‘เคทีซี’ จุดประกายความเท่าเทียมในองค์กรทุกมิติ เปิดเวทีเสวนา Beyond Rainbow ขับเคลื่อน DEI

‘เคทีซี’ จุดประกายความเท่าเทียมในองค์กรทุกมิติ เปิดเวทีเสวนา Beyond Rainbow ขับเคลื่อน DEI

‘เคทีซี’ จุดประกายความเท่าเทียมในองค์กรทุกมิติ เปิดเวทีเสวนา Beyond Rainbow ขับเคลื่อน DEI

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เคทีซี เปิดเวทีเสวนา “Beyond Rainbow” ดึงผู้เชี่ยวชาญจากภาคแรงงาน ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ร่วมถอดรหัสความเข้าใจด้าน DEI (Diversity  Equity และ Inclusion) พร้อมผลักดันแนวคิด Pink Economy ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดแรงงานทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยมีสาเหตุจากการที่เทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพล และทดแทนแรงงานบางประเภท นอกจากนี้ความต้องการด้านทักษะแรงงานใหม่ การทำงานแบบยืดหยุ่นกลายเป็นมาตรฐานของการทำงานยุคใหม่ที่หลายคนต้องการ แต่สิ่งที่ยังเป็นความท้าทายด้านแรงงานคือ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความหลากหลาย เช่น กลุ่ม LGBTQ+ กลุ่มผู้สูงวัย กลุ่มผู้พิการที่ยังถูกมองข้าม ข้อมูลเชิงลึกจาก จ๊อบส์ ดีบี (JobsDB) พบว่า กลุ่มผู้สมัครงานที่มีความหลากหลายยังรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่มีการประกาศหรือสื่อสารนโยบายด้าน DEI – Diversity (ความหลากหลาย)  Equity (ความเท่าเทียม) และ  Inclusion (การมีส่วนร่วม) อย่างชัดเจน และในการประกาศรับสมัครงานแต่ละครั้งหลายบริษัทยังมีอคติแฝง เช่น คำที่สะท้อนถึงอายุ เพศ หรือภาพลักษณ์

DEI ที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางของการสมัครงาน

จ๊อบส์ ดีบี (JobsDB)  ให้คำแนะนำว่า องค์กรควรเริ่มสร้างความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระบบรับสมัครงาน โดยใช้ภาษาที่เป็นกลาง หลีกเลี่ยงการตั้งคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถ เช่น เพศ อายุ หรือสถานภาพสมรส รวมถึงการใช้เครื่องมือช่วยเขียนประกาศรับสมัครงาน (Job Ad Writing Tool) เพื่อช่วยลดอคติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว และนำไปสู่การได้พนักงานที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของตลาดแรงงานที่ยังมีความท้าทายในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม   บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด  (มหาชน) หรือ เคทีซี ได้ดำเนินการ และใช้แนวทาง DEI ในการดูแลพนักงานในองค์กรในทุกมิติ

ปิยะสุดา แคว้นนนทรีย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานทรัพยากรบุคคล  เคทีซี  กล่าวว่า เคทีซีให้ความสำคัญทั้งมิติทางกายภาพและจิตใจ โดยมีการปรับปรุงสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกตามความต้องการของพนักงาน พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรในฐานะ Trusted Organization และเปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดเห็น

ออกแบบสวัสดิการ ตอบรับไลฟ์สไตล์พนักงาน

ปัจจุบัน เคทีซี มีพนักงานประมาณ 1,800 คน โดย 70% เป็นเพศหญิง และกว่า 70% อยู่ในกลุ่ม Gen Y โดยพนักงานทุกคนได้รับสิทธิ์เข้าถึงสวัสดิการอย่างเท่าเทียมโดยไม่จำกัดเพศ นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้พนักงานทุกระดับมีสิทธิ์แสดงความเห็นได้โดยไม่จำกัด เช่น การเปิดรับฟังความคิดเห็นในองค์กรของพนักงานทุกคน หรือเมื่อมี CEO LIVE Talk พนักงานสามารถถามคำถามกับซีอีโอได้โดยไม่ถูกปิดกั้น โดยเคทีซีมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า Junior Speak First การให้โอกาสพนักงานที่เด็กกว่า ได้แสดงความคิดเห็นก่อน รวมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ การฝึกอบรม โดยไม่จำกัดระดับชั้น เพศ วัย นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้หญิงได้มีโอกาสเป็นผู้นำในตำแหน่งสูงสุด และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรอีกด้วย

วัฒนธรรมที่เปิดกว้างส่งผล Employee Engagement พุ่งขึ้น

นับตั้งแต่ปี 2560 เคทีซี ได้ทำการสำรวจความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร (Employee Engagement) โดยร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาภายนอก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ได้รับจะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยและไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ โดยผลสำรวจล่าสุดในปี 2567 พบว่า คะแนนภาพรวมขององค์กรปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา และหัวข้อ Diversity & Inclusion เป็น 1 ใน 3 หมวดที่พนักงานรู้สึกพึงพอใจมากที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเปิดรับความหลากหลายด้านเพศ อายุ เชื้อชาติ ภาษา การศึกษา และแนวคิด เป็นสิ่งที่ถูกฝังรากไว้ในวัฒนธรรมองค์กรของเคทีซีอย่างแท้จริง

แนวทางของเคทีซีในการสร้างความเท่าเทียมทางสวัสดิการและวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับความหลากหลาย สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในบริบทของสังคมยุคใหม่ที่มองความหลากหลายไม่ใช่เพียงแค่การยอมรับแต่เป็นการทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของ รศ.โรจน์ คุณเอนก อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม อดีตรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ชี้ให้เห็นว่าความท้าทายของสังคมในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การมีอยู่ของความหลากหลาย แต่คือการขาดความเข้าใจต่อความหลากหลาย DEI เครื่องมือปูพื้น สู่สังคมแห่งความเข้าใจและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

รศ.โรจน์ คุณเอนก  กล่าวว่า ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความหลากหลายในปัจจุบัน หลายคนยังคงติดอยู่ในกรอบความคิดแบบเดิมที่มองเพียงแค่ชาย หรือหญิง ขณะที่โลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบันมีมิติมากกว่านั้น ดังนั้นการปลูกฝังความเข้าใจเรื่องความหลากหลายจึงควรเริ่มต้นตั้งแต่ในห้องเรียน เพราะเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ร่วมกัน และเป็นการวางรากฐานสำหรับการใช้ชีวิตจริงในสังคม และในโลกของการทำงาน ซึ่งแนว ทาง DEI เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ในเรื่องดังกล่าวได้อย่างดียิ่ง

Diversity (ความหลากหลาย): มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกให้นักศึกษาตระหนักและให้คุณค่ากับความหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ ความเชื่อ และวิถีชีวิต รวมถึงมีมาตรการส่งเสริมความปลอดภัยและความเข้าใจในด้านเพศสภาพ Equity (ความเท่าเทียม): ธรรมศาสตร์เชื่อว่าทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยบางคณะได้ริเริ่มจัดตั้งห้องน้ำแห่งความเสมอภาคที่ทุกเพศสามารถใช้งานร่วมกันได้ Inclusion (การมีส่วนร่วม): ส่งเสริมให้นักศึกษาทุกคนเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมและสร้างพื้นที่สาธารณะของมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ในการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การวางรากฐานเรื่องความหลากหลายในสถาบันการศึกษา ถือเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจและสร้างการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติเมื่อเข้าสู่โลกการทำงานให้ดีมากยิ่งขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของกลุ่มความหลากหลายนี้ หรือ Pink Economy

คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ นักวิชาการอิสระ นักเล่าเรื่อง ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โลกและภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวว่า แก่นแท้ของวิชาประวัติ ศาสตร์คือการกำหนดความรับรู้ของผู้คนผ่านเรื่องเล่า เมื่อเนื้อหาหลักยังละเลยกลุ่มชายขอบเช่น แรงงานผู้หญิง หรือ LGBTQ+ จึงจำเป็นต้องมีการทบทวน ปรับปรุง และเขียนประวัติศาสตร์ใหม่เพื่อสร้างการมองเห็น และยอมรับความหลากหลายอย่างเท่าเทียม

Pink Economy ในไทยเติบโตสูง หากได้รับแรงสนับสนุนเชิงนโยบาย

การเปิดกว้างทางวัฒนธรรม และกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่มีผลบังคับใช้ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจที่เกี่ยว ข้องกับกลุ่มผู้บริโภค LGBTQ+ หรือเศรษฐกิจสีชมพู (Pink Economy) ในระดับภูมิภาคได้ โดยเฉพาะในภาคบริการที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะกลุ่มมากขึ้นเช่น การจัดงานเทศกาล โรงแรม ที่พัก รวมถึงการขยายไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเช่น การแพทย์ ความงาม เพื่อเจาะกลุ่มตลาดผู้ที่มีอัตลักษณ์หลากหลาย และมีกำลังซื้อสูง

อย่างไรก็ตาม การทำให้เศรษฐกิจสีชมพู (Pink Economy) เติบโต ภาครัฐต้องทำงานเชิงลึกร่วมกับภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวไทย และชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในฐานะฮับของความหลากหลายในระดับภูมิภาค เช่นมาตรการด้านความปลอดภัย รวมทั้งอำนวยความสะดวก และสร้างแรงจูงใจในให้บริษัทที่มีสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับกลุ่ม LGBTQ+ เข้ามาตั้งสำนักงาน และการผลิตในประเทศไทย

ดร.ศศดิศ ชูชนม์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน  (สสปท.)​​ กล่าวสรุปว่า หัวใจสำคัญของ DEI ไม่ได้หมายถึงการยอมรับ แต่คือ การข้ามเส้นแบ่งอคติแห่งความเป็น “เขา” และ “เรา”อันเปราะบางการเคารพในสิทธิของความเป็นมนุษย์ และความเป็นอื่นในมิติอัตลักษณ์ที่ซับซ้อน ที่ไม่ใช่ความต่างเพียงแค่เพศสภาพ แต่หมายถึงประสบการณ์มวลรวมของชีวิตที่หลากหลายของแต่ละคนอย่างเท่าเทียมกัน

ดร.ศศดิศ ชูชนม์, ดวงพร พรหมอ่อน,รศ.โรจน์ คุณอเนก, ปิยะสุดา แคว้นนนทรีย์, คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์

ดร.ศศดิศ ชูชนม์, ดวงพร พรหมอ่อน,รศ.โรจน์ คุณอเนก, ปิยะสุดา แคว้นนนทรีย์, คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์

‘ไทยวาโก้’ ผนึกกำลัง #BLOODCONNECT ปลุก Gen Z บริจาคโลหิต สร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ที่ยั่งยืน

‘ไทยวาโก้’ ผนึกกำลัง #BLOODCONNECT   ปลุก Gen Z บริจาคโลหิต สร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ที่ยั่งยืน

‘ไทยวาโก้’ ผนึกกำลัง #BLOODCONNECT ปลุก Gen Z บริจาคโลหิต สร้างวัฒนธรรมแห่งการให้ที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ไทยวาโก้ ผนึกกำลัง #BLOODCONNECT ปลุก Gen Z บริจาคโลหิต สร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งการให้ที่ยั่งยืน สานต่อเจตนารมณ์ “วาโก้ อยู่แนบชิดกายและใจ ให้ใจเชื่อมถึงกัน”

นางสาวการุณี สุหร่าย กรรมการบริษัท บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่ ไทยวาโก้ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ อีกทั้ง “วาโก้” เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่แนบชิดกายและใจมากที่สุด เพื่อให้ใจเชื่อมถึงกัน ไทยวาโก้จึงเข้าร่วมเป็นหนึ่งในองค์กรพันธมิตรของแคมเปญ #BLOODCONNECT ที่มุ่งยกระดับการบริจาคโลหิตให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมีเป้าหมายหลักคือการปลุกพลังคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงและแสดงหาความหมายจากการมีส่วนร่วม ให้หันมาบริจาคโลหิตเป็นประจำทุก 3 เดือน อันจะนำไปสู่การสร้างพฤติกรรมแห่งการให้ที่ยั่งยืน และเป็นวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทย

แคมเปญ #BLOODCONNECT เกิดจากความร่วมมือของ 3 ภาคีหลัก ได้แก่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) ที่รวมพลังกับภาคเอกชนชั้นนำกว่า 900 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “We Are All Connected – เลือดเชื่อมชีวิต … ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ” เพื่อผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมการให้ที่ยั่งยืนในอนาคต

“วาโก้ขอเชิญชวนชาว Gen Z มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมต่อเรื่องราวการให้ด้วยการบริจาคโลหิตเพื่อต่อชีวิตให้คนอีกหลายๆ คน ให้ชีวิตได้ไปต่อ โดยสามารถบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ 8 แห่งในกรุงเทพฯ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ

ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม ไทยวาโก้เชื่อมั่นว่า การมีส่วนร่วมในแคมเปญ #BLOODCONNECT นี้ จะเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เรามุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายให้คน Gen Z เห็นถึงคุณค่าของการให้ เพราะทุกการบริจาคคือการต่อชิวิต และเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยซึ่งกันและกันในสังคม” นางสาวการุณี กล่าวสรุป

การุณี สุหร่าย

การุณี สุหร่าย

“Allwell+” แอปสุขภาพเวอร์ชันใหม่ จาก ALLWELL เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

“Allwell+” แอปสุขภาพเวอร์ชันใหม่ จาก  ALLWELL  เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

“Allwell+” แอปสุขภาพเวอร์ชันใหม่ จาก ALLWELL เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.28 น.

ALLWELL ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ดูแลสุขภาพ ได้ยกระดับการเข้าถึงการดูแลสุขภาพคนไทย ด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่ล่าสุดในชื่อ “Allwell+” (ออลล์เวล พลัส) ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากแอปเดิมที่ชื่อ “Allwell Health” โดยปรับปรุงทั้งด้านประสิทธิภาพ ดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน และความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สุขภาพหลากหลายประเภท เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถดูแลสุขภาพได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันมากขึ้น การดูแลสุขภาพจึงไม่ควรถูกจำกัดแค่ในโรงพยาบาลหรือคลินิกอีกต่อไป Allwell+ จึงถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์การดูแลวัดผลสุขภาพตนเองในชีวิตประจำวัน โดยพัฒนาระบบเชื่อมต่อกับอุปกรณ์วัดผลสุขภาพต่าง ๆ ให้ทำงานได้รวดเร็วและเสถียรมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด หรือเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวิเคราะห์มวลร่างกาย เพียงเชื่อมต่อผ่านระบบบลูทูธ ผู้ใช้งานก็สามารถบันทึกค่าต่าง ๆ ลงแอปได้โดยอัตโนมัติ และในอนาคต ทาง ALLWELL ยังมีแผนจะเพิ่มการรองรับอุปกรณ์วัดผลสุขภาพอื่น ๆ อีกหลายประเภท เพื่อขยายความสามารถในการดูแลสุขภาพให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ด้านฟังก์ชันการใช้งาน Allwell+ ได้ถูกออกแบบให้รองรับการบันทึกข้อมูลสุขภาพรายวัน เช่น ค่าความดัน น้ำตาล น้ำหนัก อุณหภูมิ รวมถึงค่าทางสุขภาพอื่น ๆ พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลย้อนหลังอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบผลได้ด้วยตนเอง หรือส่งต่อให้แพทย์วิเคราะห์เพิ่มเติมได้อย่างสะดวก แอปยังมีฟีเจอร์กราฟสรุปผลสุขภาพที่เข้าใจง่าย ช่วยให้มองเห็นแนวโน้มสุขภาพได้ในภาพรวม พร้อมทั้งมีระบบประเมินผลเบื้องต้น ที่สามารถแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าค่าที่ได้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่

อีกหนึ่งความน่าสนใจของเวอร์ชันใหม่นี้คือ “หน้าตาแอปที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด” โดยเน้นความทันสมัย สะอาดตา และเน้น User Experience ที่ดี ทำให้ Allwell+ กลายเป็นแอปที่ใช้งานได้ลื่นไหล ไม่ซับซ้อน มีเมนูชัดเจน รองรับภาษาไทย และเป็นมิตรต่อผู้ใช้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่อาจไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี Allwell+ จึงไม่เพียงแค่เป็นแอปบันทึกข้อมูลสุขภาพ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถดูแลสุขภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ และพร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อ ทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกในการปรึกษาแพทย์ เพราะสามารถนำข้อมูลในแอปมาใช้ประกอบการวินิจฉัยได้โดยตรง

ALLWELL มุ่งหวังให้ Allwell+ เป็นมากกว่าแอปสุขภาพทั่วไป แต่เป็นผู้ช่วยด้านสุขภาพที่ “เข้าใจคุณ” โดยในอนาคตจะมีการพัฒนาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านฟีเจอร์ การรองรับอุปกรณ์เพิ่มเติม การวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะ รวมถึงการเชื่อมต่อกับบริการดูแลสุขภาพอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด Allwell+ ได้แล้ววันนี้ ผ่าน App Store และ Google Play รองรับระบบ iOS และ Android

ให้การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ เริ่มต้นง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการดูแลสุขภาพ ดาวน์โหลด ได้แล้ววันนี้ที่ https://app.allwellhealthapp.com/qr_app.php

ร่วมแสดงพลังความรักประเทศไทย ส่งต่อพลังงานบวกให้แก่กัน ในงาน WE LOVE THAILAND

ร่วมแสดงพลังความรักประเทศไทย ส่งต่อพลังงานบวกให้แก่กัน ในงาน WE LOVE THAILAND

ร่วมแสดงพลังความรักประเทศไทย ส่งต่อพลังงานบวกให้แก่กัน ในงาน WE LOVE THAILAND

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.15 น.

29 มิ.ย.นี้ ร่วมแสดงพลังความรักประเทศไทย ส่งต่อพลังงานบวกให้แก่กัน ในงาน WE LOVE THAILAND #รักเธอประเทศไทย พบกับฟรีคอนเสิร์ตแห่งความรักและพลังบวกเพื่อหัวใจคนไทยทุกคน ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ ตั้งแต่เวลา 15.00 – 21.00 น.

ขอชวนคนไทยทุกคนร่วมสร้างปรากฎการณ์ รวมหัวใจไทยให้เป็นหนึ่ง รวมพลังเปล่งเสียง บอกรักประเทศไทย ในงานคอนเสิร์ตแห่งความรักและพลังบวกเพื่อหัวใจคนไทยทุกคน WE LOVE THAILAND #รักเธอประเทศไทย กับการรวมตัวของ 40 ศิลปิน นักร้อง นักแสดงชื่อดัง ที่มาร่วมแสดงพลังผ่านบทเพลงที่มีความหมาย แสดงออกถึงความรักชาติ รักแผ่นดินไทย ส่งต่อพลังบวกให้แก่กันและกัน

นำโดย หรั่ง ร็อคเคสตร้า, วงสาว สาว สาว โดย แอม เสาวลักษณ์-แหม่ม พัชริดา-ปุ้ม อรวรรณ, ปาน ธนพร, อี๊ด วงฟลาย, Tilly Birds, S.D.F, เก่ง ธชย, ไรอัล กาจบัณฑิต, ลีซอ ธีเทพ, ธรรมชาติ, แพนด้า จิดาภา, นาย ภัทรนรินทร์, ซัทจัง สวิชญา, Angle Angie, ปริม, สปาย, ไข่ตุ๋น, แบม สราลี, ก้าวหน้า กิตติภัทร, อู๋ ภัทรพล, เอิร์ธ นันทวัฒน์, วงดนตรีนักเรียนโรงเรียนนายสิบทหารบก วงดนตรีนิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัย และอีกมากมาย นอกจากนี้ภายในงานยังมีมุมกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ สำหรับทุกคน 

ทั้งนี้รายได้จากการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ภายในงาน We Love Thailand ร่วมสมทบทุน มูลนิธิรามาธิบดี เพื่อสานต่อ “สะพานแห่งการให้” เคียงข้างชีวิตคนไทย, สภากาชาดไทย “เราช่วยกาชาด กาชาดช่วยเรา” และโครงการสร้างโรงเรียนเด็กพิเศษ กับมูลนิธิ “เพจอีจัน”

พลาดไม่ได้ วันอาทิตย์ 29 มิถุนายน 2568 พบกัน ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ ตั้งแต่เวลา 15.00 – 21.00 น. 
ชมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย ให้ทุกความรัก ส่งต่อพลังให้กันและกัน เพื่อให้เมืองไทยยังคงสวยงาม
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: https://www.facebook.com/Wlovethai

กรมกิจการผู้สูงอายุ จัดอบรมหลักสูตรการดูแล ‘ผู้สูงอายุ’ รับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

กรมกิจการผู้สูงอายุ จัดอบรมหลักสูตรการดูแล 'ผู้สูงอายุ' รับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

กรมกิจการผู้สูงอายุ จัดอบรมหลักสูตรการดูแล ‘ผู้สูงอายุ’ รับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

กรมกิจการผู้สูงอายุ จัดอบรมหลักสูตรการดูแล “ผู้สูงอายุ” ขั้นเบื้องต้น 18 ชั่วโมง ผ่านเว็บไซต์ thaielderycare.org รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและสร้างความมั่นคงให้กับผู้สูงอายุ

กองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมง ในระบบออนไลน์ e-learning เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีของประเทศ ขณะที่ผู้สูงอายุเป็นช่วงวัยที่สภาวะร่างกายและจิตใจเสื่อมถอย จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริม สนับสนุนการช่วยเหลือ และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดำรงชีวิตอย่างได้ปกติสุข แต่ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญในขณะนี้ คือ การขาดแคลนผู้ดูแลผู้สูงอายุ และการขาดทักษะความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ กรมกิจการผู้สูงอายุ จึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดอบรมในหลักสูตรดังกล่าว

สำหรับหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมงในระบบออนไลน์ e-learning นี้ จะจัดอบรมผ่านเว็บไซต์ http://www.thaielderycare.org  โดยตลอดการอบรมในหลักสูตร จะมีวิทยากร ผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์มาถ่ายทอดองค์ความรู้ตามหัวข้อต่างๆ อาทิ สถานการณ์ผู้สูงอายุ สิทธิและสวัสดิการผู้สูงอายุ การสื่อสารอย่างเหมาะสมกับผู้สูงอายุการชะลอความเสื่อมถอย โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ การป้องกันสภาวะสมองเสื่อม การดูแลผู้สูงอายุในระยะท้าย การจัดการความเครียดของผู้ดูแลผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพจิต อาหารและโภชนาการ การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ การออกกำลังกาย การป้องกันการติดเชื้อ เป็นต้น

ทั้งนี้ หลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้นในระแบบออนไลน์ ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้เข้าถึงหลักสูตรได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว สอดคล้องกับยุคดิจิทัลในปัจจุบัน  ซึ่งผู้ที่เข้ารับการอบรม จะสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐาน สำหรับสมาชิกในครอบครัว ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ประชาชนทั่วไปและผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมการฝึกอบรมได้ที่ http://www.thaielderycare.org

-(016)

ศรีพันวาครบรอบ 20 ปี ฉลองสุดยิ่งใหญ่ จัดโปรโมชั่นแรง พร้อมตอบแทนคำขอบคุณ

ศรีพันวาครบรอบ 20 ปี ฉลองสุดยิ่งใหญ่ จัดโปรโมชั่นแรง พร้อมตอบแทนคำขอบคุณ

ศรีพันวาครบรอบ 20 ปี ฉลองสุดยิ่งใหญ่ จัดโปรโมชั่นแรง พร้อมตอบแทนคำขอบคุณ

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.32 น.

โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต เตรียมจัด “เซเลเบรท” ครบ 20 ปี ขอบคุณผู้มีอุปการะคุณทุกท่านที่สนับสนุน ผลักดันให้ศรีพันวาเป็นโรงแรมที่มีเสน่ห์ และวิวสวยที่สุดของโลก จัดโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่ มอบประสบการณ์การพักผ่อนสุดหรูในราคาสุดคุ้ม ตอบแทนทุกความผูกพันธ์ที่มีให้กันตลอดสองทศวรรษ

นายวรสิทธิ อิสสระ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีพันวา แมเนจเมนต์ จำกัด กล่าวว่า “ศรีพันวาไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงแรม แต่คือบ้านหลังหนึ่งที่เราสร้างขึ้นด้วยความรัก และแรงบันดาลใจ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราได้เจอความท้าทายที่เข้ามาทดสอบอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ทำให้เรายืนหยัดมาได้ตลอด คือหัวใจของทีมงานทุกคน และการสนับสนุนที่อบอุ่นจากลูกค้าที่มาเข้าพัก การเฉลิมฉลองในครั้งนี้จึงเป็นการขอบคุณจากใจ เราอยากมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้าทุกคน ผ่านแคมเปญพิเศษที่เราตั้งใจจัดขึ้น และยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในการเดินทางของศรีพันวา ที่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนา และส่งต่อประสบการณ์แห่งการพักผ่อน ที่เต็มไปด้วยความหมาย และความยั่งยืนที่สัมผัสได้” นายวรสิทธิ กล่าว

สำหรับโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต เริ่มต้นการให้บริการครั้งแรกเมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 ด้วยพูลวิลล่าจำนวน 11 หลัง และบ้านพักตากอากาศสุดหรู พัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของวิลล่า สิ่งอำนวยความสะดวก และพื้นที่เพื่อการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ ร้านอาหาร 5 ร้าน และรูฟท็อปบาร์ 2 ร้าน ภายในโรงแรม, โซนห้องพักและห้องจัดงานเลี้ยงขนาดใหญ่แห่งใหม่ ภายใต้ชื่อ Yaya ซึ่งออกแบบและตกแต่ง ผสานความหรูหราร่วมกับธรรมชาติไว้อย่างกลมกลืน, เรสซิเดนซ์วิลล่า 5 ห้องนอนโซนใหม่ 4 หลัง The Sky Series, รวมถึงล่าสุด ได้มีการผนึกกำลังกับ BDMS Wellness Clinic at Sri panwa สร้างประสบการณ์ Scientific Wellness ระดับ 6 ดาว ครั้งแรกในไทย นำความเป็นเลิศด้านสุขภาพมาบรรจบกับการพักผ่อนแบบลักชัวรี่ จนทำให้ที่นี่กลายเป็นหมุดหมายของนักเดินทางระดับไฮเอนด์จากทั่วโลก และได้รับการจัดอันดับในนิตยสารและเว็บไซต์ท่องเที่ยวระดับโลกอย่างต่อเนื่อง อาทิ เว็บไซต์ชั้นนำของโลกอย่าง Beach Tomato UK ให้เป็น “โรงแรมที่มีวิวสวยที่สุดของโลก” และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และได้รับรางวัลมากมาย หนึ่งในนั้นคือ การได้รับเลือกให้เป็น “หนึ่งในโรงแรมที่มีเสน่ห์ที่สุดของโลก” จากนิตยสาร Anywhere และได้รับการยอมรับว่าเป็น “หนึ่งในสามของบีชบาร์ที่ดีที่สุดในโลก” จาก CNN International ทั้งนี้ในโอกาสที่โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต ครอบรอบ 20 ปี เพื่อเป็นการขอบคุณทุกๆ ความไว้วางใจจากลูกค้า นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เตรียมจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษทั้งห้องพัก ห้องอาหาร สปา และเวลเนส เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่มอบความไว้วางใจและสนับสนุนโรงแรมมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย

  • ห้องพักราคาสุดพิเศษ เมื่อทำการจอง 1 คืน รับฟรีอีก 1 คืน ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 18,900++ บาท พร้อมรับฟรีเครดิต 2,000 บาท สำหรับใช้จ่ายในโรงแรม เมื่อเข้าพักทุกๆ 2 คืน (สูงสุด 6,000 บาท) และพิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่เคยเข้าพัก รับฟรีทันที Signature House Cocktails 120 นาที ที่ TU Bar เมื่อจองห้องพักแบบ Luxury Pool Villa ขึ้นไป
  • 20 เมนูยอดนิยม ที่คัดสรรมาอย่างดีจาก 4 ห้องอาหารในโรงแรม เพียงเมนูละ 20 บาท
  • เปิดประสบการณ์การผ่อนคลาย กับส่วนลด 20% สำหรับทรีตเมนต์สปา 60 นาที และ 90 นาที ที่ คูล สปา พิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้าพัก รับเวลาเพิ่มอีก 20 นาที
  • นอกจากนี้ยังได้จัดแพคเกจพิเศษจาก BDMS Wellness Clinic at Sri panwa เพื่อเป็นการฟื้นฟูร่างกายด้วย IV Therapy Hangover Remedy คืนความสดใสให้ผิวด้วย Crystal Skin ผลักวิตามินเข้าสู่ผิวหน้าและลำคอโดยไม่ต้องใช้เข็ม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Immune Booster (1 เดือน) ในราคาพิเศษเพียง 12,900 บาท จากราคาปกติ 17,200 บาท

การจัดฉลองครบรอบ 20 ปี ศรีพันวา ภูเก็ต ในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะเป็นส่วนหนึ่งแทนคำขอบคุณให้กับลูกค้าทุกท่าน ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประสบการณ์การพักผ่อนระดับ World Class และประทับใจไปกับบริการต่างๆที่โรงแรมได้จัดไว้รอรับบริการทุกท่าน นอกจากนี้ในส่วนของโรงแรม บาบา บีช คลับ นาใต้ และ บาบา บีช คลับ หัวหิน ยังเตรียมข้อเสนอพิเศษเช่นกัน เพื่อมอบให้กับลูกค้า โปรโมชั่นเริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม – 20 สิงหาคม 2568 (สามารถเข้าพักได้ถึง 20 ธันวาคม 2568)

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://www.sripanwa.com/20years


โรบินสันไลฟ์สไตล์ เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ ทุกสาขาทั่วประเทศ

โรบินสันไลฟ์สไตล์ เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ ทุกสาขาทั่วประเทศ

โรบินสันไลฟ์สไตล์ เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ ทุกสาขาทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.05 น.

ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสู่เป้าหมายธุรกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ (Innovative Solar LED Street Light) ครบทั้ง 27 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2568 ช่วยลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล ประ หยัดค่าไฟ และลดการปล่อยคาร์บอนได ออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชม และสังคมอย่างยั่ง ยืน

ณัฐวัฒน์ รัชพงศ์กุลยศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาด ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “แนวคิด Center of Life ของเรา ไม่ได้หมายถึงแค่ศูนย์กลางแห่งการใช้ชีวิต แต่ยังหมายถึงการเป็นศูนย์กลางของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย โดยเราดำเนินการติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะให้ครอบคลุมศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ทั่วประ เทศ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งไปแล้ว 21 สาขา และภายในปี 2568 นี้จะดำเนินการติดตั้งให้ครบทั้ง 27 สาขาทั่วประเทศ”

“เราได้ติดตั้ง Innovative Solar LED Street Light ซึ่งเป็นชนิด All-in-One Solar Street Light มี Lithium Battery อยู่ภายในโคม ทำให้สา มารถใช้งานในตอนกลางคืนโดย Discharge ที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่มาใช้ ช่วยลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล (ถ่านหิน หรือก๊าซธรรมชาติ) โดยตั้งแต่ปี 2567 – พฤษภาคม 2568 ได้ติดตั้ง Solar Street Light จำนวนทั้งหมดกว่า 21 สาขาทั่วประเทศไทย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากค่าไฟ ฟ้า และค่า Peak Charge ประมาณกว่า 2 ล้านบาท และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณกว่า 200 ตัน หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 60,000 ต้น” ณัฐวัฒน์ กล่าวย้ำ

โครงการนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระ จกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วยการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดมาใช้ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น ลดการปล่อยคาร์บอนและลดภาวะเรือนกระจก ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในระยะยาว โดยศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์มุ่งมั่นออกแบบโซลูชันที่ตอบโจทย์อนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน พร้อมผสานความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในทุกพื้นที่ที่ให้บริการ

สำหรับอุปกรณ์ที่นำมาติดตั้งในโครงการนี้ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ให้ความไว้วางใจเลือกใช้โคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์แบบ All-in-One จาก SCG International ซึ่งมีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ มีจุดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน และรองรับการใช้งานได้อย่างมีประ สิทธิภาพในทุกสภาพแวดล้อม ด้วยการผสานเทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์คุณภาพสูง แบตเตอรี่ลิเธียมที่สำรองพลังงานได้หลายวัน ติดตั้งง่าย ไม่ต้องเดินสายไฟ ลดต้นทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตอบโจทย์การสร้างพื้นที่ศูนย์การค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมคุณภาพชี วิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

นอกจากโครงการติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะแล้ว ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ยังเดินหน้าเสริมสร้างแนวทางการใช้พลัง งานอย่างมีประสิทธิภาพในหลายๆ ด้าน ทั้งการติดตั้งระบบ AI Chiller Plant Optimization ที่ใช้เทคโนโลยี IoT และ AI บริหารจัดการพลัง งานระบบปรับอากาศแบบ Real-time รวมถึงการใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Rooftop บนหลังคาศูนย์การค้าและอาคารจอดรถ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้ง EV Charging Station ในหลายสาขา รองรับพฤติกรรมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เพื่อร่วมมือกับลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงพันธกิจของศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

“โครงการติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการเป็น Net Zero ด้วยการลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่องที่ไม่เพียงยกระดับพื้นที่ศูนย์การค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดในระดับชุมชน สร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและช่วยลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด” ณัฐวัฒน์ กล่าวสรุป

ณัฐวัฒน์ รัชพงศ์กุลยศ

ณัฐวัฒน์ รัชพงศ์กุลยศ

ชีวจิต X Health Link Clinic ยกทัพกูรูสุขภาพ จัดงาน ‘Comfort Zone of Healing พื้นที่อุ่นใจ ให้ทุกก้าวที่ใช่ เพื่อสุขภาพข้อเข่าที่ดี’

ชีวจิต X Health Link Clinic ยกทัพกูรูสุขภาพ จัดงาน 'Comfort Zone of Healing พื้นที่อุ่นใจ ให้ทุกก้าวที่ใช่ เพื่อสุขภาพข้อเข่าที่ดี'

ชีวจิต X Health Link Clinic ยกทัพกูรูสุขภาพ จัดงาน ‘Comfort Zone of Healing พื้นที่อุ่นใจ ให้ทุกก้าวที่ใช่ เพื่อสุขภาพข้อเข่าที่ดี’

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 11.46 น.

นิตยสารชีวจิต ภายใต้ AME IMAGINATIVE ในเครืออมรินทร์กรุ๊ป ผู้นำเทรนด์ด้านสุขภาพกายและใจที่เข้าถึงคนทุกวัย ร่วมกับ Health Link Clinic ศูนย์รักษาข้อเข่าเสื่อม ชวนเหล่าคนรักสุขภาพกว่า 150 คน เข้าร่วมกิจกรรมแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ในงาน  “Comfort Zone of Healing พื้นที่อุ่นใจ ให้ทุกก้าวที่ใช่ เพื่อสุขภาพข้อเข่าที่ดี” เพื่อให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพข้อเข่า รวมถึงวิธีคิดบวกเพื่อพัฒนาจิตใจจากเหล่ากูรูสุขภาพชื่อดัง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “การเยียวยาที่แท้จริง เริ่มต้นจากความรู้สึกปลอดภัยในใจ” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ NIRAHN พุทธมณฑลสาย 4

โดยภายในงาน คุณวาสนา พลายเล็ก บรรณาธิการบริหารนิตยสารชีวจิต, คุณวริสา ทองเงิน, คุณปัณณนนท์ ณัฐภัทร์ชนนท์ และ คุณปิยะพงษ์ รักษาถ้อย ผู้บริหารจาก Health Link Clinic ได้ร่วมพูดคุยในหัวข้อ เริ่มดูแล “เข่า” วันนี้…เพื่อก้าวที่มั่นคงในวันข้างหน้า เพื่อเสริมสร้างความอุ่นใจและการมีสุขภาพข้อเข่าที่ดี คุณวาสนา พลายเล็ก บรรณาธิการบริหารนิตยสารชีวจิต กล่าวว่า “ในปีนี้ นิตยสารชีวจิต ก้าวเข้าสู่ปีที่ 27 ทางแบรนด์ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค โดยยึดหลัก 5 ไลฟ์สไตล์ คือ กิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกายและทำงาน โดยหลักการนี้สอดคล้องกับทาง Health Link Clinic ซึ่งเป็นศูนย์รักษาข้อเข่าที่มีนวัตกรรมที่ทันสมัย ดูแลคนไข้แบบองค์รวมผ่านในเรื่องของการกิน การออกกำลังกายและดูแลจิตใจ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์เดียวกับที่นิตยสารชีวจิตต้องการส่งต่อให้กับผู้ที่ติดตามแบรนด์ได้ปฏิบัติเช่นกัน ในปัจจุบันประชากรไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อะไรก็ตามที่เป็นไลฟ์สไตล์ใกล้ตัวที่สามารถรักษา ป้องกันและฟื้นฟูความเสื่อมของร่างกายได้เป็นหัวใจหลักที่ชีวจิตอยากถ่ายทอดให้กับคนรักสุขภาพทั่วประเทศได้รับทราบค่ะ”

คุณปิยะพงษ์ รักษาถ้อย Chief Financial Officer (CFO) จาก Health Link Clinic กล่าวว่า “ทุกวันนี้โรคข้อเข่าเสื่อมสามารถเกิดได้กับทุกวัย โดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงบ่อยๆ หรือนักกีฬาที่ใช้ร่างกายหนัก อาจไม่ถึงกับข้อเข่าเสื่อม แต่สามารถทำให้เกิดโรคข้ออักเสบได้ และสังคมไทยตอนนี้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ บางท่านไม่สามารถใช้ชีวิตได้ดั่งใจหรือทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างที่เคย อาจส่งผลกระทบไปถึงการเป็นโรคซึมเศร้าหรือทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง โดยในกิจกรรมนี้ Health Link Clinic ได้ยกทีมคุณหมอเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ คุณหมอออร์โธ และนักกายภาพเฉพาะทาง ที่จะมาให้ความรู้ในเรื่องของกระดูกและข้อ การเวิร์กช็อปต่างๆ ที่สามารถช่วยในด้านการรักษา ป้องกัน ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจแก่ผู้ร่วมกิจกรรมได้ครับ”

นอกจากนี้ภายในงานยังได้มีการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปผ่อนคลายสบายใจ โดยผู้เชี่ยวชาญและกูรูด้านสุขภาพชื่อดัง อาทิ Energy Snack Cooking สูตรบูสต์พลังและบำรุงข้อเข่า โดย ป้ายุง-ผกา เส็งพานิช, Sound Healing ปลดล็อกความเครียด ฟังเสียงบำบัดเพื่อสมองผ่อนคลายอย่างล้ำลึก โดย คุณแจ๊สกี้ จริยา แซร่าฮ์ เอชเวิท, Flower Mandala จัดดอกไม้ ผ่อนคลายจิตใจ โดย คุณปิ๋ม-ศิริลักษณ์ ริ้วบำรุง, Check-up ปรับการเคลื่อนไหว หยุดเข่าเสื่อมก่อนวัย โดย ทีมแพทย์กายภาพบำบัดจาก Health Link Clinic และร่วมให้ความรู้ “อยู่กับข้ออย่างเข้าใจ” โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Health Link Clinic ถึงแนวทางการดูแลข้อเข่าแบบไม่ต้องผ่าตัด, Sharing Story เรื่องราวอุ่นใจโดย อาม่าแต๋ว-อุษา เสมคำ แชร์เคล็ดลับการดูแลข้อให้แข็งแรง, เรียนรู้วิธีคิดบวกและแนวทางพัฒนาจิตใจ โดย คุณพศิน อินทรวงค์ กูรูชีวจิต ปิดท้ายงานด้วยการฟังเพลงฮีลใจ Mini Concert จาก ณัฏฐ์ ทิวไผ่งาม เรียกว่าเป็นกิจกรรมที่ให้ทั้งความสนุกและความรู้เพื่อช่วยให้คนไทยมีวิธีการดูแลข้อ มีสุขภาพที่ดีและยั่งยืน

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆ จาก นิตยสารชีวจิต และอัปเดตความเคลื่อนไหวหรือข่าวสารในการดูแลสุขภาพได้ที่ Facebook : นิตยสารชีวจิต, IG : cheewajitmedia, TikTok : cheewajitmediaofficial, Youtube : cheewajitmedia และ http://www.cheewajit.com

โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ‘ฆาตกรเงียบ’ ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก

โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ‘ฆาตกรเงียบ’ ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก

โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ‘ฆาตกรเงียบ’ ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.31 น.

โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กำลังเป็น “ฆาตกรเงียบ” ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นโรคที่มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น แต่สามารถคร่าชีวิตได้อย่างเฉียบพลัน โรงพยาบาลพระรามเก้า มุ่งยกระดับ “สถาบันหัวใจและหลอดเลือด” ให้เป็นศูนย์กลางด้านโรคหัวใจชั้นนำของประเทศ ที่พร้อมทั้งการป้องกัน วินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูภายใต้แนวคิด “ดูแลหัวใจคุณ ด้วยหัวใจเรา”

นพ. อนุพงษ์ ปริณายก ผู้อำนวยการสถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก และในประเทศไทยอยู่ในอันดับสอง รองจากโรคมะเร็ง (รวมทุกอวัยวะ) โดยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 12% หรือประมาณ 2 รายต่อชั่วโมง อีกทั้งยังพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปีล่าสุดมีผู้ป่วยใหม่กว่า 400,000–500,000 ราย สะท้อนถึงความรุนแรงของโรคที่กำลังเพิ่มขึ้นในสังคมไทย

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ปัจจัยปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น พันธุกรรม (โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตจากโรคหัวใจก่อนวัยอันควร), อายุที่มากขึ้น และในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน  2. ปัจจัยที่ควบคุมได้ ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การบริโภคไขมันทรานส์ (ที่พบในเบเกอรี่ ครีมเทียม อาหารทอด), ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ (รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า), การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การไม่ออกกำลังกาย ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ และการละเลยควบคุมโรคประจำตัว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้โรคหัวใจกำเริบหรือรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

อาการของโรคหัวใจ อาจแสดงออกแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือเกิดขึ้นเฉียบพลัน โดยอาการค่อยเป็นค่อยไป เช่น เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ที่อาจร้าวไปยังกราม แขน หรือหลังได้  ซึ่งมักถูกมองข้าม ขณะที่บางรายไม่มีอาการเตือนใดๆ มาก่อน แต่กลับเกิดอาการเฉียบพลัน เช่น เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง ร้าวไปที่กรามหรือไหล่ ร่วมกับความดันตก ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลแล้ว ยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 10% ดังนั้น การใส่ใจสัญญาณเตือน แม้เพียงเล็กน้อย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ด้านการตรวจวินิจฉัยและรักษาแนะนำให้ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้หญิงตั้งแต่อายุ 50 ปี ควรเริ่มตรวจสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ โดยการตรวจประกอบด้วยตรวจเลือดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), การเดินสายพาน (Exercise Stress Test) การตรวจเอคโคหัวใจ (Echocardiogram) เพื่อดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเอกซเรย์หินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (Calcium Score CT Scan) ซึ่งสามารถบ่งบอกระยะเริ่มต้นของไขมันในหลอดเลือดหัวใจได้อย่างแม่นยำ ซึ่งหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ เปรียบได้กับยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ยังมีไขมันที่ซ่อนอยู่ภายในหลอดเลือดอีกมาก รวมทั้งยังมีการตรวจ MRI หัวใจ

แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า เช่น การทำบอลลูน ใส่ขดลวด ผ่าตัดบายพาส หรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวนแบบ TAVR แต่โรคหัวใจส่วนใหญ่ “ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้” การรักษาเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หากไม่ดูแลรักษาควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก จึงจำเป็นต้องได้รับการติดตามปัญหาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หัวใจของการดูแลสุขภาพหัวใจ ไม่ใช่แค่รักษาเมื่อเกิดโรค แต่คือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคตั้งแต่แรก ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนแล้วจึงค่อยดูแล เพราะอาจไม่ทันท่วงที พฤติกรรมสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ และควบคุมโรคประจำตัวอย่างเคร่งครัด เป็นสิ่งที่ทุกคนควรใส่ใจ อย่านิ่งนอนใจหากรู้สึกผิดปกติ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของภัยเงียบที่รอวันทำร้ายชีวิตได้

​​​​​​​​​​​​​สำหรับผู้ที่พบว่าตนมีความเสี่ยง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ได้ที่ โทร. 1270 หรือ Line: https://lhco.li/3YR7rhZ และ Facebook: Praram9 Hospital 

‘ภัทรดา แก้วผ่อง’ คว้า Miss Wheelchair Thailand 2025 เก่ง กล้า เปี่ยมพลัง สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการทั่วประเทศ

‘ภัทรดา แก้วผ่อง’ คว้า Miss Wheelchair Thailand 2025  เก่ง กล้า เปี่ยมพลัง สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการทั่วประเทศ

‘ภัทรดา แก้วผ่อง’ คว้า Miss Wheelchair Thailand 2025 เก่ง กล้า เปี่ยมพลัง สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมการรอคอยกว่า 12 ปี สำหรับการประกวด Miss Wheelchair Thailand 2025 เวทีเดียวของประเทศไทยในขณะนี้ ที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงพิการผู้ใช้รถเข็นได้แสดงพลัง ความสามารถ  ศักยภาพอย่างเต็มภาคภูมิ   และนางสาวภัทรดา แก้วผ่อง สาวงามจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต คว้ามงกุฎไปครอง ด้วยความโดดเด่นทั้งบุคลิกภาพ ความสามารถ และพลังในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการทั่วประเทศ 

ถือเป็นเวทีประกวดสำหรับผู้หญิงพิการที่ใช้รถเข็น เวทีแรกและเวทีเดียวของประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความงามภายนอกเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับศักยภาพ ทัศนคติ และความสามารถในการเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้อื่น ที่สะท้อนพลังของ “ความงามจากภายใน” อย่างชัดเจน

ภัทรดา แก้วผ่อง Miss Wheelchair Thailand 2025

เพชรน้ำหนึ่ง ศรีวรรธนะ  ผู้อำนวยการกองประกวดมิสวีลแชร์ไทยแลนด์ กล่าวว่า “เราไม่ได้มองหาคนที่สมบูรณ์แบบ แต่มองหาคนที่กล้าเป็นตัวเอง กล้าที่จะก้าวข้ามคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ เวทีนี้ไม่ใช่แค่เวทีประกวดความงามความสามารถแต่เป็นเวทีแห่งโอกาส ที่จะช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงที่ใช้วีลแชร์ ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพอย่างที่เธอเป็น โดยไม่ต้องถูกจำกัดด้วยคำว่า ‘พิการ’ เวทีที่ผลักดันให้สังคมเริ่มมองเห็นว่า ความงาม ความสามารถ และคุณค่าของคนเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างหรือสภาพร่างกาย แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจและความกล้าที่จะลุกขึ้นยืนในแบบของตัวเอง การสนับสนุนเวทีแบบนี้ ไม่ใช่แค่สนับสนุนคนกลุ่มหนึ่ง แต่มันคือการสร้างสังคมที่เปิดกว้าง ยอมรับความหลากหลาย และให้โอกาสกับทุกคนได้อย่างเท่าเทียม”

(ซ้าย) บุญธิดา ชินวงษ์ รองอันดับ 2, ภัทรดา แก้วผ่อง Miss Wheelchair Thailand 2025   และ กนกวรรณ นาคนาม  รองอันดับ 1

รอบตัดสิน ซึ่งมีพิธีกรชื่อดัง กฤษนะ ละไล และ วสุ แสงสิงแก้ว หรือจิ๊บ รด. ร่วมเป็นสักขีพยานผลการประกวดสุดเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการ ได้มีมติเอกฉันท์ให้  นางสาวภัทรดา แก้วผ่อง สาวงามจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต คว้ามงกุฎ Miss Wheelchair Thailand 2025 ไปครอง  ด้วยความโดดเด่นทั้งบุคลิกภาพ ความสามารถ และพลังในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการทั่วประเทศ  ขณะที่รางวัล รองอันดับหนึ่ง ตกเป็นของ นางสาวกนกวรรณ นาคนาม อินฟลูเอ็นเซอร์สาวชื่อดัง ผู้สื่อสารพลังบวกและความมั่นใจบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง และ รองอันดับสอง ซึ่งควบตำแหน่ง ขวัญใจช่างภาพและสื่อมวลชน ได้แก่ นางสาวบุญธิดา ชินวงษ์ หรือ “น้องฝ้าย” ที่สร้างความประทับใจให้ทุกคนจากการโชว์ฝีมือ “ใช้เท้าแต่งหน้า” และความมุ่งมั่นอันเป็นเอกลักษณ์

ชมพูนุช บุษราคัม นางงามมิตรภาพ

นอกจากนี้ นางสาวชมพูนุช บุษราคัม คว้ารางวัลนางงามมิตรภาพ จากความสดใสร่าเริงและน้ำใจที่มอบให้เพื่อนผู้เข้าประกวดทุกคนตลอดการเก็บตัว  และรางวัลพิเศษ Miss Popular Vote จากผลโหวตสูงสุดของผู้ชม ตกเป็นของ นางสาวอภิญญา ไชยชนะ สาวงามจากจังหวัดนราธิวาส ผู้มุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นกระบอกเสียงเพื่อคนพิการในพื้นที่ของตน

สำหรับการประกวด Miss Wheelchair Thailand ในปีนี้ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้เข้าประกวด แต่ยังตอกย้ำความสำเร็จของการเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงพิการได้เฉิดฉายในแบบของตัวเอง และผลักดันภาพลักษณ์ใหม่ของผู้หญิงที่ใช้วีลแชร์ เพื่อเป็นแบบอย่างและกำลังใจให้กับผู้หญิงพิการและผู้ด้อยโอกาสทุกคน ทั้งนี้ สามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวของการประกวดเพิ่มเติมได้ที่  Facebook: Miss Wheelchair Thailand   


อภิญญา ไชยชนะ Miss Popular Vote

เพชรน้ำหนึ่ง ศรีวรรธนะ  ผู้อำนยวการกองประกวด