มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รณรงค์ประชาชนแต่งผ้าไทยโชว์อัตลักษณ์สู่สากล

มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รณรงค์ประชาชนแต่งผ้าไทยโชว์อัตลักษณ์สู่สากล

มท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ รณรงค์ประชาชนแต่งผ้าไทยโชว์อัตลักษณ์สู่สากล

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.33 น.

วันนี้ 12 เม.ย. 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนแนวทางรณรงค์การแต่งกายตามอัตลักษณ์ไทยสู่สากล ภายใต้แนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ว่า กระทรวงวัฒนธรรม ได้นำแนวนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในด้านการเสริมสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนในชาติที่สะท้อนผ่านงานหัตถศิลป์ หัตถกรรม เครื่องแต่งกาย อาทิ ชุดไทยพระราชนิยม ชุดผ้าไทย ชุดพื้นบ้านรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน อันเป็นการหนุนเสริมการขับเคลื่อนรณรงค์ของกระทรวงมหาดไทยที่ได้ดำเนินการแจ้งให้ข้าราชการในสังกัด ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วนได้สวมใส่ผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และทำให้ประชาชนผู้ประกอบการผ้าในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง โดยน้อมนำพระราชปณิธานแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงส่วนราชการระดับกรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ทั้งการพิจารณารวบรวมองค์ความรู้และแหล่งผลิตผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง/ร้านเช่า/ร้านจำหน่าย/แหล่งตัดเย็บในพื้นที่จังหวัด การรณรงค์แต่งกายด้วยชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน ชุดไทยร่วมสมัย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย และชุดผ้าพื้นเมืองของจังหวัด ตามความสนใจและเหมาะสม ในการดำรงชีวิตประจำวัน การทำงาน การจัดอบรม สัมมนา การจัดนิทรรศการ และเสริมสร้างความรับรู้ด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ อย่างหลากหลาย พร้อมติด hashtag อาทิ #ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน #ไทไทยสไตล์เรา #Chudthai #ProudtoBeThai #ชุดไทย #ชุดไทยพระราชนิยม #ชุดไทยพระราชทาน #Thaidress #TruthFromThailand ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ สนับสนุนภารกิจดังกล่าวเพื่อให้การดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นไปสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินการ

ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน

“ขอเชิญชวนเพื่อนข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนพี่น้องข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และข้าราชการสังกัดต่าง ๆ ในทุกพื้นที่ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งกำหนดพิจารณาในเดือนธันวาคม 2569 นี้ และเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟู อนุรักษ์ และพัฒนาชุดไทยพระราชนิยมให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ด้วยการร่วมแต่งกายด้วย “ชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน ชุดไทยร่วมสมัย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย และชุดผ้าพื้นเมืองของจังหวัด ตามความสนใจและเหมาะสม” ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทยไปพร้อมกัน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน

หมออ๋อง มอง ครูจวง ย้ายพรรคต่างกับงูเห่า แต่มีภาพก่อนลาออก ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร

หมออ๋อง มอง ครูจวง ย้ายพรรคต่างกับงูเห่า แต่มีภาพก่อนลาออก ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร

หมออ๋อง มอง ครูจวง ย้ายพรรคต่างกับงูเห่า แต่มีภาพก่อนลาออก ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.

หมออ๋อง มอง ครูจวง ย้ายพรรคต่างกับงูเห่า แต่มีภาพก่อนลาออก ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือหมออ๋อง อดีตรองประธานสภา คนที่ 1 และอดีต สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Padipat Ong” ระบุว่า “เรื่องการแยกย้ายกันของคนในพรรคการเมือง เป็นเรื่องปกติสามัญ

ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง มีพบ มีจาก แต่ผมยืนยันว่า กรณีของครูจวง ต่างกับงูเห่ามากครับ เธอไม่ได้โหวตสวน ทรยศอะไร ในตอนที่เธอมีอำนาจ

เลือกตั้งจบ ก็แยกย้าย

เรื่องความเหมาะสมในการต้องลาออกก่อน ก็เป็นเรื่องสำคัญของคนในพรรค โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งทางการเมือง การมีภาพออกก่อนที่จะลาออก หรือ แจ้งพรรค ก็ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร

ผมสนับสนุนทุกท่านให้เข้าสู่การเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลง พรรคใดก็ได้ ตั้งพรรคใหม่ก็ได้

จึงอยากสื่อสารกับทุกท่านครับ”

พิธา โวย สงกรานต์นี้ไร้คนปะแป้ง สาว ก้อย อรัชพร โผล่คอมเมนต์ทันที

พิธา โวย สงกรานต์นี้ไร้คนปะแป้ง สาว ก้อย อรัชพร โผล่คอมเมนต์ทันที

พิธา โวย สงกรานต์นี้ไร้คนปะแป้ง สาว ก้อย อรัชพร โผล่คอมเมนต์ทันที

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.52 น.

วานนี้ 11 เมษายน 2569 กลายเป็นสีสันรับเทศกาลสงกรานต์ไทยที่ทำเอาโซเชียลแทบแตก เพราะ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หรือ ทิม พิธา ได้ออกมาโพสต์ภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวส่งตรงความคิดถึงมาจากสหรัฐอเมริกา แต่ที่ทำเอาหลายคนถึงกับหลุดโฟกัสไม่ใช่แค่คำอวยพร เพราะเจ้าตัวดันอ้อนแรงจนแฟนคลับใจสั่น โดยระบุข้อความว่า “ปีนี้ เนื้อตัวก็แห้ง คนปะแป้งก็ไม่มีของจริง ส่งทุกท่านกลับบ้านปลอดภัยทางนี้ มีความสุขมากๆ นะครับ สุขสันต์วันสงกรานต์จากบอสตันครับ”

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

งานนี้เนื้อตัวจะแห้งได้ไม่นาน เพราะหลังจากโพสต์ไปได้เพียงครู่เดียว แฟนสาวคนสวยอย่าง ก้อย อรัชพร โภคินภากร ก็ไม่ปล่อยให้แฟนหนุ่มต้องเหงา รีบเข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับสยบความโสด (ทิพย์) ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทันทีว่า “เดี๋ยวปะให้ค่าาาาา”

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

และแน่นอนหลังจากที่ชาวเน็ตทั้งหลายเห็นการตอบโต้สนทนากันในครั้งนี้ว่าคอมเมนต์หวานขนาดไหน มีหรือที่จะพลาด หลายคนต่างพากันเข้ามาถล่มคอมเมนต์แซวทั้งคู่จนไอจีแทบค้าง บ้างก็เอ็นดูในความขี้อ้อน บ้างก็พุ่งเป้าไปที่ความหวานของคู่นี้ เช่น

“ใครก็ได้ ส่งดินสอพอง 2ถุงใหญ่ไปบอสตันหน่อยครับ”

“สู้ๆนะครับ อย่ายอมแพ้นะครับ”

“เหมือนจะมีนะค้าาาา”

“อ้อนประชาชน อ้อนสาว”

“บ่นให้แฟนคลับ หรือบ่นให้แฟนครับ”

“ขอบคุณแทนทุกคนที่เดินทางนะคะนายก”

“เทคแคร์ครับผม”

“ฮิ้วววววววว”

“ไม่มีกี่โมงงงงงงค้าาาา”

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากอินสตาแกรม  pita.ig, อินสตาแกรม goyyog

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

DSI เเกะรอยเจอแล้ว!! ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ใช้เรือ 11 ลำวิ่งตลอดเดือนมีนาคม 2569 เพื่อขนส่งน้ำมันกลางทะเลจ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติ 24 เที่ยว สาเหตุน้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร เร่งขยายผลพิรุธจากโรงกลั่นไปปลายทางตามเอกสารใบกำกับการขนส่งทางเรือ แย้ม บ.คลังน้ำมันรายใหญ่ในสุราษฎร์ฯ ใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่าจากกรณีเมื่อวันที่9 เม.ย. 2569 คณะกรรมการคดีพิเศษ(บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2569เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบเป็นคดีพิเศษนั้น

ความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน ว่าจากการขยายผลตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พบข้อมูลสำคัญกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงที่พบความผิดปกติระหว่างขนส่งกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 60 ล้านลิตร
จากเรือจำนวน 24 เที่ยว ที่มีพฤติการณ์วิ่งเรือล่าช้า ประวิงเวลา หรือวิ่งเรือโดยไม่เป็นไปตามเส้นทางปกติ ซึ่งปริมาณน้ำมัน 60 ล้านลิตรดังกล่าว คือตัวเลขปริมาณน้ำมันล่าสุดจากที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เคยตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูข้อมูลการสืบสวนก่อนหน้านี้ ในห้วงเดือนมี.ค. 2569 พบว่ามีจำนวนเที่ยวเรือ 20 เที่ยวมาเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันปริมาณ57 ล้านลิตร ที่หายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ปัจจุบันนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษขยายผลจากไทม์ไลน์วันที่ 1-31 มี.ค. จึงเจอเพิ่มเติมเป็น24 เที่ยวเรือ

ดังนั้น ปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องจึงเพิ่มเป็น 60 ล้านลิตร ที่เข้าข่ายพฤติการณ์เป็นการประวิงเวลา ชะลอการเดินเรือ และปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมัน โดยมีวัตถุประสงค์อื่นซึ่งไม่สามารถสำแดงได้ ส่วนจะมีน้ำมันหายไปเท่าไรจากใน 60 ล้านลิตรนี้
ก็ต้องให้ทาง ศรชล. ตรวจสอบ และนอกจากนี้ ยังแกะรอยพบแล้วว่ามีจำนวนเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วจำนวน11 ลำ ซึ่งต้องขยายผลต่อไป ทั้งนี้ กรณีที่เรือมีจำนวนลำน้อยกว่าเที่ยวเรือก็เนื่องมาจากเรือ 1 ลำ อาจวิ่งถึงสองเที่ยวในเวลา 1 เดือน ส่วนชื่อบริษัทที่เป็นเจ้าของเรือ 11 ลำ ยังอยู่ระหว่างการขยายผล

“เบื้องต้นเรือ 11 ลำ ส่วนใหญ่เป็นเรือสัญชาติไทย และวิ่งในน่านน้ำเขตกรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง ศรีราชา มาบตาพุด ก่อนลงสู่พื้นที่ภาคใต้ โดยพฤติการณ์การวิ่งของเรือนั้นเริ่มต้นด้วยการไปรับน้ำมันที่โรงกลั่นที่อยู่ในช่องอาภัณฑุปกรณ์ ซึ่งจะมีในมาบตาพุด จ.ระยอง และ อ.ศรีราชาจ.ชลบุรี และโรงกลั่นในกรุงเทพมหานครจากนั้นวิ่งไปยังบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ ระหว่างที่เรือล่องอยู่ในน่านน้ำนั้น คือสิ่งที่ต้องไปตรวจสอบดูว่ามีความผิดปกติในเส้นทางเดินเรืออย่างไรบ้าง เพราะตามหลักการแล้วเรือจากกรุงเทพมหานครไปยังปลายทางสุราษฎร์ธานี จะใช้เวลาวิ่งประมาณ35-40 ชม. โดยที่ยังไม่มีเงื่อนไขอื่นอย่างหลักอุทกศาสตร์ (Hydrography) จำพวกมรสุมต่างๆ มาเป็นอุปสรรค แต่พอห้วงวันที่ 20-25 มี.ค. 2569 โดยเฉพาะกรณีเช้าวันที่ 26 มี.ค. 2569เวลา 05.00 น. หลังจากคืนวันที่ 25 มี.ค.2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง6 บาทต่อลิตรในวันเดียว นี่คือจุดสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนไปดูจำนวนเรือและจำนวนเที่ยวเรือที่มีการวิ่งในน่านน้ำช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. 2569 และได้พบกับความผิดปกติ ว่าเรือที่วิ่งลอยตัวอยู่ในน่านน้ำช่วงนั้น ประมาณ 24 เที่ยว (11 ลำ) มีการยืดระยะเวลาการเดินเรือออกไปมากกว่า 24 ชม. (1 วัน) หรือบางทีก็มากกว่า 48 ชม.(2 วัน) หรือแม้กระทั่งมากกว่า 72 ชม.(3 วัน) ซึ่งปกติแล้วเรือ 1 ลำ เฉลี่ยบรรทุกขนส่งน้ำมัน 2-3 ล้านลิตร ฉะนั้น หากต้นทางและปลายทางเหลือปริมาณน้ำมันไม่เท่ากันกับที่ระบุในใบขนส่ง ก็ต้องตรวจสอบว่าเกิดจากเหตุใดเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามันมีการเล็ดลอดของน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างทางหรือไม่” แหล่งข่าวฯกล่าว

แหล่งข่าวระดับสูงฯ เผยอีกว่า สำหรับการแกะรอยของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะต้องย้อนไล่ตรวจสอบไปดูตัวเลขการขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทางโดยเฉพาะเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการขนส่งน้ำมันได้วิ่งตามเส้นทางเดินเรือปกติหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันได้ ก็คือ ใบกำกับการขนส่งทางเรือที่จะบ่งบอกได้ว่าเรือลำต่างๆ มีการวิ่งไปพักหรือชะลอที่ไหนบ้างหรือไม่ หรือแวะเติมน้ำมันที่ไหนบ้าง เป็นต้น เพราะเส้นทางต่างๆ หน่วยงานเกี่ยวข้องจะมีข้อมูลอยู่แล้ว อาทิ กรณีจังหวัดอุดรธานี ทางศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และกรมเจ้าท่า จะเป็นผู้ถือข้อมูล ซึ่งในกรณีจากจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพมหานคร โดยมีกรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่เป็นผู้ถือข้อมูล ซึ่งตัวเลขทั้งหมดในแต่ละจุดจะต้องนำมาเปรียบเทียบกันให้เห็นภาพรวมว่ามีความผิดปกติตรงไหนบ้างหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องใช้เวลาในการดูให้ครบถ้วนรอบด้าน

แหล่งข่าวระดับสูงฯ เผยต่อว่า สำหรับความผิดปกติอีกหนึ่งอย่างที่พบคือบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นหลังประกาศปรับราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 26-27 มี.ค. 2569 นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของบริษัท, คลังน้ำมัน, สถานีบริการน้ำมัน ในจังหวัดปทุมธานี, ระยอง และสมุทรสาคร ที่พบอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น เพราะการใช้ไฟฟ้ามันคือแรงดันในการสร้าง ไม่เว้นแม้แต่สถานีให้บริการน้ำมัน ทุกครั้งที่กดหนึ่งหัวจ่าย ก็คิดเป็น7 บาท จึงต้องมีการใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในส่วนสำนวนการสืบสวนสอบสวนที่รับผิดชอบโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้เปิดปฏิบัติการสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาคเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมันใน 3 จังหวัดดังกล่าว จะต้องมีการส่งรายละเอียดข้อมูลโอนมาให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพราะพฤติการณ์ทางคดีเข้าข่ายตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องการประวิงเวลาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง การชะลอ และการกักตุน เพราะหลักฐานเบื้องต้น ในเรื่องของอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นของบริษัทในจังหวัดปทุมธานี ค่อนข้างชัดเจนว่า เดิมในช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. 2569 กับช่วงวันที่ 26-28 มี.ค. 2569 มีความแตกต่างของอัตราการใช้ไฟฟ้าอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้อัตราไฟฟ้าไม่เกิน 500 กิโลวัตต์ แต่ช่วงหลังกลับใช้อัตราไฟฟ้าพุ่งสูงไปถึง 1,600 กิโลวัตต์ ซึ่งก็ต้องนำไปเปรียบเทียบกับเอกสารใบสั่งซื้อ เพราะถ้าหากบริษัทคลังน้ำมันปลายทางที่จะต้องรับ มีจำนวนการสั่งของแล้ว หรือลูกค้ามีจำนวนการสั่งของแล้วเหมือนกันแต่คลังน้ำมันไม่ปล่อยจำหน่ายในช่วงเวลานั้น ก็เข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
มาตรา 25 (5) (12) ประกอบมาตรา 30และมาตรา 31 เช่นกัน

ครม.อนุมัติช่วยประชาชน ทุ่ม7.7พันล้าน บรรเทาวิกฤตด้านพลังงาน ต่อลมหายใจภาคธุรกิจ

ครม.อนุมัติช่วยประชาชน ทุ่ม7.7พันล้าน บรรเทาวิกฤตด้านพลังงาน ต่อลมหายใจภาคธุรกิจ

ครม.อนุมัติช่วยประชาชน ทุ่ม7.7พันล้าน บรรเทาวิกฤตด้านพลังงาน ต่อลมหายใจภาคธุรกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ครม.อนุมัติช่วยประชาชน ท่ม7.7พันล้าน บรรเทาวิกฤตด้านพลังงาน ต่อลมหายใจภาคธุรกิจ ขนส่ง/เกษตรกรได้หมด เอกนัฏแย้มดีเซลลดอีก การันตีไม่ขาดแคลนแน่

ครม. เคาะงบกลางกว่า 7.7พันลบ. เดินหน้าช่วยเหลือประชาชนเกษตรกรรับมือราคาพลังงานสูง อุ้มต้นทุนอุดหนุนน้ำมันขนส่งเอกชน 42 วันออกสินเชื่อติดโซลาร์เซลล์และจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพ “ขิง” แย้มราคาน้ำมันมีโอกาสลดลงอีก การันตีไม่ขาดแคลนแน่นอน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ดังกล่าว ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รัฐบาลจึงได้มี (1) มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง และเกษตรกรท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้ง (2) มาตรการสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการปรับตัว (Transform) และหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันให้มากขึ้น และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและภาคการเกษตรที่เป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของประเทศให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและการทำการเกษตร โดยรัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวจะเป็นการแบ่งเบาภาระและช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดการส่งผ่านภาระต้นทุนไปสู่ผู้บริโภค โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนี้

บรรเทาผลกระทบประชาชน

1. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน

1.1 กลุ่มเปราะบาง : รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.22 ล้านคน โดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

1.2 กลุ่มประชาชนทั่วไป : เตรียมพร้อมประชาชนทั่วไปสำหรับการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤติพลังงาน ดังนี้

1.2.1 ธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สำหรับการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน(โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ)วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนในการปรับตัวด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(Solar Cell) การจัดซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ EV เป็นต้น วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาทระยะเวลาโครงการ 5 ปี โดยมีดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570

1.2.2 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ยังสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน ประกอบด้วย (1) สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 2.20 ต่อปี ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี ยื่นรับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 เมษายน 2569(2) สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลาการกู้สูงสุด 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 และ(3) สินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อ Solar Roof วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

ช่วยภาคเกษตรกรด้วย

2. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคการเกษตร

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตและมีการอบรม/เรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการวิเคราะห์การใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน พืช และพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้ปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข รัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 12 เดือนระยะเวลาโครงการ 3 ปี

ช่วยเหลือผู้ประกอบการ

3. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ

3.1 คู่สัญญาภาครัฐ : เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและลูกจ้างของคู่สัญญาภาครัฐ กรมบัญชีกลางจึงได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น กรณีที่ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบอาจเจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม กรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มงาน หน่วยงานของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ เป็นต้น พร้อมทั้งขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลให้อยู่ที่อัตรา 51.00-69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสำนักงบประมาณได้ดำเนินการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ

อุ้มเอสเอ็มอีให้พ้นภัย

3.2 มาตรการสำหรับ SMEs :กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารออมสินดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทยวงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนเพื่อปรับตัว (Transformation) ทั้งในด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล เทคโนโลยี เป็นต้น สามารถขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าวนี้ได้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อ SME Green Productivityของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งโครงการดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน ระบบพลังงานทดแทน และเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) และรถสมัยใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ โดยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรกวงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ได้มีมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าวที่ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 4.00 ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง

อุดหนุนภาคการขนส่ง

4. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคขนส่งคณะรัฐมนตรีได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่งเป็นระยะเวลารวม 42 วัน (ตั้งแต่ 20 เมษายน-31 พฤษภาคม 2569) ในวงเงินจำนวนรวม 2,061 ล้านบาท ให้แก่1) กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง(รถบรรทุกขนาดใหญ่ 10 ล้อขึ้นไป และรถบรรทุกขนาดเล็กน้อยกว่า 10 ล้อ)จำนวน 1,354 ล้านบาท 2) กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 97 ล้านบาท 3) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 2 และหมวด 3 (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส) จำนวน 81 ล้านบาท 4) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 จำนวน 9 ล้านบาท 5) กลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 8 ล้านบาท 5) กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง จำนวน 311 ล้านบาท และ 6) สนับสนุนเงินให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกลุ่มประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยในช่วง 6-19 เมษายน 2569 จำนวน 200 ล้านบาท

ลดการใช้งบประมาณภาครัฐ

นายเอกนิติ ยังได้เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณาลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้มีการปฏิบัติหน้าที่จากที่พักอาศัยของตนเอง (Work from Home)ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ

รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นดำเนินมาตรการข้างต้นเพื่อเร่งบรรเทาผลกระทบให้แก่เกษตรกรรายย่อย ประชาชน และผู้ประกอบการให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจผ่านการสร้างนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ และวางรากฐานให้ภาคธุรกิจฟื้นตัวและขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างยั่งยืนและครอบคลุมในทุกมิติ

จัด7.7พันล้านช่วยประชาชน

ต่อมา นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ด้านดังนี้

1) ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม.(26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

2) มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 แสนคัน ใน 2 กลุ่มหลัก
ได้แก่

1. ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน

2. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

3) มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท
ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่

1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาทส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น

2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้ารถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศคาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า228 ล้านบาท

3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

มีลุ้นน้ำมันลดราคาอีก

วันเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวถึงสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ ว่าดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ จากที่เคยขาดทุนมากสุดวันละ2,500 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ที่วันละประมาณ 400-500 ล้านบาท เป็นระดับที่สามารถบริหารจัดการได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าราคาน้ำมันจะลดลงอีกหรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า จะพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ขณะนี้สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางน่าจะเป็นข่าวดี เพราะกำลังมีการเจรจากันแต่ผลการเจรจายังไม่แน่นอน และล่าสุดเห็นว่าราคาน้ำมันดิบลดลงไปเล็กน้อย ส่วนน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซลที่ตลาดสิงคโปร์ 4-5 วันที่ผ่านมามีการปรับราคาลดลงจาก 300 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 200 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถปรับราคาหน้าปั๊มลงได้ในระดับหนึ่ง

เมื่อถามว่าหลังวันหยุดสงกรานต์มีโอกาสที่น้ำมันจะลดลงหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า แม้จะเป็นวันหยุด แต่ตนเองไม่ได้หยุดซึ่งมีภารกิจอยู่ 2 ภารกิจ คือการติดตามให้มีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอรวมไปถึงการสรรหาน้ำมันดิบมาสำรองไว้ให้ได้มากที่สุดในประเทศ เพื่อรองรับสถานการณ์หากสถานการณ์บานปลาย และภารกิจที่ 2 คือการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก และสถานการณ์ความไม่แน่นอนในพื้นที่ตะวันออกกลาง เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ซึ่งหน้าที่ของกองทุนน้ำมันคือการประเมินสถานการณ์ เพราะหาก ราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น หรือลดลง ในที่สุดก็ต้องมีการปรับราคาตาม

ไม่ออกพ.ร.ก.เงินกู้

เมื่อถามว่า ได้คุยกับกระทรวงการคลังแล้วหรือไม่ กรณีที่จะไม่ค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน นายเอกนัฏ กล่าวว่าอยู่ที่สถานะการเงินของกองทุนน้ำมัน ซึ่งก่อนเกิดวิกฤตสถานะของกองทุนเป็นบวก แต่ช่วงวิกฤต จนถึงวันนี้สถานะกองทุนติดลบ เกือบ 60,000 ล้านบาทซึ่งช่วงวิกฤตหนักสุดขาดทุนวันละ 2,500 ล้านบาท แต่วันนี้สถานะดีขึ้น คือขาดทุนหลักร้อยล้านบาทต่อวันดังนั้นหากกองทุนสามารถหาแหล่งเงินกู้ได้ และบริหารสภาพคล่องได้ คงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ได้มีการเตรียมพร้อมรอไว้แล้ว

ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

เมื่อถามย้ำว่าจะมีการเรียกโรงกลั่นเข้ามาพูดคุยถึงค่าการกลั่นอีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตอนนี้ได้เตรียมไว้หลายกลไกในการพยุงราคาน้ำมัน ไม่ใช่เฉพาะกองทุนอย่างเดียว รวมไปถึงให้โรงกลั่นลดราคาหน้าโรงงานด้วย ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบและแบ่งเบาภาระราคาในส่วนนี้ จะมีการพิจารณาเป็นรอบๆ เพราะราคาค่าการกลั่นมีขึ้น มีลงตามสถานการณ์ ต้องดูตัวเลขจริงว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีเท่าไหร่ โดยในช่วงเดือนมี.ค.ประเมิน ว่าตัวเลขทั้งเดือน ค่าการกลั่นอยู่ที่ราว 2 บาท ซึ่งเป็นส่วนลดราคาอ้างอิงจากสิงคโปร์

เตือนหยุดซ้ำเติมคนไทย

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายพิชิต ไชยมงคล และนายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เดินทางมา ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าของชีพ หรือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุกวัน ทำให้ข้าวของเครื่องใช้สิ่งอุปโภค-บริโภค สิ่งของจำเป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ขยับตัวสูงขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้เสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่ 1.ให้นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ น้ำมัน-ไฟฟ้า-ก๊าซ 2.ลดค่าการกลั่นตามต้นทุนจริง ลดภาษีสรรพสามิต และควบคุมค่าการตลาดไม่เกินระดับที่เหมาะสม 3.ยกเลิกการอ้างอิงราคา MOPS สิงคโปร์ หันมาใช้ระบบ “ต้นทุนจริง + กำไรที่เหมาะสม”4.เปิดเผยหลักเกณฑ์กองทุนน้ำมันอย่างโปร่งใส 5.ปฏิรูปกองทุนน้ำมันสู่ “คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ”6.จัดตั้งองค์กรพลังงานแห่งชาติ แยกโครงสร้างพื้นฐานออกจากเอกชนให้อยู่ภายใต้รัฐ

ท้ายที่สุด คปท.ย้ำชัดว่า “พลังงานคือเสาหลักของประเทศ” หากประชาชนยังถูกซ้ำเติม ความมั่นคงของชาติย่อมสั่นคลอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลงมือ “ก่อนวิกฤตจะลุกลามเกินเยียวยา”

ต่อมานายภราดร ปริศนานันทกุลรมว.ประจำสำนักนายกฯ พร้อมนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ได้เดินทางออกมารับหนังสือ พร้อมนำเรียนนายกรัฐมนตรีต่อไป

สามัคคี-ทำงานเป็นทีม อนุทินย้ำรมต.ยึดถือในประโยชน์ปชช.แบ่งหน้าที่ให้รองนายกฯ

สามัคคี-ทำงานเป็นทีม อนุทินย้ำรมต.ยึดถือในประโยชน์ปชช.แบ่งหน้าที่ให้รองนายกฯ

สามัคคี-ทำงานเป็นทีม อนุทินย้ำรมต.ยึดถือในประโยชน์ปชช.แบ่งหน้าที่ให้รองนายกฯ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สามัคคี-ทำงานเป็นทีม อนุทินย้ำรมต. ยึดถือในประโยชน์ปชช. แบ่งหน้าที่ให้รองนายกฯ 8ภารกิจพัฒนาประเทศ เร่งเดินหน้ารัฐบาลดิจิทัล ไตรศุลีขยับนงเลขาฯหนู

“นายกฯอนุทิน” นำครม.ถกนัดแรก ขอบคุณรมต.อภิปรายนโยบายรัฐบาลผ่านพ้นด้วยดี ย้ำเป็นรัฐบาลของปชช. กำชับสามัคคีทำงานเป็นทีม ยึดถือประโยชน์ปชช.เป็นเป้าหมายสูงสุด นายกฯลงนามคำสั่ง 8 กลุ่มภารกิจ“อนุทิน”คุม ภารกิจปราบทุจริต-ยาเสพติด ค้ามนุษย์-อาชญากรรมข้ามชาติ “พิพัฒน์”ดูพัฒนาสาธารณูปโภค ด้าน“ทรงศักดิ์”ดูกระจายอำนาจปกครองท้องถิ่น“เอกนิติ”ส่งเสริมการลงทุน“ศุภจี”ส่งเสริมการค้า “สีหศักดิ์”มั่นคง-ตปท. “ยศชนัน”ดูสร้างเสริมทรัพยากร-สุขภาพ ลุยภารกิจรัฐบาลดิจิทัล ครม.ตั้ง’ไตรศุลี’เลขานายกฯ ‘ลลิดา’รองโฆษกฯ “ไตรศุลี”ลาออกสส.ภูมิใจไทย นั่ง เลขานายกฯ อีกสมัย

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ตึกสันติไมตรี(หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งถือเป็นนัดแรกภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วโดยวันเดียวกันนี้ นายกฯได้มอบภาพหมู่ ครม.ใส่กรอบรูปให้แก่รัฐมนตรีทุกคนเป็นที่ระลึก ขณะที่การประชุมขาดเพียง น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ที่ติดภารกิจ

เป็นรัฐบาลของประชาชน

โดยนายกฯกล่าวก่อนเข้าสู่วาระการประชุมว่าวันนี้เป็นวันเสาร์แต่พวกเราทุกคนต้องมาร่วมกันทำงาน เนื่องจากการชี้แจงต่อรัฐสภาในเรื่องของการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ตลอด 2 วันที่ผ่านมา ได้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี วันนี้เป็นการประชุมนัดแรกของคณะรัฐมนตรี หลังการแถลงนโยบาย ซึ่งหมายความว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใดๆที่เคยมีก่อนหน้านี้ในการบริหารราชการแผ่นดิน บริหารสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

นายกฯกล่าวว่าดังนั้นจึงขอให้ทุกท่านได้ใช้ความสามารถ และการตัดสินใจเต็มที่ในการแก้ปัญหาของประเทศ ภายใต้กรอบภารกิจที่ท่านได้มีอยู่อย่างสมบูรณ์แล้ววันนี้ ที่สำคัญขอเน้นย้ำว่าให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ หรือรัฐบาลชุดนี้ เราถือเป็นรัฐบาลของประชาชน รัฐบาลที่เป็นทีมเดียวกัน พัฒนาประเทศของเรา ให้การบริการอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน

กำชับสามัคคีทำงานเป็นทีม

ดังนั้น การสื่อสารระหว่างกันเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ขอให้เราไม่มีในเรื่องของที่มาที่ไปของแต่ละคน พวกเราทุกคนเป็นทีมเดียวกัน เราแถลงนโยบายร่วมกัน และตนต้องขอบคุณ ชื่นชมจริงๆในความเหนียวแน่น ความเป็นปึกแผ่น ที่คณะรัฐมนตรีทุกท่านได้ให้ความสนใจในการที่จะรับฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ตนได้เห็นทุกท่านได้ผลัดกันลุกขึ้นชี้แจง ข้อเคลือบแคลงสงสัย ข้อกังวลของบรรดาสมาชิกรัฐสภา รวมถึงฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภาด้วย ทุกท่านชี้แจงได้ด้วยความชัดเจน การเตรียมข้อมูลที่ทำให้ความกังวลต่างๆได้รับการอธิบาย ตนถือว่าการที่เราพูดกับบรรดาสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย คือการพูดกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศทั้ง 77 ล้านคน

ฉะนั้น สิ่งที่เราได้ให้ข้อมูลกับสภา ก็คือได้แจ้งให้ประชาชนทราบ จากนี้ไปคือการปฏิบัติที่จะทำให้นโยบายต่างๆ ทุกข้อตลอดจนสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในนโยบาย แต่ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศและพี่น้องประชาชนนั้น ได้ถูกดำเนินการโดยเร็ว

ยึดถือประโยชน์ประชาชน

นายกฯกล่าวว่าตนและคณะรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนภารกิจของรัฐมนตรีทุกท่านอย่างเต็มที่ในทุกรูปแบบ ถ้ามีกิจกรรมที่ไหนไปลงพื้นที่ ถ้าแต่ละท่านเห็นว่ามีความจำเป็นหรือเป็นประโยชน์ที่จะชักชวนคณะรัฐมนตรีด้วยกัน แม้กระทั่งตัวตนหากมีโอกาสได้ไปร่วมปฏิบัติภารกิจกับพวกท่านในพื้นที่ที่ท่านรับผิดชอบพวกเราก็ยินดี

“ขอให้วันนี้เป็นการเริ่มต้นของการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐบาลชุดนี้ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และขอให้บรรยากาศในการทำงานของพวกเรามีแต่ความสมัครสมานสามัคคี ทำทุกอย่างเพื่อพี่น้องประชาชน ตนในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า ตนจะให้การสนับสนุนภารกิจของทุกท่านอย่างเต็มความสามารถ โดยที่ยึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุด”นายกฯย้ำทิ้งท้าย

‘ยศชนัน’นำรมต.ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ศาลพระภูมิ และศาลตายาย

จากนั้นเวลา 09.09น.นายยศชนัน นำรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เข้าห้องทำงานอย่างเป็นทางการโดยนายยศชนันนำทีมรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยเดินพร้อมกันไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

‘ดร.เชน’ชงจับมือแก้วิกฤต ก้าวข้ามการเมือ

นายศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมครม.ว่า กระทรวงที่พรรคเพื่อไทยดูแลทั้งอว. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงานและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เราจะทำงานข้ามกระทรวงให้เห็นเป็นภาพประจักษ์ เพราะวันนี้มีทั้งวิกฤตและวิกฤตสภาพอากาศ เราจะดูโครงการต่างๆที่จะเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ แล้วนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขที่หลายเรื่องมีการลงพื้นที่ไปสำรวจแล้ว ซึ่งมีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปุ๋ย ไบโอดีเซล การดูแลกลุ่มเปราะบาง การดูแลแรงงาน ห้องปลอดฝุ่นของโรงเรียน เราจะพัฒนาร่วมกันบางอย่างก็ใช้แล้วเพื่อทำให้การแก้ปัญหาดีขึ้น และมีความคิดว่าจะขยายไปยังกระทรวงต่างๆ เพิ่มเติมอีก โดยจะนำไปพูดคุยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขยายไปยังกระทรวงอื่น เป็นการทำขนานกันไปกับมาตรการที่นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการไปแล้ว วันนี้คือสิ่งที่เราต้องทำงานร่วมกัน เรื่องการเมืองคือเรื่องการเมือง แต่เรื่องวิกฤตทุกคนต้องทำงานด้วยกัน

นายกฯลงนามคำสั่ง8กลุ่มภารกิจ

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 83/2569 เรื่อง การบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ โดยที่เป็นการสมควรให้มีการบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (2) และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7 ) พ.ศ.2550

นายกฯคุมปราบโกง-ยาเสพติด ค้ามนุษย์

นายกรัฐมนตรีมีคำสั่ง โดยให้มีการบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ ดังต่อไปนี้ 1. กลุ่มภารกิจปราบปรามการทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การกระทำความผิดออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ มีนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้ รับผิดชอบการรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยของสังคม เฉพาะการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการพนัน การกระทำความผิดออนไลน์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ นอมินี อาชญากรรมข้ามชาติ การทุจริต และประพฤติมิชอบ กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่อยู่ในบังคับบัญชาโดยตรงของนายกฯ

‘พิพัฒน์’ดูสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน

2.กลุ่มภารกิจพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการจัดให้มี และบำรุงรักษาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทุกประเภท เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง และต่อเนื่อง กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจให้นายพิพัฒน์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

3.กลุ่มภารกิจส่งเสริม รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการส่งเสริม รักษา และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภทอย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปีพ.ศ.2593(ค.ศ.2050) และส่งเสริมการกระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างหลากหลาย กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจให้นายทรงศักดิ์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

‘เอกนิติ’ภารกิจส่งเสริมการลงทุน

4.กลุ่มภารกิจส่งเสริมการลงทุน มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มการกิจนี้รับผิดชอบการส่งเสริม และอำนวยความสะดวกแก่การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semiconductor,Al, Roboticดิจิทัลพลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ ยาและเวชภัณฑ์การแพทย์ สุขภาพ และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่นายกฯ มอบหมาย และมอบอำนาจให้นายเอกนิติ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

‘ศุภจี’กลุ่มภารกิจส่งเสริมการค้า

5.กลุ่มภารกิจส่งเสริมการค้า พาณิชยกรรม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการสร้างเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการค้า และพาณิชยกรรม ส่งเสริม SMEs พัฒนาคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า เกษตรและอุตสาหกรรม เชื่อมการค้าพาณิชย์ของไทยกับการค้าโลก สร้างพันธมิตรทางการค้า ผลักดันสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม และบริการไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่นายกฯมอบหมายและมอบอำนาจให้ นางศุภจี กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

“สีหศักดิ์”คุมภารกิจความมั่นคง-ตปท.

6.กลุ่มภารกิจความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบภารกิจนี้รับผิดชอบด้านการรักษาความมั่นคง อธิปไตยของชาติ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ กลุ่มภารกิจนี้ ประกอบด้วยหน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจให้นายสีหศักดิ์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

‘ยศชนัน’ดูวิจัย-สร้างศักยภาพทรัพยากร

7.กลุ่มภารกิจวิจัยและพัฒนาประเทศไทย สร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์และส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ มีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและความมั่นคงของมนุษย์ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี เสริมสร้างทักษะดิจิทัล และทักษะด้านการเงินให้แก่ประชาชน พัฒนาการศึกษา และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างเท่าเทียมกันรวมทั้งเพิ่มพูนทักษะแห่งอนาคตให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงาน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้เป็นหลักในการพัฒนาประเทศ กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่นายกฯ มอบหมาย และมอบอำนาจให้นายยศชนัน กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

‘ปกรณ์’ดูภารกิจพัฒนากฎหมาย

8.กลุ่มภารกิจพัฒนากฎหมาย และการบริหารราชการแผ่นดิน มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบการพัฒนากฎหมาย และกระบวนการตรากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากล และสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น อำนวยความสะดวกให้แก่การค้า การลงทุน ลดต้นทุน และภาระแก่ประชาชน สร้างความเป็นธรรมในสังคม พัฒนาระบบราชการ และการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ
การเป็น Digital Government และการเข้าเป็นสมาชิก OECD กลุ่มภารกิจนี้ประกอบด้วย หน่วยงานที่นายกฯมอบหมาย และมอบอำนาจนายปกรณ์ กำกับการบริหารราชการแผ่นดินแทนนายกฯ

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มภารกิจใด หากต้องได้รับความร่วมมือจากกลุ่มภารกิจอื่นหรือหน่วยงานในสังกัดของกลุ่มภารกิจอื่น ให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจประสานการทำงานร่วมกัน และบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเต็มความสามารถ ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของนายกฯ

‘ไตรศุลี’ไขก๊อกสส.จ่อนั่งเลขานายกฯ

เวลา 09.57 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย(ภท.)เปิดเผยว่าตนได้ยื่นลาออกจาก สส.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่าได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ น.ส.ไตรศุลี พยักหน้ารับก่อนกล่าวว่า “ค่ะ” พร้อมเปิดเผยว่าขณะนี้ได้ส่งประวัติเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะต้องรอดูว่าจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันนี้หรือไม่

นอกจากนี้ ที่ประชุมครม.ยังเตรียมพิจารณาเห็นชอบให้น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ให้ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกสมัยเช่นกัน

ส่วนน.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ซึ่งเป็นบุคคลที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีอีก 2 ตำแหน่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ

ครม.ตั้ง‘ไตรศุลี’เลขานายกฯ ‘ลลิดา’รองโฆษกฯ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าวันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่1/2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 2 ตำแหน่ง ได้แก่ 1. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี 2. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2569 เป็นต้นไป

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“แม้ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ แต่กุญแจสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลอยู่รอดและนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งได้แท้จริง คือการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด”

นายเจษฎ์ โทณะวณิก

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

โดยที่เงื่อนไขการเสนอรายชื่อข้าราชการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของข้าราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ พ.ศ.2556 กำหนดให้การเสนอชื่อข้าราชการสายวิชาการที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 ต้องไม่มีผลกระทบต่อจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 มีมติอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ ย่อมมีผลทำให้จำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาด ลดลง 1 คนคงเหลืออาจารย์ประจำหลักสูตรเพียง 4 คน ย่อมทำให้มีผลกระทบต่ออัตรากำลังและการดำเนินงานของหลักสูตร บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต แขนงวิชาการตลาดและไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา

ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ที่ไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีลาออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ปีงบประมาณ 2556 และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ออกประกาศมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรื่อง รายชื่อข้าราชการผู้ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการฯ โดยไม่ปรากฏชื่อของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1215/2565)

(2) สิทธิการได้รับเงินเพิ่มจากบำนาญปกติของข้าราชการบำนาญของกรุงเทพมหานคร เป็นสิทธิที่ได้กำหนดขึ้นโดยกฎหมายโดยกำหนดวิธีการคำนวณเงินเพิ่มไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ต่อมามีการปรับแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก เช่นนี้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มย้อนหลังให้กับผู้ที่เคยได้รับเงินเพิ่มเติมอีกหรือไม่

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

อนุทิน กำชับ ห้ามขึ้นราคาตั๋วเด็ดขาด ย้ำความปลอดภัย คนขับต้องมี 2 คนสลับกัน

อนุทิน กำชับ ห้ามขึ้นราคาตั๋วเด็ดขาด ย้ำความปลอดภัย คนขับต้องมี 2 คนสลับกัน

อนุทิน กำชับ ห้ามขึ้นราคาตั๋วเด็ดขาด ย้ำความปลอดภัย คนขับต้องมี 2 คนสลับกัน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.10 น.

นายกฯ ลงพื้นที่ บขส. ตรวจสถานีขนส่งหมอชิต ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ย้ำไม่ให้ประชาชนตกค้าง คุมราคาตั๋วเป็นมาตรฐาน

วันที่ 11 เมษายน เวลา 14.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ตรวจสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (หมอชิต) ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่า ปัจจุบันรถโดยสารมีการจำกัดจำนวนผู้โดยสาร จากเดิมที่นั่งได้ 40–50 คน เหลือรองรับได้สูงสุดประมาณ 36 คน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเพิ่มขึ้น ทางบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้จัดเตรียมรถเสริมรองรับอย่างเพียงพอ โดยนายอรรถวิท รักจำรูญ (ต้น) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ได้รายงานว่า จะต้องบริหารจัดการให้ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง และหากมีปัญหาเรื่องตั๋วโดยสาร ให้ยึดราคามาตรฐาน หากพบการจำหน่ายเกินราคา รัฐบาลจะเข้าดำเนินการจัดการทันที เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดรถเสริมจะมีการจำหน่ายตั๋วในราคาปกติ โดยราคาจะไม่ปรับเพิ่ม แม้จะมีการเพิ่มเที่ยวรถ เพื่อยืนยันว่าจะไม่ผลักภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้เดินทาง

สำหรับมาตรฐานรถโดยสารใหม่ของ บขส. นั้น นายกรัฐมนตรีลาวหลังได้ทดลองนั่งว่ามีความปลอดภัยและความสะดวกสบาย มีการตรวจสภาพรถอย่างเข้มงวด รวมถึงตรวจสุขภาพผู้ขับขี่ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงาน โดยในแต่ละเที่ยวจะมีพนักงานขับรถ 2 คน สลับกันทำหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ รถโดยสารส่วนใหญ่ยังคงใช้น้ำมันดีเซล

เมื่อถามถึงจำนวนผู้โดยสารในปีนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 5% เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูง ส่งผลให้การเดินทางรูปแบบอื่นมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนหันมาใช้บริการรถโดยสารของ บขส. มากขึ้น

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลจะดูแลและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ และยืนยันว่าในช่วงเทศกาลนี้ จะไม่มีประชาชนตกค้าง และทุกคนจะได้เดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างแน่นอน

ครม.อนุมัติแผนงบประมาณปี 2570 กำหนดไทม์ไลน์ชัดเจน

ครม.อนุมัติแผนงบประมาณปี 2570 กำหนดไทม์ไลน์ชัดเจน

ครม.อนุมัติแผนงบประมาณปี 2570 กำหนดไทม์ไลน์ชัดเจน

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.00 น.

ครม.อนุมัติแผนงบประมาณปี 2570 ปรับไทม์ไลน์ชัด พร้อมปรับทัพกำกับ 9 แผนงานบูรณาการ ยกระดับประสิทธิภาพงบทั้งระบบ

วันที่ 11 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมปรับปรุงปฏิทินงบประมาณ เพื่อให้พระราชบัญญัติงบประมาณฯ สามารถประกาศใช้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569 อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

โดยการจัดทำงบประมาณปี 2570 เน้นแก้ปัญหาประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ ทบทวนความจำเป็นของทุกโครงการ พร้อมเปิดใช้แหล่งเงินทางเลือก เช่น การร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ

ทั้งนี้ ครม. ได้กำหนดไทม์ไลน์การจัดทำงบประมาณอย่างชัดเจน ดังนี้

20 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายงบประมาณ

1 พฤษภาคม 2569 หน่วยรับงบประมาณจัดทำคำของบประมาณ

2 มิถุนายน 2569 เสนอ ครม. พิจารณารายละเอียดงบประมาณ และเปิดรับฟังความคิดเห็น

16 มิถุนายน 2569 ครม. รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็น และเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ

23 มิถุนายน 2569 เสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณต่อสภาผู้แทนราษฎร

ช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 สภาฯ พิจารณาตามขั้นตอน

ปลายเดือนกันยายน 2569 นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้

1 ตุลาคม 2569 งบประมาณมีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีมติอนุมัติ ปรับปรุงการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9 แผนงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ โดยมีการมอบหมาย ดังนี้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กำกับ 2 แผนงาน ได้แก่

1. แผนงานบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

2. แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

นายทรงศักดิ์ ทองศรี กำกับ 2 แผนงาน ได้แก่

1. แผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด

2. แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำกับ 1 แผนงาน ได้แก่

แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กำกับ 2 แผนงาน ได้แก่

1. แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

2. แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กำกับ 1 แผนงาน ได้แก่

แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กำกับ 1 แผนงาน ได้แก่

แผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย

“การกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการมอบหมายผู้รับผิดชอบรายแผนงาน จะช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เงินถึงประชาชนได้รวดเร็ว และการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว