมสตรีไทยฯ เฝ้ารับเสด็จ

นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการ บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดเทียนเปิดงาน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568 และมีพระราชดำรัสเปิดงานความว่า “สตรีไทยมีบทบาทสำคัญในทุกระดับของสังคม ทั้งในฐานะที่เป็นหลักแห่งครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญแห่งประเทศชาติ และในฐานะผู้ร่วมขับเคลื่อนสังคมในหลากหลายด้าน ตลอดปีที่ผ่านมาสตรีไทยหลายท่านได้สร้างผลงานที่น่าภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็น การเป็นผู้นำทีมวิจัยทางการแพทย์ ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การคว้ารางวัลจากเวทีนางงามระดับโลก หรือความสำเร็จของนักกีฬาสตรีที่สร้างชื่อเสียงในเวทีสากล เหล่านี้ล้วนสะท้อนศักยภาพและความเข้มแข็งของสตรีไทยในยุคปัจจุบัน

ทอดพระเนตรนิทรรศการภายในงานโดยมี วราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม. และ สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ถวายรายงาน

โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารมีบทบาทอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน การรู้เท่าทันสื่อ รู้กฎหมาย และใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นทักษะสำคัญที่สตรีไทยควรเรียนรู้เพื่อพัฒนาตน พัฒนาครอบครัว และร่วมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

การส่งเสริมบทบาทและสถานภาพของสตรีไทยอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน สตรีไทยทุกคนควรเริ่มต้นจากการพัฒนาตนเองด้วยความเพียรพยายาม เสียสละ และมีจิตสำนึกในหน้าที่ ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ”

ทอดพระเนตรนิทรรศการของ พม. โดยมี วราวุธ ศิลปะอาชา รมว.พม., อนุกูล ปีดแก้ว ปลัด พม. และ แรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ถวายรายงาน

ภายในงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 มีการจัดนิทรรศการสำคัญให้เยี่ยมชม ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี นิทรรศการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผลิตภัณฑ์ 904 และร้านโกลเด้นเพลส  นิทรรศการมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ นิทรรศการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ร่วมยินดีกับ “สตรีไทยดีเด่น” เนื่องใน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568”

ร่วมยินดีกับ “สตรีไทยดีเด่น”  เนื่องใน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568”

ร่วมยินดีกับ “สตรีไทยดีเด่น” เนื่องใน “วันสตรีไทย ประจำปี 2568”

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วราวุธ ศิลปอาชา รมว.พม. ท่ามกลางผู้หญิงเก่ง อดีตประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ จรรย์สมร วัธนเวคิน, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, เยาวเรศ ชินวัตร, ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ


อนุกูล ปีดแก้ว ปลัด พม., กัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ถ่ายภาพร่วมกับ สตรีไทยดีเด่น 2568

คณะกรรมการสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ นำโดย สุฑาทิพย์ วาทีทิพย์, เบญจมาศ รุจิรวงศ์, ประภา กิจจะนะ, ณัฎฐภัค อติเชษฐ์ธนิศ, ฉวีวรรณ สิทธิแก้ว, ธัญพักตร์ สุรศักดิ์นิธิกุล, ฉันทนา เปียทอง, พรทิพย์ ตั้งกีรติ และ รัชนี วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา แสดงความยินดีกับ สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ที่ได้รับเลือกให้เป็น สตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568


สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ และ สุฑาทิพย์ วาทีทิพย์ แสดงความยินดีกับ ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา สตรีไทยดีเด่น 2568


เลขาธิการ กปร. สุพร ตรีนรินทร์ สตรีไทยดีเด่น 2568 มีสามี เฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ร่วมยินดี

ณ ฤดี เคียงศิริ ถ่ายภาพร่วมกับ รมว.พม.


สามผู้หญิงเก่ง สตรีไทยดีเด่น 2568 ณัฎฐกัญญา แสงโพธิ์, สุกัญญา ประจวบเหมาะ และ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รอง ผอ.สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย


ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ และ นฤมล ล้อมทอง


สายพิณ พหลโยธิน ยินดีกับ สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ รับรางวัลสตรีไทยดีเด่น 2568

ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง และ รักษา แสงภู่


เพ็ญพักตร์ ศรีทอง นายกสภาสมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ (ที่ 4 จากขวา) ร่วมยินดีกับสตรีไทยที่ได้รับรางวัล สตรีไทยดีเด่น 2568

อนุกูล ปีดแก้ว ปลัด พม., พวงทอง อานันทนะสุวงศ์, ดวงนภา วิจิตรเขื่อนขันท์, อินทิรา สวัสดิพาณิชย์ และ ภัทรพร สันตธาดาพร

 เบญจมาศ รุจิรวงศ์, พิริยาภรณ์ ธรรมารักษ์ สตรีไทยดีเด่น 2568, ปิยภัทร ทองสุ และ ยุพดี สัตตะรุจาวงศ์

ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผว.การเคหะแห่งชาติ และ สุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร.

พล.ต.ญ.อังคณา สุเมธสิทธิกุล แสดงความยินดีกับสตรีไทยดีเด่น 2568 ธิติยา ลาภกุลพัฒน์

 พวงทอง อานันทนะสุวงศ์, พล.อ.ต.หญิง ลัดดาวดี มงคลอภิบาล และ จินดา มีประเสริฐสกุล

นิดา เดอ กรองเซ่, ประภา กิจจะนะ, สุดารัตน์ –  สุชาดา อรุณวงศ์ฯ, ตวงรัตน์ ศิริยง และ พวงเพชร อภิธนาคุณ

ภัทรพร สันตธาดาพร, กุลกัญญา ลาภนิมิตชัย, มนวิภา ประชัญคดี และ รัตน์มณี ตันยิ่งยง


 Golden Place และ มูลนิธิสายใจไทย ร่วมออกร้านในงานวันสตรีไทย 2568

คุณแหน : 6 สิงหาคม 2568

คุณแหน :  6 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 6 สิงหาคม 2568

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบน้ำศพ นพ.วิศิษฏ์ ฐิตวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ศาลากวีนิรมิต (กลางน้ำ) วัดเทพศิรินทราวาส 6 ส.ค.17.00 น.และสวดพระอภิธรรมถึง 10 ส.ค.18.30 น. .. พระราชทานเพลิงศพ 11 ส.ค.17.00 น. เมรุด้านใต้ เจ้าภาพของดพวงหรีด เชิญร่วมบริจาคให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย หักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า …
  • ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด ได้นำหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และปชช.ในพื้นที่ อ.ปทุมรัตต์ ร่วมกิจกรรม “ลงแขกดำนา สืบสานประเพณี วิถีชาวนา” ณ แปลงนาสามัคคี บ้านท่าม่วง เพื่อสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนเกษตรกรรมในภาคอีสาน..
  • ยินดีกับ พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์ ที่ได้เข้ารับพระราชทานรางวัลสตรีไทยดีเด่น สาขาสตรีนักธุรกิจ ประจำปี 2568 เนื่องในวันสตรีไทย..
  • กฟผ. เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต มอบถุงยังชีพ 2,500 ชุด ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จ.น่าน..
  • ศ.ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล, รศ.ดร.สุรินทร์ เหล่าสุขสถิตย์ และ ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย แถลงข่าว การจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านนาโนเทคโนโลยี ประจำปี 2568 (NanoThailand 2025) จัดโดย สวทช. โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติและสมาคมนาโนเทคโนโลยีฯ 3–5 พ.ย.นี้ ภายใต้แนวคิด นาโนเทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอนาคต เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีทั้งไทยและระดับโลก พร้อมยกขบวนนวัตกรรมเด่นด้านนาโน-เทคโนโลยี รายละเอียดที่ https://www.nano-thailand.com..
  • วราภรณ์ โอสถาพันธุ์ ให้ บจ.สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าส่งเสริมโครงการพัฒนาการปลูกถั่วเหลืองอินทรีย์ครบวงจร นำโซลูชันและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร ยกระดับศักยภาพการผลิตถั่วเหลืองคุณภาพสูง สร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมโชว์ผลสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพืชผักปลอดภัยท่าเดื่อ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ยกระดับผลผลิตถั่วเหลืองอินทรีย์สู่ 300 กก./ไร่ พร้อมตั้งเป้าพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองอินทรีย์ด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย..
  • ชาว Digital CEO#5 ร่วมยินดีกับ ผศ.ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ ที่ได้รับรางวัลนิสิตเก่าวิศวฯ ดีเด่น ประจำปั 2568 จาก สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์..
  • ชื่นชม ณรงวิทย์ ชดช้อย ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ได้จับมือ Leila Toys จัดกิจกรรมไลฟ์สดผ่าน Facebook และ TikTok เพื่อจำหน่ายสินค้าคอลเลกชันพิเศษ Leila Toys x หมูเด้ง รายได้ทั้งหมดโดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น จะนำไปช่วยเหลือและส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ประสบภัยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยอดขายและบริจาคครั้งแรกจะนำไปช่วยที่ จ.สุรินทร์..
  • ด้วยสปิริตของรุ่นพี่แม้ว่าจะมีภารกิจมากแต่ แซม ตันสกุล ได้ไปบรรยายให้หลักสูตร Digital CEO รุ่นพิเศษ Avantgarde studies ..
  • ชัยชนะ เอื้อวิศาลสิน วันเกิดปีนี้ได้พาลูกไปสปอร์ตแคมป์ แล้วไปยิมยกเวท ปีนผา และฉลองมื้อเย็นกับครอบครัวอย่างอบอุ่น..
  •  
  • สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทองย้ายที่พักอาศัยไม่ต้องกังวล สามารถเปลี่ยนสถานพยาบาล (หน่วยบริการ) ประจำได้ 4 ครั้งต่อปีเปลี่ยนง่ายๆ ผ่านออนไลน์ด้วย แอปพลิเคชัน สปสช. หรือ ไลน์ OA สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso เลือกดูเครือข่ายหน่วยบริการได้ที่ http://mscup.nhso.go.th/mastercup/index.zul..

น้องใหม่

ชวนเดินงาน ‘IP Fair 2025’ เวทีโชว์ศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาไทย ยกย่องสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเป็นต้นแบบนักสร้างสรรค์ระดับโลก

ชวนเดินงาน ‘IP Fair 2025’ เวทีโชว์ศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาไทย ยกย่องสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเป็นต้นแบบนักสร้างสรรค์ระดับโลก

ชวนเดินงาน ‘IP Fair 2025’ เวทีโชว์ศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาไทย ยกย่องสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเป็นต้นแบบนักสร้างสรรค์ระดับโลก

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.13 น.

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมจัดงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญาประจำปี พ.ศ. 2568 หรือ IP Fair 2025 ระหว่างวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ภายใต้แนวคิด “Vibrant Ideas Unleashed : จุดพลังทางความคิด สร้างเศรษฐกิจด้วยทรัพย์สินทางปัญญา” เพื่อส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เชิงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย”

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงว่า งาน IP Fair 2025 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 24 เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการไทย นักวิจัย และนักประดิษฐ์ได้แสดงศักยภาพและต่อยอดผลงานทรัพย์สินทางปัญญาสู่เชิงพาณิชย์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

ปีนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เนื่องจาก องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้ขอพระราชทานถวาย รางวัล WIPO Award for Creative Excellence แด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อยกย่องพระปรีชาสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการทรงต่อยอดผ้าไทยสู่แฟชั่นโลก ซึ่งนับเป็นพระองค์ที่สามของไทยที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ถัดจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในงานจะมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานด้านแฟชั่นของพระองค์ เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระอัจฉริยภาพอย่างใกล้ชิด

“ปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยได้รับเกียรติจาก WIPO ในการถวายรางวัลพิเศษแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ซึ่งไม่ได้มอบให้ทุกปี พระองค์ทรงเป็นต้นแบบของนักสร้างสรรค์ไทยที่นำผ้าไทยสู่เวทีโลก ให้คนไทยทุกคนได้ภาคภูมิใจในพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน”นายจตุพร กล่าว

ภายในงานยังจัดแสดง นวัตกรรมฝีมือคนไทย, พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจด้านศิลปะ, การมอบ รางวัล IP Champion เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการไทยที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างโดดเด่นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงโซนสินค้าชุมชน OTOP และ GI ที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและสร้างรายได้ให้กับชุมชน สอดคล้องกับนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศเผชิญความท้าทายจาก ภูมิรัฐศาสตร์, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, และ มาตรการกีดกันทางการค้า เช่น ภาษีของสหรัฐฯ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป ดังนั้น การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศจึงมีความสำคัญยิ่งต่อการเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย

“IP Fair 2025 คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 150 ล้านบาท และเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทยสู่เวทีโลก ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีปลดปล่อยความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มที่ ผมหวังว่างานนี้จะอยู่ในความทรงจำของพี่น้องประชาชน และจะขยายต่อไปทั่วทุกภูมิภาค ” นายจตุพร กล่าว

-(016)

ก้าวล้ำโลก! ครั้งแรกของไทย “จุฬาฯ” โชว์ศักยภาพ นวัตกรรมยารักษามะเร็งใหม่

ก้าวล้ำโลก! ครั้งแรกของไทย “จุฬาฯ” โชว์ศักยภาพ นวัตกรรมยารักษามะเร็งใหม่

ก้าวล้ำโลก! ครั้งแรกของไทย “จุฬาฯ” โชว์ศักยภาพ นวัตกรรมยารักษามะเร็งใหม่

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

ในยุคที่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-based Economy) มีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาผลงานของคณาจารย์ นักวิจัย นิสิต และนวัตกร ให้สามารถต่อยอดจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่ได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ซึ่งแสดงถึงศักยภาพในการแข่งขันและพร้อมเข้าสู่กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน หรือการใช้งานในระดับสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อเป็นเวทีในการประชาสัมพันธ์ผลงานเหล่านี้สู่สาธารณชน และเสริมสร้างโอกาสในการจับคู่ความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างเจ้าของผลงานกับภาคเอกชน นักลงทุนและพันธมิตรในระบบนิเวศนวัตกรรม ศูนย์นวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) จึงจัด “งาน CU Innovation & IP Expo 2025” นำเสนอผลงานที่ได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจากคณาจารย์ นักวิจัย นิสิต นวัตกร และผู้ประกอบการภายใต้ระบบนิเวศนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แรงบันดาลใจ และการสร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคส่วนต่างๆ อันเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนจากผลงานวิชาการสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานเปิดงาน เมื่อวันจันทร์ที่  4 สิงหาคม 2568 ณ พารากอน ฮออล์  ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “งาน CU Innovation & IP Expo 2025 ไม่ใช่งานนิทรรศการจัดแสดงงานทางด้านนวัตกรรม แต่เป็นการรวบรวมนวัตกรรมที่ก้าวล้ำมาอยู่ที่นี่ เป็นงานกระตุ้นให้คนไทยหันมาเห็นความสำคัญว่าเรามีงานวิจัยระดับโลก ขณะเดียวกันเราอยากให้นักลงทุน ผู้ประกอบการได้เห็นศักยภาพของไทยเพื่อ 1. สร้างแรงบันดาลใจให้เชื่อมั่นว่าเราทำได้ 2. เป็นเวทีของการหาพันธมิตรร่วมกันทำงาน นอกจากนี้ยังได้สิทธิพิเศษอื่นๆ เช่น ลดหย่อนภาษีสูงสุด 300% ได้รับยกเว้นภาษีรายได้จากการใช้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา และยังได้ร่วมมือต่อยอดกับทีมวิจัยจุฬาฯ นี่คือบทบาทของมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนไป เราไม่ได้แค่สอนหนังสือ เราไม่ได้ผลิตงานวิจัยเพื่อใช้ในเชิงวิชาการ แต่ผลิตงานวิจัยเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น”

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมในลักษณะหลากหลาย อาทิ การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม การประกวดผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับความสนใจมากที่สุด การสัมมนาทางวิชาการในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม และกิจกรรมเจรจาความร่วมมือกับภาคธุรกิจเพื่อการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) และการร่วมลงทุน (Joint Venture) ซึ่งล้วนเป็นกลไกที่เอื้อต่อการต่อยอดผลงานให้เกิดการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างแท้จริง

ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวต่อว่า งานครั้งนี้เป็นงานใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่งานระดับประเทศ แต่เป็นงานระดับโลก เรามีงานอินโนเวชันโปรดักส์ทั้งหมด 50 ผลงาน คัดสรรจาก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะสร้างอิมแพ็คให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมากที่สุด

ที่เป็นไฮไลท์ของงานคือ “ยาแอนติบอดีแบบใหม่ต่อ PD-1 สำหรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด” ผลงานวิจัยของ อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย งานวิจัยในกลุ่ม Deep Tech ที่เป็นงานวิจัยแนวหน้าในระดับโลก ซึ่งจะมีการลงนามถ่ายทอดเทคโนโลยีกับ ดร.แอน มารี คาร์โบเนล CEO บริษัท ออนโค่ซินเนอร์ยี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา  (OncoSynergy)ภายในงาน CU Innovation & IP Expo 2025

“เราไม่ได้ขายโครงการวิจัย แต่เราขายนวัตกรรมนำเงินมาสู่ประเทศ ฉะนั้น การที่มีบริษัทยาจากสหรัฐอเมริกามาขอซื้อนวัตกรรม แสดงให้เห็นถึง 1. คุณภาพในระดับโลก 2. ความเหนือกว่า ‘เราไม่ได้ก้าวทันโลก แต่เราก้าวล้ำโลก’ ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าถึงในระดับรากหญ้าด้วย คือช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือประชาชนได้จริง” อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

งาน CU Innovation & IP Expo 2025 จึงไม่ใช่งานนิทรรศการ แต่เป็นการสร้าง Research Community หรือ Innovation Community ให้คนในแวดวงธุรกิจเข้ามาพบกัน  เป็นงานที่ให้นวัตกรมาเจอกับผู้ลงทุน ซึ่งมีนักลงทุนและผู้ประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วมากกว่า 200 ราย

 รศ.เภสัชกรหญิง ดร.จิตติมา ลัคนากุล ผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า เป็นครั้งแรกที่มีบริษัทต่างชาติมาขอทำข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยี “ยาชีววัตถุโมเลกุลใหม่” ในประเทศไทย

“ยาตัวนี้ไม่ใช่เอาไปฉีดให้คนไข้ได้เลย แต่ OncoSynergy เห็นว่าผลการวิจัยของยาเราในระดับห้องปฏิบัติการมีศักยภาพสูงมาก เพราะเมื่อทำข้อตกลงกันแล้วยังต้องลงทุนทำวิจัยต่อเพื่อเข้าสู่การทดลองในระดับคลินิก คือนำองค์ความรู้ของเขามาทำวิจัยร่วมกับเราด้วย เราได้ทั้งเม็ดเงินจากการทำข้อตกลงเพื่อนำไปต่อยอดงานวิจัยได้ทั้งโนว์ฮาวจากเขาซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการขึ้นทะเบียนยาใหม่ ฉะนั้น มันคือการเกิด Real Assets Collaborative Project หรือสินทรัพย์จริงอันเกิดจากการทำโครงการร่วมกัน ที่อุตสาหกรรมยาบ้านเราไม่เคยมีมาก่อน”

ทางด้าน อ.ดร.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ปัจจุบันการรักษามะเร็งนอกจากการผ่าตัด ฉายแสง ให้ยาเคมีแล้ว มีการรักษารูปแบบใหม่คือ การใช้ “ภูมิคุ้มกันบำบัด” เพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถทำลายเซลล์มะเร็งที่หลบหลีกภูมิคุ้มกันได้อย่างตรงเป้า ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอยู่แล้ว แต่คนไทยยังเข้าไม่ถึง ทำให้เสียโอกาส จุฬาฯ จึงทำวิจัยและพัฒนายาเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ ขณะเดียวกันก็ทำนวัต กรรมควบคู่กันไป

หลักการการทำงานของ “ยาแอนติบอดี” ต้านมะเร็งเป็นกลไกสำคัญ เนื่องจากเซลล์มะเร็งจะมีการสร้างโปรตีนที่ชื่อว่า PD-L1 ซึ่งมีความสามา รถในการจับกับโปรตีน PD-1 ที่อยู่บนเม็ดเลือดขาว และเมื่อโปรตีนทั้ง 2 ตัวนี้มาจับคู่กันเมื่อใดจะมีผลให้เม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ในการฆ่าทำ ลายสิ่งแปลกปลอมหยุดการทำงาน ทำให้ไม่สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้ ฉะนั้น ยากลุ่ม “แอนติบอดี” จะเข้าไปขัดขวางการจับกันระหว่างโปรตีน PD-L1 บนเซลล์มะเร็ง กับโปรตีน PD-1 บนเม็ดเลือดขาว ทำให้เม็ดเลือดขาวกลับมาจัดการกับเซลล์มะเร็งได้ตามปกติ

“ยาแอนติบอดีแบบใหม่ต่อ PD-1 สำหรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด” เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและภาครัฐ ปัจจุบันผ่านการทดลองในหนูแล้วปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ก้อนมะเร็งยุบตัวได้ดีมาก OncoSynergy บริษัทเอกชนที่พัฒนาภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งจากประเทศสหรัฐอเมริกาเห็นถึงศักยภาพนี้ จึงติดต่อขอลงนามเซ็นสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดร่วมกับยาแอนติบอดีตัวใหม่อีกตัวของเขาให้เกิดเป็นสูตรยาใหม่ในรูปแบบการบำบัดแบบผสมผสาน (combination therapy) คาดว่าจะให้ประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งสูงขึ้นมากกว่ายาเดี่ยว ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนอีกมาก โดยเราให้การสนับ สนุนทางวิชาการ ภายใต้เงื่อนไขว่าเมื่อสำเร็จจนจดทะเบียนเป็นยาตัวใหม่แล้วจะต้องให้ไทยเข้าถึงยาได้ในราคาที่สมเหตุสมผล

การลงนามข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม “ยาแอนติบอดีแบบใหม่ต่อ PD-1 สำหรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด” เป็นยาโมเลกุลใหม่ที่จุฬาฯ พัฒนาขึ้นโดยใช้ทุนวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและภาครัฐ ประกอบด้วยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ข้อตกลงกับทางสหรัฐอเมริกาว่า เมื่อการวิจัยต่อยอดเป็นผลสำเร็จแล้ว คนไทยจะต้องเข้าถึงได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นเป้าหมายของการทำวิจัยเพื่อให้คนไทยเข้าถึงได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามนโยบายของจุฬาฯ ในการผลักดันงานวิจัยสู่ภายนอก

Highlight Booth จาก 5 กลุ่มเทคโนโลยี

กลุ่ม Food & Agriculture ได้แก่ นาโนวัคซีนแบบแช่สำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อไวรัส ISKNV ในปลากะพงขาว มี ศ.ดร.วันชัย อัศวลาภสกุล เป็นผู้วิจัยหลัก

กลุ่ม Health & Wellness ได้แก่ นวัตกรรมเครื่องดื่มช่วยป้องกันนิ่วปัสสาวะ HYDROZITLA มี ผศ.ดร.ชาญชัย บุญหล้า ผศ.ดร.ณัฐธิดา โชติช่วง เป็นผู้วิจัยหลัก

กลุ่ม Design ได้แก่ นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น : ซิลเลนเนียลส์ มี ผศ.ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์ และ ศ.ดร.พัดชา อุทิศวรรณกุล เป็นผู้วิจัยหลัก

กลุ่ม Deeptech ได้แก่ Detachable Dissolvable Microneedle หรือ แผ่นแปะเข็มระดับไมโครชนิดละลายได้ มี Mineed Technology Co., Ltd. ศ.ดร.ศุภศร วนิชเวชารุ่งเรือง เป็นผู้วิจัยหลัก

กลุ่ม สิ่งแวดล้อม ได้แก่ Organic Flow Batteries for a Sustainable Future เทคโนโลยีแบตเตอรี่ไหลแบบอินทรีย์ใช้สารอินทรีย์ที่ปลอด ภัยแทนโลหะหนัก ช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม มี รศ.ดร.สุรเทพ เขียวหอม เป็นผู้วิจัยหลัก

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การลงนามข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ยาแอนติบอดีแบบใหม่ต่อ PD-1 สำหรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด

การลงนามข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ยาแอนติบอดีแบบใหม่ต่อ PD-1 สำหรับใช้ในการรักษาโรคมะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด

นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน

นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน

‘หมูเด้ง’ ปันน้ำใจ ส่งกำลังใจให้ชายแดนไทย เติมรอยยิ้มให้เด็กๆ

'หมูเด้ง' ปันน้ำใจ ส่งกำลังใจให้ชายแดนไทย เติมรอยยิ้มให้เด็กๆ

‘หมูเด้ง’ ปันน้ำใจ ส่งกำลังใจให้ชายแดนไทย เติมรอยยิ้มให้เด็กๆ

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.10 น.

‘สวนสัตว์เปิดเขาเขียว’ จับมือ Leila Toys มอบข้าวของเครื่องใช้มูลค่า 300,000 บาท ช่วยเหลือทหารและประชาชนชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อม “ตุ๊กตาหมูเด้ง” เติมรอยยิ้มให้เด็กๆ

5 สิงหาคม 2568 สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี นำโดยนายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว และนายศรีศักดิ์ สุขชุ่ม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์ฯ เป็นตัวแทนองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับมอบรายได้จากการจัดกิจกรรมการกุศล “Leila Toys x หมูเด้ง” ซึ่งจัดร่วมกับบริษัท ไลลา อมูเลทส์ จำกัด (Leila Toys) ผ่านการไลฟ์สดทาง Facebook และ TikTok เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้เปิดจำหน่ายสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษ โดยมี “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระขวัญใจชาวไทย เป็นพรีเซ็นเตอร์ และได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชนทั่วประเทศ สามารถระดมเงินบริจาคได้รวมทั้งสิ้น 300,000 บาท โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์

นอกจากนี้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวยังได้นำ ตุ๊กตาหมูเด้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความน่ารักและกำลังใจไปมอบให้แก่เด็กๆในศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อสร้างรอยยิ้มและเติมพลังใจให้กับครอบครัวที่กำลังเผชิญความยากลำบาก พร้อมทั้งมอบข้าวของเครื่องใช้มูลค่า 300,000 บาท เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ยารักษาโรค และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

โดยในการส่งมอบสิ่งของช่วยเหลือในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายวีระชัย ประเสริฐโส รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และ พลตรีไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณ ฑลทหารบกที่ 25 ร่วมเป็นผู้แทนรับมอบ ณ จังหวัดสุรินทร์ พร้อมแสดงความขอบ คุณต่อพลังแห่งความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชนและประชาชน ที่รวมพลังน้ำใจ ส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจไปยังพี่น้องในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงสายใยความผูกพันและจิตวิญญาณแห่งการแบ่งปันที่งดงามของสังคมไทย

นายณรงวิทย์ กล่าวขอบคุณบริษัท Leila Toys และพี่น้องประชาชนทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “นี่คือตัวอย่างของพลังความสามัคคีและน้ำใจของคนไทย ที่รวมพลังกันช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างอบอุ่นและจริงใจ”

สำหรับ “หมูเด้ง” นั้น ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ขวัญใจในโลกโซเชียล แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนแห่งการอนุรักษ์และการส่งต่อพลังบวกจากสวนสัตว์สู่สังคม ในฐานะสัตว์ป่านอกถิ่นอาศัยที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการศึกษา วิจัย และการสื่อสารเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่า ด้วยความน่ารักสดใสของ “หมูเด้ง” ทำให้เข้าถึงหัวใจของผู้คนได้ทุกเพศทุกวัย และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและกำลังใจที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวส่งตรงถึงมือประชาชนทั่วประเทศ

-(016)

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเปิดงาน มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเปิดงาน มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเปิดงาน มหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” สานต่อพระราชปณิธานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานในงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” พร้อมทอดพระเนตรวีดิทัศน์ “กองทุนแม่ของแผ่นดิน ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” และนิทรรศการต่าง ๆ ภายในงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 

โดยมี  นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชัยพรรษ เสริมสุวรรณ  อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 พลโท อมฤต บุญสุยา  แม่ทัพภาคที่ 1 พลตำรวจโท สุรพล เปรมบุตร  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมข้าราชการ และคณะกรรมการจัดงาน ฯ เฝ้า ฯ รับเสด็จ

ในวาระพิเศษก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของกองทุนแม่ของแผ่นดิน เพื่อสานต่อพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งมั่นอุทิศพระองค์ด้วยหัวใจแห่งความเป็นแม่ ทรงห่วงใยต่อภัยยาเสพติดด้วยน้ำพระราชหฤทัยของพระองค์ที่ทรงปกป้องอนาคตของลูกหลานไทย ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, นิทรรศการผลการดำเนินงานของหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินและนิทรรศการรูปแบบการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดต้นแบบ 12 จังหวัด ภายใต้แนวคิด  “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” เพื่อถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณตลอดจนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและสร้างพลังความร่วมมือจากคนในชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) กล่าวว่า “การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินได้ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านและชุมชนตามพระราชปณิธานฯ สำหรับงานมหกรรมในปี 2568 นี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีเสด็จฯ แทนพระองค์ เป็นองค์ประธานในพิธีพระราชทานเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดินให้แก่หมู่บ้านชุมชนต้นกล้ากองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2568 จำนวน 1,528 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้แทนเข้ารับพระราชทาน พร้อมผู้แทนภาคประชาชนกองทุนแม่ของแผ่นดินจากทั่วประเทศเข้าร่วมงาน ทั้งนี้ ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของกองทุนแม่ของแผ่นดินตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถจัดการปัญหายาเสพติดด้วยสันติวิธี มีการส่งเสริมอาชีพตามความถนัด ตลอดจนให้การดูแลและให้โอกาสแก่ผู้เคยผิดพลาดจากยาเสพติดได้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างสงบสุข ควบคู่ไปกับการสร้างกลไกเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัจจุบันมีหมู่บ้านชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน รวมทั้งสิ้น 28,646 แห่ง ส่งผลให้มีจำนวนหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 30,174 แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จเชิงคุณภาพที่สำนักงาน ป.ป.ส. มุ่งมั่นผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง”

 “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” เป็นกองทุนที่มอบให้กับหมู่บ้าน/ชุมชน โดยมีเป้าหมายมุ่งขจัดปัญหายาเสพติดให้ได้ผลอย่างยั่งยืน ด้วยพลังความดีและความสามัคคีของชาวบ้าน โดยมีองค์ประกอบของกองทุน 3 ส่วน ได้แก่ ทุนศักดิ์สิทธิ์ คือ พระราชทรัพย์พระราชทานที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้สมทบงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นเงินขวัญถุงและเป็นศูนย์รวมจิตใจคนในหมู่บ้าน/ชุมชนให้ร่วมดำเนินงาน, ทุนศรัทธา การระดมเงินจากสมาชิกสมทบเข้ากองทุนแม่ของแผ่นดินในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงทุนทางสังคมของหมู่บ้าน/ชุมชนที่ต้องการไม่ให้มีปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านอย่างเป็นรูปธรรม และทุนปัญญา ที่ใช้พลังแห่งปัญญาในการหาวิธีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในการระดมทุนเพื่อขยายกองทุน จนสามารถนำไปใช้จ่ายเพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดของหมู่บ้านได้อย่างเพียงพอต่อไป

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในโอกาสที่กองทุนแม่ของแผ่นดินก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ขอเชิญชวนประชาชนคนไทยทุกคนร่วมกันสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กองทุนแม่ของแผ่นดินได้เป็นศูนย์รวมแห่งความดีงามที่สร้างพลังความร่วมมือของคนในชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ด้วยหัวใจแห่งความเป็นแม่ที่ทรงห่วงใยอนาคตของลูกหลานไทย เราทุกคนจึงต้องช่วยกันสร้างเกราะป้องกันให้แก่เยาวชนของเราต่อไป โดยสำนักงาน ป.ป.ส. จะมุ่งมั่นทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานบังเกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืนสืบไป ทั้งยังมุ่งหวังว่างานมหกรรมครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างพลังใจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเสริมสร้างเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินทั่วประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและชุมชนที่ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน”

ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ด้วยการแจ้งเบาะแสยาเสพติด ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386

พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ 

โรบินฮู้ด เดลิเวอรี จัดแคมเปญ “Robinhood for Hero” ร่วมส่งต่อกำลังใจสู่ครอบครัวทหารกล้า

โรบินฮู้ด เดลิเวอรี จัดแคมเปญ “Robinhood for Hero” ร่วมส่งต่อกำลังใจสู่ครอบครัวทหารกล้า

โรบินฮู้ด เดลิเวอรี จัดแคมเปญ “Robinhood for Hero” ร่วมส่งต่อกำลังใจสู่ครอบครัวทหารกล้า

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.54 น.

สถานการณ์บ้านเมืองที่ผู้คนสนใจมากที่สุดในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ทำให้ทหารและพลเมืองจำนวนมากต้องสูญเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เราได้เห็นทหารทำหน้าที่อย่างดีในการต่อสู้ปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติจนนาทีสุดท้าย ล่าสุด  โรบินฮู้ด เดลเวอรี่ ขอเป็นหนึ่งในการส่งต่อน้ำใจแทนคนไทยทั้งประเทศ กับแคมแปญส่งต่อกำลังใจให้ครอบครัวเหล่าทหารกล้า ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ย่อท้อ ตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา

โดยโรบินฮู้ด เดลิเวอรี จัดแคมเปญ “Robinhood for Hero” ร่วมส่งต่อกำลังใจสู่ครอบครัวทหารกล้า เดินหน้าสานต่อพันธกิจ “แอปไทยเพื่อคนไทย” เปิดตัวแคมเปญ “Robinhood for Hero” เชิญชวนผู้ใช้งานร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อพลังใจสู่ครอบครัวของวีรบุรุษไทย ผ่านการสั่งอาหารที่มาพร้อมการบริจาคโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ภายใต้แนวคิด “ทุกออเดอร์ของคุณ คือการดูแลครอบครัววีรบุรุษของเรา”

เพียงผู้ใช้งานกรอกโค้ดโปรโมชั่น “RBH4HERO” ขณะสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน โรบินฮู้ด เดลิเวอรี ระบบจะทำการ สมทบเงินบริจาคจำนวน 10 บาทต่อออเดอร์ ให้แก่ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ทหารผู้เสียสละ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนและกำลังใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้ใช้งานแต่อย่างใดโค้ดโปรโมชั่นสามารถใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ตลอดระยะเวลาแคมเปญ ตั้งแต่วันนี้้ -31 สิงหาคม 2568 ผู้ที่สนใจสามารถร่วมแคมเปญได้ที่: https://go.rbh.app/PAgI/rbhn1o68

นายพงศ์ปณต อิงคสิทธิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจ โรบินฮู้ด เดลิเวอรี่ กล่าวว่า สำหรับหลักปรัชญาในการบริหารธุรกิจของโรบินฮูดนั้น  เชื่อว่าการทำธุรกิจคือการเกื้อกูลกัน ไม่ได้มุ่งแค่การหากำไรสูงสุด แต่เป็นการสร้างคุณค่าร่วมกัน ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจควรได้รับประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้า ลูกค้า หรือพนักงาน โรบิฮู้ดมองว่าธุรกิจของเราต้องทำอะไรที่สร้างคุณค่าและมีความหมายให้กับสังคม นอกจากนี้ยังเชื่อว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้าน เพราะธุรกิจมีขึ้นและลง สิ่งสำคัญคือการตั้งมั่นในหลักการที่ยึดถือของโรบินฮู้ด