แวดวงนักปกครอง : 30 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 30 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 30 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดปฏิบัติการ “กวาดบ้านตัวเอง” ตรวจเข้ม878 อำเภอทั่วประเทศ กรมการปกครองเดินหน้าคัดกรองสารเสพติดกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอส. และบุคลากรฝ่ายปกครอง รวมกว่า 286,553 คน พร้อมประกาศจุดยืน “ไม่ละเว้น-ไม่ปกป้อง” ผู้เกี่ยวข้องยาเสพติด ขานรับนโยบายรัฐบาล “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ย้ำหากตรวจยืนยันพบสารเสพติด นายอำเภอต้องเร่งสอบสวน เสนอผู้ว่าฯ สั่งพ้นตำแหน่งโดยเร็ว พร้อมดำเนินการทางวินัยและกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาศักดิ์ศรีผู้นำท้องที่ และความเชื่อมั่นของประชาชน

กรมการปกครองติวเข้มมาตรฐานงานทะเบียนทั่วประเทศ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กำชับเจ้าหน้าที่ทุกระดับต้องมี “Sense of Urgency” ใช้อำนาจหน้าที่ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม ย้ำ “งานทะเบียน” คือหัวใจสำคัญของการบริหารประเทศและฐานข้อมูลความมั่นคง พร้อมสั่งคุมเข้ม4 ประเด็นเสี่ยง ทั้งการสวมสิทธิแรงงานต่างด้าว บุคคลซ้ำซ้อน การสมรสอำพราง และการจัดการเรื่องร้องเรียนประชาชนภายใต้หลัก Check & Balance ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเคร่งครัด ควบคู่พัฒนาระบบ Call Center 1548 และระบบแจ้งเตือนผ่านแอปฯ ThaID เพื่อป้องกันทุจริตเชิงรุกย้ำชัด “ทำงานสุจริต กรมพร้อมปกป้องแต่หากทุจริตไม่มีที่ยืนโดยเด็ดขาด”

นายสุชาติ ทอนมณี

ปลัดจังหวัดหนองคาย

นายมนัส ชมภูพื้น

นายอำเภอดอยเต่า จ.เชียงใหม่

สั่งการด่วน! ฝ่ายปกครองลุยอำนวยความสะดวกประชาชนลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” ผ่านฉลุยหลังมีประชาชนทยอยเดินทางมาใช้บริการจำนวนมาก นายณรงค์กร เผื่อแผ่ นายอำเภอราษีไศล จ.ศรีสะเกษ สั่งการเจ้าหน้าที่จัดเก้าอี้นั่งพัก จุดบริการน้ำดื่มและช่วยแนะนำขั้นตอนการลงทะเบียนอย่างใกล้ชิด ลดความแออัดและอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไป ขณะที่ ดอยเต่าไอเดียเจ๋ง!” นายอำเภอจัดเซตไฟฉากหลัง ช่วยชาวบ้านสแกนหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ยืนยันตัวตน หลังประชาชนแห่ต่อคิวหน้าตู้ ATM กรุงไทยจำนวนมาก นายมนัส ชมภูพื้น นายอำเภอดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ระดมฝ่ายปกครองร่วมอำนวยความสะดวก แก้ปัญหาแสงไม่พอ สแกนหน้าไม่ผ่าน ช่วยประชาชนเข้าถึงสิทธิรัฐได้รวดเร็วทั่วถึง งานนี้ชาวเน็ตแห่ชื่นชม “ไอเดียปกครอง” ทำงานถึงพื้นที่ ได้ใจประชาชน

“อส.หนองคาย ลุยไม่พัก!” หน่วยเฉพาะกิจ บก.อส.จ.หนองคาย เปิดปฏิบัติการ “Quick Big Win” รวบหนุ่ม พร้อมยานรกลอตใหญ่ริมโขง ยึดยาบ้ากว่า 34,000 เม็ด ไอซ์ 1 กก. ยาอี และเคตามีน นายสุชาติ ทอนมณี ปลัดจังหวัดหนองคาย พร้อม นายหมวดเอกภาคิน คันธรินทร์ผบ.ร้อย อส.จ.นค.1 นำกำลังบูรณาการฝ่ายความมั่นคงเดินหน้ากวาดล้างยาเสพติดชายแดนเข้ม ย้ำไม่ปล่อยพื้นที่เป็นทางผ่านเครือข่ายค้ายาเด็ดขาด

หลายพื้นที่ทั่วไทยรับมือฤดูฝน ฝ่ายปกครองเร่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมต่อเนื่อง แม่สะเรียงระทึกกลางดึก หลังมวลน้ำป่าทะลักท่วมบ้านเรือนในพื้นที่ นายวรศักดิ์ พานทองนายอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอนสั่งฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องที่ เกาะติดสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเตรียมอพยพและเข้าช่วยเหลือประชาชนทันที หากสถานการณ์วิกฤต ย้ำให้ชาวบ้านติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดตลอดคืน

นาย..อำเภอน้อย

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟีเวอร์จนถึงวันสุดท้าย พุ่ง26ล้านคน ปิดลงไทยช่วยไทยพลัส รบ.ปลื้มกระแสตอบรับดี

ชาวบ้านยังคงแห่ต่อคิวลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” วันสุดท้ายอย่างเนืองแน่น แต่ก็มีบางรายพบปัญหาทางเทคนิคสมาร์ทโฟนเก่า-สแกนหน้าไม่ผ่านทำวุ่น ขณะที่รัฐบาลปลื้ม“ไทยช่วยไทย พลัส”กระแสตอบรับแรงต่อเนื่อง เผยประชาชนลงทะเบียนแล้วกว่า 26.2 ล้านราย ได้รับสิทธิทะลุ 25 ล้านคน ร้านค้าพร้อมใช้ 6.5 แสนรายทั่วประเทศ ชี้สัญญาณดี ทุกภาคส่วนหนุน”ไทยช่วยไทยพลัส” ลดค่าครองชีพ-ประคองกำลังซื้อ เดินหน้าการลงทุนคู่ขนานรักษาแรงส่งเศรษฐกิจ ขณะที่ ส.อ.ท.คาดหนุน GDP พุ่ง 0.5%

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ยังคงได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ภายหลังเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 พบว่า มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 26,207,092 คน และลงทะเบียนสำเร็จได้รับสิทธิแล้ว 25,480,764 คน

ในจำนวนนี้ เป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 18,840,065 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 74 ขณะที่เป็นผู้ลงทะเบียนรายใหม่จำนวน 6,640,699 คน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และการเข้าถึงสิทธิของประชาชนกลุ่มใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากจำแนกตามช่วงอายุ พบว่ากลุ่มอายุ 31–45 ปี เป็นกลุ่มที่ลงทะเบียนสำเร็จมากที่สุด จำนวนกว่า 8.2 ล้านคน รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 46–60 ปี จำนวน 7.2 ล้านคน และกลุ่มอายุ 21–30 ปี จำนวน 4.7 ล้านคน ขณะที่เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ผู้หญิงลงทะเบียนสำเร็จจำนวน 14.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 56 และผู้ชายจำนวน 11.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 44

ร้านค้าพร้อมใช้งาน6.5แสนราย

ส่วนร้านค้าปัจจุบัน ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 1,029,161 รายโดยผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,025,038 รายและมีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้งานแล้วกว่า 652,980 ราย

ทั้งนี้ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ยังคงเป็นกลุ่มกิจการที่เข้าร่วมมากที่สุด จำนวน 581,210 ราย รองลงมา ได้แก่ ร้านค้าทั่วไปและอื่น ๆ 270,732 ราย ร้านธงฟ้า 160,611 ราย ร้าน OTOP 10,571 ราย รวมถึงกิจการขนส่งสาธารณะและขนส่งมวลชนสาธารณะอีกกว่า 1,900 ราย

สำหรับการกระจายตัวในระดับภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด จำนวน 199,900 ราย คิดเป็นร้อยละ 19 รองลงมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 153,581 ราย ภาคใต้ 150,333 ราย ภาคกลาง 132,881 ราย และภาคตะวันออก 108,124 ราย ขณะที่จังหวัดที่มีร้านค้าเข้าร่วมมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี

ฟุ้งคนไทยเชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นศก.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และสร้างรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ

“ตัวเลขการลงทะเบียนทั้งในส่วนประชาชนและร้านค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อมาตรการของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าประชาชนและผู้ประกอบการพร้อมเข้าร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม” รองโฆษกฯ ประจำสำนักนายกฯ กล่าว

ชาวหล่มศักดิ์ต่อคิวล้นธนาคาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการช่วยเหลือภาครัฐภายใต้ชื่อ ‘ไทยช่วยไทย’ ซึ่งในวันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายของการเปิดให้ประชาชนรายใหม่และผู้มีปัญหาระบบเดินทางมาลงทะเบียนและยืนยันตัวตน ส่งผลให้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีประชาชนจากหลากหลายตำบลเดินทางมารอเข้าคิวอย่างเนืองแน่นมากกว่า 300 คน ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนเวลาทำการของธนาคาร

จากปริมาณคนที่หนาแน่น ดันให้แถวคิวล้นออกมาด้านนอกอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทยต้องเร่งระดมกำลังเข้ามาจัดการจราจรและอำนวยความสะดวก แจกบัตรคิว ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน

หลายปัญหาทำให้เกิดความล่าช้า

ทว่าจากการสังเกตการณ์พบว่า ปัญหาหลักที่ทำให้ขั้นตอนการยืนยันตัวตนเกิดความล่าช้าและเป็นอุปสรรคของผู้สูงอายุรวมถึงประชาชนจำนวนไม่น้อย คือปัญหาทางด้านเทคโนโลยีและข้อจำกัดของระบบ อาทิ ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition) ไม่ผ่าน, การเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่ที่ไม่ตรงกับระบบฐานข้อมูลเดิม ตลอดจนปัญหาเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของประชาชนบางรายเป็นรุ่นเก่าเกินไป ทำให้ไม่สามารถดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปพลิเคชันเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรองรับสิทธิ์ได้ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนต้องเดินทางกลับบ้านไปด้วยความผิดหวังและเสียดายโอกาส

อดทนรอได้เพราะโครงการมีประโยชน์

จากการสอบถามหนึ่งในประชาชนที่เดินทางมาร่วมต่อคิวในวันสุดท้ายนี้ เปิดเผยว่า ตนเองตั้งใจเดินทางมาจากบ้านต่าง ในเขตพื้นที่ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก ซึ่งมีระยะทางค่อนข้างไกลและลำบากพอสมควร เมื่อมาถึงธนาคารแล้วเห็นจำนวนคนที่มารอคิวยาวเหยียดหลายร้อยคนก็เกือบจะตัดสินใจถอดใจเดินทางกลับบ้านเช่นกัน แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจเลือกที่จะอดทนรอต่อไป เพราะมองว่าโครงการนี้เป็นผลประโยชน์และสิทธิ์ที่ประชาชนควรจะได้รับ “เห็นคิวแล้วก็เกือบจะถอยแล้วค่ะ แต่ก็นะ มันเป็นสิทธิ์ของเรา ก็ต้องมารับสิทธิ์และขอลองดูให้ถึงที่สุด”

ชาวบ้านรายเดิมระบุเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเคยติดตั้งแอปพลิเคชันของโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากเพิ่งจะมีการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมาใหม่ จึงทำให้ระบบล็อกเอาต์และจำเป็นต้องเดินทางมาทำการยืนยันตัวตนและยืนยันสิทธิ์ใหม่อีกครั้งที่ธนาคารในวันนี้ และยังคงมีความหวังว่าจะสามารถผ่านขั้นตอนทางเทคนิคทั้งหมดเพื่อรับสิทธิ์เยียวยาในโครงการไทยช่วยไทยครั้งนี้ได้สำเร็จก่อนปิดระบบลงทะเบียน

ชาวอุทัยฯแห่รับสิทธิ์คึกคัก

ส่วนบรรยากาศที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองฉาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายของการกดรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ตลอดทั้งวันยังมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาปักหลักจับบัตรคิว เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยดำเนินการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน เป๋าตัง กันอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับทุกวันที่ผ่านมา ภายในพื้นที่ยังคงมีเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ทั้งแพทย์ประจำตำบล รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาคอยอำนวยความสะดวก ดูแลความเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางมารอคิวจำนวนมาก

พ่อค้าหิ้วไข่ไก่ราคาถูกมาขาย

ขณะเดียวกัน ช่วงเช้าที่ผ่านมาพบว่า ได้มีพ่อค้าขายไข่ไก่หิ้วไข่ไก่มาจำหน่ายให้กับประชาชนถึงบริเวณหน้าธนาคาร ในราคาประหยัดเพียงแผงละ 59 บาทเท่านั้น ทำให้ประชาชนที่มารอคิวต่างพากันแห่ซื้อคนละ 1-2 แผง เพื่อนำกลับไปประกอบอาหารภายในครอบครัว โดยหลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาไข่ไก่ดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เพราะปกติไข่ไก่ทั่วไปจะมีราคาสูงกว่า 100 บาทต่อแผง ขึ้นอยู่กับขนาดและไซส์ของไข่

โดย นายโกศล นาดำ อายุ 42 ปี เจ้าของร้าน เล็กไข่สด เปิดเผยว่า ไข่ไก่ที่นำมาจำหน่ายในราคาแผงละ 59 บาทนั้น เป็นไข่ไก่สาว ซึ่งขนาดฟองจะเล็กกว่าปกติเล็กน้อย โดยตนเห็นว่าช่วงนี้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและคนที่มารอคิวที่ธนาคาร ต่างต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ตนจึงอยากนำไข่ไก่มาจำหน่ายในราคาถูก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้บ้างไม่มากก็น้อย ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางของการช่วยเหลือกันในช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้

ยอดคงเหลืออีก4ล้านสิทธิ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ผ่านเว็บไซต์ทางการ ไทยช่วยไทยพลัส.th พบว่ามียอดสิทธิคงเหลืออยู่ที่ 4,049,731 สิทธิ จากโควตาเป้าหมาย 30 ล้านคนทั่วไทย

ส.อ.ท.คาดหนุนGDPพุ่ง0.5%

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจเอกชน ต่อมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นไปในทิศทางบวก สะท้อนว่าทุกภาคส่วนเห็นพ้องกับแนวทางการประคองค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายร้อยละ 60 และประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากกว่าโครงการคนละครึ่งในอดีต และมีส่วนกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง โดยคาดว่าจะช่วยหนุนจีดีพีได้ราวร้อยละ 0.2 – 0.3 และอาจสูงถึงร้อยละ 0.5 หากดำเนินการได้มีประสิทธิภาพ

ช่วยให้เม็ดเงินหมุนระบบเศรษฐกิจ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมเงินใช้จ่ายระยะสั้น แต่ช่วยให้เม็ดเงินหมุนลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด ภาคบริการ ธุรกิจเดลิเวอรี และเอสเอ็มอีในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของประชาชน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการที่ออกไปแล้ว เพราะระดับกำลังซื้อของประชาชนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นตรงกับข้อสังเกตของภาคเอกชนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องขับเคลื่อนเครื่องยนต์ด้านอื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวคุณภาพ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

ดัน25โครงการมูลค่า2.23แสนล้าน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนอนุมัติอนุญาต ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการลงทุนใหม่ผ่านบีโอไอ และเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งรัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรการ Thailand FastPass ของสำนักงาน BOI ให้เกิดการลงทุนเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 223,216 ล้านบาท

และล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)

“มาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยประคองกำลังซื้อ ส่วนมาตรการลงทุนจะสร้างงาน รายได้ และขีดความสามารถใหม่ของประเทศ รัฐบาลจะเดินทั้งสองด้านพร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งต่อเนื่อง ประชาชนมีงานทำ มีกำลังซื้อ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทาย” น.ส.รัชดา กล่าว

คำชี้แจงพรก.กู้เงินถึงศาลรธน.แล้ว

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ส่งคำชี้แจงเกี่ยวกับ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า รัฐบาลได้รวบรวมรายละเอียดและยื่นคำชี้แจงตอบกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำรายละเอียดที่เคยชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเรียบเรียงตามประเด็นที่ศาลซักถาม โดยเนื้อหาเป็นไปตามข้อเท็จจริงและไม่มีการแก้ไขประเด็นใด ๆ เพิ่มเติม

นายปกรณ์ ยังชี้แจงถึงขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายหลังจากนี้ว่า ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการที่ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายและขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลไม่ได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือหยุดการบังคับใช้ไว้ก่อน ซึ่งขั้นตอนจากนี้ไป สามารถเป็นไปได้หลายแนวทาง เช่น กรณีที่ศาลเห็นว่าข้อมูลเพียงพอเนื่องจากกรณีนี้เป็นปัญหาใน “ข้อกฎหมาย” ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำชี้แจงที่ส่งไปมีความเพียงพอแล้ว ก็อาจจะพิจารณาอ่านคำวินิจฉัยได้เลยภายในกรอบเวลา 60 วัน หรือกรณีที่ศาลเห็นว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะสั่งให้เข้าไปชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 โดยระบุว่า

เนื่องจากศาลเป็นองค์กรสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค การใช้สิทธิทางศาลจึงต้องเป็นไปด้วยความสุจริตอันเป็นรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม และเพื่อเป็นประกันว่ากระบวนพิจารณาของศาลจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานดังกล่าว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 กำหนดให้ศาลมีอำนาจตรวจจสอบกล้นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้อยู่ในกรอบแห่งความสุจริต ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งกัน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วยความรอบคอบ ถูกต้อง และเหมาะสม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 ให้หมายความรวมถึง

(๑) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรมหรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร
(๒) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการกดดันให้จำเลยต้องกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
(๓) การฟ้องคดีโดยจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น

ข้อ 2 พฤติการณ์ในการฟ้องคดีดังต่อไปนี้ พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1

(๑) กรณีมีการกล่าวอ้างว่ามูลคดีเกิดหลายท้องที่ และยื่นฟ้องคดีต่อศาลในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำการงานอันเป็นปกติของจำเลย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความสะดวกในการสืบพยานหลักฐานหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี
(๒) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนในการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงานหรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น
(๓) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติที่มิชอบด้วยกฎหมาย
(๔) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งชี้ขาด
(๕) การฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันเป็นหลายคดีโดยไม่มีเหตุสมควรและมีลักษณะเป็นการสร้างความยุ่งยากและไม่เป็นธรรมให้แก่จำเลยในการต่อสู้คดี
(๖) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือประพฤติมิชอบโดยชัดแจ้ง

ข้อ 3 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการฟ้องคดีใดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 ศาลพึงสั่งให้โจทก์ชี้แจงรวมถึงแสดงพยานหลักฐาน และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นใดมาเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัยได้ตามที่จำเป็นและสมควร เพื่อการนี้ ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนก็ได้ในกรณีที่ความปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่งศาลจะยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องก็ได้

ข้อ 4 ถ้าคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาจดำเนินการตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกฟ้องหรือประทับฟ้องตามแต่ศาลจะเห็นสมควรไปในคราวเดียวกันก็ได้

ข้อ 5 การใช้ดุลพินิจตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่ง ศาลพึงคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำตามฟ้อง ประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับ รวมถึงความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมจากการดำเนินคดีต่อไปประกอบด้วย

ข้อ 6 กรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 หากเห็นได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในทางประวิงคดี ศาลพึงสั่งงดหรือยุติการดำเนินการตามข้ออ้างของจำเลยและดำเนินคดีต่อไปโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ศาลจะออกข้อกำหนดหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อห้ามการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือประวิงคดีด้วยก็ได้

ข้อ 7 การดำเนินการทางอาญาในส่วนอื่นนอกจากที่ระบุในคำแนะนำนี้ ศาลพึงยึดหลักการดำเนินคดีโดยสุจริตและหลักความได้สัดส่วนเป็นพื้นฐานในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.23 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุบเกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา จำนวน 1,684 ราย ดังนี้

เช็กรายชื่อทั้งหมด : คลิก 

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอำลาตำแหน่ง ชื่นชมบทบาทไทยปราบอาชญากรรมข้ามชาติ–ยาเสพติด หนุนธรรมาภิบาล เดินหน้าความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.69 เวลา 16.30 น. ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแอนเจลา แม็กดอนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสอำลาตำแหน่งก่อนพ้นหน้าที่

ทั้งสองฝ่ายหารือกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ สำหรับบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมชื่นชมความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา ความมั่นคง และการพัฒนาประชาชน

ในด้านความมั่นคง เอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ ชื่นชมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและออสเตรเลียที่ดำเนินมาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฝึกร่วมทางทหาร ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านการฝึกรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงในอนาคต

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียฯ ยังกล่าวชื่นชมผลการดำเนินงานของไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ และยาเสพติด ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายจากอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งตัวกลับประเทศต้นทางได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเด็นการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ฝ่ายออสเตรเลียแสดงความยินดีต่อความมุ่งมั่นและความก้าวหน้าของไทย ทั้งในด้านการปฏิรูปกฎหมายภายในประเทศ การปราบปรามการทุจริต และการส่งเสริมธรรมาภิบาล ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศ และเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนออสเตรเลียในไทยด้วย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศในอนาคต

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับออสเตรเลียอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ 

ขณะที่ฝ่ายออสเตรเลียยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนความร่วมมือกับไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิด และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้อวยพรให้นางสาวแอนเจลา แม็กดอนัลด์ ประสบความสำเร็จในหน้าที่ใหม่ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามิตรภาพและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับออสเตรเลียจะได้รับการสานต่อและพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่–ก้าวไกล–พรรคประชาชน มีพัฒนาการทางวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ”ไปถึง “องค์กรอิสระ” จนถึง “ระบอบสีน้ำเงิน”?

วาทกรรมหลักคือการทำให้รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าไม่ใช่กติกากลางของประเทศ แต่เป็น “เครื่องมือสืบทอดอำนาจ” ของ คสช. และระบอบประยุทธ์ เริ่มมาตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่

ต่อมาพรรคก้าวไกลยังรับกรอบนี้ไว้โดยตรง โดยในนโยบายเลือกตั้ง 2566 ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีที่มา กระบวนการ และเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ออกแบบมาเพื่อ “สืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารและระบอบประยุทธ์” และขยายอำนาจของสถาบันทางการเมืองที่ “ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน”  

นี่คือจุดตั้งต้นสำคัญ เพราะวาทกรรมไม่ได้โจมตีแค่รัฐบาลประยุทธ์ แต่โจมตี “กติกาที่ให้กำเนิดอำนาจ” ด้วย

พูดง่าย ๆ คือ อนาคตใหม่ไม่ได้บอกแค่ว่า “รัฐบาลไม่ดี” แต่บอกว่า “สนามแข่งขันถูกออกแบบมาให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบตั้งแต่ต้น”

หลังอนาคตใหม่ถูกยุบในปี 2563 จากคดีเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นกรณีเข้าข่ายรับบริจาคหรือประโยชน์อื่นใดเกินเพดานและเป็นเหตุให้ยุบพรรค   วาทกรรมของฝ่ายนี้ยิ่งเปลี่ยนจาก “ต่อต้านรัฐประหาร” ไปสู่ “ต่อต้านโครงข่ายอำนาจที่รัฐประหารทิ้งไว้”

ตรงนี้สำคัญมาก เพราะศัตรูทางวาทกรรมไม่ได้เป็นแค่ คสช. หรือ พล.อ.ประยุทธ์ อีกต่อไป แต่ขยายไปเป็น ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. และองค์กรอิสระอื่น ๆ

เมื่อเข้าสู่ยุคพรรคประชาชน วาทกรรม “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ” เพียงอย่างเดียวเริ่มไม่พอ เพราะ คสช. ไม่ได้อยู่ในอำนาจโดยตรงแบบเดิมแล้ว และพรรคภูมิใจไทย/เครือข่าย ส.ว./องค์กรอิสระ กลายเป็นเป้าทางการเมืองใหม่

จึงเกิดคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน”

คำนี้ทำหน้าที่เป็น “กล่องรวมศัตรู” ทางวาทกรรม คือรวมรัฐธรรมนูญ 2560, ส.ว., องค์กรอิสระ, ศาลรัฐธรรมนูญ, กลไกตรวจสอบ, พรรคภูมิใจไทย และอำนาจที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ยึดโยงประชาชน เข้าไว้ในคำเดียว

ในปี 2569 พรรคประชาชนและภาคประชาชนยังผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ ส.ว.   

พริษฐ์ วัชรสินธุ สรุปว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นช่องทางรวบอำนาจ และถ้าฝ่ายการเมืองคุมเสียงวุฒิสภา ก็อาจคุมองค์กรอิสระได้ด้วย ก่อนเชื่อมไปสู่ข้อกล่าวหาว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็น “ปุ๋ยชั้นดี” ให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” เติบโต  

ความสำคัญของคำว่า “สีน้ำเงิน”

คำว่า “สีน้ำเงิน” มีพลังทางวาทกรรมสูง เพราะมันกำกวมได้หลายชั้น

ชั้นแรก มันพุ่งไปที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งรีแบรนด์ด้วยสีน้ำเงิน

ชั้นที่สอง มันพุ่งไปที่ ส.ว. กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว. สีน้ำเงิน”

ชั้นที่สาม อันนี้อ่อนไหวที่สุด คือคำว่า “สีน้ำเงิน” ในบริบทการเมืองไทยเคยมีความหมายเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย โดย iLaw อธิบายว่า “สีน้ำเงิน” เดิมหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อนจะถูกใช้กับพรรคภูมิใจไทยหลังการรีแบรนด์  นี่ทำให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นวาทกรรมที่อันตรายทางการเมือง เพราะมันสามารถพูดเหมือนโจมตีภูมิใจไทย แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังบางส่วนเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างรัฐและพระมหากษัตริย์ได้พร้อมกัน

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

อัพเดทยอดผู้สมัครฯ วันที่2 ผู้ว่าฯกทม. 16 คนเท่าวันแรก ส.ก. 50 เขต รวม 246 คน 

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรงเทพมหานครรายงานยอดผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. 

ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 246 คน โดยมี 5 อันดับเขตที่ผู้สมัครมากที่สุด ดังนี้ คลองสามวา จำนวน 10 คน , คันนายาว จำนวน 9 คน , ภาษีเจริญ จำนวน 9 คน , ยานนาวา จำนวน 8 คน และ พญาไท จำนวน 7 คน

ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังคงมีจำนวน 16 คน เท่ากับวันแรก

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ “A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations” พร้อมเผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ  ซึ่งออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

สถาบันพระปกเกล้า โดย พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสำนักงานเลขาธิการ จัดงานเทิดพระเกียรติครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อ  “A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations” เพื่อเปิดตัวผ้าพันคอและเนคไทของสถาบันพระปกเกล้า เนื่องในวาระพิเศษแห่งการน้อมรำลึกและเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูงานหัตถกรรมพื้นถิ่น และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงยกระดับงานศิลปาชีพไทยให้มีคุณค่าและร่วมสมัย 
โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลวดลายจากแรงบันดาลใจเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI

A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations เป็นส่วนหนึ่งของโครงการกิจกรรมเทิดพระเกียรติ ‘สิริรำไพพรรณ พัสตราภรณ์’  ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในโอกาสมหามงคล 120 ปี แห่งวันพระราชสมภพ และโอกาส 100 ปี แห่งวันสถาปนาพระบรมราชินี 

อีกทั้งยังเป็นวาระสำคัญที่องค์การยูเนสโก (UNESCO) มีมติรับรองการประกาศยกย่องให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ประจำปี 2569 – 2570 พร้อมกันนี้ ยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการส่งเสริมหัตถศิลป์และผ้าไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล  

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และคุณรติรส จุลชาติ ผู้บริหาร แบรนด์ SIRIVANNAVARI พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมงาน 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงสืบสานและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านงานออกแบบและแฟชั่นร่วมสมัย โดยมี “บุรพราชินี” ทั้งสองพระองค์เป็นปฐมบทแห่งแรงบันดาลใจอันสูงสุดในการศึกษาศิลปะและการออกแบบ ได้ทรงรังสรรค์อัตลักษณ์ของสถาบันพระปกเกล้าผ่านการตีความใหม่ด้วยศิลปะแฟชั่นชั้นสูง ในผลิตภัณฑ์ 3 รูปแบบ
• เนคไทสำหรับนักศึกษาชาย: ออกแบบบนพื้นผ้าสีเขียวอันเป็นสีประจำสถาบันพระปกเกล้า โดดเด่นด้วยลวดลาย “ดอกไอริส” สีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI พร้อมประดับตราสัญลักษณ์สถาบันฯ ตรงกึ่งกลางของลวดลาย ซึ่งรังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์  อันวิจิตรที่ผสานตัวตนของสองสถาบันไว้อย่างกลมกลืน เปี่ยมด้วยความหมาย  

• เนคไทสำหรับผู้บริหาร:รังสรรค์ด้วยสีดำที่สื่อถึงความสง่างามและความน่าเชื่อถือ ตกแต่งด้วยลวดลายโลโก้ของสถาบันพระปกเกล้า ถือเป็นเนคไทรุ่นพิเศษสำหรับผู้บริหารของสถาบันฯ

• ผ้าพันคอสำหรับนักศึกษาหญิง: ลายพิมพ์ภาพวาด ‘ต้นประดู่’ พรรณไม้ประจำรัชกาลที่ 7 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมตีกรอบด้วยสีเขียวและประดับตราสัญลักษณ์สถาบันฯ ทั้ง 4 มุม สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของสถาบัน


 
ภายในงานยังจัดแบ่งพื้นที่นิทรรศการออกเป็น 3 โซน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระเกียรติคุณ การสืบสานรสนิยมความงาม และการพัฒนางานหัตถศิลป์ไทยของทั้ง 3 พระองค์ เริ่มจาก โซนเฉลิมพระเกียรติ นำเสนอพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และความเชื่อมโยงของทั้ง 3 พระองค์ในฐานะผู้ทรงส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทย ตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้ารําไพพรรณี ผู้ทรงมีพระเมตตาและพระปรีชาสามารถ  ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎร ฟื้นฟูงานหัตถกรรมพื้นถิ่นของจันทบุรี และพัฒนาเป็นกิจการ S.B.K. อุตสาหกรรมชาวบ้าน ต่อด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพและยกระดับงานหัตถกรรมไทยให้ดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามในโลกปัจจุบัน และสมเด็จพระเจ้า    ลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านงานออกแบบและแฟชั่นร่วมสมัยภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI

นิทรรศการเทิดพระเกียรติ เปิดให้ผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไปเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2569 วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 นาฬิกา ณ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (หลานหลวง กรุงเทพฯ) 

สามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  02 142 7703

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ZARA เผยโฉมร้านคอนเซปต์ใหม่แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล พาร์ค กรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

Zara (ซาร่า) เปิดร้านสาขาใหม่ล่าสุด ณ เซ็นทรัล พาร์ค ที่มาพร้อมกับคอนเซปต์การออกแบบร้านใหม่ของแบรนด์ในระดับสากล ตอกย้ำการขยายการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ร้านแห่งใหม่นี้ ปักหมุดใจกลางย่านธุรกิจการค้าของกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ครอบคลุมถึง 2 ชั้น โดยนำเสนอคอลเลคชันสำหรับผู้หญิงและผู้ชายอย่างหลากหลาย รวมถึงโซนสำหรับน้ำหอม รองเท้าและกระเป๋าโดยเฉพาะ

ซึ่งสาขานี้ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Zara ในด้านนวัตกรรมการค้าปลีก เพื่อให้แบรนด์ได้กลายเป็นจุดหมายแห่งใหม่ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ผสานแฟชั่น สถาปัตยกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

คอนเซปต์ร้านถูกออกแบบโดยทีม Zara Architecture Studio ภายใต้แนวคิดการสร้างพื้นที่แห่งการค้นพบ ที่ค่อยๆ พาเหล่าผู้มาเยือนเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา แนวคิดด้านสถาปัตยกรรมได้นำองค์ประกอบคลาสสิคอย่างซุ้มเสาและคานเหนือประตูมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย จนเกิดเป็นบรรยากาศของร้านที่ทั้งเหนือกาลเวลาและเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา

ร้านตั้งอยู่บริเวณพลาซ่าหลักของ เซ็นทรัล พาร์ค โดดเด่นด้วยเพดานสูงสองชั้นด้านหน้าร้านที่เปิดมุมมองสู่ลานกลางของร้าน ภายในถูกออกแบบให้มีบรรยากาศที่เสมือนเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งอย่างเป็นมิตร พร้อมพื้นที่เฉพาะสำหรับคอลเลคชันผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงโซน รองเท้า กระเป๋า และน้ำหอมโดยเฉพาะ วัสดุตกแต่งภายในผสานพื้นผิวลักษณะคล้ายหิน พื้นไม้โอ๊ค ตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ด้วยสแตนเลส เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและร่วมสมัยในทุกโซนของร้าน

โดยการออกแบบสะท้อนให้เห็นถึงคอนเซปต์ใหม่ล่าสุดของ Zara สำหรับแฟลกชิพสโตร์ทั่วโลก ผ่านภาพลักษณ์ใหม่และพื้นที่จัดแสดงสินค้ารูปแบบใหม่ ที่ช่วยส่งเสริมคอลเลคชันของแบรนด์ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างลูกค้าและสินค้าอีกด้วย

นวัตกรรมด้านการบริการลูกค้า

สำหรับร้านค้าคอนเซปต์ใหม่แห่งนี้ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อแบบ Omnichannel เชื่อมโยงระหว่างร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์ของแบรนด์ ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้ทั้งภายในร้าน ผ่านเว็บไซต์ zara.com และแอปพลิเคชัน Zara ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ ค้นหาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และรับสินค้าออนไลน์ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง โดยบริการสำคัญที่นำมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง ได้แก่

จุดรับคืนสินค้าแบบมีผู้ช่วยบริการ เพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการคืนสินค้า
พื้นที่ชำระเงินแบบมีผู้ช่วยบริการในทุกโซน โดยติดตั้งเครื่องชำระเงินที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย

นอกจากนี้ ภายในร้านยังมีจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ จากการสั่งซื้อออนไลน์สำหรับรีไซเคิล เพื่อเชิญชวนลูกค้าให้มีส่วนร่วมด้านความยั่งยืน อีกทั้งยังมีจุดรับบริจาคเสื้อผ้ามือสอง เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าผ่านความร่วมมือกับองค์กรการกุศลอีกด้วย

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ด้วยการมอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมของ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569 จำนวนเงิน 500,000 บาท โดยมี พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีรับมอบ พร้อมด้วย นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ผู้แทนจากบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธี ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารซี

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษากิติมศักดิ์ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะลไทย เปิดเผยว่า บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะระบบนิเวศใต้ท้องทะเลซึ่งเป็นหัวใจของความสมดุลทางธรรมชาติ และฐานรากของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีพระดำริในการส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการฟื้นฟูแนวปะการังและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ตลอดจนกระตุ้นปลูกจิตสำนึกของประชาชนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์แนวปะการัง รวมทั้งเผยแพร่ให้สาธารณชนทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้ทราบถึงประโยชน์และการให้ความร่วมมือและตระหนักรู้ในการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนสืบไป 

สำหรับกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่ร่วมมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 11 ราย ประกอบด้วย บริษัท เดอะทับแขก รีสอร์ท จำกัด บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบา (Toba Aquarium) บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด