สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุน ววน. โดย สกสว. ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เปิดตัว “SRI Alert (ศรีเตือนภัย)” พร้อมร่วมเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ หลังธรณีพิโรธ กทม.และปริมณฑล ขณะที่ทีมนักวิจัยแผ่นดินไหวเดินหน้าจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหว โดยเฉพาะการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานแถลงข่าว “ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ และพิธีเปิดตัว SRI Alert (ศรีเตือนภัย)” ซึ่งเป็นการระดมงานวิจัยและองค์ความรู้จากระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ (ววน.) เพื่อร่วมเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย เนื่องในวาระครบรอบ 1 ปี แผ่นดินไหว กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จัดโดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)” ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า บทเรียนจากวิกฤติจะถูกเปลี่ยนเป็นการเตรียมพร้อมของประเทศในอนาคต ความท้าทายสำคัญคือจะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ถูกดึงมาใช้งานได้จริง และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทันท่วงที จึงเป็นบทบาทสำคัญของกองทุน ววน. ที่จะทำให้เกิดระบบสนับสนุนที่พร้อมใช้ในภาวะวิกฤติและขยายผลในระยะยาว โดยสนับสนุนการพัฒนา SRI Alert ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสนับสนุนการรับรู้สถานการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การเตรียมพร้อม และเสริมพลังการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล และคณะนักวิจัย ม.ขอนแก่น กล่าวว่า SRI Alert เป็น ‘กองหนุนที่แข็งแกร่ง’ ให้กับหน่วยงานภาครัฐ โดยป้อนข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว มีผลการวิเคราะห์ถูกต้องแม่นยำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมพร้อมใช้ สนับสนุนให้หน่วยงานหลักนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ และให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะที่งานวิจัยของ ม.นเรศวร โดย ผศ.ดร.กำพล ทรัพย์สมบูรณ์ และทีมนักวิจัย แบบจำลองสารสนเทศเมือง (Urban Information Modeling: UIM) หรือการสร้างเมืองฝาแฝดดิจิทัล มุ่งยกระดับการรับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 ภายใต้แนวคิดสำคัญที่ตอกย้ำความโดดเด่นของเทคโนโลยี ที่ไม่ได้เพียงสร้างโมเดลอาคารสามมิติเพื่อให้เห็นภาพจำลองเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบฐานข้อมูลเมือง โดยเฉพาะระบบทางวิศวกรรมและการจำลองสถานการณ์ ด้วยการบูรณาการข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับเทคโนโลยี 3 มิติ เพื่อพัฒนาแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือนภัย และแบบจำลองการอพยพ โดยได้นำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จ.พิษณุโลก ในการพัฒนาแผนการอพยพร่วมกัน เพื่อให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร และประชาชน มีข้อมูลที่แม่นยำในการรับมือเหตุฉุกเฉินและลดความสูญเสียในอนาคต 2.แอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science ซึ่งมี อ.ศรัณย์พร เกิดเกาะ ได้ร่วมกับทีมวิจัยพัฒนาระบบที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา และพื้นที่จับ เพื่อจำแนกปลาออกเป็นสามระดับความเสี่ยง ข้อมูลอัปเดตทุก 2-4 สัปดาห์ โดยทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์พลเมืองที่คอยรายงานข้อมูลภาคสนามและช่วยคัดกรองปลาตามสีที่ระบบแจ้งออกจากห่วงโซ่การบริโภค ทำให้สามารถทำนายความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกก จ.เชียงราย แบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคเฉพาะปลาที่ผ่านการยืนยันความปลอดภัยแล้ว ทั้งนี้ได้นำร่องใช้งานจริงแล้วที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย ร่วมกับภาคีชาวประมงจาก 4 หมู่บ้าน โดยข้อมูลการจำแนกความเสี่ยงถูกส่งตรงถึงชาวประมง ร้านขายปลา ประมงจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

“ระบบอัจฉริยะเพื่อการเตือนภัยและอพยพชุมชนจากภัยน้ำท่วมและแผ่นดินไหว : พื้นที่นำร่องระยะที่ 1 กรุงเทพมหานคร และเทศบาลเมืองแพร่” โดย ศ.ดร.อุมา สีบุญเรือง และทีมนักวิจัย สจล. ได้บูรณาการเทคโนโลยี AI, IoT และ Big Data เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เป็นระบบ End-to-End Disaster Management Platform ที่ครอบคลุมทั้งก่อนและหลังเกิดภัยพิบัติ โดยทุกโมดูลถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์ม SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สะท้อนบทบาทของระบบ ววน. ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ของประเทศที่มุ่งสู่ระบบเตือนภัยอัจฉริยะระดับประเทศ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการตอบสนองต่อเหตุการณ์สู่ “การคาดการณ์ ป้องกัน และตัดสินใจเชิงรุก” อย่างยั่งยืน

สำหรับแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่มี ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม สวทช. เป็นหัวหน้าโครงการ ระบุถึงการเปลี่ยนบทบาทประชาชนให้กลายเป็น “เซนเซอร์ที่มีชีวิต” โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานเหตุภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ จากการพัฒนาระบบพัฒนาระบบรับแจ้งและแจ้งเตือนภัยพิบัติ SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ให้เป็น “Citizen Touchpoint” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสู่หน่วยงานที่แก้ไขปัญหาผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยด้วยข้อมูลจริงจากภาคประชาชน โดยอิงจากพิกัดที่ตั้งของผู้ใช้งานหรือพื้นที่เสี่ยง ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับการแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบทันเหตุการณ์ ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุภัยพิบัติด้วยการสื่อสารเชิงรุก จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและหัวใจสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นได้จริง

ในส่วนของแผนงาน “การจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหวโดยใช้ผลสำเร็จจากงานวิจัยและการสร้างฐานข้อมูลสำหรับการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้นในอนาคต” นำโดย ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า แม้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ในประเทศเมียนมา แต่พื้นที่กรุงเทพฯ กลับได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่กลุ่มชั้นดินอ่อนในกรุงเทพฯ มีค่าความเร่งสูงกว่าพื้นที่รับคลื่นปฐมภูมิในภาคเหนือและตะวันตกอย่างชัดเจน ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์การสั่นพ้องที่ชั้นดินอ่อนขยายกำลังของคลื่นแผ่นดินไหว ส่งผลให้โครงสร้างอาคารเกิดการโยกตัวรุนแรงขึ้น จากการสำรวจและประเมินความเสียหายของอาคารตามเกณฑ์ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้จัดแบ่งรหัสสีเพื่อความปลอดภัยในการใช้อาคาร ประกอบด้วย ป้ายสีเขียว (อาคารใช้งานได้ตามปกติ) มีความปลอดภัยหรือเสียหายเพียงเล็กน้อย ป้ายสีเหลือง (อาคารใช้งานได้แบบมีเงื่อนไข) เสียหายระดับปานกลาง พบรอยร้าวทะลุผนังก่ออิฐทั้งสองด้าน ซึ่งต้องเฝ้าระวังและรอการสำรวจอย่างละเอียด และป้ายสีแดง (ห้ามใช้งานอาคาร) อาคารมากกว่า 15 แห่งเสียหายอย่างหนัก โครงสร้างหลักได้รับผลกระทบ เช่น คอนกรีตแตกหลุดร่วง และเหล็กเสริมโก่งงอ แนวทางการรับมือและเทคโนโลยีการป้องกันเพื่อลดความสูญเสียในอนาคต จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระยะไกล เทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือน โดยติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับแรงสั่นสะเทือนชนิดของเหลวในโครงสร้างอาคาร ระบบตรวจติดตามสุขภาพโครงสร้าง โดยติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS (MEMS Acceleration Sensors) เพื่อติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์ ซึ่งปัจจุบันได้ติดตั้งใช้งานจริงแล้วที่อาคารโรงพยาบาลใน จ.เชียงราย

ด้าน ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เผยถึงผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในปี 2568 ว่าปัญหาหลักคือ “ความไม่รู้นำมาซึ่งความโกลาหล และความโกลาหลนำมาซึ่งความสูญเสีย” สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ จึงได้พัฒนาการปรับปรุงอาคารให้ปลอดภัย การตอบสนองที่รวดเร็ว รวมถึง “ระบบตรวจติดตามการตอบสนองของโครงสร้างต่อแผ่นดินไหวและระบบแจ้งเตือนความปลอดภัย” สำหรับวิศวกร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของและผู้ใช้อาคารโดยเฉพาะ ซึ่งระบบจะทำงานตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ โดยมีหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ที่สามารถตรวจจับความเสียหายและแจ้งเตือนได้ทันที นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบสำหรับการซ้อมอพยพเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงอีกด้วย ระบบนี้ได้ผ่านการทดสอบด้วยเครื่องจำลองแผ่นดินไหวของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อประเมินการทำงานของการแจ้งเตือนผู้ใช้อาคารผ่านระบบสัญญาณไฟ การติดตั้งระบบดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตรวจจับความเสียหายหลังเกิดแผ่นดินไหวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดการภัยพิบัติเป็นไปอย่างตรงเป้าหมาย ลดความตื่นตระหนกและการอพยพที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนสามารถกลับคืนสู่การใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงสามารถตอบสนองต่อการเสื่อมสภาพของอาคารตามอายุการใช้งานและสภาพแวดล้อม นับเป็นการช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สอวช. – สจล. จัด ‘Collaborative Bootcamp’ เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง

สอวช. - สจล. จัด ‘Collaborative Bootcamp’ เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง

สอวช. – สจล. จัด ‘Collaborative Bootcamp’ เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดกิจกรรมโปรแกรมการเรียนรู้พิเศษ (Collaborative Bootcamp) ภายใต้โครงการ “The Reverse Innovation Journey: เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง” ณ อาคาร True Digital Park เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มศักยภาพให้แก่บริษัทสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการ ในการตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศ

ดร.กรัณฑรัตน์ นาขวา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. เน้นย้ำความสำคัญของกลไก Reverse Pitching ในการพัฒนานวัตกรรมที่ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่ง สอวช. ได้ริเริ่มทดสอบโมเดลนี้เพื่อให้สตาร์ทอัพเรียนรู้และรับโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมโดยตรง เพื่อสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ ได้กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจคณะทำงาน พันธมิตรภาคเอกชน และผู้เข้าร่วมโครงการ สำหรับการดำเนินกิจกรรมร่วมกันตลอดระยะเวลาของโครงการ

ในช่วงเช้ามีการบรรยายเรื่องกลไกการสนับสนุนทุนจากภาครัฐ โดย น.สพ.ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ซึ่งได้แนะนำรายละเอียดโปรแกรมสนับสนุนทางการเงินต่างๆ ของกองทุนฯ โดยเฉพาะโครงการ TED Youth Startup ที่สนับสนุนเงินทุนตั้งแต่ 150,000 ถึง 1,500,000 บาท เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมใช้เป็นแนวทางในการขอรับทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาแนวคิดและธุรกิจนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายจากทีมที่ปรึกษาโครงการฯ และตัวแทนจาก เครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ (TED Fellow) โดยสำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRIS) นำโดย ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. และ ดร.อภิวัฒน์ ทองประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บจก.วิสอัพ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับเงื่อนไขการรับทุน การให้คำปรึกษา และช่วงเวลาการรับสมัคร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา โครงการได้จัดกิจกรรม Reverse Pitching เพื่อมอบโจทย์จริงจากภาคเอกชน และคัดเลือกสตาร์ทอัพเข้าสู่โครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน โดยผู้เข้าร่วมได้รับสิทธิเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้พิเศษ (Collaborative Bootcamp) ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อสร้างความเข้าใจในการทำธุรกิจและร่วมพัฒนานวัตกรรมร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ด้วย โดยโครงการมีกำหนดจะสรุปผลและจัดงาน The Reverse Innovation Summit ในวันที่ 25 เมษายน 2569 นี้

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เชิญชวนนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ผู้ที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษา หรือผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาในปี 2569 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจและความภาคภูมิใจครั้งประวัติศาสตร์ ในการต้อนรับผู้นำและคณะผู้แทนจากทั่วทุกมุมโลก โดยสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็น “อาสาสมัครสนับสนุนการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) งานประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังระดับโลก ที่เปรียบเสมือนเป็น “โอลิมปิกทางการเงินของโลก” ที่รวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้แทนภาคประชาสังคม รวมกว่า 15,000 คน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

ภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” การได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงานร่วมกับทีมอาสาสมัครจากประเทศไทย ในกรอบการประชุมระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันนิสิตนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกยังได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง พัฒนาศักยภาพ รวมถึงทักษะความรู้เกี่ยวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกไปพร้อมกัน

คณะทำงานที่เปิดรับสมัคร 9 ด้าน รวม 230 ตำแหน่ง (ประกอบด้วยอาสาสมัคร จำนวน 208 คน และอาสาสมัครสำรอง จำนวน 22 คน) ได้แก่ 1.ด้านสถานที่จัดกิจกรรม ห้องประชุม อาหาร (Event Services, Catering, Hotels) และโรงแรมที่พัก , 2.ด้านพิธีการต้อนรับ (Liaison) , 3.ด้านยานพาหนะ (Transportation) , 4.ด้านการรักษาความปลอดภัย (Security) , 5.ด้านลงทะเบียนและบัตรเชิญ (Registration) , 6.ด้านประชาสัมพันธ์และงานข่าว (Publication) , 7.ด้านบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโสตทัศน์ (IT, Audiovisual) , 8.ด้านการจัดนิทรรศการศาลาไทย (Thailand Pavilion) , 9.ฝ่ายประสานงานกลางและเลขานุการ

คุณสมบัติ ต้องเป็นบุคคลที่มีมีสัญชาติไทย , เป็นนิสิตนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเป็นนักเรียนที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือเป็นนิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในปี 2569 , เป็นผู้มีใจในงานบริการ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และตรงเวลา , มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และมีทักษะด้านการสื่อสาร , สุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ , มีทักษะในการสื่อสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดีมาก หากมีทักษะในการสื่อสารภาษาอื่นจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ และไม่เป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ปฏิบัติงานกับผู้จัดงานประชุมมืออาชีพซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก สศค.

การเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานอาสาสมัคร แต่คือประสบการณ์ชีวิตและโอกาสร่วมงานกับองค์กรระดับโลกอย่าง IMF และ World Bank Group ที่จะช่วยพัฒนาทักษะแบบก้าวกระโดด ในบรรยากาศการทำงานจริงระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้นอาสาสมัครที่ผ่านการปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วน จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางสำคัญสำหรับการทำงานในอนาคตทั้งในและต่างประเทศ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้จากเว็บไซต์ของ สศค.: https://www.fpo.go.th/main/Home.aspx > ภายใต้หัวข้อ “ข่าวสาร” > สมัครงาน / ประกาศ > ประกาศรับสมัครอาสาสมัครเข้าร่วมการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และส่งเอกสารการสมัครในรูปแบบ PDF หรือสอบถามรายละเอียด ได้ที่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์: HR_AM2026@fpo.go.th หรือติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 0 2273 9020 ต่อ 3669 หรือ 3289 หรือ 3264 หรือ 3269 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.51 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา  เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบอาสาสมัครทหารพราน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

5 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายรัฐศาสตร์  ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ สิบโท ศุภณัฐ พรหมสุทธิ์ อาสาสมัครทหารพราน อนาวิล จินดาพรรณ  และอาสาสมัครทหารพราน พงษ์ธร อักษรเงิน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 49 ขณะออกแผนยุทธการ และให้การสนับสนุนชุดคุ้มครองตำบลช้างเผือก เหตุเกิดบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 4271 บ้านไอร์ลาฆอ หมู่ที่ 5 ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพล และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

ทำงานทันที! อาจารย์เชนควงครูพี่กอล์ฟ แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย”

ทำงานทันที! อาจารย์เชนควงครูพี่กอล์ฟ แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย”

ทำงานทันที! อาจารย์เชนควงครูพี่กอล์ฟ แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย”

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.42 น.

ทำงานทันที “อาจารย์เชน ควงครูพี่กอล์ฟ” แลกเปลี่ยนความเห็น”การศึกษาไทย” ยันมีความตั้งใจทำงานเต็มที่ ฟื้นความหวังการศึกษาไทย ครูมีความสุขกับการสอน โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง 

ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “การศึกษาไทย จะเป็นอย่างไร ถ้าเราทุกคนลุกขึ้นทำเอง” ภายในกิจกรรม “งานครูปล่อยแสง ปีที่ 7” ซึ่งจัดโดยเพจ ‘ก่อการครู’
 
นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตนอยากเห็นการศึกษาของไทยกลับมามีความหวัง ซึ่งการที่ได้ทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ยศชนัน เป็นสิ่งที่รู้สึกว่านี่คือทีมเวิร์คที่จะทำงานร่วมกันให้การศึกษาไทยมีความหวังอีกครั้ง  พร้อมยอมรับว่ารู้สึกหนักใจในตอนแรก ที่ต้องเข้ามาดูเรื่องการศึกษา แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบก็อยากเป็นคนรุ่นใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยผลักดันการศึกษาของไทย ให้เปลี่ยนแปลงมากที่สุด 

โดยต้องฟื้นความหวังการศึกษาไทย ที่ต้องทำให้ครูกลับมามีความสุขกับการสอน ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะงานเอกสาร เพิ่มเวลาคุณภาพในห้องเรียน พร้อมทั้งสนับสนุนสวัสดิการและการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครูสามารถสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง และการเลือกปฏิบัติ มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างจริงจัง และส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้เรียนอย่างรอบด้าน

“ตนเชื่อมั่นว่าไม่มีใคร หรือพรรคการเมืองใด อยากเห็นประเทศไทยล้าหลัง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเริ่มจากการศึกษาที่ดี  โดยตนในฐานะฟันเฟืองของกระทรวงศึกษาธิการจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราจะตั้งใจทำงานเพื่อการศึกษาของไทยที่ดีขึ้น “ นายอัครนันท์ กล่าว

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ นราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบเหยื่อ ซุ่มยิงอำเภอจะแนะ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ นราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบเหยื่อ ซุ่มยิงอำเภอจะแนะ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ นราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบเหยื่อ ซุ่มยิงอำเภอจะแนะ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ

5 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญดอกไม้  และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ ร้อยโท วาทิต วัฒนสันต์  กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 49 ขณะออกแผนยุทธการ และให้การสนับสนุนชุดคุ้มครองตำบลช้างเผือก  เหตุเกิดบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 4271 บ้านไอร์ลาฆอ หมู่ที่ 5 ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส 

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับร้อยโท วาทิต ฯไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ ร้อยโท วาทิต ฯ และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ แสดงความยินดีแก่ ซาบีดา

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ แสดงความยินดีแก่ ซาบีดา

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานแจกันดอกไม้ แสดงความยินดีแก่ ซาบีดา

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ เชิญแจกันดอกไม้พระราชทานมาแสดงความยินดีแก่ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในโอกาสที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

วันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 10.50 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอก ศิวะ ภระมรทัต กรมวังผู้ใหญ่ ประจำวังศุโขทัย เป็นผู้แทนพระองค์ เชิญแจกันดอกไม้พระราชทานมาแสดงความยินดีแก่ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี โดยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2569

ในการนี้ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวเพชรรัตน์ สายทอง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม คณะผู้บริหาร และข้าราชการในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมในพิธี ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
 

อาจารย์โต้ง เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม ท้า ม.รังสิต ตั้งโต๊ะแถลง

อาจารย์โต้ง เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม ท้า ม.รังสิต ตั้งโต๊ะแถลง

อาจารย์โต้ง เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม ท้า ม.รังสิต ตั้งโต๊ะแถลง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

“อาจารย์โต้ง”เปิดเบื้องลึกปมเลิกจ้าง ยันเดินหน้าทวงความยุติธรรม คดีขนดิน 140 คันรถ ท้าตั้งโต๊ะแถลงงัดหลักฐานชนมหาวิทยาลัย

2 เมษายน 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง นักอาชญาวิทยา เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กรณีข้อพิพาทกับมหาวิทยาลัยรังสิต ภายหลังเกิดเหตุการณ์สั่งพ้นสภาพบุคลากรอย่างกะทันหัน

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า สาเหตุหลักของการถูกเลิกจ้างไม่ได้มาจากความบกพร่องในหน้าที่ แต่เป็นผลพวงมาจากการทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการลักลอบขนย้ายดินออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัยกว่า 140 คันรถ

“จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่ตนได้รับมอบหมายจากอธิการบดีท่านก่อนหน้า ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาลงโทษทางวินัยกรณีดังกล่าว โดยคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่าย ทั้งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานบุคคล นิติกร และผู้แทนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ทั้งภาพถ่าย คลิปจากกล้องวงจรปิด พยานบุคคล และพยานเอกสารที่มีความเชื่อมโยง คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดระเบียบของมหาวิทยาลัยจริง และยืนยันว่าสิ่งที่ถูกขนออกไปคือดิน นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานสำคัญคือ บริษัทที่มีการขนดินออกไปได้ทำบันทึกรับสารภาพกับทางมหาวิทยาลัยไว้แล้ว รวมถึงมีพยานบุคคลยืนยันว่ารองผู้อำนวยการท่านหนึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ปล่อยรถบรรทุกดินออกไป เนื่องจากรถบรรทุกถูกสกัดกั้นไว้ในตอนแรก

“อดีตรองอธิการบดีฝ่ายความปลอดภัย เปิดเผยต่อว่า ในช่วงเวลานั้น อธิการบดีได้มอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้ แต่ปรากฏว่าคดีกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ไม่มีการเรียกคนขับรถบรรทุกนับร้อยคันมาสอบปากคำ ไม่มีการตรวจสอบเส้นทางรถ จุดทิ้งดิน หรือตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้อง”

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ตนได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งตนถูกสั่งเลิกจ้าง ล่าสุด จึงได้เดินทางไปยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าคดีต่อ ผบ.ตร.เป็นครั้งที่ 2 เพื่อทวงถามความยุติธรรมในฐานะประชาชนที่ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีการเปลี่ยนตัวอธิการบดี โดยให้เหตุผลเรื่องการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ และต่อมาได้รับทราบข้อเท็จจริงว่ามีการไปถอนแจ้งความร้องทุกข์ในคดีดังกล่าว โดยพนักงานสอบสวนมองว่าเมื่อมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และมองว่าไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีการดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางกฎหมาย รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ข้อหาลักทรัพย์นายจ้างเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน แม้จะมีการถอนแจ้งความ กระบวนการสอบสวนก็ต้องดำเนินต่อไป ไม่สามารถยุติได้เพียงเพราะผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ

สำหรับกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยออกมาชี้แจงว่าสิ่งที่ขนออกไปคือขยะ ไม่ใช่ดิน และกล่าวหาว่าข้อมูลของตนเป็นความเท็จนั้น รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยืนยันว่า ตนมีหลักฐานครบถ้วนทุกประการ ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด และระบบตรวจจับป้ายทะเบียน (License Plate Recognition – LPR) ที่บันทึกวันเวลาและทะเบียนรถทุกคันที่เข้าออกมหาวิทยาลัยได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเอกสารใบเบิกเงิน 2 ฉบับ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเซ็นอนุมัติ ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ไม่มีการอนุมัติหรืออนุญาตให้มีการขนดินหรือขยะใดๆ ทั้งสิ้น” พร้อมประกาศท้าให้มหาวิทยาลัยตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน เพื่อเปิดเผยหลักฐานทีละประเด็น โดยเชิญตัวแทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาร่วมรับฟัง เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสและแสดงให้เห็นถึงหลักธรรมาภิบาล

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวอีกว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่โปร่งใสอื่นๆ โดยระบุว่า ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังกระทรวง อว.ถึง 4 ครั้ง (16 ก.ค.ปีที่แล้ว, 1 ธ.ค.ปีที่แล้ว, 6 ม.ค.ปีนี้ และ 23 ก.พ.ปีนี้) ในประเด็นเรื่องการดำรงตำแหน่งที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการแต่งตั้งผู้บริหารชุดใหม่ที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ แต่ทางกระทรวง อว.กลับตอบสนองเพียงว่า มหาวิทยาลัยได้ชี้แจงว่าตรวจสอบแล้วและทำถูกต้องทุกขั้นตอน โดยไม่ได้ลงลึกในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยอมรับว่า ตนทราบดีถึงความขัดแย้งภายในโครงสร้างผู้มีอำนาจของมหาวิทยาลัย และเคยถูกคนใกล้ชิดตักเตือนแล้ว แต่ที่ตัดสินใจดำเนินการตรวจสอบ เพราะได้รับคำสั่งโดยตรงจากอธิการบดีท่านเดิม ที่เชื่อมั่นในความตรงไปตรงมาและประสบการณ์การทำงานในฐานะอดีตข้าราชการตำรวจของตน

“ถึงแม้มหาวิทยาลัยจะไม่เคยเห็นคุณงามความดีที่ผมก่อตั้งคณะอาชญาวิทยามาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว หรือการที่ผมมาปฏิรูประบบความปลอดภัยให้ ท่านมาทุบผมแบบนี้ไม่เป็นไร แต่ท่านอย่ามาทุบความยุติธรรมของคนในประเทศนี้ ตอนนี้ผมตกงาน แต่ความยุติธรรมไม่เคยตกไปจากหัวใจผม” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าว

‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร

‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร

‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทบาทของผู้นำยุคใหม่จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ ความเข้าใจในภูมิรัฐศาสตร์ และความสามารถในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้าไทย–จีน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (วทจ.) นำโดย นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน ได้นำคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน รุ่นที่ 8  เดินทางศึกษาดูงาน ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเมือง เศรษฐกิจ นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ควบคู่การสร้างเครือข่ายผู้นำไทย–จีนในระดับนโยบายและภาคธุรกิจ

กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของ หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8 ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการ “ยกระดับเวทีผู้นำ” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะบทบาทของจีน ซึ่งยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นๆของโลก และเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

การศึกษาดูงานครั้งนี้ ทางคณะได้เข้าพบกระทรวงกิจการแนวร่วมกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (United Front Work Department) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศและการเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย–จีนในมิติต่างๆ รวมถึงเข้าพบคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีน (CPPCC) และสหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านบทบาทของจีนในเวทีโลก

ส่วนด้านวิชาการ ทางคณะฯ ได้รับฟังการบรรยายจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในมหาวิทยาลัยปักกิ่งหลายหัวข้อ ได้แก่ การพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ โดย ศ.เซว่ หลิง (Prof. Xue Ling), การพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้กลยุทธ์การหมุนเวียนแบบคู่ขนาน โดย ศ.เย่ จิ่งอี้ (Prof. Ye Jing Yi), สถานการณ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน โดย ศ.เจ้า กัง (Prof. Zhao Gang) สภาพแวดล้อมการเมืองระหว่างประเทศของจีนในปัจจุบัน โดย ศ.หวัง หย่ง (Prof. Wang Yong) ซึ่งช่วยเปิดมุมมองเชิงลึกต่อบทบาทของจีนในระบบเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในทุกด้าน

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาดูงานในองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ ByteDance ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล TikTok และ Douyin เพื่อเรียนรู้โมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วโลก รวมถึงการเยี่ยมชม Alibaba Cloud ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบคลาวด์ของจีน

ทั้งนี้ ตลอดการเดินทาง ผู้เข้ารับการอบรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเรียนรู้วัฒนธรรมและบริบททางสังคมควบคู่กัน อันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ

นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้นำไทยให้มีมุมมองระดับสากล เข้าใจพลวัตของจีนในศตวรรษที่ 21 และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย–จีนในอนาคตอย่างยั่งยืน

เปิดไทม์ไลน์ ‘วัน – เวลา’ ‘ดวงอาทิตย์’ ตั้งฉาก 77 จังหวัด ของประเทศไทย ทั้ง 2 ครั้งในปี 69

เปิดไทม์ไลน์ ‘วัน – เวลา’ ‘ดวงอาทิตย์’ ตั้งฉาก 77 จังหวัด ของประเทศไทย ทั้ง 2 ครั้งในปี 69

เปิดไทม์ไลน์ ‘วัน – เวลา’ ‘ดวงอาทิตย์’ ตั้งฉาก 77 จังหวัด ของประเทศไทย ทั้ง 2 ครั้งในปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) เผยไทม์ไลน์การเกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉาก 77 จังหวัดของประเทศไทยปี 2569 ทั้ง 2 ครั้งของปี เริ่มตั้งฉากครั้งแรกทางใต้สุดในวันที่ 4 เมษายน 2569 ณ อ.เบตง จ.ยะลา ช่วงที่เกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉาก หากอยู่กลางแจ้ง หรือสังเกตวัตถุที่ตั้งกลางแดดจะดูเสมือน “ไร้เงา” เนื่องจากเงาของเรา หรือวัตถุนั้นๆ จะตกอยู่ด้านใต้พอดี ทั้งนี้ อาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดของปี ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สดร. เปิดเผยว่า ในทุกๆ ปีดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งฉากกับพื้นต่างๆในประเทศไทย ปีละ 2 ครั้ง ส่งผลให้ในช่วงวัน-เวลาที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากของแต่ละพื้นที่ จะสังเกตเห็นวัตถุที่อยู่กลางแจ้งเสมือนไร้เงา เนื่องจากเงาของวัตถุจะตกอยู่ด้านใต้พอดี ครั้งแรกของปี จะเริ่มจากทางใต้สุดที่ อ.เบตง จ.ยะลา ในวันที่ 4 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 12:19 น. จากนั้นดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับพื้นที่ต่างๆของไทย ไล่ลำดับขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ จนสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 12:17 น. และครั้งที่สอง จะเริ่มจากพื้นที่ทางเหนือ แล้วไล่ลำดับลงมาทางใต้ จนสิ้นสุดที่ทางใต้สุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลกส่งผลให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่อุณหภูมิจะสูงที่สุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสม ฯลฯ ที่อาจส่งผลต่ออุณหภูมิ ดังนั้นจึงอาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดของปี

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกมีลักษณะเป็นทรงกลม และมีแกนหมุนเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศากับแกนตั้งฉากระนาบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้มุมในการรับแสงของดวงอาทิตย์ในแต่ละพื้นที่ของโลกแตกต่างกัน ส่งผลให้ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ของโลก แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะประเทศบริเวณเขตร้อน ซึ่งอยู่ระหว่างละติจูด 23.5 องศาเหนือ หรือเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ (Tropic of Cancer) ขอบเขตเหนือสุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะได้ ไปจนถึงละติจูด 23.5 องศาใต้ หรือเส้นทรอปิกออฟแคปริคอร์น (Tropic of Capricorn) ขอบเขตใต้สุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะ โดยตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากจะเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกในรอบ 1 ปี บริเวณพื้นที่ดังกล่าว

สำหรับประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนระหว่างแนวละติจูด 5-20 องศาเหนือ ส่งผลให้ในหนึ่งปี ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และครั้งที่ 2 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ซึ่งวันและเวลาที่เกิดปรากฏการณ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้สังเกตบนโลก ทำให้แต่ละจังหวัดของประเทศไทยมีช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่พร้อมกัน ข้อมูลการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากทั้ง 77 จังหวัดในประเทศไทยได้ที่  https://www.narit.or.th/th/Sun-Overhead-TH-2026