พริษฐ์ กาง 5 พฤติกรรมรัฐบาล เปรียบเหมือนผู้รับเหมา จ่อขึ้นบัญชีดำ

พริษฐ์ กาง 5 พฤติกรรมรัฐบาล เปรียบเหมือนผู้รับเหมา จ่อขึ้นบัญชีดำ

พริษฐ์ กาง 5 พฤติกรรมรัฐบาล เปรียบเหมือนผู้รับเหมา จ่อขึ้นบัญชีดำ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.58 น.

“พริษฐ์”กาง 5 พฤติกรรมรัฐบาล เปรียบเหมือน”ผู้รับเหมา” จ่อขึ้น”บัญชีดำ” ทั้งเบี้ยวสัญญา-โยนงาน-ลดสเปค เหน็บ”บังเอิญ พลัส” “ภูมิใจไทย”ชนะเลือกตั้งในปีที่มีบาร์โค้ด-โยกย้าย ขรก.มหาดไทยมากสุด ขอ”นายกฯ”หนุนตั้ง กมธ.ให้ทุกพรรคตรวจสอบการเลือกตั้ง ยอมให้”กกต.”ฟ้องคดีฮั้ว สว. พิสูจน์ความบริสุทธ์ ลั่น”ฝ่ายค้าน”จะเป็นเหมือนเงาตามรัฐบาลทุกฝีก้าว หาก”ทุจริต”สภาฯต้องเรียกมาขึ้นแบล็คลิสต์

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นตัวแทนอภิปรายสรุปในฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยกล่าวว่า รัฐบาลใหม่นี้ ไม่ได้ใหม่ขนาดนั้น นายกรัฐมนตรีคนเดิม พรีเซนเตอร์ชุดเดิม เปลี่ยนเพียงพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น แต่จากผลงานที่ผ่านมาโดยเฉพาะการรับมือวิกฤตพลังงานช่วงรักษาการ รวมถึงการตอบคำถามในวันแถลงนโยบาย

“รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นรัฐบาลมืออาชีพ ที่ประชาชนจะฝากผีฝากไข้ได้ แต่เหมือนผู้รับเหมาที่เตรียมขึ้นบัญชีดำ เพราะหากดูหลักเกณฑ์การขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ จะพบว่ามีอย่างน้อย 5 พฤติกรรมที่คล้ายกับที่รัฐบาลชุดนี้กำลังทำกับประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า พฤติกรรมที่ 1.คือ การเบี้ยวสัญญา ที่ผ่านมาช่วงหาเสียงใช้วิธี ‘พูดแล้วทำ’ โดยการไม่พูดอะไรเลย นอกจากโอ้อวดตนว่ารักชาติ นโยบายที่ส่งให้ กกต.ก็น้อยกว่าพรรคประชาชนหรือพรรคเพื่อไทยถึง 7 เท่า เช่น เรื่องการลดค่าไฟ 3 บาท ที่ไม่ได้ลดทุกครัวเรือน หรือการแก้รัฐธรรมนูญ ที่แม้จะมีการออกเสียงประชามติ กลับไม่ปรากฏเรื่องนี้ในคำแถลงนโยบาย 2.การส่งงานล่าช้า ในคำแถลงนโยบายได้ย้ำถึง 3 ครั้งว่าโลกเรามีความไม่แน่นอนสูง ไม่รู้จะเป็นข้ออ้างหรือเปล่าที่ทำให้รัฐบาลต้องเบี้ยวสัญญา ข้ออ้างนี้จะฟังขึ้นก็ต่อเมื่อเราเห็นว่านายกฯ ตอบสนองต่อประชาชนอย่างรวดเร็ว แทนที่จะเป็นการทำงานแบบ สั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน แต่นายกฯ มักจะปล่อยให้ประเทศเสียหายตั้งนานโดยไม่สั่งการเสียที

“สิ่งที่ผมให้อภัยท่านนายกฯ ไม่ได้มากที่สุด เพราะเมื่อปัญหาเกิดกับประชาชน ท่านมักจะเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า แต่เมื่อใดที่ปัญหาเกิดขึ้นกับตัวท่านยเอง ท่านจะแก้ปัญหาอย่างว่องไว เช่น วันที่ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 6 บาท ผมเชือว่าวันนั้นท่านตั้งใจให้สภาปิดประชุมก่อน เลิกพูดเรื่องพลังงานก่อน แล้วจึงตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 6 บาทรวดเดียว จะกลับมาพูดก็ไม่ได้อีก เพราะประธานไม่ได้นัดประชุมสภาฯ แต่การปกป้องประชาชน ท่านไม่วางแผนอะไรเลย ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางต่างๆ จากวันนั้นผ่านมา 2 สัปดาห์ ยังไม่มีเงินสักบาทส่งถึงพี่น้องประชาชน” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.การลดสเปค ท่านนายกฯ ชอบการห้อยท้ายทุกนโยบายด้วยคำว่า ‘พลัส’ แต่เครื่องหมายที่เหมาะกับรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เครื่องหมายบวก แต่คือเครื่องหมายดอกจันท์ เพราะนโยบายมักจะห่างจากความคาดหวังของประชาชน ต้องมีหมายเหตุกำกับไว้เสมอ เช่น ราคามะพร้าว 7 – 10 บาทต่อลูก แต่ข้อมูลตามเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ อยู่ที่ 3 – 5 บาทต่อลูก ล้งกลางที่รัฐบาลบอกว่าจะจัดทำ ก็ลดสเกลมาเป็นล้งชุมชน 4.การโยนงาน นายกฯ มักโยนงานสำคัญๆ ให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทน เสมือนพ่อค้าคนกลางที่พร้อมลอยตัวเหนือความรับผิดชอบ รอหักหัวคิด เรื่องชายแดนโยนให้กองทัพ เรื่องฝุ่นโยนให้ผู้ว่า เรื่องวิกฤตพลังงานก็โยนให้หน่วยงาน จะรอดูว่านายกฯ จะโยนให้รัฐมนตรีท่านใดมาตอบกระทู้แทน อีกทั้งดูเหมือนว่านายกรัฐมนตรี กำลังจะโยนงานเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งหมดให้พรรคร่วมรัฐบาล การแบ่งกระทรวงกันทำเป็นเรื่องปกติ แต่การพัฒนาทุนมนุษย์ที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคต เป็นวาระที่นายกฯ จะสั่งการให้คนอื่นทำแทนทั้งหมดไม่ได้ เพราะถ้านายกรัฐมนตรี เห็นภาพไม่ตรงกับพรรคร่วม อนาคตลูกหลานเราก็ไม่ดีขึ้น

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า และ 5.ข้อครหาเรื่องการทุจริต นายกฯ ออกมาพูดว่าอับอายกับคะแนนความโปร่งใสของประเทศเราที่ตกต่ำ ท่านจะยึดแค่เพียงคำพูดในเอกสารคำแถลงนโยบาย ก็ถือว่าใช้ได้ แต่คำพูดจะขาดความน่าเชื่อถือ หากนายกฯ ยังกระทำการสุ่มเสี่ยงพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง อย่างการที่ผู้รับเหมามีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทที่คุมงานก่อสร้าง แต่นายกฯ ก็ยังเลือกตั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปกำกับดูแลหน่วยงานด้านวิกฤตพลังงาน ทั้งที่รู้ว่านายพิพัฒน์ถือครองธุรกิจน้ำมัน ขณะที่การทุจริตอีกประเภทคือผู้รับเหมาได้งานมาโดยไม่สุจริต ทั้งการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือฮั้วประมูล ต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ มากที่สุดครั้งหนึ่ง แต่ก็มีคำถามเรื่องการเลือกตั้งมากที่สุดครั้งหนึ่งเช่นกัน เช่น สว. 150 คน ที่อยู่ในสำนวนเดียวกันกับพรรคของนายกฯ โดยคณะไต่สวนของ กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงการเลือกตั้งที่พรรคของท่านชนะเป็นครั้งแรก ก็บังเอิญเป็นการเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดซึ่งสืบย้อนไปได้ว่าใครเลือกใคร และบังเอิญมีข้าราชการมหาดไทยในพื้นที่ถูกโยกย้ายมากที่สุดครั้งหนึ่ง

“หากท่านต้องการให้ประชาชนเชื่อว่า ความบังเอิญพลัสเหล่านี้ เป็นความบังเอิญจริง ท่านต้องยืนยัน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ท่านต้องสนับสนุนให้สภาฯ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญให้ทุกพรรคการเมืองร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย ไม่ให้ใครกล่าวหาได้ ว่ามี สส.ที่เข้ามาเพราะโกงเลือกตั้ง และท่านต้องยืนยันให้ กกต.มีมติสั่งฟ้องท่านและพรรคพวก ตามมติของคณะไต่ส่วนกรณีโกงเลือก สว.เพื่อให้ท่านได้พิสูจน์ในชั้นศาลว่า ครม.ของท่าน ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนที่ปล้นอำนาจมาจากประชาชน” นายพริษฐ์  กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ตนเองหวังว่า 5 พฤติกรรมดังกล่าว จะเป็นอาการชั่วคราว เพื่อพิสูจน์ว่าพวกตนประเมินท่านผิดไป ตนเองและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะทำตัวเป็นดังเงา ติดตามท่านทุกฝีก้าว เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน หากรัฐบาลท่านเดินหน้าด้วยความทุจริตใดๆ ก็ตาม พวกเราสภาแห่งนี้ ก็ต้องเรียกท่านมาขึ้นบัญชีดำเช่นกัน

ณัฐชา ได้ทีถาม รบ. จะเท 20 ล้านเสียงประชามติแก้ รธน.หรือ?

ณัฐชา ได้ทีถาม รบ. จะเท 20 ล้านเสียงประชามติแก้ รธน.หรือ?

ณัฐชา ได้ทีถาม รบ. จะเท 20 ล้านเสียงประชามติแก้ รธน.หรือ?

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.12 น.

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตั้งแต่ฟังคำแถลงนโยบายมา 5 ครั้ง หากหลับตาฟัง ถือว่าครั้งนี้ทำได้ดี เห็นภาพ มองแล้วมีอนาคต หลับตาฟังเพลินๆ แล้วรู้สึกอนาคตจะสดใส แต่พอลืมตาแล้วนั้น เจอหน้านายกรัฐมนตรีคนเดิม มันหมดความน่าเชื่อถือ ว่าที่ฟังดูดี มันจะเป็นจริงได้หรือไม่ หากบอกว่าการทำงาน ต้องไปฝึกงานลองก่อน 4 เดือน รอบที่แล้วตนเองพูดได้ เพราะว่าเป็นคนเสนอ เป็นคนโหวตให้ทดลองงานก่อน ถ้าเป็นเด็กฝึกงานแบบนี้ เรียกว่าฝึกได้กลางทางแล้วหนีกลับบ้าน เพราะผ่านไป 2 เดือนไม่ทำอะไรเลย สิ่งที่มอบหมายภารกิจไว้ตามเอ็มโอเอ ท่านไม่ทำ อุตส่าห์มอบหมายงานที่ง่ายที่สุด คือไปควบคุมเสียงทั้งสภา บนและสภาล่าง ตนเองคิดว่านายกรัฐมนตรีน่าจะมีเทคนิควิชาทำเรื่องนี้ได้เชี่ยวชาญที่สุด แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า อาจจะเป็นเพราะคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนเขาต้องการ อาจไม่ใช่ความต้องการของประชาชนหรือไม่ แต่สุดท้ายวันนี้เสียงของประชาชนตะโกนดังๆ กึกก้องทั้งประเทศ 21,621,638 เสียง นี่คือเสียงตะโกนของประชาชน ว่าเขาต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องปรับเปลี่ยนต้องแก้ไข และไม่ใช่แค่เสียงของพรรคฝ่ายค้านด้วย มันเป็นเสียงที่มาจากทุกพรรค และประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องการ แต่ท่านไม่ได้ยินเสียงตะโกนของประชาชนทั้งประเทศ ท่านได้ยินแต่เสียงกระซิบเบาๆ ของคนบางคนในบุรีรัมย์ แล้วนำพาประเทศนี้ไปในทิศทางที่ท่านต้องการ เราจะอยู่กันอย่างไร ในวันเริ่มต้นการทำงานไม่มีแม้แต่คำเดียวว่าความต้องการของคนกว่า 21 ล้านคน จะทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างไร ให้โอกาสพูดสักนิด ก่อนจะจบคืนนี้ ไปขอเริ่มต้นโอกาสการทำงานที่ดีกว่านี้หน่อย

นายณัฐชา กล่าวอีกว่า คาแรกเตอร์ท่าทางดูไม่น่าเชื่อถือ ในคำแถลงนโยบายฉบับนี้ มีนโยบายหนึ่งที่เขียนบอกว่า จะเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร อยากให้ประเทศไทยเป็นห้องอาหารโลก มีความมั่นคงหลากหลายในเรื่องอาหาร ที่จะเป็นจุดเด่น แต่ทราบหรือไม่ว่า ประชาชนที่รู้นโยบายนี้ ตกใจ วันนี้ปัญหาปลาหมอคางดำ กัดกินแม่น้ำลำคลองไปหมดแล้ว ปลาท้องถิ่น สายพันธุ์ธรรมชาติ ไม่มีแล้ว ท่านจะนำพานโยบายห้องอาหารโลก ไปในทิศทางไหน เพราะในแม่น้ำลำคลองของบ้านเรา มีแต่ศัตรูที่กำลังกัดกินชีวิตพี่น้องคนไทย

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ที่บอกว่าจะทำพยาบาลอาสา ที่พูดมาดูดี แต่จะไปต่อได้หรือไม่ ในทางการเมือง และนักวิเคราะห์ทางการเมือง บอกว่าที่ผ่านมาใช้องค์การพยพอาสาสมัคร จึงยกระดับเรื่องพวกนี้อำนวยความสะดวกคนที่ทำภารกิจทางการเมืองของท่านให้ไปทำงาน ตนเองไม่ได้ปรามาส เพราะหากมีความตั้งใจที่จะดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน ก็ไปดูตัวอย่างผู้ปฏิบัติของกระทรวง พม.ที่ทำไปแล้ว พยาบาลอาชีพ ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่เพียงพอ แต่วันนี้กลับมาคิดชื่อใหม่ เอามาทำในกระทรวงที่ดูแลเองแล้วเปลี่ยนผ่าน ยกระดับ เขียนนโยบายแบบนี้ มองจากดาวอังคารมาก็รู้ ว่าหวังประโยชน์อื่นใด มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองหรือไม่ วิธีการการเขียนแบบนี้ดูเป็นการบริหารแบบร่วงโลกกินรวบบาปบนคราบน้ำตาของประชาชน เพราะคนรอบข้างรอบตัว ไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีอย่างเดียว มักมีความสามารถพิเศษที่สามารถเห็นวิกฤตเป็นโอกาส ใช้วิกฤตที่พี่น้องประชาชนกำลังอด “อด จน ตาย” แต่สามารถเปลี่ยนแปลงให้พวกพ้อง “รวยจนอ้วก” แต่วิกฤตโควิด ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องหน้ากากอนามัย และวัคซีน สุดท้ายโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เกิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการ พอมาวิกฤตนี้เรียกว่า ตายทั้งเป็น เพราะน้ำมันแพงเป็นชนวนเหตุให้เดินหน้าไปในทิศทางอื่นไม่ได้

นายณัฐชา กล่าวอีกว่า วิธีการบริหารจัดการของท่านเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมั่น และเชื่อถือผู้บริหารสูงสุดของประเทศนี้ได้ คิดดูว่าเขายิงกันที่ตะวันออกวันเดียว วันรุ่งขึ้นประเทศไทย และเอเชียโกลาหล นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ทำอะไร ก็วิกฤตแล้ว เพราะเขาไม่เชื่อมั่นเชื่อใจว่าคนๆ นี้จะบริหารสถานการณ์วิกฤติอย่างไร และเมื่อเริ่มทำงานก็ตกใจใหญ่ ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่ตกใจตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไปดูแลเลย แล้วคนในประเทศจะรู้สึกไปทางไหน เขาจะรู้สึกเหมือนให้เสือไปเฝ้าเขียงเนื้อ  คิดว่าจะอดใจไหว และไม่ใช่เสือธรรมดา เป็นเสือหิว หมดไปเยอะช่วงเลือกตั้ง เสือหิวเดินน้ำลายยืดไปเลย ไปบริหารงาน แล้วจะให้ประชาชนเชื่อว่าจะนำพาวิกฤตนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างไร และวิธีการบริหารแบบนี้ ที่ตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันมาดูแลแก้ไขปัญหา ก็ประกาศตรึงราคาน้ำมันทันที คิดว่าจะเอาอยู่ ผ่านไปไม่นาน ตรึงให้นายทุนกักตุนไว้เอากำไรกับพี่น้องประชาชน และประกาศลอยตัวราคาน้ำมัน คนได้ประโยชน์สูงสุดคือนายทุน เพราะการกระทำแบบนี้ ประชาชนบอกว่าตรึงราคาสินค้าพื้นฐานก่อนได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ประกาศว่าสิ่งของต้องตรึงราคาเดิม แต่สุดท้ายข้าวยากหมากแพงบริหารจัดการแบบวิ่งตามสถานการณ์อย่างเดียว

“วันนี้ความสามารถของนายกรัฐมนตรี ตรึงราคาน้ำมัน ก็ไม่ได้ ตรึงราคาอาหารก็ไม่ได้ ตรึงได้อยู่สองอย่าง คือหน้าท่านตึง เวลาตอบคำถามประชาชนไม่ได้ วันนี้ปิดวาจาวันที่สาม อีกอย่างที่ท่านตึงคือหู ตอนนี้หูตึงมาก ประชาชนบอกปาวๆ ว่าเขามีไอ้โม่ง มันกักตุนน้ำมัน ท่านเถียงคอเป็นเอ็น บอกว่าไม่มีๆ ไม่มีแน่นอน นี่ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอยู่ตรงนี้ด้วย ต้องขอชื่นชมว่าทำงานตรงไปตรงมามาก วันหนึ่งบอกว่า พบแล้วมีการกักตุนน้ำมัน 57 ล้านลิตร นายกรัฐมนตรี กลับบอกว่า อ๋อผมรู้ตั้งแต่วันก่อนแล้ว แต่ไม่บอก แสดงว่าวันก่อนที่บอกว่าไม่มี คืออะไร หรือท่านบริหารงานแบบบอกประชาชนวันนี้ โกหกตั้งแต่เมื่อวาน” นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา กล่าวว่า จะไปต่ออย่างไร ในเมื่อความน่าเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศ วันนี้ประชาชนตั้งคำถาม ว่าวิธีการบริหารแบบนี้ทำให้ประเทศไทยของเราติดหล่ม ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ตั้งแต่วันแรก สิ่งต่อมาที่ชอบทำมากคือการโยนบาป โยนขี้ โยนให้คนอื่นเขา อย่างสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ตัวเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีความรับผิดชอบในเรื่องการป้องกัน และบรรเทาสาธารณะภัยโดยตรง แต่มอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และไม่ได้อยู่ภาคใต้ด้วย ต้องบินจากพะเยาไป เดินงมซักพักนึง แล้วมันจะไปต่ออย่างไร

นายณัฐชา กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์วิกฤติน้ำมันก็ตั้งคนผิดฝาผิดตัวอีก เรื่องราวเหล่านี้เป็นที่มาที่ไปว่าวันแรกของการทำงาน เราอยากให้บรรยากาศมันดีขึ้น เลยขอแนะนำนายกรัฐมนตรี 3 เรื่อง ได้แก่ ปรับคาแรกเตอร์ด่วน เชื่อว่าทำได้ ปรับที่มันตรงกับความต้องการของประชาชน, เร่งทำความน่าเชื่อถือ โดยมียาให้กิน 2 อย่างคือปรับเปลี่ยน ครม.ที่หน้าตาไม่ดี ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง และยาหยอด ตาให้เห็นภาพชัดๆ ว่าใครมีมีความรู้ความสามารถ และหลังจากนั้นเริ่มต้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่คำสัญญาลอยๆ ที่ชอบพูดบนเวทีหาเสียงว่า พูดแล้วทำ

“วันนี้ท่านบอกว่าพูดแล้วทำ แต่เมื่อมีอำนาจ ท่านพูดแล้วทำพังทุกครั้ง เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนพูดผ่าน สส.หลายคนว่า วลีที่พูดบนเวทีนั้น จะนำพาให้เกิดขึ้นจริงได้ ต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย บนเวทีหาเสียงโปรยคำหวาน พอแล้วพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ประชาชนดีใจ วันนั้นกะว่าจะรวยกับเขาบ้าง แต่มาเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ ตั้งแต่วันแรก พี่น้องประชาชนบอกพอแล้วพอแล้วซวยฉิบหายแล้ว นายกฯ แบบนี้” นายณัฐชา กล่าว

ครูจวง ทิ้งพรรคประชาชน! ลาออกบัญชีรายชื่อ ซบ รมช.ศธ. ช่วยงาน อัครนันท์

ครูจวง ทิ้งพรรคประชาชน! ลาออกบัญชีรายชื่อ ซบ รมช.ศธ. ช่วยงาน อัครนันท์

ครูจวง ทิ้งพรรคประชาชน! ลาออกบัญชีรายชื่อ ซบ รมช.ศธ. ช่วยงาน อัครนันท์

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.

10 เมษายน 2569 ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกรณีที่มีภาพข่าวว่าดิฉันได้เข้าร่วมเป็นหนี่งในคณะทำงานของคุณอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการนั้น ก่อนอื่นดิฉันต้องขอโทษพรรคประชาชนที่ได้แจ้งให้ทางพรรคได้รับทราบรวมถึงได้ดำเนินการลาออกจากการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนช้าไป ดิฉันต้องขอโทษพรรคประชาชนมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ และในเช้าวันนี้เวลา 09.07 น. ดิฉันได้โทรศัพท์แจ้งเรื่องนี้กับคุณเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนแล้ว และได้ดำเนินการลาออกจากการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนแล้วด้วย

การที่ดิฉันได้เข้ามาช่วยงานในคณะทำงานของคุณอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการนั้น เป็นเพราะดิฉันได้รู้จักกับคุณอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ มาตั้งแต่ก่อนเป็น สส. แล้ว เมื่อคุณอัครนันท์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น รมช.ศึกษาธิการ คุณอัครนันท์เห็นว่าดิฉันได้อภิปรายและได้ทำงานขับเคลื่อนด้านการศึกษามาโดยตลอดและมีความฝันที่อยากจะเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ซึ่งตรงกับความมุ่งมั่นตั้งใจของคุณอัครนันท์ จึงได้ชวนดิฉันให้มาช่วยกันขับเคลื่อนและทำประโยชน์ให้กับวงการการศึกษาไทย ดิฉันจะขอใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีในการแก้ปัญหาการศึกษาที่มีมากมายและซับซ้อน และจะขับเคลื่อนให้การศึกษาไทยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นให้ได้ค่ะ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มาร่วมในพิธีเข้ากระทรวงศึกษาธิการ อย่างเป็นทางการกับ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ด้วย โดย ครูจวง จะเข้ามาเป็นทีมงานของนายอัครนันท์ รมช.ศธ.เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ข้ามห้วยช่วยรัฐบาล ครูจวง อดีต สส.ก้าวไกล ร่วมทีม รมช.ศึกษาฯ)

ไอซ์ ถาม อนุทิน อายจริงหรือคอนเทนต์? หลังไทยรั้งท้ายเรื่องคอร์รัปชัน

ไอซ์ ถาม อนุทิน อายจริงหรือคอนเทนต์? หลังไทยรั้งท้ายเรื่องคอร์รัปชัน

ไอซ์ ถาม อนุทิน อายจริงหรือคอนเทนต์? หลังไทยรั้งท้ายเรื่องคอร์รัปชัน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.12 น.

“ไอซ์ รักชนก”ถามแสบ”อนุทิน” อายจริงหรือคอนเทนต์ ไทยรั้งท้ายโลก-อาเซียนเรื่องคอร์รัปชัน แนะ”ยา 2 ขนาน”ช่วยทำให้ดีขึ้น ข้องใจ”บ.เครือข่ายคนภูมิใจไทย”ซิวหลายโครงการรัฐ ปัดชี้จุดว่า”ฮั้ว-ทุจริต”แต่กลิ่นแรงมาก ด้าน”สิริพงศ์”ยกเคส”เครือญาติ”แบบ”สุริยะ-ธนาธร” โต้ไม่เกี่ยวข้อง

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดย น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายถึงนโยบายการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ว่า ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศจะทำสงครามกับคอร์รัปชัน เพราะรับไม่ได้ที่ดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) อยู่ในอันดับรั้งท้าย แต่ไม่มีใครคิดว่านายกฯ จะต่อต้านคอร์รัปชัน เพราะคนรอบตัวทั้ง สส. , สว. , รัฐมนตรี รวมถึงคนที่อยู่ที่บุรีรัมย์ ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามาตลอด ที่นายอนุทินเคยบอกว่าอาย รับไม่ได้กับดัชนีคอรัปชันรั้งท้ายอาเซียน และรั้งท้ายโลก ตนขอถามว่า ตกลงอายจริง หรืออายคอนเทนต์ ถ้าอายจริง ตนมียา 2 ขนาน ที่จะช่วยทำให้ดัชนี CPI ดีขึ้นแน่นอน 1.ยาขับรัฐมนตรี ใครที่ชื่อฉาวๆ ก็ออกไปให้พ้น ครม. จะปล่อยเอาไว้ทำไม เพราะมีแต่ทำให้ประเทศไทยตกต่ำ ควรเอาออกไปก่อนเพื่อไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า และ 2 ยาหยอดตา เพื่อเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ พรรคภูมิใจไทย มักถูกครหาว่าเป็นพรรคผู้รับเหมา กินรวบประเทศ แต่ตนไม่คิดแบบนั้น เพราะพรรคภูมิใจไทยพูดเสมอว่ารักชาติ รักแผ่นดิน ดังนั้น ความรักที่มีไม่น่าจะทำให้ทำเรื่องแย่ๆ แบบนี้ แล้วอานิสงส์นี้เลยส่งผลบุญให้คนในพรรคภูมิใจไทยได้รับแต่สิ่งดีๆ ที่ผ่านมาพบว่าการจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการประมูลในโครงการต่างๆ นั้น พบว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับคนในพรรคภูมิใจไทย อาทิ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม , น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย มักจะชนะประมูลโครงการรัฐหลายรายการ

“ไม่มีการกล่าวหาว่าฮั้วประมูล ไม่ได้บอกว่าส่อเค้าทุจริต แค่เปิดข้อมูลให้ชาวบ้านคิดเอง ว่าจากที่ฟังทั้งหมดนั้นคิดถึงอะไร ดิฉันคิดออกคำหนึ่งคือ รวย รวยไม่ไหวแล้ว โบราณเขาว่าแข่งบุญแข่งวาสนาแข่งได้ แต่แข่งโครงการรัฐกับพรรคภูมิใจไทยอย่าแข่งเลย” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนไม่แปลกใจที่ดัชนีคอร์รัปชันของไทยแย่ลง ทุกบริษัทที่เกี่ยวกับคนของพรรคภูมิใจไทยซึ่งตนเชื่อว่าไม่ทำอะไรผิด แต่คำแถลงนโยบายรัฐบาลที่สวยหรู จะกล้าทำหรือไม่ การทำโครงการแม้ไม่มีอะไรผิด แต่กลิ่นฮั้วประมูลแรง ดังนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะตั้งกรรมการสืบสวน สอบหาความจริงหรือไม่

ด้าน นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า ตนไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ น.ส.รักชนก กล่าวอ้าง เพราะแม้จะนามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เพราะเป็นลูกพี่ลูกน้อง ทั้งนี้ ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจใดๆ อีกทั้งในปี 2568 ตนไม่มีอำนาจบริหารใดๆ ส่วนปี 2566 ตนไม่ได้เป็น สส.เนื่องจากสอบตก

“เรื่องนี้คิดว่าเป็นเรื่องพิสูจน์ได้ว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่ขอบคุณที่โยงให้ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นข้อมูลปรากฎในโซเชียลเช่นกัน ดังนั้น เมื่อนำข้อมูลจากโซเชียลเอามาอ่าน ก็ขอบคุณที่ได้ชี้แจง ผมขอย้ำว่า ไม่เกี่ยวกัน และคงไม่ต่างกับคนของพรรคท่าน คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน คือ นายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” นายสิริพงศ์ กล่าว

อรรถวิชช์ แนะรัฐบาล กำหนดราคาน้ำมันปลายทาง แก้ปมราคาน้ำมันแพง

อรรถวิชช์ แนะรัฐบาล กำหนดราคาน้ำมันปลายทาง แก้ปมราคาน้ำมันแพง

อรรถวิชช์ แนะรัฐบาล กำหนดราคาน้ำมันปลายทาง แก้ปมราคาน้ำมันแพง

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.04 น.

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เสนอแนะการแก้วิกฤตพลังงาน ว่า อะไรเป็นปัญหาการกักตุน ขาดแคลน ราคาไม่เป็นธรรม ภาวะขาดแคลนน้ำมันเกิดขึ้นแน่ในเดือน พ.ค.เพราะช่องแคบฮอร์มุชปิดตัว ส่วนราคาไม่เป็นธรรม ไม่เป็นธรรมจริง เพราะน้ำมันที่อยู่ในประเทศไทยขณะนี้เป็นสต๊อกเก่า แต่คนไทยต้องใช้ราคาสมมติที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นราคาที่แพง ดังนั้น ทำให้โรงกลั่นมีกำไรมหาศาล ต้องมีการเก็บภาษีลาภลอย แต่หัวใจสำคัญของปัญหาคือ การกักตุน ตนขอเสนอทางออกคือ อยากเห็นนายกฯ และรมว.พลังงาน กำหนดเวลาขายปลีก ขายส่ง น้ำมันเบนซินและดีเซล ทันที

“เพราะมีการกักตุนมาตลอด เพราะตอนที่ราคาไม่ถึง 30 บาท มีการเสนอซื้อราคา 32 บาท พอน้ำมันกระชากขึ้น 34 บาท ได้กำไรแล้วหนึ่สเต็ป พอขึ้น 34 บาท ไปซื้อที่ 36 บาท ราคากระชากขึ้น 39 บาท ได้กำไรสเต็ปสอง เป็นอย่างนี้ทุกขั้นที่เกิดการทำกำไร ส่วนที่ตรวจสต๊อกแล้วไม่เจอ เพราะตกลงใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินช่วงเวลานั้นเก็บไว้ในเรือ ในรถ ส่วนที่เก็บได้สำหรับโรงกลั่นขนาดใหญ่ ขอให้ลองไปดูที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.สงขลา ว่าทำไมออกทะเลไปแล้วถึงกักตุนได้ เพราะหน่วงเวลา” นายอรรถวิชช์ อภิปราย

นายอรรถวิชช์ อภิปรายต่อว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนขอความกรุณา นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ ให้ออกกฎหมายกำหนดราคาตามกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจประกาศสินค้าควบคุม แต่นางศุภจีคิดว่าไม่มีอำนาจ ขอให้ไปขอ ครม.ในวันอังคารหน้าเพื่อกำหนดราคาได้ ทั้งนี้ ที่ตนพูดไม่ใช่เพื่อค้าน แต่เชื่อมั่นว่าทำงานได้และเป็นคนเก่ง เพราะตนสิ้นหวังกับการกำกับและควบคุมจากอดีต รมว.พลังงาน คนที่แล้ว

“การกำหนดค่าการกลั่น 7 เม.ย.ว่าจะลดค่าการกลั่น 2 บาท มีผลวันที่ 9 เม.ย. แต่สิ่งที่พบคือ ค่าการตลาด จากวันที่ 7 เม.ย.อยู่ที่  1.50 บาท แต่เมื่อ 9 เม.ย.กระชาก 10.5 บาท เท่ากับเตะหมูเข้าปากหมา เท่ากับว่าลดค่าการกลั่น แต่ขึ้นค่าการตลาด ขอให้ตรวจเช็คด่วนว่าโครงสร้างนี้เกิดอะไรขึ้น หากไปกำหนดราคาตอนปลายจะเตะหมูเข้าปากหมาแบบนี้ไม่ได้ แบบนี้ที่เขาทำคือ โยกกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 – 10 เม.ย.ค่าน้ำมันสิงคโปร์ลดลงกว่า 10 บาท แต่ของไทยลด 2 บาท ขอให้เชื่อผมกำกับราคาปลายทางจะดีที่สุด” นายอรรถวิชช์ อภิปราย

นายอรรถวิชช์ อภิปรายต่อว่า หากคิดว่าการกำหนดราคาปลายทาง โรงกลั่นจะมีปัญหา ขอให้ไปกำหนดในพระราชกำหนดที่จะต้องจ่ายเงินคืนกองทุน ที่ต้องกู้เงินมาอยู่แล้วโดยใส่เงื่อนไขตอนคืนชดเชย ว่า ชดเชยเฉพาะต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่ชดเชยกำไรของโรงกลั่น ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นทางออก ส่วนประเด็นอิหร่าน ตนขอฝาก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ให้เริ่มเจรจาขอซื้อน้ำมันอิหร่าน เพราะอินเดียเริ่มแล้ว

สว.ชิบ จี้รัฐบาล แก้ขาดดุลจีนทะลุ 2 ล้านล้านต่อปี ชี้ไทยไร้ยุทธศาสตร์รับมือ

สว.ชิบ จี้รัฐบาล แก้ขาดดุลจีนทะลุ 2 ล้านล้านต่อปี ชี้ไทยไร้ยุทธศาสตร์รับมือ

สว.ชิบ จี้รัฐบาล แก้ขาดดุลจีนทะลุ 2 ล้านล้านต่อปี ชี้ไทยไร้ยุทธศาสตร์รับมือ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.21 น.

“สว.ชิบ”จี้รัฐบาล แก้ขาดดุลจีนทะลุ 2 ล้านล้านต่อปี ชี้ไทยไร้ยุทธศาสตร์รับมือ เสนอทีม”China Man”สู้ศึกเชิงลึก

10 เมษายน 2569 ในการประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังคำแถลงนโยบายของรัฐบาล นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายถึงสถานการณ์การขาดดุลการค้าระหว่างไทยกับจีนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามถึงแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และเสนอให้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจ “China Man” เพื่อวางกลยุทธ์เชิงรุกในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

นายชิบ กล่าวว่า ประเด็นการเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก การสร้างพันธมิตรทางการค้า และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นเรื่องที่พูดกันมาหลายรัฐบาลแล้ว แต่คำถามคือทำอย่างไร ด้วยยุทธศาสตร์แบบไหน และทำไมประเทศไทยยังขาดดุลการค้ากับจีนในระดับสูงเช่นนี้

“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 6 แสนล้านบาทในปี 2558 จนล่าสุดปี 2567 สูงถึง 2.02 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเพียงเดือนมกราคมปีนี้เดือนเดียว ขาดดุลไปแล้วกว่า 2.6 แสนล้านบาท สะท้อนว่าปัญหานี้ยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง” นายชิบ กล่าว

นายชิบ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาไทยมักอธิบายว่าการขาดดุลเกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ แต่ข้อเท็จจริงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สินค้าที่ขาดดุลอันดับหนึ่งคืออุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน รวมมูลค่าเกือบ 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งดิจิทัล เอไอ หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด แต่ยังไม่มีความชัดเจนในเชิงระยะเวลาและเป้าหมายการแข่งขันกับจีน

“ผมขอถามตรงๆ ว่าอีกกี่ปีเราจะสามารถแข่งขันกับจีนได้ และเราจะชนะในอุตสาหกรรมไหน หนทางดูตีบตันจนแทบมองไม่เห็นว่าเราจะลดการขาดดุลได้อย่างไรแม้ไทยจะตั้งเป้าผลิตสินค้าคุณภาพสูง แต่จีนก็ยกระดับการผลิตไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มเช่นกัน ภายใต้นโยบาย “Made in China” ที่เน้นทั้งคุณภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ เมื่อจีนสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงในต้นทุนที่ต่ำกว่า แบบนี้เราจะแข่งขันอย่างไร” นายชิบ กล่าว

นายชิบ กล่าวถึงแนวทางของต่างประเทศว่า หลายประเทศใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือยุโรป รวมถึงอินโดนีเซียที่มีมาตรการควบคุมสินค้านำเข้าและอีคอมเมิร์ซอย่างเข้มงวด เช่น การกำหนดราคาขั้นต่ำของสินค้านำเข้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการจำกัดรูปแบบธุรกรรมบนโซเชียลมีเดีย

นายชิบ กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การผลิตสินค้าของไทยในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะที่แข่งขันกับจีน มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะหมวดคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่หนี้เสียในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสิ่งทอ เหล็ก และค้าปลีกแบบดั้งเดิม ส่งผลให้มีการปิดโรงงานจำนวนมาก โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปิดไปกว่า 852 แห่ง และในช่วง 2 ปีก่อนหน้านั้น ปิดไปเกือบ 1,700 แห่ง

นายชิบ ยังกล่าวถึงปัญหาธุรกิจผิดกฎหมายว่า ธุรกิจจีนเทา สแกมเมอร์ และคอลเซ็นเตอร์ ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมาก ส่วนภาพรวมการลงทุนว่า จากดัชนี Global Opportunity Index ปี 2569 ประเทศไทยหลุดจากการจัดอันดับประเทศที่น่าลงทุน ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามกลับมีศักยภาพโดดเด่นขึ้นตนเสนอว่า ควรยกระดับ “ทีมไทยแลนด์” และจัดตั้งทีมเฉพาะกิจ “China Man” เพื่อรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านจีนอย่างรอบด้าน ทั้งเชิงนโยบาย เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

“ความจริงคือ ต่อให้เรามีนโยบายที่ดีแค่ไหน หากไม่สามารถเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายของจีนในระดับสูงได้ ก็อาจไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ” นายชิบ กล่าว

​ไม่รู้มาก่อนว่าเอี่ยวทุนเทา! สุริยะ โร่แจงปมซื้อเครื่องบินเจ็ต เบน สมิธ

​ไม่รู้มาก่อนว่าเอี่ยวทุนเทา! สุริยะ โร่แจงปมซื้อเครื่องบินเจ็ต เบน สมิธ

​ไม่รู้มาก่อนว่าเอี่ยวทุนเทา! สุริยะ โร่แจงปมซื้อเครื่องบินเจ็ต เบน สมิธ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.14 น.

ไม่รู้มาก่อนว่าเอี่ยวทุนเทา! “สุริยะ”โร่แจงปมซื้อเครื่องบินเจ็ต”เบน สมิธ” ยันหากรู้ก่อนไม่ทำแน่นอน ชี้เงินที่ซื้อเป็นเงินครอบครัว โอนผ่านแบงก์สาขาในประเทศไทยทั้งหมด

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลุกขึ้นชี้แจงว่า ตามที่ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายถึงตนเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายเครื่องบินเจ็ต ทั้งหมด 3 ประเด็น คือ 1.มีการชำระจริงหรือไม่ 2.เงินที่ใช้ชำระเงินมาจากไหน และ 3.เมื่อชำระแล้วเงินนั้นไปที่ไหน

สำหรับเรื่องการซื้อขายเครื่องบินเจ็ต จากภรรยาของ นายเบน สมิธ นั้น ตนเคยชี้แจงผ่านสื่อมวลชน และผ่านสังคมก่อนหน้านี้แล้ว แต่เมื่อถูกถามอีก ตนจึงชี้แจงอีกครั้งว่า ตนได้ซื้อเครื่องบินร่วมกับครอบครัว โดยเครื่องบินเจ็ตดังกล่าวมีมูลค่า 862 ล้านบาทเศษ ตนมีสัดส่วนถือครองจำนวน 30 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นของญาติพี่น้อง โดยชำระเงินและผ่านกระบวนการจดแจ้งเครื่องบินเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้มีการกล่าวหา นายเบน สมิธ ว่ามีการยุ่งเกี่ยวกับเครือข่ายทุนสีเทา โดย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้เอาเรื่อง นายเบน สมิธ มาพูดในสภาแห่งนี้ครั้งแรกในเดือนกันยายน ปี 2568 นับเป็นเวลาหลังจากการซื้อขายเสร็จสิ้นถึง 1 ปีเต็ม ซึ่งหากตนทราบว่า นายเบน สมิธ มีพฤติกรรมดังกล่าว ธุรกรรมการซื้อขายเครื่องบินกับ นายเบน สมิธ จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาของนายกรณ์ ตนขอชี้แจงดังนี้ มีการซื้อขายจริง และมีการชำระเงินผ่านธนาคารกรุงเทพ ในสาขาประเทศไทยทั้งหมด ไม่ได้ผ่านธนาคาร BIC กัมพูชา ของ นายยิม เลียก คู่หูของ นายเบน สมิธ แต่อย่างใด ซึ่งเงินที่ใช้ในการชำระค่าเครื่องบินเจ็ตดังกล่าวเป็นเงินของตนและครอบครัว โดยในส่วนของตนได้ชี้แจงบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา สามารถตรวจสอบที่ไปที่มาของเงินได้ชัดเจน ซึ่งเมื่อชำระเงินแล้ว เงินที่ตนโอนไปผ่านธนาคารกรุงเทพในประเทศไทย ผู้ขายจะโอนไปที่ไหนต่อ ตนก็ไม่สามารถทราบได้

ชวน กรีดคนการเมือง! เลือกตั้งสุจริตหรือไม่ ให้ดูสภาฯชุดนี้

ชวน กรีดคนการเมือง! เลือกตั้งสุจริตหรือไม่ ให้ดูสภาฯชุดนี้

ชวน กรีดคนการเมือง! เลือกตั้งสุจริตหรือไม่ ให้ดูสภาฯชุดนี้

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.45 น.

“ชวน”ยกพระราชดำรัส”ในหลวง” ย้ำเตือนสติ”นักการเมือง” ทำหน้าที่ยึดความถูกต้อง กรีดเลือกตั้งสุจริตหรือไม่ให้ดูสภาฯชุดนี้ ติงแต่งกายด้วยสีสันเป็นสัญลักษณ์ ไร้ผล ถ้ายังโกงกิน ไม่ซื่อสัตย์สุจริต รับยังไม่มั่นใจรัฐบาลยึดธรรมาภิบาล หลังแทรกแซงเลือก สว. ชี้ช่องแก้ปัญหาชายแดนใต้ถาม 2 คน “วิษณุ”กับอีกคนอยู่ใน”คุก” เตือน รมต.รุ่นใหม่ สนับสนุน ขรก.น้ำดีเป็นกำลังแก้ปัญหาบ้านเมือง

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดย นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนเองมีส่วนร่วมอภิปรายนโยบายรัฐบาลทุกสมัย ยกเว้นช่วงที่มีหน้าที่ตำแหน่ง เช่น เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และทุกครั้งหลักคือ ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ไม่ใช่เป็นเพียงคำขวัญของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นความจริง เราไม่ใช่นักการเมืองสมัยเดียว จะพูดอะไรไป โกหกหลอกลวง คนอื่นก็รู้ เราก็เสียหาย เพราะฉะนั้น ก็ระมัดระวังจะพูดอะไรก็ตามความเป็นจริง และอยากให้เราจงรับเอาความจริง ซึ่งจะทำให้เราแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ ดังนั้น จะไม่มีคำอะไรที่โกหกหลอกลวง ให้ร้ายป้ายสี หรือยกย่องเกินเหตุที่เกินความเป็นจริง เงื่อนไขคือรัฐบาลต้องเขียนคำแถลงนโยบายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และถือว่าโดยทั่วไปก็เป็นที่ยอมรับกันได้ แม้จะมีบางเรื่องที่อยากจะเห็น แต่ไม่มี แม้จะเป็นความปรารถนาของประชาชน เช่น นโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ ตนเองอยากจะเห็น เพราะเป็นความหวังของคนสูงอายุ คนเหล่านั้นไม่ใช่คนห้อยเปลี้ยเสียขา ไม่ใช่คนที่ที่รออนุบาล แบบอนาถา แต่เป็นคนที่รับใช้บ้านเมืองมา เพียงแต่ไม่ใช่ข้าราชการที่มีบำเหน็จบำนาญ แต่ในฐานะเกษตรกร กรรมกร ในช่วงวัยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลบ้าง อย่างน้อยได้รับหลักประกัน ซึ่งตนเองเป็นคนริเริ่มมา และหลังจากนั้นรัฐบาลอื่นก็ยอมรับภายใต้เงื่อนไขนี้ และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องให้ปลาแทนให้เบ็ด แต่เป็นเรื่องจริงที่เราดูแลผู้สูงอายุของเรา จึงฝากรัฐบาลให้พิจารณาเรื่องนี้ด้วย

นายชวน กล่าวต่อว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาล ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันตั้งแต่การแถลงนโยบายครั้งที่แล้ว เรื่องการเริ่มวางรากฐานประเทศเพื่อนำประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ตนเองเห็นด้วยกับนโยบายนี้ แต่ขอเสนอว่า ความประสงค์ที่จะวางรากฐาน เพื่อมีผลต่อไปในอนาคต เราทำเรื่องการเลือกตั้ง ที่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบอยู่ด้วย ให้สุจริตเที่ยงธรรมดีหรือไม่ แต่เรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ไม่ได้ตอบ ตนเองไม่ลดละความพยายาม ยังขอให้กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยดูแลให้เกิดความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง แม้ส่งจดหมายจะไปไม่มีผล แต่ก็ภูมิใจว่าตนเองไม่ดูดายในเรื่องนี้

นายชวน กล่าวต่อว่า ในนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงนั้น หลัก 3 ประการในการบริหารราชการแผ่นดินรัฐบาลบอกว่า 1.จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตนมีข้อสังเกตเพียงว่าถ้าสนับสนุนการปกครองในระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยที่มีมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจริงๆการแต่งกายด้วยสีสันให้เป็นสัญลักษณ์ไม่ได้มีผลอะไรเลย เพียงแต่ถ้ายังทุจริตโกงกินก็ไม่ซื่อสัตย์สุจริตก็ไม่ใช่การสนับสนุนการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นข้อสังเกต 3. ยึดมั่นหลังนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินมีธรรมาภิบาลเพื่อพี่น้องประชาชน ข้อนี้ตนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งโดยพฤติกรรมที่ผ่านมาบางเรื่องไม่ได้ยึดหลักแทรกแซงทุกเรื่อง แม้กระทั่งการเลือกวุฒิสภา การประชุมกฏหมายก็ไม่เที่ยงธรรมบางเรื่องตรงไปตรงมาบางเรื่องไม่ตรงไปตรงมา

นายชวน กล่าวว่า ประเด็นนโยบายแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ นั้น 1.ปัญหาภาคใต้ไม่ได้มีแค่สามจังหวัดมีจังหวัดสงขลาด้วย 2.ท่านรู้หรือไม่ว่า เข้าใจเข้าถึงปัญหามันมาอย่างไรแนวพระราชดำรินี้ขอเรียนว่าคนที่ที่ยังมีชีวิตอยู่และรู้เรื่องดีมีอยู่สองท่าน คนหนึ่งอยู่ในเรือนจำ คืออีกคนนึงคือ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ก็แนะนำว่าควรเข้าไปศึกษา เรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่ในหลวงพระราชทานคำแนะนำหลังจากที่เกิดความความผิดพลาดของนโยบายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2544 คือนโยบายนอกหลักนิติธรรม เมื่อเราตั้งใจแก้ปัญหาโดยการนำพระราชดำริมาใช้ ต้องรู้ว่าที่มาเป็นอย่างไรด้วย จึงขอแนะนำให้รัฐบาลหารือกับ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ควรศึกษาเรื่องนี้ด้วย

นายชวน กล่าวว่า ส่วนเรื่องทุจริตคอรัปชั่นปรากฏอยู่ในนโยบาย ปัญหาคอรัปชั่นเชิงโครงสร้างจะปราบอย่างจริงจัง ในคำแถลงนโยบายควรใช้ภาษาไทย อย่างองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือที่เขียนว่า OCD เช่นเดียวกับ คำว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างน้อยให้เกียรติภาษาพ่อภาษาแม่ของเรา หากนักการเมืองมาจากระบบการซื้อเสียง เราจึงได้เห็นว่าความน่าเชื่อถือรัฐบาลลดน้อยลง เพียงแค่น้ำมันขาดแคลน คนทั้งประเทศไม่เชื่อว่าไม่มีการกักตุน และน่าจะมีการถอนทุนคืนจากการใช้เงินชื่อเสียงในช่วงที่ผ่านมา จะจริงเท็จอย่างไร แต่ความเชื่อเกิดจากความไม่น่าเชื่อถือของพฤติกรรมที่มาของนักการเมือง จึงสนับสนุนให้มีการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น เรื่องนี้ต้องปฏิบัติไม่ใช่เพียงแค่ถ้อยคำที่เลื่อนลอยจากนโยบาย

นายชวน กล่าวอีกว่า ตนเองยินดีที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้เรื่องการโกง และรู้สึกละอาย แต่ข้าราชการเหล่านั้นที่นายกรัฐมนตรีพูดด้วย ก็มาจากนักการเมืองทั้งนั้น ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการในกระทรวง เสียกำลังใจคนที่พูดเรื่องนี้ปัจจุบันก็อยู่ในพรรคภูมิใจไทย เพราะการแต่งตั้งข้าราชการ ไม่ตรงไปตรงมา มุ่งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ปลัดกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบันก็เป็นคนดี แต่ท่านจะอยู่ยาวถึง 7 ปี ดังนั้น การแต่งตั้งข้าราชการเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น และเรื่องนี้เราจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ หากเราไม่ตัดวงจรอุบาทว์ทางการเมือง คือการที่นักการเมืองซื้อเสียงโกง และมหาผลประโยชน์ แล้วก็นำเงินดังกล่าวไปซื้อเสียง แล้วก็ต้องมาจากข้าราชการที่โกง จึงอยากฝากรัฐมนตรีใหม่อย่าสนับสนุนเรื่องการโกง อยากให้นำข้าราชการที่ดีเข้ามาทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง หากได้ข้าราชการที่ดี รัฐมนตรีเข้ามาแค่ชั่วคราว แต่ข้าราชการอยู่ยาว เขามีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ จึงฝากบอกนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อท่านรู้สึกอายกับเรื่องเหล่านี้ ท่านจะต้องไม่ทำอะไรก็ตาม ที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สิ่งที่ผ่านมาแล้วเป็นเรื่องที่ตนเองไม่อยากให้เราลบเลือนอะไรก็ตามที่เกิดต้องทำให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพราะฉะนั้น จะแก้ปัญหาไม่ได้ และเข้าใจว่าขณะนี้นายกรัฐมนตรีถูกร้องในบางเรื่อง และเรื่องที่ร้องตนเองได้ดูได้อ่านข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ตามแต่ หากเรื่องที่ร้องโดยเฉพาะการแทรกแซงการเลือกวุฒิสมาชิก หากไม่จริง คนร้องติดคุกตลอดชีวิต ติดคุกหัวโต นี่จะเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของรัฐบาล ไม่ใช่ความมั่นคงของชาติ หากเรายึดความมั่นคงของชาติ เราจะทำให้เรื่องนี้เป็นจริง ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก เราต้องยอมรับความเป็นจริง มิฉะนั้นจะแก้ปัญหาประเทศไม่ได้

นายชวน กล่าวอีกว่า ตนขอนำพระบรมราโชวาทของในหลวงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงรับสั่งกับพวกเราในวันรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันที่ 14 มี.ค.69 ให้ยึดความถูกต้องในการปฎิบัติหน้าที่ มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ปรากฏการณ์ในประเทศที่ไม่ถูกต้องจึงรับสั่งเช่นนี้ เช่นเดียวกับพระราชดำรัสในโอกาสที่นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่ วันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีถ้อยคำที่ซ้ำกัน เมื่อเปรียบเทียบคล้ายกับปี 2552 และปี 2553 ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งซ้ำ ขอให้ท่านทั้งหลาย ขอให้พิจารณาหน้าที่ท่านให้ถ่องแท้ว่าหน้าที่คืออะไร ซ้ำเพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในปีนั้น คือการทำลายการประชุมระหว่างประเทศการเผาบ้านเผาเมือง และเรามีเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง แต่คนเราละเลยไม่ทำหน้าที่ ด้วยเหตุผลไม่อยากให้นายโกรธ เพราะเด็กของนายไปก่อเหตุวันนี้ ก็มีปรากฏการณ์หลายเรื่องที่ทำให้เห็นว่าน่าจะมีสิ่งบางอย่างที่ไม่เกิดขึ้นโดยชอบ ทำให้เกิดปัญหา ที่มีพระราชดำรัสรับสั่งเรื่องนี้

“นโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงนั้น จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นระหว่างประเทศขึ้นมา ความมั่นคงภายในนั้น ต้องเป็นความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล หากรัฐบาลเอาความมั่นคงตัวเอง มองข้ามความมั่นคงของชาติ คือทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ยากที่โลกจะเชื่อมั่นประเทศไทย เพราะพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้มีผลต่อนักการเมืองเท่านั้น แต่มีผลต่อองค์กรอิสระทั้งหลายที่ต้องทำหน้าที่ อะไรก็ถูกก็ถูก อะไรผิดก็ผิด วิธีนี้เท่านั้นที่ทำให้ประเทศของเรามีความมั่นคงเป็นที่น่าเชื่อถือของนานาประเทศ” นายชวน กล่าว

สรรเพชญลงพื้นที่สายใต้รับเดินทางสงกรานต์

สรรเพชญลงพื้นที่สายใต้รับเดินทางสงกรานต์

สรรเพชญลงพื้นที่สายใต้รับเดินทางสงกรานต์

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.35 น.

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่สายใต้ ตรวจความพร้อมรับสงกรานต์ คุมเข้มความปลอดภัยผู้โดยสารทุกสถานี

วันนี้ (10 เม.ย.) นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (บรมราชชนนี) หรือสายใต้ เพื่อติดตามความพร้อมการให้บริการประชาชนที่ทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะเส้นทางภาคใต้

สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้มีนายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วยนายชญศักดิ์ รตินนท์สกุล หัวหน้างานบริหารกิจการเดินรถบรมราชชนนี (สายใต้) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการรองรับผู้โดยสาร ทั้งการจัดรถโดยสารให้เพียงพอ การตรวจสภาพรถ และการเตรียมความพร้อมของพนักงานขับรถทุกคน ทุกสถานี

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการเดินทาง โดยได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ทั้งการตรวจสภาพรถโดยสารก่อนให้บริการ และการดูแลความพร้อมของพนักงานขับรถให้มีสภาพร่างกายและจิตใจที่พร้อม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารตลอดเส้นทาง

ทั้งนี้ สถานีขนส่งสายใต้มีการจัดเที่ยวรถโดยสารประมาณ 600 เที่ยวต่อวัน และคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 12,000 คนต่อวัน และคาดว่าในวันพรุ่งนี้จะมีผู้โดยสารเดินทางมากขึ้น ซึ่งจะต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนให้เป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังได้ตรวจสอบการจำหน่ายตั๋วโดยสาร ซึ่งยืนยันว่าไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดยาว เพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ในช่วงท้าย นายสรรเพชญ ได้กำชับถึงมาตรการและกฎหมายที่กรมการขนส่งทางบก ได้กำหนดให้รถบรรทุกและรถโดยสาร ขับต่อเนื่องไม่เกิน 4 ชั่วโมง และต้องหยุดพักอย่างน้อย 30 นาที จึงจะขับต่อได้อีกไม่เกิน 4 ชั่วโมง (รวมไม่เกิน 8 ชั่วโมงใน 24 ชม.) เพื่อป้องกันง่วงหลับใน เพื่อให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างอุ่นใจและปลอดภัยในทุกเส้นทาง

015

จาตุรนต์ บี้ อนุทิน กลางสภา! ทวงสัญญาแก้ รธน. ย้ำต้องเคารพเสียงประชาชน

จาตุรนต์ บี้ อนุทิน กลางสภา! ทวงสัญญาแก้ รธน. ย้ำต้องเคารพเสียงประชาชน

จาตุรนต์ บี้ อนุทิน กลางสภา! ทวงสัญญาแก้ รธน. ย้ำต้องเคารพเสียงประชาชน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.18 น.

“จาตุรนต์”ไม่จบง่ายกับกติกาประเทศ! ทวงถาม”อนุทิน”แสดงจุดยืนหนุนทำ รธน.ใหม่ ล้อตามผล”ประชามติ” ขึ้นสไลด์”เคารพเสียงประชาชน”

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มี นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายตอนหนึ่งว่า ตนขอถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในสภาฯ ชุดที่แล้วรัฐสภาลงมติว่าประสงค์จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และส่งไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีนายกฯ วันนี้เป็นคนเดียวกับวันนั้น ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปทำประชามติ โดยผลประชามติท่วมท้น ประชาชนเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญ ปัญหาคือคำแถลงนโยบายไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ตนพยายามเข้าใจว่าอาจจะเห็นเป็นเรื่องของพรรคการเมือง หรือสมาชิกรัฐสภา แต่ตนยังอยากเห็นนายกฯ สนับสนุน ในฐานะที่เป็นนายกฯ เสนอให้ทำประชามติ และเป็นหัวหน้าพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล ที่รอบก่อนได้ร่วมลงมติในรัฐสภา และรอบนี้อยากขอให้สนับสนุนจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และหากเป็นไปได้ขอให้ชี้แจงให้ประชาชน และสมาชิกรัฐสภาสบายใจและเห็นทิศทาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายจาตุรนต์ อภิปรายเรื่องดังกล่าว ได้ฉายสไลด์ประกอบโดยมีข้อความว่า “เคารพเสียงประชาชน เดินหน้าให้ผลประชามติมีความหมายด้วย”