5 ชาติยุโรป-ญี่ปุ่นลั่น พร้อมร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากวิธีการเหมาะสม

5 ชาติยุโรป-ญี่ปุ่นลั่น พร้อมร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากวิธีการเหมาะสม

20 มี.ค. 2569 01:28 น.

5 ชาติยุโรป-ญี่ปุ่นลั่น พร้อมร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากวิธีการเหมาะสม

ผู้นำ 5 ประเทศยุโรปและญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ร่วม ประณามอิหร่านที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ และว่าพวกเขาพร้อมที่จะเข้าร่วมความพยายาม “ที่เหมาะสม” ใดๆ เพื่อเปิดช่องแคบแห่งนี้อีกครั้ง

เมื่อ 19 มี.ค. 2569 ผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ร่วมกันในประเด็นเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน โดยยืนยันว่า พวกเขาพร้อมที่จะเข้าร่วมใน “ความพยายามที่เหมาะสม” เพื่อเปิดช่องแคบแห่งนี้

“เราขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดสำหรับการโจมตีของอิหร่านที่มุ่งเป้าไปยังเรือพาณิชย์ที่ไม่มีอาวุธในอ่าวเปอร์เซียเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ซึ่งรวมถึงจุดติดตั้งระบบน้ำมันและก๊าซ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยโดยกองกำลังอิหร่าน” แถลงการณ์ร่วมระบุ

“เราขอแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น เราขอเรียกร้องให้อิหร่านยุติการข่มขู่ การวางทุ่นระเบิด การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ รวมถึงความพยายามอื่นๆ ในการปิดกั้นช่องแคบต่อการขนส่งสินค้าทางเรือในทันที และขอให้ปฏิบัติตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ฉบับที่ 2817”

“เสรีภาพในการเดินเรือถือเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงภายใต้สัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)” แถลงการณ์ระบุ และเสริมว่า “ผลกระทบจากการกระทำของอิหร่านจะส่งผลถึงผู้คนในทุกส่วนของโลก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สุด”

“เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมติ UNSC ที่ 2817 เราขอย้ำว่าการแทรกแซงการเดินเรือระหว่างประเทศและการขัดขวางห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกเช่นนี้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ในประเด็นนี้ เราขอเรียกร้องให้มีการระงับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงแหล่งติดตั้งน้ำมันและก๊าซโดยทันทีและครอบคลุม”

“เราขอแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนความพยายามที่เหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าการสัญจรผ่านช่องแคบจะเป็นไปอย่างปลอดภัย และเรายินดีต่อความมุ่งมั่นของประเทศต่างๆ ที่กำลังดำเนินการวางแผนเตรียมการในขณะนี้”

“เรายินดีต่อการตัดสินใจของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่อนุมัติให้มีการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบร่วมกัน เราจะดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงาน รวมถึงการร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตบางรายเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต”

“นอกจากนี้ เราจะดำเนินการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งรวมถึงการดำเนินการผ่านสหประชาชาติและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IFIs)”

“ความมั่นคงทางทะเลและเสรีภาพในการเดินเรือเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศ เราขอเรียกร้องให้ทุกรัฐเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของความมั่งคั่งและความมั่นคงระหว่างประเทศ” แถลงการณ์ระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : gov.uk

ทรัมป์เล่นมุกเพิร์ลฮาร์เบอร์ บอกนายกฯ ซานาเอะ ใครจะรู้เรื่องเซอร์ไพรส์เท่าญี่ปุ่น

ทรัมป์เล่นมุกเพิร์ลฮาร์เบอร์ บอกนายกฯ ซานาเอะ ใครจะรู้เรื่องเซอร์ไพรส์เท่าญี่ปุ่น

20 มี.ค. 2569 00:25 น.

ทรัมป์เล่นมุกเพิร์ลฮาร์เบอร์ บอกนายกฯ ซานาเอะ ใครจะรู้เรื่องเซอร์ไพรส์เท่าญี่ปุ่น

โดนัลด์ ทรัมป์ เล่นมุกเพิร์ลฮาร์เบอร์ระหว่างคุยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระบุใครจะรู้เรื่องการทำเซอร์ไพรส์ได้ดีไปกว่าญี่ปุ่น หลังถูกนักข่าวถามว่า ทำไมโจมตีอิหร่านโดยไม่บอกชาติพันธมิตร

ในวันที่ 19 มี.ค. 2569 นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางเข้าพบประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และเรื่องความร่วมมือกับสหรัฐฯ

ในระหว่างการสนทนา ทั้งสองเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวถามคำถาม โดยหนึ่งในนั้นถามนายทรัมป์ว่า เหตุใดเขาจึงไม่แจ้งให้พันธมิตรอย่างญี่ปุ่นทราบถึงความตั้งใจที่จะโจมตีอิหร่าน ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบคำถามส่วนหนึ่งด้วยมุกตลกเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

“อย่างหนึ่งคือ คุณคงไม่อยากส่งสัญญาณมากเกินไป คุณก็รู้ว่าตอนที่เราบุกเข้าไป เราบุกเข้าไปหนักมาก และเราไม่ได้บอกใครเรื่องนี้เพราะเราต้องการเซอร์ไพรส์” ทรัมป์กล่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ “ใครจะรู้เรื่องการทำเซอร์ไพรส์ได้ดีไปกว่าญี่ปุ่นล่ะ?” ทรัมป์กล่าวเสริม “แล้วทำไมพวกคุณไม่บอกผมเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ? โอเคไหม?”

ทั้งนี้ ทรัมป์สั่งการให้กองทัพโจมตีอิหร่านเป็นครั้งแรกเมื่อเกือบ 3 สัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคพุ่งสูงขึ้น และนำไปสู่คำถามจากชาติพันธมิตรเกี่ยวกับการประสานงานและการสื่อสาร

อนึ่ง เหตุการณ์โจมตีฉับพลันที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ดังกล่าว คร่าชีวิตชาวอเมริกันไปมากกว่า 2,400 คน และเป็นชนวนเหตุที่ผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1941 (พ.ศ. 2484)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านโวย UAE ขับนักเรียนอิหร่าน 2,500 คน พ้นประเทศ

อิหร่านโวย UAE ขับนักเรียนอิหร่าน 2,500 คน พ้นประเทศ

19 มี.ค. 2569 23:47 น.

อิหร่านโวย UAE ขับนักเรียนอิหร่าน 2,500 คน พ้นประเทศ

อิหร่านโวยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่สั่งขับไล่นักเรียนชาวอิหร่านกว่า 2,500 คนออกจากประเทศ รวมถึงสั่งปิดโรงเรียนอิหร่านด้วย โดยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสหประชาชาติกับยูเนสโกแล้ว

เมื่อ 19 มี.ค. 2569 นายอาลี ฟาร์ฮาดี โฆษกกระทรวงศึกษาธิการของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวสาธารณรัฐอิสลาม (IRNA) ว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สั่งเนรเทศนักเรียนชาวอิหร่านจำนวน 2,500 คนอย่างกะทันหัน และสั่งระงับการดำเนินงานของโรงเรียนรัฐบาลอิหร่านทุกแห่งในประเทศ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ UAE เกิดขึ้นหลังจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพวกเขาถูกอิหร่านโจมตีหลายต่อหลายครั้งในช่วงเกือบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงที่คลังน้ำมันใกล้ท่าเรือฟูไจราห์ ศูนย์กลางการขนส่งน้ำมันของ UAE โดยอิหร่านอ้างว่าทำเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม นายฟาร์ฮาดีระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นตัวอย่างของ “นโยบายที่เป็นศัตรู” ซึ่งสอดรับกับความต้องการของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลอิหร่านจะยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับองค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยโต้แย้งว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ฟาร์ฮาดีกล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนอิหร่านได้เปิดทำการใน UAE มานานกว่า 50 ปีโดยได้รับอนุมัติอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ทางการอิหร่านกำลังดำเนินการเพื่อให้นักเรียนที่ได้รับผลกระทบสามารถไปศึกษาต่อที่ประเทศโอมาน จนกว่าจะสิ้นสุดปีการศึกษานี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ไฟลุกไหม้โรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดในคูเวต หลังโดรนอิหร่านโจมตี

ไฟลุกไหม้โรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดในคูเวต หลังโดรนอิหร่านโจมตี

19 มี.ค. 2569 23:07 น.

ไฟลุกไหม้โรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดในคูเวต หลังโดรนอิหร่านโจมตี

(ภาพจาก AFP PHOTO / KNPC)

โดรนอิหร่านโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศคูเวต ส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามซึ่งทำให้เกิดวิกฤตอุปทานน้ำมันไปทั่วโลก

เมื่อ 19 มี.ค. 2569 บรรษัทปิโตรเลียมคูเวต (KPC) เปิดเผยว่า หน่วยหนึ่งภายในโรงกลั่นน้ำมัน “มินา อัล-อาห์มาดี” (Mina Al-Ahmadi) ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดในคูเวต ถูกโดรนโจมตีส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมเพลิงได้ในเวลาต่อมา โดยที่ไม่มีรายงานพบผู้บาดเจ็บแต่อย่างใด

การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเมื่อช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี กองทัพคูเวตระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศกำลังตอบโต้ต่อ “ภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรนของฝ่ายศัตรู”

ทั้งนี้ โรงกลั่นมินา อัล-อาห์มาดี ตั้งอยู่ห่างจากกรุงคูเวตซิตี เมืองหลวงของประเทศ ไปทางทิศใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร และถือเป็นสถานแปรรูปน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของคูเวต และเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค โดยมีกำลังการกลั่นน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 730,000 บาร์เรลต่อวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

19 มี.ค. 2569 22:13 น.

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยว่า สหรัฐฯ อาจผ่อนคลายการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน เพื่อเพิ่มอุปทานทั่วโลก ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำนักข่าว Fox Business เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อ 19 มี.ค. 2569 โดยนายเบสเซนต์เผยว่า สหรัฐฯ อาจพิจารณายกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่าน ในขณะที่รัฐบาลกำลังมองหาแนวทางในการควบคุมระดับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เบสเซนต์ชี้ให้เห็นว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อน้ำมันประมาณ 140 ล้านบาร์เรล ที่อยู่ในระหว่างการขนส่งทางเรืออยู่แล้ว ทั้งนี้ ในปัจจุบันทั่วโลกมีปริมาณการบริโภคน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน

มาตรการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯ ในการเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาด ซึ่งรวมถึงการระงับการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซีย และการระบายน้ำมันสำรองจำนวน 172 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาดโลก โดยก่อนหน้านี้เบสเซนต์เคยระบุว่า สหรัฐฯ ยังอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านแล่นผ่านได้แม้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นก็ตาม

อนึ่ง การ “ยกเลิกคว่ำบาตร” ในครั้งนี้จะหมายถึงการอนุญาตให้มีการขายน้ำมันดิบที่เคยถูกจำกัดไว้ให้กับยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ ได้อย่างเปิดเผย ซึ่งกระแสการไหลเวียนของน้ำมันใหม่นี้จะช่วยเพิ่มอุปทานทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาที่โรงกลั่นและแหล่งน้ำมันหลายแห่งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งจนส่งผลกระทบต่อการผลิต

อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันมากน้อยเพียงใด

เมื่อถูกถามถึงความกังวลที่ว่า สหรัฐฯ กำลังให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ศัตรูของตนเองหรือไม่ เบสเซนต์ตอบว่า สหรัฐฯ จะ “ใช้น้ำมันของอิหร่านเพื่อจัดการกับอิหร่านเอง” โดยการนำมาใช้เพื่อกดราคาพลังงานให้ต่ำลงในช่วง 10-14 วันข้างหน้านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผอ.ข่าวกรองชี้ สหรัฐฯ-อิสราเอลเป้าหมายต่างกัน ในการทำสงครามอิหร่าน

ผอ.ข่าวกรองชี้ สหรัฐฯ-อิสราเอลเป้าหมายต่างกัน ในการทำสงครามอิหร่าน

19 มี.ค. 2569 21:38 น.

ผอ.ข่าวกรองชี้ สหรัฐฯ-อิสราเอลเป้าหมายต่างกัน ในการทำสงครามอิหร่าน

ผอ.ข่าวกรองของสหรัฐฯ เผยว่า อเมริกากับอิสราเอลมีเป้าหมายในการทำสงครามกับอิหร่าน “แตกต่างกัน” และไม่รู้ว่าอิสราเอลจะสนับสนุนเรื่องการทำข้อตกลงกับอิหร่านหรือไม่

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 นางทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ (DNI) กล่าวว่า สหรัฐฯ กับอิสราเอล มีเป้าหมายในการทำสงครามกับอิหร่าน “ต่างกัน” พร้อมเสริมว่าเธอไม่แน่ใจว่าอิสราเอลจะสนับสนุนการทำข้อตกลงกับอิหร่านหรือไม่

“เราสามารถเห็นได้จากการปฏิบัติการต่างๆ ว่า รัฐบาลอิสราเอลมุ่งเน้นไปที่การทำลายขีดความสามารถของผู้นำอิหร่านและกำจัดสมาชิกหลายราย โดยเริ่มจาก อยาตอลเลาะห์ (อาลี คาเมเนอี) ผู้นำสูงสุด และพวกเขายังคงมุ่งเน้นในความพยายามนั้นต่อไป” แกบบาร์ดกล่าวในการแถลงต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของสภาผู้แทนราษฎร

แกบบาร์ดกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเป้าหมายของเขาคือการทำลายขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธของอิหร่าน ศักยภาพในการผลิตขีปนาวุธ รวมถึงกองทัพเรือ โดยเฉพาะกองทัพเรือ IRGC และขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิด

ผอ. DNI ระบุว่า เธอ “ไม่ทราบจุดยืนของอิสราเอล” เกี่ยวกับการทำข้อตกลงกับอิหร่าน และไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่าเธอเห็นด้วยหรือไม่ที่ว่า อิสราเอลตัดสินใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โดยไม่สนใจจุดยืนของประธานาธิบดีทรัมป์

“ดิฉันไม่ได้รับรู้ถึงการหารือภายในหรือการคำนวณปัจจัยต่างๆ ของพวกเขาในการเปิดฉากโจมตีครั้งนี้หรือครั้งอื่นๆ” แกบบาร์ดกล่าว “เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคการปฏิบัติการ แต่เรามีการจัดทำรายงานประเมินด้านข่าวกรองเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

19 มี.ค. 2569 16:42 น.

ชาวฮ่องกงเเห่ขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนเเผ่นดินใหญ่ หลังสงครามทำพิษราคาน้ำมันพุ่งสูง

ชาวฮ่องกงแห่ขับรถข้ามไปเติมน้ำมันในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ หลังเหตุการณ์สงครามทำให้ราคาน้ำมันในฮ่องกงสูงขึ้นกว่าในจีน 3 เท่า

เหตุการณ์ความวุ่นวายในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เช่นเดียวกันกับในฮ่องกงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึงประมาณ 140 บาทต่อลิตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร จึงทำให้ประชาชนในฮ่องกงหลายคนตัดสินใจขับรถไปเติมน้ำมันที่ประเทศจีน

ริงโก้ ลี ผู้นำระดับสูงในวงการยานยนต์ของฮ่องให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า แม้ว่าราคาน้ำมันในจีนแผ่นดินใหญ่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เเต่ก็ยังคงถูกกว่าในฮ่องกงถึง 3 เท่า 

เขายังบอกอีกว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนชาวฮ่องกงที่ขับรถไปประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อเติมน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หนึงในผู้ที่เดินทางไปเติมน้ำมันที่จีน ให้สัมภาษณ์ว่า ปกติเขาใช้เงินไปกับการเติมน้ำมันในฮ่องกงประมาณ 5,000 บาทต่อสัปดาห์ แต่ถ้าเขาขับรถไปเติมน้ำมันที่เมืองเซินเจิ้นเเละเมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน เขาจะใช้เงินในการเติมน้ำมัน รวมกับค่าน้ำมันในการเดินทางไปกลับอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อรอบ 

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงค่าใช้จ่ายแฝงที่ตามมา การขับรถไปเติมน้ำมันที่จีนอาจทำให้ชาวฮ่องกงประหยัดไปเพียงนิดหน่อยเท่านั้น เพราะการจะขับรถข้ามพรมแดน จำเป็นต้องใช้ป้ายทะเบียนสองใบ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำหนดเเละการอนุมัติภายใต้โครงการเดินทางขึ้นเหนือของฮ่องกง ซึ่งทำให้การขับรถข้ามพรมเเดนนั้นมีค่าใช้จ่ายในส่วนของการข้ามพรมเเดนอยู่ประมาณ 1,000 บาท เมื่อคำนวณเเล้วชาวฮ่องกงประหยัดเงินเพียง 1,000 บาท เเต่ต้องเเลกกับการขับรถเดินทางไกล

ในขณะที่บางคนยังคงเลือกที่จะยังขับรถไปที่ประเทศจีน ไม่เพียงเเต่ไปเติมน้ำมัน แต่พวกเขาเลือกที่ซื้ออาหารเเละของใช้จำเป็นหลาย ๆ อย่าง ที่มีราคาถูกกว่าเพื่อความคุ้มค่าในการเดินทางเเต่ละครั้ง

ขณะที่ชาวฮ่องกงอีกจำนวนหนึ่งหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี เพื่อประหยัดในส่วนของค่าใช้จ่ายเเละประหยัดเวลาในการเดินทางไกล.

ที่มา : CNA

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ “นักจิตวิทยา”

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ "นักจิตวิทยา"

19 มี.ค. 2569 16:29 น.

รัสเซียจ่อส่งผู้หญิงไม่อยากมีลูก พบ “นักจิตวิทยา”

รัฐบาลรัสเซียออกแนวทางปฏิบัติใหม่ด้านสาธารณสุข สั่งให้แพทย์ส่งตัวผู้หญิงที่ปฏิเสธการมีบุตรเข้าพบนักจิตวิทยาคลีนิกเพื่อ “ปรับทัศนคติ” หลังอัตราการเกิดในประเทศวิกฤตหนักแตะระดับต่ำสุดในรอบ 200 ปี ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ

รัฐบาลรัสเซียออกแนวทางด้านสาธารณสุขฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีบุตร ถูกส่งต่อเข้ารับคำปรึกษากับนักจิตวิทยาคลีนิก เพื่อส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อการมีบุตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไขวิกฤตประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง

แนวทางดังกล่าวมาจากกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่า ในการตรวจสุขภาพด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ แพทย์จะสอบถามจำนวนบุตรที่ผู้หญิงต้องการมี หากคำตอบที่ได้รับคือ “ศูนย์” หรือไม่มีความประสงค์จะมีบุตร แพทย์จะได้รับคำแนะนำให้ส่งตัวคนไข้รายนั้นเข้ารับการปรึกษาจาก “นักจิตวิทยาคลีนิก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการมีบุตร” ซึ่งแนวทางนี้ได้รับความเห็นชอบตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐในสัปดาห์นี้

ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ซึ่งปกครองรัสเซียมานานกว่า 25 ปี แสดงความกังวลอย่างมากต่อปัญหาประชากรลดลง โดยเขาระบุว่านี่คือ “เรื่องของความอยู่รอดของชาติ” และเคยเตือนในปี 2024 ว่ารัสเซียอาจเผชิญกับภาวะ “สูญพันธุ์” หากไม่สามารถยกระดับอัตราการเกิดได้

ปัจจุบัน อัตราการเกิดของรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 1.4 ต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 200 ปี และต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 2.1 ซึ่งนักประชากรศาสตร์ระบุว่าเป็นระดับที่จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพของจำนวนประชากร

ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากรัสเซียส่งชายฉกรรจ์หลายแสนคนไปประจำการในแนวหน้าของสงครามยูเครน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนประชากรวัยเจริญพันธุ์อย่างหนัก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลรัสเซียได้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการเกิด เช่น การคุมเข้มการทำแท้ง โดยปรับปรุงกฎระเบียบให้ทำแท้งได้ยากขึ้น รวมถึงการออกกฎหมายให้การโฆษณาหรือเผยแพร่แนวคิด “การไม่มีลูก” เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และการเชิดชูครอบครัวที่มีลูกมากให้เป็นวีรบุรุษของชาติ พร้อมมอบสวัสดิการและเงินช่วยเหลือมหาศาล

นโยบายการส่งพบนักจิตวิทยานี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามครั้งล่าสุดของทางการรัสเซียในการแทรกแซงพื้นที่ส่วนตัวของพลเมือง เพื่อแก้ปัญหายุทธศาสตร์ระดับชาติที่กำลังสั่นคลอนอนาคตของรัสเซีย.

ที่มา AFP

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

19 มี.ค. 2569 16:28 น.

ศาลอิหร่านสั่งแขวนคอ 3 นักโทษ ฐานสังหารตำรวจและก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯในการประท้วงใหญ่

ศาลอิหร่านสั่งประหารชีวิต 3 ผู้ต้องหาฐานฆาตกรรมเจ้าหน้าที่และก่อปฏิบัติการเอื้อประโยชน์แก่สหรัฐฯ-อิสราเอล ในการชุมนุมช่วงต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนเผย ยอดผู้เสียชีวิตเกิน 7 พัน

เว็บไซต์ข่าวของฝ่ายตุลาการอิหร่าน มีซาน ออนไลน์ (Mizan Online) เปิดเผยว่าทางการได้ประหารชีวิตผู้ต้องหา 3 ราย โดยการแขวนคอในช่วงเช้าวันนี้ (19 มี.ค.) หลังศาลตัดสินให้ทั้ง 3 มีความผิดจริงในข้อหาฆาตกรรมตำรวจ และก่อปฏิบัติการที่เอื้อประโยชน์แก่สหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) ในระหว่างเหตุความไม่สงบท่ามกลางการชุมนุมประท้วงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ถูกประหารชีวิตจากการกระทำผิดในฐาน “โมฮาเรเบห์” (Moharebeh) หรือการ “ก่อสงครามต่อพระเจ้า” จากการสังหารเจ้าหน้าที่ 2 นาย ระหว่างเหตุความวุ่นวายในเดือนมกราคมหรือเดือนดี (Dey) ตามปฏิทินของประเทศอิหร่าน โดยการประหารครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องมาจากการประท้วงครั้งใหญ่

ชนวนเหตุการชุมนุมประท้วงครั้งนี้มาจากความไม่พอใจในค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ก่อนจะลุกลามจนกลายเป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ซึ่งเกิดความรุนแรงที่สุดในช่วงวันที่ 8-9 มกราคม ที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลอิหร่านยอมรับว่า เหตุความไม่สงบดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 3,000 ศพ ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและประชาชนผู้บริสุทธิ์ พร้อมกล่าวโทษว่าเหตุรุนแรงทั้งหมดเป็นฝีมือของกลุ่ม “ผู้ก่อจลาจลที่รับคำสั่งจากต่างชาติ” และการก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับข้อมูลของสำนักข่าวสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ (Human Rights Activists News Agency หรือ HRANA) ที่ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตที่ตรวจสอบได้จริงนั้นพุ่งสูงเกินกว่า 7,000 ศพแล้ว และส่วนใหญ่ในจำนวนนั้นคือกลุ่มผู้ประท้วง นอกจากนั้นจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขนี้อีกหลายเท่าตัว เนื่องจากยังคงมีผู้สูญหาย และกระบวนการยุติธรรมในหลายพื้นที่ยังขาดความโปร่งใส.

ที่มา: The Economic Times

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

19 มี.ค. 2569 15:28 น.

อินโดนีเซียรวบ 4 ทหารหน่วยข่าวกรอง คดีสาดน้ำกรดนักสิทธิมนุษยชน ปมวิจารณ์กองทัพ

ทางการอินโดนีเซียสั่งคุมตัว 4 นายทหารต้องสงสัยพัวพันเหตุลอบสาดน้ำกรดใส่ “อันดรี ยูนุส” นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนจากกลุ่ม KontraS จนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ ด้านประธานาธิบดีปราโบโวสั่งสอบสวนอย่างโปร่งใสท่ามกลางความกังวลเรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพ

เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารอินโดนีเซียยืนยันการควบคุมตัวทหาร 4 นายสังกัดหน่วยข่าวกรอง หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบทำร้ายนายอันดรี ยูนุส เจ้าหน้าที่จาก KontraS องค์กรสิทธิมนุษยชนชั้นนำที่ตรวจสอบคดีอุ้มหายในอินโดนีเซีย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อันดรีกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านหลังจากอัดรายการพอดแคสต์เกี่ยวกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกองทัพในวงการเมือง เขาถูกชายสองคนขี่รถประกบและสาดน้ำกรดเข้าใส่ ส่งผลให้ได้รับแผลไหม้รุนแรงกว่า 20% ของร่างกาย ครอบคลุมบริเวณใบหน้า หน้าอก มือ และดวงตา ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงจาการ์ตา

นายอันดรีเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงสำคัญที่คัดค้านการแก้ไขกฎหมายทหารฉบับใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเปิดทางให้นายทหารสามารถดำรงตำแหน่งในหน่วยงานรัฐบาลได้มากขึ้น นอกจากนี้ เขายังอยู่ระหว่างการสอบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประชุมต่อต้านรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มพันธมิตรภาคประชาสังคมเปิดเผยว่า อันดรีได้รับคำขู่และถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ มาโดยตลอดในช่วงหลายวันก่อนเกิดเหตุ

นายโฟลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์นี้ โดยมองว่าเป็นการ “พยายามปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐ” ขณะที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ จัดตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนคดีนี้

ล่าสุด โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้สั่งการให้มีการสอบสวนอย่าง “ตรงไปตรงมา เปิดเผย และรวดเร็ว” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและประชาคมโลก

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความกังวลของนักกิจกรรมในอินโดนีเซียที่ต้องเผชิญกับการข่มขู่มาอย่างยาวนาน โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เคยมีกรณีกลุ่มรณรงค์สิทธิฯ ถูกข่มขู่ด้วยซากไก่และระเบิดขวด หลังจากวิพากษ์วิจารณ์การจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่การแสดงออกทางการเมืองที่กำลังถูกบีบคั้นอย่างหนักในปัจจุบัน.

ที่มา BBC