ศุภมาส แจงยิบ! เตรียมพับแผนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายฟุตบอลโลก เหตุราคาสูง-ไม่มีเอกชนเป็นสปอนเซอร์

ศุภมาส แจงยิบ! เตรียมพับแผนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายฟุตบอลโลก เหตุราคาสูง-ไม่มีเอกชนเป็นสปอนเซอร์

ศุภมาส แจงยิบ! เตรียมพับแผนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายฟุตบอลโลก เหตุราคาสูง-ไม่มีเอกชนเป็นสปอนเซอร์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.54 น.

‘ศุภมาส’ แจ้งเหตุเตรียมพับแผนซื้อลิขสิทธิ์ถ่าย‘ฟุตบอลโลก’เหตุราคาสูงอธิบายปชช.ไม่ได้-ไม่มีเอกชนเป็นสปอนเซอร์ ลั่นราคาต้องยุติธรรมเพราะต้องเก็บสตางค์ไว้ทำอย่างอื่น

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.38 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี  รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลเตรียมถอยเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ว่า นายกฯ มีความปรารถนาดี อยากให้คนไทยมีความสุขในการชมฟุตบอลโลก ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติให้กรมประชาสัมพันธ์ ไปคุยกับภาครัฐ ภาคเอกชน และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อให้การสนับสนุนและหลังจากที่ไปพูดคุยมาแล้วได้พบว่า สถานการณ์ไม่เหมือนเดิม ทั้งสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง  เวลาการถ่ายทอดก็ไม่เหมือนเดิม อยู่ช่วงเวลา 03.00 เวลา 05.00 น. และเวลา 09.00 น. โอกาสที่ร้านอาหารจะขายของได้ ก็ไม่มีในช่วงเวลานั้น และการขายโฆษณาก็ยากไม่เหมือนเมื่อก่อน ขณะที่ราคาค่าลิขสิทธิ์ที่เสนอมา ตนไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขได้ตามกติกาฟีฟ่า แต่เป็นราคาที่ถ้าเราซื้อมาจะอธิบายกับประชาชนไม่ได้ ประเทศไทยมีคน 70 ล้านคน  แต่บางประเทศมีเป็นพันล้านคน เยอะกว่าเราหลายเท่า แต่ค่าลิขสิทธิ์สามารถซื้อได้ถูกกว่าเรา รัฐบาลจึงเล็งเห็นปัญหา ในช่วงนี้ที่คนไทยต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง ตัวเลขที่เสนอมาจึงถือว่าค่อนข้างสูง และไม่มีเอกชนเป็นสปอนเซอร์เหมือนครั้งที่แล้ว เมื่อครั้งที่แล้วเรามีเงินจากกสทช.หนึ่งก้อน และเอกชนอีกหนึ่งก้อน

“ราคาต้องยุติธรรม สามารถตอบคนไทยได้ เพราะถ้าหากราคาไม่ยุติธรรม เราคงต้องเก็บสตางค์ไว้ทำอย่างอื่น”น.ส.ศุภมาส กล่าว

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ทั้งนี้ ตนในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ จะเข้าไปขอความเห็นในที่ประชุมครม. ว่าเรามีแนวคิดจะดำเนินการอย่างไรต่อ ซึ่งช่องทางที่คนไทยจะสามารถดูได้ตนกำลังเช็คกับทางฟีฟ่าอยู่ ซึ่งคาดว่าฟีฟ่าอาจจะมีช่องทางให้ดูได้โดยมีการเสียค่าใช้จ่าย หรืออาจจะถ่ายทอดให้ดู 10 นาทีแรกในบางแมตช์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นแนวคิดที่ยังพูดคุยกันอยู่ 

เมื่อถามว่าจะสามารถสรุปได้เลยหรือไม่ว่าประชาชนจะไม่ได้ดูฟุตบอลโลก เพื่อจะได้ไม่ต้องคาดหวัง น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ต้องรอดูว่ามีเอกชนรายไหนหรือไม่ที่จะเห็นโอกาสทางธุรกิจนี้ เพราะยังพอมีเวลาอยู่

เมื่อถามย้ำว่าจะถือว่าพับโครงการนี้เลยใช่หรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าว ความจริงแล้วรัฐก็อยากสนับสนุน ทั้งเรื่องของเยาวชนในการปลูกฝัง แต่ช่องทางที่จะสนับสนุนเรื่องฟุตบอลให้กับเยาวชนหรือแม้แต่คนที่โตแล้ว มันมีหลายช่องทาง และการลงทุน ณ เวลานี้ถือว่ายังไม่คุ้มค่าพอต้องดูเป็นเคสไป

ถือว่าดีกว่าคาด เอกนิติ ปลื้มตัวเลขจีดีพีโต 2.8% เร่งอัดงบรับมือ วิกฤตปากท้อง

ถือว่าดีกว่าคาด เอกนิติ ปลื้มตัวเลขจีดีพีโต 2.8% เร่งอัดงบรับมือ วิกฤตปากท้อง

ถือว่าดีกว่าคาด เอกนิติ ปลื้มตัวเลขจีดีพีโต 2.8% เร่งอัดงบรับมือ วิกฤตปากท้อง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

จากกรณีที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 เมื่อวานนี้ (18 พ.ค. 2569) ว่า เศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวที่ระดับ 2.8% โดยเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างร้อนแรงถึง 10.1% นับเป็นการเติบโตในอัตราเลขสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี ผลักดันให้ภาพรวมการลงทุนทั้งประเทศทะยานขึ้นไปแตะ 9.9% อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังคงส่งสัญญาณเฝ้าระวังมรสุมเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่กำลังไล่หลังมา โดยเฉพาะวิกฤตค่าครองชีพที่อาจส่งผลกระทบต่อปากท้องประชาชนในระยะต่อไป

ล่าสุดวันนี้ 19 พฤษภาคม 2569 นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงตัวเลขจีดีพีดังกล่าวว่าของ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาสที่ 1 ว่า เป็นผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่ให้ผลระยะยาว หรือ Quick Big Win รวมถึงการใช้ระบบช่องทางด่วนอย่าง BOI Fast Pass ที่เข้ามาทลายข้อจำกัดและเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนต่าง ๆ ไหลเข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น จนส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s ปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางบวก เนื่องจากเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการลงทุนขนาดใหญ่ที่เคยซบเซาไปนาน นอกจากนี้ภาคการส่งออกในไตรมาสแรกยังได้รับอานิสงส์จากการที่ผู้ประกอบการเร่งระบายสินค้าออกไปก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มมาตรการภาษี 301 ในช่วงปลายปีนี้

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

แฟ้มภาพ

ถึงกระนั้น รมว.คลัง ยอมรับว่าตัวเลขที่ออกมาเปรียบเสมือนภาพในกระจกหลังที่ผ่านไปแล้ว แต่สถานการณ์บนถนนข้างหน้ายังมีความผันผวนสูง เนื่องจากสถิติดังกล่าวยังไม่ได้คำนวณผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในช่วงเดือนมีนาคมเข้ามาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งในเวลานั้นรัฐบาลยังสามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรเอาไว้ได้

นายเอกนิติ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า วิกฤตการณ์ในปัจจุบันไม่ได้เหมือนกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ระบบจีดีพีติดลบ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 ที่ภาคส่งออกพังทลาย แต่ครั้งนี้คือ วิกฤตปากท้อง ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจภาพรวมอาจดูดี แต่ความเดือดร้อนจะแสดงออกผ่านค่าครองชีพและเงินเฟ้อ รัฐบาลจึงต้องเดินหน้ามาตรการเยียวยาควบคู่กับการประคับประคองเครื่องยนต์การลงทุน เพื่อขยายขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวต่อไป

เอกนิติ

แฟ้มภาพ

อนึ่งเมื่อวานนี้ (18 พ.ค. 2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 69 สศช. คาดว่าจะขยายตัวตามเดิม คือ ช่วง 1.5 – 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) มีปัจจัยสนับสนุน คือ 1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 3.การขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออก ในขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ 1.ความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 2.ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก 3.ภาระหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และคุณภาพสินเชื่อ SMEs ด้อยลง และ 4.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรง และกระทบต่อภาคการเกษตรมากขึ้น

สศช. ได้เสนอแนะประเด็นการบริหารนโยบายที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี 69 ดังนี้ 1.บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงานและการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น 2.ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน 3.รักษาแรงส่งภาคส่งออก เตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ 4.เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7% 5.ดูแลภาคเกษตร และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง และ 6.แก้ปัญหาหนี้สินและสินเชื่อ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุกและช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง

นายดนุชา ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “กรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเบิกจ่ายมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย 1.7-2 แสนล้านบาท กระตุ้น GDP ปีนี้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.4% แต่การกู้เงินที่ส่วนหนึ่งจะนำมาใช้ช่วยลดค่าครองชีพจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจไม่ทำให้เงินเฟ้อปีนี้ชะลอตัวลง โดยคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ว่าจะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2-3% จากประมาณการเดิมที่คาดไว้เพียง 0.2%”

พริษฐ์ ชงตั้ง กมธ.วิสามัญสอบ ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ จับตาประธานสภา บรรจุญัตติด่วน ถกการใช้งบ

พริษฐ์ ชงตั้ง กมธ.วิสามัญสอบ ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ จับตาประธานสภา บรรจุญัตติด่วน ถกการใช้งบ

พริษฐ์ ชงตั้ง กมธ.วิสามัญสอบ ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ จับตาประธานสภา บรรจุญัตติด่วน ถกการใช้งบ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.23 น.

‘พริษฐ์’ ชงตั้งกมธ.วิสามัญ ตรวจสอบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จับตาประธานสภา บรรจุญัตติด่วน ถกการใช้งบ ย้ำสำคัญเร่งด่วนไม่แพ้แลนด์บริดจ์ พิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล  

วันที่ 19 พฤษถาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า เมื่อศาลรับคำร้องแล้วโดยกระบวนการ สภาก็ต้องชะลอการพิจารณาอนุมัติร่างพ.ร.ก.กู้เงินออกไป แต่ในเมื่อรัฐบาลก็ประกาศชัดว่าจะเดินหน้าใช้เงินต่อ ซึ่งเข้าใจว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ก็น่าจะมีการอนุมัติการใช้เงินในส่วนแรก อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าสิ่งที่สภาจะทำได้เลยคือการเดินหน้าตรวจสอบการใช้เงิน สิ่งที่เป็นรูปธรรมคือการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เหมือนกับที่ทำในการตรวจสอบพ.ร.ก.ในอดีต ว่ามีการใช้เงินตรงไปตรงมา โปร่งใสหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางพรรคประชาชนได้ยื่นญัตติด่วนเข้าไปแล้ว ตอนนี้รอการวินิจฉัยของประธานสภาว่า จะเป็นญัตติด่วนหรือไม่ หากวินิจฉัยว่าเป็นญัตติด่วน เรื่องนี้ก็จะถูกพิจารณาในการประชุมสภาในสัปดาห์หน้าซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภา จะวินิจฉัยเป็นเรื่องด่วน เหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งประธานสภาวินิจฉัยว่าเรื่องแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องด่วน เห็นว่าเรื่องนี้ก็ด่วนไม่น้อยไปกว่าเรื่องแลนด์บริดจ์ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลเริ่มใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินแล้วิ ดังนั้นหากประธานสภาไม่วินิจฉัยว่าด่วน แล้วถ้าเรื่องนี้ไม่เข้าสภาในสัปดาห์หน้านั้น ตนคิดว่าก็ต้องตั้งคำถามจริงๆ จังๆ กับการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา ว่ามีความเป็นกลางจริงหรือไม่

 เมื่อถามว่า นอกจากบรรรจุวาระล่าช้าแล้ว สุดท้ายหากไม่มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่างที่ชี้แจงไปก่อนหน้านี้ว่า การที่รัฐบาลดำเนินการเอาเงิน 2 ก้อน 200,000 ล้านบาท ที่เป็นเงินสำหรับการช่วยเหลือประชาชน มามัดรวมกับก้อนที่ 2 อีก 200,000 ล้านบาท ที่เป็นโครงการพลังงาน เหมือนกับการพยายยามเอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันเพื่อสอดไส้โครงการพลังงงาน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ตรงไปตรงมาในการดำเนินการของรัฐบาล หากประสภา หรือสส.รัฐบาลใช้วิธีการพยายามสกัดกั้นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้เงินนั้น ก็จะยิ่งตอกย้ำถึงความไม่ตรงไปตรงมาของรัฐบาลชุดนี้ เรียกว่าเป็นการหนีสภาพลัส หนีสภาแรกคือการยัดไส้โครงการพลังงานเข้ามาในพ.ร.ก.กู้เงินกับก้อนเยียวยา เพื่อใช้กลไกพ.ร.ก.ข้ามกระบวนการปกติของสภา หนีสภาเด้งที่สองคือ การไม่เปิดให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก็ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลของฝ่ายค้าน

มีตรงไหนไม่จริงบ้าง กรณ์ กางตัวเลขโรงกลั่นรวยอู้ฟู่ ทำโซเชียลแห่คอมเมนต์

มีตรงไหนไม่จริงบ้าง กรณ์ กางตัวเลขโรงกลั่นรวยอู้ฟู่ ทำโซเชียลแห่คอมเมนต์

มีตรงไหนไม่จริงบ้าง กรณ์ กางตัวเลขโรงกลั่นรวยอู้ฟู่ ทำโซเชียลแห่คอมเมนต์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.09 น.

วันนนี้ 19 พฤษภาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โพสต์ข้อความระบุว่า “หลังจากที่ฉายภาพไปเมื่อวันก่อนว่า ‘บริษัทโรงกลั่นไทยออยล์’ กำไรไตรมาสแรกเพิ่ม 456% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ตอนนี้รายงานมาอีก 4 โรงกลั่นแล้วนะครับ กำไรอู้ฟู่ถ้วนหน้า ไทยออยล์ว่าแรงแล้ว มาเจอ IRPC กำไรเพิ่มขึ้น +754% และ SPRC +930%!! แถมวันนี้มีการปรับราคานํ้ามันหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นทุกชนิด และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่รัฐบาลประกาศไว้ว่าจะลดให้ 3 บาท (จากที่เคยลด 5 บาท) ต้องรอดูว่าจะเอาอย่างไรต่อ

ภาษีสรรพสามิต ยังอยู่ที่ 7 บาท

กรณ์ จาติกวณิช

-ไม่มีลดใดๆ ทั้งสิ้น

ภาษีลาภลอย

-ไม่มีพิจารณา

รัฐบาลออกมาแสดงความเห็นใจประชาชนว่าเดือดร้อนเพราะค่าครองชีพแพง แล้วบอกว่าจะแก้ด้วยการออก พรก. กู้เงิน?! เงินกู้บางส่วนเอามาแจกกับโครงการที่เคยสัญญาว่าจะใช้เงินงบประมาณ บางส่วนเอามาทำโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งก็ควรจะใช้งบประมาณปกติเช่นกัน ส่วนการประหยัดงบปีปัจจุบันเพื่อโอนเงินจากรายการไม่จำเป็นมาใช้ให้ตรงกับสถานการณ์ เดิมทีบอก 100,000 ล้านแน่นอน ค่อยๆลดลงมาเหลือ 20,000 ล้าน วันนี้เงียบไปแล้ว มีตรงไหนไม่จริงบ้าง?”

หลังจากโพสต์ของ นายกรณ์ จาติกวณิช ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด อาทิเช่น

“บริบทของรบ.นี้ ” แดรกจนวันสุดท้ายของชีวิต” ขอโทษที่ไม่สุภาพค่ะ มันขึ้นเองอัตโนมัติ “

“รวยจนเคยตัวละครับ ลงไม่ได้แล้วครับ 555”

“ยืนยันจาก งบการเงิน irpc ที่รายงานให้ตลาดหลักทรัพย์ ไตรมาสแรกของปีนี้ กำไรเยอะจริงครับ…… ส่วนสี่ปีก่อนหน้านั้น ขาดทุนยับเยิน”

“แล้ว 3บริษัทแรกใครถือหุ้นใหญ่ครับ”

“รวยๆๆๆ”

“รักชาติน้ำลายไหล กินรวบ อิ่มกันถ้วนหน้า”

“70ล้านคนคือมดงาน”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij

ศาลรับวินิจฉัยพรก.กู้เงิน สั่งแจงใน7วน นายกฯยันเดินหน้าต่อได้

ศาลรับวินิจฉัยพรก.กู้เงิน สั่งแจงใน7วน นายกฯยันเดินหน้าต่อได้

ศาลรับวินิจฉัยพรก.กู้เงิน สั่งแจงใน7วน นายกฯยันเดินหน้าต่อได้

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาลรับวินิจฉัยพรก.ก้เงิน สั่งแจงใน7วน นายกฯยันเดินหน้าต่อได้ รัฐเร่งปฏิรูปกฎหมายศก.

ศาลรธน.รับวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้าน ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่สั่งครม.จัดทำคำชี้แจงภายใน 7 วันเตรียมถกคณะใหญ่อีกครั้ง4 มิถุนายน ภราดร” ชี้รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้สั่งชะลอ หรือหยุด บอกไม่กระทบลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยเอกนิติคอนเฟิร์ม ชง ไทยช่วยไทยพลัสทั้งบัตรสวัสดิการ ควบลงทะเบียน 60:40เข้าครม.อังคาร19ขณะที่รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจเปิดเอกชนร่วมชี้เป้ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคเสนอรัฐต้นมิ.ย.เดินหน้าทบทวนกฎกระทรวงกว่า7,000 ฉบับ ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนต่อยอด BOI Fast Pass ดันลงทุนไตรมาส 1/69 โต แรง 18%

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องเรื่องพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง)ว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรรคหนึ่ง

ศาลรธน.รับวินิจฉัยพรก.กู้เงิน4แสนล.

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว เห็นว่ากรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมญว่าด้วยวิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (1) จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแจ้งให้ผู้ร้องทราบ และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 27 วรรคสาม ให้คณะรัฐมนตรี จัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลรัฐธธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามติในวันนี้เป็นขององค์คณะชุดเล็กที่พิจารณารับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง โดยการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในครั้งถัดไป เต็มองค์คณะ 9 คน จะมีในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ ซึ่งหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว ตามวิธีการพิจารณาของศาล จะต้องดำเนินการวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

ภราดรชี้รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินได้

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องวินิจฉัยเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ศาลบอกว่ารับ และจะไปพิจารณา โดยให้กระทรวงการคลังไปชี้แจงภายใน 7 วัน ซึ่งศาลไม่ได้สั่งว่าให้หยุดเอาไว้ก่อน เพราะฉะนั้นกระบวนการใดๆ ที่อยู่ในกระบวนการการกู้เงินหรือคณะกรรมการดำเนินการใดๆ ก็เป็นส่วนที่คณะกรรมการยังคงดำเนินการได้ต่อไป

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ แม้ศาลไม่ได้สั่งให้หยุดหรือชะลอการดำเนินการ แต่รัฐบาลจะพิจารณาชะลอการดำเนินการตรงนี้เองหรือไม่ นายภราดร กล่าวย้ำว่า ศาลไม่ได้สั่ง ก็เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ออก พ.ร.ก.กู้เงินนี้ ศาลบอกเพียงให้ไปชี้แจงภายใน 7 วัน ซึ่งรัฐบาลก็จะไปชี้แจงภายใน 7 วัน ทั้งนี้ตนยังไม่ได้เจอนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ถ้าเจอจะถาม

เมื่อถามว่า จะส่งผลกระทบโครงการไทยช่วยไทย ที่จะลงทะเบียนวันแรกในวันที่ 25 พ.ค.นี้ หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า การลงทะเบียนที่รัฐบาลกำหนดไว้ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ก็จะเดินหน้าต่อไป

คลังชงไทยช่วยไทยพลัสเข้า ครม.

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ในประชุม ครม. วันที่ 19 พ.ค. นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการไทยช่วยไทยพลัส เข้าพิจารณาเพื่อรับมือวิกฤติค่าครองชีพ วิกฤติปากท้อง โดยจะมีทั้งการเปิดลงทะเบียนโครงการ 40:60 โดยประชาชนจ่าย 40 รัฐจ่าย 60 และการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการ นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแผนก่อนหนี้สาธารณะเข้า ครม. ด้วย โดยตามแผนก่อหนี้แล้ว คิดว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ประมาณ 68% โดยจะสูงสุดในปี 71-72 ที่ 69%

“ไทยช่วยไทยพลัส คือ คนไทยมาช่วยกัน ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย คนในท้องตลาด ครั้งที่แล้วร้านค้าอยู่ในกรุงเทพฯ แค่ 15% ที่เหลือกระจายทั่วประเทศ และไทยช่วยไทยพลัสน่าจะมาช่วยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 โดยวันนี้หากไม่ทำอะไรเลย จะเจอวิกฤติจนกระทบต่อเศรษฐกิจต่อไปได้” นายเอกนิติ ย้ำ

นายเอกนิติ กล่าวว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินนั้น จะไม่ได้มีแค่มาตรการไทยช่วยไทยพลัส เท่านั้น แต่จะมีเรื่องการปรับตัวของภาคเกษตรกรด้วย โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยที่หลายประเทศให้ความเป็นห่วง โดยจะมีโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ขณะเดียวกันจะหารือกับ กระทรวงคมนาคม เพื่อหามาตรการช่วยภาคขนส่ง เนื่องจากปัจจุบันไทยพึ่งพาน้ำมันเยอะ โดยเฉพาะกลุ่มรถขนส่ง หัวลากทั้งหลาย จะสามารถช่วยกลุ่มขนส่งได้อย่างไร ซึ่งจะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่พุ่งเป้าเฉพาะเจาะจง โดยอยู่ระหว่างศึกษาหัวลากไฟฟ้าเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้จีนได้ใช้หัวลากไฟฟ้าหมดแล้ว

รบ.เร่งปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ ลดต้นทุนที่เกิดจากขั้นตอนซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลงทุน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กำกับดูแลการดำเนินงานในส่วนนี้

น.ส.รัชดา กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของรัฐบาลคือปรับบทบาทภาครัฐจากผู้ควบคุมไปเป็นผู้อำนวยความสะดวก ให้ธุรกิจดำเนินการได้คล่องตัวขึ้น โดยเฉพาะการแก้ปัญหาที่เกิดจากกฎหมายลำดับรอง ซึ่งแม้กฎหมายแม่บทจำนวนมากจะมีหลักการที่เหมาะสม แต่กฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศย่อยที่สะสมจำนวนมากในทางปฏิบัติ กลับกลายเป็นภาระและต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งทบทวนกฎหมายลำดับรองและกฎกระทรวงที่มีอยู่กว่า 7,000 ฉบับ เพื่อแยกว่าฉบับใดควรคงไว้ ปรับปรุง หรือยกเลิก หากยังมีความจำเป็นต้องกำกับดูแล ก็จะนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น

รวมข้อเสนอเอกชนส่งรัฐบาลต้นมิ.ย.

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายรวดเร็วขึ้นและตรงกับความต้องการของเอกชน ในการหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมคณะจากหลายองค์กร เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา นายปกรณ์ได้ให้ กกร. รวบรวมกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดยขอให้จัดลำดับเรื่องเร่งด่วน 10–20 ฉบับ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขประกอบมาด้วย ซึ่งภาคเอกชนจะส่งข้อเสนอให้รัฐบาลในช่วงต้นเดือน มิ.ย.นี้ หลังจากนั้นรัฐบาลจะรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการดำเนินงาน พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อติดตามผลการแก้ไขกฎหมายเป็นรายเรื่อง เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันแนวคิด Super License หรือการใช้ใบอนุญาตเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม ลดภาระการขออนุญาตหลายครั้ง รวมถึงปรับแนวทางจากระบบรออนุญาตก่อนดำเนินการ ไปสู่ระบบตรวจสอบภายหลังในกิจการที่เหมาะสม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับความเร็วของเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งการปรับปรุงระบบการอนุญาตที่เริ่มให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะที่ผ่านมาแล้วคือมาตรการ BOI Fast Pass ที่สามารถผลักดันให้เกิดการลงทุนให้เร็วขึ้น ส่งผลอย่างสำคัญให้ยอดการลงทุนในไตรมาสแรก ปี 2569 เติบโตได้ถึง 18%

สะท้อนพัฒนาการเชิงบวกของไทย

ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ยังเป็นการต่อยอดจุดแข็งของไทยที่ผลสำรวจ Enterprise Surveys 2025 ของธนาคารโลกสะท้อนว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการเชิงบวกด้านการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ระบบดิจิทัล และประสิทธิภาพบริการภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลต้องการยกระดับต่อไปให้ไทยเป็นประเทศที่แข่งขันได้ ลงทุนง่าย และมีกฎระเบียบที่สอดรับกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

ทรงศักดิ์เล็งจัดสรรที่ทำกินให้ปชช.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพียง พร้อมกล่าวในช่วงต้น ว่า เป็นการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่เด่นแห่งชาติซึ่งเป็นการประชุม ครั้งที่ 1/2569 หรือเป็นการประชุมครั้งแรกของตน สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย ให้ตนทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งถือเป็นคณะกรรมการที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน การนโยบายการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นหลักประกันสำคัญของครอบครัวในการดำเนินชีวิต ถ้าประชาชนอยู่บนที่ดิน ที่มีความมั่นใจว่าถูกต้อง เขาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข และความมั่นคงในการดำเนินชีวิต

โดยนายทรงศักดิ์ กล่าวก่อนการประชุม ยืนยันว่าเป็นเพียงจัดสรรที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้ประชาชนได้ทำกิน ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรที่ดินในโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเป้าหมายการจัดสรรที่ดินต้องดูตัวเลขของหน่วยงานของเจ้าของที่ดิน พร้อมดูเรื่องการส่งเสริมการเพราะปลูกและพัฒนาสินค้า

เมื่อถามว่า การแก้ปัญหาชาวต่างชาติใช้นอมินีถือครองที่ดิน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ที่ดินนั้นบุกรุกและกรณีที่ดินถูกต้องแต่มีนอมินีเข้าไปถือครอง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่หากพบว่ากระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กรุงเทพฯ คือบ้านของเรา บ้านที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา รอยยิ้ม และความหวัง แต่ในขณะเดียวกันบ้านหลังนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่พวกเราอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากให้ปลอดภัยขึ้นน่าอยู่ขึ้น และมีอนาคตที่ดีกว่าเดิมเพื่อลูกหลานของเรา”

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี

นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน

บุญทรงกระอักซ้ำ ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

บุญทรงกระอักซ้ำ ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

บุญทรงกระอักซ้ำ ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บุญทรงกระอักซา ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

ผลพวง จำนำข้าว” หนีไม่พ้นกรรม ป.ป.ช.ชี้มูล บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีตรมว.พาณิชย์ ปมร่ำรวย 107 ล้านบาท แจงที่มาไม่ได้ แจ้งรายได้ 2 ล้านกว่าบาท มีเงินเข้าบัญชีลูกผิดปกติ ส่งศาลฎีกานักการเมือง ยึดทรัพย์ตกเข้าแผ่นดิน ด้านครม.เงาผนึกกำลังเขย่าทุจริตคอร์รัปชั่น จองกฐินก.แรงงาน-ทรัพยากรฯข้องใจถ่วงเวลาบิ๊กโปรเจกต์เพื่องาบหัวคิว ไอซ์ รักชนกสงสัยกรมอุทยานฯเก็บเงินสด มีส่วนเอาเงินเข้ากระเป๋าง่ายหรือไม่

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปช.แถลงว่า คณะกรรมการ ปปช.มีมติชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ฐานร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830บาท ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ระหว่างวันที่ 18มกราคม2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ขณะที่ นายบุญทรง ดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว มีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมเป็นเงิน 2,083,320บาท คู่สมรสมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินปีละ 200,000 บาท ส่วนบุตรอยู่ในระหว่างการศึกษาเล่าเรียน แต่ปรากฏรายการธุรกรรมเงินฝากจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารของนายบุญทรง คู่สมรส บุตร และบริษัทจำกัด 2แห่ง ที่มีนายบุญทรง เป็นผู้ก่อตั้งและมารดาของคู่สมรส เป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยปราศจากแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน

ปปช.ฟันแจงที่มาทรัพย์สินไม่ได้

ต่อมา ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 และ อม.1/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 และ อม.179/2560 เมื่อวันที่ 25สิงหาคม2560และวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ประกอบคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ.3,4/2560และคดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ.2-3/2562 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 ว่า นายบุญทรง ได้กระทำการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) และการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเงินงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลเป็นจำนวนมากทรัพย์สินของนายบุญทรง รวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในการถือครองของบุคคลและนิติบุคคลที่ใกล้ชิดในระหว่างตำแหน่งดังกล่าว รวมจำนวนทั้งสิ้น 107,020,830 บาท ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงแหล่งที่มาของทรัพย์สินได้ จึงเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ประกอบด้วยทรัพย์สินดังนี้ 1.เงินฝากธนาคารในชื่อของนายบุญทรง จำนวน 1 บัญชี รวมเป็นเงิน 300,000 บาท 2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 3,100,000บาท 3.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบุตรจำนวน 5 บัญชี รวมเป็นเงิน 70,598,700 บาท 4.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบริษัทจำกัด 2 แห่ง ซึ่งมีมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 33,022,130 บาท

ส่งศาลฎีกายึดทรัพย์เข้าแผ่นดิน

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติดังนี้ นายบุญทรง ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น มากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830 บาท ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สิน ที่ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้น ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา118 หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ ภายในระยะเวลา 10 ปี ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา125 ด้วย

ครม.เงาตามเขย่าทุจริตคอร์รัปชั่น

ที่รัฐสภา น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ในฐานะทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐ แถลงภายหลังการประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน (ปชน.) ว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบน สืบเนื่องจากการที่คณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่นของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ได้นำเสนอข้อมูลที่มาจากผลสำรวจ ซึ่งเป็นการสำรวจ SMEsไทยที่มีภาระจะต้องจ่ายสินบนและเจอกับเรื่องนี้ทุกวัน เรามีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะเศรษฐกิจเองอยู่ในภาวะที่กำลังหนักหนาสาหัสยังต้องมาเจอเรื่องการจ่ายสินบน สำหรับข้อเสนอมี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ปัญหาการเรียกสินบนการทุจริตคอร์รัปชั่นส่วนหนึ่ง และส่วนสำคัญ มันมาจากการใช้อำนาจในการอนุญาต หรือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีความจำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น และลดขั้นตอน ระยะเวลา

ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตรวจสอบ

น.ส.เพียงพนอ กล่าวต่อว่า 2.เปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการแก้ไขกฎกระทรวงที่ทำให้ลดการแข่งขัน เช่น การจ้างต่ำกว่า 500,000บาท ซึ่งมีหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษและจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งมูลค่าประมาณ 400,000ล้านบาทและหากสามารถดำเนินการได้จะประหยัดไปประมาณ 10% หรือ 40,000ล้านบาท 3.จัดให้มีความคุ้มครองในเรื่องผู้ที่ให้เบาะแสการให้สินบน ทุจริต หรือคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นหลักที่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือOECD ที่รัฐบาลไทยได้สมัครเป็นสมาชิก ก็เป็นหลักการสำคัญและพ.ร.บ.ปปช.ก็มีหลักการนี้ ดังนั้น เราต้องส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการลดปัญหานี้ ซึ่งจากรายงานผลสำรวจของ กกร.พบว่า ประชาชนไม่มั่นใจในการให้ข้อมูล จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องส่งเสริมทำให้เกิดความมั่นใจ

ไอซ์แนะใช้เทคโนโลยีสู้คอร์ฟรัปชั่น

ด้านน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในส่วนของ กกร.ที่ตนสำรวจมา พบว่ามี 2 เรื่องที่ กกร.ให้ความสำคัญคือ 1.การจัดซื้อจัดจ้างที่เจ้าหน้าที่รัฐพยายามเข้ามาบอกว่าหากติดสินบนอาจจะได้โครงการรัฐง่ายขึ้นและ2.การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดดุลยพินิจของรัฐ ซึ่งการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะและให้ภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนได้ใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาวิเคราะห์ ซึ่งทุกวันนี้ภาคประชาชนพร้อมอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นแอคไอเอ หรือเว็บไซต์ภาษีไปไหน แต่สิ่งที่ติดขัดนั้นติดขัดอยู่ที่ภาครัฐพรรคประชาชน เราเคยเสนอไปว่าให้เปิดฐานข้อมูลคือ ข้อมูลของระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP (Electronic Government Procurement) สิ่งที่เราต้องการคือการเปิด API ของระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลางเพื่อให้ภาคประชาชนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ อีกส่วนหนึ่งคือการจดทะเบียนต่างๆ ของบริษัทในกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งทุกวันนี้หากใครที่ต้องการจะเข้าไปดูรายชื่อหรือข้อมูลลึกๆ ต้องจ่ายเงิน รวมถึงการจะเข้าไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้นยังมีข้อจำกัดและยากอยู่มาก และยังมีรายชื่อของข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งฐานข้อมูลอาจจะไม่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย

ช่วยทำให้การจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า อีกอย่างคือเรื่องของบัญชีทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แม้จะมีการขยายเวลาแล้ว แต่ก็ยังมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัดอยู่ ทั้งนี้ หากเราเปิด API ในระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง และเปิด API ของฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจ เราจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐโปร่งใสเพิ่มขึ้นได้ โดยที่อาจจะมีธงแดงในโครงการที่ส่อว่าจะเป็นไปในทิศทางการฮั้วประมูล นักการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีนามสกุลที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้การเรียกรับผลประโยชน์ลดลงไปได้ในที่สุด การแข่งขันจะเป็นไปในทิศทางสมบูรณ์มากขึ้น

จองกฐินก.แรงงาน-ก.ทรัพยากรฯ

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ขณะที่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดดุลยพินิจของรัฐ ซึ่งตนเห็นว่ามีอยู่สองกรมที่อยู่ภายใต้การสำรวจที่ขึ้นชื่อว่ามีสถิติการเรียกรับผลประโยชน์มีความถี่อยู่ในระดับที่ 10 กว่าๆ คือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงแรงงานพยายามที่จะใช้แพลตฟอร์ม e-WorkPermitซึ่งมีการตั้งงบประมาณสูงถึง 7พันล้านบาท ในการที่จะทำแพลตฟอร์มให้แรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติสามารถลงทะเบียนได้โดยใช้แพลตฟอร์มที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่เราต้องยอมรับว่าการที่เวลาต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติไปขอใบอนุญาตในการทำงานหรือขอบัตรชมพูต่างๆ มีการเรียกรับผลประโยชน์อยู่ ดังนั้น จึงมีการถ่วงเวลาเพื่อที่จะทำให้ระบบนี้ล่าช้าลงไป

น.ส.รักชนก กล่าวว่า รวมถึง e-ticket ที่อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ หรือกรมอุทยาน ที่แม้ว่าโครงการนี้จะมีมาหลายปีแล้วแต่อุทยานยังไม่ได้มีการประยุกต์ใช้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะการเรียกเก็บค่าเข้าอุทยานบางครั้งบางที่ยังเรียกเก็บเป็นเงินสด ซึ่งสามารถที่จะนำเข้ากระเป๋าได้สะดวกขึ้น โดยอาจจะเห็นว่าบางครั้งอธิบดีบางกรมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ถูกจับ

ชัชชาติทำงานวันสุดท้าย5โมงเย็น

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยสอง ในเวลา 17.00 น.นี้ว่า ใบลาออกไปเช้าวันนี้แล้ว มีผลทันทีในเวลา 17.00น.เพราะคืนนี้ต้องเดินทางไปต่างประเทศร่วมงานรับปริญญาของ “แสนดี” นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชาย จะได้ไม่ต้องไปเบียดเบียนเวลาราชการและไม่ต้องมีรักษาการ โดยยืนยันว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในสมัยต่อไป สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเน้นนโยบายเรื่องผลิตภาพ (Productivity) เพราะขณะนี้เราต้องแข่งกับเมืองทั่วโลก ทำอย่างไรใช้ทรัพยากรให้น้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด เพิ่มประสิทธิภาพของเมืองให้มากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ประกอบไปด้วย 3 เรื่องคือ “ความสุข โอกาส และความหวัง” เพราะช่วงที่ผ่านมาเรามีความสุขมากขึ้น เมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อไปจึงต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ แข่งขันกับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกในอนาคต

ขอบคุณมารค์ให้คะแนนมากกว่า5

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้คะแนนตนเองมากกว่า 5 คะแนน และ สก.ของพรรคประชาธิปัตย์ก็อยากทำงานร่วมด้วยว่า ขอขอบคุณนายอภิสิทธิ์ อย่างที่บอกว่าให้คะแนนตนเองไม่ได้ ต้องฟังคนอื่นและฟังคำติเยอะๆ เราพร้อมร่วมงานกับ สก.ทุกคนทุกพรรคเป็นคนเก่งคนดี ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และ สก.ที่ไม่สังกัดพรรคก็มีดีเยอะ ขอฝากประชาชนช่วยกันคัดเลือก สก.ที่ซื่อสัตย์ สุจริต ทำงานดี ดูแลประชาชนเข้ามาทำงานร่วมกัน อนาคตผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นใครก็ตาม คงจะได้ สก.ที่ดี มีคุณภาพมาทำงาน

นำคณะไหว้ลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กทม.

เวลา 15.25 น.ที่ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. นำทีมบริหารรองผู้ว่าฯ คณะที่ปรึกษาฯ ร่วมไหว้สักการะพระพุทธนวราชบพิตร ภายในศาลาว่าการกทม. เป็นครั้งสุดท้าย ภายหลังลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก่อนหมดเวลาปฏิบัติหน้าที่ 17.00 น.

จากนั้นนายชัชชาติ ได้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า)ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ หลวงปู่มงคลประสาท และ ศาลจีน เจ้าพ่อเพ่งนั้มกิมไซ และได้พาสื่อมวลชนเข้าชมห้องทำงานหลังจากเก็บของเสร็จหมดแล้ว

ภท.จ่อชงร่างแก้รธน.ให้สภา20พ.ค.

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยว่า วันที่ 19 พ.ค.จะเสนอร่างให้ที่ประชุมสส.ของพรรคพิจารณา หากที่ประชุมเห็นชอบจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยต่อประธานรัฐสภาวันที่ 20พ.ค.โดยเนื้อหา ในร่างของพรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา256โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการลงประชามติของประชาชน 21ล้านเสียง โดยจะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1หมวด 2 โดยจะกำหนดล็อคไม่ให้สภาร่างรัฐธรรนูญ(สสร.)มาแก้ไขส่วนนี้ด้วย

ปชป.จ่อหารือพท.-กธ.-ปช.ยื่นแก้รธน.

ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่าในการประชุมสส.ของพรรควันพรุ่งนี้(19พ.ค.)จะมีประเด็นหารือถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน 2 ประเด็นคือ ว่าด้วยองค์กรอิสระ และ การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ ในตอนแรกคาดว่าคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยจะยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ค้างอยู่ในสภาชุดก่อนหน้านี้ เมื่อรัฐบาลเลือกไม่ยืนยัน พรรคจึงมีแนวทางที่จะเดินหน้า แต่ด้วยเสียงที่มีปัจจุบันไม่เพียงพอที่จะเข้าชื่อเสนอได้ เพราะการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้ 100เสียงขึ้นไป ในที่ประชุมพรรคจะหารือเพื่อให้เป็นข้อยุติต่อการเดินหน้าพูดคุยกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน แต่มีจำนวน สส.ในพรรคไม่เพียงพอต่อการเสนอร่างแก้ไข เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ มาร่วมเสนอร่างแก้ไข ส่วนรายละเอียดนั้นยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องรอหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย และหลังจากการประชุมสส.ในวันที่ 19 พ.ค.แล้ว พรรคจะเดินหน้าหารือและชักชวนสส.ในพรรคการเมือง ที่เสียงไม่พอต่อการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที

​ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

​ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

​ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

กมธ.” ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ต่อจาก MOU44 ชี้ขัดรธน.ทั้งไทย-กัมพูชา ไม่รอบคอบ การปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า ทภ.1 ส่งทหารเคลียร์ปัญหา เขมร” เข้าพื้นที่ชายแดนทำการเกษตร เตือนระวังเข้ม หลังไทยเพิ่มมาตรการคุมพื้นที่ โฆษก ทอ.” เผยปี’72 เตรียมรับ กริพเพน อีเอฟ” ลำแรกเข้าประจำการแทน F-16 ฝูงบิน 102 หลังปลดประจำการ ลั่น เมื่อรบก็ต้องชนะ

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 4 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมพร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยในวันนี้ที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) มีสาระสำคัญดังนี้

ปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อ การพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ การตอบสนองต่อสถานการณ์ และการปฏิบัติการทางทหารในสงครามยุคใหม่ นำไปสู่แนวความคิดในการพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems)

ทุกเหล่าทัพร่วมเสนอแนวทาง

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่างก็ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติของตนเองอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะได้กล่าวขอบคุณความร่วมมือจากทุกเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการนำแนวคิดระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน ซึ่งจะต้องกำหนดแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้กองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำรงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วต่อไป

ทภ.1เคลียร์ปัญหาเขมรเข้าทำเกษตร

ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ต.วินธัย สุวารี กล่าวถึงกรณีประชาชนไทยไม่พอใจชาวกัมพูชาเข้ามาใช้พื้นที่ทำการเกษตรในพื้นที่ ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ว่า ขณะนี้กองทัพภาคที่ 1ได้ส่งกำลังทหารเข้าไปพูดคุยแล้ว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว ยังเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจนจึงยังไม่สามารถระบุกรรมสิทธิ์ได้แน่นอน พร้อมขอความร่วมมือให้งดเข้าใช้พื้นที่ไปก่อน

โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้เข้มงวดเรื่องการใช้พื้นที่มากนัก แต่ภายหลังเกิดสถานการณ์สู้รบ ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดและใช้ความระมัดระวังมากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีประชาชนเรียกร้องให้มีการสร้างรั้วชายแดน สามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน แม้บางพื้นที่ไทยจะเป็นฝ่ายควบคุมดูแล โดยบริเวณที่ควบคุมได้มีการวางแนวรั้วลวดหนามไว้แล้ว

พื้นที่ยาวกว่า400กม.ต้องใช้เวลา

ทั้งนี้ พื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในความรับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 2 มีความยาวกว่า 400 กิโลเมตร จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการและบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม

“ขอให้พี่น้องประชาชนรับข้อมูลข่าวสารจากทหารและหน่วยราชการเป็นหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน บางครั้งประชาชนอาจยังไม่เข้าใจเรื่องเส้นสมมุติฐานที่ทหารทั้งสองฝ่ายกำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนแนวควบคุมพื้นที่อยู่ตลอด ส่วนพื้นที่ทำการเกษตรของประชาชนฝั่งไทยไม่มีปัญหา เพราะทราบแนวเขตสิ้นสุดของพื้นที่ชัดเจน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา เจ้าหน้าที่ทหารของเขาก็ต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนของตนเองเช่นกัน” โฆษกกองทัพบกกล่าว

เส้นทางนารายณ์บรรทมสินธุใต้น้ำ

วันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 โดย พล.ท.วีรยุทธ รักษศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำคณะร่วมสำรวจและเปิดเส้นทางลาดตระเวนและศึกษาธรรมชาติจากฐานพระใหญ่ กรมทหารพรานที่ 23 บริเวณสำนักสงฆ์ภูวังน้ำจั้น โดยใช้เส้นทางที่ชาวบ้านแข้ด่อน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่เคยใช้เดินทางขึ้นไปสักการะ “นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ” ซึ่งถือเป็นภาพแกะสลักใต้น้ำแห่งเดียวของประเทศไทย หวังผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน

คณะสำรวจได้เดินทางศึกษาธรรมชาติและเข้าสักการะภาพสลักนูนต่ำ “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์” บนโขดหินทรายธรรมชาติ ซึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี พ.ศ.2522 จากนายพรานในพื้นที่หมู่บ้านแข้ด่อน ระหว่างออกหาปลาเพื่อยังชีพ ก่อนสังเกตเห็นภาพสลักใต้น้ำบริเวณลำธาร

เชื่อมีอายุเก่าแก่มากกว่า1,000 ปี

จากการตรวจสอบพบว่า เป็นภาพพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราชสามเศียร บริเวณพระนาภีมีดอกบัวตูมผุดขึ้นมา และบริเวณปลายพระบาทปรากฏรูปสตรี ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระลักษมี ตัวภาพมีความยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเชื่อว่ามีอายุมากกว่า 1,000 ปี

ปัจจุบัน ภาพสลักดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของ สำนักศิลปากรที่ 9 ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ในพื้นที่เทือกเขาพนมดงรัก เขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

สำหรับเรื่องราว “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ปรากฏอยู่ในมหากาพย์ มหาภารตะ ซึ่งกล่าวถึงช่วงสิ้นกัลป์ว่า ทุกสรรพสิ่งจะถูกทำลายและจมลงใต้มหาสมุทร ก่อนที่พระนารายณ์ ผู้บรรทมเหนือพญานาค จะตื่นขึ้นเพื่อสร้างโลกและสรรพสิ่งขึ้นใหม่อีกครั้ง สะท้อนความเชื่อด้านจักรวาลวิทยาและศรัทธาทางศาสนาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ กองพลพัฒนาที่ 2 และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมต่อถนนสายหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ โดยมีแผนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและโบราณวัตถุ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยในทุกปีจะมีการจัดพิธีบวงสรวง “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ในช่วงน้ำลดราวต้นเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีสำคัญของชาวจังหวัดอุบลราชธานีและผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ

กมธ.ชง รัฐบาลฉีก MOU43

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานศึกษาเรื่องข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และเอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายนพดล อินนา สว. เป็นประธานกมธ. พิจารณาแล้วเสร็จ

โดยนายนพดล รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่ง กมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 โดยในส่วนของเอ็มโอยู 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อปี 2543 ไม่ได้มีมติเห็นชอบ แต่มีมติเพียงรับทราบ และการอนุมัติให้ไปลงนามรับรองเอ็มโอยู 2543 ยังไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเสนอครม.ให้ความเห็นชอบก่อน และการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2แสนในเอ็มโอยูที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ แต่ไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม เอ็มโอยู 2543 เมื่อเสร็จแล้ว จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน และการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตามเอ็มโอยู 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาผ่านไปเกือบ 26 ปี ซึ่งปัจจุบัน การดำเนินการยังอยู่ในขั้นแรก จากทั้งหมด 5 ครั้ง และเกิดการปะทะกันครั้งล่าสุด

“กมธ.ยืนยันว่า ฝ่ายไทย สามารถยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องแจ้ง ให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และเมื่อไทยแจ้งยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ให้กัมพูชาทราบแล้ว ไทยยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 3 เดือน หากไทยต้องการจะเจรจากับกัมพูชา เพื่อปรับปรุงเอ็มโอยู 2543 ตามที่ไทยต้องการสามารถทำได้ ถ้าการเจรจาสำเร็จ ไทยสามารถถอนการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ แต่ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ ไทยยังยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เจรจาตกลงกันได้แล้วก่อนการยกเลิก” นายนพดล กล่าว

สว.มีทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณารายงานดังกล่าว พบว่ามี สว. ที่เห็นแตกต่าง ทั้งสนับสนุนรายงานและไม่สนับสนุนรายงานเนื่องจากมองว่ามีวาระซ่อนเร้นอีกทั้งมองว่าเอ็มโอยู 2543 ยังเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเจรจาหาทางออกกับกัมพูชาในความขัดแย้งโดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายไม่เห็นด้วยต่อรายงานของกมธ. ตอนหนึ่งว่า การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับการสูญเสียกลไกทวิภาคี และจะทำให้ไทยเดินเข้าสู่การประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ ที่มีคนต่างชาติ 5 คนมาเป็นคนกลางพิจารณา ดังนั้นเหตุผลที่ระบุว่ายกเลิกเพื่อลดข้อกังวลจึงเป็นการเอาอธิปไตยไทยไปวางในมือของคนนอก ทั้งนี้การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับไทยละทิ้งข้อตกลงว่าด้วยการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนที่กำหนดให้เจรจาผลประโยชน์ทางทะเลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อที่ทำให้ไทยได้เปรียบกว่ากัมพูชา อย่างไรก็ดีตนมองว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่าให้กระแสชาตินิยมข่มผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ และขอให้พิจารณาว่าเราจะเป็นรัฐที่ฉลาดใช้เครื่องมือทางการทูตเพื่อต้อนคู่แข่งให้จนมุม หรือเป็นรัฐหวาดระแวงในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงตามกระแสชาตินิยมจนฉีกข้อตกลงทิ้ง ตนมองว่าการรักษาหรือปรับเปลี่ยนเอ็มโอยู 2543 เอ็มโอยู 2544 เพื่อใช้ คือยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งและสมเกียรติประเทศไทย

และหลังจากที่ สว.ได้อภิปรายและกมธ.ได้ชี้แจงแล้ว พล.อ.เกรียงไกร แจ้งว่าจะส่งความเห็น ข้อสังเกตและรายงานของ กมธ. ให้ ครม. พิจารณารับทราบต่อไป

ทอ.เตรียมรับกริพเพน อีเอฟ

ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (โฆษก ทอ.) กล่าวกับสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการว่า เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการ และฝ่ายรัฐบาลในโครงการจัดซื้อครั้งนี้ ได้เดินทางไปประชุมที่ประเทศสวีเดนร่วมกับรัฐบาลสวีเดน โดยบรรยากาศการดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งมีการหารือถึงการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งกองทัพอากาศจะเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเวลานี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของโครงการ ทั้งนี้ โครงการถูกแบ่งออกเป็นหลายระยะ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องมีการพูดคุยและเจรจา เพื่อให้แผนการจัดหาทดแทนครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถนำเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการได้ตามแผนที่กำหนดไว้

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวว่า กองทัพอากาศได้ปรับโครงสร้างกำลังรบ เพื่อให้พร้อมรองรับกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากมีความจำเป็นต้องใช้กำลังในอนาคต กองทัพอากาศต้องมีความพร้อมในทุกมิติ เพื่อปฏิบัติการทางอากาศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปกป้องอธิปไตยของไทย

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า โครงการ “กริพเพน อีเอฟ” ของกองทัพอากาศไทย จะจัดซื้อทั้งหมด 12 เครื่อง เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ของฝูงบิน 102 ซึ่งปัจจุบันปลดประจำการไปแล้ว โดยขณะนี้กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ยังเหลือเครื่องบิน F-16 ของฝูงบิน 103 ประจำการอยู่ และคาดว่าจะสามารถนำเครื่องบินเข้าประจำการครบทั้ง 12 เครื่องได้ภายในปี 2580 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา

ลั่นเมื่อรบก็ต้องชนะ

เมื่อถามว่าเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” จะเข้าประจำการแทน F-16 ลำแรกได้เมื่อใด พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า ในปี 2572 จะเริ่มเฟสแรกทยอยเข้าประจำการ โดยโครงการทั้งหมดมีการวางแผนไว้แล้ว ส่วนเฟส 2 ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนเครื่องได้ เนื่องจากต้องเสนอของบประมาณในปี 2571

“เครื่องบินขับไล่ทุกแบบที่กองทัพอากาศไทยจัดซื้อ ล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่องบิน ทั้งจรวดนำวิถีความร้อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่สามารถยิงได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร การจัดซื้อไม่ได้มีเพียงเครื่องบิน แต่รวมถึงระบบอาวุธที่ทำให้เรามั่นใจว่าเหนือกว่าภัยคุกคามรอบด้าน ต่อให้ประเทศเพื่อนบ้านมีเครื่องบินรบในอนาคต เมื่อเรารบ เราก็ต้องชนะ” พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าว

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง 4หน่วยงานรัฐร่วมสอบ มัดจอดเรือ-ประวิงเวลา ทำดีเซลล่องหนมหาศาล ไม่พบนักการเมืองเอี่ยว

“4 หน่วยงาน” พบหลักฐานขบวนการ ประวิงเวลา-กักตุนน้ำมัน” ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤต พบใช้หุ่นเชิดรับเงินแทน ในคลังอ่างทอง มีหลักฐานเงินหมุนเวียนกว่า 3 พันล้าน ขณะที่ปมจอดเรือประวิงเวลากลางอ่าวไทยโดนไปหลายลำ ทำดีเซลล่องหนมหาศาล แต่ไม่พบนักการเมืองมีเอี่ยวชุดสุดซอยเตรียมเข้าแจ้งความบริษัทคลังน้ำมันเพิ่มเติมที่ดีเอสไอ

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พร้อมด้วย พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปนม.ตร.) พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการค้าภายใน แถลงผลการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีน้ำมันของตนเองมีการประวิงเวลา การจำหน่ายเพื่อกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสเก็งกำไร ราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง

คณะทำงานฯตรวจสอบจนพบว่า สาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล เกิดจากการประวิงเวลา การจำหน่าย น้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันไม่จ่ายน้ำมันออกไปยังสถานีบริการน้ำมันในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างวันที่ 20 – 25 มีนาคม 2569 ถึงแม้มีน้ำมันอยู่ในคลังน้ำมันอย่างเพียงพอ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการที่สถานีบริการน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย โดยปริมาณน้ำมันดีเซลช่วงหลังจากปิดช่องแคบฮอร์มุช น้ำมันดีเซลได้หายไปจากระบบสะสมรวมแล้วกว่า 29.2 ล้านลิตร คิดเป็น 20.2%

นอกจากนั้น แล้วผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ยังมีการนำน้ำมันไปกักตุนในการขนส่งทางเรือและทางรถ โดยใช้การประวิงเวลาเพื่อให้น้ำมันไปถึงคลังน้ำมันในช่วงเวลาที่ตนเองสามารถที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากการเก็งกำไร ราคาน้ำมัน โดยพบเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ (2-5 ล้านลิตร) จำนวน 23 เที่ยว (ของเดิม 2 เที่ยว) ประวิงเวลาเพื่อกักตุน น้ำมันบนเรือ จำนวน 50.8 ล้านลิตร และการประวิงเวลาทางรถ ซึ่งพบว่าไม่มีการระบุปลายทางจำนวน 662 เที่ยว จำนวน น้ำมัน 2.1 ล้านลิตร ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมในการกักตุนน้ำมันไว้บนรถหรือในสถานที่กักเก็บน้ำมันอื่นใดที่มีใช้ของสถานีบริการ น้ำมัน โดยจะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันที่มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลากักตุนน้ำมันในคลังและในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและไม่เกรงกลัว ต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ พนักงานสอบสวนในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย มาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ด้านพลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าจากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งการกักตุนบนคลังน้ำมัน การหน่วงเวลาขนส่งทางเรือ และการขนส่งทางบก เพื่อหวังเก็งกำไรในช่วงวิกฤตโครงสร้างระบบน้ำมันของประเทศไทย เริ่มจากการนำน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น ก่อนส่งต่อไปยังคลังน้ำมันและกระจายไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ทั้งทางเรือและทางรถบรรทุก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่พึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก

จากการตรวจสอบพบว่า แม้ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศจะมีเพียงพอต่อการบริโภค โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมมีน้ำมันในคลังสูงถึงเกือบ 600 ล้านลิตร และลดลงมาเหลือประมาณ 400 ล้านลิตร ซึ่งยังถือว่าเพียงพอ แต่กลับพบว่าผู้ค้าน้ำมันบางรายลดการจ่ายน้ำมันออกจากคลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างผิดสังเกต

โดยในช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน พบว่าปริมาณการจ่ายน้ำมันลดลงต่อเนื่อง จากปกติที่ควรจ่ายวันละประมาณ 48 ล้านลิตร ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 24 และบางวันลดลงต่ำกว่านั้น ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด ทั้งที่ในระบบยังมีน้ำมันเพียงพอ

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมกักตุนน้ำมัน ทั้งในระดับครัวเรือนและผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงการกักเก็บน้ำมันบนเรือขนส่ง โดยตรวจสอบพบเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 257 เที่ยว มีถึง 23 เที่ยวที่ไม่ส่งน้ำมันตามกำหนด และมีพฤติการณ์ประวิงเวลาเพื่อรอราคาปรับสูงขึ้น คิดเป็นปริมาณน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหายประมาณ 380 ล้านบาท

พลตำรวจเอกธัชชัย ยังยกตัวอย่างผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่ง ที่มีน้ำมันสำรองกว่า 13 ล้านลิตร แต่ในช่วงวิกฤตกลับลดการจ่ายน้ำมันลงกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้

พลตำรวจเอกธัชชัย ยืนยันว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีบริการน้ำมัน มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลา กักตุนน้ำมันในคลัง และในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงความเดือดร้อนของประชาชนและ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง

เบื้องต้นเตรียมแจ้งความเอาผิด กลุ่มคลังน้ำมัน (มาตรา 7) และกลุ่มเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 23 เที่ยว ในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย”

ด้านพันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI บอกว่า สำหรับกรณีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้วจำนวนหนึ่ง หลังพบความผิดปกติในการจำหน่ายน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่มีการจำหน่ายสูงถึง 2.16 ล้านลิตร สูงกว่าช่วงเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับช่วงที่เกิดความตื่นตระหนกและความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น

พันตำรวจตรียุทธนาระบุว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวมถึง 6 ครั้ง รวมกว่า 11.50 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการกักตุน เพื่อเก็งกำไร โดยคาดว่าอีกประมาณ 10 วัน จะสามารถสรุปผลการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องได้

ส่วนคดีปลอมปนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ขณะนี้พนักงานสอบสวนพบข้อมูลและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยตรง แต่เป็นบุคคลภายนอกที่มีอำนาจควบคุมการเงินและการดำเนินธุรกิจแทนบริษัท จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินหมุน เวียนกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ถือหุ้นและกรรมการบางรายเข้าข่ายเป็นเพียง “ตัวแทนอำพราง” หรือ นอมินี โดยบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงอาจมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่ง DSI อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนขยายผลดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้ DSI ยังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจำนวน 99 เที่ยว จากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ โดยพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานถึง 166 รายการ เช่น ไม่ระบุปลายทางการขนส่ง ไม่มีหมายเลขกำกับเอกสาร วันเวลาเดินทาง หรือข้อมูลผู้ขนส่งอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการกระทำผิดอื่นแอบแฝง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะเดียวกัน DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากสถานประกอบการอีก 7 จุด ทั้งข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลัง กล้องวงจรปิด ใบกำกับภาษี และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการกระทำผิดและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

พันตำรวจตรียุทธนา บอกอีกว่า ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานมีทางปปง.อยู่ด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่พบว่าเป็นความผิดมูลฐานข้อหาฟอกเงิน แต่หากสอบสวนไปแล้วพบว่าพฤติการณ์เข้าความผิดฐานอาญาก็จะยึดทรัพย์ด้วยทันที ส่วนกลุ่มการเมืองในขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ทุกหน่วยงานร่วมมือกับตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมันจนความจริงปรากฎ และดำเนินคดีทุกรายเพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสหากำไรจากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤตอีกต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 20 พ.ค.69 เวลาประมาณ 13.00 น. เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หรือโอ๋ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) จะเดินทางมา ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมแก่บริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง ใน จ.อ่างทอง ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 เนื่องจากพฤติการณ์ “ไม่มีการแจ้งปริมาณการนำเข้า-ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกฯ”

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E เรียกค่าเสียหายผู้โดยสารหัวฟาดกระจก ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E เรียกค่าเสียหายผู้โดยสารหัวฟาดกระจก ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E เรียกค่าเสียหายผู้โดยสารหัวฟาดกระจก ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E “ผู้โดยสารหัวฟาดกระจกถูกเรียก 4,300 บาท” ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว ลั่นต้องวางมาตรฐานทั้งระบบ ห้ามผู้ประกอบการโยนภาระให้ผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สั่งการ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ขยายผลกรณีรถโดยสารประจำทางสาย 4-3E เส้นทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึง หมอชิต 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่พนักงานขับรถด้วยความเร็วสูงเข้าโค้ง ทำให้ผู้โดยสารหญิงสูงอายุล้มศีรษะกระแทกกระจกแตก และถูกเรียกเก็บค่าเสียหาย 4,300 บาท ก่อนนำส่งโรงพยาบาล.

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า “ดิฉันขอชื่นชม ขสมก. ที่เร่งเข้าเยี่ยม ขอโทษ และยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว แต่กรณีนี้ต้องไม่จบแค่การลงโทษพนักงาน 2 คน ดิฉันสั่งให้ สคบ. ประสาน ขสมก. และกรมการขนส่งทางบก ยกระดับมาตรฐานบริการรถโดยสารสาธารณะทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับผู้บริโภครายอื่น”.

สคบ. ชี้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนการละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ใน 2 ประเด็นหลัก คือ สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้บริการ และสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย โดยการเรียกเก็บค่ากระจกจากผู้โดยสารที่บาดเจ็บจากความประมาทของพนักงาน ถือเป็นการผลักภาระโดยไม่ชอบ ผู้บริโภคไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหายที่ตนเองไม่ได้ก่อ.

นางสาวศุภมาส กล่าวปิดท้ายว่า “ดิฉันขอย้ำผู้ประกอบการขนส่งทุกราย ทั้งรัฐและเอกชน เมื่อรับเงินค่าโดยสารแล้ว หน้าที่แรกคือพาผู้โดยสารถึงปลายทางอย่างปลอดภัย หากเกิดเหตุ ต้องนำส่งโรงพยาบาลก่อนเสมอ ห้ามใช้การกักตัวหรือข่มขู่เรียกเงินจากผู้บาดเจ็บโดยเด็ดขาด และขอฝากพี่น้องประชาชน หากเจอเหตุลักษณะนี้ อย่ายอมจ่ายภายใต้แรงกดดัน บันทึกหลักฐาน แจ้ง 191 และร้องเรียน สคบ. ได้ทันที”.

ผู้บริโภคร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัดทั่วประเทศ.