มูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ต้นแบบ ‘Learn to Earn Sandbox’ สระบุรีกินได้

มูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ต้นแบบ ‘Learn to Earn Sandbox’ สระบุรีกินได้

มูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังเครือข่าย สร้างพื้นที่ต้นแบบ ‘Learn to Earn Sandbox’ สระบุรีกินได้

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม้แนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในยุคที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เข้ามาเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้สิ่งใหม่จึงกลายเป็นทักษะจำเป็น ในโลกการทำงานปัจจุบัน หลายอาชีพกำลังเปลี่ยนแปลงหรือหายไป ขณะเดียวกันก็เกิดอาชีพใหม่และทักษะใหม่ตามมา หากไม่ปรับตัว อาจกลายเป็นคนตกยุค การเรียนรู้จึงต้องเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดชีวิต ไม่จำกัดแค่ในห้องเรียนหรือช่วงวัยอีกต่อไป การศึกษาในปัจจุบันจึงต้องปรับตัวให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลง มูลนิธิเอสซีจี ได้ริเริ่มแนวคิด LEARN to EARN – เรียนรู้เพื่ออยู่รอด เพื่อส่งเสริม การเรียน

รู้ตลอดชีวิต เน้นการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในโลกยุคใหม่ ทั้ง Hard Skills (ทักษะวิชาชีพ) และ Soft Skills (ทักษะชีวิต)ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ในปีนี้มูลนิธิฯ ได้ริเริ่มโครงการ LEARN to EARN Sandbox โมเดลต้นแบบ สร้างโอกาสการมีงานทำในพื้นที่สระบุรี

บัญชา เชาววรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวถึงโครงการ LEARN to EARN Sandbox ว่า “จังหวัดสระบุรีของเราเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพด้วยที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นซึ่งเอื้อต่อการคมนาคมขนส่ง ทำให้สระบุรีเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ หรือภาคเกษตรกรรมที่ล้วนสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับจังหวัดสระ บุรีให้ก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงได้ริเริ่มดำเนินโครงการ ‘สระบุรี Sandbox’ ร่วมกับภาครัฐและเอกชนในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ มุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสมดุลของธรรมชาติ นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้นตลอดจนการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ให้สระบุรีกินได้ เกิดขี้นจริง และในปีนี้สระบุรีมีความยินดีที่จะประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ นั่นคือการผนึกกำลังร่วมกับมูลนิธิเอสซีจีและองค์กรเครือข่าย เพื่อดำเนินโครงการ ‘Learn to Earn Sandbox’ ที่มาช่วยเติมเต็มโครงการสระบุรี Sandbox ในมิติทางสังคมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน นั่นคือ การส่งเสริมด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพ โครงการนี้มุ่งเน้นการยกระดับความรู้ความสามารถของคนในพื้นที่ ให้พวกเขามีทักษะที่จำเป็นและทันสมัย สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงอาชีพที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง และสามารถพึ่งพาตนเองได้  แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น Quick Win ฝึกอาชีพที่พร้อมทำงานทันที 5 อาชีพได้แก่ ผู้ช่วยพยาบาล พนักงานขับรถ ช่างแอร์ ช่างประปา และไกด์ชุมชน ระยะยาว เน้นต่อยอดพัฒนาแรงงานฝีมือในสาขาที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ ได้แก่ ช่างไฟฟ้า ช่างเชื่อม อีกด้วย

ผมมองว่าแนวคิด Learn to Earn ที่เรากำลังขับเคลื่อนกันอย่างเต็มที่ในโครงการสระบุรี Sandbox นี้ ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ทั่วไป แต่มันคือ แนว คิดในการสร้างคนให้พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ พัฒนาทักษะและต่อยอดสู่การมีอาชีพ รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคง เป้าหมายของเราชัดเจน คือเรามุ่งหวังให้พี่น้องชาวสระบุรี ‘กินได้’ อย่างแท้จริง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและในมิติของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมมือกันขับเคลื่อนและลงมือทำโครงการนี้อย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นว่าพลังแห่งความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของจังหวัดเรา นี่คือการพัฒนาทุกภาคส่วนในสระบุรีให้เติบโตไปด้วยกัน โดยที่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทุกคนจะมีโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาตนเองและมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตของจังหวัด หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะประสบความ สำเร็จในทุกมิติและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเชิงประจักษ์จนสามารถขยายผลสร้างพื้นที่ LEARN to EARN Sandbox ในจังหวัดอื่นๆ ต่อไปได้ในอนาคต เพราะถ้าสระบุรีทำได้ จังหวัดอื่นก็ทำได้ นี่คือความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่ต้องการส่งต่อไปยังทั่วประเทศ เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นกับทุกพื้นที่ในประเทศไทย”

Learn to Earn Sandbox  โครงการนำร่องที่จะพลิกโฉมจังหวัดสระบุรีสู่การเป็นต้นแบบการพัฒนาได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สำนักงานจัดหางานจังหวัดสระบุรี สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสระบุรี โรงพยาบาลสระบุรี เรือนจำสระบุรี วิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ วิทยาลัยเทคนิคสระบุรี โรงเรียนทักษะพิพัฒน์  คิวช่าง บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด และมูลนิธิเอสซีจี โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดให้ก้าวทันทุกการเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญคือ สร้างสรรค์ 5 อาชีพใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน

ด้าน ยุทธนา เจียมตระการ กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี กล่าวเสริมว่า “ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นทุกวันนี้ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และนี่คือเหตุผลที่แนวคิด Learn to Earn คือคำตอบสำคัญที่เข้ามาช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า ทุกสิ่งที่เราเรียนรู้จะไม่สูญเปล่า แต่จะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ช่วย สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิตได้อย่างยั่งยืน นอกเหนือจากการร่วมมือกับทางจังหวัดและองค์กรเครือข่ายในการพัฒนา อาชีพ (Quick Win) ที่ตอบโจทย์ตลาดในปัจจุบันแล้ว ในปีนี้ มูลนิธิฯ ยังได้เดินหน้าจัดอบรมเพื่อพัฒนา Soft Skills ซึ่งถือเป็นทักษะที่สำคัญไม่แพ้กัน เรามุ่งเน้นในเรื่องของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ, การทำงานเป็นทีม, ความคิดเชิงสร้างสรรค์ และการปรับตัว ซึ่งทักษะเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยสร้างความพร้อมในการทำงาน และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน ให้กับเยาวชนในพื้นที่ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสระบุรีวิทยาคมและโรงเรียนแก่งคอย รวมถึง นัก เรียนระดับชั้น ปวช.3 และ ปวส.2 จากวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี ยิ่งไปกว่านั้น เรายังได้ขยายแนวคิด Learn to Earn ไปยังกลุ่ม ครูแนะแนวและผู้ปกครอง ในจังหวัดอีกด้วย เพื่อให้ทุกภาคส่วนรับรู้เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะอย่างรอบด้าน ทั้ง Hard Skills (ทัก ษะเฉพาะทาง) และ Soft Skills (ทักษะทางสังคมและอารมณ์) เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนสระบุรี”

โครงการ Learn to Earn Sandbox  ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการนำร่อง แต่ยังเป็นภาพสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของจังหวัดสระบุรี ที่มุ่งมั่นจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการบูรณาการมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ความสำเร็จของโครงการนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับจังหวัดอื่นๆ ในการเดินหน้าพัฒนาประเทศอย่างรอบด้านและยั่งยืนต่อไป

บัญชา เชาววรินทร์ ผวจ.สระบุรี

บัญชา เชาววรินทร์ ผวจ.สระบุรี

ยุทธนา เจียมตระการ กก.บริหารมูลนิธิเอสซีจี

ยุทธนา เจียมตระการ กก.บริหารมูลนิธิเอสซีจี

Science Update : ดาวหางอาจเป็นยานของต่างดาว

Science Update : ดาวหางอาจเป็นยานของต่างดาว

Science Update : ดาวหางอาจเป็นยานของต่างดาว

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาวี โลบ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตั้งสมมติฐานใหม่ว่า วัตถุในอวกาศ ชื่อ 3I/ATLAS ที่เพิ่งมีการค้นพบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งในเบื้องต้น คาดว่าจะเป็นดาวหางจากนอกระบบสุริยะนั้น ความจริงแล้ว อาจเป็นยานสำรวจจากต่างดาวที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ เนื่องจากมีลักษณะพิเศษอื่น ๆ โดยเฉพาะวิถีโคจรที่ผิดปกติ และเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่วัตถุในอวกาศลักษณะนี้โคจรเข้ามาใกล้โลก

อย่างไรก็ตาม แคเรน มีช นักดาราศาสตร์ดาวเคราะห์จากสถาบันดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวาย คัดค้านว่า เป็นสมมติฐานที่ไร้ความรับผิดชอบ เพราะเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่เส้นทางโคจรของ 3I/ATLAS ผ่านเข้ามาในระบบสุริยะ และไม่ได้แตกต่างจากดาวหางทั่วไป

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สารพัดเทคโนโลยีล้ำสมัย งานประชุม AI โลก 2025

ชวนชมสารพัดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีล้ำสมัยจากนิทรรศการของการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ปี 2025 ในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ทางตะวันออกของจีน โดยการประชุมดังกล่าว เป็นเวทีแสดงความก้าวหน้าล่าสุดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อันน่าสนใจ

แหวกฟ้าหาฝัน : National Gallery Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : National Gallery Athens

แหวกฟ้าหาฝัน : National Gallery Athens

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายศิลป์ที่ได้ชม Goulandris Museum และ Museum of Contemporary Art Athens แล้วแต่ยังไม่หนำ ยังมีเวลาเหลือและอยากศึกษาศิลปะกรีซเพิ่ม มิวเซียมที่แนะนำก็คือ National Gallery Athens มิวเซียมที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1878 โดยมีของสะสมเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยเอเธนส์เพียง 117 ชิ้น ต่อมาปี 1896 Alexandros Soutzos นักกฎหมาย และคหบดีชาวกรีกได้มอบงานสะสมของเขาให้กับรัฐบาลเพื่อไว้เป็นของสะสมเบื้องต้นในการก่อตั้งมิวเซียมศิลปะ National Gallery จึงได้รับการก่อตั้งขึ้นในวันที่ 10 เมษายน 1900 ภายใต้กฎหมายโดยให้ Georgios Iakovidis จิตรกรผู้เป็นสมาชิกของ Munich School เป็นหัวหน้าภัณฑารักษ์คนแรก

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลเริ่มมีดำริจริงจังในการสร้างอาคารถาวรไว้จัดแสดงของสะสม กระทรวงวัฒนธรรมและกีฬาเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ 9 คนเพื่อบริหารมิวเซียมโดยมีผู้อำนวยการมิวเซียมเป็นประธานคณะกรรมการที่ดำรงตำแหน่ง 5 ปีรับผิดชอบในการจัดโปรแกรมการเรียนการสอน และสรรหาของสะสม รวมทั้งจัดนิทรรศการ มิวเซียมมีพนักงานทั้งสิ้น 80 คนได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล วิธีการสรรหาของสะสมต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการสรรหาจำนวน 5 คนซึ่งประกอบด้วยประธานคณะกรรมการและกรรมการอีก 4 คน ส่วนการจัดนิทรรศการจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลระหว่าง 60-100%

ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามิวเซียม นักท่องเที่ยวไม่เพียงตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่โตอลังการของอาคาร ยังสามารถที่จะชื่นชมผลงานขนาดใหญ่เต็ม 2 ผนังได้ตั้งแต่เข้าประตูนั่นคือ Street Market ของ Tetsis Panayiotis เขาเกิดที่เกาะไฮดรา กรีซในปี 1925 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเข้าเรียนศิลปะที่ School of Fine Arts Athens ระหว่างปี 1943-9 ก่อนจบการศึกษาเขาสามารถจัดแสดงนิทรรศการผลงานเดี่ยวได้ในปี 1948 ต่อมาในปี 1951 เขาเข้าเป็นอาจารย์สอน Freehand Drawing ที่ Architectural School of National Technical University การที่เขาเป็นคนมีความสามารถ รัฐบาลจึงให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่ School of Fine Arts กรุงปารีสระหว่าง 1953-6 ระหว่างเรียนที่ปารีส เขาเรียนรู้ว่าแสงและอากาศอบอ้าวของยุโรปใต้ไม่เข้ากันกับแนวทางศิลปะแบบ Impressionism และ Post Impressionism ที่เขาชื่นชอบนัก เขาจึงเปลี่ยนแนวทางสร้างงานใหม่โดยรังสรรให้วิถีชีวิตของชาวกรีกที่เขาคุ้นเคยมีสีสันที่ฉูดฉาดและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

หลังกลับจากปารีส ระหว่างปี 1958-62 เขาย้ายไปสอนที่ Athenian Technical Institute อีกทั้งยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Free School of Fine Arts ในปี 1958 ซึ่งต่อมาคือ Vakalo Professional School of Decorative Arts ที่เขาสอนจนเป็นศาสตราจารย์ถึงปี 1976 นอกจากนั้น เขายังส่งผลงานเข้าร่วมงาน Biennales of Sao Paolo ตั้งแต่ปี 1957 อีกทั้งยังส่งผลงานไปจัดนิทรรศการตามเมืองต่าง  ๆ อาทิ Alexandria ในปี 1959 Lugano ในปี 1860 Tokyo ในปี 1964

เขาเป็นคนชื่นชอบงาน Figurative Art โดยใช้สีสันสดใสสร้างสรรค์งานที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ผลงาน Street Market เป็นผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของศิลปินที่รังสรรค์ชีวิตของผู้คนบนถนนได้อย่างละเอียดละออและมีชีวิตชีวาด้วยสีสันสดใสจนผู้ชมไม่อาจหยุดเพียงแค่การชม แต่เข้าร่วมกิจกรรมนานาชนิดด้วยการถ่ายรูปร่วมกับคนในเฟรมเลยทีเดียว

Health News : ผลกระทบต่อสมองเมื่อชมคลิปความเร็วสูงกว่าปกติ

Health News : ผลกระทบต่อสมองเมื่อชมคลิปความเร็วสูงกว่าปกติ

Health News : ผลกระทบต่อสมองเมื่อชมคลิปความเร็วสูงกว่าปกติ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่ากันว่าในปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากโดยเฉพาะวัยรุ่น เปลี่ยนความเร็วในการเล่นเมื่อฟังเสียงหรือรับชมวิดีโอ เพื่อที่จะได้ดูสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น เสพเนื้อหาได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง หรือทบทวนเนื้อหาเดิมหลาย ๆ ครั้งเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด อีกทั้งหลายฝ่ายมองว่า เป็นวิธีที่ดีในการดึงดูดความสนใจของเราตลอดระยะเวลาของวิดีโอ และช่วยป้องกันไม่ให้จิตใจวอกแวก

อย่างไรก็ดี เนื่องจากหน่วยความจำในการทำงานของคนเรามีความจุจำกัด หากข้อมูลเข้ามามากเกินไปและเร็วเกินไป ข้อมูลเหล่านั้นอาจล้นทะลักออกมาได้ ส่งผลให้เกิดภาระทางปัญญาและสูญเสียข้อมูล ยิ่งเพิ่มความเร็วของข้อมูลในการรับชมมากเท่าใด ความสามารถในการเรียกคืนข้อมูลของสมองก็จะยิ่งลดน้อยลง นอกจากนี้ ผลการศึกษาการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ยังพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 61-94 ปี) ได้รับผลกระทบจากการรับชมเนื้อหาด้วยความเร็วที่ไวขึ้นมากกว่ากลุ่มผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า (อายุ 18-36 ปี) สะท้อนถึงการลดลงของความจุความจำในบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรง ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงอายุควรดูเนื้อหาด้วยความเร็วปกติ หรือแม้กระทั่งลดความเร็วในการเล่นวิดีโอให้ช้าลง

ข้อสังเกตสุดท้ายคือ ถึงแม้การเล่นเนื้อหาด้วยความเร็ว 1.5 เท่าของปกติจะไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของหน่วยความจำ แต่มีหลักฐานชี้ให้เห็นว่าประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ความสนุกลดน้อยลง จนอาจส่งผลต่อแรงจูงใจและประสบการณ์ของผู้คนในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ ‘WE LOVE THAILAND’ ส่งพลังใจถึงทหาร

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ 'WE LOVE THAILAND'  ส่งพลังใจถึงทหาร

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญ ‘WE LOVE THAILAND’ ส่งพลังใจถึงทหาร

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.53 น.

กลุ่มเดอะมอลล์ จัดแคมเปญพิเศษ WE LOVE THAILAND รวมน้ำใจเคียงข้างคนไทย ส่งพลังใจถึงทหารหาญผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ พี่น้องไทยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยงานนี้มีการร่วมไว้อาลัยแด่วีรชนทหาร ผู้เสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของคนไทยทุกคน

โดยการเปิดแคมเปญนี้ คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเดอะมอลล์ เป็นผู้นำผู้บริหารระดับสูง พนักงาน ยืนไว้อาลัยแด่ทหารหาญ พลเรือน และร่วมร้องเพลงชาติไทย บริเวณควอเทียร์พาร์ค เอ็มควอเทียร์ 
ท่ามกลางประชาชน นักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจ 

-(016)

เครือซีพี ส่งมอบถุงกำลังใจ 1,000 ชุด พร้อมระดม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังน้ำลด

เครือซีพี ส่งมอบถุงกำลังใจ 1,000 ชุด พร้อมระดม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังน้ำลด

เครือซีพี ส่งมอบถุงกำลังใจ 1,000 ชุด พร้อมระดม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังน้ำลด

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) แสดงความห่วงใยต่อประชาชนในจังหวัดน่านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ส่งมอบ “ถุงกำลังใจ” ชุดอุปโภคบริโภค จำนวน 1,000 ชุด พร้อมผลิตภัณฑ์จากกลุ่มธุรกิจในเครือฯ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยมี นายบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ นางสาวณปภัช จันทรแสง ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจกรรมเพื่อสังคม ธุรกิจข้าว ธุรกิจพืชครบวงจร และธุรกิจขนส่งและบริการ เป็นตัวแทน ส่งมอบให้แก่ นางวิไลวรรณ บุดาสา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ณ สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568

ตลอดช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เครือซีพีได้จัดตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอุทกภัย จังหวัดน่าน” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานการให้ความช่วยเหลือ โดยมี “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ส่งมอบของจำเป็นถึงชุมชนและเจ้าหน้าที่ด่านหน้า พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และองค์กรภาคีในพื้นที่ ได้แก่ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากจังหวัดน่าน, เทศบาลเมืองน่าน, โรงครัวพระราชทาน, มูลนิธิเพชรเกษม, มูลนิธิฮักเมืองน่าน, โรงพยาบาลน่าน, ฝูงบิน 466 กองทัพอากาศน่าน และเหล่ากาชาดจังหวัดน่าน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงจุด และครอบคลุมที่สุด

การสนับสนุนในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มบริษัทในเครือฯ ได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CPG), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพีแรม จำกัด และบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ที่ได้ร่วมกันส่งมอบวัตถุดิบสด อาหารแห้ง น้ำดื่มสะอาด พร้อมสนับสนุนระบบสื่อสาร สัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และการติดต่อสื่อสารของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่หลายชุมชนยังคงต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เครือซีพีจึงเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรม Big Cleaning Day จ.น่าน โดยระดมทีม “ซีพีอาสา” ลงพื้นที่ร่วมกับเยาวชนจิตอาสาจากโรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา เข้าช่วยเก็บขยะ ทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ พร้อมจัดรถน้ำสะอาด รถขนขยะ และแจกไม้กวาดทางมะพร้าวจำนวน 1,000 ด้าม ให้ครัวเรือนที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทำความสะอาด เพื่อช่วยให้ชุมชนกลับมาสะอาดและน่าอยู่อีกครั้ง

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน เครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ได้บูรณาการการช่วยเหลือในทุกมิติ ทั้งด้านการจัดส่งถุงกำลังใจ การส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม ระบบสื่อสาร การสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ตลอดจนกิจกรรมฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรจิตอาสาอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ชาวน่านสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือน–ตาควาย

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568  มีรายงานข่าวและคลิปวิดีโอเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวกัมพูชาบางกลุ่ม  บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ยังมีข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น การร้องเพลงชาติกัมพูชา การชี้หน้า ตะโกนด่า  ขับไล่  แสดงความไม่เป็นมิตรต่อเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนไทยถึงสาเหตุและแนวทางการรับมือที่เหมาะสม

สาเหตุของการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของชาวกัมพูชา ณ บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายมีรากฐานมาจากหลายปัจจัย ดังนี้:

1. ปัญหาเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน: พื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ไทยและกัมพูชายังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวเขตแดน เนื่องจากยึดถือแผนที่คนละฉบับ 

2.ความรู้สึกชาตินิยม: ชาวกัมพูชาจำนวนมากมีความรู้สึกชาตินิยมอย่างเข้มข้น และมองว่าปราสาทเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์จึงเป็นการยืนยันสิทธิและอธิปไตยในมุมมองของพวกเขา  

3.การปลุกระดมทางการเมือง: บางครั้งการแสดงออกเหล่านี้อาจถูกปลุกระดมโดยกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในกัมพูชา  เพื่อสร้างกระแสชาตินิยมและใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือสร้างแรงกดดัน

แนวทางการรับมือของไทย

การรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องใช้ความรู้ ความรอบคอบและยึดหลักสันติวิธีเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ       หากการห้ามปรามด้วยวาจาหรือการตักเตือนไม่เป็นผล ทหารไทยควรดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้:

1.ยึดมั่นในกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ  : ทหารไทยชายแดนทุกคนควรเรียนรู้เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ  เอ็มโอยู 43  (MOU 43)  ข้อ5 จนเข้าใจดี  เพื่อไม่ให้เป็นช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี  คือ “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่พิพาท”   เช่นการแสดงสัญลักษณ์ ความเป็นเจ้าของ ในพื้นที่พิพาท เช่น ร้องเพลงชาติ  ผูกผ้าสีธงชาติ  หรือตะโกนไล่ทหารให้ออกไปจากบริเวณ พื้นที่พิพาท 

2.บันทึกหลักฐานอย่างละเอียด: ควรมีการบันทึกภาพและเสียงของเหตุการณ์  เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินการตามกฎหมายหรือการเจรจาระดับสูงต่อไป

3.หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงและใช้ความรุนแรง: สิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือการตอบโต้ด้วยอาวุธ  ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์บานปลายเลวร้ายลงและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่กว่า

4.ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผู้บังคับบัญชา: รีบรายงานสถานการณ์ผิดปกติให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยทันที  เพื่อจะได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หาแนวทางแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายและการทูต

5.เสริมการเฝ้าระวังและลาดตระเวน: เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวน เพื่อป้องกันการบุกรุกหรือการกระทำใดๆ ที่อาจละเมิดอธิปไตย   โดยใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ช่วยเช่นกล้องวงจรปิด โซล่ารเซลล์

6.ส่งเสริมการสื่อสารและความเข้าใจ: แม้จะเป็นเรื่องยากในสถานการณ์ที่ตึงเครียด แต่การเปิดช่องทางการสื่อสารและการส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างประชาชนและทหารทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นสิ่งจำเป็น  

แนวปฏิบัติที่ทหารไทยควรทำ

1. รักษาวินัยและความสงบ:

2. ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐาน:

2.1 เตือนด้วยวาจา  ผ่านลำโพงหรือล่าม ให้ยุติการกระทำ

2.2 บันทึกภาพ/เสียง  เพื่อเป็นหลักฐาน

2.3 รายงานผู้บังคับบัญชา

3. หากผู้กระทำไม่เชื่อฟัง:

3.1 ตั้งแนวป้องกันเพิ่มระยะ ไม่ให้เกิดการปะทะทางกาย

3.2 ประสานฝ่ายทหารของกัมพูชา    ให้เข้ามาควบคุมประชาชนของตน

4. สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง:

4.1 ห้ามตอบโต้ด้วยความรุนแรงหรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวกลับ

4.2 ห้ามด่าทอหรือตอบโต้ทางอารมณ์  เพราะจะทำให้สถานการณ์บานปลาย

4.3 ห้ามล้ำเส้นแดนเพื่อตามจับกุมเพราะอาจถูกตีความว่า “ล่วงล้ำอธิปไตย”

4.4 ห้ามใช้ปืน ยิงเตือนหรือใช้กำลังโดยไม่มีภัยคุกคามต่อชีวิตชัดเจน

โดย สุริยพงศ์

TTA ปันน้ำใจสู่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

TTA ปันน้ำใจสู่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

TTA ปันน้ำใจสู่ 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA นำโดย เฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมส่งมอบเครื่องอุปโภค และบริโภค รวมมูลค่าทั้งสิ้น 500,000 บาท แก่มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยกระจายความช่วยเหลือไปยัง 4 พื้นที่หลัก ได้แก่ 1. สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ราชการจังหวัดบุรีรัมย์ 2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ 3. โรงเรียนบ้านจานทองกวาววิทยา จังหวัดศรีสะเกษ 4. สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

นอกจากนี้ TTA ยังได้ร่วมกับสภากาชาดไทย จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต โดยนำพนักงานจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิต ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาวิกฤติการขาดแคลนโลหิตสำรอง พร้อมทั้งร่วมมอบอาหารจากบริษัทในเครือ ได้แก่ พิซซ่า ฮัท และ ทาโก้ เบลล์ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนที่มาร่วมบริจาคโลหิตในวันดังกล่าวด้วย

คุณแหน : 2 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 2 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 2 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • กองทัพภาคที่ 2 ส่งข่าวขอบคุณ ตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) และทหารพราน นักรบชุดดำ ผู้ปิดทองหลังพระ ที่ร่วมสู้ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ตั้งแต่เริ่มปะทะ ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ เพื่ออธิปไตยของชาติ วีรกรรม และความดีของท่าน จะถูกยกย่องเชิดชูและกล่าวถึงไปชั่วลูกสืบหลาน จะเป็นตำนานเล่าขานตลอดกาล และที่สำคัญ บุคคลากรทางการแพทย์ หมอ พยาบาล อสม. และจิตอาสาทุกท่าน ที่ร่วมกันทำงานทั้งวันทั้งคืน เพื่อดูแลรักษาประชาชนและกองทัพ ความดี ความเสียสละของท่าน จะอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป…
  • เห็นข่าวแล้ว ชื่นชมมาก…นับถือหัวใจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ที่ประกาศสละเงินเดือนของท่าน เป็นค่าใช้จ่ายให้ญาติพี่น้องของทหารที่บาดเจ็บจากแนวชายแดนมาพักรักษาตัวที่ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งหากมีญาติมาเฝ้าไข้ ท่านผู้ว่าฯชัยวัฒน์ ได้จัดโรงแรม ที่พัก-อาหารทุกมื้อไว้ให้ จะพักกี่คืน จะมากี่คนก็ได้ ท่านจะดูแลจนกว่าการักษาจนหายดีเลยทีเดียว…ทั้งนี้ ท่านผู้ว่าฯชัยวัฒน์ มีข้อความถึงทหารที่บาดเจ็บว่า”ท่านดูแลชาติบ้านเมืองมามากแล้ว ขอให้เราได้ดูแลท่านบ้าง”…ซาบซึ้งใจจริงๆ…
  • กลับมารายงานข่าวสังคมตามหน้าที่ …ขอเชิญร่วมกิจกรรมเสวนา“พิพิธพญาไท” และนำชมพระราชวัง ในโอกาส 100 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังพญาไท ในวันนี้ (2 ส.ค.)13.30 – 16.00 น…
  • สมใจนึก เองตระกูล จัดคอนเสิร์ตนักร้องกลุ่ม ยุค 60s-70s “The Platters” มาเล่นที่ ESC Hall โรงแรมเอสปาร์ค รังสิต วันที่ 13 ก.ย.เวลา 17.00 น…สนใจจองบัตรได้ที่Thai Ticket Major ทุกสาขา…
  • ขอแสดงความยินดีกับ ชลวิทย์ สุขอุดม นายกสมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มช. ที่เรียนจบ ปริญญาเอก โดยสมบูรณ์จาก มหาวิทยาลัยหอการค้า โดยได้ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “ทักษะผู้ประกอบการเพื่อความยั่งยืน: แนวทางการพัฒนาความยั่งยืนในธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมของไทย” ตีพิมพ์บทความวิชาการที่ดูไบ…
  • หลังจากเดือนก่อนลูกชาย น้องแวม พาไปท่องเที่ยวอิตาลี เมื่อกลับถึงเมืองไทย ไฉไล โกมารกุล ณ นคร ก็รีบไปดูแล ไฉไลเกรซ ที่เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ทันที เพราะต้นไม้เขียวขจี ดอกไม้เริ่มบานสะพรั่ง รับฤดูการท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง โดยแขกทั้งเก่าและใหม่ได้เข้าคิวรอเข้าพักในปีนี้…
  • เพราะหมดวาระจากตำแหน่งผู้บริหารเรียบร้อยแล้ว แต่ยังทำการสอนอยู่ และสอนออนไลน์ได้ ดังนั้นเมื่อเป็นวันหยุดยาว รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ จะบินกลับลำปางทันที เพื่อดูแล เจ้าป้ากาญจนา ประชาพิพัฒน์ มารดาวัย 90 ปี ที่ตอนนี้ต้องนั่งวิลแชร์ไปไหนมาไหนแล้ว …
  • กิดเหตุแข้ง-ขาไม่สามัคคี จู่ๆ ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล ก็ก้าวขาไม่ออกซะเฉยๆ ขณะไปเที่ยวสิงคโปร์กับครอบครัว เมื่อวีคเอนด์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องรีบกลับมาพบแพทย์ที่กรุงเทพฯ หลังเยียวยาเป็นที่เรียบร้อย แพทย์แนะให้ขยันเดินออกกำลังกายทุกวันๆละครึ่งชั่วโมง…ขยันเดินเข้าไว้ สุขภาพดีอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมถึง…
  • สุขุมวิทโมเดล ของ กระทรวงมหาดไทย จะได้เรื่องได้ราวแค่ไหน หลัง รมช.มท. ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ไปเดินตรวจงานกับ ผู้ว่ากทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้คนก็รอเฝ้ามองอยู่ด้วยความหวัง แต่เร็วๆนี้ ขอนำร่องง่ายๆ กับ ผอ.เกศจริน สามิภักดิ์ แห่งเขตคลองเตยเดินไปแก้โจทย์ สุขุมวิท 38-36 พื้นที่เว้าริมฟุตบาทข้างคอนโดสโคปทองหล่อ หน้าห้าง 7-11 ที่มั่วซั่วมากว่าจะเป็นพื้นที่อะไร จะเป็นที่จอดรถ รับ- ส่งผู้โดยสาร เพื่อขึ้นบันไดเลื่อนรถไฟฟ้าสถานีทองหล่อ หรือที่จอดรถมอเตอร์ไซต์ริมถนน หรือที่วางขายของหาบเร่ ถ้ายังตัดสินใจอะไรไม่ได้ แฮปปี้ฟองดูร์ก็ยังไม่รับทราบปัญหา ขอแนะนำทำฟุตบาทให้เต็มพร้อมสัญญลักษณ์ทางเดินผู้พิการ จะได้ไม่ดูขัดหูขัดตาผู้ใช้ทาง !!…
  • สวด จีระพงษ์ สิวายะวิโรจน์ ศาลา 9 วัดมกุฎฯ 1-5 ส.ค.18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 6 ส.ค.17.00 น..

บารอนเนส