เน็ต AIS แบบ 7 วัน ไม่ลดสปีด ถูกใจคนรุ่นใหม่ มากกว่ารายวัน

เน็ต AIS แบบ 7 วัน ไม่ลดสปีด ถูกใจคนรุ่นใหม่ มากกว่ารายวัน

เน็ต AIS แบบ 7 วัน ไม่ลดสปีด ถูกใจคนรุ่นใหม่ มากกว่ารายวัน

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.25 น.

ในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ต คนรุ่นใหม่อย่างเราไม่สามารถอยู่ห่างจากเน็ตได้แม้แต่วันเดียว และเมื่อพูดถึง แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตสำหรับมือถือแบบเติมเงิน ชื่อของ เน็ต AIS 7 วัน ไม่ลดสปีด มักจะขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนเลือกใช้งานแทนการสมัครรายวันแบบเดิม

วันนี้จะพาคุณไปดูว่า ทำไมเน็ต AIS รายสัปดาห์แบบไม่ลดสปีด ถึงกลายเป็นคำตอบของไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ พร้อมเปรียบเทียบกับแบบรายวันให้เห็นชัด ๆ ว่าแบบไหน “ใช่” สำหรับคุณ

ทำไม “ไม่ลดสปีด” ถึงสำคัญ?

เน็ตแบบ ไม่ลดสปีด (Unlimited) คือการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่แม้จะมีการจำกัดความเร็ว เช่น 2 Mbps, 4 Mbps หรือ 10 Mbps แต่ สามารถใช้งานได้เรื่อย ๆ ไม่จำกัดปริมาณ ต่างจากเน็ตแบบโควต้า (เช่น 1GB, 5GB) ที่ใช้หมดแล้วต้องสมัครใหม่หรือเน็ตช้าลงมาก นี่คือเหตุผลหลักที่คนใช้งานประจำ เช่น ดู YouTube, ฟัง Spotify, เล่น TikTok, คุย LINE Video Call หรือเล่นเกมเบา ๆ เลือก แบบไม่ลดสปีด มากกว่า

ทำไมคนถึงเปลี่ยนจาก “รายวัน” มาใช้ “7 วัน”?

1. ประหยัดเงินกว่าในระยะยาว ตัวอย่างเช่น  เน็ตรายวันไม่ลดสปีด 1 Mbps ราคา 25 บาท หากใช้ต่อเนื่อง 7 วัน = 25 x 7 = 175 บาท แต่ถ้าสมัครรายสัปดาห์แบบเดียวกัน ราคาเพียง 89–129 บาท เท่านั้น เท่ากับประหยัดไปมากกว่า 40–80 บาทต่อสัปดาห์

2. ไม่ต้องสมัครทุกวันให้ยุ่งยาก คนรุ่นใหม่มักมีหลายเรื่องต้องทำทั้งเรียน ทำงาน หรือสร้างคอนเทนต์ การสมัครเน็ตใหม่ทุกวันเสียเวลาและเสี่ยงลืม แพ็ก 7 วัน สมัครครั้งเดียว ใช้ได้ยาวไม่ต้องกังวลทุกเช้า

3. เหมาะกับแผนชีวิตประจำสัปดาห์ คนรุ่นใหม่มักวางแผนชีวิตเป็นรอบสัปดาห์ เช่น เรียน-ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ หรือใช้งานเน็ตเต็มที่ในช่วงวันหยุด ดังนั้นแพ็กเกจราย 7 วัน จึงตอบโจทย์แผนการใช้ชีวิตได้มากกว่าแบบรายวัน

4. ใช้งานได้หลากหลายกว่าเน็ตรายวัน เน็ตแบบ 7 วัน มีให้เลือกหลายความเร็ว เช็คโปรเน็ตล่าสุดได้ที่: https://easypronet.com/ais-7-day

เหตุผลเชิงจิตวิทยา: “ความสบายใจ” ที่มาพร้อมความต่อเนื่อง

หลายคนอาจไม่รู้ว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ราคาถูก แต่ต้องการ ความต่อเนื่องและควบคุมได้ ซึ่งเน็ต 7 วันแบบไม่ลดสปีด มอบสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ต้องห่วงเน็ตหมดกลางวัน ไม่ต้องมานั่งคอยนับว่าใช้ถึงกี่เมกะไบต์ ไม่ต้องกลัวความเร็วตกแบบแพ็กเกจที่ลดสปีดหลังใช้ครบโควต้า

เน็ต AIS รายสัปดาห์แบบไม่ลดสปีด เหมาะกับใคร?

– นักเรียน/นักศึกษา ใช้เรียนออนไลน์ แชท LINE กลุ่ม ดู YouTube หรือสตรีมคอนเทนต์เพื่อการเรียนรู้

 – ฟรีแลนซ์/คนทำงานออนไลน์ ใช้ Microsoft Teams, Zoom, Google Meet รับไฟล์งาน อัปโหลดงานขนาดใหญ่

– คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ไลฟ์สด TikTok, Facebook Live อัปโหลดคลิปเบื้องต้นก่อนตัดต่อ

– คนขายของออนไลน์ ตอบแชทเร็ว อัปโหลดภาพหรือวิดีโอสินค้าได้แบบไม่สะดุด ไลฟ์ขายของสม่ำเสมอ

สมัครง่ายมากผ่าน easypronet.com ใน 5 ขั้นตอน 1. เข้าเว็บ https://easypronet.com 2.ไปที่เมนู “เน็ต AIS 7 วัน” 3.เลือกแพ็กเกจที่ต้องการ (ระบุความเร็ว/ราคา) 4.กด “สมัครเลย” – ระบบจะแสดงรหัส USSD ให้คุณโทรสมัครเองได้ทันที 5.หรือเลือก “กดเพื่อสมัครอัตโนมัติ” ผ่านมือถือ (หากรองรับ)

สรุปข้อดีของเน็ต AIS 7 วัน แบบไม่ลดสปีด

หากคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ออนไลน์ทั้งวัน การเลือกใช้ เน็ต AIS 7 วัน แบบไม่ลดสปีด อาจเป็นคำตอบที่ดีกว่าเน็ตแบบรายวันทั้งในแง่ของ ราคา ความสะดวก ความต่อเนื่อง และคุณภาพชีวิต

อย่าลืมว่า การเลือกแพ็กเกจที่ “เหมาะกับตัวเอง” ไม่ใช่แค่ราคาถูกที่สุด แต่คือการเลือกแบบที่ทำให้คุณ ใช้ชีวิตได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเน็ตหมดหรือสปีดตก

ลองเข้าไปเช็กโปรล่าสุดได้ที่ https://easypronet.com/ แล้วคุณจะรู้ว่า “เน็ต AIS รายสัปดาห์” กำลังมาแรงจริงๆ!

เหล่าเซเลบริตี้ ร่วมพิธีเปิด ‘รพ.รามคำแหง 2 และศูนย์รังสีรักษา 4 มิติ’

เหล่าเซเลบริตี้ ร่วมพิธีเปิด ‘รพ.รามคำแหง 2 และศูนย์รังสีรักษา 4 มิติ’

เหล่าเซเลบริตี้ ร่วมพิธีเปิด ‘รพ.รามคำแหง 2 และศูนย์รังสีรักษา 4 มิติ’

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.19 น.

โรงพยาบาลรามคำแหง รวมหัวใจจากผู้บริหารและทีมแพทย์ “จากมือหมอสู่โรงพยาบาลเพื่อทุกคน” เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มศักยภาพด้วยหัวใจของความเป็นมืออาชีพและความอบอุ่นตลอด 37 ปี  โดยมุ่งมั่นที่จะมอบการดูแลรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาอย่างครอบคลุม เพื่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ป่วยทุกท่าน จนได้รับความไว้วางใจในการบริการอย่างท่วมท้น ด้วยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ของโรงพยาบาลรามคำแหง คณะผู้บริหารจึงมีแนวคิดที่จะขยายโรงพยาบาลเป็นแห่งที่ 2 จึงได้เกิดโรงพยาบาลรามคำแหง 2 ขึ้น  ตั้งอยู่ในเขตสะพานสูง  โดยโรงพยาบาลรามคำแหง 2 มีความทันสมัย ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการขยายการให้บริการให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น และที่นี่ยังมีศูนย์รังสีรักษา 4 มิติ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โดยได้จัดงานแถลงข่าว “พิธีเปิดโรงพยาบาลรามคำแหง 2 และศูนย์รังสีรักษา 4 มิติ” อย่างเป็นทางการ  ในวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568   เวลา 09.00 – 12.00 น.  ณ  ชั้น 2 อาคารหลัก โรงพยาบาลรามคำแหง 2

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทโรงพยาบาลรามคำแหง ร่วมด้วย นายแพทย์วิชัย ศรีมนัส ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลรามคำแหง 2, นายแพทย์ศิริพงศ์ เหลืองวารินกุล กรรมการบริหาร โรงพยาบาลรามคำแหง 2, Mr. Macro Lee, Senior Vice President, Asia Pacific Japan, Elekta, Mr. Masato Saito, Executive Officer, General Manager Global Business Division, Miki House Japan พร้อมด้วยนักแสดงและเซเลป กระแต ศุภักษร เรืองสมบูรณ์, กีต้าร์ ศิริพิชญ์ วิมลโนช,  เปิ้ล ภารดี วงษ์สวัสดิ์ ควงคู่สามี นิว เชื้อชาติ วงศ์สวัสดิ์,  หวานหวาน อรุณณภา พาณิชจรูญ , ญิ๋งญิ๋ง ศรุชา เพชรโรจน์  และ 2 สาวสวยจากซีรีส์ “พิษรัก Poisonous Love” จินนี่ ณัฐณิชา ประทีปนาฏศิริ – เจน่า แองเจลิน่า สตีเวนส์ ร่วมแสดงความยินดี

โรงพยาบาลรามคำแหง 2  เกิดจากความร่วมมือของทีมแพทย์ผู้บริหาร   นำโดย  นายแพทย์วิชัย ศรีมนัส อายุรแพทย์โรคหัวใจ  เป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญที่มีแนวคิดว่า ควรมีการขยับขยายการบริการโรงพยาบาลในแห่งที่ 2 ให้เข้าถึงชุมชน มีความสะดวก รวดเร็ว และเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วย และที่สำคัญมีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย เพียงพอสำหรับดูแลผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อนจำนวนมาก โรงพยาบาลจึงลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เครื่อง MRI 3 Tesla, เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาคเชิงเส้น (Linear Accelerator) จากบริษัท  Elekta  ประเทศสวีเดน, Biplane Cath Lab สำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด และเทคนิค Stereotactic biopsy สำหรับการเจาะตรวจก้อนเนื้อเพื่อการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติที่แม่นยำ

และในปี 2568 โรงพยาบาลได้เปิดศูนย์รังสีรักษา 4 มิติอย่างเป็นทางการ โดยใช้เทคโนโลยีจากบริษัท Elekta ประเทศสวีเดน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์รังสีรักษาที่ทันสมัยแห่งหนึ่งในประเทศ  เนื่องจากมีการใช้เทคนิคการฉายรังสีแบบ 4 มิติ ด้วยการนำเทคโนโลยี Surface Tracking ที่สามารถจับการเคลื่อนไหวของทรวงอกขณะหายใจ เพิ่มความแม่นยำในการฉายรังสี โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด ช่วยลดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อปกติ และลดผลข้างเคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2568 ศูนย์รังสีรักษา4มิติของโรงพยาบาลรามคำแหง 2 ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน Clinical Excellence in Oncology Services จาก AACI สหรัฐอเมริกา ถือเป็นศูนย์มะเร็งแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการรับรองนี้

ในส่วนของการบริการด้านอื่นๆ โรงพยาบาลรามคำแหง 2 ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยเด็ก ด้วย ร่วมมือกับแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์สำหรับเด็กจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง Miki House ในการออกแบบแผนกเด็กให้มีบรรยากาศที่เป็นมิตร สดใส มีการตกแต่งด้วยตัวการ์ตูนของแบรนด์ในทุกจุดบริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับเด็กๆ และครอบครัว อีกทั้งโรงพยาบาลได้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ Miki House มาใช้ไม่ว่าจะเป็นชุดผ้าอ้อม เสื้อผ้า ถุงมือเด็กแรกเกิด โดยเด็กแรกเกิดทุกคนที่คลอดที่โรงพยาบาลจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิวสัมผัส เพื่อสร้างความประทับใจที่อบอุ่นตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ารับบริการโรงพยาบาลรามคำแหง และในเครือ  พร้อมดูแลทุกคนอย่างเต็มศักยภาพด้วยหัวใจของความเป็นมืออาชีพ “จากมือหมอสู่โรงพยาบาลเพื่อทุกคน” ด้วย ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัย และการบริการด้านสุขภาพครบวงจร  

สอบถามข้อมูลการบริการโรงพยาบาลรามคำแหง โทรศัพท์ 02-032-3888 / 095-7719739 , LINE Official : @ram2 , Facebook : โรงพยาบาลรามคำแหง 2 RAM 2 Hospital , TikTok : @ram2hospital

-(016)

เซ็นทารา ฉลองความสำเร็จ จากเวที Travel + Leisure Luxury Awards Asia Pacific 2025 3 โรงแรมในเครือ ติดอันดับระดับภูมิภาค จากหนึ่งในนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของโลก

เซ็นทารา ฉลองความสำเร็จ จากเวที Travel + Leisure Luxury Awards Asia Pacific 2025 3 โรงแรมในเครือ ติดอันดับระดับภูมิภาค จากหนึ่งในนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของโลก

เซ็นทารา ฉลองความสำเร็จ จากเวที Travel + Leisure Luxury Awards Asia Pacific 2025 3 โรงแรมในเครือ ติดอันดับระดับภูมิภาค จากหนึ่งในนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของโลก

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.00 น.

เซ็นทาราฉลองความสำเร็จ จากเวที Travel + Leisure Luxury Awards Asia Pacific 2025
3 โรงแรมในเครือทั้งในไทยและต่างประเทศ ติดอันดับระดับภูมิภาค จากหนึ่งในนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของโลก

 
โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา มีความภาคภูมิใจที่จะประกาศว่า โรงแรมในเครือจำนวน 3 แห่งนั้นได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง Travel + Leisure Luxury Awards Asia Pacific 2025 ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์เซ็นทาราที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับสากล รวมถึงชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของการมอบประสบการณ์เข้าพักอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับแขกผู้เข้าพักจากทั่วโลก
สำหรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ เกิดจากผลโหวตของผู้อ่านนิตยสาร Travel + Leisure จากทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูจุดหมายปลายทาง รีสอร์ท และประสบการณ์การท่องเที่ยวระดับลักชัวรีที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โดยในปีนี้ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารานั้นได้รับการยกย่องในหมวดหมู่ที่แตกต่างกันไปดังต่อไปนี้

• เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย — คว้า อันดับที่ 7 ของหมวด Thailand’s Beach + Island Resorts โดดเด่นด้วยความหรูหราที่รังสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม รวมถึงทำเลที่ตั้งอันเงียบสงบบนชายหาดที่สวยที่สุดของเกาะอย่างหาดเฉวง

• มัชชาฟูชิ ไอส์แลนด์ รีสอร์ทและสปา มัลดีฟส์ เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น — คว้า อันดับ 2 ของหมวด House Reef in the Maldives ได้รับคำชื่นชมในเรื่องระบบนิเวศทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์ และการเข้าถึงแนวปะการังที่ทั้งสะดวกและง่ายดาย เหมาะสำหรับทั้งนักดำน้ำตื้นและนักดำน้ำมืออาชีพให้ได้ไปสัมผัสประสบการณ์ใต้น้ำที่งดงามกว่าใคร

• รุกข์ คีรี เขาใหญ่ เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น — ได้รับรางวัล อันดับ 8 ในหมวด Upcountry Hotel in Thailand โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งบนเนินเขาท่ามกลางธรรมชาติ การบริการที่ใส่ใจ และการออกแบบอย่างร่วมสมัย ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรงนาอันอบอุ่นสไตล์ตะวันตก

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับจากผู้อ่านนิตยสาร Travel + Leisure และชุมชนนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก” ไมเคิล เฮนส์เลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารากล่าว “รางวัลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของทีมงานเรา ความแข็งแกร่งของแบรนด์เซ็นทาราในกลุ่มลักชัวรีและบูติกที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังรวมไปถึงความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่มีคุณค่าทางจิตใจ และยังสามารถเชื่อมโยงแขกผู้เข้าพักเข้ากับจุดหมายปลายทางแต่ละแห่งได้อีกด้วย”

ความสำเร็จในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในภารกิจของเซ็นทารา ในการส่งต่อความอบอุ่นและไมตรีจิตแบบไทยสู่ผู้คนทั่วโลก และความพร้อมในการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับความต้องการของนักเดินทางสายลักชัวรีในยุคใหม่ให้ได้ทันท่วงที

ในขณะที่บริษัทยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่เซ็นทาราก็ยังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์ของแบรนด์ ในการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่มีความหมาย โดยมีเรื่องของวัฒนธรรม ความผูกพันเชื่อมโยง และความใส่ใจ เป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ที่แขกผู้เข้าพักจะได้รับ เมื่อเข้าไปสัมผัส ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราทุกหนแห่งทั่วโลก

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้ ที่นี่

GLO ร่วมเปิดศักยภาพเยาวชนไทย ทั้ง 4 ภูมิภาค โครงการ ‘SEED Project’ ปี 5 ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ให้หวนคืนถิ่นเกิด

GLO ร่วมเปิดศักยภาพเยาวชนไทย ทั้ง 4 ภูมิภาค โครงการ 'SEED Project' ปี 5 ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ให้หวนคืนถิ่นเกิด

GLO ร่วมเปิดศักยภาพเยาวชนไทย ทั้ง 4 ภูมิภาค โครงการ ‘SEED Project’ ปี 5 ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ให้หวนคืนถิ่นเกิด

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.42 น.

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมเปิดศักยภาพเยาวชนไทย ทั้ง 4 ภูมิภาค ผ่านการสนับสนุนโครงการ  SEED Project ปี 5 ในธีม “สร้างผู้นำเยาวชน พาท้องถิ่นสู่สากล” ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ให้หวนคืนถิ่นเกิด

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับ มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม และเครือข่ายเยาวชน SEED Thailand  ได้จัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “SEED Project ปี 5” ภายใต้แนวคิด “สร้างผู้นำเยาวชน พาท้องถิ่นสู่สากล” ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 3 อาคารออกรางวัล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จังหวัดนนทบุรี โดยมีตัวแทนผู้นำเยาวชนจากทั่วประเทศไทย เข้าร่วมอย่างเนื่องแน่น พร้อมทั้งสื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ กว่า 150 คน

โครงการ SEED Thailand ได้ริเริ่มโดยมีเป้าหมายอันสำคัญคือ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนไทยในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น  ได้มีพื้นที่แสดงความสามารถและศักยภาพ ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ การกล้าคิด การกล้าทำ ผ่านการสานต่อกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ในชุมชนของตนเอง จากกระบวนการอบรบและปฏิบัติจริง ภายใต้การสนับสนุนด้านงบประมาณ , ด้านวิชาการ เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ในเด็กและเยาวชน อันจะเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายจากภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งโครงการดำเนินงานมากว่า 5 ปี ใน 4 ภูมิภาค ของประเทศไทย ผลิตเมล็ดพันธุ์เยาวชนที่สามารถใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ สานต่อทั้งการนำเสนอชุมชนถิ่นเกิดให้เปิดเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวใหม่ , รวมทั้งโครงการที่ทำให้ชุมชนสามารถหยัดยืนได้ด้วยพลังของคนในชุมชน ร่วมผสานสร้างเครือข่ายผ่านตัวแทนเยาวชน SEED Thailand รวมกว่า 10,000 ชีวิต ที่ปัจจุบันกระจายไปทั้ง 77 จังหวัดของประเทศที่ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อันมีเป้าหมายที่สำคัญคือ ‘การใช้พลังเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้พัฒนาถิ่นเกิด‘ 

โดยภายในงานได้รับเกียรติจากพันโท หนุน ศันสนาคม – ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นประธานในพิธีเพื่อกล่าวเปิดงาน ในการเน้นย้ำเจตนารมณ์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่ได้มุ่งหวังเพียงการสนับสนุนเยาวชนในเชิงกิจกรรม แต่ต้องการ “สร้างคน สร้างผู้นำ สร้างโอกาส” ให้กับสังคมไทยจากระดับชุมชนสู่สังคมวงกว้างอย่างยั่งยืน

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของงาน มีการจัดปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังเยาวชนพาท้องถิ่นสู่สากล” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม  ในการฉายภาพฉากทัศน์ศักยภาพเยาวชนไทย และเน้นย้ำโอกาสของคนรุ่นใหม่ในระดับนานาชาติ ในการเป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศ ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนา “เยาวชนที่เห็นคุณค่าบ้านเกิด ที่ต้องมีความพร้อมสื่อสารสู่โลกกว้าง” 

ช่วงเสวนา “เยาวชนรุ่นใหม่สู่การลงมือทำที่มีผลกระทบจริง” ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยมีตัวแทนผู้นำเยาวชนจากเครือข่าย SEED Thailand ขึ้นเวทีนำเสนอประสบการณ์จริงจากการทำโครงการในพื้นที่ อาทิ ด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรม การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการสื่อสารสาธารณะเพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมในชุมชน โดยมี ธนพร ศิระพัฒน์ และปาริสา ลักษิรานนท์ คณะกรรมการ SEED Thailand พร้อมด้วยเยาวชนนำร่อง เช่น วรภัทร เติมเพชรนั่ง และ ธันวา พานิช ถ่ายทอดประสบการณ์บนเวที อันเกิดจากคนรุ่นใหม่ ในระดับมัธยม-อุดมศึกษา ที่สามารถริเริ่มโครงการและกิจกรรมที่สร้างคุณุปการมหาศาลให้เกิดแก่สังคมไทย จนเกิดเป็น ‘SEED MODEL’ ต้นแบบนำร่องในระดับชุมชนอื่น ๆ 

โครงการ SEED Project ปี 5 เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 โดยในปีนี้จะมีเยาวชนที่ได้รับการสนับสนุนและทำโครงการในพื้นที่จริงกว่า 500 คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมขยายเครือข่าย “เยาวชนสร้างสรรค์เพื่อบ้านเกิด” ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
นับเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการส่งเสริมสังคมไทยให้ก้าวสู่อนาคต ผ่านการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่มีพลัง มีศักยภาพ และมีความแน่วแน่ที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลงประเทศจากฐานรากสู่สังคมวงกว้างอย่างยั่งยืน

-(016)

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดงาน “ดีไซน์ ดีพร้อม I DESIGN DIPROM” โชว์ศักยภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย ไอเดียไม่ธรรมดา

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดงาน “ดีไซน์ ดีพร้อม I DESIGN DIPROM” โชว์ศักยภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย ไอเดียไม่ธรรมดา

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดงาน “ดีไซน์ ดีพร้อม I DESIGN DIPROM” โชว์ศักยภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย ไอเดียไม่ธรรมดา

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน จัดกิจกรรม “ดีไซน์ ดีพร้อม I DESIGN DIPROM” ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย ไอเดียไม่ธรรมดา ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดเป้าหมาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และการพัฒนาองค์ความรู้ในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการ กระบวนการผลิต การตลาด และการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เชื่อมโยงกับ Soft Power ของไทย

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.พลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม โดยกล่าวว่า “กิจกรรมนี้มุ่งเน้นการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการไทย ผนวกกับพลังของการออกแบบ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีเอกลักษณ์ มีคุณค่า และสามารถแข่งขันในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีผลิตภัณฑ์ที่สอดรับกับความต้องการของตลาด ย่อมเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ”

นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ภายใต้กิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (ของที่ระลึก) แบ่งออกเป็น 4 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1) กิจกรรมบ่มเพาะการออกแบบ “ดีไซน์ดีมากแคมป์” ให้ความรู้ด้านการตลาด การออกแบบสินค้าของที่ระลึก ผ่าน Design Workshop เชิงลึก พร้อมแนวคิดการออกแบบ (Conceptual Design) ที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทย เชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่นวัตกรรม Soft Power ไทย 2) กิจกรรมให้คำแนะนำเชิงลึก (Coaching) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งการผลิตจริง (Small Lot), การตั้งชื่อสินค้า (Product Name), การเขียนเรื่องราวสินค้า (Product Story), การกำหนดราคา (Pricing) ตลอดจนรายละเอียดสินค้าเชิงกลยุทธ์ 3) กิจกรรมเชื่อมโยงธุรกิจ (Business Matching) โดยคัดเลือกผลิตภัณฑ์เด่นเข้าสู่กระบวนการทดสอบตลาดจริงในห้างสรรพสินค้า พร้อมเปิดโอกาสเจรจาธุรกิจกับผู้จัดจำหน่าย (Trader/Buyer) และกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย เช่น โรงแรม บริษัทท่องเที่ยว สถาบันการเงิน หรือแพลตฟอร์มค้าปลีก 4) การประชาสัมพันธ์ผลสำเร็จของโครงการ ผ่านการจัดทำสื่อวิดีทัศน์นำเสนอภาพรวมกิจกรรม พร้อมกรณีศึกษา (Success Case) และจัดทำ E-Book คู่มือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งต่อความรู้สู่ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์

สำหรับไฮไลต์ของกิจกรรมทดสอบตลาด “ดีไซน์ ดีพร้อม I DESIGN DIPROM” ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย ไอเดียไม่ธรรมดา มีเป้าหมายเพื่อจัดแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผ่านการพัฒนาแล้ว พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมายโดยตรง เพื่อประเมินผลตอบรับ สร้างการรับรู้ และกระตุ้นความสนใจในผลิตภัณฑ์ชุมชนรุ่นใหม่ พร้อมเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการเจรจาและขยายตลาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเข้าร่วมจัดแสดงและทดสอบตลาดจำนวนทั้งสิ้น 20 ราย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทย ผสานการออกแบบร่วมสมัยได้อย่างสร้างสรรค์ ด้วยแกนหลักของการพัฒนา คือวัสดุธรรมชาติ + อัตลักษณ์ท้องถิ่น + งานออกแบบร่วมสมัย + การใช้งานจริง+ ความยั่งยืน

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28  มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต ชั้น 1 โซน F อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เข้าร่วมฟรี! พร้อมกิจกรรมพิเศษ มุมถ่ายภาพ เลือกชม เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ และโอกาสดีในการพูดคุยกับผู้ประกอบการชุมชนจากทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 02-4306882, 02-4306882

‘ผาณิต พูนศิริวงศ์’ รับรางวัลเข็มเกียรติยศ 2568 วันครบ 91 ปีวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘ผาณิต พูนศิริวงศ์’ รับรางวัลเข็มเกียรติยศ 2568  วันครบ 91 ปีวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

‘ผาณิต พูนศิริวงศ์’ รับรางวัลเข็มเกียรติยศ 2568 วันครบ 91 ปีวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.40 น.

ผาณิต พูนศิริวงศ์ เข้ารับมอบรางวัลเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2568 ในงานวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบปีที่ 91 รางวัลอันทรงคุณค่าสูงสุดที่มอบให้กับศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยที่ได้ทำงานรับใช้สังคมและประเทศชาติ สนับสนุนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยที่เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากมาอย่างต่อเนื่อง เป็นคนที่ 45 ของมหาวิทยาลัยและเป็นสตรีคนที่ 6 ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวนี้  พิธีมอบรางวัลเข็มเกียรติยศมีขึ้นในงานสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบปีที่ 91 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หอประชุมใหญ่) ท่าพระจันทร์ โดยมี ศาสตราจารย์ ดรสุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบปีที่ 91 ในวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568   ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หอประชุมใหญ่) ท่าพระจันทร์   อันเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองและเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าผู้ทำคุณงามความดีต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์และจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่อยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้า การช่วยเหลือสังคมและมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด โดยปีนี้ได้พิจารณาคัดเลือกมอบรางวัลอันทรงคุณค่าสูงสุดคือ รางวัลเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2568 ให้กับ นางผาณิต พูนศิริวงศ์   ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยที่ได้ทำงานรับใช้สังคมและประเทศชาติ สนับสนุนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยที่เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากมาอย่างต่อเนื่อง  โดยรางวัลดังกล่าวได้พิจารณามอบให้กับบุคคลหรือศิษย์เก่า ปีละ 1 คน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525  จนถึงปัจจุบัน รวม 45 คน

ผาณิต พูนศิริวงศ์ นับเป็นศิษย์เก่าคนที่ 45 และเป็นสตรีคนที่ 6 ที่ได้รับรางวัลเข็มเกียรติยศทองคำ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเข็มเกียรติยศทองคำให้กับ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (พ.ศ.2530)  และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (พ.ศ.2563)  รวมถึง ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (พ.ศ.2541) , ศาสตราจารย์ คุณหญิง นงเยาว์ ชัยเสรี (พ.ศ.2543) และ ศาสตราจารย์ เกษรี ณรงค์เดช (พ.ศ.2548) 

รายชื่อผู้ได้รับเข็มเกียรติยศตั้งแต่ พ.ศ.2525-2567  มีดังนี้ ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ (พ.ศ.2525) ,ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย (พ.ศ.2526) ,บุญชู โรจนเสถียร (พ.ศ.2526) ,ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ (พ.ศ2527) ,ศาสตราจารย์ วิจิตร ลุลิตานนท์ (พ.ศ2527) ,ศาสตราจารย์ ประกอบ หุตะสิงห์  (พ.ศ.2528) ,ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ (พ.ศ.2529) ,ศาสตราจารย์ ปกรณ์ อังศุสิงห์ (พ.ศ.2529) ,สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา (พ.ศ.2530) ,มารุต บุนนาค พ.ศ.2532 ,ศาสตราจารย์ ไพโรจน์ ชัยนาม (พ.ศ.2533) ,ศาสตราจารย์ ดร.อดุล วิเชียรเจริญ (พ.ศ.2534) ,สุวัฒน์ วรดิลก (พ.ศ.2535) ,ศาสตราจารย์ ดร.พนัส สิมะเสถียร(พ.ศ.2536) ,ฯพณฯ ชวน หลีกภัย (พ.ศ.2537) ,ศาสตราจารย์ ดร.สุธี สิงห์เสน่ห์ (พ.ศ.2538) ,อนันต์ อนันตกูล (พ.ศ.2539) ,บัญญัติ บรรทัดฐาน (พ.ศ.2540) ,ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (พ.ศ.2541) ,สถาพร กวิตานนท์(พ.ศ.2542) ,ศาสตราจารย์ คุณหญิง นงเยาว์ ชัยเสรี (พ.ศ.2543) ,มานิจ สุขสมจิตร (พ.ศ.2544) ,สัก กอแสงเรือง (พ.ศ.2545) ,รองศาสตราจารย์ นรนิติ เศรษฐบุตร (พ.ศ.2546) ,ดร.อรัญ ธรรมโน (พ.ศ.2547) ,ศาสตราจารย์ เกษรีณรงค์เดช (พ.ศ.2548) ,ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล (พ.ศ.2549) ,ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร (พ.ศ.2550) ,ศาสตราจารย์ ดร.อักขราทรจุฬารัตน (พ.ศ.2551) ,อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (พ.ศ.2552) ,ศาสตราจารย์ หิรัญ รดีศรี (พ.ศ.2553) ,อภัย จันทนจุลกะ (พ.ศ.2554) ,ศาสตราจารย์ ดร.อรุณ ภาณุพงศ์ (พ.ศ.2555) ,ธรรมศาสตราภิชาน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ (พ.ศ.2556)             ,สวัสดิ์ โชติพานิช (พ.ศ.2557) ,ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ (พ.ศ.2559) ,มนู เลียวไพโรจน์ (พ.ศ.2560) ,ศาสตราจารย์ วิโรจน์ เลาหะพันธุ์ (พ.ศ.2561) ,เตช บุนนาค (พ.ศ.2562) ,สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (พ.ศ.2563) ,ดร.อาษา เมฆสวรรค์ พ.ศ.2564 ,ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (พ.ศ.2565) ,ประกิต อภิสารธนรักษ์ (พ.ศ.2566) และอาคม เติมพิทยาไพสิฐ พ.ศ.2567

ธัญ (THANN) เปิดตัว’THANN Pink Ribbon Collection’เพื่อหารายได้ให้แก่มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ

ธัญ (THANN) เปิดตัว'THANN Pink Ribbon Collection'เพื่อหารายได้ให้แก่มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ

ธัญ (THANN) เปิดตัว’THANN Pink Ribbon Collection’เพื่อหารายได้ให้แก่มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.40 น.

“มะเร็งเต้านม” ยังคงเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพและชีวิตของผู้หญิงไทยจำนวนมาก โดยในผู้หญิง 10 คนจะมี 1 คนที่เสี่ยงเป็นโรคนี้ และทุกๆ 2 ชั่วโมงจะมีผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมอย่างน้อย 1 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังขาดโอกาสเข้าถึงการตรวจคัดกรองและการรักษาอย่างทันท่วงที

ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา ‘ธัญ’ (THANN) นำเสนอผลิตภัณฑ์อโรมาเธอราปี ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมที่ผสานคุณค่าแห่งพืชพรรณเข้ากับเทคโนโลยีอันทันสมัย รวมถึงธุรกิจ Day Spa และ Wellness Destination ปัจจุบันมีสาขา 85 แห่งใน 16 ประเทศ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์โฮมอโรมาเธอราปี, เครื่อง Electric Aroma Diffuser และชุดเครื่องเสียงสำหรับเปิดดนตรีแนวผ่อนคลายได้ถูกติดตั้งภายในห้องเคมีบำบัด (Chemotherapy) ของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีให้แก่บุคลากรและผู้เข้ารับบริการ

“THANN Pink Ribbon Collection” เป็นผลิตภัณฑ์ที่มอบความหอมแก่ทุกพื้นที่ภายในบ้าน ประกอบด้วย 3 กลิ่นหอม ได้แก่ Aromatic Wood: สดชื่นมีชีวิตชีวาด้วยส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจาก Orange, Tangerine, Nutmeg และ Sandalwood, Oriental Essence: สดชื่นผ่อนคลายด้วยส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจาก Lemongrass และ Kaffir Lime และ Jasmine Blossom: อบอุ่นอ่อนหวานด้วยส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจาก Jasmine

“THANN Pink Ribbon Collection” ถูกผลิตขึ้นเพื่อมอบเป็นของที่ระลึกสำหรับทุกการบริจาค 590 บาทที่มอบแก่มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สถาบันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในเชิงการป้องกัน รักษาและดูแล โดยมีโครงการต่างๆ อาทิ การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม ด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย, การวิจัยเพื่อการรักษามะเร็งเต้านมด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy Project), การแบ่งปันองค์ความรู้ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ผ่านงานสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ การจัดสร้างศูนย์มะเร็งเต้านมให้กับประเทศภูฏาน โดยมอบเครื่องเอกซเรย์เต้านมดิจิทัล 3 มิติ เครื่องอัลตราซาวนด์ พร้อมการอบรมขั้นสูงให้กับบุคลากรทางการแพทย์      และสหสาขาที่เกี่ยวข้อง, การสร้างความตระหนักรู้และใส่ใจสุขภาพเต้านมแก่ผู้หญิงไทย (Breast Cancer Awareness Campaign), การช่วยเหลือผู้หญิงที่ขาดโอกาสในชุมชนแออัดให้ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกอย่างเท่าเทียม  ซึ่งทำต่อเนื่องมากว่า 25 ปี (Slum Project) และการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายที่ขาดโอกาสและไร้ที่พึ่ง ณ บ้านพิงพัก (Pink Park Village) ในพื้นที่กว่า 121 ไร่ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

คุณฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ธัญ – ออริซ่า จำกัด กล่าวถึงแนวความคิดของ THANN Pink Ribbon Collection ว่า “ความคิดที่จะทำเเคมเปญ THANN Pink Ribbon project เกิดขึ้นจากที่เห็นคนใกล้ตัวมีความเสื่ยงเเละตรวจพบโรคมะเร็งเต้านม ในฐานะของเเบรนด์ที่นำศาสตร์ aromatherapy มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างความสงบ คืนสมดุลย์ของอารมณ์เเละจิตใจ จึงอยากส่งมอบกลิ่นเเละเสียงเพลงให้เเก่ผู้ป่วยเเละบุคลากรของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการหารายได้ให้เเก่มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ผมหวังว่าการมีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้หญิงไทยให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมจะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย เเละการเสียชีวิตจากโรคนี้

ด้านเหล่าเซเลบริตี้ต่างร่วมเผยความประทับใจที่มีต่อแคมเปญ และแนวทางการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งเต้านม เริ่มที่ คุณจรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา เผยว่า “แคมเปญ THANN Pink Ribbon Collection ทำให้เราเห็นว่า กลิ่นหอมสามารถกลายเป็นเครื่องมือเล็กๆ ที่ช่วยดูแลใจผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งเต้านมได้อย่างดี และยังสามารถเป็นกำลังใจที่สัมผัสได้จริง โดยเฉพาะกลิ่นที่อ่อนโยน เพราะให้ความรู้สึกเหมือนได้โอบกอดตัวเองในช่วงเวลาที่อ่อนแอ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้หันกลับมาดูแลใจตัวเองอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ผู้หญิงอย่างเราก็ควรดูแลตัวเองด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้เราอยู่ห่างจากโรคร้ายนี้ได้”

ต่อมาที่ คุณหฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา กล่าวว่า “สิ่งที่เราประทับใจที่ THANN ทำในโครงการนี้คือการนำสิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม อย่าง “กลิ่นหอม” มาเป็นพลังบวก อยู่ข้างผู้ป่วยโดยไม่รบกวนการพักผ่อนและพื้นที่ส่วนตัว การมอบ Aromatic Oil และเครื่องกระจายกลิ่นหอม Electric Aroma Diffuser เพื่อนำไปใช้ในห้องเคมีบำบัดหรือพื้นที่พักฟื้น ไม่ได้แค่ทำให้ห้องหอม แต่ทำให้รู้สึกว่ามีคนนึกถึงความรู้สึกของผู้ป่วยจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามาก รวมถึงเป็นการชวนให้ทุกคนใส่ใจตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือแม้แต่การสร้างบรรยากาศดีๆ รอบตัวก็ล้วนส่งผลต่อสุขภาพกายและใจได้อย่างดี”

ถัดมาที่ คุณรินทร์รตา อินทามระ เผยว่า “สำหรับเรา การฟื้นตัวหลังการรักษาไม่ได้หมายถึงแค่ร่างกายที่กลับมาแข็งแรงเท่านั้น แต่ใจเองก็ยังต้องการเวลาและพื้นที่ในการเยียวยาอย่างเงียบๆ เช่นกัน ซึ่งแคมเปญ THANN Pink Ribbon Collection ได้มอบสิ่งสำคัญตรงนี้ให้กับผู้หญิงหลายคน ไม่ใช่แค่การดูแล แต่คือการค่อยๆ พาใจกลับมาหายดีอย่างแท้จริง เพราะกลิ่นหอมกลายเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มในช่วงเวลานั้นได้อย่างเหลือเชื่อ และไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยหรือไม่ก็ตาม เราทุกคนควรใส่ใจสุขภาพเต้านมของตนเอง ด้วยการตรวจคัดกรองโรค และไม่ละเลยสัญญาณของร่างกาย เพราะการป้องกันที่ดีที่สุดคือการเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้”

ปิดท้ายที่นักแสดงหนุ่ม หลุยส์ เฮส กล่าวว่า “เรารู้สึกดีใจมากที่ THANN ได้ริเริ่มแคมเปญ THANN Pink Ribbon Collection ซึ่งเป็นการส่งต่อกำลังใจและความหวังให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยรายได้จากแคมเปญนี้จะนำไปสนับสนุนการตรวจคัดกรอง รวมถึงการดูแลผู้ป่วยที่ขาดโอกาส ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง หลายคนอาจเข้าใจว่าโรคนี้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้หญิง แต่จริงๆ แล้ว ผู้ชายเองก็มีความเสี่ยงต่อโรคร้ายนี้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราควรใส่ใจสุขภาพของตัวเองให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกินดี พักผ่อนให้พอ หรือแม้แต่การลดความเครียดในแต่ละวัน ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่สำคัญเช่นกัน”

ติดต่อสอบถามหรือร่วมสนับสนุน THANN Pink Ribbon Collection” ได้ที่ Line Official account: @thannthailand และร้าน ‘ธัญ’ (THANN) ทั้ง 11 สาขาทั่วประเทศ อาทิ ชั้น 2 โซน The Storeys ONE Bangkok, ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ชั้น 5 (Tower 2) โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ, ชั้น 3 ศูนย์การค้าเกษร, ชั้น 5 ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม, ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน, ชั้น 4 ไอคอน สยาม, ชั้น 1 ศูนย์การค้าวันนิมมาน จังหวัดเชียงใหม่, ชั้น G (The Jungle Zone และ The Botanica Zone) ศูนย์การค้าจังซีลอน จังหวัดภูเก็ต และ ธัญ เวลเนส เดสทิเนชั่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

‘ดร. เหวียน ถิ เฟือง เถา’ ร่วมผลักดัน AI เพื่อสังคมบนเวที UNESCO หนุนการใช้งานอย่างสร้างสรรค์เพื่อยกระดับชีวิตคนทั่วโลก

'ดร. เหวียน ถิ เฟือง เถา' ร่วมผลักดัน AI เพื่อสังคมบนเวที UNESCO หนุนการใช้งานอย่างสร้างสรรค์เพื่อยกระดับชีวิตคนทั่วโลก

‘ดร. เหวียน ถิ เฟือง เถา’ ร่วมผลักดัน AI เพื่อสังคมบนเวที UNESCO หนุนการใช้งานอย่างสร้างสรรค์เพื่อยกระดับชีวิตคนทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.06 น.

มหาเศรษฐีนักธุรกิจชาวเวียดนาม ดร. เหวียน ถิ เฟือง เถา ร่วมผลักดัน AI เพื่อสังคมบนเวที UNESCO ย้ำ AI สร้างโอกาส-ลดความเหลื่อมล้ำ หนุนการใช้งานอย่างสร้างสรรค์เพื่อยกระดับชีวิตคนทั่วโลก

การประชุมระดับโลกว่าด้วยจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ (Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence – AI) ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2568 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้นำระดับโลก นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกว่า 800 คน จาก 194 ประเทศสมาชิกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

ในระหว่างการกล่าวเปิดงาน นางออเดรย์ อาซูเลย์ (H.E. Ms. Audrey Azoulay) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ได้เน้นย้ำถึงอิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังพลิกโฉมวิถีชีวิตของมนุษย์ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการทำงาน การศึกษา การสื่อสาร และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ โดยระบุว่า นี่คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ” ซึ่งจำเป็นต้องหารือร่วมกันเพื่อพัฒนากรอบจริยธรรมที่ตั้งอยู่บนคุณค่าร่วมกันของความเป็นมนุษย์ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของยูเนสโกในการส่งเสริมความร่วมมือระดับโลก โดยคาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสำหรับ AI อย่างครอบคลุม เท่าเทียม และเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในสังคม

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมกล่าวเปิดการประชุมในครั้งนี้ โดยแสดงจุดยืนของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอนาคตของ AI บนพื้นฐานของจริยธรรมและความครอบคลุม พร้อมชี้แนะให้ผู้นำทั่วโลกร่วมกันผลักดันให้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนที่สร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนและเท่าเทียมแก่ทุกคน

ในฐานะตัวแทนจากประเทศเวียดนาม ดร.เหวียน ถิ เฟือง เถา ประธานกลุ่ม Sovico และสายการบินเวียตเจ็ท ได้เข้าร่วมการเสวนาระดับสูงว่าด้วยบทบาทของเทคโนโลยี นโยบาย และนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนประโยชน์สาธารณะในยุคของปัญญาประดิษฐ์

“ดิฉันมาในวันนี้ ไม่เพียงในฐานะนักธุรกิจหญิงผู้นำสายการบินระดับโลกและธนาคารดิจิทัล หรือในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านระบบอัตโนมัติ แต่ดิฉันมาในฐานะแม่คนหนึ่ง ผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีควรได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ และเพื่อสร้างโลกที่เท่าเทียมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นต่อไป ขณะนี้ เรากำลังดำรงชีวิตอยู่ในยุคของปัญญาประดิษฐ์ ยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในทุกการตัดสินใจ ทุกความฝัน และทุกเส้นทางในชีวิตที่เราเลือกเดิน” ดร.เหวียน ถิ เฟือง เถา กล่าวเปิดการอภิปรายของเธอในการประชุมครั้งนี้

ดร.เถาได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่เธอมีโอกาสได้เห็นผู้โดยสารนับล้านคนของสายการบินเวียตเจ็ทได้เดินทางด้วยเครื่องบินเป็นครั้งแรก สู่จุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ซึ่งเปิดโอกาสด้านการศึกษา การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และการจ้างงานที่ดีขึ้น เธอยังกล่าวถึงแพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัล ‘Vikki’ ซึ่งช่วยให้ผู้หญิงในชนบท และนักเรียนจากพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปในทางที่ดีขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ควรเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสด้านการศึกษา การเงิน และสุขภาพ โดยมีสวัสดิภาพของสังคมและประโยชน์ส่วนรวมของมนุษยชาติเป็นรากฐานสำคัญของทุกการอภิปราย นโยบาย และนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์

ดร.เถา ประธานสายการบินเวียตเจ็ท กล่าวว่า “เราต้องเริ่มต้นจาก ‘มนุษย์’ โดยยึดมั่นในหลักความเสมอภาคที่หยั่งรากจากศักดิ์ศรีและสิทธิพื้นฐานในการมีความสุขของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะมีภูมิหลัง รายได้ เพศ หรือระดับการศึกษาอย่างไรก็ตามในโลกของ AI ดิฉันเชื่อว่าไม่มีเส้นแบ่งระหว่างดิฉัน ในฐานะผู้ประสบความสำเร็จและเป็นมหาเศรษฐีนักธุรกิจ กับคนขับรถตุ๊กตุ๊กหรือพลเมืองธรรมดาบนท้องถนน ดังนั้น บนเวทีอันทรงเกียรติของยูเนสโกแห่งนี้ ดิฉันหวังว่าเราจะก้าวข้ามการมอง AI ว่าเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ให้มองว่า AI คือ ‘คำมั่นสัญญา’ ว่าปัญญาประดิษฐ์จะต้องยืนหยัดเคียงข้างหัวใจของความเป็นมนุษย์ ยึดมั่นในคุณค่าหลักอย่างความเมตตา ความซื่อสัตย์ และแรงบันดาลใจในการร่วมกันสร้างโลกที่เสมอภาค ครอบคลุม และดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน”

ดร.เถาได้เสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันกำหนดวิสัยทัศน์ระดับโลกสำหรับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI บนพื้นฐานของจริยธรรมอันมั่นคง โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนด้วยหลักความเท่าเทียม และตั้งอยู่บนความไว้วางใจ พร้อมทั้งแสดงความพร้อมในการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและการดำเนินงานเพื่อผลักดันโครงการระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุน “กองทุนข้อมูลที่เป็นธรรม” (Fair Data Fund) ซึ่งมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างโปร่งใส ปราศจากอคติ และรองรับความหลากหลายทางภาษา เพื่อยกระดับการพัฒนา AI ให้สามารถสร้างประโยชน์แก่ชุมชนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา

“ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น หลักการด้านปัญญาประดิษฐ์ต้องให้ความสำคัญกับชุมชนเปราะบางเป็นลำดับแรก เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทอดทิ้ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางเพศ สถานะ หรือภูมิศาสตร์ ดิฉันขอใช้เวทีแห่งนี้เปิดพื้นที่เชิงนโยบายให้กับสตรี เด็กหญิง และกลุ่มชายขอบ ไม่ใช่ในฐานะผู้รับผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ในฐานะผู้ร่วมออกแบบอนาคตแห่งยุคดิจิทัลของเราทุกคน” ดร.เถากล่าว พร้อมเน้นย้ำว่า ทั้งตัวเธอเองและองค์กรในเครือ ไม่ว่าจะเป็นสายการบินเวียตเจ็ท HDBank หรือ Vikki Bank ยังคงยึดมั่นในพันธกิจที่จะร่วมกันสร้างโลกที่เทคโนโลยีไม่ได้มีเพียงความชาญฉลาด หากแต่ต้องเปี่ยมด้วยเมตตา โลกที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมเพียงลำพัง แต่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าพื้นฐานแห่งความเป็นมนุษย์

ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของยูเนสโกและสหประชาชาติ ดร.เหวียน ถิ เฟือง เถา และกลุ่มธุรกิจในเครือได้ให้การสนับสนุนโครงการเพื่อชุมชนและความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านวัฒนธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์ รวมถึงการส่งเสริมสิทธิและโอกาสของสตรีและเด็ก การอภิปรายของเธอในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งของผู้นำธุรกิจที่ผสานหลักจริยธรรมกับการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

-(016)

โอซีซี เปิดบูธแสดงสินค้า งานสหกรุ๊ปแฟร์ & เฟส ครั้งที่ 29

โอซีซี เปิดบูธแสดงสินค้า งานสหกรุ๊ปแฟร์ & เฟส ครั้งที่ 29

โอซีซี เปิดบูธแสดงสินค้า งานสหกรุ๊ปแฟร์ & เฟส ครั้งที่ 29

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.46 น.

ธีรดา อำพันวงษ์ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชนเปิดบูธแสดงสินค้าในเครือโอซีซี ต้อนรับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในงาน สหกรุ๊ปแฟร์ & เฟส ครั้งที่ 29 บิ๊กช้อป บิ๊กโชว์ นำเสนอผลิตภัณฑ์กับสินค้าคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ด้วยนวัตกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับทุกไลฟ์สไตล์ มากกว่า 10 แบรนด์ ภายใต้คอนเซ็ป OCC Inspiration Factory พื้นที่สร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดเรื่องราว และส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านสินค้าไปยังผู้บริโภค ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ฮอลล์ 98-100 เมื่อเร็ว ๆ นี้

‘เดอะมอลล์’ผนึก ‘SCPG Group’ยักษ์อสังหาฯจีน เปิดประตูสินค้าไทยในจีน

'เดอะมอลล์'ผนึก 'SCPG Group'ยักษ์อสังหาฯจีน เปิดประตูสินค้าไทยในจีน

‘เดอะมอลล์’ผนึก ‘SCPG Group’ยักษ์อสังหาฯจีน เปิดประตูสินค้าไทยในจีน

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.43 น.

น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับ SCPG Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้บริหารศูนย์การค้าชั้นนำของจีน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค จัดงาน “Super-V SCPG Hua Hua Festival” เทศกาลสำคัญประจำฤดูร้อนของศูนย์การค้าในเครือ SCPG โดย “Kud-Thai Holiday” ระหว่างวันที่ 18 – 27 กรกฎาคม 2568 นี้ ณ เมืองเซินเจิ้น และเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นำร่องส่งออกวัฒนธรรมไทยสู่ตลาดจีน

“ความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดขึ้นในโอกาสร่วมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน  โดยเดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ใช้โอกาสสำคัญนี้ร่วมมือทางธุรกิจครั้งสำคัญกับ บริษัท SCPG Group ซึ่งเชื่อมั่นว่าจากความร่วมมือในครั้งนี้ จะไม่เพียงส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ  แต่ยังเปิดโอกาสเชิงธุรกิจให้กับกลุ่ม SMEs  และผู้ประกอบการไทย ได้ขยายตลาดและสร้างความเชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคจีนอย่างแท้จริง“

สำหรับความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ กลุ่มเดอะมอลล์ จะเป็นสื่อกลางส่งเสริมกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมมือจัดแคมเปญหรือกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็นคู่ค้าของกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป และ SCPG รวมถึงความร่วมมือในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจร่วมกัน ได้แก่ การบริหาร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ลูกค้า และการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสและขยายฐานลูกค้าร่วมกันในอนาคตผ่านการเชื่อมโยงกับผู้ค้าปลีกรายใหม่ 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจากจีน ยังสามารถนำสินค้าที่คนไทยนิยมหรือชื่นชอบเข้ามาทำตลาดไทยได้เช่นกัน โดยเดอะมอลล์จะทำหน้าเป็นเทรดเดอร์(ผู้ค้า) นำสินค้าไทยไปขายในจีน และนำสินค้าจีนมาขายในไทย รวมถึงยังเป็นโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวจากจีนกลับมาไทยด้วย  เพราะเชื่อว่าหากคนจีนมาเที่ยวเยอะขึ้น เศรษฐกิจไทยก็จะดีขึ้น

“ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในไทยน้อยมาก ทั้งจีนไต้หวัน จีนฮ่องกง จีนอินโดนีเซีย ซึ่งมีกำลังซื้อสูง ฉะนั้นการเป็นเทรดเดอร์ในครั้งนี้จึงเชื่อว่าจะช่วยดึงชาวจีนกลับเข้ามาในไทยเพิ่มอีกอย่างน้อย 10%“

นายเหยา ไฮ่ปัว ประธานกรรมการบริหาร บริษัท SCPG Group กล่าวว่า จากจำนวนฐานสมาชิกของกลุ่มSCPG ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 60 ล้านคนนี้ มองว่าจะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้สินค้าไทยภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ สามารถขยายตลาดได้มากขึ้น รวมถึงจะต่อยอดนักท่องเที่ยวจีนมาไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทยังมีพันธมิตรมากกว่า 20,000 ราย ซึ่งประมาณ 1 ใน 3 ของพันธมิตร สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและเครือเดอะมอลล์ อาทิ กลุ่มอาหาร เครื่องประดับ เป็นต้น แน่นอนว่าประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีศักยภาพในการทำค้าปลีกอีกมาก เนื่องจากยังมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ค่อนข้างเยอะ ในอนาคตกรุงเทพฯ สามารถกลายเป็นศูนย์กลางของโลกได้ แต่ต้องการความหลากหลายความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ส่วนในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน การประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญของกลุ่มบริษัท SCPG และบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จะสะท้อนถึงพลังแห่งมิตรภาพและการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับวงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และค้าปลีกให้ก้าวสู่ระดับสากล ผ่านการผสานวัฒนธรรม นวัตกรรม และการสร้างระบบนิเวศทางการค้าใหม่

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพของ SCPG ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน พัฒนา และบริหารจัดการศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศจีน ผสานเข้ากับความแข็งแกร่งของ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกของไทย ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าระดับโลก ได้แก่ สยามพารากอน, เอ็มโพเรียม – เอ็มควอเทียร์ – เอ็มสฟียร์ และเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ มากกว่า 4 ทศวรรษ การประกาศความร่วมมือเชิงลึกระหว่างทั้ง 2 องค์กรในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เป็นเพียงการจับมือกันของ 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ให้ผลตอบรับระดับองค์กร แต่ความร่วมมือนี้ยังเป็นแรงผลักดันใหม่ให้กับตลาดผู้บริโภคจีน เป็นการเปิดประตูการค้าให้แบรนด์ไทยที่มีเอกลักษณ์ได้เข้าสู่ตลาดจีนอย่างมั่นคง

ขณะเดียวกันยังเป็นต้นแบบของ “กลยุทธ์การบริโภครูปแบบใหม่ + กลยุทธ์สู่สากล” ในขณะเดียวกันยังช่วยผลักดันแบรนด์จีนออกสู่เวทีโลก โดย SCPG คาดว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศทางการค้าใหม่ที่ผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมกันผลักดันวงการค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก

สำหรับงาน “Super-V SCPG Hua Hua Festival” เทศกาลใหญ่ประจำฤดูร้อนของเครือ SCPG ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 27 กรกฎาคม นี้  ได้จำลองบรรยากาศงาน Kud-Thai ซิกเนเจอร์อีเวนต์ของกลุ่มเดอะมอลล์  ที่คัดสรรสินค้า ผลิตภัณฑ์อันมีอัตลักษณ์ไทยท้องถิ่นคุณภาพจากผู้ประกอบการไทย ได้แก่ ผลไม้อบแห้ง อาหารแปรรูป สินค้าแฟชั่น, ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากกลุ่ม SMEs, การแสดงนาฏศิลป์ไทย, การสาธิตนวดแผนไทย, กิจกรรมเวิร์กช็อปเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการเชื่อมโยงด้านวัฒนธรรม ยังเปิดโอกาสเชิงพาณิชย์ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนในศูนย์การค้าชั้นนำ พร้อมเสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและค้าปลีก