ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

ตะลอนเที่ยว : ปีนัง (ก็แค่ปากซอย) ไปทุกครั้งก็มีรอยยิ้ม

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มีเสียงเรียกร้องให้ Mr. Flower จัดทริปแบบกลุ่มเล็ก ๆ เป็นกันเอง ไปเที่ยวเมืองปีนังอีก เพราะมีผู้อ่านคอลัมน์ตะลอนเที่ยว และเพื่อนฝูง รวมถึงญาติ ๆ ของผู้ที่ร่วมทริปปีนังเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 เรียกร้องแบบคุณขอมา 

เมื่อคุณขอมา Mr. Flower ก็ไม่ขัดศรัทธา จึงตัดสินใจพาคุณ ๆ ไปเที่ยวปีนังอีกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยไปนอนสองคืนเหมือนเดิม ทริปหน้ารับสมาชิก 14 คนเท่านั้นครับ เพื่อให้นั่งในรถตู้ได้สบาย ๆ หลวม ๆ (นั่งรถตู้คันละ 7 คน)

ปีนังเป็นเมืองที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีเสน่ห์มาก มีสถานที่ท่องเที่ยวชนิด man made มากมาย โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าในเมืองจอร์จทาวน์ ขอบอกว่าจอร์จทาวน์เต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าสไตล์ชิโน-โปรตุกีส แต่บ้านเก่าเหล่านี้ยังมีชีวิต เพราะมีผู้คนอยู่อาศัยทุกวัน ดังนั้น จึงเป็นเมืองเก่าที่ยังมีลมหายใจตลอดเวลา 

คำจำกัดความของนักท่องเที่ยวที่มอบให้กับปีนังคือ เป็นเมืองที่มีความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นพื้นที่ของการอยู่รวมกันระหว่างวัดพุทธ โบสถ์คริสต์ ศาลเจ้าจีน โบสถ์แขก และสุเหร่า เป็นที่ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจของผู้คน ทั้งคนที่เป็นชาวพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อพูดถึงวัดพุทธตามแบบมหานิกายในปีนังก็ต้องยกให้วัดเค็คลกซี (Kek Lok Si) พูดถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติก็ต้องไปปีนังฮิลล์ หากถามถึงเขตเมืองเก่าก็ต้องไปจอร์จทาวน์ แล้วหากจะชม street art ก็ต้องไปที่ย่านถนนถนนอาร์เมเนียน (Armenian street) และยังมีบ้านเรือนในแบบ Peranakan คือสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมกับมลายู หากจะดูป้อมปราการโบราณก็ไปที่ป้อมคอร์นวอล์ลีส และดูตึกโบราณในยุคอาณานิคมที่เอสพลานาด ในย่านจอร์จทาวน์ และบ้านโบราณสไตล์ Peranakan ที่ชื่อ blue mansion และอีกที่หนึ่งที่ต้องไปเที่ยวชมคือชุมชนที่สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่บนน้ำ (ทะเล) ที่ชื่อ Chaw Jetty แต่หากสนใจเที่ยวป่าเขาลำเนาไพรก็ต้องไป Penang Hill และ The Habitat Penang Hill แต่หากสนใจจะไปเที่ยวบริเวณชายหาดก็ต้องไปที่ Batu Ferringhi Beach ซึ่งเป็นย่านที่ตั้งของโรมแรมหรูริมชายหาด แต่ขอบอกว่าชายหาดเมืองปีนังไม่ยาวเท่าภูเก็ต)

แต่ที่แน่นอนที่สุดคือเมื่อไปถึงเมืองปีนังก็ต้องกินอาหารจีนในร้านสุดดัง ดังสุด ๆ ของเมืองคือร้าน Tek Sen ขอย้ำว่าร้านนี้ หากคุณไม่ได้จองไปก่อน ตุณต้องรอคิวนานอย่างน้อยที่สุดคือ 1 ชั่วโมง และที่ต้องย้ำ และย้ำมาก ๆ คือการเที่ยวเมืองปีนังให้สนุกต้องเดินทอดน่องท่องเที่ยวไปในเขตเมืองเก่าจอร์จทาวน์ แล้วหาขอกินอร่อย ๆ ในย่านเมืองเก่า แล้วก็เสพงานศิลป์ street art ไปตามตรอกซอกซอยในเขตจอร์จทาวน์

สนใจร่วมทริปปีนังแสนชิล ที่รับสมาชิกเพียง 14 คน โปรดรีบติดต่อ 091 7233615 ด่วนครับ เดินทางปลายเดือนกรกฎาคม 2568

by Mr. Flower

คุณแหน : 29 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 29 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 29 มิถุนายน 2568

วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll ให้สงสารคนไทยร่วมชาติทุกท่าน ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อแพทองธาร  ชินวัตร  ที่ไม่ประสีประสากับการบริหารบ้านเมืองถูกสมเด็จฮุนเซ็น กล่าว หลังจากได้โทรศัพท์ส่วนตัว พูดคุย ๑๗ นาที  ว่า การกระทำของนายกนไทย อุ๊งอิ๊ง ที่สนทนากับผมฮุนเซ็น  กล่าวโจมตีแม่ทัพภาค ๒ ของตัวเองถือเป็นการกระทำที่กบฎชาติ …….    

ll แต่นายกฯแพทองธาร   ชินวัตร  กลับเห็นว่า  ”  จะเห็นได้ว่าในคลิปเสียงตัวดิฉันเองก็ไม่ได้อะไร และดิฉันเองก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียหายอะไร   จุดนี้คือจุดที่เป็นการคุยกัน  ซึ่งทราบอยู่ว่าไม่ควรเปิดเผยคลิป ที่เป็นการสนทนาแบบส่วนตัว ”  นี่คือทัศนคติและมุมองของคนที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ……  

ll ส่วนอดีตรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร   วงษ์สุวรรณ  หัวหน้าพรรค พปชร.  ” สิ่งที่ผู้นำไทยพูดกับใครก็แล้วแต่ที่จะหมิ่นศักดิ์ศรีคนไทย  ทำให้ประเทศชาติขากความเชื่อมั่น  และขาดศรัทธาจากประชาชน  เรื่องนี้ผู้นำประเทศทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน  เพราะฉะนั้น ผู้นำประเทศจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฯ ” ……  

ll มาฟังผู้ดูแลพื้นที่ พล.ท.บุญสิง   พาดกลาง  แม่ทัพภาค๒  ” อยากฝากถึงคนไทยทุกหมู่เหล่า ที่อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร  ให้มีความรักความสามัคคีของคนในชาติรวมกันเป็นหนึ่งเดียว  ในภาวะที่ประเทศวิกฤตเช่นนี้  ส่วนทหารจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชน  ขอให้มั่นใจว่า ชายแดนไทยเราจะมั่นคงปลอดภัยแน่นอน ” ……

ll ส่วน วิรังรอง  ทัพพะรังสี  ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ  เรียกร้อง ดร.อานนท์ – นักวิชาการ ๕๕ คน ยกเลิกถวายฎีกา ระบุมหากษัตริย์ ทรงอยู่เหนือการเมือง  ชี้รัฐธรรมนูญไม่เปิดช่อง  แนะให้ใช้กระบวนการทางกฎหมาย  ” …….  

ll อนุทิน  ชาญวีรกุล  อดีต รองนายกฯ  พูดเต็มปากเต็มคำ  ไม่สนับสนุนกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเม้น  คอมเพล็ก    นาทีนี้ ไม่มีใครหล่อเกิน 555 …..   

ll อ่านบทความของ เปลว  สีเงิน   ชาติต้องการท่าน  สรุปผลประโยชน์ แดง ส้ม ลงตัวกัน  สงสัยรวมพลังแผ่นดินจะไม่สิ้นภาระกิจเพื่อชาติ  แต่มารวมแสดงพลัง พิทักษ์อธิปไตย วันเดียว ซะแล้ว  ตลาบใดประเทศยังอยู่ภายใต้รัฐบาล ไส้ศึกเขมร  อันตรายยังแผ่คลุมประเทศ  เวลานี้ชาติต้องการพี่น้องชาวไทยทุกคน ร่วมพิทักษ์  ……  

น้องนิ่ง…..นิ่ง………..

ททท.ผนึก THACCA ดึง Celebrities-KOL ทั่วโลก เปิดตัว’Be My Guest’ ดันSoft Powerไทยสู่เวทีสากล

ททท.ผนึก THACCA ดึง Celebrities-KOL ทั่วโลก เปิดตัว'Be My Guest' ดันSoft Powerไทยสู่เวทีสากล

ททท.ผนึก THACCA ดึง Celebrities-KOL ทั่วโลก เปิดตัว’Be My Guest’ ดันSoft Powerไทยสู่เวทีสากล

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.17 น.

ททท. จับมือ THACCA พา CELEBRITIES – KOL จากหลายมุมโลกมาถึงเมืองไทยแล้ว ร่วมฉลองในงาน Welcome Party กับโครงการ “Be My Guest” พาเสน่ห์ไทย โกอินเตอร์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ด้วยการต้อนรับคณะ CELEBRITIES และ KOL จากนานาประเทศรวม 40 ท่าน ที่เดินทางถึงประเทศไทยเพื่อร่วมโครงการ “Be My Guest” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ “Rhythm of Thailand”  และ “Be My Guest Fam Trip” โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานกล่าวต้อนรับ ณ งานเลี้ยงรับรองสุดพิเศษที่ Osca & Blanco Bar and Restaurant กรุงเทพฯ พร้อมด้วยนางสาวมาริสา สุโกศล หนุนภักดี ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตว์สาหกรรมด้านการท่องเที่ยวในคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวต้อนรับคณะอย่างอบอุ่นว่า “รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เห็น Celebrities, KOL และครีเอเตอร์ผู้ทรงอิทธิพลจากทั่วโลกมารวมตัวกันในค่ำคืนนี้ โครงการนี้คือหมุดหมายสำคัญภายใต้นโยบาย Soft Power ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลกอย่างแท้จริง และในครั้งนี้ทุกท่านจะได้ออกเดินทางไปในเส้นทางที่หลากหลาย เพื่อค้นพบ ‘จังหวะการท่องเที่ยว’ ที่แตกต่างของตัวเอง โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะสื่อสาร ‘เสน่ห์ไทย’ ในมุมมองใหม่ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก ทุกท่านคือพลังสำคัญที่จะช่วยเผยแพร่ความเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ไทยผ่าน ‘5 Must Do in Thailand’ เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจและผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Top of Mind Destination ที่รอให้ทั่วโลกมาเยือน” 
ภายในงานเลี้ยงต้อนรับ ททท. ได้สร้างบรรยากาศแบบเป็นกันเอง สื่อถึงอัธยาศัยไมตรีของคนไทย และศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้จะนำไปสู่การผลิตคอนเทนต์สุดสร้างสรรค์  เพราะไฮไลท์ของกิจกรรมในครั้งนี้คือการคอลแลบกัน ระหว่าง อินฟลูเอนเซอร์ไทยและนานาชาติ ที่จะร่วมเดินทางไปในเส้นทาง Soft Power 10 เส้นทางทั่วไทย รวมถึงมีการจัด Fam Trip พาเหล่า Celebrities ไปยังเส้นทางพิเศษอีก 3 เส้นทาง ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและคุณค่าของความเป็นไทยในทุกมิติ 

นางสาวมาริสา สุโกศล หนุนภักดี ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว ในคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กล่าวว่า “โจทย์สำคัญของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยปัจจุบันไม่ใช่เพียงการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อบรรลุเป้าหมายเท่านั้น แต่เรามุ่งกระจายนักท่องเที่ยวสู่แหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายในเมืองน่าเที่ยว สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการและชุมชนได้เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมฯ รวมทั้งนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวมิติใหม่ที่แตกต่าง และยกระดับคุณภาพของการเดินทางให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความคาดหวังของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ดังนั้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากทั่วโลก เราจะต้องชูภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย โดยดึงจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มานำเสนอในรูปแบบของประสบการณ์ที่แปลกใหม่และยั่งยืน พร้อมสนับสนุนดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) สื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ นำเสนอเรื่องราวเสน่ห์ของเมืองไทย สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทาง พร้อมเสริมความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางระดับโลก (World Destination) ที่มีทั้งคุณภาพ มีเสน่ห์ที่แตกต่าง และเดินหน้าสู่ความยั่งยืนในทุกมิติของการท่องเที่ยว” 

ทั้งนี้ อินฟลูเอนเซอร์ระดับแถวหน้าจากหลากหลายประเทศที่มาร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์ในครั้งนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ที่จะร่วมกันเดินทางในเส้นทาง Soft Power ได้แก่ เขาใหญ่–นครนายก: เส้นทาง Soft Adventure และ Wellness ในธรรมชาติม, บุรีรัมย์: เมืองแห่งกีฬาและวัฒนธรรม พร้อมไลฟ์สไตล์เชิงชุมชน, สุราษฎร์ธานี: การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ผสานความยั่งยืน, กระบี่–ตรัง: ธรรมชาติบำบัด ผ่อนคลายทั้งกายใจ, เพชรบุรี: Gastronomy Tourism ตามล่าอาหารเมืองสามรส, เลย–เชียงคาน: วิถีชีวิตริมโขงและประเพณีผีตาโขน, ระยอง–จันทบุรี: Fruit Ranger ดื่มด่ำผลไม้เมืองร้อน, น่าน: เสน่ห์เมืองเก่า Nan Living Old City: Coco x Coffee x Culture, สุโขทัย: Taste of Time เมืองมรดกสร้างสรรค์แห่ง UNESCO, เชียงราย: เมืองล้านนาที่เล่าเรื่องแฟชั่น ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย และ สมุทรสงคราม – River of Serenity

ผู้สนใจสามารถติดตามภารกิจการเดินทางของเหล่า KOL ได้ทาง Facebook: Amazing Thailand ตลอดช่วงเดือนมิถุนายน–สิงหาคมนี้ ซึ่งคอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นไม่เพียงนำเสนอภาพความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวไทย แต่ยังสื่อสารอารมณ์ ประสบการณ์ และความประทับใจผ่านมุมมองใหม่ ที่จะช่วยจุดประกายแรงบันดาลใจและสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สสว. ดัน Soft Power ผู้ประกอบการไทย จัดงาน ‘SME SHOW ของ’ ฉลองวัน MSME DAY

สสว. ดัน Soft Power ผู้ประกอบการไทย จัดงาน ‘SME SHOW ของ’ ฉลองวัน MSME DAY

สสว. ดัน Soft Power ผู้ประกอบการไทย จัดงาน ‘SME SHOW ของ’ ฉลองวัน MSME DAY

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.24 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เตรียมจัดงาน “SME SHOW ของ : ตลาดนัดคนตัวเล็ก พื้นที่สร้างสรรค์ของคนมีของ” ระหว่างวันที่ 27–29 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. ณ จุฬา ซอย 5 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันSME DAY  (Small and Medium-sized Enterprises Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 27 มิถุนายนของทุกปี ตามที่องค์การสหประชาชาติประกาศให้เป็นวันแห่งการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยทั่วโลก คาดมีคนเดินไม่ต่ำ 10,000 คน !!!!

นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมพลังความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการไทย หรือที่เรียกว่า Soft Power ให้สามารถแปลงเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างเวทีให้ผู้ประกอบการได้แสดงผลงาน จำหน่ายสินค้า และสร้างโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ตลอดจนเพิ่มช่องทางทางการตลาดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

ภายในงานจะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยหลากหลายประเภท ทั้งงานฝีมือ แฟชั่น อาหาร งานออกแบบ และนวัตกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์และศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยเน้นความสร้างสรรค์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละราย ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงพลังของ Soft Power ในระดับชุมชนและรายบุคคลอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งจุดเด่นของงานคือกิจกรรมเวทีเสวนา “Stand-Up Biz Talk” ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายแวดวง มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดมุมมองด้าน Soft Power ของไทย, คุณพศุตม์ บานแย้ม นักแสดงและผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอาหาร และคุณเบียร์ จาก BUFF TALK พิธีกรและครีเอเตอร์ด้านธุรกิจที่เป็นแรงบันดาลใจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมการจับจ่ายและสนับสนุนผู้ประกอบการ อาทิ การแจกหนังสือ “อารยะแข่งขัน” ผลงานเขียนของ ดร. วิทย์ สิทธิเวคิน ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน รวมถึงสิทธิ์ลุ้นรับส่วนลดเพื่อใช้จ่ายกับร้านค้าภายในงาน เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างประสบการณ์เชิงบวกในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

พร้อมกันนี้ สสว. ยังได้ยกระดับการให้บริการออนไลน์ให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ผ่านแอพพลิเคชัน SME CONNEXT ซุปเปอร์แอพสำหรับ SME ง่าย ครบ จบในแอพเดียว ซึ่งผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม การสมัครเข้าร่วมโครงการ และสามารถเชื่อมต่อไปยังบริการออนไลน์อื่นๆ ของ สสว. ได้  พร้อมยกระดับการให้บริการด้วย SME ONE ID ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสิทธิประโยชน์จากภาครัฐได้สะดวกยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล อันเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมคาดว่า งาน “SME SHOW ของ” ครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 10,000 คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่สำคัญงานนี้ไม่เพียงเป็นงานแสดงสินค้าและแนวคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการเท่านั้น หากแต่จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน SMEs ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง และมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งต่อไป

-(016)

ไพรด์- รัฐ-เอกชน สานพลังจัด Trans Pride Thailand ปีที่ 2 พลิกโฉมสีลม เปิดประตูสู่ความเท่าเทียม

ไพรด์- ฃรัฐ-เอกชน สานพลังจัด Trans Pride Thailand ปีที่ 2 พลิกโฉมสีลม เปิดประตูสู่ความเท่าเทียม

ไพรด์- ฃรัฐ-เอกชน สานพลังจัด Trans Pride Thailand ปีที่ 2 พลิกโฉมสีลม เปิดประตูสู่ความเท่าเทียม

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งท้ายเดือนแห่งความหลากหลายและเท่าเทียม กับงาน Trans Pride Thailand 2025” จัดขึ้นภายใต้ธีม “พลิกโฉมอนาคตเพื่อความเท่าเทียม” ณ ตึกปาร์ค สีลม กรุงเทพมหานคร โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจกว่า 40 องค์กรทั่วประเทศ เพื่อเฉลิมฉลองอัตลักษณ์ของชุมชนคนข้ามเพศ สนับสนุนสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิต

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในพิธีเปิดว่า “กรุงเทพมหานคร รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพและสนับสนุนงานทรานซ์ไพรด์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนสิทธิของชุมชนคนข้ามเพศในประเทศไทย โดยยืนยันว่า ‘กรุงเทพมหานครจะเป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน’ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 อย่างเต็มรูปแบบกรุงเทพมหานครยังได้พัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างความเท่าเทียมทางเพศอย่างยั่งยืน เช่น การส่งเสริมให้เขตต่าง ๆ เปิดบริการจดทะเบียนคู่สมรสเพศเดียวกัน การสนับสนุนการแต่งกายตามเพศสภาพของข้าราชการ และการให้บริการคลินิก BKK Pride Clinic 31 แห่งในศูนย์บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ตลอดจนการส่งเสริมการศึกษาที่เคารพความหลากหลาย และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่กลุ่มคนข้ามเพศ”

ไฮไลท์ของงานยังรวมถึงนิทรรศการ “Trans People Are Here — Everywhere, Forever” ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวของคนข้ามเพศในประเทศไทยโดย ณชเล บุญญาภิสมภาร ตัวแทนคณะทำงานทรานซ์ไพรด์ไทยแลนด์  กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์ของคนข้ามเพศ ทอม กะเทยในประเทศไทย ไม่ได้เริ่มต้นจากเอกสารราชการ แต่เขียนขึ้นจากชีวิตจริงของผู้คนที่ต่อสู้ ฝ่าฟัน และยืนหยัดท่ามกลางความไม่เข้าใจ ความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติ นิทรรศการนี้จึงไม่ใช่เพียงการเล่าประวัติศาสตร์ แต่เป็นพื้นที่คืนเสียงและศักดิ์ศรีให้กับคนข้ามเพศที่เคยถูกมองไม่เห็น เราเดินมาไกล และเราจะไม่หยุดเดิน จนกว่าคนข้ามเพศทุกคนจะมีชีวิตที่ปลอดภัย เท่าเทียม และสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างภาคภูมิ”

งาน Trans Pride Thailand 2025 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เกิดจากการรวมพลัง 3 ภาคส่วน ได้แก่ ชุมชน ภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชนที่ร่วมสร้างแสดงเจตนารมณ์เปิดรับและเคารพในความหลากหลาย พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจบนถนนสีลม โดยผู้สนับสนุนการจัดงานยังประกอบไปด้วย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ บริษัท MSD Thailand สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและองค์กรอื่นๆรวมกว่า 40 องค์กรและแบรนด์

นางสาวอรฤดี ณ ระนอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาโครงการพาร์คสีลม ออฟฟิศทางเลือกใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ​ กล่าวว่า “สีลม เป็นพื้นที่เศรษฐกิจการค้าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย สามารถดึงดูดผู้คนได้มากกว่า 50,000 คนต่อวัน นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นด้านอัตลักษณ์บุคคลที่มีความหลากหลาย ทำให้ย่านนี้ได้รับการยอมรับให้เป็นพื้นที่แห่งการเฉลิมฉลอง และการแสดงออกถึงตัวตนได้อย่างเต็มที่”

ด้าน นายสุธี ลิมปนชัยพรกุล ประธานอำนวยการ บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาและบริหารโครงการพาร์ค สีลม กล่าวว่า “การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน Trans Pride Thailand 2025 สะท้อนถึงด้วยศักยภาพของทำเลที่สามารถรองรับกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งการเปิดกว้างและยอมรับในความหลากหลายอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกคนรู้สึกมีความปลอดภัย และได้เป็นตัวของตัวเอง โดย ‘พาร์ค สีลม’ พร้อมเป็นพื้นที่ความปลอดภัย การเป็นศูนย์กลางของคอมมูนิตี้  และ เกตเวย์แห่งโอกาสที่เปิดกว้างด้านเศรษฐกิจและสังคม สำหรับทุกคนในย่านสีลมแห่งนี้”

สมาคมวิศวกรหญิงไทย (TWEA) ฉลอง International Women in Engineering Day 2025

สมาคมวิศวกรหญิงไทย (TWEA) ฉลอง International Women in Engineering Day 2025

สมาคมวิศวกรหญิงไทย (TWEA) ฉลอง International Women in Engineering Day 2025

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมวิศวกรหญิงไทย (TWEA) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 และจัดงานฉลองในวัน InternationalWomen in Engineering Day 2025 ภายใต้ธีม “Together We Engineering” เพื่อยกย่องบทบาทของผู้หญิงในสายงานวิศวกรรมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับวิศวกรหญิงรุ่นใหม่ ณ บ้านดุสิตธานี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568

อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย นายกสมาคมวิศวกรหญิงไทย (TWEA),ละเอียด โควาวิสารัช,สุพัตรา วีรปรีชาเมธและ จิราพร ศิริคำ อุปนายกสมาคมและกรรมการสมาคมจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ควบคู่กับการเฉลิมฉลองวัน International Women in Engineering Day 2025 ภายใต้ธีม “Together We Engineering” โดยมี ลิช่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ,ผศ.ดร.ถวิดา มณีวรรณ์ ผู้ก่อตั้ง บจ.ไร่นา โรโบเทค และ มนสินี นาคปนันท์ ประธานสมาคมผู้ให้บริการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมเป็นวิทยากรแบ่งปันประสบการณ์

กิจกรรมในงานประกอบด้วยการบรรยายจากวิทยากรหญิงที่โดดเด่นในหลากหลายวงการ 3 ท่าน ได้แก่ ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCA) บรรยายในหัวข้อ Beyond Blueprint: The Power of Collaboration and Interdisciplinary Engineering กล่าวถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันและการบูรณาการข้ามสาขาในโลกวิศวกรรมยุคใหม่ โดยเน้นว่าการทำงานแบบแยกส่วนในอดีตไม่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในปัจจุบันได้ และความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรมอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอต่อความท้าทายสมัยใหม่ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความซับซ้อนของปัญหาการเมืองในแต่ละภูมิภาค ดังนั้นในการทำงานจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายสาขาวิชาและมุมมองที่แตกต่างกัน การทำงานแบบข้ามสาขา (Interdisciplinary Collaboration) เปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนั้นวิศวกรทุกคนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง มีทักษะข้ามสาขา นอกกรอบของความเป็นวิศวกร และสิ่งที่สำคัญที่สุดในอาชีพของวิศวกรคือการดำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณของวิศวกร และต้องกล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ลิซ่า งามตระกูลพานิช

ผศ.ดร.ถวิดา มณีวรรณ์

ผศ.ดร.ถวิดา มณีวรรณ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ไร่นา โรโบเทค จำกัด บรรยายในหัวข้อ Robotics for Sustainable Agriculture in Thailand โดยกล่าวว่า ปัจจุบันการเกษตรและการสร้างห่วงโซ่อาหารอย่างยั่งยืน เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศไทย เราสามารถนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มาช่วยสร้างความยั่งยืนทางการเกษตรให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยได้  ทั้งในแง่มุมของการลดการใช้แรงงาน  การพัฒนาเครื่องจักรการเกษตรที่ใช้พลังงานสะอาด และเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน ลดการใช้สารเคมีและลดขยะพลาสติกโดยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างสิ่งมีชีวิตและเครื่องจักรเพื่อสร้างความสมดุลย์ของระบบนิเวศน์ทางการเกษตร

มนสินี นาคปนันท์

มนสินี นาคปนันท์ ประธานสมาคมผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย บรรยายในหัวข้อ Pioneering Inclusive Fintech Innovation for Better Lives ได้เล่าถึงความมุ่งมั่นในการทำงาน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการอย่างเต็มที่ (underserved) โดยพัฒนานวัตกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิตจากการทำความเข้าใจบริบทและ pain point ของผู้ใช้งาน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลทางเลือก เพื่อสร้างโซลูชันทางการเงินที่เข้าถึงง่าย เป็นธรรม และตอบโจทย์ชีวิตจริงไม่ว่าจะเป็นบริการชำระเงิน สินเชื่อที่ไม่ต้องใช้เอกสารแสดงรายได้ ผลิตภัณฑ์การออมและลงทุนขนาดย่อม Embedded Finance หรือระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้ AI ตรวจจับและยับยั้งธุรกรรมผิดปกติแบบเรียลไทม์ บนพื้นฐานของความเชื่อว่าทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับตนเองอย่างเท่าเทียม เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ยั่งยืน

งานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแห่งแรงบันดาลใจสำหรับผู้หญิงในสายวิศวกรรมและเทคโนโลยี พร้อมเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายระหว่างวิศวกรหญิงอย่างแท้จริง

พุทธศาสนิกชนชาวไทย ร่วมใจบริจาคโลหิต ฉลองพระชันษา 98 ปี สมเด็จพระสังฆราช

พุทธศาสนิกชนชาวไทย ร่วมใจบริจาคโลหิต ฉลองพระชันษา 98 ปี สมเด็จพระสังฆราช

พุทธศาสนิกชนชาวไทย ร่วมใจบริจาคโลหิต ฉลองพระชันษา 98 ปี สมเด็จพระสังฆราช

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพุทธศาสนิกชนชาวไทย ร่วมน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ บริจาคโลหิตถวายเป็นพระกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ฉลองพระชันษา 98 ปี 26 มิถุนายน 2568 ระหว่างวันที่ 26 – 29 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) 7 แห่ง ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ทั่วประเทศ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า  เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ 98 พรรษา 26 มิถุนายน 2568 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้จัดกิจกรรมเพื่อเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ทำความดีบริจาคโลหิต ในโครงการ “พุทธศาสนิกชนชาวไทย ร่วมใจบริจาคโลหิตฉลองพระชันษา 98 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” ระหว่างวันที่ 26 – 29 มิถุนายน 2568 พร้อมทั้งเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน วัด และสถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และส่งเสริมการบริจาคโลหิตโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ส่งผลทำให้มีปริมาณโลหิตเพียงพอกับความต้องการของโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิมว่า “อัมพร ประสัตถพงศ์” ฉายา อมฺพโร ประสูติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2470 ณ ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โดยเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์              ทรงได้รับการยกย่องในด้านความซื่อสัตย์ เด็ดขาด ตรงไปตรงมา อีกทั้ง ทรงมีวัตรปฏิบัติความสมถะเรียบง่าย เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ทรงปฏิบัติธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติว่าเป็นฝ่ายธรรมยุต หรือฝ่ายมหานิกาย ทรงอุทิศตนเพื่องานด้านพระศาสนาโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย นอกจากนั้น ยังได้ทรงนิพนธ์ ผลงานทางวิชาการ เอกสาร และตำราด้านพระพุทธศาสนา มากมาย ซึ่งล้วนแต่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ทรงเป็นที่เคารพสักการะ และเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป

โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมบริจาคโลหิต ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์    หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Stations) 7 แห่ง ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค บางกะปิ งามวงศ์วาน ท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง) ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ตรวมทั้งโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ทั่วประเทศ

สยามคูโบต้า จุดประกายการกระทำเล็กๆ เพื่อโลกที่ยั่งยืน เปิดตัวหนังโฆษณา ‘Small Actions Change the World’

สยามคูโบต้า จุดประกายการกระทำเล็กๆ เพื่อโลกที่ยั่งยืน เปิดตัวหนังโฆษณา ‘Small Actions Change the World’

สยามคูโบต้า จุดประกายการกระทำเล็กๆ เพื่อโลกที่ยั่งยืน เปิดตัวหนังโฆษณา ‘Small Actions Change the World’

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ภายใต้แคมเปญ “Small Actions Change the World” ปลุกเมกะเทรนด์เกษตรรักษ์โลกท่ามกลางยุค AI โดยถ่ายทอดแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังพร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจสู่ “ทุกการกระทำ แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้” โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนฝากความหวังไว้กับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ถูกสร้างมาเพื่อช่วยให้โลกดีขึ้น แต่แท้จริงแล้วสิ่งสำคัญที่จะสามารถพาโลกไปสู่คำว่ายั่งยืนได้เริ่มจาก “มนุษย์ทุกคน” ที่สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนสู่พลังที่ยิ่งใหญ่ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกสู่ความยั่งยืนได้

การสื่อสารผ่านแคมเปญภาพยนต์โฆษณาชุดนี้สะท้อนใจความสำคัญ 5 มิติ ได้แก่ การเลือกเพาะปลูกแบบยั่งยืน การสนับสนุนเกษตรกรที่เพาะปลูกแบบยั่งยืน การรับประทานอาหารอย่างรู้คุณค่า การลดการใช้พลาสติก และ การหยุดเผาในภาคการเกษตรเพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศ ที่ถ่ายทอดผ่านการผสมผสานไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนเมืองและเกษตรกรหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งนี้ สยามคูโบต้าในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนวิถีชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันด้านนวัตกรรมเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการทำเกษตรแบบคาร์บอนต่ำ ระบบ Smart Farming ที่บริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกระบวนการผลิตจากฟาร์มสู่เมืองเพื่อสร้างห่วงโซ่ความยั่งยืนที่เกิดขึ้นได้จริงในทุกภูมิภาค

นอกจากการสื่อสารผ่านภาพยนตร์โฆษณา สยามคูโบต้าต้องการสะท้อนว่า “การเปลี่ยนแปลงโลก” ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพลังเล็ก ๆ ที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่อาจไม่ได้อยู่ในภาคการผลิตโดยตรง แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของวงจรเกษตรยั่งยืนผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยตัวอย่างของ “พลังเล็กๆ” ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ทันที อาทิ การเลือกบริโภคผลผลิตจากแหล่งเกษตรอินทรีย์ หรือฟาร์มเพาะปลูกแบบยั่งยืน การลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง การบริโภคอย่างรู้คุณค่าไม่ทิ้งขว้าง รวมถึงเกษตรกรที่หันมาเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรแบบปลอดการเผา ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงแต่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างวงจรการเปลี่ยนแปลงทั้งองคาพยพ ตั้งแต่เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร นวัตกรรมการเกษตร ไปจนถึงจิตสำนึกของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งสยามคูโบต้าหวังว่าจะสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจนี้ให้ขยายวงกว้างขึ้นในทุกมิติของสังคม

เพราะทุกพลังเล็ก ๆ จากทุกการกระทำของทุกคน คือความหวังของอนาคตแห่งความยั่งยืน ร่วมเป็นหนึ่งพลังเล็ก ๆ ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนได้แล้ววันนี้ โดยสามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “Small Actions Change the World” ความยาว 60 วินาที ผ่านช่องทางออฟฟิเชียลของสยามคูโบต้า SIAMKUBOTA https://www.facebook.com/share/v/1AZME9rojG/ หรือ Youtube สยามคูโบต้า https://youtu.be/WMrS3TMvxk0?si=YP6hO_rOMqBZI5p7

คุณแหน : 28 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 28 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 28 มิถุนายน 2568

วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ขอเชิญร่วมกิจกรรม “จักรวาลแห่งน้ำพระทัยเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ วันที่ 4 ก.ค. 9.00-15.30 น.ณ ชั้น 6 โซน A ห้อง CONVENTION HALL อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กิจกรรมต่างๆ อาทิ กิจกรรมทำความดีถวายพระกุศล , บริจาคโลหิตกับสภากาชาดไทย ,บริจาคอวัยวะกับศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อ รพ.จุฬาภรณ์ร่วมกับสภากาชาดไทย ,รับบริการสุขภาพกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ,ปรึกษานัดหมายการรักษาโรคมะเร็ง ,วิเคราะห์ธาตุจากการแพทย์บูรณาการ, เรียนรู้การทำ CPR ช่วยชีวิตผู้ป่วย , บริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสและจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กับผลิตภัณฑ์การกุศลชุด “เสืออวกาศ” มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ ฯ หรือร่วมบูชาพระพุทธสิรินาคเภษัชยคุรุจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ,สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากโครงการศิลปาชีพตามพระดำริและผลิตภัณฑ์เวชสำอาง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์…กิจกรรมเทิดพระเกียรติ 11.00 น. รับฟังการเสวนาแถลงข่าวจักรวาลแห่งน้ำพระทัยพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ในพระดำริ , การผลิตยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ดในประเทศไทย โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ , การประกาศผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทาน “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2567 ,การประกาศผลหน่วยงานผู้ได้รับพระราชทาน “รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปี 2568 ฯลฯ…ผู้สนใจลงทะเบียนและเลือกกิจกรรมที่จะเข้าร่วมได้ทาง https://shorturl.asia/6bNKf …

ll พล.อ.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จฯเป็นองค์ประธานงานประทานรางวัล”ประชาบดี”2568 ในวันที่ 14 ก.ค.ที่ รร.ปรินซ์พลาเลซ 14.00 น.มี รมว.พม. วราวุธ ศิลปอาชา รับเสด็จฯ ร่วมกับ อนุกูล ปิดแก้ว ,กันตพงศ์ รังษีสว่าง ,ศราวุธ มูลโพธิ์ ,เบญจวรรณ บุตรเพชรรัตน์ และสายสม วงศาสุลักษณ์ เป็นต้น…

ll ยืนยันมาจาก สำนักงานประกันสังคมว่า ให้สิทธิประโยชน์ สำหรับผู้ประกันตน ม.33 , ม.39 และ ม.40 กรณีเสียชีวิต ดังนี้ 1.ผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเดือนที่ถึงแก่ความตาย จะได้รับเงินค่าทำศพ 50,000.- บาท , 2. ผู้ประกันตน ม.40 ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 6 เดือน ใน 12 เดือน ก่อนเดือนที่ถึงแก่ความตาย หรือกรณีตายจากอุบัติเหตุ ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 1 ใน 6 เดือน จะได้รับเงินค่าทำศพ 25,000.- บาท…

ll อติพร บุตรสาวคนสวยคนเดียวของ เตือนใจ ศงสภาต มีทริปไปเที่ยวฝรั่งเศส โดยมีคุณแม่อยู่โยงเฝ้าบ้านตามลำพัง…

ll ดีใจที่สุขภาพของ ภัสสร์ ลีละพัฒนะ ดีวันดีคืน เพราะได้BAAC(Bangkok Acting Age Center)ที่สยามฯใช้การรักษาแบบช่วยชะลอวัย หน้าตาดูสดใสขึ้นมากๆ…

ll 20 มิ.ย.ที่ผ่านมาศิษย์เก่านิด้า หลักสูตร วิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส. 1) จัดงานพบปะสังสรรค์ ที่ ร้านพึ่งพา (PAFe’) มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก เมื่อ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ไปร่วมงาน อาทิ ชวน หลีกภัย ,ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ ,กรกฎ ชาตะสิงห์ ,สุรพล หวังสุนทรชัย ,กฤษดา กวีญาณ , ปภัสสรา เตชะไพบูลย์ , มนัญชยา สมเลิศ และ อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์ เป็นต้น…ร้านนี้ อาหารอร่อย เครื่องดื่มดี ดนตรีไพเราะ ได้อุดหนุนสินค้าของมูลนิธิฯ ติดไม้ติดมือกลับไปคนละหลายชิ้น !!…

บารอนเนส

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ฯ มอบเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือ

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ฯ มอบเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือ

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ฯ มอบเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือ

วันศุกร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.36 น.

ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา และประธานกรรมการบริหาร ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว ภายใต้ ”โครงการฟื้นฟูชุมชน บรรเทาทุกข์ บำรุงสุขให้ยั่งยืน“ โดย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนราชการจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าร่วมในพิธีฯ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งดำเนินงานภายใต้พระดำริและพระนโยบายของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่ทรงห่วงใยประชาชนในยามทุกข์ยากมาโดยตลอด และทรงมีรับสั่งให้มูลนิธิฯ ให้ความช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัย ไม่เพียงแต่อุทกภัยเท่านั้น แต่ทรงให้ขยายภารกิจในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้ครอบคลุมถึงภัยพิบัติร้ายแรงต่าง ๆ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 นับเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงและส่งผลกระทบสร้างความเสียหายมายังประเทศไทยอย่างร้ายแรง ในหลายพื้นที่

มูลนิธิฯ ได้น้อมนำแนวพระดำริของทั้งสองพระองค์มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยมอบสิ่งของยังชีพที่จำเป็นและเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่โรงพยาบาล โรงเรียน และวัด จำนวน 27 แห่งโดยในจังหวัดเชียงใหม่และในพื้นที่ภาคเหนือ รวมจำนวน 24 แห่ง เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,340,000 บาท

ในพิธีมีการจัดแสดงนิทรรศการและผลิตภัณฑ์ชุมชนในโครงการส่งเสริมธุรกรรมออนไลน์เพื่อชุมชน ที่มูลนิธิฯ ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นเครือข่ายของมูลนิธิฯ ในภูมิภาคต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการช่วยชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และสอนการขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ ตามพระนโยบายการฟื้นฟูและพัฒนาผู้ประสบภัยอย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ให้มอบเงินช่วยเหลือให้แก่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอีก 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีหรือโรงพยาบาลเด็ก และโรงพยาบาลปทุมธานี รวมเป็นเงิน 500,000 บาท และจัดซื้ออาหารกล่องเพื่อมอบให้กับทีมกู้ภัยในเหตุการณ์อาคารที่ทำการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ถล่มจำนวน 15 วัน ๆ ละ 100 กล่อง เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมอาสากู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่เข้าไปให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเมียนมาร์ มอบถุงยังชีพพระราชทานจำนวน 500 ถุง เต้นท์นอน 150 เต้นท์ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป 40 กล่อง และเงินช่วยเหลือ รวมเป็นเงิน 1 ล้านบาท

มูลนิธิฯ ขอเป็นกำลังใจ และพร้อมช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกันในยากทุกข์ยาก ซึ่งเป็นหลักการประการสำคัญในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ มาโดยตลอด และจะยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมฟื้นฟูชุมชนให้กลับคืนสู่ความปกติโดยเร็ว