H&M Move เปิดตัวแคปซูลคอลเลกชันชุดโยคะสุดพิเศษ ต้อนรับวันโยคะสากล

H&M Move เปิดตัวแคปซูลคอลเลกชันชุดโยคะสุดพิเศษ ต้อนรับวันโยคะสากล

H&M Move เปิดตัวแคปซูลคอลเลกชันชุดโยคะสุดพิเศษ ต้อนรับวันโยคะสากล

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.07 น.

H&M Move ได้เปิดตัวแคปซูลคอลเลกชันโยคะลิมิเต็ดอิดิชันสำหรับผู้หญิง ต้อนรับวันโยคะสากลอย่างมีสไตล์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา คอลเลกชันนี้ผสานดีไซน์เรียบหรูเข้ากับเนื้อผ้านุ่มลื่นดุจแพรไหม สัมผัสเบาสบาย มอบอิสระในทุกจังหวะการเคลื่อนไหว

เสื้อผ้าแต่ละชิ้น ถ่ายทอดความอ่อนช้อยของท่วงท่าโยคะออกมาได้อย่างสง่างาม รังสรรค์แต่ละไอเทมผ่านผ้าเนื้อเบาบางพิเศษ ระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ดูดซับเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับหน้าร้อน

Marie Fredros หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ H&M Move กล่าวว่า “ความพิเศษของแคปซูลคอลเลกชันนี้ อยู่ที่ดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย แต่ก็เปี่ยมด้วยรายละเอียด ด้วยสัมผัสนุ่มนวลและเบาสบายของเนื้อผ้า สะท้อนถึงความอ่อนโยนแบบผู้หญิง ส่วนตัวฉันชอบโทนสีของคอลเลกชันมาก สีเอิร์ธโทนอย่างสีน้ำตาลและเทอร์ราคอตตา ให้ความรู้สึกซับซ้อนแต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติ” 

คอลเลกชันนี้ประกอบด้วยจัมป์สูทขาสั้นรองรับทุกท่วงท่า พร้อมสายไขว้เปิดหลังลึก, บรากีฬาดีไซน์เปิดหลัง เสริมฟองน้ำถอดได้, และเลกกิ้งทรงขาม้า ยาวระดับข้อเท้า ที่ทั้งเคลื่อนไหวได้คล่องตัวและดูโดดเด่นแคปซูลคอลเลกชันโยคะใหม่จาก H&M Move วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน H&M สาขาที่ร่วมรายการ และทางออนไลน์

คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ชวนเข้าร่วมเรียนการให้การปรึกษาด้านสุขภาพ พัฒนาทักษะการเป็นผู้ให้

คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ชวนเข้าร่วมเรียนการให้การปรึกษาด้านสุขภาพ พัฒนาทักษะการเป็นผู้ให้

คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ชวนเข้าร่วมเรียนการให้การปรึกษาด้านสุขภาพ พัฒนาทักษะการเป็นผู้ให้

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.27 น.

คุณเคยคิดไหมว่า การเข้าใจและช่วยเหลือคนที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตนั้นสำคัญแค่ไหน? ถ้าคุณสนใจที่จะพัฒนาทักษะนี้ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีโอกาสดีมานำเสนอ!

ปลดล็อกศักยภาพสู่การเป็นผู้ให้การปรึกษาด้านสุขภาพจิต

คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจด้านสุขภาพจิตและการให้การปรึกษาทุกท่าน เข้าร่วมเรียนใน**รายวิชา NSID 600 การให้การปรึกษาด้านสุขภาพ (Health Counseling)** ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช รายวิชานี้จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้าน**การสื่อสาร การสร้างสัมพันธภาพ** และ**กระบวนการให้การปรึกษาอย่างมืออาชีพ**ในบริบทสุขภาพ

เรียนรู้จากตัวจริง ประสบการณ์จริง

หลักสูตรนี้จัดสอนโดยทีมคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาควิชาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ นำโดย **รองศาสตราจารย์ ดร.พวงเพชร เกษรสมุทร** หัวหน้ารายวิชา พร้อมด้วยคณาจารย์ผู้มีประสบการณ์สูงด้านการพยาบาลจิตเวช การให้การปรึกษา และการดูแลสุขภาพจิตในสังคมไทย คุณจะได้เรียนรู้ผ่าน**การปฏิบัติจริง**และการ**สะท้อนประสบการณ์** เพื่อให้คุณมีทักษะที่ยั่งยืนและนำไปใช้ได้จริง

โอกาสที่ไม่ใช่แค่การเรียน แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคต

**คุณต่าย สายธาร นิยมการณ์** นักแสดงและบุคคลสาธารณะที่หลายคนรู้จัก ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เล็งเห็นความสำคัญและเข้าร่วมในรายวิชานี้ ด้วยเป้าหมายที่จะพัฒนาทักษะด้านการให้การปรึกษา และที่สำคัญกว่านั้นคือ **สามารถนำหน่วยกิตที่ได้ไปนับรวมเพื่อต่อยอดสู่การศึกษาระดับปริญญาโทในหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตได้ในอนาคต!**

เปิดประตูสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

การเปิดรับบุคคลทั่วไปเข้าร่วมในรายวิชานี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของคณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ในการเป็น**แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)** ที่เปิดกว้างให้ทั้งบุคคลทั่วไป นักวิชาชีพ และผู้ที่สนใจด้านสุขภาพจิตได้เข้ามาเรียนรู้และเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

สนใจเรียน หรืออยากรู้จักหลักสูตรมากกว่านี้ ติดต่อ: งานบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล โทร. 02-441-5333 ต่อ 1206  https://grad.nurse.mahidol.ac.th

-(016)

NSM ขนความสนุกวิทย์ฯ จัดเต็มให้เยาวชนในงาน ‘คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. จ.กาญจนบุรี’

NSM ขนความสนุกวิทย์ฯ จัดเต็มให้เยาวชนในงาน 'คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. จ.กาญจนบุรี'

NSM ขนความสนุกวิทย์ฯ จัดเต็มให้เยาวชนในงาน ‘คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. จ.กาญจนบุรี’

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.20 น.

NSM ขนความสนุกวิทย์ฯ จัดเต็มให้เยาวชนในงาน “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. จ.กาญจนบุรี” เยาวชนได้สัมผัสประสบการณ์จริงในการลงมือเล่น ทดลองและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง

นายสุวิทย์ เปานาเรียง ผอ.สำนักวิทยาศาสตร์สู่ชุมชน องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายไพชยา พิมพ์สารี ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี และนายศิลป์พิสุทธิ์ พันชะวะนัด ผอ.โรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ร่วมเปิดงาน “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. จ.กาญจนบุรี” ที่ขนขบวนความสนุกมหัศจรรย์ของนิทรรศการและกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ไปส่งมอบความรู้ให้กับเยาวชนมากมาย อาทิ นิทรรศการวิทยาศาสตร์เคลื่อนที่ ชุด Science for Fun, นิทรรศการสูงวัยใกล้ตัว, กิจกรรมการแสดงทางวิทยาศาสตร์, กิจกรรมเปิดฟ้ามองดาว, กิจกรรมมุมประดิษฐ์ และกิจกรรมเกมของเล่นวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 17 – 20 มิ.ย.2568 นี้ ณ โรงเรียนทองผาภูมิวิทยา อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการและกิจกรรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. และหน่วยงานทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมด้วย อาทิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), โครงการโคแฟค (COFACT:Collaborative Fact Checking) และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ร่วมด้วย

นายสุวิทย์ กล่าวว่า NSM  มีภารกิจหลักในการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนสนุกกับการค้นพบ เรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการและจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งยังตระหนักถึงโอกาสการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรม “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.” ที่เยาวชนจะได้สัมผัสประสบการณ์จริงในการลงมือเล่น ทดลอง และค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนรักวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น พร้อมช่วยเติมเต็มความรู้ให้กับเยาวชนใน จ.กาญจนบุรี ให้สามารถเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เช่นเดียวกับเยาวชนในเขตเมือง 

นายไพชยา กล่าวว่า รู้สึกดีใจแทนเด็ก ๆ เยาวชน รวมทั้งคุณครู อาจารย์ และผู้ปกครองใน จ.กาญจนบุรี ที่จะได้มาสัมผัสความสนุก และสร้างประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.” กิจกรรมนี้นับว่าเป็นการสร้างโอกาสให้เยาวชนใน อ.ทองผาภูมิ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์เทียบเท่ากับเยาวชนในพื้นที่ส่วนกลาง นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเยาวชนในระดับภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์ ขอขอบคุณ NSM และโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ที่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในจ.กาญจนบุรี ให้ได้รับการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพตามหลักสูตรมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและมาตรฐานสากลอีกด้วย

นายศิลป์พิสุทธิ์ กล่าวว่า กิจกรรมคาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ NSM และโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ช่วยส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมที่หลากหลาย นับได้ว่าเป็นกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่จะช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเยาวชนทุกคน ได้ตระหนักถึงวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว อีกทั้ง ยังสามารถสร้างความสนุกสนาน สร้างประสบการณ์ เพื่อให้เยาวชนในจ.กาญจนบุรี ได้เข้าใจและมีความสนใจในวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเกิดแรงบันดาลใจในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ต่อไปในอนาคต

สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมฯ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook : คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.

-(016)

ยันฮี x มูลนิธิปวีณาฯ ฟื้นชีวิตใหม่ 4 เยาวชน เยียวยาร่างกาย เติมความหวัง สร้างโอกาสสู่อนาคต

ยันฮี x มูลนิธิปวีณาฯ ฟื้นชีวิตใหม่ 4 เยาวชน เยียวยาร่างกาย เติมความหวัง สร้างโอกาสสู่อนาคต

ยันฮี x มูลนิธิปวีณาฯ ฟื้นชีวิตใหม่ 4 เยาวชน เยียวยาร่างกาย เติมความหวัง สร้างโอกาสสู่อนาคต

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.21 น.

โรงพยาบาลยันฮี สถาบันสุขภาพและความงามครบวงจรที่ดำเนินงานมากว่า 40 ปี ยังคงเดินหน้าสานภารกิจเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความเชื่อว่า “สุขภาพที่ดี” ไม่ได้จบแค่การไม่มีโรค แต่หมายถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างรอบด้าน ล่าสุดร่วมมือกับมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ในโครงการช่วยเหลือเยาวชน 4 รายที่ประสบปัญหาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยการให้การรักษาและฟื้นฟูอย่างเหมาะสมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อคืนโอกาส คืนความมั่นใจ และคืนชีวิตใหม่ให้กับเด็ก ๆ ที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง

พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวณิชชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี  กล่าวถึงความตั้งใจในการสนับสนุนโครงการนี้ว่า “ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เราทำภารกิจเพื่อสังคมมาโดยตลอด ทั้งในรูปแบบของการผ่าตัดปากแหว่งเพดานโหว่ การลบรอยสักเพื่อคืนโอกาสให้ผู้กลับตัว การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุรุนแรง ไปจนถึงการผ่าตัดฟื้นฟูรูปลักษณ์ให้กับเหยื่อความรุนแรง เราเชื่อว่าโรงพยาบาลไม่ควรเป็นเพียงสถานที่รักษาโรค แต่ควรเป็นพื้นที่ของการเยียวยาทั้งกายและใจ โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ๆ ที่ยังมีอนาคตอีกยาวไกลรออยู่ ถ้าเราเลือกช่วยเหลือในเวลาที่เขาต้องการมากที่สุด ก็อาจเปลี่ยนทั้งชีวิตของเขาไปตลอดกาล”

การจับมือกันในครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจตรงกันของทั้งสององค์กรที่เห็นคุณค่าของ “การให้” ที่มากกว่าการบริจาคเงินหรือสิ่งของ แต่คือการลงมือเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยโรงพยาบาลยันฮีได้นำความเชี่ยวชาญทางการแพทย์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับความเข้าใจเชิงจิตวิทยา เพื่อออกแบบการรักษาและฟื้นฟูที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละราย ซึ่งแต่ละคนต่างมีบาดแผลชีวิตที่แตกต่าง แต่ล้วนสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสอย่างชัดเจน

โดยเยาวชนทั้ง 4 รายที่ได้รับการช่วยเหลือ มีดังนี้

น้องณัฐ – เด็กชายณัฐชนนท์ ผุดเผือก อายุ 14 ปี จาก จ.ระนอง ประสบอุบัติเหตุตกรถจักรยานยนต์ ทำให้ฟันหน้าหักและผิดรูป ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความมั่นใจ
น้องฟิว – นายอณุวัฒน์ กลั่นนุช อายุ 17 ปี จาก จ.พิจิตร มีแผลเป็นคีลอยด์บริเวณใบหน้าจากการผ่าตัดและฉายแสง แต่ไม่มีทุนทรัพย์เข้ารับการรักษาศัลยกรรมตกแต่ง
น้องเคน – เด็กหญิงอภิสรา จันทร์แจ่ม อายุ 13 ปี จาก จ.สงขลา ป่วยด้วยภาวะปากแหว่งเพดานโหว่แต่กำเนิด กระทบต่อการพูด การกิน และการเรียน ถูกเพื่อนรังแกจนขาดความมั่นใจ
น้องคิว – นายอนุสรณ์ ชนะมูล อายุ 15 ปี จาก จ.พิจิตร เคยหลงผิดในวัยเด็ก มีรอยสักเต็มใบหน้าและลำตัว ปัจจุบันต้องการกลับตัว และขอลบรอยสักเพื่อเตรียมสมัครเรียนต่อ

ด้าน ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กล่าวว่า “เราทำงานกับเด็กและผู้หญิงทั่วประเทศมาหลายสิบปี และเห็นชัดว่าความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษายังคงมีอยู่จริง เด็กหลายคนมีแผลที่รักษาได้ แต่ไม่เคยได้รับการรักษา เพราะไม่มีโอกาส ไม่มีเงิน ไม่มีคนพาไปโรงพยาบาล ความร่วมมือกับยันฮีที่ทั้งมีศักยภาพและหัวใจเมตตา คือคำตอบที่ดีที่สุด เพราะเราไม่ได้แค่ช่วย ‘รักษา’ แต่เราช่วยให้เขากลับมามีความหวังอีกครั้ง สิ่งที่ดูเหมือนเล็กสำหรับคนทั่วไป บางครั้งคือทั้งชีวิตของเด็กหนึ่งคน”

พญ.สิรินทรา กล่าวปิดท้ายว่า “เราจะไม่หยุดแค่โครงการนี้ แต่จะเดินหน้าทำต่อไป เพราะเราเชื่อว่าเยาวชนคืออนาคตของสังคม และในบางครั้ง แค่โอกาสเล็ก ๆ ที่เขาไม่เคยมี อาจทำให้เด็กคนหนึ่งลุกขึ้นมายืนอย่างมั่นคงในวันข้างหน้าได้ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นนั้น”

โครงการนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการส่งต่อโอกาสจากภาคเอกชนสู่สังคม ไม่เพียงช่วยพลิกชีวิตของเยาวชนทั้ง 4 คน แต่ยังสะท้อนถึงพลังแห่งความร่วมมือขององค์กรที่มีหัวใจเดียวกัน คือ หัวใจของ ‘การให้’ อย่างจริงใจ เราเชื่อว่า เมื่อร่างกายได้รับการเยียวยา จิตใจก็จะได้รับพลังใหม่ และพวกเขาจะสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นใจ เพราะในบางครั้ง… โอกาสเพียงหนึ่งครั้ง ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล

vivo จับมือ UNESCO และ วารสารศาสตร์ มธ. ปั้นเยาวชนสู่นักเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายมืออาชีพ ก้าวสู่เวทีโลก

vivo จับมือ UNESCO และ วารสารศาสตร์ มธ. ปั้นเยาวชนสู่นักเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายมืออาชีพ ก้าวสู่เวทีโลก

vivo จับมือ UNESCO และ วารสารศาสตร์ มธ. ปั้นเยาวชนสู่นักเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายมืออาชีพ ก้าวสู่เวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แบรนด์สมาร์ตโฟน vivo เดินหน้าพันธกิจส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ผ่านเทคโนโลยีการถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟน หลังจากประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวล ชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวโครงการ “vivo Academy Capture the Future” ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุด vivo ได้จัดกิจ กรรมบูทแคมป์ถ่ายภาพเพื่อพัฒนาทักษะและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เหล่าเยาวชนระดับอุดมศึกษา พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจสู่การเป็นนักเล่าเรื่องมืออาชีพผ่านเลนส์สมาร์ตโฟน อีกทั้งยังมอบโอกาสคว้ารางวัลรวมมูลค่ากว่า 130,000 บาทและเปิดประตูสู่เวทีระดับโลก

vivo และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันเปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาผู้หลงใหลในการเล่าเรื่องด้วยภาพ ถ่ายทั่วประเทศได้มีโอกาสเข้าร่วมเวิร์กช็อปสุดเข้มข้นร่วมกับเหล่าวิทยากรและช่างภาพชื่อดังระดับประเทศอย่างใกล้ชิด ณ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภายใต้หัวข้อ “Cultural Preservation & Storytelling” ที่มุ่งเน้นด้านการบันทึกเรื่องราวทางวัฒนธรรม มรดกประเพณี และวิถีชีวิตที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสังคมไทย พร้อมยกระดับทักษะการถ่ายภาพจากพื้นฐานสู่การเล่าเรื่องอย่างมืออาชีพ

ภัทร โกมลฐิตินันท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ จาก vivo ประเทศไทย กล่าวในพิธีเปิดโครงการว่า ” vivo เชื่อว่าภาพถ่ายคือพลังแห่งการสื่อสารที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างทรงคุณค่า และมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพให้ผู้ใช้งานทุกคนได้มีโอกาสปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ ส่งต่อแรงบันดาลใจ ตลอดจนสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมผ่านเลนส์ของสมาร์ตโฟน ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อส่งมอบโอกาสและความรู้ให้กับเยาวชนไทยซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่านิสิตนักศึกษาทุกท่านจะได้รับความรู้ ประสบการณ์ และแรงบันบันดาลใจกลับไปอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อ ‘Capture the Future’ ของพวกเราไปด้วยกัน”

ตลอดระยะเวลา 4 วันเต็มของโครงการ vivo Academy Capture the Future นิสิตนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 33 คน มีโอกาสได้รับสมาร์ตโฟน vivo V50 สำหรับใช้เพื่อฝึกฝนการถ่ายภาพตลอดกิจกรรม พร้อมได้เข้าคลาสอบรมเกี่ยวกับการถ่ายภาพเชิงวัฒนธรรมและเทคนิคพื้นฐานการถ่ายภาพ เพื่อปูพื้นฐานการถ่ายภาพบนกล้องสมาร์ตโฟนและพูดคุยถึงการต่อยอดในด้านที่สนใจร่วมกับ สุรชัย แสงสุวรรณ ช่างภาพและบรรณาธิการแฟชั่นผู้มีประสบการณ์ในแวดวงมายาวนานกว่า 15 ปี และ อุรชา จักรคชาพล ช่างภาพหญิงมากฝีมือชาวไทยที่การันตีด้วยตำแหน่ง Brand Ambassador ของ ZEISS

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังมีโอกาสได้แบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพร่วมสมัยเพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์บนโลกออน ไลน์ พร้อมได้ลงพื้นที่ถ่ายภาพจริงในกิจกรรม Photo Walk บริเวณถนนทรงวาดและชุมชนตลาดน้อย ร่วมกับ 2 คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดังอย่าง คุณโอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ศิลปินเจ้าของบทเพลงฮิตและผู้ก่อตั้งบริษัท โคตรคูล จำกัด และ คุณว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ท่องเที่ยวสุดฮิตจากเพจอาสาพาไปหลง ที่มาให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

คว้าโอกาสทำงานร่วมกับ vivo ประเทศไทย และก้าวสู่เวทีระดับโลก

มากไปกว่านั้นในช่วงท้ายของโครงการยังเปิดโอกาสให้เหล่านิสิตนักศึกษาผู้เข้าอบรมได้นำความรู้และทักษะทั้งหมดที่ได้รับจากเหล่าวิทยากรมืออาชีพไปประยุกต์ใช้จริง ด้วยการลงพื้นที่ถ่ายภาพพอร์ตเทรตในชุมชนที่สนใจและพัฒนาเป็นโปรเจกต์ชุดภาพถ่าย (Photo Set) ในรูปแบบของตนเองภายใต้คอนเซ็ปต์วัฒนธรรมร่วมสมัย ผ่านเลนส์สมาร์ตโฟน vivo V50 ที่ได้รับการยกระดับเทคโนโลยีพอร์ตเทรตสู่ประสิทธิภาพระ ดับโปรบนเลนส์คุณภาพมาตรฐาน ZEISS ความละเอียด 50 ล้านพิกเซลในทุกกล้อง เสริมด้วยเซนเซอร์คุณภาพสูง ตลอดจนฟีเจอร์และเทค โนโลยีตัวช่วยต่าง ๆ เพื่อการสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร และนำเสนอผลงานกับเหล่าคณะกรรมการและช่างภาพมืออาชีพเพื่อชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

สำหรับสุดยอดผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติในครั้งนี้ ได้แก่ ภาพชุด “สายน้ำแห่งวัฒนธรรม” หรือ “River Culture” โดย นายต้นน้ำ วงษ์สำอาง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากคณะนิเทศศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ สาขา Innovative Media Production (IMI) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เลือกถ่ายทอดเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยออกมาผ่านวิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ทั้งนี้ เจ้าของผลงานที่ได้รับการคัดเลือก 3 อันดับแรก จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 50,000 บาท 30,000 บาท และ 10,000 บาทตามลำดับ พร้อมสมาร์ตโฟน vivo V50 จำนวน 1 เครื่อง และโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการเซ็นสัญญาเพื่อทำงานร่วมกับ vivo ประเทศไทย นอกจากนี้ โครงการ vivo Academy Capture the Future ยังมอบประกาศนียบัตรจากความร่วมมือของ vivo, UNESCO และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงโอกาสเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับโลกอย่าง vivo Vision+ Mobile Photo Awards 2025 ให้แก่นิสิตนักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญในการเปิดประตูสู่เส้นทางนักเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายมืออาชีพอย่างเต็มตัว

สอบถามรายละเอียด และติดตามข่าวสารเทคโนโลยีอื่น ๆ จาก vivo ได้ที่เว็บไซต์ https://vivo.com/th/ และเฟซบุ๊ก vivo Thailand

ภัทร โกมลฐิตินันท์  และ ผศ.กานตชาติ เรืองรัตนอัมพร พร้อมวิทยากร คณะกรรมการ และช่างภาพมืออาชีพ

ภัทร โกมลฐิตินันท์ และ ผศ.กานตชาติ เรืองรัตนอัมพร พร้อมวิทยากร คณะกรรมการ และช่างภาพมืออาชีพ

ภัทร โกมลฐิตินันท์

ภัทร โกมลฐิตินันท์

ต้นน้ำ วงษ์สำอาง กับภาพชุด “สายน้ำแห่งวัฒนธรรม”

ต้นน้ำ วงษ์สำอาง กับภาพชุด “สายน้ำแห่งวัฒนธรรม”

กลับมาอีกครั้ง ‘อิตาเลียน พาวิลเลียน’ ในงาน ‘คอสโมพรอฟ ซีบีอี อาเซียน 2025’

กลับมาอีกครั้ง  ‘อิตาเลียน พาวิลเลียน’ ในงาน ‘คอสโมพรอฟ ซีบีอี อาเซียน 2025’

กลับมาอีกครั้ง ‘อิตาเลียน พาวิลเลียน’ ในงาน ‘คอสโมพรอฟ ซีบีอี อาเซียน 2025’

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อิตาเลียน พาวิลเลียน”  กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ในงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงาม (B2B) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คอสโมพรอฟ ซีบีอี อาเซียน 2025 ประตูสำคัญสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมความงามครบวงจร ครอบคลุมทุกห่วงโซ่อุปทานด้านความงาม บนพื้นที่จัดแสดงงานใจกลางกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่  25 – 27 มิถุนายน นี้ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฮอลล์ 2 บูธ K39 – K48 และ L39 – L50

“อิตาเลียน พาวิลเลียน” จัดขึ้นโดย สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย และ สถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการค้า ความร่วมมือ และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการด้านความงามจากประเทศอิตาลีได้เข้าสู่ตลาดเอเชีย ภายใน “อิตาเลียน พาวิลเลียน”  พบกับ 20 บริษัทชั้นนำจากประเทศอิตาลีที่พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ความงาม บริการ อุปกรณ์และเครื่องมือสร้างความงามระดับพรีเมียม ซึ่งสะท้อนถึงนวัตกรรม คุณภาพระดับและความเป็นเลิศตามแบบฉบับอิตาเลียนอย่างแท้จริง

เปาลา กุยด้า (Paola Guida) ข้าหลวงพาณิชย์ประจำสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทยกล่าวว่า “อิตาลีเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านการผสมผสานกันอย่างลงตัวของประเพณี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ไม่เว้นแม้แต่ในอุตสาหกรรมความงาม ในนามของสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย ดิฉันขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเยี่ยมชม “อิตาเลียน พาวิลเลียน” พบกับ ผู้ประกอบการชั้นนำจากประเทศอิตาลีที่จะนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามคุณภาพเยี่ยม ทั้งเครื่องสำอางระดับพรีเมียม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสุดหรู ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสำหรับมืออาชีพ อุปกรณ์ทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมทั้งเปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจที่มีคุณค่าและสะท้อนถึงความเป็นเลิศของ “Made in Italy” ที่แท้จริง

ขยายโอกาสทางธุรกิจความงามสู่ระดับสากล

ประเทศอิตาลี ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอาง “อิตาเลียน พาวิลเลียน” คือต้นทางสำคัญที่จะพาท่านท่องไปในโลกแห่งความงามจากอิตาลี ค้นพบเทรนด์ความงามล่าสุด สัมผัสผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มาพร้อมกับนวัตกรรมล้ำสมัย ตลอดจนการสาธิตผลิตภัณฑ์โดยผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากอิตาลี ครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการสร้างโอกาสขยายเครือข่ายทางธุรกิจ จับคู่เจรจาธุรกิจกับกับผู้ผลิตและแบรนด์ชั้นนำจำนวน 20 รายจากอิตาลีโดยตรง เพื่อก้าวขึ้นสู่ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และยกระดับธุรกิจความงามสู่มาตรฐานโลก

กิจกรรมพิเศษ ITA Talk / Cosmo on Stage

อย่าพลาด ร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ “ITA Talk / Cosmo on Stage” ในหัวข้อ “The Italian Beauty Touch: Innovation, Heritage, Lifestyle” วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น. ณ Main Stage Hall 2 การเสวนาที่เน้นย้ำถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ความงามคุณภาพสูงที่สะท้อนถึงความประณีต ความชำนาญ และวิถีชีวิตแบบอิตาเลียน ที่พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์แห่งความงามเหนือกาลเวลาในแบบฉบับของ “Italian Beauty”

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลด E-CATALOG ได้ที่ https://bit.ly/4dVWfpL และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ https://shorturl.asia/c6Tyd สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ITA Facebook Page: ITA Bangkok Line ID:  aforall หรือ Email: idothailand@yahoo.com

เปาลา กุยด้า (Paola Guida)

เปาลา กุยด้า (Paola Guida)

ครั้งแรกและครั้งเดียวในไทยกับตำนานโอเปรา Plácido Domingo

ครั้งแรกและครั้งเดียวในไทยกับตำนานโอเปรา Plácido Domingo

ครั้งแรกและครั้งเดียวในไทยกับตำนานโอเปรา Plácido Domingo

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง กับมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 27 (Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music)  ตื่นตากับ 14 โชว์สุดอลังการจากทั่วโลก โดยศิลปินระดับแนวหน้ากว่า 10 ประเทศ ไฮไลต์พลาดไม่ได้ คือ การเปิดการแสดงครั้งแรกในประเทศไทยของศิลปินโอเปราระดับโลก Plácido Domingo พร้อมการแสดงอีกมากมาย อาทิ มหากาพย์อินเดีย Mahabharata: 18 Days, Dusk of an Era, บัลเลต์จีน A Dream of Red Mansions, โอเปรา Tosca และ Aida, พร้อมโชว์กายกรรมสุดตื่นตะลึงจากจีน และการเต้นผสานเทคโนโลยีจากฝรั่งเศส เตรียมเปิดม่านให้ผู้ชมไทยได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ วันที่ 6 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568  ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

หนึ่งในไฮไลต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีนี้ คือการแสดงครั้งแรกและครั้งเดียวในประเทศไทยของ Plácido Domingo ศิลปินโอเปราระดับตำนาน หนึ่งใน The Three Tenors ผู้ทรงอิทธิพลซึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์พลิกโฉมวงการโอเปร่าให้เข้าถึงผู้ชมทั่วโลก ด้วยบทบาทบนเวทีโอเปร่ากว่า 150 เรื่อง และรางวัล Grammy Awards ถึง 12 รางวัล การแสดงครั้งประวัติศาสตร์นี้จะยิ่งพิเศษยิ่งขึ้น ด้วยการร่วมเวทีครั้งแรกของ Plácido Domingo กับสองศิลปินหญิงดาวรุ่งแห่งยุค ได้แก่ Monica Conesa โซปราโนเสียงใสผู้ได้รับการจับตามองจากเวทีระดับโลก และ Beatrice Venezi วาท ยกรหญิงชาวอิตาลี ผู้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการดนตรีคลาสสิก ที่จะมาร่วมกันรังสรรค์บทแสดงอันยิ่งใหญ่ที่คอเพลงโอเปราห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

เปิดขายบัตรตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2568 ถึง 14 กรกฎาคม 2568 ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา และทาง http://www.thaiticketmajor.com  ทั้งนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของการแสดงทั้ง 14 โชว์ได้ที่ http://www.bangkokfestivals.com

ครั้งแรกในไทย!! เซ็นทรัลเวิลด์ จับมือ B.Duck เปิดคาร์นิวัลกลางแจ้งสุดคิวท์ ฉลอง 20 ปีเจ้าเป็ดเหลือง

ครั้งแรกในไทย!! เซ็นทรัลเวิลด์ จับมือ B.Duck เปิดคาร์นิวัลกลางแจ้งสุดคิวท์ ฉลอง 20 ปีเจ้าเป็ดเหลือง

ครั้งแรกในไทย!! เซ็นทรัลเวิลด์ จับมือ B.Duck เปิดคาร์นิวัลกลางแจ้งสุดคิวท์ ฉลอง 20 ปีเจ้าเป็ดเหลือง

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จับมือ B.Duck ร่วมฉลองครบรอบ 20 ปีคาแรกเตอร์เจ้าเป็ดเหลืองสุดน่ารักขวัญใจคนทั่วโลก เนร มิตอีเวนต์แห่งปีมหกรรมความสนุกครั้งใหญ่ใจเมือง “B.Duck 20th Playful World-City Funs Carnival” ชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสประ สบการณ์คาร์นิวัลกลางแจ้งแห่งความเพลย์ฟูลและน่ารักเต็มรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน  ตื่นตากับแลนด์มาร์ก Inflatable สุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง สนุกกับ 6 เครื่องเล่นธีม B.Duck และเกมคลาสสิกสุดครีเอทีฟ บนพื้นที่กว่า 2,500 ตร.ม. ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ลานสแควร์ A และ B หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

6 ไฮไลต์เครื่องเล่นสุดสร้างสรรค์บนโลกแห่งความสุขในแบบฉบับ B.Duck ได้แก่ B.Duck Global Adventure ม้าหมุนสุดแฟนตาซีใต้หอไอเฟลจิ๋ว ตกแต่งไฟระยิบระยับและเสียงเพลงที่จะพาคุณท่องโลกในจินตนาการสไตล์ฝรั่งเศส  B.Duck Flight Diary บอลลูน B.Duck ที่จะพาคุณโลดแล่นบนท้องฟ้า เหมือนได้โบยบินอย่างอิสระแบบเต็มอารมณ์ B.Duck Busy Cowboy ผจญภัยสไตล์คาวบอยสุดเร้าใจ สำหรับสายแอดเวนเจอร์ จะเหินฟ้าไปกับเส้นทางกลางท้องฟ้าแนว rootin’-tootin’  

B.Duck Rocking Fun ชิงช้าหมุนวงล้อชีสยักษ์ B.Duck Table Tennis Match รถบั๊มลูกสนุ๊ก บนสนามพูลยาวกว่า 15 เมตร  B.Duck Windmill Trampoline จั๊มป์ตามจังหวะเพลงมันส์ๆ สำหรับสายแอคทีฟ พร้อมโพสช็อต สุดปังกลางอากาศ ถ่ายภาพพร้อมสติกเกอร์น่ารัก

ตื่นตากับแลนด์มาร์ก Inflatable สุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง ครั้งแรกในโลก! “Sawasdee Duck” กับ B.Duck เป่าลมยักษ์สูง 10 เมตรใหญ่ที่สุดในโลก ในชุดช้างไทยสุดประณีต สะพายกระเป๋า Grab พร้อมพนมมือไหว้ต้อนรับแบบไทยแท้อย่างงดงาม B.Duck Mega Inflatable Bounce Playground สนามเด็กเล่นเป่าลมขนาดใหญ่กว่า 400 ตร.ม. สนุกเต็มพิกัดกับโซนเด็กเล่น ลูกโป่ง อินสตอลเลชัน และมุมถ่ายรูปสุดคิวท์ถ่ายรูปได้ทั้งครอบครัว ย้อนวัยไปสนุกกับ B.Duck Game Booths ทั้ง ปาบอลโชคดี ปาเป้า ทุบกระป๋อง บาสเก็ตบอล และเกมทอยเต๋า ชวนเพื่อนมาดวลความแม่น สะสมแต้มชิงของรางวัล B.Duck สุดคิ้วท์ให้จุใจ  

B.Duck Pop-up Store ตอบโจทย์ทุกความฟินด้วยคอลเลกชันสุดลิมิเต็ด

สำหรับ B.Duck เลิฟเวอร์ ต้องหลงรัก เอ็กซ์คลูซีฟ ป็อบอัพ ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความฟินด้วยสินค้าสุดน่ารักและของสะสมเฉพาะงานครบรอบ 20 ปีเพื่องานนี้เท่านั้น! เริ่มจาก B.Duck x British Museum ที่เปลี่ยนเหล่าเทพอียิปต์โบราณอย่าง อนูบิส, ฮอรัส, รา, บัสเตต ให้กลายเป็นเวอร์ชันสุดน่ารักไม่เหมือนใคร เหมือนได้เที่ยวพิพิธภัณฑ์อังกฤษผ่านของเล่นสุดคิ้วท์ สายคาวาอี้ต้องจัด B.Duck x Monchhichi พวงกุญ แจตุ๊กตาสุดน่ารัก  ฟินต่อกับกล่องสุ่มกลิ่นผลไม้ B.Duck Baby Bear หรือเซ็ตแมตช์อย่างเคสแอร์พอด จับคู่ความชิคที่ลงตัวกับกระเป๋าสไตล์ครอสบอดี้ และที่พลาดไม่ได้พิเศษเฉพาะงานนี้ กับ Rainbow Figure รุ่นลิมิเต็ด ที่สดใสสุดใจเหมือนสายรุ้ง! ฟิกเกอร์สีรุ้งสุดน่ารักที่จัดทำขึ้นพิเศษเพื่อฉลอง 20 ปีเท่านั้น! สำหรับสายแฟชั่นต้องไม่พลาดสินค้าสุดครีเอทีฟอีกเพียบ ทั้งเคสไอโฟนดีไซน์พิเศษ กระเป๋ายีนส์สุดฮิป และเบาะลมเป่าลมที่ใช้งานได้จริงแถมยังน่ารักจนใจละลาย

นอกจากนี้ B.Duck x Fuku Matcha พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มแก้วพิเศษ พร้อมของที่ระลึกรุ่นลิมิเต็ดเฉพาะในงานเท่านั้น B.Duck x Grab รับโค้ดส่วนลด Grab ลุ้นบัตรกำนัลฟรี พร้อมถ่ายรูปสุดน่ารักที่โซน Grab Car และ Grab Motorbike อีกหนึ่งความปังที่ห้ามพลาดคอลแลบสุดปังกับแบรนด์แฟชั่นระดับท็อปอย่าง B.Duck x GQ ขนเสื้อยืด B.Duck ลายพิเศษ 5 แบบ ที่ออกแบบมาเพื่อฉลองงานนี้โดยเฉพาะ ไปช้อปกันได้ที่ Pop-Up Store สุดพิเศษ แล้วมาอัปลุคให้สุดชิคกับคอลเลกชันสุดน่ารักแห่งปี

ระยะเวลาจัดงาน17 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2568 (วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 14:00 – 22:00 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: เวลา 10:00 – 22:00 น.)

บัตรราคา 120 บาท (1 ใบ สำหรับผู้ใหญ่ 1 คน + เด็ก 1 คน) บัตรเล่นไม่อั้น 1 วัน 888 บาท เล่นได้ไม่จำกัดรอบ ทั้งเครื่องเล่นและสนามเป่าลม ยกเว้นบูธเกมส์ ซื้อบัตรได้ที่หน้างาน บริเวณ Square A & B, centralwOrld ซื้อออนไลน์: ผ่าน Klook ได้ที่ https://s.klook.com/thbduckcityfuns

เริ่มแล้ว !! เทศกาลอาหารสุดคัลเลอร์ฟูล เสิร์ฟความอร่อยหลากสไตล์ ‘Gourmet Foodie Fest 2025 : Taste of Pride’

เริ่มแล้ว !! เทศกาลอาหารสุดคัลเลอร์ฟูล เสิร์ฟความอร่อยหลากสไตล์ ‘Gourmet Foodie Fest 2025 : Taste of Pride’

เริ่มแล้ว !! เทศกาลอาหารสุดคัลเลอร์ฟูล เสิร์ฟความอร่อยหลากสไตล์ ‘Gourmet Foodie Fest 2025 : Taste of Pride’

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลอาหารสุดชิคที่พาเหล่าฟู้ดดี้อิ่มอร่อยไปพร้อมกับการเฉลิมฉลองความหลากหลายอย่างเต็มรสชาติในงาน“Gourmet Foodie Fest 2025 : Taste of Pride” จัดโดย นิตยสาร Gourmet & Cuisine ฉลอง Pride Month ด้วยความอร่อยหลากสไตล์กว่า 40 ร้านเด็ดในธีมคัลเลอร์ฟูล สีสันสดใส เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ครบทั้งอาหารคาวหวาน ขนม เบเกอรี่ เครื่องดื่ม และไอศกรีมพรีเมียม พร้อมสนุกกับกิจกรรมเวิร์กช็อปสุดครีเอทีฟฟรีตลอดงาน ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2568 ณ Central Court ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

นางสาวภริตา วิริยะรังสฤษฎ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Gourmet & Cuisine เปิดเผยว่า งาน “Gourmet Foodie Fest 2025” ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม  “Taste of Pride”  ความหลากหลายของอาหาร โดยต้องการถ่ายทอดบรรยากาศของการเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจ (Pride Month) ผ่านความสร้างสรรค์ของอาหารในทุกรูปแบบ ทั้งอาหารคาว หวาน ขนม เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม ที่เปี่ยมด้วยรสชาติ สีสัน และแรงบันดาลใจ เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสถึงความสุขจากการแบ่งปัน และการเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่

“เราอยากให้ทุกคนได้มาช้อป ชิม และอิ่มอร่อยไปกับเมนูจากร้านเด็ดที่เราคัดสรรมาพิเศษ พร้อมสัมผัสความหลากหลายของรสชาติที่สะท้อนตัวตนอย่างอิสระ และรู้สึกภูมิใจในความเป็นตัวเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และเต็มไปด้วยความสุข ซึ่งอาหารเปรียบเสมือนภาษาสากลที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน ทุกคนสามารถมาร่วมกันได้ในงานนี้ เราตั้งใจให้ทุกจาน ทุกคำ และทุกมุมของงาน ถ่ายทอดพลังแห่งความหลากหลาย ความรัก และการยอมรับซึ่งกันและกัน”

ภายในงานพบกับร้านอาหารชื่อดังมากมาย ทั้งเมนูอาหารคาวหวาน เค้ก ขนม ไอศกรีม และเครื่องดื่มคัดสรรมาเป็นพิเศษ พร้อมเมนูสีสันสดใส รสชาติพรีเมียม และไอเดียที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล Pride โดยเฉพาะ  อาทิ ร้านบ้านดาหลา บาย อังคณา โดยเชฟแอนนี่-อังคณา กับเมนู Thai Rainbow Garden Roll และเมนูขนมโค (สายรุ้ง) ในน้ำกะทิอบควันเทียนสุดเข้มข้น, ร้าน Prae’s Kitchen กับเค้กโฮมเมดพรีเมียมในกระป๋องใสขนาดพอดีคำ Mood Bites มี 4 รสชาติ แต่ละรสมาพร้อมเรื่องราวและคำคมสุดกินใจ เพื่อส่งต่อพลังงานดีๆ ในทุกโมเมนต์

ร้าน Mamafu มา-มา-ฟู มาในคอนเซ็ปต์ สีสันแห่งรสชาติในทุกคำ ด้วยชุดอินาริซูชิพรีเมียมในสไตล์ดั้งเดิม, ร้านไอศกรีมสโมสร ไอศกรีมโฮมเมดชื่อดังจากย่านบรรทัดทอง การันตีความอร่อยที่สายหวานห้ามพลาด, ร้านอยู่ดีมีสุข เมนูข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวเมล็ดสวยอวบอ้วนมูนกับน้ำกะทิใบเตยหอมฉ่ำมันวาว และมะม่วงสดใหม่ส่งตรงจากสวนอัมพวา, ร้าน Sooo Guichai  กุยช่ายตลาดพลูเจ้าดังในตำนาน

ร้าน IG CAFE ร้านเครื่องดื่มสุดชิคสีสันสดใส, ร้าน BROWN n’ ROLL เมนูบราวนี่โฮมเมดหลากหลายรสชาติ และซอฟต์คุกกี้เครื่องแน่น, ร้าน Yellow Spoon เมนูแนะนำ Lemon Meringue Tart ทาร์ตวนิลา กรุบกรอบ หอมครีมเลมอนแท้  พร้อมเมนูใหม่ Shio Pan ขนมปังญี่ปุ่นใช้แป้งพรีเมียม หมักพิเศษหอมเฉพาะตัว

นอกจากอาหารอร่อยแล้ว ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปสุดสร้างสรรค์ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลองทำด้วยตัวเอง พร้อมชมโชว์การทำอาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมเทคนิคดีๆ ที่สามารถนำกลับไปลองที่บ้านได้ ฟรี! ตลอด 4 วัน อาทิ Mini Donut White Choc Workshop Cookie Happy Pride  Workshop “Flower Candy Workshop Cooking Show “เมนูโรล” By บ้านดาหลา บาย อังคณา

ร่วมสนุกกับกิจกรรมTikTok ชาเลนจ์ เพียงถ่ายคลิปวิดีโอหรือภาพร้านอร่อยในงาน ตั้งค่าวิดีโอเป็นสาธารณะ พร้อมติด #GourmetFoodieFest 2025 ลงในช่อง TikTok ของท่าน นำวิดีโอหรือภาพที่โพสต์ลงเรียบร้อยมาแสดงกับทีมงาน (รับคูปอง 1 สิทธิ์ ต่อ 1 ท่าน) เพื่อลุ้นรับบัตรรับประทานอาหาร มูลค่า 1,000 บาท (จำนวน 4 รางวัล) ประกาศผลผู้โชคดีในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ทาง TikTok : Gourmet & Cuisine

ภริตา วิริยะรังสฤษฎ์

ภริตา วิริยะรังสฤษฎ์

โค้งสุดท้าย ‘Cartier Women’s Initiative Awards’ เปิดประตูสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงไทยเพื่อสังคม ฉายแสงบนเวทีโลก

โค้งสุดท้าย ‘Cartier Women’s Initiative Awards’ เปิดประตูสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงไทยเพื่อสังคม ฉายแสงบนเวทีโลก

โค้งสุดท้าย ‘Cartier Women’s Initiative Awards’ เปิดประตูสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงไทยเพื่อสังคม ฉายแสงบนเวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กว่า 10 ปีแล้วที่ผู้ประกอบการหญิงเพื่อสังคมของไทย ไม่ได้ฉายแสงบนเวทีระดับโลกที่สนับสนุนผู้นำธุรกิจหญิงที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่าง Cartier Women’s Initiative Awards

ย้อนกลับไปในปีพ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) ประเทศไทยมี fellow คนแรกของโครงการฯ สาลินี ถาวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารซันสว่าง ผู้ให้บริการพลังงานสะอาดในพื้นที่ห่างไกล ธุรกิจที่ทำให้คนในทุกพื้นที่มีโอกาสเข้าถึงปัจจัยที่สำคัญต่อการใช้และพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างไฟ ฟ้าที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ หลังจากสาลินี ก็ไม่มีผู้ประกอบการเพื่อสังคมหญิงไทยคนไหนเข้าสู่โครงการอีกเลย แม้ว่าจำนวนผู้ประกอบการและธุรกิจเพื่อสังคมจะเติบโตขึ้น อย่างมีนัยยะสำคัญ ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงที่ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการทำธุรกิจเพื่อสังคมในระหว่างปี 2551 –2560 เป็นต้นมา และไม่ใช่ว่าธุรกิจเพื่อสังคมของผู้ประกอบการหญิงคนอื่นๆ ในไทยไม่น่าสนใจและไม่สำคัญ

ข้อมูลจากโครงการ Cartier Women’s Initiative เผยว่า ผู้ประกอบการหญิงเพื่อสังคมส่วนใหญ่ลังเลการระบุธุรกิจของตัวเองว่าเป็นธุรกิจเพื่อสังคม เนื่องจากกังวลว่านักลงทุนจะไม่ต้องการสนับสนุน เนื่องจากอาจจะเป็นธุรกิจที่ไม่ทำกำไร

รามา เคย์ยาลี ผู้ก่อตั้งธุรกิจ Little Thinking Minds ธุรกิจเทคโนโลยีด้านการศึกษาจากจอร์แดน ที่สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้และฝึกการอ่านภาษาอารบิกแบบดิจิทัล ซึ่งช่วยยกระดับการเรียนรู้ของเด็กในตะวันออกกลาง ผู้ได้รับรางวัล Impact Award ในปีนี้ แชร์ถึงความยากลำ บากในการเป็นผู้ประกอบการที่ทำให้เธอเกือบยอมแพ้ และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของระบบสนับสนุน

“ฉันคิดว่าเป็นเรื่องยากมากที่ถ้าเราถามผู้ประกอบการเพื่อสังคมคนไหนแล้ว จะไม่มีคนที่บอกว่าไม่เคยคิดอยากยอมแพ้ มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็เกิดจากความยากลำบากที่ต้องเจอ อาจจะเป็นความไม่พร้อมของตลาด นักลงทุนไม่เข้าใจ นโยบายที่เปลี่ยนแปลง วิถีของฉันคือการต้องแน่วแน่และรักในการจะแก้ปัญหาที่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ เราต้องอยากเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยธุรกิจนี้จริงๆ นอกจากนี้ การฟังเสียงจากคนรอบข้างอาจทำให้ไขว้เขวได้ ดังนั้นการรายล้อมตัวเองด้วยคนที่มีอุดมการณ์-แนวคิดคล้ายคลึงกันจะช่วยให้คุณยังคงมุ่งมั่นกับเป้าหมายได้ อย่างเช่นคนในคอมมูนิตี้ของ CWI จึงเป็นสิ่งสำคัญ ในวันที่เหนื่อยมากฉันอาจอยากหายตัวไปเพราะมีลูกยังเล็ก แต่การพูดคุยกับคนในคอมมูนิตี้ที่พบเจอปัญหาในแบบเดียวกัน เป็นคนที่จะยังคงบอกฉันให้ยังไปต่อ”

ด้วยการเติบโตด้านเศรษฐกิจและสังคม การมีอัตราผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้หญิงเป็นลำดับ 3 ของโลก ประเทศไทยกลายเป็นบ้านให้กับองค์กรที่ส่งเสริมและสนับสนุนผู้หญิงระดับโลกอย่าง UN WOMEN ทั้งยังเปิดกว้างและวิวัฒน์สู่การมีสมรสเท่าเทียมด้วยปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด ประเทศ ไทยดูมีศักยภาพความพร้อมของการมีธุรกิจเพื่อสังคมใหม่ๆ มากมาย หากแต่ขาดการถูกมองเห็น เมื่อแทบไม่มีตัวแทนไปยืนอยู่บนเวทีโลกที่จะสามารถดึงดูดโอกาสที่มากกว่าระดับประเทศมาให้คนไทยได้ ล่าสุดโครงการนานาชาติ Cartier Women’s Initiative ที่เป็น fellowship program ส่งเสริมและสนับสนุนผู้หญิงที่เป็นผู้นำธุรกิจเพื่อสังคมทั่วโลกมาอย่างยาวนาน กำลังจะก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 โดยมีประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญ ในการเป็นเจ้าภาพของการจัดงานประกาศรางวัลประจำปี 2026

พรปรียา วิวัฒนชาต กรรมการผู้จัดการ คาร์เทียร์ ประเทศไทย กล่าวว่า คาร์เทียร์ เชื่อมั่นในศักยภาพของผู้หญิง เราเชื่อว่าเมื่อผู้หญิงก้าวไปข้างหน้า มนุษยชาติก็จะก้าวไปข้างหน้าเช่นกัน มีผู้หญิงมากมายที่สร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านโซลูชันส์ทางธุรกิจ และเพื่อให้ผู้หญิงที่เป็นผู้นำและพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างต่อเนื่องและขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น  ทั้งนี้ การส่งเสริมและสนับ สนุนอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“Cartier Women’s Initiative Awards เป็นโครงการประจำปีที่จะช่วยยกระดับให้ผู้ประกอบการไปได้ไกลกว่าระดับประเทศ ด้วยการติดเครื่องมือที่จะช่วยต่อยอด ไม่เพียงแต่เฉพาะเงินทุนเพื่อพัฒนา แต่ยังมีการสนับสนุนทรัพยากรทุนมนุษย์และทุนสังคมให้แก่ผู้ประกอบการ มอบองค์ความรู้ ผ่านการจัดอบรมแบบเอ็กซ์คลูซีฟจากสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกอย่าง INSEAD, การโปรโมทประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ ไปจนถึงการมีคอมมูนิตี้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ และผู้ประกอบการเพื่อสังคมทั่วโลก ซึ่งจะเป็นทั้งแรงบันดาลใจและกำลังใจในการฝ่าฟันอุปสรรคและสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจอย่างยั่งยืน ไปพร้อมๆ กับการตอบแทนสังคม”

ศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดี ด้านวิชาการและการเชื่อมโยงกับสังคม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พาร์ทเนอร์ผู้จัดอบรมหลักสูตร CWI Entrepreneurial Program ในระดับประเทศ ซึ่งได้เดินทางไปร่วมในพิธีประกาศรางวัล CWI Impact Awards ในปีนี้ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “โครงการ Cartier Women’s Initiative ไม่ได้เป็นเวทีแห่งการแข่งขัน แต่คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เข้มข้นและเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ผู้ประกอบการจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆ แนวคิด การวางกลยุทธ์ ไปจนถึงการเสริมสร้างทักษะในด้านต่างๆ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจร่วมกับผู้ประกอบการหญิงจากนานาประเทศ และจุดประกายพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง”

ทั้งนี้ โครงการ Cartier Women’s Initiative Awards ประจำปี 2026 (พ.ศ. 2569) กำลังเปิดรับสมัครผู้ประกอบการหญิงเพื่อสังคมที่จัดตั้งบริ ษัทและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ไม่จำกัดเชื้อชาติและสัญชาติ โดยสามารถสมัครเข้าร่วมได้จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ผ่านทางเว็บ ไซต์อย่างเป็นทางการของโครงการ http://www.cartierwomensinitiative.com ผู้สมัครสามารถเลือกสมัครได้ใน 2 ประเภท ได้แก่ รางวัลประเภทภูมิภาค (ประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียกลาง) และรางวัลเฉพาะทางในสาขาผู้บุกเบิกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ผู้ชนะเลิศในแต่ละสาขารางวัลจะได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รองชนะเลิศอันดับสองและสามจะได้รับเงินทุนจำนวน 60,000 และ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ จากโครงการ อาทิ การให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ การประชาสัมพันธ์ธุรกิจผ่านช่องทางสื่อต่างๆ โอกาสในการสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติ และสิทธิ์เข้าศึก ษาหลักสูตรที่ออกแบบโดย INSEAD สถาบันบริหารธุรกิจชั้นนำระดับโลก โอกาสอันทรงคุณค่านี้เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการหญิงเพื่อสังคมที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืนในระดับโลก โดยสามารถสมัครผ่านแพลตฟอร์ม Cartier Women’s Initiative Submission Manager ภายในระยะเวลาที่กำหนด

สาลินี ถาวรนันท์

สาลินี ถาวรนันท์

รามา เคย์ยาลี

รามา เคย์ยาลี

พรปรียา วิวัฒนชาต

พรปรียา วิวัฒนชาต

ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์

ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์