SKYWORTH PV มุ่งพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร พร้อมประกาศลุยตลาดโซลาร์เซลล์ในไทย

SKYWORTH PV มุ่งพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร พร้อมประกาศลุยตลาดโซลาร์เซลล์ในไทย

SKYWORTH PV มุ่งพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร พร้อมประกาศลุยตลาดโซลาร์เซลล์ในไทย

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

SKYWORTH กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่มีประสบการณ์กว่า 37 ปีในอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมธุรกิจหลัก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะในครัวเรือน ระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะ การให้บริการที่สอดคล้องกับชีวิตยุคใหม่ และธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยมีนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ผ่านศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงฐานการผลิตในหลายประเทศทั่วเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ และในปี 2567 SKYWORTH ถูกจัดให้อยู่ที่อันดับ 272 ใน Fortune China 500 ด้วยรายรับต่อปีเกือบ 7 หมื่นล้านหยวนจีน (ประมาณ   3.5 แสนล้านบาทไทย) ซึ่ง SKYWORTH ยังคงแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่แข็งแกร่งและมั่นคงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

และในปี 2563 SKYWORTH ขยายสู่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มตัว ด้วยการก่อตั้งแบรนด์ SKYWORTH Photovoltaic (SKYWORTH PV) มุ่งพัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร ทั้งผลิตภัณฑ์และบริการ EPC โดยนำเสนอแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ ระบบกักเก็บพลังงาน โครงยึดติดตั้ง และบริการด้านวิศวกรรม ครอบคลุม ทั้งกลุ่มลูกค้าภาคที่อยู่อาศัยและภาคธุรกิจ

เมื่อเร็วๆนี้ SKYWORTH จัดงานแถลงข่าวภายใต้ธีม “SAIL WITH SKYWORTH – Make Every Ray of Sunshine Counts” โดย นายจิน ลิน (Mr. Jin Lin) ประธานกรรมการ บริษัท สกายเวิร์ท กรุ๊ป จำกัด กล่าวเปิดงานว่า “งานวันนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ SKYWORTH PV ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นตลาดหลัก ในวิสัยทัศน์ระดับโลกของเรา เราไม่ได้มาเพียงเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ แต่มาเพื่อสร้างความร่วมมือระยะยาว เพราะประเทศไทยมีศักยภาพสูงและมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเรา เราเชื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดของการร่วมมือนี้ เพราะพลังงานสะอาดไม่ใช่แค่เทรนด์ระดับโลก แต่คือความรับผิดชอบ ความจำเป็น วิสัยทัศน์ร่วมของโลกใบนี้”

นางสาวว่านเฟย ฉู (Ms Wanfei Qu) ประธานเจ้าหน้าที่สารสนเทศของสกายเวิร์ท กรุ๊ป,  ผู้อำนวยการและซีอีโอของสกายเวิร์ท พีวี และประธานบริษัทบริษัท สกายเวิร์ท รีนิวเอเบิ้ล เอเนอร์จี้ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดว่า “ด้วยประสบการณ์กว่า 37 ปีของกลุ่ม SKYWORTH PV ซึ่งก่อตั้งในปี 2020 ปัจจุบัน เป็นหนึ่งในแบรนด์พลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายอันดับ 2 ของประเทศจีน ด้วยกำลังการติดตั้งสะสมกว่า 25 กิกะวัตต์  และสถานีโซลาร์ที่พักอาศัยกว่า 750,000 แห่งทั่วประเทศ และยังขยายธุรกิจไปแล้วกว่า 27 ประเทศทั่วโลก

ประเทศไทยถือเป็นตลาดหลักในแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ (PDP) ปี 2024 ที่มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่รวม 43 กิกะวัตต์ภายในปี 2037 โดย 24 กิกะวัตต์จะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างจริงจังในระดับประเทศ

SKYWORTH มีฐานการผลิต 3 แห่งในประเทศจีน ได้แก่ โรงงานแผงโซลาร์เซลล์ที่มีกำลังการผลิต 5GW ในกว่างโจว โรงงานผลิตอินเวอร์เตอร์ 6GW และแบตเตอรี่ 3GW ในซูโจว และฐานการผลิตเซลล์ BC/แผงโซลาร์ 10GW ในไป๋เซ่อ สำหรับในประเทศไทย เราพร้อมเดินหน้าส่งมอบโซลูชันพลังงานสะอาด ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง บริการ EPC แบบครบวงจร และรูปแบบทางการเงินที่ตอบโจทย์ตลาดไทย เรามุ่งมั่นที่จะผลักดันการใช้พลังงานสะอาดในภูมิภาคนี้ และธีมงาน ‘SAIL WITH SKYWORTH – Make Every Ray of Sunshine Counts’ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของเราในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยพลังงานสะอาด” เธอกล่าวเสริม

ทั้งนี้ ภายในงาน ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ 2 ฉบับ ได้แก่  SKYWORTH Group  กับ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) สำนักงานใหญ่ โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันผลักดันการพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศไทย ซึ่ง ICBC ยังประกาศให้ SKYWORTH PV เป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์หลักอีกด้วย

และฉบับที่ 2 ระหว่าง SKYWORTH PV กับ Olympus Capital Holding Asia ในการจัดตั้งกองทุนลงทุนพลังงานสะอาดมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และระบบจัดเก็บพลังงานทั่วเอเชีย รวมถึงลงทุนในสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนคุณภาพสูงอื่นๆ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้าด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งในประเทศไทย SKYWORTH PV พร้อมแล้วที่จะเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยโซลูชันโซลาร์คุณภาพสูงผสานกับบริการ EPC ครบวงจร งานในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลอง แต่คือจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่งของเส้นทางธุรกิจ SKYWORTH PV ในประเทศไทย สู่อนาคตแห่งพลังงานสะอาดที่เติบโต ยั่งยืน และเป็นมิตรกับโลก

ติดตามความเคลื่อนไหวและอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://th.skyworth-pv.com , E-mail: wuxinyu@skyworth.com

-(016)

รพ.จุฬาลงกรณ์ นำเทคนิคใหม่ ผ่าตัดแก้ไขผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นสำเร็จ! แห่งแรกในประเทศไทย แห่งที่สี่ในเอเชีย

รพ.จุฬาลงกรณ์ นำเทคนิคใหม่ ผ่าตัดแก้ไขผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นสำเร็จ! แห่งแรกในประเทศไทย แห่งที่สี่ในเอเชีย

รพ.จุฬาลงกรณ์ นำเทคนิคใหม่ ผ่าตัดแก้ไขผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นสำเร็จ! แห่งแรกในประเทศไทย แห่งที่สี่ในเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.11 น.

รพ.จุฬาลงกรณ์ นำเทคนิคใหม่ ผ่าตัดแก้ไขผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) สำเร็จ! แห่งแรกในประเทศไทย แห่งที่สี่ในเอเชีย

7 กรกฎาคม 2568 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยทีมแพทย์ ศูนย์นิทราเวช ฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา ฝ่ายอายุรศาสตร์ (หน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤต) ฝ่ายการพยาบาล และฝ่ายวิสัญญีวิทยา ได้ทำการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ด้วยเทคนิคใหม่ได้สำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และแห่งที่สี่ในเอเชีย ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รศ.พญ.นฤชา จิรกาลวสาน หัวหน้าศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และนายกสมาคมโรคจากการหลับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การนอนหลับเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โรคความผิดปกติจากการนอนหลับส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายทุกระบบ ดังนั้นศูนย์นิทราเวช และทีมแพทย์ทุกสหสาขาวิชาชีพ จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนอนหลับ จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์ในทุกปี เปิดให้บริการการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาการนอนหลับในทุกรูปแบบ โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) พบได้ถึงประมาณร้อยละ 14 ในประชากรทั่วไป โดยผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการกรน ตื่นบ่อยระหว่างคืน ง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน เป็นต้น โดยโรคนี้สามารถเพิ่มโอกาสการเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด การรักษาหลักคือการใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก แต่อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถทนต่อการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ ทีมแพทย์จึงหาวิธีการใหม่มาช่วยในการรักษา ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และมีความเหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละราย โดยล่าสุดนี้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ประสบความสำเร็จในการใช้เทคนิคพิเศษผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับรุนแรง ระดับปานกลางถึงรุนแรงมาก ด้วยวิธีการกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 (HGNS) โดยเป็นเทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง แผลผ่าตัดเล็ก ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นแห่งแรกของประเทศไทย และเป็นแห่งที่สี่ในเอเชีย หลังจากประเทศญี่ปุ่น ประเทศสิงคโปร์ และประเทศฮ่องกง ที่ขณะนี้มีการรักษาด้วยวิธีนี้ โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จะเปิดการรักษาด้วยวิธี HGNS ในอนาคตอันใกล้ ผู้ป่วยที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าของการรักษาด้วยนวัตกรรมนี้ได้จากข่าวสารของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์”

ทางด้าน ผศ. (พิเศษ) พญ. นทมณฑ์ ชรากร หัวหน้าหน่วยโสต ศอ นาสิกวิทยาการนอนหลับ ฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีศักยภาพสูงในการดูแลผู้ป่วยที่มีโรคจากการนอนหลับทุกประเภท ทุกสหสาขาวิชาชีพทำงานร่วมกันในการดูแลกลุ่มผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น โดยผู้ป่วยที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดแบบ HGNS ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ โดยต้องมีระดับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ไม่สามารถทนการรักษาด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกได้ และมีข้อบ่งชี้ตามเกณฑ์กำหนด 

การผ่าตัดแบบ HGNS จัดว่าเป็นเทคนิคการผ่าตัดทางเดินหายใจใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง แผลผ่าตัดเล็ก ความเจ็บหลังผ่าตัดน้อย และการฟื้นตัวเร็ว ปัจจุบันอุปกรณ์ดังกล่าวที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งประเทศไทย (อ.ย.) เมื่อปี พ.ศ. 2567 หลักการของการผ่าตัดคือ การฝังเครื่องกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 (Hypoglossal Nerve) เป็นกล่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ฝังลงไปในร่างกาย (Implantable Device) ที่บริเวณเหนือกล้ามเนื้อหน้าอก เพื่อส่งสัญญาณกระตุ้นไฟฟ้าที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 ทางฝั่งขวา เฉพาะแขนงที่ทำให้กล้ามเนื้อลิ้น (Genioglossus Muscle) เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ขณะที่มีอุปกรณ์จับสัญญาณการเคลื่อนไหวของทรวงอกว่ากำลังหายใจเข้า บริเวณชายโครงด้านขวา ทำให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง อุปกรณ์จะปล่อยพลังงานไฟฟ้าในขนาดที่เหมาะสม โดยการปรับสัญญาณไฟฟ้าให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ป่วยสามารถเปิด ปิดอุปกรณ์ ผ่านทางรีโมทคอนโทรลที่ใช้งานง่าย เพียงกดปุ่มเดียว เพื่อเปิดใช้งานก่อนเข้านอนและปิดเมื่อตื่นนอน วิธีนี้เป็นการรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นที่มีมาแล้วมากกว่า 10 ปี ผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration: FDA) เมื่อปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ.2014) มีหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงประสิทธิภาพการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและผลลัพธ์ดี ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการทำหัตถการนี้เกิดขึ้นภายในประเทศไทย”

รศ.นพ. ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวสรุปว่า “นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ทีมแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สามารถนำเทคนิคนี้มารักษาผู้ป่วยได้สำเร็จเป็นที่แรกของประเทศไทย และเป็นลำดับที่สี่ของเอเชีย เป็นการเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้กับกลุ่มผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นที่มีความประสงค์จะรักษาด้วยเทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่นี้ จำเป็นต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และมีข้อบ่งชี้ตามเกณฑ์ เพื่อความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด”

-(016)

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา เดินหน้าผลักดัน ‘การทูตเพื่อการพัฒนา’ เพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา เดินหน้าผลักดัน 'การทูตเพื่อการพัฒนา' เพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา เดินหน้าผลักดัน ‘การทูตเพื่อการพัฒนา’ เพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงด้านสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา เดินหน้าผลักดัน “การทูตเพื่อการพัฒนา” ผ่านการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่บุคลการด้านการแพทย์และสาธารณสุขของสาธารณรัฐคีร์กีซและทาจิกิสถาน

ระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2568 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา ได้เดินหน้าผลักดันบทบาทของไทยในด้าน “การทูตเพื่อการพัฒนา” (Development Diplomacy) ผ่านโครงการส่งเสริมการทูตเพื่อการพัฒนาของไทยผ่านการเสริมสร้างขีดความสามารถในด้านความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจากสาธารณรัฐคีร์กีซและสาธารณรัฐทาจิกิสถาน ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

ในโอกาสนี้ นางปิยะพิณ นิยมฤกษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา ได้ มอบหมายให้ ดร. อรทัย ภูบุญลาภ กูนาซีลาน ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตฯ นำอาจารย์แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิจาก International Higher School of Medicine แห่งสาธารณรัฐคีร์กีซ และ Avicenna Tajik State Medical University แห่งทาจิกิสถาน จำนวน 8 ท่าน เดินทางเยือนไทยเพื่อศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการแพทย์และสาธารณสุขกับหน่วยงานชั้นนำของไทย

กรุงเทพฯ: ศึกษาดูงานและต่อยอดความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำของไทย

การเยือนเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ คณะฯ ได้รับการต้อนรับจากนาวาอากาศตรีหญิง แพทย์หญิงสุรางคณา เตชะไพฑูรย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ในการเยี่ยมชมโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเด็กเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

จากนั้น คณะฯ ได้เยี่ยมชมโรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ โดยมี นายแพทย์ศรัณย์ อินทกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ  ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของโรงพยาบาล ก่อนเดินทางไปศึกษาดูงานที่โรงพยาบาล BNH ซึ่งคณะฯ ได้รับทราบเรื่องความโดดเด่นด้านศัลยกรรมกระดูกและบริการพรีเมียม

คณะฯ ยังได้เข้าพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย และ ดร. ฐากูร พานิช รักษาการรองเลขาธิการจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันและแนวทางการต่อยอดความร่วมมือ โดยในโอกาสดังกล่าว คณะฯ ได้รับฟังการบรรยายจากทีมแพทย์ของวิทยาลัยฯ เรื่อง ชการบรรยายเรื่องการจัดการวิกฤตโรคติดเชื้อและการตอบสนองต่อภัยพิบัติฉุกเฉิน พร้อมเยี่ยมชมโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้พบหารือกับคณะผู้บริหารของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งให้ข้อมูลด้านการศึกษาวิชาชีพแพทย์ การวิจัย และบทบาทต่อสังคมของสถาบันการแพทย์ชั้นนำของประเทศ รวมถึงการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือที่มีศักยภาพในอนาคตระหว่างกัน

ขอนแก่น: แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านโรคเขตร้อนและการแพทย์ชุมชน

จากนั้น คณะฯ ได้เดินทางสู่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้านโรคเขตร้อนและการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะนายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและการหารือแนวทางในการสร้างความสัมพันธ์อันดีร่วมกันในด้านการศึกษา การท่องเที่ยว การแพทย์ และด้านอื่น ๆ ในระดับภูมิภาค จากนั้น คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมคารวะรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และทีมผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฯ ตลอดจนเยี่ยมชม โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี รวมถึง ACRO ซึ่งเป็นศูนย์บริหารจัดการวิจัยคลินิก ที่สำคัญ คณะฯ ได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสำราญ และ หน่วยบริการปฐมภูมิสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ด้านการส่งเสริมสุขภาพสำหรับคนไทยในระดับชุมชม โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก

พัทยา: ผสานสุขภาพกับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

ในช่วงสุดท้ายของโครงการฯ คณะฯ เดินทางไปยังเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี หนึ่งในเมืองนำร่องด้าน Medical Tourism ของไทย โดยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลเอกชนในพื้นที่ อาทิ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา และโรงพยาบาลพัทยาเมโมเรียล โดยได้ศึกษารูปแบบการให้บริการทางการแพทย์ที่ผสานเข้ากับการพักผ่อนอย่างครบวงจร นอกจากนี้ คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมชายหาดและสถานที่ท่องเที่ยวในเขตเมืองพัทยา เพื่อเข้าใจความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชียกลางที่ไม่มีพื้นที่ติดทะเล และเล็งเห็นโอกาสในการส่งเสริมไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับภูมิภาค

จากความรู้สู่ความร่วมมือ จากความร่วมมือสู่มิตรภาพ เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของมวลมนุษยชาติ

โครงการส่งเสริมการทูตเพื่อการพัฒนาของไทย ผ่านการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงทางสุขภาพให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจากสาธารณรัฐคีร์กีซและสาธารณรัฐทาจิกิสถาน เป็นข้อริเริ่มของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมทั้งสองประเทศ โดยยึดหลักว่า ประเทศไทยในฐานะที่มีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สามารถแบ่งปันองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดีให้แก่ประเทศมิตรในภูมิภาคเอเชียกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการเยือนไทยภายใต้โครงการดังกล่าว คณะอาจารย์แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากสาธารณรัฐคีร์กีซและทาจิกิสถาน ทั้ง 8 ท่าน ต่างประทับใจในมิตรไมตรีอันอบอุ่นและซาบซึ้งต่อการแบ่งปันองค์ความรู้ทางการแพทย์อย่างเปิดกว้างและจริงใจของฝ่ายไทย

โครงการนี้จึงสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้าน การทูตเพื่อการพัฒนา (Development Diplomacy) และศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านสุขภาพ การแพทย์ และการพัฒนา มาผนวกรวมเข้ากับความร่วมมือทางการทูต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาคมโลกอย่างยั่งยืน

-(016)

DERMOND เผยบูติกแฟลกชิปสโตร์โฉมใหม่ เพื่อคนรักไฟน์จิวเวลรี่

DERMOND เผยบูติกแฟลกชิปสโตร์โฉมใหม่ เพื่อคนรักไฟน์จิวเวลรี่

DERMOND เผยบูติกแฟลกชิปสโตร์โฉมใหม่ เพื่อคนรักไฟน์จิวเวลรี่

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

DERMOND แบรนด์ไฟน์จิวเวลรี่สัญชาติไทย เปิดตัวบูติกแฟลกชิปสโตร์โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ Reimagine Luxury ณ สยามพารากอน สะท้อนภาพลักษณ์ของความเป็น Global Thai Fine Jewelry House อย่างแท้จริง พร้อมส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับชวนทุกท่านร่วมสัมผัส ‘ความอบอุ่น’ และค้นหาความหมายแห่ง ‘ความหรูหรา’ ที่แตกต่าง ถ่ายทอดผ่านเรื่องราว คุณค่า และตัวตน สะท้อนงานดีไซน์ร่วมสมัย อันสะท้อนถึงความประณีตและความงามสง่าของเฮาส์แบรนด์

ภายใต้นิยามและแนวคิด “Reimagine Timeless Luxury” ที่ถูกนำกลับมาตีความหมายใหม่ ในแบบฉบับของ DERMOND ที่เชื่อว่าการออกแบบลักซ์ชูรี รีเทล ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่แสดงถึงความงามของสุนทรียศาสตร์ แต่ควรเป็นพื้นที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าหรือผู้เยี่ยมชม ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นและมีชีวิต ในพื้นที่อันเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรายละเอียดที่ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นมาใหม่ เพื่อคงอยู่เหนือกาลเวลา และเป็นหนึ่งในหมุดหมายใหม่ที่คนรักไฟน์จิวเวลรี่ทั้งในและต่างประเทศยกให้เป็นสถานที่ชวนฝันในการเข้าชมและร่วมสัมผัสประสบการณ์

เริ่มต้นตั้งแต่วิชวลงานออกแบบสถาปัตย์บริเวณด้านหน้าบูติก ที่สะท้อนถึงความพิเศษ และแรงบันดาลใจจากเส้นสายโลโก้ของแบรนด์ DERMOND ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของเส้นไฟเรืองรองอันเฉียบคม ตัดกับผิววัสดุแบบด้านและวาว สะท้อนอารมณ์และเชื่อมโยงสไตล์ที่ยั่งยืนอย่างสร้างสรรค์ นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่อันน่าจดจำ พร้อมชวนเปิดประตูสัมผัสค้นพบความสวยงามที่สะท้อนคุณค่าเหนือกาลเวลา

ภายในบูติกพื้นที่ประมาณ 200 ตารางเมตร ตกแต่งด้วยพื้นไม้โทนอุ่น ด้วยแพทเทิร์นลายพิเศษ อันเป็นดีไซน์เฉพาะตัว โดยพื้นที่ภายในแบ่งเป็นโซนดิสเพลย์ต่างๆ เชื่อมโยงกันด้วยความโค้งเว้าอย่างมีชั้นเชิง เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นด้วยผนังผิวสัมผัสโทนสีวอร์ม สร้างบรรยากาศให้ดูอบอุ่น ผ่อนคลาย เป็นกันเองรับกับแสงและประกายของเพชรอย่างสมดุล เกิดเป็นความทรงจำส่วนตัว ในการสัมผัสกับไฟน์จิวเวลรี่ชิ้นโปรดแบบฉบับของคุณ ผ่าน 3 โซนหลัก ที่พร้อมถ่ายทอดคุณค่าและเรื่องราว DERMOND ไว้อย่างครบถ้วน เริ่มด้วย

Bridal Zone  มุมที่สะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกของคู่รัก ถ่ายทอดความอบอุ่นและงดงามของแหวนหมั้นเพชรน้ำงามคุณภาพสูง และดีไซน์ตัวเรือนที่หลากหลายแบบไร้รอยต่ออันเป็นเอกลักษณ์ของการผลิตคุณภาพสูงเช่นเดียวกับ High Jewelry ทั้งแบบเรียบง่ายหรือหรูหราให้ลองสัมผัส เพราะ DERMOND เชื่อว่าความแตกต่างในความต้องการของลูกค้าทุกคู่ คือ สิ่งที่เราใส่ใจนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งรักนิรันดร์แต่คงไว้ซึ่งความหมายส่วนตัวที่สัมผัสได้ด้วยใจของผู้ครอบครองในวันสำคัญ

Classic Zone ไม่ว่าจะเป็นเทนนิสเบรซเลต หรือต่างหูเพชรเม็ดเดี่ยว ทุกชิ้นได้รับการคัดเลือกเพชรคุณภาพสูง ประกอบขึ้นด้วยความประณีตและนวัตกรรมอันแม่นยำ พร้อมฟังก์ชั่นที่ช่วยทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกมั่นใจผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทุกชิ้นถ่ายทอดเทคนิคการผลิตแบบพิเศษผ่านความชำนาญและใส่ใจในงานดีไซน์ ตอบรับการสวมใส่ในโอกาสที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าแห่งการครอบครองผ่านการผสานอดีตสู่ปัจจุบัน และพร้อมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างงดงาม

Collection Zone มุมแสดงชิ้นงานออกแบบซิกเนเจอร์ของแบรนด์ DERMOND เริ่มต้นด้วย Absolute Deco คอลเลกชันที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือเชิงศิลป์ขั้นสูงโดยช่างฝีมือชำนาญการกว่า 33 ปี ที่สะท้อนถึงศิลปะในยุค Art Deco โดยตัวผลงานสะท้อนถึงความหรูหราผ่านเส้นโค้งที่อ่อนช้อยอันเฉียบคมแสดงถึงรายละเอียด ความวิจิตร ในฉบับของ Art Element ที่ยังได้รับการต้อนรับอย่างสูงต่อเนื่องมาในปัจจุบัน จนถึง Chic Collection – คอลเลกชันใหม่ล่าสุดที่นำเสนอผ่านมุมมองที่ต่างไปจากเดิม แต่ยังแฝงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้อย่างแยบยล ไม่ว่าจะเป็นเม็ดทองทรงโดมที่สื่อถึงความไม่สิ้นสุด เพชรหยดน้ำที่หันหน้าประสานกันแสดงถึงความสมดุล โดดเด่นด้วยอิสระการจัดวางเพชรในรูปแบบ Fancy Eternity สะท้อนภาพลักษณ์ ความสนุก เสริมความโดดเด่นของผู้สวมใส่ให้แตกต่าง Chic Collection จึงไม่ใช่เพียงเครื่องประดับ แต่คือปรัชญาความงามรูปแบบใหม่ที่แสดงถึงความงดงามอย่างมีคาแรคเตอร์

DERMOND Experience ส่งมอบคุณค่าความประทับใจพร้อมใส่ใจในทุกรายละเอียด Private Zone พื้นที่ส่วนตัว พร้อมคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญจาก DERMOND ให้การต้อนรับและรองรับลูกค้าวีไอพี หรือการออกแบบสินค้าเฉพาะบุคคลหรือปรับแต่งแบบพิเศษ (Bespoke Service)

พร้อมเสิร์ฟความเพลิดเพลินจากไอศกรีมโฮมเมดระดับพรีเมียมสัญชาติไทย เจลาโต Aricha ที่คัดสรรเมนูพิเศษพร้อมต้อนรับลูกค้าผู้มาเยือนด้วยสูตรพิเศษจากแบรนด์ DERMOND

ในความพิเศษทั้งหมดที่กล่าวมานั้น บูติกแห่งนี้ยังคงไว้ซึ่งความเป็น Craftsmanship ของแบรนด์ไทย โดยได้รับความร่วมมือจากแบรนด์ชั้นนำที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้านนำทีมการออกแบบโดย Paradigm Shift   ตกแต่งงานศิลป์ดอกไม้จากแบรนด์ Heartmade by Kig และแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจาก VERTIER ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดความงามร่วมสมัย ผ่านคุณค่างานฝีมือของคนไทยอย่างกลมกลืน ในบรรยากาศอบอุ่นเสมือนบ้าน ที่เต็มไปด้วยจิวเวลรี่คุณภาพระดับโลก

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ตอกย้ำจุดยืนของ DERMOND ในฐานะเฮาส์แบรนด์ที่ชัดเจนในด้าน “Crafted in Thai, Globally Inspired” ชูความเชื่อมั่นในงานฝีมือคุณภาพสูง มาตรฐานสากล และบริการหลังการขาย และได้รับการตอบรับด้วยดีเสมอมาจากกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ให้ความเชื่อถือไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย การ์ตาร์ คูเวต ดูไบ และอีกมากมาย

เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์การสวมใส่ไฟน์จิวเวลรี่ที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย สะท้อนความงดงามของคุณไปกับ บูติกโฉมใหม่ ณ สยามพารากอน ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ปัจจุบันร้าน เดอมอนด์ ในประเทศไทย มีทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ สยามพารากอน เวลา 12.00-20.00 น. โทร. 02-129-4355-6 เมกา บางนา เวลา 11.30-19.00 น. โทร. 02-105-2056 เซ็นทรัล ชิดลม เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 061-898-2254 One Bangkok เวลา 11.30-20.00 น. โทร. 083-989-1716 เซ็นทรัล พัทยา เวลา 12.00-20.00 น. โทร. 038-043-272

เปิดพื้นที่ ‘นครพนมโมเดล’ ต้นแบบระบบสุขภาพจากฐานราก ขับเคลื่อน อสม.เป็นกลไกหลัก ดันชุมชนสู่ภาวะ ‘เบาหวานหายได้’

เปิดพื้นที่ 'นครพนมโมเดล' ต้นแบบระบบสุขภาพจากฐานราก ขับเคลื่อน อสม.เป็นกลไกหลัก ดันชุมชนสู่ภาวะ 'เบาหวานหายได้'

เปิดพื้นที่ ‘นครพนมโมเดล’ ต้นแบบระบบสุขภาพจากฐานราก ขับเคลื่อน อสม.เป็นกลไกหลัก ดันชุมชนสู่ภาวะ ‘เบาหวานหายได้’

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.12 น.

สสส. – ภาคีภาคอีสาน เปิดพื้นที่ “นครพนมโมเดล” ต้นแบบระบบสุขภาพจากฐานราก ขับเคลื่อน อสม.เป็นกลไกหลัก ดันชุมชนสู่ภาวะ “เบาหวานหายได้” บูรณาการภาคีท้องถิ่น – บริการสุขภาพ หนุนระบบดูแลสุขภาพปฐมภูมิ หากทุกภาคส่วนร่วมมือพัฒนาโมเดลสุขภาพที่ยั่งยืนบนฐานพลังชุมชน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 7 ลงพื้นที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนางัว อ.บ้านแพง เพื่อศึกษาดูงานโครงการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ร่วมกับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) และ ที่ โรงพยาบาลโพนสวรรค์ ต.โพนสวรรค์ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลสำเร็จ การบริหารจัดการในชุมชนด้านการป้องกันแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อ (NCDs) โดยเฉพาะโรคเบาหวาน

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการกองทุน สสส. และประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 7 สสส. กล่าวว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือโรคเรื้อรังที่เกิดจากภาวะ ดื้ออินซูลิน และผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งคือ ความอ้วน ปัจจุบันความชุกโรคเบาหวานในไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายในปี 2540 พบความชุกจากร้อยละ 4.8 เพิ่มขึ้นเป็น 9.5% ในปี 2563 หากใช้การวินิจฉัยโดยระดับน้ำตาลช่วงอดอาหารเป็นเกณฑ์การวินิจฉัย แต่หากวัดระดับน้ำตาลเฉลี่ยในเลือดย้อนหลัง 2–3 เดือนเป็นเกณฑ์การวินิจฉัยร่วมด้วย จะพบว่า ความชุกของผู้เป็นเบาหวานสูงถึง 11% ในจำนวนนี้มีผู้ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมายเพียง 26.3% จึงเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ เบาหวานจอตา ตาบอด ไตวาย เท้าเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด จ. นครพนม เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการทำงานบูรณาการระหว่าง ภาคบริการสุขภาพกับภาคประชาชนในระดับปฐมภูมิ ที่ สสส. ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันและสงบโรค NCDs อย่างเบาหวาน โดยใช้ ชุมชนเป็นฐาน และ อสม.เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

จ.นครพนม ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านทุนชุมชน ความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย และการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงถูกเลือกเป็น พื้นที่นำร่อง ในการพัฒนารูปแบบการให้บริการสุขภาพที่เน้น การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งตอบโจทย์อย่างยิ่งในบริบทของโรค NCDs เช่น เบาหวาน ที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และการติดตามภาวะสุขภาพ อสม. คือกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับระบบบริการสุขภาพ ไม่ใช่แค่ผู้ส่งต่อข้อมูล แต่เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม และเป็นแรงผลักดันให้สุขภาวะเกิดขึ้นได้จริงในทุกครัวเรือน สสส. ในฐานะองค์กรขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพ สานพลังกับภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนากลไกเชิงระบบ ที่ไม่เพียงแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะหน้า แต่สร้างระบบสุขภาพที่ ต่อเนื่อง ยั่งยืน และมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง ผ่านยุทธศาสตร์ ‘พลังปัญญา-พลังสังคม-พลังนโยบาย’ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ หากคนในชุมชนสามารถดูแลกันเองได้ ก็จะได้ระบบสุขภาพที่มีความเข้มแข็งจากฐานราก สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และลดภาระของระบบรักษาในระยะยาว การลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการไปเยี่ยมชม แต่เป็นการยืนยันว่า ‘เบาหวานหายได้’S ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นไปได้จริง หากเรามีระบบที่หนุนเสริมกันทั้งภาคบริการ ภาคประชาชน และภาคนโยบาย บนฐานของความเข้าใจและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากชุมชน” รศ.นพ.สรนิต กล่าว

นพ.วิพุธ พูลเจริญ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย ผู้รับผิดชอบโครงการสาธารณสุขมูลฐานเขตเมือง แนวรุกสู่การป้องกันและสงบเบาหวาน กล่าวว่า โครงการสาธารณสุขมูลฐานเขตเมือง แนวรุกสู่การป้องกันและสงบเบาหวาน เป็นการขยายผลจากโครงทดลองระบบบริการสุขภาพสร้างเสริมในเขตเมืองช่วงโควิด-19 โดยมีเป้าหมายป้องกันการเกิดผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบ (DM Remission) ผ่านแนวทาง “Personalized & Precision Primary Health Care” ที่เน้นการสร้างระบบร่วมจัดการระหว่างหน่วยบริการสุขภาพและสาธารณสุขมูลฐานชุมชน โดยใช้พื้นที่ อ.โพนสวรรค์เป็นจุดนำร่อง ซึ่งมีพฤติกรรม เช่น การบริโภคอาหารสำเร็จรูปและการเคลื่อนไหวน้อย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวาน โดยมีพื้นที่ทดสอบ ได้แก่ ชุมชนบ้านเสาเล้า 4 หมู่บ้าน ที่มีโครงสร้างเครือญาติกลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อที่เข้มแข็ง และมีทุนทางสังคมพร้อมต่อการจัดการสุขภาพ

“ข้อมูลในพื้นที่ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ปี 2567 พบผู้ป่วยเบาหวาน 731 คน เพิ่มขึ้นจาก 654 คนในปี 2565 และ 59.9% ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ขณะที่ 476 คนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลโพนสวรรค์ ได้ริเริ่มคลินิก ‘DM Remission’ โดยนำโภชนบำบัดแบบ Low Carb มาใช้ พร้อมจัดโปรแกรมดูแลร่วม 8 สัปดาห์ มีกลุ่มเป้าหมาย 100 คน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ด้วยกลไก 6 ระบบ ได้แก่ ระบบข้อมูล ระบบบริการกำลังคน ระบบทรัพยากร ระบบเทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการ  ระบบสร้างความรอบรู้ ผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ การสร้างพื้นที่บริการร่วม ที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ด้านสุขภาพ การปรับพฤติกรรม และการติดตามเฉพาะบุคคล มีเป้าหมายขยายเป็นระบบบริการประจำในปี 2568 พร้อมเชื่อมโยงกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผสานเทคโนโลยีและภาคีเครือข่ายเพื่อควบคุมโรคเบาหวานอย่างตรงจุด” นพ.วิพุธ กล่าว

นายวิฑูรย์ แก้วแก่น อสม.ตำบลไผ่ล้อม อ.บ้านแพง จ.นครพนม อสม.ดีเด่นระดับชาติ สาขาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ประจำปี 2562 กล่าวว่า ผลงานเด่น “สายรู้ สายลับ” เป็นการสร้างเกราะป้องกันคุ้มครองสุขภาพ โดยอบรมให้ความรู้เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ทำงาน 2 เครือข่าย 1. เครือข่ายสายรู้ คือกลุ่มนักเรียน กลุ่มสรภัณฑ์ และกลุ่มรถโมบายคุ้มครองผู้บริโภค ประชาชนทำหน้าที่ร่วมกับชมรมคุ้มครองผู้บริโภค ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลภัยสุขภาพต่าง ๆ คำแนะนำในสถานศึกษา งานบุญต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อการโฆษณาชวนเชื่อ รวมถึงรับเรื่องร้องเรียน 2. เครือข่ายสายลับ คือประชาชนทั่วไป ทำหน้าที่สุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำหน่ายในสถานศึกษา และชุมชน เช่น ร้านชำ รถเร่ รถพุ่มพวงในชุมชนทุกสัปดาห์ หากพบร้านค้าขายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ จะดำเนินการแจ้งชมรมคุ้มครองผู้บริโภคทันที โดยผู้ประกอบการจะต้องแก้ไขภายใน 1 สัปดาห์ และห้ามจำหน่ายสินค้าดังกล่าว จากการดำเนินงานพบว่าประชาชนสามารถตัดสินใจในการรับบริการด้านสุขภาพ บริโภคผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยต่อสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน

นางปรางทิพย์ ผาลี อสม.ตำบลนางัว อ.บ้านแพง อสม.ดีเด่นระดับชาติ สาขาการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ ประจำปี 2567 กล่าวว่า การทำงาน “ยุทธศาสตร์ 5-5-5 พิชิตโรคไม่ติดต่อ” โดยร่วมมือกับคนในชุมชน กลุ่มองค์กร ภาคีเครือข่ายสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาด้านสุขภาพของคนในชุมชนผ่านการประชาคมหมู่บ้าน พบปัญหาสุขภาพที่ต้องแก้ไข 1. โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง 2. โรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ 3. โรคไต นำไปสู่การขับเคลื่อนการป้องกันและควบคุมโรค NCDs ภายใต้ธรรมนูญสุขภาพตำบลนางัว และ “ยุทธศาสตร์ 5-5-5 พิชิตโรคไม่ติดต่อ” ประกอบด้วย 5 พันธมิตร 5 เริ่ม 5 ลงมือ เริ่มจาก 5 พันธมิตร ขับเคลื่อนการดำเนินงานการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อในชุมชน ได้แก่ อบต.นางัว ผู้นำชุมชน รพ.สต.นางัว อสม. วัดพืชมงคลธรรมรักษ์ 5 เริ่ม คือ เริ่มคิด ประชุมร่วมกับ อบต. รพ.สต. ผู้นำชุมชน อสม. ดำเนินการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อในหมู่บ้านทุกเดือน 5 ลงมือ คือ ลงมือสร้างองค์ความรู้โรคไม่ติดต่อในชุมชน

“กลุ่ม อสม. ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ 3อ. 2ส. ได้แก่ อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา วิถีชุมชนคนร่มโพธิ์ทอง ให้ความรู้แก่ชาวบ้านร่มโพธิ์ทองทุกเดือน ลงมือคัดกรองโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ วัดความดันโลหิต เจาะน้ำตาลปลายนิ้ว ชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว ประเมินพฤติกรรมเสี่ยงโดยแอปพลิเคชัน Thai CV Risk Score ลงมือสอดส่องเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อในชุมชน มีกิจกรรม ‘คู่หู คู่คิด พิชิตพฤติกรรมเสี่ยง’ โดย อสม.จับคู่กับกลุ่มเสี่ยงเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่อยู่ในเขตรับผิดชอบประเมินผลกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน/ความดันโลหิตสูงทุกเดือนระยะเวลา 1 ปี ลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพใช้หลัก 3อ. 2ส. ผลสำเร็จที่ได้ทำให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาร่วมกันและวางแผนแก้ปัญหาได้ดี สามารถต่อยอดขยายผลไปใช้ในหมู่บ้านเขตรับผิดชอบตำบลนางัว 10 หมู่บ้าน และรพ.สต.ทั้ง 8 แห่ง ในเขต อ.บ้านแพง” นางปรางทิพย์ กล่าว

-(016)

ฉลอง 50 ปี มิตรภาพไทย-จีน ซีพี-ไทยเบฟ-สภาอุตฯ และสภาหอฯ ชวนคนไทยชื่นชมมรดกศิลปะจีนผ่าน “งิ้วแต้จิ๋ว” มหาอุปรากรสะท้านปฐพี 7 วันเต็ม 16 เรื่อง ณ ไอคอนสยาม

ฉลอง 50 ปี มิตรภาพไทย-จีน ซีพี-ไทยเบฟ-สภาอุตฯ และสภาหอฯ  ชวนคนไทยชื่นชมมรดกศิลปะจีนผ่าน “งิ้วแต้จิ๋ว” มหาอุปรากรสะท้านปฐพี 7 วันเต็ม 16 เรื่อง ณ ไอคอนสยาม

ฉลอง 50 ปี มิตรภาพไทย-จีน ซีพี-ไทยเบฟ-สภาอุตฯ และสภาหอฯ ชวนคนไทยชื่นชมมรดกศิลปะจีนผ่าน “งิ้วแต้จิ๋ว” มหาอุปรากรสะท้านปฐพี 7 วันเต็ม 16 เรื่อง ณ ไอคอนสยาม

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

ในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ,สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน, สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย, ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพมหานคร, ไทยเบฟเวอเรจ,ธนาคารกรุงเทพ, ไอคอนสยาม, Huawei ZTE  Midea และTencent จัดการแสดง “มหาอุปรากรสะท้านปฐพี” โดยคณะ กึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง งิ้วแต้จิ๋วอันดับหนึ่งจากสาธารณรัฐประชาชนจีน  ซึ่งจะจัดแสดง 16 เรื่องไม่ซ้ำ ตลอด 7 วัน ระหว่างวันที่ 10–16 กรกฎาคม 2568 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม พร้อมคำบรรยายภาษาไทย–จีน การแสดงในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงความบันเทิงทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมจีนอันทรงคุณค่า สู่ใจคนรุ่นใหม่ และร่วมสร้าง “ความทรงจำร่วม” ระหว่างสองประเทศ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ความทรงจำคือสิ่งที่สร้างตัวตนของเรา ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่เติบโตมากับสองวัฒนธรรม ทั้งไทยและจีน ซึ่งเต็มไปด้วยคุณค่าทางจิตใจ การชมมหาอุปรากรจีนในครั้งนี้ เป็นเหมือนทางลัดให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจความรัก ความกตัญญู และความจงรักภักดีที่สองวัฒนธรรมมีร่วมกัน งิ้วไม่ใช่แค่การแสดง แต่ยังสื่อถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งของประชาชนทั้งสองชาติ”

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์

ในขณะที่ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผมมีความผูกพันกับงิ้วมาตั้งแต่วัยเด็ก เคยติดตามคุณแม่และอาม่าไปชมงิ้วบ่อย ๆ  แม้ในตอนนั้นจะยังไม่เข้าใจเนื้อเรื่องมากนัก แต่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรี การแสดง และขนมอร่อย ได้กลายเป็นความทรงจำที่อบอุ่นในใจ เป็นภาพจำที่สนุกสนาน เป็นความทรงจำในวัยเด็กที่น่าประทับใจ ถึงแม้จะจำเรื่องของงิ้วไม่ได้  แต่งิ้ว หรือ“อุปรากรจีน” ไม่ได้เป็นเพียงการแสดง แต่สอนให้เห็นถึงเรื่องราววิถีชีวิตของคน ที่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของวัฒนธรรมอย่างมากมาย จึงขอเชิญชวนผู้มีความผูกพันกับวัฒนธรรมจีน และคนรุ่นใหม่ มาร่วมชมงิ้วแต้จิ๋วในครั้งนี้ เพื่อสัมผัสรากวัฒนธรรมที่งดงามและเรียนรู้คุณธรรมที่สืบทอดผ่านรุ่นสู่รุ่น”

 นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 

สำหรับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความทรงจำที่ไม่รู้ลืมของงิ้วแต้จิ๋วว่า “เคยได้ยินได้ฟังมาจากคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยได้สัมผัสของจริง จึงทำให้วันนี้ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ในอีกไม่กี่วัน ผมจะได้สัมผัสการแสดงอันทรงคุณค่าที่เคยมีความทรงจำในวัยเด็กพร้อมยังทิ้งท้ายถึงคนไทยเชื้อสายจีนด้วยว่า “ถึงคนไทยเชื้อสายจีนเหมือนผม ท่านต้องมาดูให้เห็นกับตาและมาสัมผัสด้วยตัวท่านเองให้ได้ อย่าเพียงฟังจากคนอื่นเล่า ถึงแม้บางท่านจะฟังภาษาจีนแต้จิ๋วไม่ค่อยได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่า ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้จะช่วยให้ท่านเข้าใจเนื้อหาและการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมได้มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การแสดงอุปรากรจีนในครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพไทย–จีนที่แน่นแฟ้นและยาวนาน โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต การที่คณะงิ้วอันดับหนึ่งจากเมืองซัวเถาเดินทางมาแสดงสดถึงไทย พร้อมบรรยาย 2 ภาษา ตลอด 7 วัน 16 เรื่อง ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ไม่ควรพลาด พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสศิลปะจีนอันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นสื่อกลางแห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ”

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

งิ้วแต้จิ๋ว หรือ เฉาโจวโอเปร่า เป็นศิลปะการแสดงเก่าแก่กว่า 590 ปี ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” โดดเด่นด้วยเสียงร้องในสำเนียงแต้จิ๋ว ท่วงท่าที่งดงามประณีต ดนตรีพื้นบ้านที่ไพเราะ และเครื่องแต่งกายที่มีเอกลักษณ์ เปรียบได้กับ “โอเปร่าแห่งตะวันออก” ที่เล่าเรื่องผ่านอารมณ์และคุณธรรม และสำหรับการแสดง “มหาอุปรากรสะท้านปฐพี” ครั้งนี้ โดยคณะกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง จากเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง นับเป็นคณะงิ้วแต้จิ๋วระดับแนวหน้าของจีน เคยจัดแสดงทั่วโลก ทั้งในฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ฝรั่งเศส และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ อาทิ รางวัลศิลปินยอดเยี่ยม “เยาเสวียนเชียว” และรางวัล Plum Blossom Award จาก The China Theatre เป็นต้น

ทั้งนี้ เรื่องราวที่คณะงิ้วกึงตังเตี่ยเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง จะนำมาแสดงที่เมืองไทยในครั้งนี้ ได้คัดสรรมาจากบทประพันธ์คลาสสิกที่ถ่ายทอดคุณค่าความดีและจริยธรรมทั้งหมด 16 เรื่อง ตลอด 7 วัน ไม่ซ้ำ

คืนที่ 1: พฤหัสบดีที่ 10 ก.ค. 2568 อำลาสามีที่สี่หนึ่งจิว (ยุทธภูมิสี่หนึ่งจิว)  ในช่วงปลายราชวงศ์ซ่ง “ตั่งเปี๊ยะเนี้ย” ภรรยานายทหารเมืองแต้จิ๋ว โน้มน้าวให้สามีออกรบต้านทัพหยวน แม้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้และการเสียชีวิตของสามี แต่เธอยืนหยัดต่อสู้จนวาระสุดท้าย สะท้อนความรักชาติและเสียสละอย่างสูงสุด

คืนที่ 2: ศุกร์ที่ 11 ก.ค. 2568 มเหสีฮั่นบุ๊ง ฮองเฮาโต้วจีได้พบกับน้องชายที่พลัดพรากกันนาน 12 ปี แต่เมื่อเขาถูกหลอกให้ฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐและต้องโทษประหาร เธอต้องเลือกระหว่างความรักพี่น้องกับความยุติธรรม ในที่สุดเธอยืนหยัดรักษากฎหมาย แม้ต้องสูญเสียน้องชายไป เพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องของบ้านเมือง

คืนที่ 3: เสาร์ที่ 12 ก.ค. 2568 กตัญญูสู้อยุติธรรม หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ร้ายว่าเป็นฆาตกรฆ่าแม่สามี แต่สุดท้ายความจริงเปิดเผย และผู้พิพากษาซื่อสัตย์กล้าตัดสินลงโทษลูกขุนนางผู้มีอำนาจ เป็นเรื่องราวสะท้อนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีของผู้หญิง

คืนที่ 4: อาทิตย์ที่ 13 ก.ค. 2568 พระโมคคัลลานะโปรดมารดา พระโมคคัลลานะเสี่ยงชีวิตเดินทางไปช่วยแม่จากยมโลก แม้แม่จะเคยทำกรรมชั่ว แต่ด้วยพลังแห่งความกตัญญู เขาสามารถเปลี่ยนใจเหล่ายมทูตและช่วยแม่พ้นจากบาปได้ในที่สุด

คืนที่ 5: จันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 องค์หญิงโป๊ยป้อและเต็กเช็ง แม่ทัพหนุ่มผู้ยึดมั่นในหน้าที่ ปฏิเสธการอภิเษกกับองค์หญิงต่างแคว้น แม้เกิดความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง แต่ด้วยการไกล่เกลี่ยของผู้นำ ทำให้เรื่องราวลงเอยด้วยความเข้าใจและความเสียสละเพื่อบ้านเมือง

คืนที่ 6: อังคารที่ 15 กรกฎาคม 2568 (รวมไฮท์ไลท์สำคัญ 10 เรื่อง) เรื่องที่ 1 หวนพบกันที่นครหลวง เรื่องราวความรักและความกล้าหาญของคู่รักที่ถูกขัดขวางจากครอบครัว แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เรื่องที่ 2 สัญญารักในสวนดอกไม้ เรื่องราวของคู่รักวัยเยาว์สัญญาจะครองคู่กันตลอดชีวิตท่ามกลางบรรยากาศสวนดอกไม้ เรื่องที่ 3 เปาบุ้นจิ้นขอขมา เรื่องราวของเปาบุ้นจิ้นที่ยึดมั่นความยุติธรรม ตัดสินประหารญาติผู้กระทำผิด แม้ต้องเผชิญความเข้าใจผิดจากครอบครัว เรื่องที่ 4 โรงเตี๊ยมทางสามแพร่ง เรื่องราวของเจ้าของโรงเตี๊ยมหญิงกล้าหาญช่วยเหลือชายผู้ถูกขุนนางชั่วกลั่นแกล้ง ในระหว่างช่วยเหลือเกิดความเข้าใจผิดกับนายทหาร ทำให้ทั้งสองต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือด ก่อนจะรู้ความจริงและร่วมมือกันทำภารกิจสำคัญ เรื่องที่ 5 ลำนำเพลงรัก เรื่องราวความรักระหว่างชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์และหญิงคณิกาที่ต้องพลัดพรากจากกันอย่างเจ็บปวด เรื่องที่ 6  นารีกำสรวล เรื่องราวของหญิงชาวนายากจนกลับบ้านพบลูกชายป่วยหนัก หัวใจแม่เต็มไปด้วยความหวังและความเศร้า เรื่องที่ 7 สารโยงสายใย เรื่องราวของบุตรชายค้นพบแม่แท้จริง ทำให้เกิดความขัดแย้งกับมารดาเลี้ยง ก่อนทุกคนจะเข้าใจและคืนดีกัน  เรื่องที่ 8 ปิ่นทองอลเวง เรื่องราวความเข้าใจผิดเรื่องปิ่นทอง นำไปสู่ความระแวงและการลงโทษที่สร้างความอับอายแก่คุณชายเจ้าสำราญ เรื่องที่ 9 วีรบุรุษอ่วงฉ่งห่วง เรื่องราวของแม่ทัพผู้ภักดีต้องถูกจองจำเพราะความสงสัยจากฮ่องเต้ ท่ามกลางภัยรุกรานจากศัตรู เรื่องที่ 10 หวนพบที่บ้านสกุลจก เรื่องราวของคู่รักที่พรากจากกันกลับมาพบกันอีกครั้งแต่ต้องเผชิญชะตากรรมที่ทำให้ไม่อาจครองคู่กันได้

คืนที่ 7: พุธที่ 16 ก.ค. 2568 พยัคฆ์ปักไหม  ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัยจากวรรณกรรม “สามก๊ก” ถ่ายทอดชีวิต “เฉาจื้อ” กวีหนุ่มผู้เปี่ยมพรสวรรค์ บุตรชายของโจโฉ ที่ต้องเผชิญความขัดแย้งในตระกูลและการทดสอบอันโหดร้ายจากพี่ชาย “เฉาพี” หลังการสิ้นชีวิตของบิดา เรื่องราวสะท้อนพลังของวรรณกรรม ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ และการเคารพซึ่งกันและกัน งิ้วเรื่องนี้ได้รับรางวัลอันดับ 1 ประเภทบทละครเวที จากรางวัลเถียนฮั่น ครั้งที่ 35 ถือเป็นงิ้วแต้จิ๋วเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลสูงสุดของวงการศิลปะการละครจีน

ขอเชิญทุกท่านสัมผัสมนตร์เสน่ห์ของ “งิ้วแต้จิ๋ว” การแสดงที่ผสานเสียงร้องสด ดนตรีสด เครื่องแต่งกายสุดวิจิตร และเทคนิคแสงสีเสียงร่วมสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวเข้มข้นแห่งคุณธรรม ความรัก และความกล้าหาญ พร้อมคำบรรยายไทย–จีนเต็มรูปแบบ เข้าใจง่ายทั้งสองภาษา ตรึงทุกสายตราพร้อมกันวันที่ 10-16 ก.ค. 2568 เปิดแสดงเวลา 19. 00 น. ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม

ETDA เผยโฉม 10 สุดยอดทีม ร่วมชิงชัยประชันไอเดียบนเวที EDC Pitching Season 3 รอบไฟนอล

ETDA เผยโฉม 10 สุดยอดทีม ร่วมชิงชัยประชันไอเดียบนเวที EDC Pitching Season 3 รอบไฟนอล

ETDA เผยโฉม 10 สุดยอดทีม ร่วมชิงชัยประชันไอเดียบนเวที EDC Pitching Season 3 รอบไฟนอล

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.58 น.

ETDA เผยโฉม 10 สุดยอดทีม ร่วมชิงชัยประชันไอเดีย “Digital Space Connect” บนเวที EDC Pitching Season 3 รอบไฟนอล 19 ส.ค. นี้

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมพลังพาร์ทเนอร์ เดินหน้าจัดเวทีสร้างสรรค์ไอเดีย “EDC Pitching Season 3” ประจำปี 2568 รอบไฟนอล ภายใต้แนวคิด “Digital Space Connect: เชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้สู่การพัฒนาพลเมืองดิจิทัล” พร้อมเผยโฉม10 ทีมสุดท้ายร่วมชิงชัยประชันแคมเปญที่ใช้ได้จริง สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคม ร่วมลุ้นว่าใครจะคว้ารางวัลใหญ่ รวมกว่า 200,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รู้ผลพร้อมกัน 19 สิงหาคมนี้ ถ่ายทอดสดผ่าน Facebook: ETDA Thailand

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA  กล่าวว่า “ETDA ให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะดิจิทัลของคนไทยผ่านการส่งต่อความรู้จากโครงการ ETDA Digital Citizen (EDC) ควบคู่กับการพัฒนาเครือข่าย EDC Trainer เพื่อให้เกิดการกระจายองค์ความรู้สู่ชุมชนท้องถิ่น หน่วยงาน และบุคคลทั่วไปอย่างทั่วถึง และหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ที่สนับสนุนให้เกิดการนำความรู้ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม ก็คือเวที EDC Pitching ที่เปิดให้ผู้ผ่านการอบรมจากหลักสูตร EDC Trainer ได้มีพื้นที่แสดงความคิด สร้างแคมเปญ และเครื่องมือเพื่อส่งเสริมสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน

สำหรับปี 2568 นี้ การแข่งขัน EDC Pitching มาในแนวคิด “Digital Space Connect : เชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้สู่การพัฒนาพลเมืองดิจิทัล” ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการสร้าง พื้นที่การเรียนรู้ดิจิทัลที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยมีการออกแบบโจทย์การแข่งขันให้มี 3 โจทย์ย่อยที่สอดคล้องกับความท้าทายระดับโลก ได้แก่ 1. Stronger Community Against Digital Abuse – สร้างสังคมที่เข้มแข็งเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางเทคโนโลยี  2. Digital Communication Booster – การเสริมทักษะการสื่อสารบนโลกดิจิทัล และ 3. Healthy Digital Life Balance – พักจอมาฮีลใจ ใช้แต่พอดี มีสมดุลชีวิต ทั้งสามโจทย์นี้ ไม่เพียงสะท้อนบริบทของสังคมยุคดิจิทัลยุคใหม่ แต่ยังเป็นดัชนีวัดทักษะพลเมืองดิจิทัลที่ต้องรู้เท่าทัน ปรับตัว และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ โดยมุ่งดึงพลังคนรุ่นใหม่และ EDC Trainer มาสร้างแคมเปญหรือกิจกรรมนำเสนอแนวทางใหม่ ๆ สามารถเชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้ในโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และขยายผลเชิงบวกสู่สังคมได้จริง”

หลังจากเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 10 มีนาคม – 16 มิถุนายน 2568 มีทีมสมัครเข้าร่วมกว่า 50 ทีมทั่วประเทศ ก่อนคัดเลือกอย่างเข้มข้นโดยคณะกรรมการจาก ETDA และหน่วยงานพาร์ทเนอร์ ได้แก่ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท และองค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จนได้ผู้เข้ารอบสุดท้าย 10 ทีม แบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 5 ทีม ได้แก่

รุ่นมัธยมศึกษา – อุดมศึกษา (อายุ 15–24 ปี) :

1. ทีม Digital Angel 2. ทีมลิลลี่ยูว์จะบังพี่ทำไม? 3. ทีม Touchใจ ไม่Touchจอ อยากขอโอกาสได้ไปเที่ยวสยาม 4. ทีม APB และ 5. ทีมPP Shine Power  

รุ่นบุคคลทั่วไป (อายุ 25 ปีขึ้นไป) : 1. ทีม TruthVerse 3D 2. ทีม Green white cybersafe 3. ทีม Riad Boss LV44++ 4. ทีม Readvolution และ 5. ทีม The Local People

ทั้ง 10 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าร่วมกิจกรรม Pre-Pitching Workshop กับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสื่อ การออกแบบ และการนำเสนอ ได้แก่ ได้แก่ คุณโตมร อภิวันทนากร ศิลปินและนักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่จะถ่ายทอดวิธีคิดและเทคนิคการสื่อสารผ่านสื่อสร้างสรรค์ และคุณพชร ยงจิระนนท์ โค้ช Pitching ชั้นนำของประเทศ ที่จะมาเผยสูตรลับการนำเสนออย่างไรให้มัดใจกรรมการ และพรีเซนต์อย่างไรให้โดนใจคนฟัง เพื่อฝึกฝนการสื่อสาร การสร้างสรรค์ และเทคนิคการพรีเซนต์ให้น่าสนใจ ตรงใจกรรมการและผู้ฟัง โดยแต่ละทีมจะพัฒนาแผนงานและส่งแคมเปญฉบับสมบูรณ์ (Final Campaign) ภายในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เพื่อใช้ในวันแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะจัดขึ้นในรูปแบบไฮบริด (Hybrid Format) ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

สำหรับผู้ที่ชนะเลิศในลำดับที่ 1-3 ในแต่ละรุ่นปีนี้ จะได้รับรางวัลรวม 200,000 บาทพร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับ EDC Trainer รุ่นที่ 4 ที่เป็นอีกกิจกรรมที่ ETDA ได้พัฒนา Trainer ทั่วประเทศ และพร้อมเป็นเครือข่ายสำคัญในการส่งต่อความรู้จากหลักสูตร EDC ไปสู่สังคมอีกด้วย

มาร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ ให้กำลังใจกับทุกทีมกันว่า ทีมใดจะคว้ารางวัลสุดยอดแคมเปญ จาก EDC Pitching Season 3 ภายใต้แนวคิด “Digital Space Connect: เชื่อมต่อพื้นที่การเรียนรู้สู่การพัฒนาพลเมืองดิจิทัล” สามารถติดตามการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศได้ในวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00-15.30 น. ถ่ายทอดสดพร้อมกันที่ Facebook ETDA Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @edctrainer อีเมล: event@dek-d.com

ฉลองครบรอบ 33 ปี รพ.พระรามเก้า กับแคมเปญ “Good Health Grows With Care ตรวจ 83 รายการ พร้อมส่วนลดสูงสุด 50%

ฉลองครบรอบ 33 ปี รพ.พระรามเก้า กับแคมเปญ “Good Health Grows With Care ตรวจ 83 รายการ พร้อมส่วนลดสูงสุด 50%

ฉลองครบรอบ 33 ปี รพ.พระรามเก้า กับแคมเปญ “Good Health Grows With Care ตรวจ 83 รายการ พร้อมส่วนลดสูงสุด 50%

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.34 น.

ในโอกาสครบรอบ 33 ปี โรงพยาบาลพระรามเก้า ขอขอบคุณทุกความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการ ด้วยการจัดแคมเปญสุขภาพครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “Good Health Grows With Care –สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการดูแลอย่างใส่ใจ” เพื่อส่งต่อของขวัญแห่งสุขภาพดีให้แก่ทุกคนที่คุณรัก ผ่านโปรแกรมตรวจสุขภาพสุดคุ้มกว่า 83 รายการ ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย ทุกไลฟ์สไตล์ และทุกความกังวลด้านสุขภาพ พร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 50%

เพราะเราเชื่อว่า “สุขภาพดี” เริ่มต้นได้ในทุกช่วงวัย โรงพยาบาลพระรามเก้าพร้อมดูแลอย่างใส่ใจ จึงได้ออกแบบ “แพ็กเกจตรวจสุขภาพ” ที่ครอบคลุมทุกความต้องการด้วย 3 กลุ่ม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ได้แก่ FRESHY สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นดูแลสุขภาพ, FIGHTING สำหรับวัยทำงานที่ต้องการความมั่นใจ และ FITTING สำหรับวัยเกษียณที่ต้องการการดูแลโรคเรื้อรังซับซ้อน ที่เกี่ยวกับระบบหัวใจ ไต เบาหวาน สมอง เป็นต้น โดยแต่ละกลุ่มยังมีให้เลือกในระดับ Basic, Advance และ Premium ที่ยืดหยุ่นตามงบประมาณและความต้องการส่วนบุคคล

รายการตรวจครอบคลุมตั้งแต่การตรวจร่างกายโดยแพทย์, การตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับน้ำตาล ไขมัน และความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง, การตรวจการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ไทรอยด์, การตรวจคัดกรองมะเร็งเฉพาะทางตามเพศและอายุ, ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, เอกซเรย์ปอด รวมถึงการตรวจความหนาแน่นของกระดูก ตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วย Low-Dose CT, ตรวจสายตา และการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเทคโนโลยีกล้องเสมือนจริง (Virtual Colonoscopy) ทั้งหมดดำเนินการโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง พร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตร และใส่ใจทุกรายละเอียด  

เพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับทุกความไว้วางใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า จัดโปรโมชันสุดคุ้มในราคาเริ่มต้นเพียง 2,750 บาท สำหรับแพ็กเกจ FRESHY Basic พร้อมด้วยแพ็กเกจอื่น ๆ ที่ออกแบบมาให้เลือกได้ตามความต้องการ ตั้งแต่การตรวจเบื้องต้นไปจนถึงการตรวจเชิงลึกแบบครบวงจร ทุกแพ็กเกจลดราคาพิเศษเฉพาะช่วงแคมเปญ ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2568

เพราะสุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจาก “การเลือกใส่ใจอย่างสม่ำเสมอ” มาร่วมฉลอง 33 ปี แห่งความใส่ใจไปกับโรงพยาบาลพระรามเก้า กับของขวัญสุขภาพที่มีคุณค่าที่สุด สำหรับตัวคุณเองและคนที่คุณรัก แล้วคุณจะรู้ว่า “การเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือของขวัญที่ดีที่สุดของชีวิต”

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270  เว็บไซต์ www.praram9.com Line: @praram9hospital  Facebook: Praram9 Hospital โรงพยาบาลพระรามเก้า – HEALTHCARE YOU CAN TRUST เรื่องสุขภาพ…ไว้ใจเรา #Praram9Hospital อย่าลืมชวนคนที่คุณรัก มาร่วม “โอบกอดสุขภาพดีไปด้วยกัน” เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นในทุก ๆ วัน

‘จูเนียร์ ปณชัย’ร่วมแชร์เคล็ดลับสุขภาพ ในงาน Watsons for Better Health

'จูเนียร์ ปณชัย'ร่วมแชร์เคล็ดลับสุขภาพ ในงาน Watsons for Better Health

‘จูเนียร์ ปณชัย’ร่วมแชร์เคล็ดลับสุขภาพ ในงาน Watsons for Better Health

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.23 น.

สายสุขภาพต้องถูกใจสิ่งนี้! เมื่อ วัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของไทย จัดเต็มเปิดจักรวาลกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ “ตราวัตสัน” ในงาน Watsons for Better Health” ได้ หนุ่มหล่อ เทสต์ดี จูเนียร์ ปณชัย ศรีอาริยะรุ่งเรือง มาร่วมแชร์เคล็ดลับดูแลตัวเองสไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ล่าสุด วัตสัน เดย์ไวต้า พลัส 50 (Watsons Dayvita +50) โซลูชันวิตามินรวมรายวันที่ออกแบบมาพิเศษ เสริมความฟิตให้คนวัย 50 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพอย่างลงตัว ซึ่งบอกเลยว่างานนี้ วัตสันคิดเผื่อ ครบ จบในซองเดียว!

จูเนียร์ ปณชัย ศรีอาริยะรุ่งเรือง กล่าวถึงการดูแลสุขภาพในสไตล์ของตัวเองว่า “สุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราทุกคนควรใส่ใจ ผมเองทำงานหลายบทบาท ทั้งถ่ายซีรีส์ งานอีเวนต์ และยังต้องมีเวลาส่วนตัวอีก ทำให้บางวันไม่มีเวลาพักผ่อนหรือดูแลตัวเองได้ครบ ผมเลยเริ่มให้ความสำคัญกับอาหาร การพักผ่อน และการออกกำลังกายมากขึ้น แต่ยอมรับเลยว่าเรื่อง “วิตามิน” นี่เลือกไม่ถูกจริง ๆ เพราะมีให้เลือกเยอะมาก! จนได้มาเจอกับ Watsons Dayvita ที่เค้าคิดมาให้แล้วว่าใน 1 วัน ร่างกายต้องการอะไรบ้าง รวมมาในซองเดียวแบบพร้อมทาน  สะดวก ครบ จบ ตอบโจทย์คนไม่เก่งเรื่องเลือกวิตามินแบบผมได้พอดีเลยครับ”

บรรยากาศภายในงาน จัดเต็มด้วยไลน์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตราวัตสัน ในคอนเซ็ปท์ “Vita Daily Ready to Go” แบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพทั่วไป, โซนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบพร้อมชงดื่ม และโซนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วัตสัน เดย์ไวต้า ภายใต้คอนเซ็ปท์ “คิดทุกเม็ด เพื่อทุกวันของคุณ” โดยมีสินค้าเด่นคือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วัตสัน เดย์ไวต้า พลัส 50 วิตามินรวมรายวันพร้อมสารอาหารจำเป็น 5 เม็ดต่อวันในรูปแบบซองพกพา โดยแบ่งสูตรเฉพาะเพศ เหมาะสำหรับคนไม่มีเวลามานั่งเลือกวิตามินเอง เพื่อการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท, ประสาทวิทยา ร่วมไขเคล็ดลับการดูแลสุขภาพให้ฟิตตั้งแต่วัยหนุ่มสาวยันรุ่นใหญ่แบบเจาะลึก โดยมีนวลพรรณ ชัยนาม กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย ให้การต้อนรับ

ก่อนจะปิดท้ายความสนุกและรอยยิ้มด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก จูเนียร์ ปณชัย ที่เรียกเสียงกรี๊ดสุดฟินจากแฟนคลับที่มาให้กำลังใจได้เพียบ

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เนรมิตค่ำคืนพิเศษฉลอง 96 ปีแห่งความเปล่งประกาย

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เนรมิตค่ำคืนพิเศษฉลอง 96 ปีแห่งความเปล่งประกาย

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เนรมิตค่ำคืนพิเศษฉลอง 96 ปีแห่งความเปล่งประกาย

วันจันทร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ แบรนด์เครื่องประดับเพชรแท้อันดับหนึ่งของไทย ส่งมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ฉลองครบรอบ 96 ปี เนรมิตงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี จัดเต็มกิจกรรมพิเศษแทนคำขอบคุณ และเซอร์ไพรส์คอนเสิร์ตสุดพิเศษจาก Dancing Queen แห่งวงการเพลงไทย ติ๊น่า คริสติน่า อากีล่าร์ ในงาน “Jubilee Diamond 96th Anniversary – The Biggest Midyear Grand Sale of the Year”  ณ โรงแรม Grand Hyatt Erawan

นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “96 ปีของ ยูบิลลี่ ไดมอนด์ ไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายแห่งความสำเร็จ แต่เป็นบทพิสูจน์ของแบรนด์เพชรที่มีมาตรฐานระดับเวิล์ดคลาสพร้อมความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับเราเสมอมา เราจึงตั้งใจจัดงานนี้ให้เป็นมากกว่างานเฉลิมฉลอง แต่เป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำ ที่สะท้อนถึงคุณค่าของ ‘เพชรแท้’ ที่ไม่ใช่แค่ความงาม แต่คือความผูกพัน ความประณีต และความจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศของงาน คอนเสิร์ตจากศิลปินที่ลูกค้ารัก ทุกอย่างล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากใจเรา”

นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต

ตระการตากับอัญมณีล้ำค่าแห่งปี ยูบิลลี่ ไดมอนด์เนรมิตอีเว้นท์สุดยิ่งใหญ่ “Jubilee Diamond 96th Anniversary – The Biggest Midyear Grand Sale of the Year” ด้วยทัพเครื่องประดับเพชรและเพชรกะรัต มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อร่วมฉลองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ เครื่องประดับเพชรแท้คุณภาพระดับโลกกว่า 20,000 รายการ พร้อมด้วยเพชรกะรัต เพชรรูปทรงแฟนซี เพชรแฟนซีคัลเลอร์ ไปจนถึงผลงานศิลปะจากเพชรแท้ในคอลเลกชั่นมาสเตอร์พีซ และ Jubilee Wedding Collection ที่รวมดีไซน์แหวนแต่งงานและเครื่องประดับสำหรับวันพิเศษกว่า 200 แบบ

งานครั้งนี้ยังจัดเต็มด้วยกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อส่งมอบประสบการณ์แห่งความสุข ความเปล่งประกาย และความทรงจำสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหารภายใต้ธีม Parisian Sparkle Brunch และ Dolce Diamante การแสดงดนตรีจากศิลปิน The Voice Thailand อย่าง พลอย ชลลดา ทองใบ และ ลูกจัน นิภาพร หนูสวี ไฮไลต์สุดพิเศษกับคอนเสิร์ตจาก คริสติน่า อากีล่าร์ ราชินีเพลงแดนซ์ศิลปินหญิงตัวแม่ของเมืองไทย มาร่วมสร้างความประทับใจท่ามกลางแสงไฟ เสียงเพลง และประกายแห่งเพชรแท้อันงดงาม