แกนนำเสื้อแดง 50 เขต กทม. ตบเท้าร่วมหนุน ‘หม่อมกร’ สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

แกนนำเสื้อแดง 50 เขต กทม. ตบเท้าร่วมหนุน ‘หม่อมกร’ สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

แกนนำเสื้อแดง 50 เขต กทม. ตบเท้าร่วมหนุน ‘หม่อมกร’ สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.38 น.

ณ ห้องประชุมโรงแรมนิรันดร์แกรนด์ อุดมสุข (สุขุมวิท 103) บรรยากาศการรวมตัวของแกนนำคนเสื้อแดง 50 เขต กรุงเทพมหานคร เป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น เพื่อร่วมแสดงพลังสนับสนุน หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ในการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

​กิจกรรมในช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยการพบปะพูดคุยและกระชับมิตร โดยการนำของท่านดร.ปณชัย แดงอร่าม ประธานที่ปรึกษาแกนนำ 50 เขตกทม. มี คุณทรงรัก นิตยาชิตประธานแกนนำ 50 เขต และ คุณเปรียว (เต้น สภาโจ๊ก) โฆษกกลุ่ม ร่วมดำเนินรายการเปิดเวที เพื่อให้แกนนำแต่ละพื้นที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมทั้งเตรียมประเด็นข้อซักถามในการร่วมรับฟังวิสัยทัศน์ ของหม่อมกรกสิวัฒน์เกษมศรี ในช่วงบ่าย

​ต่อมาในช่วงบ่าย บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง เมื่อหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ ได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ที่สะท้อนถึงความเข้าใจใน “หัวใจ” และความต้องการที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ พร้อมบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในวัยเด็กที่เห็นความยากลำบากของประชาชน จนกลายเป็นปณิธานตั้งมั่นว่า “จะขอใช้ความรู้ความสามารถเข้าช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนเมื่อมีโอกาส” และมีอำนาจ

​นอกจากนี้ นโยบายต่างๆ ที่นำเสนอ โดยเฉพาะประเด็นด้านพลังงานที่หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ได้รับเสียงปรบมือสนับสนุนอย่างเกรียวกราวจากผู้เข้าร่วมประชุมตลอดการสนทนา

​ทั้งนี้ หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ ได้กล่าวเปิดใจชวนพี่น้องแกนนำทั้ง 50 เขต ร่วมจับมือเดินหน้าพัฒนาและสร้างกรุงเทพฯ ให้ดีกว่าเดิม พร้อมทิ้งท้ายเชิญชวนร่วมงาน เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคมนี้ ณ สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4) เพื่อรับฟังนโยบายฉบับเต็มและชัดเจนที่จะมาพลิกโฉมกรุงเทพฯ ร่วมกัน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

'อธิบดีกรมการข้าว' บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

19 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนทรงห่วงใยคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

เวิลด์แก๊ส ผนึก ททท. สนับสนุนผู้ประกอบการอาหารไทยจัดงานเทศกาลอาหารริมทางแห่งปี

เวิลด์แก๊ส ผนึก ททท. สนับสนุนผู้ประกอบการอาหารไทยจัดงานเทศกาลอาหารริมทางแห่งปี

เวิลด์แก๊ส ผนึก ททท. สนับสนุนผู้ประกอบการอาหารไทยจัดงานเทศกาลอาหารริมทางแห่งปี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทพลังงานครบวงจร ผู้จัดจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภายใต้แบรนด์ “เวิลด์แก๊ส” เดินหน้าตอกย้ำบทบาท “มากกว่าพลังงาน” ผนึกกำลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมพันธมิตรภาคส่วนต่าง ๆ จัดงานเทศกาลอาหารริมทางครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “The Best Thai Street Food by Worldgas 2026” ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569 ณ ลานพาร์ค พารากอน

ภายใต้แนวคิด ยกระดับสตรีทฟู้ดไทยสู่มาตรฐานสากล มุ่งส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการอาหารริมทาง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครในฐานะ “จุดหมายปลายทางด้านอาหารริมทางระดับโลก” ด้วยเสน่ห์ของรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ วัตถุดิบคุณภาพ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการยุคใหม่ จนหล่อหลอมเป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต” อันทรงคุณค่า

การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภายใต้นโยบาย Ignite Tourism Thailand ที่มุ่งยกระดับ “อาหารไทย” ให้เป็นหนึ่งในพลังสำคัญของ Soft Power เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่เวทีโลก โดยตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “เมืองหลวงแห่งสตรีทฟู้ดโลก” ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสเสน่ห์ของอาหารริมทางในแบบต้นตำรับ ทั้งในด้านเอกลักษณ์และรสชาติ พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานสตรีทฟู้ดไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

ทั้งนี้ทางบริษัทฯ ยังมุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่ผู้ค้ารายย่อยไปจนถึงกลุ่ม SMEs ในฐานะพันธมิตรที่เติบโตเคียงข้างผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง เล็งเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างภาคพลังงานและธุรกิจอาหาร
ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ จึงเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ทั้งด้านการเข้าถึงพลังงานที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยในการใช้งาน และการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว พร้อมยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติอย่างแข็งแกร่ง

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือพิธีมอบรางวัล Worldgas Awards ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อยกย่องร้านสตรีทฟู้ดที่โดดเด่นทั้งด้านรสชาติ คุณภาพ มาตรฐาน และความสม่ำเสมอ โดยกระบวนการคัดเลือกผสานการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายมิติ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของผู้บริโภคอย่างรอบด้านและโปร่งใส เริ่มจากการใช้ AI วิเคราะห์รีวิวและเสียงตอบรับบนแพลตฟอร์มออนไลน์ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการลงพื้นที่ประเมินจริงแบบไม่แจ้งล่วงหน้า (Blind Visit) ก่อนคัดเลือกเหลือ 73 ร้านค้า และเปิดให้ผู้บริโภคกว่า 6,000 คนมีส่วนร่วมในการโหวต พร้อมประกอบการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมอบรางวัลที่น่าเชื่อถือและสะท้อนคุณภาพของร้านอาหารไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐาน Street Food ไทยสู่เวทีสากลอีกด้วย

โดยในปีนี้มีร้านที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 20 ร้าน ครอบคลุมหลากหลายประเภทอาหารอาทิ ประเภทข้าว ได้แก่ ประจักษ์เป็ดย่าง, ข้าวมันไก่เจ๊ยี วัดสระเกศ, นิยมโภชนา ฯลฯ ประเภทเส้น ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เจ๊เค็ง เจ๊งิ้ม, ลิ้มเล่าซา ประเภทของหวาน ได้แก่ บัวลอยแม่สุวรรณ์, ทับทิมกรอบแม่ดวงพร, ขนมครกเข้าวัง  ประเภทอื่น ๆ ได้แก่ หอยทอดนายเล็ก น้ำตกพลิ้ว, หมูปิ้งสูตรอากง เสาชิงช้า, เจ๊นิดปลาหมึกย่าง,   เจ๊ยุ้ยเผือกทอด, ส.หน้าวัง และประเภทฮิตติดกระแส ได้แก่ Nood’s, ป้านีกุ้งแช่น้ำปลา,พงเพชรสุกี้&ย่างให้, มาม่ามะเดี่ยววับวาว ฯลฯ พร้อมพบกับร้านอาหารริมทางอร่อยระดับมิชลิน ได้แก่ เจ๊กทศ, บุญเลิศ, ชวนคิทเช่น,ครัวอัปษร, ข้าวซอยลำดวนฟ้าฮ่าม เชียงใหม่ ฯลฯ

ภายในงานยังให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานภายใต้แนวคิด ESG ในด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความใส่ใจในทุกกระบวนการอย่างมีระบบ ตั้งแต่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีการคัดแยกขยะภายในงาน อย่างถูกวิธี ตลอดจนสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในการประกอบอาหาร ส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นต่อธรรมชาติ โดยความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร สยามพารากอน และเครือข่ายด้านการจัดการทรัพยากรหมุนเวียน เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดงานสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วม อาทิ กิจกรรม Worldgas Happy Hour ช่วงเวลาพิเศษจำหน่ายอาหารในราคา 9 บาท รวมถึงกิจกรรม Worldgas hunt กิจกรรมสะสมประสบการณ์ความอร่อย เพียงซื้ออาหารครบ 10 ร้าน รับฟรี Set ยาดม Energy to go น้องรอยยิ้ม Limited Edition พบปะศิลปิน ดารา เหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายอาหาร และเชฟชื่อดังอีกมากมาย มายด์-ณภศศิ สุรวรรณ, ใหม่-Powerpuff Gay, ธรรมชาติ โยธาจุล, เต-เตชินท์ ชยุติ, ภูมิ-เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์, เชฟภู-ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช พบกับมินิคอนเสิร์ตสุดพิเศษจากศิลปินชื่อดัง วง Tatoo Colour และวงลานดอกไม้ พร้อมชมการแสดงโชว์ความสามารถจากวงดนตรีโรงเรียน ที่จะมาสร้างความสนุกและสีสันตลอดทั้งงาน รวมถึงการปรากฏตัวของแขกรับเชิญพิเศษ “จองคัลแลน” ยูทูบเบอร์ชื่อดังจากเกาหลีใต้

ปิดท้ายงานด้วยกิจกรรมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรม
“Worldgas ReTurn” โดยนำถุงกระสอบที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายในงานจำนวนกว่า 300 ใบ มาทำกิจกรรมส่งต่อให้แก่ผู้ร่วมงานและประชาชนทั่วไป เพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวันซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการร่วมสร้างสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุลในระยะยาวร่วมกันทุกภาคส่วน

การจัดงาน “The Best Thai Street Food by Worldgas 2026” ไม่เพียงเป็นเทศกาลอาหาร แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางด้านอาหารของโลก (Gastronomy Hub)” พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนตอกย้ำศักยภาพของสตรีทฟู้ดไทยในฐานะ Soft Power ที่สามารถขับเคลื่อนภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมของร้านอาหารริมทางที่ได้รับรางวัล The Best Thai Street Food By Worldgas ได้ที่เว็บไซต์ www.worldgas.co.th/thebestthaistreetfood

เวิลด์แก๊สขอเชิญทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยของอาหารริมทางสุดยิ่งใหญ่ ที่รวมไว้ครบจบในที่เดียว ณ ลาน พาร์ค พารากอน วันที่ 15 – 17 พฤษภาคม “สุดยอดเทศกาลอาหารริมทางแห่งปีThe Best Thai Street Food by Worldgas 2026”

ไคลก้า ผนึกเทคโนโลยี NARIT เปิดมิติใหม่ดูแลสุขภาพตาเด็กไทยครบวงจร

ไคลก้า ผนึกเทคโนโลยี NARIT เปิดมิติใหม่ดูแลสุขภาพตาเด็กไทยครบวงจร

ไคลก้า ผนึกเทคโนโลยี NARIT เปิดมิติใหม่ดูแลสุขภาพตาเด็กไทยครบวงจร

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

ไคลก้า (Klyka) สตาร์ทอัพ MedTech ไทย ผนึกกำลัง NARIT และเครือข่ายสาธารณสุข ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เดินหน้าโครงการพัฒนานวัตกรรมคัดกรองสุขภาพตาแบบครบวงจร มิติใหม่ฝีมือคนไทย ที่ผสานการทำงานของทั้งซอฟต์แวร์และเครื่องมือคัดกรองแบบพกพา มุ่งรับมือกับปัญหาสายตาที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและอนาคตของเด็กไทยอย่างทันท่วงทีและยั่งยืน เตรียมพร้อมผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง เพื่อลดปัญหาการพึ่งพาเครื่องมือแพทย์นำเข้า ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมูลค่ามหาศาล

พญ. กัญชลิกา เสถียรวิจิตร 

พญ. กัญชลิกา เสถียรวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไคลก้า จำกัด และ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจักษุ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า ปัจจุบันเราพบปัญหาในภาพใหญ่ ทั้งจำนวนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในการขนย้ายเครื่องมือแพทย์ รวมถึงความลำบากและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครอบครัวในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ปัญหาสายตาและตาเหล่ของเด็ก ตรวจพบล่าช้าเกินไปจนพลาดช่วงเวลา ‘นาทีทอง’ ของพัฒนาการทั้งด้านสมองและการเรียนรู้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ การประเมินสายตาเด็กยังมีอุปสรรคสำคัญคือ เด็กมักจะอยู่นิ่งไม่ได้ กลัวการตรวจ หรือยังอ่านตัวเลขไม่ได้ ทำให้ผลประเมินคลาดเคลื่อน เราจึงพัฒนาระบบคัดกรองแบบครบวงจร ที่ผสานการทำงานของฮาร์ดแวร์แบบพกพา ซอฟต์แวร์ อัลกอริทึมที่ทำงานบนรากฐานของคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ขั้นสูงและการตรวจทานผลจากจักษุแพทย์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุดในการคัดกรองเบื้องต้น”

นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ 

นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์และยา กล่าวว่า การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น นับเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กไทยทุกคนควรสามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งการผลักดันนวัตกรรมเครื่องวัดสายตาสำหรับเด็กเล็ก สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเป็นเชิงธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายตัวของเทคโนโลยีไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ ซึ่งโครงการวิจัยการพัฒนานวัตกรรมจากไคลก้าในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย นับเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทยให้มีคุณภาพดีและเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และโครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางเครื่องมือแพทย์ของประเทศ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองสายตาเด็กเชิงรุกในระดับปฐมภูมิที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่เหมาะสม  ดังนั้นหากโครงการนี้สามารถลงมือดำเนินการเพื่อใช้ประโยชน์ได้จริง จะช่วยสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา ช่วยลดภาระของจักษุแพทย์ และช่วยให้เด็กไทยได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของพัฒนาการทางสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”   

นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ 

นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กไทยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เด็กไทยเกิดน้อยลง การพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการก่อนส่งเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา จากข้อมูลในอดีตพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า เด็กที่เข้าโรงเรียนประมาณ 12% มีปัญหาด้านสายตา ทั้งสายตาสั้น เอียง ยาว ไปจนถึงภาวะตาขี้เกียจที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในอนาคต หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทั้งนี้การจะยกระดับการเข้าถึงบริการการตรวจคัดกรองสายตาในเด็กให้มีจำนวนมากขึ้น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องคำนึงถึง 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-effectiveness) เนื่องจากประเทศมีงบประมาณจำกัด ทุกนโยบายจึงต้องผ่านการพิสูจน์ว่ามีความคุ้มค่า ก่อนที่จะบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง 2) การอุดช่องว่างด้วยงานวิจัย โดยที่งานวิจัยต้องคิดให้ครบจงวร ไม่ได้จบเพียงแค่การพัฒนานวัตกรรม แต่ต้องวางแผนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างครอบคลุมด้วย ซึ่งกรณีเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติอาจนำไปขยายผลการใช้ประโยชน์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยอาจโน้มน้าวให้ อปท. เห็นว่า เป็นนวัตกรรมที่จะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กในพื้นที่การดูแลของตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง สวรส. ยินดีที่จะสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผศ.ดร. วิภู รุโจปการ

ผศ.ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT กล่าวถึงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกับไคลก้าว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ NARIT เป็นผู้ทำวิจัยหลักด้านวิศวกรรมทัศนศาสตร์ หรือ Optic Engineering & Design โดยทีมนักวิจัยและวิศวกรจากศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ของ NARIT เข้ามาดูแลการออกแบบ พัฒนา และทดสอบระบบทัศนศาสตร์ทั้งหมด รวมถึงระบบการประมวลผลและการเชื่อมต่อสำหรับเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติแบบพกพา เพื่อให้ได้มาตรฐานระดับสูง นับเป็นการประยุกต์ใช้ความสามารถจากงานวิจัยและวิศวกรรมขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research ระดับโลก ไปสู่การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ หรือ Med Tech สอดคล้องกับแนวคิด Astronomy+ หรือการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยดาราศาสตร์ไปสู่การสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แก่เศรษฐกิจและสังคมเพื่อประเทศไทย”

เพื่อยกระดับการดูแลให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย ไคลก้าได้ขยายการพัฒนานวัตกรรมสู่กลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงซอฟต์แวร์ประเมินสายตายาวตามวัยที่มีงานวิจัยทางคลินิกรองรับ โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่ NARIT สนับสนุนด้านเทคโนโลยี สวรส. สนับสนุนด้านทุนวิจัยเชิงนโยบาย รวมถึงสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ทั้งโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ที่ร่วมเก็บข้อมูลทางคลินิกเพื่อสร้างมาตรฐานและความแม่นยำสูงสุด เตรียมพร้อมสู่เป้าหมายสำคัญในการเปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินสุขภาพตาเบื้องต้น ‘Klyka Vision Suite’ สู่ตลาดภายในปี 2569

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสนับสนุนนโยบายการทดแทนการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสูง แต่ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมด้านสุขภาพที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย” แพทย์หญิงกัญชลิกากล่าวสรุป

เดอร์มาติกช์ จับมือ Art for Cancer by Ireal จัดเวิร์คช้อปศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

เดอร์มาติกช์ จับมือ Art for Cancer by Ireal  จัดเวิร์คช้อปศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

เดอร์มาติกช์ จับมือ Art for Cancer by Ireal จัดเวิร์คช้อปศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

ปัจจุบันมีผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในขั้นตอนระหว่างกระบวนการรักษาโรคร้ายนี้ ตัวผู้ป่วยเองต้องรับมือกับภาวะความเจ็บป่วยและพยายามมีจิตใจที่เข้มแข็ง บาดแผลทั้งทางกายและทางจิตใจที่เกิดขึ้น แม้ในเบื้องต้นมันจะดูมืดมน แต่การได้รับการซัพพอร์ตจากคนในครอบครัว คนข้างตัว และทุกคนในสังคมที่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง ก็จะสามารถช่วยให้ความมืดมนนี้สว่างไสวขึ้นได้

(กลาง) พอลลีน พิมลพัชร์ ธนุสุทธิยาภรณ์ และ พญ. คัคนานต์ เทียนไชย

Dermatix Thailand  (เดอร์มาติกซ์ ประเทศไทย)  เล็งเห็นและขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยหลังการรักษาและการผ่าตัด จึงได้จัดกิจกรรม Workshop โดยความร่วมมือกับ Art for Cancer by Ireal ให้ผู้ป่วยมะเร็งจับมือคนที่คอยเคียงข้าง มาร่วมทำงานศิลปะบำบัดชิ้นพิเศษที่บอกเล่าเรื่องราวของการต่อสู้มาด้วยกัน ภายใต้คอนเซ็บ “Hands That Heal Together” เพราะทุกรอยแผลผ่าตัดไม่ใช่เพียงแค่รอยแผลเป็น แต่เป็น ‘ร่องรอยของการต่อสู้’ ที่ถึงแม้จะทิ้งร่องรอยไว้บนร่างกาย แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ตลอดไป บอกเล่าช่วงเวลาที่ทั้งคู่จับมือกัน แล้วผ่านมาด้วยกัน เป็นผลงานที่มีเรื่องราวในความทรงจำของผู้ป่วย และ คนที่ดูแลเคียงข้างผู้ป่วย

ต่อ – หทัยทิพย์ จิระธันห์ และสามี โอป – พุฒิพงศ์

พอลลีน (พิมลพัชร์ ธนุสุทธิยาภรณ์) อดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมร่วมแชร์ประสบการณ์ในระหว่างการรักษา “ในวันที่พอลลีนทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง วันนั้นก็รู้สึกว่าโลกได้ดับลง เหมือนตัวเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว แต่กำลังใจจากครอบครัวทำให้รู้ว่าเราโชคดีมากแค่ไหน ที่มีคนที่รักเราและคอยดูแลเรา เปลี่ยนวันที่มืดมนให้มีแสงสว่าง พอลลีนผ่านจุดนั้นมาได้ เพราะครอบครัว โดยเฉพาะพี่สาวที่เป็นกำลังใจที่ดีที่สุดในวันที่เราแย่ที่สุด ซัพพอร์ตพอลลีนทุกอย่างด้วยความรัก ความห่วงใย พอลลีนคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราข้ามผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาได้ ไม่ว่ามันเลวร้ายขนาดไหน การที่เราไม่ได้เผชิญกับมันเพียงลำพัง มันทำให้เรามีแรงสู้ รักษาร่างกายจนดีขึ้นเป็นปกติแล้วได้ใช้ชีวิตอย่างปกติในทุกวันนี้ต่อไป พอลลีนคิดว่าพลังใจจากคนที่พร้อมจะเคียงข้างมันสำคัญมากค่ะ สำหรับงานศิลปะก็เป็นอีกทางนึงนะคะ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้มีกำลังใจ ฮีลใจให้กับผู้ป่วยมะเร็งได้ค่ะ ตัวพอลลีนเองก็ได้เคยเข้าร่วมกิจกรรมกับทาง Art for Cancer by Ireal มาหลายครั้ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เพราะตัวผู้ป่วยเองก็จะมีวันหรือช่วงเวลาที่อ่อนแอ เมื่อได้เข้าร่วม Workshop ศิลปะบำบัด มันได้ช่วยให้เรา Step Back ให้กลับมาอยู่กับตัวเองเข้าใจในชีวิตมากขึ้น”  

เปิ้ล – อโณทัย ลาภสุขสถิต อดีตผู้ป่วยมะเร็ง ที่ผ่านกระบวนการรักษาและได้รับการดูแลจากครอบครัวมาเป็นอย่างดี “ทั้งคุณแม่ พี่ชาย น้องชาย และหลานๆ ทั้งเรื่องของเวลา การดูแล ในช่วงผ่าตัดหลานชายก็จะคอยอัพเดตในไลน์กลุ่มให้กับเพื่อน ๆ  เราด้วย อาการเป็นอย่างไร หรือมีความต้องการอะไร มันจึงเป็นช่วงเวลาที่ดูยากลำบาก แต่เราก็สามารถผ่านมันมาได้ด้วยกำลังใจจากทุกคนรอบตัวเรา”

ต่อ – หทัยทิพย์ จิระธันห์ อดีตผู้ป่วยมะเร็งถึง 3 ครั้ง และสามีผู้ไม่เคยปล่อยมือภรรยาแม้แต่ครั้งเดียว โอป – พุฒิพงศ์ จิระธันห์ “สามีคือตัวช่วยที่ดีที่สุด ที่อยู่เคียงข้างกันในวันที่เราแย่ที่สุด ดูแลเราทุกสิ่งทุกอย่าง ในทุก ๆ  ขั้นตอนการรักษา ไม่เคยที่จะตัดสินเราเลยครั้ง เคารพในสิ่งที่เราเผชิญอยู่ เข้าใจเสมอว่าเราคือผู้ป่วยที่ต้องรับมือกับอาการเจ็บป่วยและความเครียด ไม่แม้แต่จะพูดจาทำร้ายจิตใจเรา รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา หลังจากที่ผ่านกระบวนการรักษามาหลายครั้ง ก็มาร่วมกิจกรรมกับเราตลอด เราอยากแชร์ อยากส่งต่อให้กับสังคม ว่าเราผ่านมันมาได้อย่างไร มีกำลังใจที่ดีอย่างไร เราก็อยากส่งต่อกำลังใจที่ดีให้กับผู้ป่วย ผู้ที่ต้องเผชิญกับวันร้าย ๆ ในชีวิตให้ผ่านไปได้ อย่างที่เราเคยผ่านมาเช่นกัน”

เปิ้ล – อโณทัย ลาภสุขสถิต และครอบครัว

แพทย์หญิงคัคนานต์ เทียนไชย อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็ง จาก รพ.วิชัยยุทธ หรือ หมอตาลต้านมะเร็ง กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นการรักษาทางการแพทย์ในเรื่องของมะเร็งในประเทศไทยมีพัฒนาการขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังคมมีการกระตุ้นและส่งเสริมให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งมากยิ่งขึ้น ทำให้จำนวนประชากรที่ให้ความดูแลสนใจในดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความเข้าใจในขั้นตอนกระบวนการรักษาทั้งการรักษาแผลจากการผ่าตัดและรักษาสภาวะทางจิตใจและอารมณ์ ก็สูงขึ้นตามลำดับ การที่จะดูแลรักษาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษานั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้และความเข้าใจเป็นอย่างสูง เพื่อที่จะสามารถดูแล อยู่เคียงข้างผู้ป่วยในระหว่างเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะตัวหมอเองก็ผ่านการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างใกล้ชิดที่เป็นคนในครอบครัวมาถึง 2 คน ทั้งคุณแม่และคุณยาย การเอาใจใส่ดูแลด้วยความรัก ความเข้าใจ รวมถึงความรู้ด้วย ทำให้ท่านทั้งสองผ่านมันมาได้เพราะกำลังใจจากคนในครอบครัว นี่เป็นเหตุผลที่หมอเลือกเรียนอายุรแพทย์เฉพาะทางโรคมะเร็ง เพื่อที่จะนำวิชาความรู้มาดูแลผู้ป่วยคนอื่นๆได้อย่างจริงจัง”

กิจกรรมที่จัดขึ้นมานี้ได้รับความร่วมมือจาก Art for Cancer by Ireal  บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งมีพันธกิจหลัก ในเรื่องของการให้กำลังใจผู้ป่วยควบคู่ไปกับการรักษาด้านทุนทรัพย์ โดยมีกองทุนอยู่กับโรงพยาบาลศิริราช สถาบันมะเร็ง และโรงพยาบาลจุฬา ฯ มีการให้ความรู้ที่ถูกต้องเพื่อให้ลดความกังวลในเรื่องของการรักษาลงไปได้ ต่าย – นภาลัย เชื้อเชียงเม่น จาก Art for Cancer กล่าวว่า “กิจกรรมในวันนี้ภาพรวม ๆ  ก็คือ art of life ศิลปะในการใช้ชีวิตมันก็จะหลากหลายเลยค่ะ มีทั้งเพนต์ติ้งไปจนถึงคอร์สภาวนาเราก็มีให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมในการออกเดินทาง ถือเป็นศิลปะบำบัดเหมือนกัน”

          นอกจากเหนือจากกิจกรรมที่จัดขึ้นมานี้แล้ว เดอร์มาติกช์ยังขอสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอีกทาง ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ Dermatix Ultra (เดอร์มาติกซ์ อัลตร้า) จำนวน    1,000 หลอด บริจาคให้กับ Art for Cancer by Ireal เพื่อส่งมอบต่อให้แก่โรงพยาบาล ที่ขาดแคลน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในการดูแลแผลเป็นหลังเข้ารับการผ่าตัดโรคมะเร็ง ย้ำภาพการใส่ใจที่จะยืนหยัดเคียงข้างผู้ป่วยให้ผ่านช่วงเวลาในการรักษา แล้วกลับมามีรอยยิ้มที่สดใส ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจได้เหมือนเดิม

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี ในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ มณฑลพิธีบริเวณโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

ในการนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ อาจารย์นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และรองประธาน  คณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ โดยมี ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร. พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวัฒนธรรม ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพวงมาลัย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เข้าสู่พลับพลาพิธี ทรงประทับพระราชอาสน์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายถวายสูจิบัตร จากนั้น ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างอาคาร และกราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณเข้ารับพระราชทานของที่ระลึกจำนวน 50 ราย จากนั้นเสด็จฯ ออกจากพลับพลาพิธีไปยังมณฑลพิธีวางศิลาฤกษ์ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นศิลาฤกษ์ ทรงวางพลอยเก้าสี และทรงโปรยดอกไม้ จากนั้นทรงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการและแบบจำลองอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เสด็จฯ ออกจากโดมจัดแสดงนิทรรศการ

ในเวลาต่อมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการประชุมใหญ่มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ฯ ประจำปี 2569 ด้วยรถยนต์พระที่นั่งไปยังศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ กรรมการกลางมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ อาจารย์นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และรองประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ พร้อมด้วย นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอาภัทรสา เล็กสกุล กรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ นางอรวรรณ วราภาพงษ์ หัวหน้าฝ่ายการพยาบาล ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พวงมาลัย

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังบริเวณห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอก ชั้น 1 ทอดพระเนตรระบบจัดยาอัตโนมัติ เสด็จฯ ไป ทอดพระเนตรนิทรรศการมูลนิธิรามาธิบดีฯ x MFA Boston เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิรามาธิบดีฯ และ Museum of Fine Arts, Boston คือการหลอมรวมระหว่าง “ศิลปะ” และ “การให้” เข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนทุกการสนับสนุนให้กลายเป็นพลังในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ และยกระดับการรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็น ก่อนเสด็จฯ ไปยังห้องประชุม ชั้น 9 ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดที่ระลึก จากนั้นทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2456 ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม เสด็จฯ ไปยังโถงอเนกประสงค์ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการกลาง และคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมด้วย ต่อมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์อิทธิรัตน์ วัชรานานันท์ กรรมการบริหารและเหรัญญิกมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ประกาศิต จิรัปปภา กรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย  ทุนการฝึกอบรม เพื่อพระราชทานแก่ อส.ทพ. อนันต์ เชื้อดวงผุย ต่อมาเสด็จฯ ลงยังชั้น ๑ เพื่อทอดพระเนตร ร้านจำหน่ายของที่ระลึกมูลนิธิรามาธิบดีฯ ก่อนประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับวังสระปทุม

สำหรับ “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี” ริเริ่มขึ้นเพื่อทดแทนอาคารเดิมที่มีสภาพทรุดโทรมและแออัดเนื่องจากใช้งานมานานกว่า 50 ปี โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพและยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์สู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิด “เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจทุก(ข์)คน” อาคารแห่งใหม่นี้มีความสูง 25 ชั้น และชั้นใต้ดิน 2 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000  ตารางเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2575 เมื่อเปิดให้บริการแล้วจะกลายเป็นศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 15 ไร่  เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีผู้ป่วยนอก 2.5 ล้านคน และ ผู้ป่วยใน 55,000 คน รวมถึงสามารถบูรณาการระบบ “โรงพยาบาลอัจฉริยะ” หรือ Smart Hospital เข้ามาช่วยส่งเสริมความสามารถในการนำเสนอบริการและคำปรึกษาด้านการแพทย์ได้อย่างตรงจุดโดยมีระยะเวลาในการก่อสร้างรวม 7 ปี แบ่งเป็นช่วงต่างๆ ได้แก่ ปี พ.ศ. 2569-2570 งานเตรียมพื้นที่ ทำรั้วชั่วคราว รื้อถอนอาคารเดิม ลงเสาเข็ม ทำระบบป้องกันดินพัง และงานโครงสร้างใต้ดิน ปี พ.ศ. 2571-2574 งานโครงสร้างอาคาร งานสถาปัตยกรรม งานระบบประกอบอาคาร งานภายนอกอาคาร และการทดสอบระบบ (Commissioning Test) และ ปี พ.ศ. 2575 งานภายนอกอาคารและงานอื่น ๆ แล้วเสร็จสมบูรณ์

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมสมทบทุน “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี” เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยทุกระดับ ได้ที่มูลนิธิฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) ชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดีฯ • กรุงเทพ 090-3-50015-5 • กสิกรไทย 879-2-00448-3 • ไทยพาณิชย์ 026-3-05216 -3 ติดตามข่าวสารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด”

เสน่ห์ ‘ตู้ไปรษณีย์’ สุดคลาสสิกในมหานครทั่วโลก ไขความหมายที่เชื่อมโยง ‘ผู้คน-ไลฟ์สไตล์-ความทรงจำ’

เสน่ห์ ‘ตู้ไปรษณีย์’ สุดคลาสสิกในมหานครทั่วโลก ไขความหมายที่เชื่อมโยง ‘ผู้คน-ไลฟ์สไตล์-ความทรงจำ’

เสน่ห์ ‘ตู้ไปรษณีย์’ สุดคลาสสิกในมหานครทั่วโลก ไขความหมายที่เชื่อมโยง ‘ผู้คน-ไลฟ์สไตล์-ความทรงจำ’

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ถ้าลองไปเดินเล่นในเมืองใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นมหานครที่พลุกพล่านแบบนิวยอร์ก มุมถนนเงียบๆ ในลอนดอน หรือซอกซอยคดเคี้ยวในโตเกียว เชื่อว่าแทบทุกที่จะต้องมี “ตู้ไปรษณีย์” ในยุคที่เราติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายในเสี้ยววินาที จึงเกิดคำถามว่า ทำไมหลายเมืองทั่วโลกยังคง เก็บรักษา “ตู้ไปรษณีย์” ไว้ ทั้งที่ทุกวันนี้เทคโนโลยีสามารถแทนที่ได้เกือบหมดแล้ว

คำตอบอาจไม่ใช่แค่ความจำเป็นในการใช้งาน แต่อยู่ที่คุณค่าและความหมาย ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เทคโนโลยีก็ไม่สามารถทดแทนได้ และหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่า ตู้ไปรษณีย์ของแต่ละประเทศแทบจะไม่เหมือนกันเลย เพราะตู้ไปรษณีย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งจดหมายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนตัวตน ค่านิยม และวัฒนธรรมบางอย่างของเมืองหรือประเทศนั้นๆ อย่างชัดเจน

ตู้ไปรษณีย์สหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักร ตู้ทรงกระบอกสีแดง (Pillar Box) ของ Royal Mail จะมีกิมมิกสุดคลาสสิก คือ สลักพระปรมาภิไธยย่อ (Royal Cipher) ของพระมหากษัตริย์ไว้บนตัวตู้ และเมื่อเปลี่ยนรัชกาล ตู้เดิมจะไม่ถูกรื้อทิ้งหรือเปลี่ยนพระปรมาภิไธย แต่จะใช้พระปรมาภิไธยของรัชกาลใหม่เฉพาะกับตู้ที่ผลิตขึ้นในรัชสมัยเท่านั้น ทำให้ตู้ไปรษณีย์ตามท้องถนนของอังกฤษจึงเปรียบเหมือนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

ญี่ปุ่น ประเทศที่มีทั้งความเนี้ยบ มีระเบียบวินัย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคิกขุน่ารักตามสไตล์ เจ้าแห่งอนิเมะของโลก ตู้ไปรษณีย์ในญี่ปุ่นจึงมีทั้งตู้มาตรฐานที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน ตู้ทรงกลมหัวโค้งแบบโบราณที่อนุรักษ์ไว้ตามเมืองเก่า และตู้ไปรษณีย์ประจำท้องถิ่นที่นำมาตกแต่งด้วยมาสคอตหรือคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักที่กลายเป็นจุดเช็กอิน ดึงดูดนักท่องเที่ยว

ตู้ไปรษณีย์ญี่ปุ่น

ข้ามมาฝั่งสหรัฐอเมริกา ใช้ตู้เหล็กสีน้ำเงิน ติดโลโก้นกอินทรีของ USPS (United States Postal Service) สกรีนเด่นชัด ดีไซน์เรียบง่ายไม่หวือหวา แต่เน้นความเป็น Infrastructure ที่ดูมั่นคง แข็งแรง ทนทาน สะท้อนวิธีคิดแบบคนอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก

ลองมองไปที่ อิตาลี ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องศิลปะและสถาปัตยกรรม ตู้ไปรษณีย์ของ Poste Italiane จะเป็นสีแดงแบบคลาสสิก มักติดตั้งตามผนังอาคารเก่าในเมืองประวัติศาสตร์อย่าง โรม ฟลอเรนซ์ หรือ เวนิส ดีไซน์เรียบง่ายแต่สง่างาม กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมยุโรปยุคเรเนสซองส์อย่างลงตัว จนหลายคนมองว่าตู้ไปรษณีย์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์เมืองที่สะท้อนเสน่ห์แบบอิตาเลียน

ตู้ไปรษณีย์สหรัฐอเมริกา

หากข้ามไปที่ เยอรมนี ตู้ไปรษณีย์สีเหลืองสดของ Deutsche Post ถือเป็นอีกหนึ่งภาพจำสำคัญของประเทศ สีเหลืองถูกเลือกให้มองเห็นได้ชัดเจนบนถนนในทุกสภาพอากาศ พร้อมโลโก้แตรไปรษณีย์ (Post Horn) ที่สื่อถึงการสื่อสารอันยาวนานตั้งแต่ยุคการขนส่งจดหมายด้วยม้า จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและเป็นระเบียบ

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ตู้สีแดงของ “ไปรษณีย์ไทย” คือ ภาพจำที่เห็นแต่ไกลก็จำได้ทันที โดยมี 2 ช่องให้หย่อนแยกพื้นที่ส่งจดหมาย จุดเด่นของตู้ไปรษณีย์ไทยคือ การผสานเข้ากับวิถีชีวิตชุมชนได้อย่างกลมกลืน สามารถพบได้ตั้งแต่ปากซอยบ้าน ตลาด หน้าวัด หน้าโรงเรียน สถานที่ราชการ ไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญๆ เหมือนเป็นเจ้าถิ่นที่คุ้นเคย เข้าถึงง่าย และอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน

ตู้ไปรษณีย์อิตาลี

ในมุมหนึ่ง “ตู้ไปรษณีย์” อาจดูเป็นเพียงกล่องเหล็กริมถนนที่มีหน้าที่รับจดหมาย แต่หากมองให้ลึกลงไป ตู้เล็ก ๆ เหล่านี้กลับสะท้อน แง่คิดสำคัญของการสื่อสารและการใช้ชีวิตของผู้คน ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ที่ทำให้คนจากต่างเมือง ต่างประเทศ หรือแม้แต่ต่างช่วงเวลา สามารถส่งต่อเรื่องราวถึงกันได้ การเก็บรักษาความทรงจำ เพราะจดหมายและโปสการ์ดกลายเป็นสิ่งที่บันทึกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตที่มีคุณค่าทางใจ การสะท้อนตัวตนและวัฒนธรรมของสังคม ที่เห็นได้จากรูปทรง สีสัน และดีไซน์ของตู้ไปรษณีย์ในแต่ละประเทศซึ่งบอกเล่าคาแรกเตอร์ของเมืองนั้น ๆ และสุดท้ายคือความไว้วางใจของผู้คนต่อระบบการสื่อสาร ที่ทำให้ตู้ไปรษณีย์กลายเป็นจุดฝากเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกของผู้คนมานานนับศตวรรษ

ตู้ไปรษณีย์เยอรมนี

ด้วยเหตุนี้ แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ตู้ไปรษณีย์จึงยังคงยืนเด่นตระหง่านอยู่ตามถนนของเมืองต่างๆ ไม่ใช่เพียงในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการสื่อสาร หากแต่เป็นสัญลักษณ์เล็ก ๆ ที่สะท้อนความสัมพันธ์ ความทรงจำ และวัฒนธรรมของผู้คนที่ยังคงเชื่อมโยงถึงกันเสมอ

ตู้ไปรษณีย์ไทย

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : http://www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post ติ๊กต็อก : @thailandpost

หนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

หนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

หนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

หนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ

หนังสือ “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity”  ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่มีมายาวนาน ผ่านฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผสมผสานธรรมเนียมการแต่งกายแบบไทยและแฟชั่นโอต์กูตูร์จากฝรั่งเศส รวมถึงฉลองพระองค์ชุดไทยและเครื่องแต่งกายร่วมสมัยที่ตัดเย็บจากผ้าไทย โดยหนังสือเล่มนี้มีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นบรรณาธิการ

ภายในเล่มยังรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของชุดไทยพระราชนิยม งานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า และผ้าทอมือ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย หนังสือ “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ราคาเล่มละ 2,000 บาท ทั้งนี้ สามารถสอบถามหรือสั่งซื้อได้ทางข้อความเพจ หรือ LINE Official: @qsmtshop หรือ https://lin.ee/vLs5iqZ

ตัวร้อน เป็นไข้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรคที่มากับฝน

ตัวร้อน เป็นไข้  ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรคที่มากับฝน

ตัวร้อน เป็นไข้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรคที่มากับฝน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

หน้าฝน เปียกปอน เฉอะแฉะ อุณหภูมิที่เย็นลง ความชื้นในอากาศที่สูงขึ้น รวมทั้งแหล่งน้ำท่วมขังจากฝนตกชุก เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และสัตว์พาหะนำโรค ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายยิ่งขึ้น

พญ. พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายอาการและการป้องกันสำหรับการเฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรคติดต่อ เพื่อใช้สำหรับดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

พญ. พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล

เตือนภัย!! เฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรค ดังนี้

 1. โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ 

โรคไข้หวัดใหญ่   อาการ : ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล

ป้องกัน : วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย 

โรคปอดอักเสบ    อาการ : ไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อยอย่างเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก  ป้องกัน : วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย 

2. โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ 

โรคอุจจาระร่วง   อาการ : ไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเหลว ปวดท้อง   ป้องกัน : ดื่มน้ำสะอาด น้ำต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวดที่มีฝาปิดสนิท รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ หากต้องการรับประทานอาหารค้างมื้อ ควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง และไม่ควรรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม

 3. โรคติดต่อจากการสัมผัส   โรคมือ เท้า ปาก พบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี    อาการ : ไข้ในบางราย ตุ่มพองใสหรือแผลในช่องปาก กระพุ้งแก้ม ฝ่ามือ ฝ่าเท้าหรือก้น  ป้องกัน : วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก หลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ผื่น ตุ่มน้ำใส อุจจาระ ของผู้ป่วย

โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคไข้ฉี่หนู เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน พบบ่อยในผู้มีอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องสัมผัสกับดินหรือน้ำอยู่เป็นประจำ  อาการ : ไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หนาวสั่น ตาแดง ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่อง  ป้องกัน : หลีกเลี่ยงการทำงานในน้ำหรือต้องลุยน้ำลุยโคลนเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมทุกครั้ง เช่น ใส่ถุงมือยาว และรองเท้าบูทยาว

4. โรคติดต่อนำโดยยุง  โรคไข้เลือดออก   อาการ : ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก มีจุดแดงที่ผิวหนัง ตับโต หากมีอาการรุนแรงอาจช็อกได้   ป้องกัน : วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด

โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา อาการ : ไข้สูง ปวดตามข้อ  ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก ปวดศีรษะ   ป้องกัน : กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด

โรคติดเชื้อไวรัสซิกา  อาการ : ไข้ ผื่นแดง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อและข้อ  ป้องกัน : กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด

ฝนตก อากาศชื้น น้ำขัง สัตว์พาหะนำโรคชุกชุม แต่หากเราป้องกันและเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม ทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรงและเพิ่มการดูแลให้ปลอดภัยจากโรคได้ กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej

อย่าชะล่าใจ! ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

อย่าชะล่าใจ! ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

อย่าชะล่าใจ! ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคยสังเกตไหมว่ามีก้อนบวมหรือโป่งขึ้นมาบริเวณแก้ม ใบหน้า หรือใต้คาง? อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงการอักเสบเล็กน้อย แต่คือ ภาวะต่อมน้ำลายโต ซึ่งมีสาเหตุตั้งแต่การติดเชื้อเล็กน้อยไปจนถึงเนื้องอกหรือมะเร็ง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

แพทย์หญิงปานวาด ชัยรัตน์ โสต ศอ นาสิกแพทย์ชำนาญการด้านศัลยกรรมโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ภาวะต่อมน้ำลายโต คือ การที่ต่อมน้ำลายมีขนาดใหญ่ผิดปกติจากสาเหตุหลากหลาย ตั้งแต่การอักเสบ การติดเชื้อ การอุดกั้นของท่อส่งน้ำลาย การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการเกิดเนื้องอกทั้งชนิดไม่ร้ายแรงและร้ายแรงต่อมน้ำลายหลักมีสามคู่ ได้แก่  ต่อมน้ำลายหน้าหู (Parotid gland) ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular gland)  ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual gland)

แพทย์หญิงปานวาด ชัยรัตน์ 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มต่อมน้ำลายขนาดเล็กกระจายทั่วเยื่อบุช่องปาก เมื่อเกิดความผิดปกติ ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นก้อนบวมบริเวณแก้ม หน้าใบหู หรือใต้คาง อาจบวมข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และอาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น ปวด เจ็บ มีไข้ ปากแห้ง รสชาติผิดปกติ หรือมีกลิ่นปาก

สาเหตุที่พบบ่อยและกลไกการเกิดภาวะต่อมน้ำลายโต ได้แก่ การติดเชื้อ แบ่งออกเป็น 1.การติดเชื้อแบคทีเรียในต่อมน้ำลาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อย โดยมากมักเกิดเมื่อมีภาวะขาดน้ำ ปากแห้ง หรือท่อส่งน้ำลายคับแคบ น้ำลายไหลเวียนลดลงจนเชื้อแบคทีเรียเจริญได้ง่าย ผู้ป่วยมักปวดบวมเฉียบพลันบริเวณต่อม มีไข้ และอาจบีบแล้วมีหนองออกจากปากท่อบริเวณกระพุ้งแก้มหรือใต้ลิ้น นอจจากนี้ ยังเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสมัมส์ (Mumps) ก่อให้เกิดโรคคางทูม จะทำให้พาโรติดบวมสองข้างร่วมกับอาการไข้และปวดเมื่อเคี้ยวอาหาร 2.การอุดตันจากก้อนนิ่วในท่อน้ำลาย มักเกิดที่ท่อของต่อมใต้ขากรรไกร ผู้ป่วยจะปวดตื้อหรือปวดจี๊ดเวลารับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารเปรี้ยว เนื่องจากการกระตุ้นน้ำลายทำให้ความดันในท่อสูงขึ้น หากนิ่วไม่หลุดออก ต่อมจะอักเสบซ้ำ ๆ และเกิดการติดเชื้อตามมาได้  3.เนื้องอกในต่อมน้ำลาย

อาการเด่นที่ควรสังเกต คือ มีก้อนบวมที่ตำแหน่งต่อมน้ำลาย ปวดเวลารับประทานอาหาร มีกลิ่นปาก เจ็บ แดงร้อนและมีไข้ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการอักเสบติดเชื้อ ทั้งนี้ หากพบว่าก้อนแข็งและโตต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ถึงเดือน หรือมีอาการร่วม เช่น หน้าเบี้ยว ยักคิ้วหรือยิ้มไม่สมดุล, อ้าปากไม่สุด, มีก้อนโตที่ลำคอ ควรรีบพบแพทย์เพื่อการประเมินที่ละเอียด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของเนื้องอกหรือมะเร็งต่อมน้ำลายได้

หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย โดยแรกเริ่มแพทย์จะซักประวัติเพื่อมุ่งดูว่าก้อนบวมสัมพันธ์กับมื้ออาหารหรือไม่ เคยมีไข้ ปากแห้ง หรือใช้ยาที่ลดการหลั่งน้ำลาย เช่น ยาต้านโคลิเนอร์จิก ยาต้านซึมเศร้าบางชนิดหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายโดยการคลำต่อม ดูความอุ่นแดง กดเจ็บ และตรวจดูการไหลของน้ำลายว่ามีหนองหรือขุ่นหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเลือดอาจประเมินสัญญาณอักเสบและคัดกรองโรคร่วม เช่น เบาหวาน ภูมิคุ้มกันผิดปกติ รวมถึงการตรวจอัลตราซาวนด์เป็นเครื่องมือแรกที่ปลอดภัยและเห็นนิ่วหรือก้อนเนื้องอกได้ดี หากต้องดูรายละเอียดของท่อและตำแหน่งนิ่วที่ซับซ้อน แพทย์อาจใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) รวมถึงการส่องท่อน้ำลายด้วยกล้องขนาดเล็ก (Sialendoscopy) ซึ่งช่วยทั้งวินิจฉัยและรักษาไปพร้อมกัน

สำหรับก้อนเนื้องอกต่อมน้ำลาย การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มเล็กเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นวิธีมาตรฐานเพื่อแยกชนิดโรคก่อนวางแผนการรักษา

แนวทางการรักษาแยกตามสาเหตุ : การให้ยาแก้อักเสบ, ยาลดอาการปวดควบคู่กับยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการอักเสบเฉียบพลัน  การขยายท่อและล้างท่อด้วยน้ำเกลือผ่านกล้อง กรณีมีการอักเสบเรื้อรังจากนิ่วหรือท่อน้ำลายอุดตัน การผ่าตัด ในกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็งต่อมน้ำลาย

การดูแลตนเองและสิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการ : การดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวันช่วยให้ท่อน้ำลายชุ่มชื้นและลดการคั่งค้างของสารประกอบที่ตกผลึกเป็นนิ่ว ปรับลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ  ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์ตามนัดเพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อในช่องปากที่อาจไหลย้อนเข้าสู่ท่อได้ หากต้องใช้ยาที่ทำให้ปากแห้ง เช่น ยาบางชนิดรักษาโรคภูมิแพ้หรือโรคจิตเวช ควรปรึกษาแพทย์ถึงทางเลือกอื่นหรือวิธีบรรเทาอาการปากแห้งร่วมด้วย

หากก้อนบวมเกิดขึ้นเฉียบพลันร่วมกับไข้ ปวดมาก แดง ร้อน หรือมีหนองและกลิ่นรุนแรงในช่องปาก ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อรับยาปฏิชีวนะและทำการระบายที่เหมาะสม หากก้อนแข็งและโตต่อเนื่องนานเกิน 2 – 4 สัปดาห์โดยที่ไม่สัมพันธ์กับมื้ออาหาร หรือมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า ร่วมกับมีก้อนที่คอโต ควรเข้ารับการตรวจทันที เพราะหากได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หากปล่อยทิ้งไว้ : การติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา อาจลุกลามกลายเป็นฝีที่ต่อมน้ำลายและแพร่กระจายเข้าสู่ช่องคอหอยหรือช่องคอส่วนลึก ก่อให้เกิดภาวะหายใจลำบากหรือการติดเชื้อในกระแสเลือดที่อันตราย สำหรับนิ่วที่ค้างเรื้อรังจะทำให้ต่อมถูกทำลายและทำงานลดลง เกิดปากแห้ง ฟันผุ และติดเชื้อซ้ำ ส่วนเนื้องอกที่ปล่อยไว้นานโดยไม่ผ่าตัด โดยเฉพาะชนิดร้ายแรง จะเพิ่มโอกาสลุกลามต่อเนื้อเยื่อรอบๆ และต่อมน้ำเหลือง ซึ่งทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น

ภาวะต่อมน้ำลายโตไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุหลายประการ การสังเกตความสัมพันธ์ของอาการกับมื้ออาหาร ลักษณะของก้อน ระยะเวลาที่เป็น และอาการร่วม เช่น ไข้ ปากแห้ง หรือเส้นประสาทใบหน้าทำงานผิดปกติ จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้นและรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะต่อมน้ำลายที่ทำงานได้ดี คือส่วนหนึ่งของสุขภาพช่องปากและการย่อยอาหารที่มีคุณภาพ