อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

18 มี.ค. 2569 22:46 น.

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

สื่ออิหร่านเผย สหรัฐฯ กับอิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของอิหร่านหลายแห่ง รวมถึงแหล่ง “เซาท์ พาร์ส” ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และประกาศว่าหลังจากนี้ “เส้นแดงได้เปลี่ยนไปแล้ว”

เมื่อวันพุธที่ 18 มี.ค. 2569 สำนักข่าว “ทัสนิม” (Tasnim) ของอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่า โจมตีพื้นที่บางส่วนของแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน ซึ่งรวมถึง “เซาท์ พาร์ส” (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ

ทัสนิมระบุว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหาย โดยนอกจากแหล่งเซาท์ พาร์สแล้ว เมืองอัสซาลูเยห์ (Asaluyeh) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีหลายแห่ง ก็ถูกโจมตีด้วย

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวฟารส์ (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รายงานว่า มีเสียง “ระเบิดรุนแรง” ดังขึ้นจากโรงกลั่นหลายแห่งในอัสซาลูเยห์ และระบุว่าแทงก์เก็บจำนวนหนึ่ง กับพื้นที่ผลิตก๊าซธรรมชาติหลากหลายระยะของโรงกลั่นถูกโจมตีด้วย

สำนักข่าวฟารส์รายงานเสริมว่า เจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้รับการเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้ว และทีมกู้ภัยกำลังเร่งดำเนินการดับไฟที่ลุกไหม้

ทั้งนี้ หากรายงานของสื่ออิหร่านได้รับการยืนยัน นี่จะเป็นการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่านครั้งแรกในสงครามนี้ หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ก่อน อิสราเอลได้โจมตี “คลังเก็บเชื้อเพลิง” หลายแห่งของอิหร่านไปก่อนหน้า

แหล่งข่าวจากอิสราเอลให้ข้อมูลกับสำนักข่าว CNN เมื่อวันพุธว่า อิสราเอลได้โจมตีโรงงานในเมืองอัสซาลูเยห์ (Asaluyeh) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลอีกรายระบุว่า การโจมตีแหล่งเซาท์ พาร์ส (South Pars) ของอิหร่านนั้น กระทำโดยมีการประสานงานร่วมกับสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล กล่าวว่าการโจมตีในอิหร่านกำลังถูกยกระดับขึ้น และเรื่องน่าประหลาดใจอย่างมากซึ่งจะยกระดับสงครามกำลังจะเกิดขึ้น โดยแหล่งข่าวและเจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า สิ่งที่นายคัตซ์หมายถึงคือ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติของอิหร่านนั่นเอง

สำนักข่าวฟารส์อธิบายว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการข้าม “เส้นแดง” ที่ไม่ควรข้าม และว่า “ตั้งคืนนี้เป็นต้นไป เส้นแดงได้เปลี่ยนไปแล้ว หากศัตรูคิดว่าการโจมตีเหล่านี้จะเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมถอย ก็ถือว่าเป็นการคำนวณที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะการกระทำนี้ได้มอบ “ไพ่ตาย” ที่เรียกว่า “การล้างแค้น” ให้อิหร่านอย่างเต็มตัวแล้ว”

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวทัสนิมเผยแพร่ “คำเตือนเร่งด่วน” ให้ผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอยู่ห่างจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์

ด้านนายมาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวว่า การโจมตีของอิสราเอลต่อแหล่งก๊าซธรรมชาติ เซาท์ พาร์ส ของอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนต่อขยายของแหล่งนอร์ท ฟิลด์ (North Field) ของกาตาร์ ถือเป็น “ย่างก้าวที่อันตรายและขาดความรับผิดชอบ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

18 มี.ค. 2569 22:08 น.

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

ทางการสวีเดนยืนยัน อิหร่านดำเนินการประหารชีวิตพลเมืองสวีเดนที่ถูกจับกุมเมื่อปีก่อนแล้ว ในข้อหาจารกรรมข้อมูลเพื่อเอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลอิสราเอล

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 นางมาเรีย มาลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดนระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลอิหร่านดำเนินการประหารชีวิตพลเมืองสวีเดนรายหนึ่งในวันพุธ โดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวทำการจารกรรมข้อมูล

“เป็นที่ชัดเจนสำหรับเราว่า กระบวนการทางกฎหมายที่นำไปสู่การประหารชีวิตพลเมืองสวีเดนรายนี้ไม่มีการรับรองทางกฎหมาย” นางสเตเนอร์การ์ดกล่าว “สวีเดนจะยังคงประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในอิหร่านต่อไป”

รัฐบาลสวีเดนไม่ได้ระบุชื่อพลเมืองที่ถูกประหารชีวิต แต่สื่อของรัฐบาลอิหร่านได้ระบุชื่อชายคนนี้ว่า คุโรช เคย์วานี (Kourosh Keyvani) ซึ่งถูกจับกุมเมื่อปีที่แล้วในข้อหา “ให้ความร่วมมือด้านข่าวกรองและจารกรรมเพื่อเอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลอิสราเอล”

“สวีเดนได้หยิบยกกรณีนี้ขึ้นมาหารือหลายครั้งในระดับต่าง ๆ กับตัวแทนของอิหร่าน นับตั้งแต่มีการจับกุมในเดือนมิถุนายน ปี 2568 โดยในการติดต่อเหล่านั้น เราได้ย้ำถึงความคาดหวังของสวีเดนว่าพลเมืองของเราควรได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และต้องไม่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต” นางสเตเนอร์การ์ด ระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ นายเคย์วานีเป็นผู้ถือสองสัญชาติ (สวีเดนและอิหร่าน) เขาถือเป็นชายรายที่ 3 ที่ถูกอิหร่านประหารชีวิตในข้อหาจารกรรมในปี 2569 นี้ โดยข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (Iran Human Rights) ซึ่งมีฐานอยู่ในประเทศนอร์เวย์ ระบุว่าในปีที่ผ่านมามีผู้ถูกประหารชีวิตในข้อหาที่คล้ายคลึงกันอย่างน้อย 13 ราย

ปัจจุบันยังมีชาวอิหร่านอีกหลายร้อยคนที่ยังคงรอการประหารชีวิต ซึ่งรวมถึงผู้ที่ถูกพิจารณาว่าเป็นนักโทษการเมืองจำนวนมาก หลายรายยังไม่ได้รับการตัดสินโทษและอาจต้องเผชิญกับโทษประหารชีวิตในอนาคต

“โทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่ไร้มนุษยธรรม โหดร้าย และไม่สามารถย้อนคืนได้ สวีเดนพร้อมด้วยสมาชิกสหภาพยุโรปที่เหลือ ขอประณามการใช้โทษนี้ในทุกกรณี” รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดนระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปธน.อิหร่านยืนยัน รมว.ข่าวกรอง ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

ปธน.อิหร่านยืนยัน รมว.ข่าวกรอง ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

18 มี.ค. 2569 21:39 น.

ปธน.อิหร่านยืนยัน รมว.ข่าวกรอง ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

ประธานาธิบดีของอิหร่านออกมายืนยันว่า นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรอง ถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอล

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ออกมายืนยันว่า นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรอง ถูกอิสราเอล “ลอบสังหาร” แล้ว

นายเปเซชเคียนประณามสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “การลอบสังหารอันขี้ขลาด” ต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศหลายรายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึง นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรอง ที่ทางอิสราเอลระบุว่าได้สังหารในการโจมตีเมื่อคืนที่ผ่านมา

“การลอบสังหารอันขี้ขลาดต่อเพื่อนร่วมงานอันเป็นที่รักของผม ทั้งนายเอสมาอิล คาติบ, นายอาลี ลารีจานี (เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงแห่งชาติ) และนายอาซิซ นาซีร์ซาเดห์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) พร้อมด้วยสมาชิกในครอบครัวและทีมงานที่ร่วมเดินทางบางส่วน ได้สร้างความโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่งแก่เรา”

“ผมขอแสดงความเสียใจต่อประชาชนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ สำหรับการสละชีพเพื่อศาสนา (Martyrdom) ของสมาชิกคณะรัฐมนตรีทั้งสองท่าน, เลขาธิการสมัชชาประชาชน รวมถึงเหล่าผู้บัญชาการทหารและกองกำลังบาซิจ (Basij) ผมมั่นใจว่าหนทางของพวกเขาจะดำเนินต่อไปอย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม” นายเปเซชเคียนกล่าวเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลเปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขาสังหารนายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรองของอิหร่านแล้ว ระหว่างการโจมตีเข้าใส่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มี.ค.)

นายคัตซ์กล่าวระหว่างการประเมินสถานการณ์เมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า จะเกิดเรื่องน่าประหลาดใจอย่างมีนัยสำคัญขึ้นในทุกแนวรบของสงคราม และประกาศกร้าวว่า จะยกระดับความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นไปทั่วภูมิภาคให้มากขึ้นอีก พร้อมบอกด้วยว่า เขากับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ปรับปรุงกระบวนการเจาะจงเป้าหมายที่เป็นบุคคลระดับผู้นำรายอื่น ๆ ของอิหร่าน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

“ผมได้ให้อำนาจแก่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ในการจัดการกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านรายใดก็ได้ทันทีที่สบโอกาสทางยุทธการและทางการข่าวกรอง โดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติเพิ่มเติม” นายคัตซ์กล่าว

ด้านกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสังหาร นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวกรองของอิหร่าน ว่าเป็นปฏิบัติการแบบเจาะจงเป้าหมายในกรุงเตหะราน

IDF ระบุว่า กระทรวงข่าวกรองของอิหร่านภายใต้การนำของนายคาติบ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการปราบปรามทางการเมืองและกิจกรรมก่อการร้ายของรัฐบาลอิหร่าน และตัวนายคาติบเองก็มีบทบาทอย่างยิ่งในการจับกุมและสังหารผู้ประท้วงระหว่างการชุมนุมใหญ่และการปราบปรามที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

ทั้งนี้ นายเอสมาอิล คาติบ กลายเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายสิบคนของอิหร่านที่ถูกอิสราเอลสังหาร รวมถึง อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อน และนายอาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

อังกฤษเผชิญระบาด “เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดบี” ป่วยพุ่ง 20 ดับแล้ว 2 ราย

อังกฤษเผชิญระบาด "เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดบี" ป่วยพุ่ง 20 ดับแล้ว 2 ราย

18 มี.ค. 2569 16:44 น.

อังกฤษเผชิญระบาด “เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดบี” ป่วยพุ่ง 20 ดับแล้ว 2 ราย

หน่วยงานความมั่นคงด้านสุขภาพสหราชอาณาจักร ประกาศมาตรการรับมือระดับชาติ หลังพบการแพร่ระบาดของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดบี (Meningitis B) ในมณฑลเคนต์ พุ่งสูงขึ้นเป็น 20 รายอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย แพทย์ชี้เป็นการระบาดที่ “รุนแรงและรวดเร็ว” ที่สุดเท่าที่เคยพบมา คาดมีต้นตอจากกิจกรรม “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” ในไนท์คลับ

เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงด้านสุขภาพสหราชอาณาจักร (UKHSA) กำลังเร่งสอบสวนกรณีผู้ป่วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจำนวน 20 ราย ในมณฑลเคนต์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ หลังจากเกิดการระบาดที่ถูกขนานนามว่าเป็นไปอย่าง “รุนแรงและรวดเร็ว” จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 21 ปี และ “จูเลียต” นักเรียนชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนควีนเอลิซาเบธแกรมมาร์ ในเมืองเฟเวอร์แชม

ดร. โทมัส เวท รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่การแพทย์ของอังกฤษ ระบุว่านี่เป็นการระบาดที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาในชีวิตการทำงาน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขและดูแลสังคมเปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ในโรงเรียน 5 แห่ง และมหาวิทยาลัยเคนต์ นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วย 1 รายที่เดินทางไปลอนดอนและกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่นั่น

เจ้าหน้าที่คาดว่าจำนวนผู้ป่วยจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากระยะฟักตัวของโรคนับจากติดเชื้อจนเริ่มแสดงอาการ อยู่ที่ระหว่าง 2 ถึง 14 วัน

โดยนักศึกษาประมาณ 5,000 คนในหอพักมหาวิทยาลัยในเคนท์ จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดบี โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า หากมีผู้ใดติดเชื้อไวรัสนี้อยู่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันว่าการฉีดวัคซีนจะเริ่มในวันนี้ (18 มี.ค.)

นายเวส สตรีทติง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงต่อสภาว่า สถานการณ์นี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยต้นตอการระบาดในกลุ่มนักศึกษาถูกเชื่อมโยงกับไนท์คลับแห่งหนึ่งในเมืองแคนเทอร์เบอรี ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” ทั้งนี้ เชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การจูบเป็นเวลานาน หรือการใช้บุหรี่ไฟฟ้า และแก้วน้ำร่วมกัน

จากการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการยืนยันแล้วว่า เป็นเชื้อแบคทีเรียกลุ่มบี (Group B meningococcal disease) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ยากกว่าและมีอันตรายถึงชีวิตมากกว่าชนิดที่เกิดจากไวรัส นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบเคสเด็กทารกเพศหญิงในเมืองโฟล์คสโตนที่ติดเชื้อชนิดเดียวกัน แต่เบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงกับการระบาดในมหาวิทยาลัย

มาตรการตอบโต้ระดับชาติขณะนี้ UKHSA ได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีน MenB แบบพุ่งเป้าให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยเคนต์ที่มีอยู่ราว 18,000 คน พร้อมแจกจ่ายยาปฏิชีวนะไปแล้วกว่า 700 โดส ท่ามกลางคำเตือนจากเภสัชกรว่ามีความต้องการวัคซีนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเป็นการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังซึ่งอันตรายถึงชีวิต มักพบได้บ่อยในเด็กเล็ก วัยรุ่น และคนหนุ่มสาว เจ้าหน้าที่จึงขอความร่วมมือให้ประชาชนเฝ้าระวังอาการและหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นในช่วงนี้.

ที่มา Independent / BBC

วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

วิทยาลัยจีนแนะ นศ. "พักตำรา-หาความรัก" ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

18 มี.ค. 2569 15:48 น.

วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

วิทยาลัยการบินในมณฑลเสฉวนออกประกาศหนุนนักศึกษาและบุคลากร “วางตำราแล้วออกไปหาความรัก” ท่ามกลางดอกไม้บาน ในช่วงวันหยุดยาวฤดูใบไม้ผลิเดือนเมษายนนี้ ขณะที่รัฐบาลจีนเร่งออกนโยบายเพิ่มวันหยุดหวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และแก้ปัญหาวิกฤตอัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ท่ามกลางค่านิยมการเรียนหนักเพื่อผลการเรียนที่เป็นเลิศในสังคมจีน ล่าสุด วิทยาลัยอาชีวศึกษาการบินพลเรือนตะวันตกเฉียงใต้แห่งเสฉวน ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศธีมวันหยุดปิดเทอมภาคฤดูใบไม้ผลิระหว่างวันที่ 1-6 เมษายนนี้ว่า “จงออกไปชมดอกไม้และดื่มด่ำกับความรัก”

ประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านบัญชี WeChat ทางการของวิทยาลัย โดยระบุให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาใช้เวลาช่วงนี้ออกไปสัมผัสธรรมชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่โรแมนติก ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นสอดคล้องกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลจีนที่เริ่มผลักดันให้สถานศึกษามี “วันหยุดฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง” เพิ่มเติมจากวันหยุดปิดเทอมปกติ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมนันทนาการมากขึ้น

ปัจจุบันหลายมณฑลในจีน เช่น เสฉวน และเจียงซู รวมถึงเมืองใหญ่อย่างซูโจวและหนานจิง เริ่มนำร่องแผนวันหยุดฤดูใบไม้ผลิในช่วงเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยส่งเสริมให้ประชากร 1,400 ล้านคนออกเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว 

ทางการยังหวังว่าการเพิ่มเวลาว่างจะช่วยสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พบปะ สมาคม และนำไปสู่การแต่งงานและการมีบุตร หลังจากที่ในปี 2025 จำนวนประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และอัตราการเกิดดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มี.ค.) คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน ยังได้ออกแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริม “เมืองที่เป็นมิตรต่อเด็ก” โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงบริการสาธารณะ ตั้งแต่ระบบการศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงสถานที่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ

ด้าน เจมส์ เหลียง ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ Trip.com และผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ ระบุว่าสังคมจำเป็นต้องมีทั้ง “เวลา” และ “เงิน” ที่เพียงพอในการเลี้ยงดูบุตร พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดสรรทรัพยากรและเพิ่มความช่วยเหลือทางการเงินให้มากขึ้น รวมถึงต้องเร่งปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่เห็นถึงประโยชน์ของการมีครอบครัวขนาดใหญ่ เพื่อประคองโครงสร้างสังคมไม่ให้วิกฤตไปมากกว่านี้.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี อีก 18 ล้านบาร์เรล

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี อีก 18 ล้านบาร์เรล

18 มี.ค. 2569 15:03 น.

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี อีก 18 ล้านบาร์เรล

รัฐบาลเกาหลีใต้บรรลุข้อตกลงสำคัญกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการจัดส่งน้ำมันดิบให้เป็นกรณีเร่งด่วนเพิ่มอีก 18 ล้านบาร์เรล และได้รับสิทธิ์เป็น “ลำดับความสำคัญสูงสุด” ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอลที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

นายคัง ฮุน-ชิก เลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เปิดเผยภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) อย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลยูเออีได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะให้ความสำคัญกับเกาหลีใต้เป็นอันดับแรกในการจัดส่งน้ำมันดิบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเกาหลีใต้จะไม่เผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานในช่วงวิกฤตการณ์โลก

นายคัง ฮุน-ซิก กล่าวในการแถลงข่าวว่า “ยูเออีจะจัดส่งน้ำมัน 6 ล้านบาร์เรล โดยเรือที่ติดธงยูเออี 3 ลำ และอีก 12 ล้านบาร์เรลจะถูกส่งมอบโดยเรือที่ติดธงเกาหลี 6 ลำ” และระบุว่า “ยูเออีให้สัญญากับเราอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีประเทศใดได้รับน้ำมันดิบก่อนเกาหลีใต้ และเราคือลำดับความสำคัญหมายเลข 1 ในการจัดส่งน้ำมันของเขา”

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังตกลงกันในมาตรการจัดซื้อน้ำมันดิบฉุกเฉินได้ทุกเมื่อ โดยปัจจุบันเกาหลีใต้สามารถสำรองน้ำมันเพิ่มเติมได้แล้วรวมทั้งสิ้น 24 ล้านบาร์เรล แบ่งเป็นข้อตกลงเดิม 6 ล้านบาร์เรล และจากข้อตกลงครั้งล่าสุด 18 ล้านบาร์เรล 

ทั้งสองฝ่ายมีแผนจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบ รวมถึงการสำรวจเส้นทางขนส่งทางเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาค โดยนายคังย้ำว่า “เราได้หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดด้านอุปทานน้ำมันดิบไปได้แล้ว และอย่างน้อยที่สุด เกาหลีใต้จะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานในระยะนี้”

แม้จะมีรายงานข่าวเรื่องความร่วมมือด้านอื่น แต่นายคังปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดว่ามีการหารือเรื่องการส่งออกอาวุธระหว่างการเยือนครั้งนี้หรือไม่ โดยระบุว่าไม่เหมาะสมที่จะนำประเด็นดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับเรื่องน้ำมันดิบ

นอกจากนี้ เขายังคงท่าทีระมัดระวังต่อคำถามที่ว่า สหรัฐฯ ได้ร้องขอให้เกาหลีใต้ส่งเรือรบไปยังตะวันออกกลางเพื่อร่วมปฏิบัติการหรือไม่ โดยระบุว่า “ยังไม่มีการร้องขออย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ และตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะให้คำตอบในทันที”

สถานการณ์ปัจจุบันสงครามที่ปะทุขึ้นส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ต้องประกาศใช้มาตรการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี เนื่องจากประเทศมีความต้องการใช้พลังงานสูงถึงประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ข้อมูลสิ้นปี 2024) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้เร่งอพยพชาวเกาหลีใต้ที่พำนักระยะสั้นในยูเออีกลับประเทศแล้วกว่า 3,000 คน เพื่อความปลอดภัย

การเดินทางเยือนครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองในรอบไม่ถึงเดือนของนายคัง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมมือในโครงการมูลค่ากว่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงความร่วมมือในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ด้วย.

ที่มา Yonhap

ฝ่ายค้านมาเลเซียกังวลกระทบจุดยืนเป็นกลาง หลังเรือรบสหรัฐฯ เทียบท่า “ปีนัง”

ฝ่ายค้านมาเลเซียกังวลกระทบจุดยืนเป็นกลาง หลังเรือรบสหรัฐฯ เทียบท่า "ปีนัง"

18 มี.ค. 2569 13:41 น.

ฝ่ายค้านมาเลเซียกังวลกระทบจุดยืนเป็นกลาง หลังเรือรบสหรัฐฯ เทียบท่า “ปีนัง”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ยืนยันเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ ที่จอดเทียบท่าในรัฐปีนังเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการแวะจอดเพื่อส่งกำลังบำรุงตามระเบียบสากลและได้รับอนุญาตถูกต้อง ขณะฝ่ายค้านเรียกร้องรัฐบาลชี้แจง หวั่นกระทบภาพลักษณ์ความเป็นกลางในความขัดแย้งตะวันออกกลาง

นายคาเลด นอร์ดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีที่เรือรบสหรัฐฯ 2 ลำ เข้าจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือในรัฐปีนัง โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนปฏิบัติที่จัดทำไว้ของมาเลเซียทุกประการ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง หลังจากมีการเผยแพร่ภาพเรือรบโจมตีชายฝั่ง จำนวน 2 ลำ ได้แก่ USS Tulsa และ USS Santa Barbara จอดเทียบท่าอยู่ที่อาคารขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์บัตเตอร์เวิร์ธเหนือ ในรัฐปีนังเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 มี.ค.) ซึ่งภาพดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลของมาเลเซีย

โฆษกกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ระบุกับสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ว่า เรือทั้งสองลำ ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์สำหรับภารกิจกวาดทุ่นระเบิดและเพิ่งเสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่ในตะวันออกกลาง ได้แวะจอดที่มาเลเซียเพียงชั่วคราวเพื่อ “ส่งกำลังบำรุง” เท่านั้น

นายคาเลด นอร์ดิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “การแวะจอดเพื่อเติมเสบียงและจัดการด้านลอจิสติกส์เป็นเรื่องปกติของเรือรบทั่วโลก โดยเรือต่างชาติทุกลำจะต้องยื่นคำร้องผ่านประเทศต้นสังกัดมายังกองทัพเรือมาเลเซีย เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่ออนุมัติ ซึ่งในกรณีนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน”

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลให้กับกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้าน “เปอริกาตัน นาซันนัล” (PN) โดยนายตากียุดดิน ฮัสซัน เลขาธิการพรรค PN เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดเชิงลึก เนื่องจากเกรงว่าการปรากฏตัวของยุทโธปกรณ์สหรัฐฯ อาจขัดแย้งกับจุดยืนความเป็นกลางของมาเลเซียต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอาจทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล

นายตากียุดดินตั้งคำถามว่า เรือรบเหล่านี้กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปหรือกลับจากพื้นที่ปฏิบัติการที่กำลังตึงเครียดอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” หรือไม่ และความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของมาเลเซียอย่างไร พร้อมย้ำว่าความเชื่อมั่นของประเทศขึ้นอยู่กับความสอดคล้องกันระหว่างหลักการที่ประกาศกับสิ่งที่ปฏิบัติจริง

ด้านนายเยาะห์ ซูน ฮิน ประธานคณะกรรมการท่าเรือปีนัง ระบุว่าเรือทั้งสองลำเข้าจอดเมื่อวันเสาร์และเดินทางออกไปในวันจันทร์ พร้อมชี้แจงว่าท่าเรือของมาเลเซียมักให้การต้อนรับเรือรบจากต่างชาติเป็นประจำเนื่องจากตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบมะละกา โดยที่ผ่านมาเคยมีทั้งเรือจากกองทัพเรือเกาหลีใต้ รัสเซีย รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ เช่น USS Nimitz และ USS Abraham Lincoln เข้ามาแวะจอดเช่นกัน

ปัจจุบัน มาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยังคงยึดมั่นในนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและยืนยันว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง แม้จะมีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้ก็ตาม.

ที่มา CNA

ปธน.คิวบาประกาศกร้าว พร้อมต้านทานสุดกำลังหากสหรัฐฯ บุกยึดประเทศ

ปธน.คิวบาประกาศกร้าว พร้อมต้านทานสุดกำลังหากสหรัฐฯ บุกยึดประเทศ

18 มี.ค. 2569 13:32 น.

ปธน.คิวบาประกาศกร้าว พร้อมต้านทานสุดกำลังหากสหรัฐฯ บุกยึดประเทศ

มิเกล ดิอัซ-กาเนล ประธานาธิบดีคิวบา ประกาศกร้าว ขู่สหรัฐฯต้องเจอการต้านทานสุดกำลังหากบุกเข้ายึดคิวบา หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณพร้อมลงมือขณะคิวบากำลังอ่อนแออย่างหนักจากวิกฤตพลังงาน

มิเกล ดิอัซ-กาเนล ประธานาธิบดีคิวบา ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันหนักแน่นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการ “ต้านทานสุดกำลัง” หากคิดจะรุกล้ำอธิปไตยหรือพยายามเข้ายึดครองคิวบา

ความขัดแย้งครั้งนี้ปะทุขึ้นหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.) โดยส่งสัญญาณชัดเจนว่าเขาเตรียมที่จะ “จัดการ” กับคิวบาในเร็ววัน พร้อมกล่าวว่า ตลอดชีวิตเขาได้ยินเรื่องข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และคิวบามาตลอด และขณะนี้เขาเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ จะต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง และเขารู้สึกเป็นเกียรติหากได้เป็นคนเข้าไป “ยึด” คิวบา ไม่ว่าจะในฐานะผู้ปลดปล่อยหรือผู้ยึดครอง เนื่องจากในสายตาของเขา คิวบากำลังเป็นประเทศที่อ่อนแออย่างหนักในเวลานี้

ทางด้าน นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา ผู้วิจารณ์รัฐบาลคิวบาอย่างรุนแรงมาโดยตลอด ออกมาระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการที่ทางการคิวบาประกาศออกมาเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ที่จะยอมให้ชาวคิวบาพลัดถิ่นสามารถกลับไปลงทุนและเป็นเจ้าของธุรกิจในประเทศได้นั้น “ยังไม่ดีพอ” และไม่ถือว่าเป็นการปฏิรูปตลาดเสรีตามที่รัฐบาลทรัมป์เรียกร้อง โดยนายรูบิโอเน้นย้ำว่าคิวบาจำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องที่ใหญ่กว่านี้หากต้องการจะก้าวพ้นวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีดิอัซ-กาเนล ของคิวบา ยังคงมีท่าทีหนักแน่นในการแสดงความต่อต้านต่อสหรัฐฯ โดยเขาได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเพียงใด คิวบาก็สามารถรับประกันได้หนึ่งอย่าง คือผู้รุกรานจะต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างสุดกำลัง 

ขณะเดียวกัน นางทานิเอริส ดิเอกูเอซ (Tanieris Dieguez) อุปทูตคิวบาประจำกรุงวอชิงตัน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า  แม้คิวบาจะเปิดกว้างในการเจรจาและพร้อมเปิดรับการลงทุนเพิ่ม แต่ประเด็นเรื่องระบอบการปกครองและอธิปไตยของประเทศนั้น “ไม่อยู่ในเงื่อนไขการเจรจา” พร้อมขอให้สหรัฐฯ เคารพอธิปไตยและสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของชาวคิวบาเอง

ปัจจุบันสถานการณ์ในคิวบากำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.) เพิ่งเกิดเหตุระบบไฟฟ้าล่มทั่วประเทศ ตอกย้ำถึงภาวะเศรษฐกิจที่กำลังล่มสลายหลังจากคิวบาต้องสูญเสียเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักผู้ส่งน้ำมันสู่คิวบา ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่สามารถโค่นล้มนายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำของเวเนซุเอลาลงได้ ส่งผลให้เส้นทางทางทะเลของคิวบาถูกปิดล้อมจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้เลยตั้งแต่วันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา

แม้ว่าในช่วงเช้าของวานนี้ (17 มี.ค.) เจ้าหน้าที่จะสามารถกู้ระบบไฟฟ้าคืนมาได้แล้วประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศ รวมถึงร้อยละ 45 ของกรุงฮาวานา แต่ประชาชนยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง โดยนางโอลกา สัวเรซ (Olga Suarez) หญิงวัย 64 ปี เผยกับสื่อว่า สิ่งที่เธอกังวลที่สุดคือการที่ไฟฟ้าดับยาวนานจนทำให้อาหารที่มีอยู่น้อยนิดในตู้เย็นเน่าเสีย เพราะทุกอย่างในตอนนี้มีราคาแพงมาก เธอยังยอมรับว่าชาวคิวบาเริ่มเคยชินกับการตื่นและการนอนโดยไม่มีไฟฟ้าใช้กันเป็นเรื่องปกติไปแล้วเนื่องจากระบบผลิตไฟฟ้าที่เก่าแก่และการขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนัก

นอกจากวิกฤตการเมืองและพลังงานแล้ว คิวบายังต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติซ้ำเติมจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.8 ที่เกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งในช่วงเช้าวานนี้ (17 มี.ค.) แม้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายรุนแรง แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเกาะที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านจากสหรัฐฯ.

ที่มา: AFP

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

18 มี.ค. 2569 13:12 น.

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ เริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายเล็กน้อย หลังข้อมูลติดตามเรือระบุว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเรือชาติที่เป็นมิตรกับอิหร่าน

บริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ Windward ระบุว่า พบเรือพาณิชย์อย่างน้อย 8 ลำ (ไม่รวมเรือธงอิหร่าน) ผ่านช่องแคบเมื่อวันจันทร์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลจาก MarineTraffic พบการสัญจร 9 ลำในช่วงวันอาทิตย์–จันทร์ เทียบกับเพียง 5 ลำในสองวันก่อนหน้า

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าอิหร่านอาจเริ่มอนุญาตเป็นกรณี ให้ประเทศที่เป็นมิตรสามารถใช้เส้นทางได้ โดยเรือจากจีน อินเดีย และปากีสถาน มีแนวโน้มเลือกเดินเรือผ่านน่านน้ำอิหร่านมากขึ้น ขณะที่เรือฝั่งตะวันตกยังคงหลีกเลี่ยง

แม้จำนวนเรือจะเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมการขนส่งยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยทราฟฟิกผ่านช่องแคบซึ่งปกติรองรับน้ำมันโลกถึง 20% ลดลงมากกว่า 95% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง

ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 40% จากช่วงก่อนสงคราม

ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า ช่องแคบยังเปิดอยู่ แต่ปิดต่อศัตรู ขณะที่ก่อนหน้านี้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เคยขู่ว่าจะเผาเรือที่พยายามผ่าน

ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า วอชิงตันสามารถจัดการเปิดเส้นทางเดินเรือได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพันธมิตร แม้จะไม่พอใจที่ชาติสมาชิกนาโตไม่สนับสนุนแผนจัดตั้งกองเรือนานาชาติ

ล่าสุด กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้ใช้ระเบิดเจาะบังเกอร์โจมตีฐานขีปนาวุธของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าอาวุธดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ

สถานการณ์ที่ยังเปราะบางนี้ ทำให้ตลาดพลังงานโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเคลื่อนไหวในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดเสถียรภาพด้านพลังงานในระยะต่อไป.

ที่มา : Aljazeera

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

18 มี.ค. 2569 12:41 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังอิหร่าน ส่งสัญญาณว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก อาจไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน

น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นราว 3% แตะระดับประมาณ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.7% แตะราว 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันเบนซินใน สหรัฐอเมริกา ขยับขึ้นแตะ 3.79 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023

หลังจากที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุชัดว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และย้ำว่า ไม่มีความปลอดภัยอีกแล้ว ท่ามกลางการปรากฏตัวของกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาค

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด หลังอิหร่านเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องระงับการผลิตก๊าซที่แหล่ง Shah ใกล้กรุงอาบูดาบี ขณะที่ท่าเรือน้ำมันฟูไจราห์เกิดเพลิงไหม้จากโดรนโจมตี และแหล่งน้ำมันในอิรักก็ถูกโจมตีเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุปริศนาโจมตีใกล้ฟูไจราห์ โดยศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักรระบุว่า นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีการโจมตีเรือในอ่าวเปอร์เซียและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซแล้วมากกว่าสิบครั้ง

ความเสี่ยงด้านพลังงานโลกยิ่งเพิ่มขึ้น หลังอิสราเอล อ้างว่าสังหาร อาลี ลาริจานี ผู้นำความมั่นคงของอิหร่าน ก่อนที่ฝ่ายอิหร่านจะออกมายืนยันอย่างเป็นทางการ

นักวิเคราะห์ชี้ ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งกว่า 40% หลังอิหร่านพยายามปิดกั้นเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติรองรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของโลก

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องให้พันธมิตรช่วยเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง ขณะที่ยุโรปยังลังเลไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงคราม

โดยสหภาพยุโรประบุชัดว่า นี่ไม่ใช่สงครามของยุโรป แม้ยอมรับว่าผลประโยชน์ด้านพลังงานได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่ากำลังร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อฟื้นเสรีภาพในการเดินเรือ แต่ย้ำว่าจะไม่เข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ด้าน สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าประเทศสมาชิกยังมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินเพียงพอ แม้เตรียมปล่อยน้ำมันกว่า 400 ล้านบาร์เรลสู่ตลาดโลกในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การใช้น้ำมันสำรองเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว โดยทางออกระยะยาวขึ้นอยู่กับการกลับมาเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในขณะนี้.

ที่มา : CNN