ศุภจี แจงทาบ วีระพงษ์ มั่นใจความรู้ความสามารถ ลั่นทำงานไม่แบ่งพรรค

ศุภจี แจงทาบ วีระพงษ์ มั่นใจความรู้ความสามารถ ลั่นทำงานไม่แบ่งพรรค

ศุภจี แจงทาบ วีระพงษ์ มั่นใจความรู้ความสามารถ ลั่นทำงานไม่แบ่งพรรค

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

“ศุภจี”รับทาบ”วีระพงษ์”นั่งเก้าอี้กุนซือรองนายกฯ แบบไร้ค่าตอบแทน หวังเสริมทัพพาณิชย์ ลั่นทำงานไม่แบ่งแยกพรรค มั่นใจความรู้ความสามารถ สานงานต่อให้สะเด็ดน้ำ เร่งปิดดีล FTA ไทย-อียู มิถุนายนนี้ บอกตรวจคุณสมบัติเข้มตามบัญชานายกฯ วอนสื่อเสนอข้อเท็จจริงครบถ้วน ร่วมกันนำพาประเทศฝ่าวิกฤตซ้ำซ้อนหลายมิติ

10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการทาบทาม นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาช่วยงาน ว่า นายวีระพงษ์ ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เคยเป็นผู้แทนการค้าไทย ขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ช่วยเราในสมัยรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งยังทำไม่เสร็จในเรื่องของ FTA อียู และเห็นว่า นายวีระพงษ์ เป็นคนมีความสามารถ จึงได้ทาบทาม เพราะเราเน้นเรื่องผลงานและการทำงาน จะสังกัดพรรคใดก็ไม่เป็นไร ซึ่งตนเคยพูดไว้แล้ว และนี่ก็ทำให้เห็นว่าพรรคอะไรก็ได้ หากทำแล้วเกิดประโยชน์จริงๆ เราไม่ต้องมาเตรียมงานกันใหม่ เพราะได้เคยทำมาแล้วเพื่อต่อให้จบ และเดือนมิถุนายนนี้ เราจะต้องกลับไปเจรจากับอียูเป็นรอบที่ 9 ซึ่งรอบนี้เราอยากให้สะเด็ดน้ำ เอาประเด็นที่ยังติดค้างอยู่ให้จบ เพราะเราไม่มีเวลาเริ่มใหม่

นางศุภจี กล่าวว่า ต้องชื่นชมนายวีระพงษ์ ที่ยินดีจะมาช่วย แต่เนื่องจากตนเองยังไม่ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเพิ่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไป แต่ยอมรับว่าทาบทามแล้ว และนายวีระพงษ์ ก็ยินดี ซึ่งกระบวนการแต่งตั้งก็ต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติและนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ยังอีกหลายขั้นตอน ซึ่งที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีไม่มีค่าตอบแทน ทุกคนที่มาเป็นคนที่มีความตั้งใจจะเข้ามาช่วยจริงๆ นายวีระพงษ์ เป็นคนที่มีคุณูปการและมีประสบการณ์มากมาย แต่อย่างไรก็ตามได้เริ่มทำงานแล้ว วันนี้อยู่ในจังหวะที่ต้องเร่งทำงาน ซึ่งประเทศเรากำลังเจอวิกฤต ดังนั้น ใครที่มีความสามารถมาช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ยินดีรับฟังทั้งนั้น ถ้าสิ่งที่รับฟังจะทำให้เรานำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ถ้าอะไรที่เราคิดว่าอาจจะไม่สามารถนำมาทำได้ เราก็มีหน้าที่อธิบาย แม้บางอย่างที่เราคิดว่าอธิบายไปชัดเจน แต่ก็ยังมีคำถาม เราก็มีหน้าที่อธิบายไป จึงขอฝากสื่อช่วยสื่อสารข้อมูลด้วย เราต้องช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ว่าปัจจุบันนี้ เรากำลังอยู่ในสภาวะอะไร เราเจอวิกฤตหลายวิกฤตซ้ำซ้อนมากมาย ดังนั้น ถ้าเราสามารถที่จะช่วยกันได้ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน หากทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนได้ ก็ขอให้ช่วยกัน เอาข้อเท็จจริงทั้งหมดมาพูด อย่าตัดเพียงบางท่อน เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและยิ่งตื่นตกใจได้

วืดประกันสงกรานต์! ศาลยกคำร้องปล่อยตัว ไผ่ จตุภัทร์ – อาย กันต์ฤทัย

วืดประกันสงกรานต์! ศาลยกคำร้องปล่อยตัว ไผ่ จตุภัทร์ - อาย กันต์ฤทัย

วืดประกันสงกรานต์! ศาลยกคำร้องปล่อยตัว ไผ่ จตุภัทร์ – อาย กันต์ฤทัย

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

10 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอาญายกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ ในระหว่างพิจารณาคดี ม.112 ชุมนุม 19 กันยาฯ หลังครอบครัวยื่นประกันตัวไปเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ศาลระบุเหตุผลว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทำให้ในช่วงสงกรานต์นี้เขาจะยังคงถูกคุมขังอยู่ เนื่องจากเหลือเพียงคดีนี้ที่ไม่ได้รับประกันตัว”

พร้อมทั้งโพสต์ในคอมเมนต์อีกว่า วันนี้ (10 เม.ย.69) ครอบครัวของ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ยื่นคำร้องขอประกันตัวจตุภัทร์ในระหว่างพิจารณาคดี #ม112 เหตุชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจราษฎร ต่อศาลอาญา

ต่อมาในเวลา 14.40 น. ศาลอาญามีคำสั่ง #ยกคำร้อง ประกันตัว ระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลนี้และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบและผู้ยื่นคำร้องทราบโดยเร็ว”

สำหรับกรณีของจตุภัทร์นั้นเหลือหมายขังในคดีนี้เพียง 1 คดีเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลฎีกาอนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.112 ระหว่างฎีกา และศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ประกันตัวคดี ม.116 ระหว่างอุทธรณ์แล้ว

สำหรับคดีชุมนุม 19 กันยาฯ ที่ยื่นประกันตัวในวันนี้ อยู่ระหว่างสืบพยานในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้จตุภัทร์ก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้ แต่ภายหลังจากที่จตุภัทร์ถูกคุมขัง นายประกันจึงยื่นคำร้องขอถอนประกัน

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนี้ เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัวคดี ม.112 “อาย” กันต์ฤทัย เหตุโพสต์เฟซบุ๊ก 8 โพสต์ ระบุว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี -ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทำให้ถูกขังต่อ แม้คดี ม.112 อีกคดีที่ถูกจำคุก 2 ปี 12 เดือน ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวแล้ว”

พร้อมทั้งโพสต์ในคอมเมนต์อีกว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง #ยกคำร้อง ประกันตัว “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ต้องขังในคดี ม.112 หลังจากที่ทนายความยื่นขอประกันตัวไปเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 69 ที่ผ่านมา

นายประกันไปฟังคำสั่งศาลในวันนี้ (10 เม.ย.69) ศาลอุทธรณ์ระบุคำสั่งว่า “ข้อหามีอัตราโทษสูง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลขั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 8 ปี 48 เดือน หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง

ส่วนที่ผู้ขอประกันอ้างว่าจำเลยป่วยและการรักษาในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ทำให้อาการของจำเลยแย่ลงนั้น จำเลยสามารถร้องขอให้กรมราชทัณฑ์ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ฯ ได้ เหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวกันต์ฤทัยในระหว่างอุทธรณ์คดีมาตรา 112 คดีที่สอง ซึ่งถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน และให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีแรก เหตุดังกล่าว ทำให้ทนายความยื่นประกันตัวอีกหนึ่งคดีที่เธอถูกคุมขังอยู่

แต่ปรากฏว่าอีกคดีหนึ่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องในวันนี้ ทำให้กันต์ฤทัยยังถูกขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

LBC Clinic คว้ารางวัล ‘Value Partnership 2025 Top 10’ จาก Galderma

LBC Clinic คว้ารางวัล ‘Value Partnership 2025 Top 10’ จาก Galderma

LBC Clinic คว้ารางวัล ‘Value Partnership 2025 Top 10’ จาก Galderma

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

LBC CLINIC คลินิกความงามในประเทศไทย ได้รับรางวัล “Value Partnership 2025 Top 10” จาก Galderma ภายในงาน Aesthetic Lives ซึ่งเป็นรางวัลที่สะท้อนถึงระดับการใช้ผลิตภัณฑ์และการเติบโตของคลินิกในช่วงที่ผ่านมา

Galderma ถือเป็นหนึ่งในบริษัทด้านเวชศาสตร์ความงามระดับสากล โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่คลินิกที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องภายใต้มาตรฐานที่กำหนด

หนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนช่วยผลักดันการเติบโตของ LBC CLINIC คือการสื่อสารผ่านประสบการณ์จริงของผู้ใช้บริการ อย่าง “พลอย – เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์” ซึ่งเคยเข้ารับบริการกับทางคลินิก และต่อมาได้ก้าวสู่บทบาทพรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ

การถ่ายทอดประสบการณ์ตรงดังกล่าว มีส่วนช่วยเสริมความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภค และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้าง ส่งผลให้จำนวนผู้เข้ารับบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนผ่านปริมาณการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เติบโตขึ้น

รางวัลจาก Galderma ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงมาตรฐานของ LBC CLINIC ในด้านการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง มีคุณภาพ และมีการนำเข้าอย่างถูกต้อง

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สนับสนุนการดำเนินงานของคลินิก คือแนวทางการออกแบบการรักษาแบบเฉพาะบุคคล โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเวชศาสตร์ความงามจาก Galderma ซึ่งทีมแพทย์ของ LBC CLINIC จะพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และวางแผนการรักษาให้สอดคล้องกับโครงหน้าและความต้องการของผู้เข้ารับบริการแต่ละราย ภายใต้แนวทางการดูแลแบบประเมินรายบุคคล ควบคู่กับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง

ทั้งนี้ ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 LBC CLINIC ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เพื่อยกระดับแนวทางการดูแลให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

สนใจบริการ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารได้ที่ Website: https://lbc-clinic.com/

‘รมว.พม’ ย้ำทำงานเชิงรุก เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม

‘รมว.พม’ ย้ำทำงานเชิงรุก เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม

‘รมว.พม’ ย้ำทำงานเชิงรุก เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.24 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวคำปราศรัยต่อประธานรัฐสภา (นายโสภณ ซารัมย์) คณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา

นายนิกร กล่าวว่า ในโอกาสที่ตน ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านทั้งในมิติประชากร เศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคม ตนตระหนักดีว่า ภารกิจด้านสังคมในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการดูแล “กลุ่มเปราะบาง” ตามความหมายเดิม แต่เป็นการดูแล “ความมั่นคงของมนุษย์ทั้งสังคม” ในบริบทใหม่ที่มีทั้งเด็กเกิดน้อย สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง และความเปราะบางรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น

ในโอกาสนี้ ตนขอแสดงความขอบคุณต่ออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งสองท่าน ท่านวราวุธ ศิลปอาชา และท่านอัครา พรหมเผ่า ที่ได้วางรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมไทยไว้ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ การพัฒนาระบบสวัสดิการ และการสร้างเครือข่ายภาคี ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญ ที่ทำให้การทำงานในระยะต่อไป สามารถต่อยอดและขยายผลได้อย่างมีทิศทาง สำหรับแนวทางการทำงานของตนและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในระยะต่อไป นั้น ตนเห็นว่า “ความเร่งด่วน” ในวันนี้ คือการทำให้ระบบคุ้มครองทางสังคม สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชนได้อย่างทันท่วงที และไม่ตกหล่น โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

ประการแรก การดูแลกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์วิกฤต ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 และภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อค่าครองชีพ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เร่งขยาย “ห้องปลอดฝุ่นแรงดันบวก” ในศูนย์และสถานต่าง ๆ ในสังกัด พร้อมทั้งจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วในทุกจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วควบคู่กับการเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ทั้งเงินอุดหนุนฉุกเฉิน การลดภาระค่าใช้จ่าย และมาตรการด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย 

ประการที่สอง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว โดยเริ่มตั้งแต่การดูแลเด็กและเยาวชนตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว โดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบางและครัวเรือนแหว่งกลาง พร้อมทั้งการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม ทั้งในด้านรายได้ สุขภาพ การพัฒนาศักยภาพ และการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ดำเนินการผ่านการส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุ การสนับสนุนกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศูนย์ดูแลในชุมชน และการผลักดันหลักการ Universal Design เพื่อให้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติ และไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อม

ประการที่สาม การปรับรูปแบบการทำงานของรัฐ จากการช่วยเหลือรายกรณี ไปสู่การสร้าง “ระบบคุ้มครองทางสังคมที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ” โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก การใช้ข้อมูลในการค้นหากลุ่มเป้าหมาย และการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในทุกระดับ เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างโอกาสและความมั่นคงในระยะยาว ในส่วนของข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ทั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา 

ตนขอเรียนว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับฟังและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเรื่องการขยายสวัสดิการเด็กเล็กให้ครอบคลุมมากขึ้น การปรับระบบสวัสดิการให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้จริง การดูแลกลุ่มคนจนรูปแบบใหม่ และชนชั้นกลางที่มีภาระหนี้สูง รวมถึงข้อเสนอด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การยกระดับบทบาทของเด็กและเยาวชน และการดูแลกลุ่มชาติพันธุ์ ให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม ตลอดจนข้อเสนอด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย และการผลักดัน Universal Design เพื่อให้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติในสังคม ทั้งนี้ ตนขอเรียนอย่างชัดเจนว่า ข้อเสนอแนะเหล่านี้ จะไม่หยุดอยู่เพียงในเวทีอภิปราย แต่จะถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางการทำงานของกระทรวง ทั้งในเชิงนโยบาย แผนงาน และการปฏิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาสังคมของประเทศ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม เป็นธรรม และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตของประชาชน 

“ตนเชื่อว่า การพัฒนาสังคม ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งสภา รัฐบาล และสังคมโดยรวม และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน บนพื้นฐานของข้อมูล ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง” นายนิกร กล่าวท้าย

พม. จับมือ อว. สร้างสถานที่ปลอดฝุ่น PM2.5 และมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือค่าครองชีพกลุ่มเปราะบาง

พม. จับมือ อว. สร้างสถานที่ปลอดฝุ่น PM2.5 และมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือค่าครองชีพกลุ่มเปราะบาง

พม. จับมือ อว. สร้างสถานที่ปลอดฝุ่น PM2.5 และมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือค่าครองชีพกลุ่มเปราะบาง

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า วันนี้ นับเป็นวันแรกของการปฎิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งหลังจากการประชุมกับนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เพื่อมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางทั้ง เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส  ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้กับคณะผู้บริหารกระทรวง พม. 3 เรื่อง คือ 

1) เรื่องการประหยัดพลังงาน โดยขอให้ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เร่งดำเนินการประหยัดพลังงานตามนโยบายของรัฐบาล นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะ การอนุญาตให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ทำงานจากบ้าน (Work from Home) หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) หรือสลับกันทำงานสำหรับกลุ่มที่ต้องให้บริการประชาชน โดยใช้เทคโนโลยีในการติดต่อประสานงาน เพื่อลดการใช้พลังงานให้ได้ราว 30% แต่ยังต้องคำนึงถึงการบริการประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้รับบริการเป็นสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงได้เริ่มดำเนินการประหยัดพลังงานตั้งแต่ 6 มีนาคม 2569

2) เรื่องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยให้ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. เร่งดำเนินการขยายผลการทำ “ห้องป้องกันฝุ่น PM2.5” สำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมายและกลุ่มเปราะบางที่เป็นผู้รับบริการของสถานสงเคราะห์ต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคสังกัดกระทรวง พม. โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย  และลำปาง จากนั้นจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5  โดยจะร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในการนำนวัตกรรมมาทำให้เป็นสถานที่ปลอดฝุ่น เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนไร้ที่พึ่ง รวมทั้งให้จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางต่างๆในพื้นที่ห่างไกล ให้มีอุปกรณ์ดูแลสุขภาพให้เพียงพอและเหมาะสม

และ 3) การช่วยเหลือค่าครองชีพจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ขอให้หน่วยงานต่างๆ ได้เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนโดยเร็ว อาทิ การเร่งรัดการจ่ายเงินอุดหนุนต่างๆ , การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น, การพิจารณามาตรการลดค่าเช่าที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในโครงการของการเคะแห่งชาติ (กคช.)  และลดดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้น้อยในโครงการของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.

นอกจากนี้ ได้เตรียมผลักดันเรื่องสิทธิสวัสดิการสังคมสำหรับ 3 กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ กลุ่มเด็ก คนพิการ และผู้สูงอายุ  เพื่อยกระดับความสามารถให้ช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น ซึ่งกระทรวง พม. ดำเนินการอยู่แล้ว แต่จะผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยพุ่งเป้าให้ชัดและนำทรัพยากรที่มีอยู่เข้าไปสนับสนุนให้ถูกจุด เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และเรื่องการปรับปรุงบ้านที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยได้หารือกับผู้บริหารกระทรวง พม. ว่า การก่อสร้างที่อยู่อาศัยในโครงการของทั้ง กคช. และ พอช. นั้น ขอให้ขยายการรองรับความต้องการให้มากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบเพื่อคนทุกคน หรือ Universal Design และรองรับภาวะโลกร้อน 

ท้ายที่สุด นายนิกร กล่าวว่า นอกจากมาตรการต่างๆ แล้ว ขอให้ทุกภาคส่วนเร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นจากการลงทะเบียน ให้เข้าสู่ระบบได้มากขึ้นด้วย เพื่อให้กระทรวง พม. มีข้อมูลที่ครบถ้วน และสามารถให้การช่วยเหลือคนทุกกลุ่มได้อย่างทันท่วงที

5 อาจารย์ดังฝั่งโขง ขนทัพพลังบุญหนุนดวงเฮง บวงสรวง ‘ปู่ศรีสุทโธ-ย่าปทุมมา’ รับสงกรานต์

5 อาจารย์ดังฝั่งโขง ขนทัพพลังบุญหนุนดวงเฮง บวงสรวง ‘ปู่ศรีสุทโธ-ย่าปทุมมา’ รับสงกรานต์

5 อาจารย์ดังฝั่งโขง ขนทัพพลังบุญหนุนดวงเฮง บวงสรวง ‘ปู่ศรีสุทโธ-ย่าปทุมมา’ รับสงกรานต์

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.16 น.

กลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ในโลกโซเชียลทันที เมื่อเหล่า “ไอดอลสายมู” ระดับท็อปจากประเทศลาว แท็กทีมรวมตัวครั้งสำคัญเพื่อทำพิธีบวงสรวงครั้งยิ่งใหญ่ งานนี้บอกเลยว่าลูกศิษย์และสายเสี่ยงโชคทั่วสารทิศทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวต่างจับตามองกันตาเป็นมัน

การรวมตัวในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะเป็นการรวมเอาเจ้าของเพจดังที่มีผู้ติดตามถล่มทลาย ประกอบด้วยเพจอาจารย์ออโต้ เจ้าของเพจที่ขึ้นชื่อเรื่องศาสตร์ตัวเลข,เพจอ้ายจ่อยคนหมาน สายเฮงที่ใครติดตามก็ต้องมีคำว่า หมาน ติดตัว,เพจนางฟ้าหวยอินเตอร์ขวัญใจสายเสี่ยงโชค,เพจสดใสให้โชคพลังบวกมาเต็ม และเพจอากาศพาปัง หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง

บรรยากาศในพิธีเต็มไปด้วยความเข้มขลัง โดยเหล่าอาจารย์ได้ร่วมกันทำพิธีบวงสรวง องค์ปู่ศรีสุทโธ และ ย่าศรีปทุมมา พญานาคราชผู้เป็นที่เคารพรักของชาวไทย-ลาว เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับลูกเพจและศิษย์ที่ติดตาม ณ คำชะโนด จ.อุดรธานี

ไม่ใช่แค่เรื่องโชคลาภ แต่คือการรวมพลังสายบุญ เหล่าอาจารย์ย้ำชัดว่า การรวมตัวครั้งนี้เน้นการสร้างพลังงานที่ดี เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจในการสู้ชีวิต และเปิดทางให้สิ่งดีๆ ไหลมาเทมา

งานนี้ทำเอาคอมเมนต์ในทุกเพจเดือดลูกศิษย์ต่างเข้ามาสาธุและรอรับ ของดีจากพิธีในครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ ใครที่อยากดวงปัง เห็นทีต้องรีบไปกดติดตามทั้ง 5 เพจด่วนๆ แล้วล่ะ

พม. จัดงานใหญ่วันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว ปี 2569 เชิญชวนลูกหลาน ‘ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง’

พม. จัดงานใหญ่วันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว ปี 2569 เชิญชวนลูกหลาน ‘ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง’

พม. จัดงานใหญ่วันผู้สูงอายุแห่งชาติและวันแห่งครอบครัว ปี 2569 เชิญชวนลูกหลาน ‘ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง’

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันผู้สูงอายุและวันแห่งครอบครัว ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง”

ในงาน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวรายงาน  พร้อมมอบรางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติ พุทธศักราช 2569 ให้แก่ นายสุทธิชัย หยุ่น, มอบรางวัลครอบครัวร่มเย็น ด้านผู้มีชื่อเสียง ประจำปี 2569 แก่ครอบครัวกิจเจริญ และ มอบรางวัลจังหวัดต้นแบบการขยายผลโรงเรียนผู้สูงอายุครบทุกตำบล (1 ตำบล 1 โรงเรียนผู้สูงอายุ) แก่จังหวัดนครราชสีมา หนองบัวลำภู และพะเยา นอกจากนี้ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลบุคคล องค์กร เครือข่ายดีเด่นด้านการส่งเสริม และสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ ประจำปี 2569 จำนวน 50 รางวัล,รางวัลองค์กรที่ส่งเสริมการจ้างงานและการมีรายได้สำหรับผู้สูงอายุ ประจำปี 2569 จำนวน 50 รางวัล, รางวัลบุคคลดีเด่นด้านการพัฒนาครอบครัว จำนวน 70 รางวัล ,รางวัลศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนที่มีผลงานดีเด่นในการส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว จำนวน 63 รางวัล และรางวัลครอบครัวร่มเย็น จำนวน 74 รางวัล

ทั้งนี้ นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง และผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วม ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสถาบันครอบครัว อันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ด้วยการพัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเองครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพผู้อื่น ตลอดจนสร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุ และประชากร ทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีมีคุณค่าและเป็นพลังสำคัญของประเทศ

“เนื่องในโอกาส วันผู้สูงอายุแห่งชาติ และ วันแห่งครอบครัว ผมขอเชิญชวนให้ทุกครอบครัวหันกลับมาให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุและร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจ เปิดโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดภูมิปัญญาและหล่อหลอมบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งความรักและความอบอุ่น เพราะเมื่อเราก้ม กราบ ด้วยหัวใจ และ กอดกันด้วยความจริงใจ เราจะสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวไทย อันจะนำไปสู่สังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย และมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณ กระทรวง พม.  และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลทุกท่าน ซึ่งล้วนเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม” นายกรัฐมนตรี กล่าว 

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้สูงอายุ ซึ่งเปรียบเสมือนคลังปัญญาอันทรงคุณค่า เป็นผู้สั่งสมประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของครอบครัวและชุมชน รวมทั้ง “สถาบันครอบครัว” ถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การหล่อหลอมคุณภาพคน และการสร้างความรักความอบอุ่นที่เข้มแข็งให้แก่สมาชิกทุกช่วงวัย ภายใต้บริบทของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว จึงเป็นกลไกสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมสวัสดิการและพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อครอบครัว และผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย การมีงานทำที่เหมาะสม และการมีส่วนร่วมทางสังคม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และเป็นพลังสำคัญของประเทศ

“การจัดงานในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด ‘ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง’ กล่าวคือ ‘ก้ม’และ ‘กราบ’ เป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู ความเคารพ และการตระหนักถึงคุณค่าของผู้ที่หล่อหลอมชีวิตเรา และ ‘กอด’ คือ การแสดงออกถึงความรัก ความอบอุ่น และความใส่ใจ ที่เชื่อมโยงคนต่างวัยเข้าหากัน เพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเข้มแข็งทำให้สังคมตระหนักถึงการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้สูงอายุ พร้อมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นำไปสู่สังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย และมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน” รมว. พม. กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2569 กระทรวง พม. ได้บูรณาการการจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันแห่งครอบครัว” ประกอบด้วยกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ 1) การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้สูงอายุและครอบครัว จำนวนทั้งสิ้น 312 รางวัล และ 2) การจัดแสดงนิทรรศการมีชีวิต โดยความร่วมมือขององค์กรภาคีเครือข่ายด้านผู้สูงอายุและครอบครัว

เชียงใหม่–ลำพูน ยกระดับสงกรานต์ล้านนาสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม เชื่อมโยงพลังชุมชน พร้อมชวน ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’

เชียงใหม่–ลำพูน ยกระดับสงกรานต์ล้านนาสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม เชื่อมโยงพลังชุมชน พร้อมชวน ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’

เชียงใหม่–ลำพูน ยกระดับสงกรานต์ล้านนาสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม เชื่อมโยงพลังชุมชน พร้อมชวน ‘สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน’

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เริ่มแล้ว!! เทศกาลมหาสงกรานต์ปีนี้ เตรียมปักหมุดเที่ยวงาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปี 11 ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ให้ทุกคนได้สัมผัสความสุขที่เรียบง่าย อบอุ่น และเป็นกันเอง สืบสานวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าที่สืบทอดความงดงามของวิถีความเป็นไทย จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการพร้อมกันทั้ง 4 ภาค ใน 6 จังหวัดหลักของประเทศไทย เชื่อมพื้นที่วัฒนธรรมสำคัญและประวัติศาสตร์ริมสายน้ำ ตอกย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวิถีน้ำ…วิถีไทย ที่กรุงเทพมหานคร, จังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดลำพูน, จังหวัดอุดรธานี, จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดภูเก็ต  ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 นี้

วันที่ 11-13 เมษายน 2569 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย เชียงใหม่ ณ วัดเจดีย์หลวง

งาน “Chiang Mai Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร พบกับกิจกรรมมงคล ไหว้พระขอพร ชำระล้างจิตใจที่จัดภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร กิจกรรมตักบาตรโชติกา ห่มผ้าพระธาตุเจดีย์หลวง ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และร่วมขบวนแห่พระอัฏฐารส สายบุญสายมูต้องไม่พลาด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมและการแสดงต่างๆ อาทิ แข่งขันประกวดก่อเจดีย์ทรายแบบวิจิตรตามแบบแผนเจดีย์โบราณ เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีพื้นเมือง พบกับตลาดอาหารและผลิตภัณฑ์ชุมชน เพลิดเพลินกับภูมิปัญญาพื้นถิ่นเชื่อมโยงพหุวัฒนธรรมจากชุมชนในเมืองและรอบเมือง โดยนำของดีของเด่นของอร่อยจากชุมชนมาวางจำหน่าย สัมผัสบรรยากาศปี๋ใหม่เมือง ให้ทุกคนได้สัมผัสกับมนต์เสน่ห์แห่งล้านนาตื่นตาตื่นใจ และเพลิดเพลินไปกับการแสดงศิลปวัฒนธรรม การละเล่นพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น งานหัตถศิลป์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น และกิจกรรมอีกมากมาย

วันที่ 15 เมษายน 2569  Water Festival x ทีมช้างม่อย ณ ชุมชนช้างม่อย

 สัมผัสเสน่ห์ย่านเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ บนถนนช้างม่อยเก่าถึงขัวสะพานช้างม่อย พบกับภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นกลายเป็นงานคราฟล้านนาร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยความมนต์สะกด ผ่านงานจักสาน ข้าวยาคูสูตรเฉพาะ ขนมจีน ผ้าซิ่นตีนจก โรงตีเหล็กเก่าแก่ งานลูกปัด และคราฟต์ร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยรายละเอียดประณีต สะท้อนพหุวัฒนธรรมล้านนาอย่างงดงาม ทั้งหมดนี้ทำให้เชียงใหม่เป็นภาพของปี๋ใหม่เมืองที่ทั้งอิ่มเอม สนุก และเต็มไปด้วยเรื่องเล่าจากชุมชนอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้สะท้อนพหุวัฒนธรรมล้านนาได้อย่างงดงาม

วันที่ 11-13 เมษายน 2569  จังหวัดลำพูน ที่ถนนรถแก้ว-ถนนอินทยงยศ

ร่วมขบวบแห่สรงน้ำพระฉลองชาติกาล 150 ปีครูบาศรีวิชัย บริเวณถนนรถแก้ว ดื่มด่ำบรรยากาศสงกรานต์ในสวน พบ Local Chef Table เมนูอาหารที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่นโดยเชฟเป็นผู้ออกแบบรังสรรค์เมนู นอกจากนี้พบกับตลาดนัดสินค้าคุณภาพมากมายที่มาให้เลือกซื้อมากมาย โดยทั้ง 2 จังหวัดได้มีกิจกรรมที่จัดเตรียมให้ผู้เข้าชมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ทั้งนี้ การจัดงานทุกพื้นที่ยังคงมุ่งเน้นการนำอัตลักษณ์ และเสน่ห์ของแต่ละชุมชนมาถ่ายทอดผ่านกิจกรรมร่วมสมัยที่เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบันอย่างกลมกลืน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนในระดับภูมิภาค เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาที่จะสร้างความยั่งยืนของการต่อยอดทุนวัฒนธรรม ที่จะนำไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างโอกาสมากมาย และความภาคภูมิใจของทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง

นอกจากจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน งาน “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”    ยังจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 4 ภาค 6 จังหวัด ทั่วประเทศไทย ที่เชื่อมพื้นที่วัฒนธรรมสำคัญริมสายน้ำ พร้อมตอกย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ และเปิดโอกาสให้ผู้คนจากทั่วโลกได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวิถีไทย ระหว่าง

วันที่ 11-15 เมษายน 2569  พร้อมกันทั้ง 4 ภาค ใน 6 จังหวัดหลักของไทย

ภาคกลาง วันที่ 11-15 เมษายน 2569 บนแลนด์มาร์คที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช วรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ,ท่ามหาราช, ท่ายอดพิมาน ริเวอร์วอร์ค, สุขสยาม ณ ไอคอนสยาม และท่าศาลเจ้ากวนอู (คลองสาน) ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2569                

ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569  และชุมชนช้างม่อย วันที่ 15 เมษายน 2569  จังหวัดลำพูน บริเวณถนนรถแก้ว – ถนนอินทยงยศ ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต ณ วัดไม้ขาว และหาดป่าตอง ระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี ที่บ้านเชียง ระหว่างวันที่ 12-13 เมษายน 2569 และ จังหวัดขอนแก่น ที่ วัดไชยศรี ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2569  

มาร่วม “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” ในเทศกาล “Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย”  ทั่วประเทศพร้อมกัน และติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ Facebook: Water Festival Thailand

สิริมงคลรับปีใหม่ไทย รวมพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ให้ประชาชนสรงน้ำใกล้ชิด

สิริมงคลรับปีใหม่ไทย รวมพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ให้ประชาชนสรงน้ำใกล้ชิด

สิริมงคลรับปีใหม่ไทย รวมพระบรมสารีริกธาตุ 5 พระองค์ให้ประชาชนสรงน้ำใกล้ชิด

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดประสบการณ์ทางศาสนาครั้งสำคัญ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ใจกลางกรุงเทพมหานคร เชิญพุทธศาสนิกชนและประชาชนร่วมกราบสักการะ “พระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า 5 พระองค์” ที่ถูกรวมไว้ในพื้นที่เดียวกันอย่างสมบูรณ์ ภายในนิทรรศการ “ทัสสนานุตตริยะ” พร้อมเปิดโอกาสให้ร่วมสรงน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย

ความพิเศษของงานครั้งนี้ คือการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุอันทรงคุณค่าสูงสุดในพระพุทธศาสนา ได้แก่ สมเด็จองค์ปฐม พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า และพระโคตมพุทธเจ้า มาประดิษฐานร่วมกัน พร้อมทั้งพระอรหันตธาตุจากยุคพุทธกาล ยุคพระเจ้าอโศกมหาราช และอัฐิธาตุบูรพาจารย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งนับเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับการเข้าถึงและสักการะในระยะใกล้ 

นิทรรศการจัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่  30 เมษายน 2569 ณ ศาลาบูรพาจารย์ วัดปทุมวนาราม โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมและสักการะได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. และเปิดให้ร่วมพิธี “สรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน เพื่อเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย 

การจัดงานในครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในเชิงพุทธศาสนาและวัฒนธรรม โดยจัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองพุทธภัทรกัป และอุทิศเป็นพระราชกุศล รวมถึงเสริมความเป็นสิริมงคลแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน โดยใช้วันจักรีเป็นปฐมฤกษ์ของการเปิดนิทรรศการในปีนี้ 

นอกจากการเข้าร่วมสักการะแล้ว ภายในงานยังเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมทำบุญสนับสนุน “โครงการจัดสร้างหอพระบรมสารีริกธาตุ” และนิทรรศการองค์ความรู้ถาวรของวัดปทุมวนาราม เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาและศูนย์รวมศรัทธาในระยะยาว โดยสามารถร่วมบริจาคได้ทั้ง ณ สำนักงานวัดปทุมวนาราม หรือโอนผ่านบัญชีธนาคารที่ทางวัดกำหนด 

ทั้งนี้ งานดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญกลางกรุงเทพฯ ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ “เข้าถึงศรัทธา” อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบริบทของเมืองใหญ่ พร้อมสร้างประสบการณ์ทางจิตใจที่สงบและเปี่ยมด้วยความหมายในช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ไทย

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาอยากร่วมสนับสนุนบริจาคทุนอุปถัมภ์จัดสร้างหอพระบรมสารีริกธาตุ วัดปทุมวนาราม และ นิทรรศการองค์ความรู้พระบรมสารีริกธาตุทั้งปวง อย่างเป็นการถาวร ณ ศาลาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษธภคินี เขตพุทธาวาส วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร สามารถร่วมบริจาดทุนอุปถัมภ์ได้ที่ สำนักงานวัดปทุมวนาราม และสำนักงานโครงการปทุปทุมมามหาสิกขาลัย อาคารเสนาสนะสงฆ์ วัดปทุมวนาราม หรือโอนบริจาคได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี วัดปทุมวนาราม (โครงการปทุมมามหาสิกขาลัย) เลขที่บัญชี 205-208203-4

เนสท์เล่ยืนหยัดดูแลสุขภาพผู้สูงวัย คว้ารางวัลจากกรมกิจการผู้สูงอายุ

เนสท์เล่ยืนหยัดดูแลสุขภาพผู้สูงวัย คว้ารางวัลจากกรมกิจการผู้สูงอายุ

เนสท์เล่ยืนหยัดดูแลสุขภาพผู้สูงวัย คว้ารางวัลจากกรมกิจการผู้สูงอายุ

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้รับรางวัล “องค์กรเครือข่ายดีเด่นด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนงานเครือข่ายด้านผู้สูงอายุ” จากกรมกิจการผู้สูงอายุ ในงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

รางวัลนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของเนสท์เล่ในการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่คนไทยทุกช่วงวัย โดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เนสท์เล่ได้จัดโครงการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยหลากหลายโครงการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย อาทิ โครงการนักส่งเสริมสุขภาพรุ่นใหญ่ เนสท์เล่ได้จัดโครงการนี้อย่างต่อเนื่องและมีผู้สูงอายุเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 2,000 คน มุ่งเน้นการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนในกลุ่มผู้สูงอายุ จุดเด่นคือการฝึกอบรมกลุ่มนักส่งเสริมสุขภาพดีรุ่นใหญ่ ให้นำพากลุ่มเพื่อนสังคมสูงวัยเข้าโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพการกินและการออกกำลังกายเป็นเวลากว่า 3 เดือน โดยกว่า 70% ของผู้เข้าร่วมโครงการสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพจนเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่ และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างยั่งยืน อีกทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทยอีกด้วย

โครงการ Walk More, Give More: โครงการนี้เปลี่ยนก้าวเดินจากพนักงานเนสท์เล่เป็นวีลแชร์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่กลุ่มเปราะบางในสังคม โครงการนี้ได้จัดมาแล้ว 3 ปีติดต่อกัน (2566-2568) ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขภาพของพนักงานจากการออกกำลังกาย และได้ส่งมอบวีลแชร์ไปแล้วรวม 182 คัน ผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักอนามัย กทม. เพื่อนำไปมอบให้กับผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดิน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “เนสท์เล่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่คนไทยในทุกช่วงวัย รางวัลนี้ถือเป็นความภูมิใจร่วมกันของเนสท์เล่และพันธมิตรทุกภาคส่วนที่มีเจตนารมณ์เดียวกันและได้ลงมือดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมในการดูแลผู้สูงวัยในประเทศไทย เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่กลุ่มผู้สูงวัย ตามปณิธานของเนสท์เล่ในการเป็นบริษัทที่ผลิตอาหารที่ดี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (Good food, Good life)”