เปิดภาพวิลล่าหรู “เอล เมนโช” แหล่งกบดานสุดท้าย ก่อนถูกวิสามัญดับ

เปิดภาพวิลล่าหรู "เอล เมนโช" แหล่งกบดานสุดท้าย ก่อนถูกวิสามัญดับ

25 ก.พ. 2569 11:13 น.

เปิดภาพวิลล่าหรู “เอล เมนโช” แหล่งกบดานสุดท้าย ก่อนถูกวิสามัญดับ

เผยภาพภายในวิลล่าหรูในรัฐฮาลิสโก ประเทศเม็กซิโก ซึ่งเป็นที่หลบซ่อนตัวแห่งสุดท้ายของ “เนเมซิโอ โอเซเกรา” หรือ “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดเม็กซิโก ก่อนเสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ ท่ามกลางหลักฐานที่สะท้อนทั้งชีวิตหรูหรา ความเจ็บป่วย และความศรัทธาทางศาสนา

รายละเอียดล่าสุดเผยให้เห็นช่วงนาทีสุดท้ายของ “เนเมซิโอ โอเซเกรา” (Nemesio Oseguera) หรือที่รู้จักกันในนาม “เอล เมนโช” (El Mencho) ผู้นำแก๊งคาร์เทล “ฮาลิสโก นิว เจเนเรชัน” (Jalisco New Generation Cartel – CJNG) ที่ใช้ชีวิตในวาระสุดท้าย ณ วิลล่าหรูหมายเลข 39 ภายในโครงการ “ตาปัลปา คันทรี คลับ” (Tapalpa Country Club) ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยระดับเอ็กซ์คลูซีฟกลางหุบเขาในรัฐฮาลิสโก ทางตะวันตกของเม็กซิโก

วิลล่าสองชั้นหลังนี้มีเอกลักษณ์ด้วยผนังหินและหลังคากระเบื้องสีแดง ตั้งอยู่อย่างมิดชิดเพื่อเป็นที่ซ่อนตัวของเจ้าพ่อคาร์เทลรายนี้ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (22 ก.พ.) จากการถูกทหารดักซุ่มโจมตีในพื้นที่ป่าหลังบ้านพัก โดยเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่การบุกจับครั้งนี้มาจากข้อมูลที่เชื่อมโยงกับคนรักของโอเซเกรา

ภาพถ่ายชุดล่าสุดเผยให้เห็นสภาพภายในบ้านที่ดูสับสนและสะท้อนถึงปัญหาสุขภาพของเอล เมนโช โดยบนเคาน์เตอร์ห้องครัวเต็มไปด้วยกล่องอาหารเดลิเวอรี่ สตรอว์เบอร์รีที่เน่าเสีย ซอสศรีราชา กล่องนม และขวดน้ำ รวมถึงมันฝรั่งและมะเขือเทศที่วางทิ้งไว้บนพื้น

เจ้าหน้าที่ยังพบยารักษาโรคจำนวนมาก ตั้งแต่ยาแก้ไมเกรน ยานอนหลับ ยารักษาโรคกรดไหลย้อน ไปจนถึงยารักษาอาการติดเชื้อรา นอกจากนี้ยังพบ “Tationil Plus”  หรือกลูตาไธโอนบริสุทธิ์ชนิดฉีด พร้อมตารางการฉีดยาในตู้เย็น ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการดูแลสุขภาพ

เจ้าหน้าที่ยังพบถุงผ้าแบรนด์ “Mayorquin” ซึ่งเป็นร้านจิวเวลรีระดับไฮเอนด์ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและน้ำหอมราคาแพงวางเรียงรายอยู่บนชั้น

สิ่งที่น่าสนใจคือการพบ “หิ้งบูชาชั่วคราว” ที่ประดิษฐานรูปเคารพทางศาสนาคาทอลิก ทั้ง พระแม่มารีแห่งกัวดาลูเป นักบุญอุปถัมภ์ของเม็กซิโก และนักบุญจูด แทดเดียส นักบุญแห่งความหวังของผู้สิ้นหวัง นอกจากนี้ยังมีแผ่นกระดาษเขียนข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลด้วยลายมือ เน้นย้ำเรื่อง “ความไว้วางใจในพระเจ้า” วางอยู่ใกล้ๆ กับกล่องของขวัญผูกโบสีแดง

รายงานระบุว่า ในช่วงที่กองทัพบุกเข้าจู่โจม โอเซเกราพยายามหลบหนีออกทางสวนหลังบ้านมุ่งหน้าไปยังเนินเขาที่เป็นป่าทึบ แต่ถูกกระสุนปืนจากการไล่ล่าและเสียชีวิตระหว่างการลำเลียงทางอากาศเพื่อไปรับการรักษา

ปัจจุบัน สภาพโดยรอบคฤหาสน์ยังคงหลงเหลือร่องรอยการต่อสู้ ทั้งซากรถยนต์ที่ถูกเผาทำลายบนถนน
โดยรอบโครงการ ขณะที่เมืองตาปัลปาซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและไร่อากาเว่ต้องตกอยู่ภายใต้การจับตามองของนานาชาติอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เคยคว่ำบาตรธุรกิจในแถบนี้โดยระบุว่าเป็นแหล่งฟอกเงินของแก๊ง CJNG.

ที่มา Reuters

ทรัมป์แถลงนโยบายต่อสภาคองเกรส โว “สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่” ชูศก.ฟื้นตัว-เงินเฟ้อต่ำสุดรอบกว่า 5 ปี

ทรัมป์แถลงนโยบายต่อสภาคองเกรส โว “สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่” ชูศก.ฟื้นตัว-เงินเฟ้อต่ำสุดรอบกว่า 5 ปี

25 ก.พ. 2569 10:20 น.

ทรัมป์แถลงนโยบายต่อสภาคองเกรส โว “สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่” ชูศก.ฟื้นตัว-เงินเฟ้อต่ำสุดรอบกว่า 5 ปี

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศนโยบายต่อสภาคองเกรส โวสหรัฐฯกลับมายิ่งใหญ่ ชูเศรษฐกิจฟื้นตัว-เงินเฟ้อต่ำสุดรอบกว่า 5 ปี

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวถ้อยแถลงประจำปีต่อรัฐสภา (State of the Union) ครั้งแรกในวาระที่สอง โดยย้ำว่า “ชาติของเรากลับมาแล้ว ใหญ่กว่า เด่นกว่า ร่ำรวยกว่า และแข็งแกร่งกว่าที่เคย” พร้อมยืนยันว่าเขาได้สร้างการพลิกฟื้นครั้งประวัติศาสตร์

ผู้นำสหรัฐระบุว่า เขาได้รับมรดกปัญหาเศรษฐกิจและสงครามจากรัฐบาลก่อนหน้า แต่ภายใน 1 ปี รัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนโฉมประเทศอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน ทรัมป์ยังชูตัวเลขเศรษฐกิจ โดยอ้างว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี และตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ 53 ครั้งนับตั้งแต่การเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังอ้างว่ารัฐบาลทรัมป์สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้มากกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปีแรก

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำข้อกล่าวหาว่าอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ  ซึ่งข้อมูลในอดีตชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อเคยสูงกว่านี้มาก่อน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าาวถึงประเด็นความมั่นคงโดยระบุว่าพรมแดนสหรัฐฯปลอดภัย ศัตรูหวาดกลัว และกองทัพจตำรวจเข้มแข็งทรัมป์ยังกล่าวถึงประเด็นความมั่นคง โดยระบุว่า พรมแดนสหรัฐปลอดภัย ศัตรู หวาดกลัว กองทัพและตำรวจเข้มแข็ง ทำให้และสหรัฐฯ ได้รับความเคารพอีกครั้ง 

โดยบรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีเสียงตะโกน “ยูเอสเอ” จากฝ่ายสนับสนุน ขณะเดียวกันอัล กรีน ส.ส.เดโมแครตจากรัฐเท็กซัสแสดงการประท้วง ถูกเชิญตัวออกจากห้องประชุมก่อนที่ทรัมป์จะเริ่มกล่าวสุนทรพจน์.

ที่มา CNN

เครื่องบินพยาบาลตกกลางป่าลึกทางตะวันออกของอินเดีย ดับยกลำ 7 ศพ ผู้ป่วยก็เสียชีวิตด้วย

เครื่องบินพยาบาลตกกลางป่าลึกทางตะวันออกของอินเดีย ดับยกลำ 7 ศพ ผู้ป่วยก็เสียชีวิตด้วย

25 ก.พ. 2569 09:02 น.

เครื่องบินพยาบาลตกกลางป่าลึกทางตะวันออกของอินเดีย ดับยกลำ 7 ศพ ผู้ป่วยก็เสียชีวิตด้วย

เกิดเหตุสลด เครื่องบินพยาบาลของอินเดียที่กำลังพาผู้ป่วยไฟไหม้ไปส่งโรงพยาบาล ประสบเหตุตกกลางป่าลึกทางตะวันออกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ ในจำนวนนี้รวมไปถึงผู้ป่วยบนเครื่องด้วย  

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินพยาบาลรุ่น บีชคราฟต์ C90 ที่ดำเนินการโดยบริษัท “เรดเบิร์ด แอร์เวย์ พีดับเบิลยูที” ประสบเหตุตกในป่าลึกทางภาคตะวันออกของอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งลำ 7 ศพ 

รายงานข่าวระบุว่า เครื่องบินเสียการควบคุมเพียงไม่กี่นาทีหลังขึ้นบินจากสนามบินเมืองแรนชี เมืองเอกของรัฐฌารขัณฑ์ ก่อนขาดการติดต่อ ขณะพยายามขนย้ายผู้ป่วยอาการวิกฤติจากกรุงนิวเดลี ที่มีแผลไฟไหม้รุนแรง โดยบนเครื่องบินลำนี้ประกอบด้วยผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล และญาติผู้ป่วยจำนวน 2 คน ในขณะที่ผู้เสียชีวิตอีก 2 คนคือนักบินและผู้ป่วยนักบิน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่รัฐคาดว่า เครื่องบินอาจสูญเสียการควบคุมหลังเผชิญกระแสลมแปรปรวนจากสภาพอากาศเลวร้าย ขณะที่สำนักงานอธิบดีกรมการบินพลเรือนอินเดียแล้วุว่า ได้ส่งทีมจากหน่วยสอบสวนอุบัติเหตุอากาศยานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียด ขณะที่ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ก่อนเห็นกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นจากแนวป่าทึบ ทำให้เจ้าหน้าที่เร่งรุดเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุทันที

ทั้งนี้ เครื่องบินพยาบาลถูกใช้อย่างแพร่หลายในอินเดีย เพื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตจากเมืองขนาดเล็กไปยังศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านการบินในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศท้าทาย.

เร่งไขปริศนาหลุมศพหมู่อายุ 2,800 ปีในเซอร์เบีย พบส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม

เร่งไขปริศนาหลุมศพหมู่อายุ 2,800 ปีในเซอร์เบีย พบส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม

25 ก.พ. 2569 08:55 น.

เร่งไขปริศนาหลุมศพหมู่อายุ 2,800 ปีในเซอร์เบีย พบส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม

การค้นพบหลุมศพหมู่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทางเหนือของเซอร์เบีย กำลังสร้างความตกตะลึงให้วงการโบราณคดีโลก หลังพบข้อมูลใหม่ว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ซึ่งถูกสังหารอย่างโหดร้าย

หลุมศพแห่งนี้มีชื่อว่า Gomolava นับเป็นหนึ่งในหลุมศพหมู่แบบเหตุการณ์ครั้งเดียว ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยนักโบราณคดีพบร่างผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 ราย ถูกทุบตีและแทงจนเสียชีวิตในช่วงยุคเหล็ก 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักวิชาการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุสังหารหมู่ครั้งนี้อาจเป็นฝีมือของชนเผ่าคู่ขัดแย้ง แต่ผลการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมล่าสุดกลับหักล้างสมมติฐานดังกล่าว

นักวิจัยใช้เทคนิคสมัยใหม่ ทั้งการวิเคราะห์ DNA การตรวจคอลลาเจนและเคลือบฟัน รวมถึงการศึกษาบาดแผลบนกระดูก เพื่อถอดรหัสเรื่องราวก่อนวาระสุดท้ายของเหยื่อ จนพบว่าเหยื่อส่วนใหญ่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกัน และมีหลักฐานว่าพวกเขาเติบโตมาจากถิ่นฐานต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งรูปแบบอาหารที่บริโภคและองค์ประกอบทางเคมีในฟันชี้ว่า คนเหล่านี้ไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันในชุมชนเดียวเป็นเวลานาน

ข้อมูลที่เปิดเผยล่าสุดสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง เพราะเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุระหว่าง 1–12 ปี จำนวนมากถึงเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีวัยรุ่น 11 คน และผู้ใหญ่ราว 24 คน โดย 87% ของผู้เสียชีวิตเป็นเพศหญิง และพบเด็กทารกเพศชาย 1 ราย

นักวิชาการเชื่อว่า นี่อาจเป็นตัวอย่างของการสังหารแบบเลือกเพศและวัย เพื่อแสดงอำนาจและควบคุมทรัพยากรในช่วงความขัดแย้งขนาดใหญ่ที่หลายชุมชนในยุคนั้นต้องเผชิญ

ดร.ลินดา จากมหาวิทยาลัยแห่งเอดินเบอระ  (University of Edinburgh) อธิบายว่าการสังหารอย่างโหดเหี้ยมและการจัดพิธีฝังศพในเวลาต่อมา อาจสะท้อนความพยายามสร้างดุลอำนาจ และประกาศอำนาจเหนือที่ดินและทรัพยากร

สิ่งที่ยิ่งเพิ่มความลึกลับคือ หลักฐานชี้ว่ามีการใช้เวลาและทรัพยากรจัดเตรียมสถานที่ฝังศพอย่างพิถีพิถัน เหยื่อถูกฝังพร้อมเครื่องประดับส่วนตัว รวมถึงเครื่องประดับโลหะที่ผลิตจากแหล่งแร่ในพื้นที่

ซึ่งดร.แบร์รี มอลโลย์ จาก มหาวิทยาลัยคอลเลจดับลิน (University College Dublin) ระบุว่าการวิเคราะห์สมัยใหม่ไม่เพียงแค่ช่วยให้เราเข้าใจการตายอย่างรุนแรงของพวกเขา แต่ยังเข้าใจบริบทก่อนเกิดเหตุ และผลกระทบหลังจากนั้น

เขาเสริมว่า การฝังศพถูกจัดวางบนเนินชุมชนที่โกโมลาวา เสมือนสร้างอนุสรณ์ถาวรที่ผู้คนในยุคนั้นต้องพบเห็นอยู่เสมอ ราวกับเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความทรงจำของเหตุการณ์นองเลือด

งานศึกษาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง University of Edinburgh, University College Dublin, University of Copenhagen และ Museum of Vojvodina ก่อนเผยแพร่ในวารสารวิชาการชั้นนำเนเจอร์ ฮิวแมน บีเฮฟวิเออร์ (Nature Human Behaviour) ซึ่งถึงแม้จะคลี่คลายปริศนาได้บางส่วน แต่ยังคงไม่มีคำตอบว่า ใครคือผู้ลงมือและวัตถุประสงค์ของการคร่าชีวิตเด็กและผู้หญิงจำนวนมากนี้มีขึ้นเพื่ออะไร.

ที่มา : The sun

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลุมศพหมู่

ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน

ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน

25 ก.พ. 2569 06:40 น.

ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน

ตำรวจออสเตรเลียจับกุมชาย 2 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยฆาตกรรม “ปู่ซิดนีย์” ผู้ตกเป็นเหยื่อการลักพาตัวผิดคนเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ก่อนจะมีการพบศพเมื่อวันจันทร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 25 ก.พ. 2569 ว่า ตำรวจออสเตรเลียจับกุมตัวชาย 2 คนในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุฆาตกรรมนายคริส แบกซาเรียน หรือที่เรียกกันว่า “คุณตาซิดนีย์” วัย 85 ปี ผู้ตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์ที่ตำรวจเรียกว่าเป็นการ “ลักพาตัวผิดตัว” โดยการจับกุมเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังมีการพบชิ้นส่วนมนุษย์ที่เชื่อว่าเป็นของนายแบกซาเรียน

ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ นายแบกซาเรียนถูกลักพาตัวไปจากบ้านพักในย่านนอร์ท ไรด์ (North Ryde) หลังบ้านของเขาถูกบุกจู่โจมในช่วงรุ่งสางของวันที่ 13 ก.พ. โดยตำรวจยืนยันว่า เขาไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของการโจมตีในครั้งนี้ แต่อาจเป็นครอบครัวที่มีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรม

ในวันพุธ (25 ก.พ.) ชายสองคนอายุ 24 ปี และ 29 ปี ถูกจับกุมได้ที่บ้านพักสองแห่ง และถูกนำตัวไปสอบปากคำ โดยการจับกุมเกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากตำรวจพบร่างที่เชื่อว่าเป็นนายแบกซาเรียน บริเวณใกล้กับสนามกอล์ฟแถบชานเมือง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการตั้งข้อหาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในช่วงหลายวันหลังจากเกิดเหตุลักพาตัว ตำรวจออกมาวิงวอนหลายครั้งขอให้ผู้ที่ลักพาตัวนายแบกซาเรียนไป ให้ส่งตัวเขากลับมาอย่างปลอดภัย เนื่องจากเขามีปัญหาสุขภาพและจำเป็นต้องได้รับยาเป็นประจำทุกวัน

ทางการกล่าวว่าพวกเขามีความ “มั่นใจเกินร้อย” ว่ามีการจับตัวคนผิดไป เนื่องจากทั้งนายแบกซาเรียนและครอบครัวของเขาไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ กับองค์กรอาชญากรรมเลย

ในขณะที่มีวิดีโอภาพของนายแบกซาเรียนในสภาพบาดเจ็บถูกแชร์ว่อนบนโลกออนไลน์ ครอบครัวของเขาได้บรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเหมือน “ฝันร้ายที่เหลือเชื่อ”

ตำรวจเผยด้วยว่า การค้นพบรถยนต์ถูกเผาทำลาย 2 คัน และการบุกตรวจค้นบ้านร้างในย่านดูรัล (Dural) นำทางพวกเขาไปยังพื้นที่ในย่านพิตต์ทาวน์ (Pitt Town) ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาพบร่างผู้เสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ตำรวจปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับสภาพศพที่พบ แต่ระบุว่าจะมีการชันสูตรพลิกศพเพื่อยืนยันตัวตนอย่างเป็นทางการและหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald รายงานว่า คดีการลักพาตัวผิดคน เริ่มกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นในโลกใต้ดินของซิดนีย์ เนื่องจากเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่หันมาใช้วิธีจ้างวานบุคคลภายนอกให้ก่ออาชญากรรมแทนมากขึ้น

เมื่อปีที่แล้ว ช่างประปาวัย 23 ปีรายหนึ่งก็ถูกยิงเสียชีวิตที่ทางเข้าบ้านในย่านคอนเดลล์พาร์ก (Condell Park) ซึ่งตำรวจเชื่อว่าเป็นคดีฆาตกรรมผิดตัวเช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บราซิลอ่วม น้ำท่วมรุนแรงในภาคใต้ ดับแล้ว 23 ศพ อพยพนับร้อย

บราซิลอ่วม น้ำท่วมรุนแรงในภาคใต้ ดับแล้ว 23 ศพ อพยพนับร้อย

25 ก.พ. 2569 06:00 น.

บราซิลอ่วม น้ำท่วมรุนแรงในภาคใต้ ดับแล้ว 23 ศพ อพยพนับร้อย

เมืองในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิลกำลังเผชิญฝนตกหนัก จนทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายสิบจุด โดยตอนนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 23 ศพ และมีผู้ที่ต้องอพยพอีกหลายร้อยคน

เมื่อวันอังคารที่ 24 ก.พ. 2569 เจ้าหน้าที่ของประเทศบราซิลเปิดเผยว่า เหตุอุทกภัยรุนแรงทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 23 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกหลายสิบคนในรัฐมินัสเชไรส์ (Minas Gerais) ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าภูมิภาคนี้จะมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้นอีกในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ในเมืองชูอิซ เด ฟอรา (Juiz de Fora) และเมืองอูบา (Uba) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงรีโอเดจาเนโรไปทางทิศเหนือประมาณ 310 กิโลเมตร ส่งผลให้ชาวเมืองประมาณ 440 รายต้องอพยพออกจากที่พักอาศัย

หน่วยดับเพลิงของรัฐมินัสเชไรส์ระบุว่า กำลังเร่งค้นหาผู้สูญหายเกือบ 45 รายที่หายตัวไปตั้งแต่ช่วงดึกของวันจันทร์ โดยวิดีโอที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมา เผยให้เห็นสภาพถนนที่ถูกน้ำท่วมขังในเมืองชูอิซ เด ฟอรา และเมืองอูบา ซึ่งแม่น้ำไหลทะลักล้นตลิ่งและเปลี่ยนทิศทางเข้าท่วมพื้นที่ ทางการยังเตือนให้ประชาชนอยู่ห่างจากพื้นที่เสี่ยงเกิดดินถล่มด้วย

นาย ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ระบุผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเองว่า กองกำลังความมั่นคงกำลังเร่งดำเนินการกู้ภัยและให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

ขณะที่สถาบันอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของบราซิล (Inmet) ระบุในแถลงการณ์ว่า จะมีฝนตกเพิ่มขึ้นอีกในรัฐมินัสเชไรส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับเนินเขา หุบเขา และพื้นที่ลาดชัน

ด้านเทศบาลเมืองชูอิซ เด ฟอรา แถลงว่า เมืองได้รับปริมาณน้ำฝนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ถึงสองเท่า ขณะที่นายกเทศมนตรี มาร์การิดา ซาโลเมา เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าได้รับแจ้งเหตุดินถล่มแล้วอย่างน้อย 20 จุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว

25 ก.พ. 2569 05:31 น.

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว

ผู้ประกาศข่าวหญิงชื่อดังเสนอมอบเงินรางวัลจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ใครก็ตามที่ให้เบาะแสจนนำไปสู่การพบตัวมารดาของเธอ ซึ่งเชื่อว่าถูกลักพาตัวไป และหายตัวไปนานเกือบ 1 เดือนแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 24 ก.พ. 2569 น.ส. ซาวันนาห์ กัทธรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังชาวอเมริกัน ประกาศว่าครอบครัวของเธอพร้อมมอบเงินรางวัลจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การนำตัวมารดาวัย 84 ปีของเธอ ซึ่งหายตัวไปนานถึง 24 วันแล้ว กลับคืนมา

พิธีกรรายการข่าวจากช่อง NBC รายนี้ กล่าวผ่านวิดีโอในอินสตาแกรมพร้อมกลั้นน้ำตาว่า พวกเธอกำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส จากการหายตัวไปของ แนนซี กัทธรี ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกลักพาตัวไปจากบ้านพักในเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา

“พวกเรายังคงเชื่อในปาฏิหาริย์ เรายังเชื่อว่าท่านจะสามารถกลับบ้านได้ แม้มันจะเป็นความหวังที่ดูริบหรี่เพียงใดก็ตาม” ผู้ประกาศข่าวสาวกล่าว “ในขณะเดียวกัน เราก็รู้ดีว่าท่านอาจจะหลงทาง ท่านอาจจากไปแล้ว หรืออาจจะกลับไปอยู่กับพระเจ้าที่ท่านรักแล้ว”

ซาวันนาห์ กัทธรี กล่าวด้วยว่า ครอบครัวของเธอจะร่วมบริจาคเงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ศูนย์เพื่อเด็กหายและถูกแสวงหาผลประโยชน์แห่งชาติ และวิงวอนว่า “ได้โปรดเถิด หากคุณได้ยินข้อความนี้ หากคุณเฝ้ารอและยังไม่แน่ใจ ขอให้สิ่งนี้เป็นสัญญาณให้คุณช่วยก้าวออกมาเถิดค่ะ”

“บอกสิ่งที่คุณรู้ และช่วยพวกเราพาคุณแม่อันเป็นที่รักกลับบ้าน เพื่อที่พวกเราจะได้ร่วมกันฉลองการกลับบ้านที่เป็นดั่งปาฏิหาริย์ หรือไม่ก็เพื่อร่วมกันเชิดชูชีวิตที่งดงาม กล้าหาญ และสูงส่งที่คุณแม่ได้ใช้มาตลอดชีวิต”

ด้านสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI สาขาเมืองฟีนิกซ์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ใครก็ตามที่มี “ข้อมูลจากประสบการณ์ตรง” เกี่ยวกับที่อยู่ของกัทธรี โปรดติดต่อสายด่วนแจ้งเบาะแสของ FBI

ก่อนหน้านี้ จำนวนเงินรางวัลสำหรับการหาตัวนาง แนนซี กัทธรี อยู่ที่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นเงินจาก FBI จำนวน 100,000 ดอลลาร์ และจากองค์กร Crime Stoppers เมืองทูซอนอีก 100,000 ดอลลาร์

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นางกัทธรีหายตัวไปในช่วงเที่ยงของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ หลังจากที่เธอไม่ได้ไปร่วมพิธีที่โบสถ์ตามปกติ โดยสำนักงานนายอำเภอ พีมา เคาน์ตี ระบุว่าพวกเขาเชื่อว่าเธอถูก “พาตัวออกจากบ้านโดยไม่สมัครใจ อาจจะในช่วงกลางดึก และมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นการลักพาตัว”

ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้เผยแพร่ภาพของผู้ต้องสงสัยรายสำคัญ ซึ่งเป็นชายที่กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ (Nest) ตรงประตูบ้านของแนนซี กัทธรี สามารถบันทึกภาพไว้ได้ ขณะที่แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว CBS News ของสหรัฐฯ ว่า ผู้ต้องสงสัยรายเดียวกันนี้ ดูเหมือนจะเคยมาปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านของ แนนซี กัทธรี ในอีกวาระหนึ่งด้วย ก่อนที่เธอจะหายตัวไป

นอกจากนี้ ยังมีการส่งจดหมายที่อ้างว่าเป็นการ “เรียกค่าไถ่” เพื่อเรียกร้องเงินสกุลคริปโตเคอร์เรนซีมูลค่าประมาณ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปยังสำนักข่าวต่าง ๆ โดยมีฉบับหนึ่งระบุเส้นตายไว้ที่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม มีจดหมายอย่างน้อยหนึ่งฉบับที่เป็นของปลอม ซึ่งถูกส่งโดยชายวัย 42 ปีจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งขณะนี้เขาถูกตั้งข้อหาเรียบร้อยแล้ว

ความสนใจอย่างมหาศาลต่อคดีนี้ได้เปลี่ยนเมืองทูซอน ซึ่งปกติเป็นเมืองที่เงียบสงบและเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้เกษียณอายุ ให้กลายเป็นศูนย์กลางของสื่อระดับโลก โดยมีผู้สังเกตการณ์ที่อยากรู้อยากเห็นและ “นักสืบสมัครเล่น” จำนวนมากแห่กันเดินทางมายังพื้นที่แห่งนี้

ขณะนี้พนักงานสืบสวนได้รับแจ้งเบาะแสจากสาธารณชนแล้วเกือบ 40,000 รายการ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าสามารถเก็บกู้หลักฐาน DNA ได้จากถุงมือข้างหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายกับที่ผู้ต้องสงสัยในกล้องวงจรปิดสวมใส่ โดยพบตกอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเธอมากนัก แต่ผลการตรวจสอบกลับไม่พบประวัติที่ตรงกับฐานข้อมูลของ FBI

ล่าสุด พนักงานสอบสวนได้ตัดสมาชิกครอบครัวกัทธรีทุกคนออกจากการเป็นผู้ต้องสงสัยแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

25 ก.พ. 2569 02:43 น.

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากเกิดเหตุโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ภายในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งนี้เมื่อหลายเดือนก่อน และจนถึงตอนนี้ยังหาของกลางไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาง ลอเรนซ์ เดส์ การ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แล้ว ในวันอังคารที่ 24 ก.พ. 2569 ไม่กี่เดือนหลังจากเกิดเหตุโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของเชื้อพระวงศ์ฝรั่งเศส จนทำให้เกิดข้อครหาเรื่องการรักษาความปลอดภัย

เหตุโจรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 19 ต.ค. 2568 โดยกลุ่มโจรได้ใช้รถบรรทุกติดลิฟต์กลไกที่ขโมยมาเพื่อปีนขึ้นไปยังระเบียงฝั่งแม่น้ำแซน ก่อนจะบุกเข้าไปใน หอศิลป์อะพอลโล (Galerie d’Apollon) และขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่ารวมกว่า 88 ล้านยูโรไป (ราว 3.2 พันล้านบาท)

ตอนนี้ผู้ต้องสงสัยหลักทั้ง 4 รายถูกจับกุมตัวได้แล้ว ทว่าเครื่องประดับอันล้ำค่าทั้ง 8 ชิ้นยังคงสูญหาย โดยที่ผู้เชี่ยวชาญเกรงว่า อาจไม่สามารถนำพวกมันกลับคืนมาได้แล้ว

ทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปรวมถึงสร้อยคอเพชรและมรกตที่จักรพรรดินโปเลียนเคยมอบให้แก่พระมเหสี โดยในระหว่างที่หัวขโมยกำลังหลบหนี พวกเขาได้ทำมงกุฎประดับเพชรสมัยศตวรรษที่ 19 ของจักรพรรดินีอูเชนี (Empress Eugenie) ตกจนได้รับความเสียหายด้วย

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ได้เปิดเผยภาพความเสียหายของมงกุฎดังกล่าวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเหตุ โดยระบุว่าตัวมงกุฎยังคงอยู่ในสภาพ “เกือบสมบูรณ์” และสามารถบูรณะให้กลับมาเป็นดังเดิมได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นที่เก็บรักษาผลงานศิลปะล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้มากมาย รวมถึงภาพ “โมนาลิซา” ของเลโอนาร์โด ดา วินชี ทว่าเพียงไม่กี่วันหลังเหตุโจรกรรม นาง เดส์ การ์ ได้ยอมรับว่าระบบกล้องวงจรปิดรอบบริเวณพิพิธภัณฑ์นั้นมีจุดอ่อนและ “เก่าล้าสมัย” และกล้องเพียงตัวเดียวที่สังเกตการณ์จุดที่โจรบุกเข้าไป กลับหันไปทางอื่น

แม้ว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์จะมีจำนวนผู้เข้าชมมหาศาลกว่า 8.7 ล้านคนต่อปี แต่การลงทุนด้านระบบรักษาความปลอดภัยกลับเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งนาง เดส์ การ์ เน้นย้ำถึงความท้าทายด้านงบประมาณที่สถาบันขนาดใหญ่ต้องเผชิญ โดยเธอเคยกล่าวไว้ในปี 2564 แล้วว่า เธอต้องการเพิ่มจำนวนกล้องวงจรปิดขึ้นอีกเท่าตัว แต่มันยังไม่เกิดขึ้น

ตอนนี้ ทางการฝรั่งเศสตั้งคณะกรรมการสอบสวนของรัฐสภาเพื่อหาข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นแล้ว โดยคาดว่าจะทราบผลสรุปในเดือนพฤษภาคมปีนี้ โดยรายงานขั้นต้นที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุ “ความล้มเหลวเชิงระบบ” เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดการบุกรุกครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สงครามครบ 4 ปี ชาวยูเครนต้องการสันติ รัสเซียลั่นยังไม่บรรลุเป้าหมาย

สงครามครบ 4 ปี ชาวยูเครนต้องการสันติ รัสเซียลั่นยังไม่บรรลุเป้าหมาย

25 ก.พ. 2569 01:11 น.

สงครามครบ 4 ปี ชาวยูเครนต้องการสันติ รัสเซียลั่นยังไม่บรรลุเป้าหมาย

สงครามในยูเครนดำเนินมาครบ 4 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว โดยชาวยูเครนยังต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยที่ไม่รู้ว่าการต่อสู้จะจบลงเมื่อไร ขณะที่ฝ่ายรัสเซียระบุว่า ยังไม่บรรลุเป้าหมายทั้งหมดของสงคราม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การยกทัพบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบของรัสเซียดำเนินมาครบ 4 ปีแล้ว ในวันที่ 24 ก.พ. 2569 ท่ามกลางความสูญเสียและความทุกข์ยากของประชาชนชาวยูเครน ซึ่งต้องเผชิญการโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน ในขณะที่หลายคนไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย

สี่ปีหลังจากรัสเซียเปิดฉากบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบ ชาวเมืองเคียฟต่างพากันย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้น

นางสวิตลานา ยูร์ ชาวเมืองวัย 48 ปี กล่าวว่า เธอ “มีความหวังจนถึงวินาทีสุดท้าย” ว่าจะไม่เกิดสงครามขึ้น “แม้แต่ในเช้า [ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022] ตอนที่ฉันตื่นขึ้นมาเพราะเสียงระเบิด ฉันยังคิดว่ามีเสียงยางรถระเบิดอยู่ที่ไหนสักแห่งเลย” เธอบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์

คำถามที่หลายคนกำลังเฝ้าถามคือ สงครามนี้จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน? สำหรับ วิกเตอร์ บูอินอฟสกี ครูวัย 63 ปี เขามองว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับปูติน “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว… นั่นคือประธานาธิบดีรัสเซีย … เขาเป็นคนเริ่มสงครามนี้ และเขาต้องเป็นคนจบมัน”

ขณะที่ ลุดมิลา ทารัน ชาวเคียฟอีกคนและเป็นหนึ่งในมารดาของทหารที่ไปออกรบกล่าวว่า เธอปรารถนาให้สงครามยุติลงโดยเร็วที่สุด “ตอนนี้ลูกของฉันอยู่ที่แนวหน้ามา 4 ปีแล้ว… ฉันอยากให้มันจบลงเสียวันนี้เลย”

เธอยังเรียกร้องให้ “พวกที่อยู่ระดับเบื้องบนตัดสินใจเรื่องปัญหานี้เสียที ฉันไม่สนว่าพวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร แต่ฉันต้องการสันติ”

ด้านประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่า วลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ล้มเหลวในการทำลายจิตวิญญาณของชาวยูเครน นับตั้งแต่เปิดฉากบุกรุกประเทศเมื่อ 4 ปีก่อน

“วันนี้ครบรอบ 4 ปีพอดี นับตั้งแต่วันที่ปูตินเริ่มปฏิบัติการเผด็จศึกเคียฟภายใน 3 วัน” เซเลนสกีระบุในข้อความผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม “และสิ่งนี้บ่งบอกอะไรมากมายเกี่ยวกับการต่อต้านของเรา เกี่ยวกับวิธีที่ยูเครนต่อสู้มาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา”

เซเลนสกีกล่าวว่า เบื้องหลังคำพูดเหล่านี้ “คือประชาชนของเรานับล้านคน ความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ การทำงานหนักอย่างเหลือเชื่อ ความอดทนพากเพียร และเส้นทางอันยาวไกลที่ยูเครนได้ก้าวเดินมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ (2565)”

“เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของการรุกรานและพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะพูดว่า เราได้ปกป้องเอกราชของเราไว้ได้ เราไม่ได้สูญเสียความเป็นรัฐ และปูตินก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายของเขา” เขากล่าวต่อ

“เขาทำลายชาวยูเครนไม่ได้ เขาไม่ได้ชนะสงครามครั้งนี้” เซเลนสกีย้ำ “เราได้รักษายูเครนเอาไว้ และเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพและความยุติธรรม ขอชัยชนะจงมีแก่ยูเครน!”

ขณะเดียวกัน นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซียออกมากล่าวว่า ประเทศของเขายังไม่บรรลุเป้าหมายทั้งหมดของปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมความขัดแย้งในครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ มอสโกยื่นข้อเรียกร้องให้มีการส่งมอบภูมิภาคทางตะวันออกของยูเครน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดอนบาส (Donbas) ให้แก่รัสเซีย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทางรัฐบาลเคียฟไม่อาจยอมรับได้ ส่งผลให้การเจรจาหลายรอบที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลางในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาต้องหยุดชะงักลง

นายเปสคอฟยังกล่าวอีกว่า ช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมานั้น “มีความสำคัญอย่างยิ่ง” สำหรับรัสเซีย และจะ “คงอยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โรเบิร์ต คาร์ราดีน นักแสดงรุ่นใหญ่ เสียชีวิตในวัย 71 ปี

โรเบิร์ต คาร์ราดีน นักแสดงรุ่นใหญ่ เสียชีวิตในวัย 71 ปี

25 ก.พ. 2569 00:10 น.

โรเบิร์ต คาร์ราดีน นักแสดงรุ่นใหญ่ เสียชีวิตในวัย 71 ปี

โรเบิร์ต คาร์ราดีน นักแสดงรุ่นใหญ่ชาวอเมริกัน ผู้โลดแล่นในวงการภาพยนตร์มานาน ก่อนจะต้องต่อสู้กับโรคไบโพลาร์มานานนับทศวรรษ เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 71 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 24 ก.พ. 2569 ว่า โรเบิร์ต คาร์ราดีน นักแสดงรุ่นใหญ่ชาวอเมริกันผู้โด่งดังจากบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง The Long Riders, Revenge of the Nerds และซีรีส์โทรทัศน์ Lizzie McGuire เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุได้ 71 ปี

“ด้วยความเสียใจอย่างยิ่งที่เราต้องแจ้งให้ทราบว่า โรเบิร์ต คาร์ราดีน คุณพ่อ คุณปู่/คุณตา คุณอา และพี่ชายอันเป็นที่รักของเราได้จากไปแล้ว” ครอบครัวของเขาระบุในแถลงการณ์ที่ส่งให้แก่ Deadline เว็บไซต์ข่าวบันเทิงชั้นนำของสหรัฐฯ

“ในโลกที่บางครั้งอาจดูมืดมน บ็อบบี้เปรียบเสมือนแสงนำทางให้กับทุกคนรอบข้างเสมอมา พวกเราใจสลายกับการสูญเสียจิตวิญญาณที่งดงามนี้ และขอเชิดชูการต่อสู้อันกล้าหาญของบ็อบบี้ที่มีต่อโรคไบโพลาร์มาตลอดเกือบสองทศวรรษ” แถลงการณ์ระบุ

“พวกเราหวังว่าการเดินทางของเขาจะช่วยส่องประกายและเป็นแรงกระตุ้นให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการขจัดตราบาปที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคทางจิตเวช” แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติม

ทั้งนี้ โรเบิร์ต คาร์ราดีน เกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2497 เขาเป็นบุตรชายคนสุดท้องของ จอห์น คาร์ราดีน นักแสดงชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ และเป็นน้องชายของนักแสดงชื่อดังอย่าง เดวิด คาร์ราดีน และ คีธ คาร์ราดีน รวมถึง คริสโตเฟอร์ คาร์ราดีน อดีตรองประธานบริหารของ Walt Disney Imagineering

คีธ คาร์ราดีน บอกกับ Deadline ว่า ครอบครัวต้องการแบ่งปันเรื่องราวการต่อสู้กับโรคไบโพลาร์ของน้องชาย โดยกล่าวว่า “เราต้องการให้ผู้คนรับรู้เรื่องนี้ และมันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย”

“มันคืออาการเจ็บป่วยที่รุมเร้าเขาอย่างหนัก และผมอยากจะยกย่องเขาสำหรับการต่อสู้กับโรคนั้น รวมถึงระลึกถึงจิตวิญญาณอันงดงามของเขา” คีธกล่าวเสริม “เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์อย่างล้นเหลือ และพวกเราจะคิดถึงเขาในทุก ๆ วัน”

คาร์ราดีนเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในเรื่อง “The Cowboys” เมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งนำแสดงโดย จอห์น เวย์น และ รอสโค ลี บราวน์ ก่อนที่จะสั่งสมประสบการณ์ในฮอลลีวูดมายาวนานหลายทศวรรษ ทั้งในภาพยนตร์กระแสหลัก ภาพยนตร์อิสระ และซีรีส์ทางโทรทัศน์

เขาได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากบทบาท ลูอิส สกอลนิก จากภาพยนตร์ตลกเรื่อง “Revenge of the Nerds” เมื่อปี พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ยอดฮิตที่นำไปสู่การสร้างภาคต่ออีกหลายภาค

ราว 20 ปีต่อมา โรเบิร์ต คาร์ราดีน ได้สร้างฐานแฟนคลับใหม่ในกลุ่มคนเจนหลัง จากการรับบทเป็น แซม แมคไกวร์ ในซีรีส์ยอดนิยมของดิสนีย์เรื่อง “Lizzie McGuire”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn