‘SPGS International School Bangkok’ ปักหมุดการศึกษาระดับโลก เชื่อมโยงมรดกแห่งความเป็นเลิศกว่า 120 ปี

‘SPGS International School Bangkok’ ปักหมุดการศึกษาระดับโลก เชื่อมโยงมรดกแห่งความเป็นเลิศกว่า 120 ปี

‘SPGS International School Bangkok’ ปักหมุดการศึกษาระดับโลก เชื่อมโยงมรดกแห่งความเป็นเลิศกว่า 120 ปี

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ (SPGS International School Bangkok) เตรียมเปิดประตูสู่บทใหม่ของการศึกษานานาชาติ ในเดือนสิงหาคม 2569 นำรากฐานการศึกษาระดับโลกจาก St Paul’s Girls’ School, London สถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศอังกฤษที่หล่อหลอมความเป็นเลิศมากว่า 120 ปี พร้อมมาตรฐานทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับในเวทีสากลมาสู่ประเทศไทย ซึ่งจะเปิดรับนักเรียนชายและหญิงอายุระหว่าง 2–18 ปี โดยในปีการศึกษา 2569/2570 จะเริ่มเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลถึงระดับประถมศึกษา (Pre-Nursery to Year 6) และมีแผนเปิดระดับมัธยมศึกษา (Senior School) ต่อในปีการศึกษา 2570/2571

เบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) กล่าวว่า วิสัยทัศน์คือการ ‘ย่อโลกให้เล็กลง’ ด้วยการนำมาตรฐานการศึกษาระดับโลกมาสู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงการศึกษานานาชาติคุณภาพสูงได้ใกล้ตัว ลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง และสร้างสมดุลระหว่างการเรียนรู้กับชีวิตประจำวัน กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่มีศักยภาพสูงและเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่เปี่ยมด้วยพลัง มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความเปิดกว้าง จึงเป็นเมืองที่พร้อมรองรับครอบครัวจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเรียนรู้ระดับโลก

“ความร่วมมือครั้งนี้ เรามีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับภูมิทัศน์ทางการศึกษา สร้างสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมความคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างอิสระ และการคิดเชิงวิเคราะห์ เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้ค้นพบและเติบโตบนศักยภาพเฉพาะตัวของตนเองอย่างแท้จริง” เบน กล่าวและว่า ด้วยประสบการณ์ด้านการศึกษายาวนานกว่า 120 ปี โรงเรียน St Paul’s Girls’ School ยึดมั่นในปรัชญาที่เชื่อว่า การเรียนรู้ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจอย่างแท้จริงและความกล้าที่จะตั้งคำถาม โรงเรียนจึงออกแบบบรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ และการค้นหาความสนใจเฉพาะตัวของนักเรียนแต่ละคน

ลิซ ฮิวเออร์ (Liz Hewer) ครูใหญ่ ของ St Paul’s Girls’ School, London กล่าวว่า การเปิดโรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ St Paul’s Girls’ School ภายใต้การบริหารของคุณลีห์ โอฮารา (Leigh O’Hara) ครูใหญ่ผู้ก่อตั้ง (Founding Headmaster) โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ผู้ปกครองสามารถมั่นใจได้ว่า ทั้งแนวทางการเรียนการสอนและคุณค่าหลักของที่นี่ได้รับการถ่ายทอดและดำเนินไปในทิศทางเดียวกับโรงเรียนต้นแบบในกรุงลอนดอนอย่างครบถ้วน ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมผู้บริหาร ความมุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ การดูแลเอาใจใส่อย่างรอบด้าน และการมองหาโอกาสในการพัฒนาเด็กนักเรียนอย่างเต็มศักยภาพ ตามแบบอย่างของ St Paul’s Girls’ School ที่สืบทอดกันมากว่าศตวรรษ

ด้าน ลีห์ โอฮารา (Leigh O’Hara) ครูใหญ่ผู้ก่อตั้ง (Founding Headmaster) โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่โรงเรียนในกรุงลอนดอนเป็นเวลายาวนานกว่า 11 ปี กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ตั้งใจพัฒนาการศึกษาในแนวทางแบบองค์รวม โดยนำเอกลักษณ์ของการเรียนการสอนแบบ St Paul’s Girls’ School มาสู่ประเทศไทย เราได้ออกแบบหลักสูตรอย่างหลากหลาย เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้คิดอย่างสร้างสรรค์และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างรอบด้าน ควบคู่ไปกับความร่วมมือระหว่างครูกับครอบครัวอย่างใกล้ชิดรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ที่เคารพและเข้าใจวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง เพื่อให้การศึกษาของโรงเรียนมีคุณภาพ เหมาะสมกับบริบทของเมืองไทย และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

โรงเรียนนานาชาติ เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยการผสานหลักสูตร English National Curriculum ที่ได้รับการพัฒนาและยกระดับให้เข้ากับหลักสูตร IBDP (International Baccalaureate Diploma Programme) เพื่อหล่อหลอมความเข้มข้นทางวิชาการควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างสร้างสรรค์ เสริมด้วยศูนย์การออกแบบและนวัตกรรมของโรงเรียน รวมถึงกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่หลากหลาย ครอบคลุมด้านวิชาการ กีฬา ศิลปะ และดนตรี เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองในทุกมิติ

โรงเรียนสามารถรองรับนักเรียนได้มากกว่า 1,800 คน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับสากลที่เอื้อต่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก อาทิ หอประชุมขนาด 600 ที่นั่ง อัฒจันทร์ โรงละครแบล็คบ็อกซ์ สตูดิโอบันทึกเสียงระดับมืออาชีพ สระว่ายน้ำในร่ม สนามฟุตบอล (Skyline Football Pitch) สนามเทนนิส ศูนย์การออกแบบและนวัตกรรม (Centre for Design & Innovation) ศูนย์สุขภาวะ (Wellbeing Centers) และพื้นที่สีเขียวเพื่อการเรียนรู้กลางแจ้ง (Forest School) ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดของโรงเรียนภายใต้คติ “รากฐานการศึกษาที่เปี่ยมด้วยความหมาย สู่ความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด (An Education Rich in Meaning and Possibility)” ที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตของนักเรียนทุกคนอย่างสมดุล ครอบคลุมทั้งด้านสังคม อารมณ์ และวิชาการอย่างแท้จริง

สอศ.เปิดการแข่งขัน ‘อวท.ระดับชาติ’ ครั้งที่ 34 สร้างสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษา – องค์การนักวิชาชีพฯ

สอศ.เปิดการแข่งขัน ‘อวท.ระดับชาติ’ ครั้งที่ 34 สร้างสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษา - องค์การนักวิชาชีพฯ

สอศ.เปิดการแข่งขัน ‘อวท.ระดับชาติ’ ครั้งที่ 34 สร้างสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษา – องค์การนักวิชาชีพฯ

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) ระดับชาติ ครั้งที่ 34 ประจำปีการศึกษา 2568 (แบบสากล) ณ โดมอเนกประสงค์ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ โดยมีนายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายบัณฑิตย์  สิงห์ช่างชัย  ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุตรดิตถ์ ประธานกรรมการบริหารองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) ระดับชาติ น.ส.ภัคจิรา นามกร นายกองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทยระดับชาติประจำปีการศึกษา 2568 และครู นักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมกว่า 6000 คน

นายยศพล  เวณุโกเศศ  เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้บริหารจัดการภารกิจและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้เรียนภายใต้องค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทยอย่างเหมาะสม เป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนทั้งด้านกลุ่มวิชาสามัญและวิชาชีพให้มีสมรรถนะอาชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนประชาสัมพันธ์ แนะแนวเผยแพร่วิชาชีพให้แพร่หลายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพตามวิชาชีพที่ได้ศึกษา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษา กับองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย และในกิจกรรมการประกวดแข่งขัน “หัวใจสำคัญแพ้ชนะไม่ใช่สิ่งสำคัญอยู่ที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้นำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์” 

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มอบโล่เชิดชูเกียรติให้แก่ผู้สนับสนุนงานด้านต่างๆในการจัดแข่งขันทักษะวิชาชีพและทักษะพื้นฐาน และมอบโล่รางวัลชนะเลิศองค์การมาตรฐานดีเด่นระดับชาติ และรางวัลชนะเลิศ สมาชิกดีเด่นโครงการภายใต้การนิเทศระดับชาติ และรางวัลชนะเลิศทักษะขับขี่ปลอดภัยอีกด้วย

วว.เพิ่มมูลค่าทางการตลาดพืชท้องถิ่นพัทลุง ขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ให้ยั่งยืน

วว.เพิ่มมูลค่าทางการตลาดพืชท้องถิ่นพัทลุง ขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ให้ยั่งยืน

วว.เพิ่มมูลค่าทางการตลาดพืชท้องถิ่นพัทลุง ขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ให้ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำทีมโดย ดร.รุจิรา ดีวัฒนวงศ์ นักวิจัยอาวุโส และนางสาวสุภาวดี ชนะพาล นักวิจัย จัดการอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ “การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากดอกดาหลา และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาด” ณ ศูนย์การเรียนรู้พันธุกรรมพืช ต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ภายใต้การดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพในการผลิตและปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยมี ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศนก. เป็นหัวหน้าโครงการ

การอบรมครั้งนี้ประกอบด้วยหัวข้อต่างๆที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อการเสริมแกร่งให้เกษตรกร/ผู้ประกอบการ ได้แก่ 1.การประเมินทางประสาทสัมผัสกิมจิดอกดาหลา ถ่ายทอดความรู้โดย ดร.ณัฐณิรินทร์ บูรณะสระกวี นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) และนางสาวปพิชญา กองจินดา นักวิจัย จากศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) , 2.การบรรยายหัวข้อ “ลักษณะสายพันธุ์ดาหลาในภาคใต้” โดย ผศ.ดร.ชัยภูมิ สุขสำราญ อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต (มรภ.ภูเก็ต)

ซึ่ง วว. ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกร กลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ และผู้ประกอบการด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เข้าร่วมการอบรมกว่า 30 ราย โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาอาชีพและธุรกิจในเชิงพาณิชย์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG อย่างยั่งยืน

CRA จัดงานมหกรรมแนะแนวอาชีพ ส่งเสริมให้นักศึกษาแลกเปลี่ยน เตรียมพร้อมสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ

CRA จัดงานมหกรรมแนะแนวอาชีพ ส่งเสริมให้นักศึกษาแลกเปลี่ยน เตรียมพร้อมสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ

CRA จัดงานมหกรรมแนะแนวอาชีพ ส่งเสริมให้นักศึกษาแลกเปลี่ยน เตรียมพร้อมสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดงานมหกรรมการแลกเปลี่ยนตลาดแรงงานสายวิทยาศาสตร์การแพทย์และสายสุขภาพยุคดิจิทัลครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในโครงการ CRA Job Fair & Education 2026 นิทรรศการแนะแนวอาชีพและการศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อเป็นสื่อกลางในการพบปะและสมัครงานกับบริษัทชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมพบปะแลกเปลี่ยนและสมัครงานกับองค์กรชั้นนำกว่า 80 หน่วยงาน ประกอบด้วยโรงพยาบาลจากภาครัฐและเอกชนชั้นนำ สถานพยาบาลเฮลท์แคร์เวลเนส บริษัทนำเข้าเครื่องมือแพทย์ บริษัทด้านไอที-ดาต้าเซอร์วิส ผู้ประกอบการด้านวิศวกรรมการแพทย์ เป็นต้น โดยมี ดร.วัชระ ฉัตรวิริยะ รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมผู้บริหารและคณาจารย์ร่วมเปิดงาน ณ ห้อง Convention Hall ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ดร.วัชระ ฉัตรวิริยะ รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เผยว่า เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้เข้าถึงข้อมูลตำแหน่งงานจากผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐทั้งในและต่างประเทศโดยตรง รวมถึงเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถาบันการศึกษากับองค์กรผู้ใช้บัณฑิต เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และนำไปสู่การพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของประเทศ

ทางด้าน รศ.น.สพ.ดร.จตุพร กระจายศรี รักษาการคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ เผยต่อว่า การจัดงานในครั้งนี้จะแสดงให้เห็นจุดเด่นของคณะวิชาและหลักสูตรต่าง ๆ รวมทั้งศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ อันเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บัณฑิตในการเลือกบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าสู่องค์กร และประโยชน์ต่อนักศึกษาในการเพิ่มโอกาสการทำงานตามสายวิชาชีพที่เหมาะสมต่อไป

และ ผศ.ทัศนีย์วรรณ พฤกษาเมธานันท์ รองคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาลแล้ว ก่อนที่เราจะไปปฏิบัติงานกับคนไข้จริงๆ เราจะมีการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาเพื่อที่จะได้ไปปฏิบัติงานจริงได้อย่างเชื่อมั่น ด้วยระบบปฏิบัติงานที่เสมือนจริงอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้ปณิธานที่ยึดมั่นของนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รอบรู้ พัฒนา จิตอาสา และทำอย่างมีความสุข

สำหรับกิจกรรมภายในงาน CRA Job Fair & Education 2026 นิทรรศการแนะแนวอาชีพและการศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้มีการจัดโซนเปิดกว้างสู่โลกแห่งการศึกษาด้วยการเสริมทักษะแห่งอนาคตเปิดโอกาสศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาโท หลักสูตรระยะสั้นทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้ง พบกับไฮไลต์พิเศษ Presentation Contest นักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพเยาวชนรุ่นใหม่ ในหัวข้อ “CRA New Gen: Leadership in Health Professionals” ผู้นำรุ่นใหม่สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ สู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน โดยเป็นการนำเสนอหลักสูตรและผลงานของนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ อาทิ สาขาแพทยศาสตร์ สาขาพยาบาลศาสตร์ สาขารังสีเทคนิค สาขาฉุกเฉินการแพทย์ สาขาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ สาขาวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวและสุขภาพ สาขาเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ และสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ 

เรียกว่าเป็นมหกรรมการแลกเปลี่ยนตลาดแรงงานสายวิทยาศาสตร์การแพทย์และสายสุขภาพยุคดิจิทัลครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี ที่พร้อมส่งเสริมให้นักศึกษาเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่สายวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างแท้จริง

จากกลไก สู่ผลลัพธ์จริง ‘สอวช.’ ขับเคลื่อน University Holding Company สร้างธุรกิจนวัตกรรม

จากกลไก สู่ผลลัพธ์จริง ‘สอวช.’ ขับเคลื่อน University Holding Company สร้างธุรกิจนวัตกรรม

จากกลไก สู่ผลลัพธ์จริง ‘สอวช.’ ขับเคลื่อน University Holding Company สร้างธุรกิจนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.40 น.

เมื่อมหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ในห้องปฏิบัติการอีกต่อไป หากแต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง” กลไกที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือ University Holding Company (UHC) หรือนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการผลักดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่องจาก สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า UHC เป็นกลไกเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเข้าสู่ภาคธุรกิจ โดยมหาวิทยาลัยสามารถจัดตั้งบริษัทในลักษณะ Holding Company เพื่อร่วมลงทุนในบริษัท Startup หรือ Spin-off ที่เกิดจากผลงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ลดข้อจำกัดของระบบราชการ และเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการลงทุน การมี UHC ทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่ที่การตีพิมพ์หรือการจดสิทธิบัตร แต่สามารถต่อยอดสู่การผลิต การตลาด และการสร้างรายได้จริง กลไกนี้เปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม ขณะเดียวกันยังสร้างวัฒนธรรมใหม่ในมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงรุกและการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมืออาชีพ 

ส่วนในมุมของภาคเอกชน ดร.สุรชัย ระบุว่า  UHC ช่วยให้บริษัทและนักลงทุนเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่จากมหาวิทยาลัยได้โดยตรง ลดความเสี่ยงของการลงทุนในเทคโนโลยีระยะเริ่มต้น เพราะมีมหาวิทยาลัยร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ในระดับประเทศ กลไกนี้ช่วยเร่งการเกิดธุรกิจนวัตกรรม เพิ่มงานคุณภาพสูง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานความรู้ซึ่งมีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับสูงในระยะยาว

“บทบาทของ สอวช. ในการผลักดัน UHC ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนเชิงแนวคิด แต่ครอบคลุมถึงการออกแบบนโยบายและแนวทางปฏิบัติให้มหาวิทยาลัยใช้เป็นกรอบจัดตั้งและดำเนินงาน การผลักดันการปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการร่วมลงทุน ตลอดจนการจัดกิจกรรม UHC Learn & Share และการสร้างเครือข่าย UHC Network เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานร่วมกัน” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว

ดร.สุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการจัดตั้ง UHC แล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค และได้ร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในสาขาที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น ดิจิทัล เฮลท์เทค เกษตรอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า UHC ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่เป็นกลไกที่กำลังทำงานจริงในระบบเศรษฐกิจไทย

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงทิศทางการดำเนินการต่อไปว่า สอวช. วางแนวทางพัฒนา UHC ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเสริมขีดความสามารถของบุคลากรและทีมบริหาร UHC ผ่านการอบรมเชิงลึกด้านการลงทุน การประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยง พร้อมสนับสนุนการดึงผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารในช่วงเริ่มต้น การยกระดับผลงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุนผ่านกลไก Matching Fund และการตั้งโจทย์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการสร้างความร่วมมือเชิงระบบระหว่างมหาวิทยาลัยกับเอกชน ผ่านโมเดล Corporate-Startup และ Reverse Pitching เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ร่วมกำหนดโจทย์เทคโนโลยีและจับคู่ทำงานกับทีมวิจัยหรือสตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัย

ในระดับสถาบันอุดมศึกษา กลไกนี้ได้รับการตอบรับอย่างจริงจัง ตัวแทนจาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระบุว่า UHC เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของระบบราชการ ทำให้นักวิจัยและนักศึกษาที่มีศักยภาพสามารถจัดตั้งบริษัทและนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมได้คล่องตัวขึ้น แม้จะมีความท้าทายด้านความเข้าใจขององค์กร การหาบุคลากรที่มีความรู้ทั้งเชิงวิชาการและธุรกิจ และการปรับวัฒนธรรมองค์กร แต่การสนับสนุนจาก สอวช. ทั้งด้านนโยบาย ระเบียบ และเครือข่ายความร่วมมือ ช่วยให้มหาวิทยาลัยมีต้นแบบและแนวทางดำเนินการที่ชัดเจน

“ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม อาทิ บริษัท Spin-off ด้านวัสดุขั้นสูงกราฟีนที่สามารถออกแบบและผลิตในประเทศ ลดต้นทุนการนำเข้า และต่อยอดสู่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงบริษัทด้านการศึกษา STEM ที่พัฒนาชุดคิทการเรียนรู้ด้านอวกาศและวิศวกรรม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนรุ่นใหม่เข้าสู่สายอาชีพเทคโนโลยีขั้นสูง” ดร.สุรชัยกล่าว และย้ำว่า UHC ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัย จากผู้ผลิตองค์ความรู้สู่ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง พร้อมทั้งสร้าง Mindset ผู้ประกอบการนวัตกรรมให้กับคนรุ่นใหม่

-(016)

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐคอซอวอ

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐคอซอวอ

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐคอซอวอ

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.09 น.

17 กุมภาพันธ์ 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคอซอวอ ในโอกาสวันเอกราช ของสาธารณรัฐคอซอวอ ซึ่งตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ความว่า 

ฯพณฯ นางวีโยซา ออสมานี ซาดรีอู ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคอซอวอ กรุงพริสตีนา 

ในโอกาสวันเอกราชของสาธารณรัฐคอซอวอ ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดีด้วยใจจริง เพื่อพลานามัยที่สมบูรณ์และความสุขสวัสดีของท่านประธานาธิบดี ทั้งเพื่อ ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวคอซอวอ

เป็นที่น่ายินดีที่ได้เห็นว่า ประเทศของเราทั้งสองมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้น นับแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันเมื่อปี ๒๕๕๖ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ด้วยความเข้าใจอันดี ความไว้วางใจ และความเคารพยกย่องซึ่งกันและกัน เราจะแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนในด้านต่าง ๆ ที่มีศักยภาพให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา และความร่วมมือ ทางวิชาการ เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่าย  

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ABAC เปิดคณะแพทยศาสตร์ ยกระดับการศึกษาการแพทย์และการสาธารณสุขสู่สากล

ABAC เปิดคณะแพทยศาสตร์ ยกระดับการศึกษาการแพทย์และการสาธารณสุขสู่สากล

ABAC เปิดคณะแพทยศาสตร์ ยกระดับการศึกษาการแพทย์และการสาธารณสุขสู่สากล

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิพงษ์ศักดิ์ วิทยากร และกลุ่มโรงพยาบาลพริ้นซ์ (PRINC Group) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการด้านวิชาการ การวิจัย และการพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์และการสาธารณสุข เพื่อมุ่งเน้นการผลิตบุคลากรทางการแพทย์คุณภาพสูงเข้าสู่ระบบสาธารณสุขทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ณ อาคาร St. Luke School of Medicine มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ

ดร.สาธิต วิทยากร ประธานมูลนิธิพงษ์ศักดิ์ วิทยากร เปิดเผยว่า การร่วมปั้นแพทย์รุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการระดับสากล ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาด้านการศึกษาเท่านั้น แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและคุณภาพให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

ด้าน ภราดา ดร. ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี ABAC กล่าวถึงเจตนารมณ์ในการจัดการศึกษาแพทย์ว่า พันธกิจของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คือการสร้าง ‘Global Doctor’ หรือแพทย์ที่มีคุณภาพในระดับสากล ซึ่งเพียบพร้อมด้วยความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ ควบคู่ไปกับคุณธรรมและจิตวิญญาณแห่งการรับใช้สังคม เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพของเพื่อนมนุษย์ ตามปณิธานด้านความเป็นเลิศทางวิชาการและจริยธรรมที่มหาวิทยาลัยฯ ยึดถือมาโดยตลอด

นพ.วิชญเวทย์ รักษ์กุลชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PRINC Group เผยอีกว่า สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นการสนับสนุนทางวิชาการและการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกสำหรับนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรนานาชาติ ที่มุ่งเน้นการบ่มเพาะความเป็นเลิศทั้งในด้านการรักษา จริยธรรมทางการแพทย์ และทักษะการสื่อสารในระดับนานาชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำด้านสุขภาพในยุคดิจิทัลและสร้างรากฐานสาธารณสุขที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สอศ.เร่งเครื่องผลิตกำลังคน จับมือภาคอุตฯปิโตรเลียม ร่วมพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี–ไฟฟ้าควบคุม

สอศ.เร่งเครื่องผลิตกำลังคน จับมือภาคอุตฯปิโตรเลียม ร่วมพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี–ไฟฟ้าควบคุม

สอศ.เร่งเครื่องผลิตกำลังคน จับมือภาคอุตฯปิโตรเลียม ร่วมพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี–ไฟฟ้าควบคุม

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)  ร่วมกับ มูลนิธิศึกษาพัฒน์ กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่มบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด (Vocational Chemical Engineering Practice College) ระยะที่ 7 (หลักสูตร V-ChEPC) และโครงการพัฒนาช่างเทคนิคสาขางานไฟฟ้าควบคุมระยะที่ 4 (หลักสูตร V-EsEPC ) ประจำปี พ.ศ. 2569-2571 พร้อมสนับสนุนงบประมาณการจัดการเรียนการสอน เพื่อยกระดับการผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอาชีวศึกษาให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน และเป็นการสร้างกลไกเชื่อมโยงการศึกษากับภาคการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยภาคเอกชนได้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งมาโดยตลอด และมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน การถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จริง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสมรรถนะของครู นักเรียน และนักศึกษามีสมรรถนะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี และงานไฟฟ้าควบคุมในปัจจุบัน พร้อมทำงานในอุตสาหกรรมขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า สอศ. ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณในโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี (หลักสูตร V-ChEPC) เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนเป็นระยะเวลา 3 ปี รวมปีละ 3,875,000 บาท จากกลุ่มบริษัทปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทอูเบะ (ประเทศไทย) และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ขณะที่โครงการพัฒนาช่างเทคนิคสาขางานไฟฟ้าควบคุม (หลักสูตร V-EsEPC ) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรวมปีละ 1,400,000 บาท จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2568 มีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนในหลักสูตร V-ChEPC จำนวน 64 คน และหลักสูตร V-EsEPC จำนวน 23 คน ขณะที่ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมามีนักศึกษาที่จบการศึกษาหลักสูตร V-ChEPC จำนวน 588 คน และหลักสูตร V-EsEPC จำนวน 90 คน ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาเกือบทั้งหมดได้เข้าสู่การทำงานในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และพลังงานอย่างต่อเนื่อง

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘VISION HOUSE’ เชื่อมศิษย์เก่า สร้างเครือข่าย ขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘VISION HOUSE’ เชื่อมศิษย์เก่า สร้างเครือข่าย ขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

ม.กรุงเทพ เปิดตัว ‘VISION HOUSE’ เชื่อมศิษย์เก่า สร้างเครือข่าย ขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดตัวโครงการ VISION HOUSE ศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์จริง เพื่อเชื่อมโยงศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และสังคม กับนักศึกษาปัจจุบัน สร้างคุณค่าทางสังคมและนวัตกรรม พร้อมสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ

การจัดงานครั้งแรกนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด From Vision to Action: Sustainability for Social Development” เริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดย อ.ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ แสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันความร่วมมือกับเครือข่ายต่างๆ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในรั้วมหาวิทยาลัย

ตามด้วยการนำเสนอโครงการจากตัวแทนนักศึกษา 4 คน นำโดย นายอานุวง ลาวลี คณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 2, นางสาววรัญญา เดชรักษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบแฟชั่น ชั้นปีที่ 4, นางสาวอารยา โรจนเสรีโชค คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 3 และนายภาสน์เดช โชติกะมาศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ชั้นปีที่ 4 ที่มาแบ่งปันผลงานและประสบการณ์การทำงานเพื่อสังคมตลอดระยะเวลาที่ศึกษา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมนำความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดสู่สังคม

จุดเด่นสำคัญของงาน คือการบรรยายพิเศษโดย คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศิลปะและการออกแบบ ในหัวข้อ “Sustainability for Social Development” แบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดในการพัฒนาสังคม เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับศิษย์เก่าและนักศึกษาในการร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Mini Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมแนวคิดจากประสบการณ์จริงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมพบปะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่า ผู้บริหาร คณาจารย์ และภาคีเครือข่าย

ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวปิดงานพร้อมแสดงจุดยืนของมหาวิทยาลัยในการวางรากฐานการพัฒนาเครือข่าย VISION HOUSE ในระยะยาว โดยเฉพาะการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่าในการระดมทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนโครงการที่ช่วยเหลือชุมชน สิ่งแวดล้อม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

VISION HOUSE ถือเป็นการสร้างเวทีเชื่อมโยงศิษย์เก่า นักศึกษา และภาคีเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม การถ่ายทอดองค์ความรู้และแรงบันดาลใจจากผู้นำองค์กรสู่นักศึกษา การสร้างเครือข่าย Community ที่เข้มแข็ง และการวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาโครงการและกิจกรรมร่วมกันในอนาคต สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ม.นครพนม จัดเวิร์กชอปเปิดโลกอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์ ‘Unlock Your Cinematography’ พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือผลิตสื่อสร้างสรรค์

ม.นครพนม จัดเวิร์กชอปเปิดโลกอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์ ‘Unlock Your Cinematography’ พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือผลิตสื่อสร้างสรรค์

ม.นครพนม จัดเวิร์กชอปเปิดโลกอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์ ‘Unlock Your Cinematography’ พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือผลิตสื่อสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สาขาวิชานิเทศศาสตร์ดิจิทัล คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม จัดกิจกรรม “Unlock Your Cinematography” เวิร์กชอปเปิดโลกอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์ เพื่อพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรีภูมินทร์ ฮงมา คณบดีคณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นประธานเปิดงาน ณ MIT Co-working Space ชั้น 1 คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ เขตพื้นที่มรุกขนคร

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการค่ายแคมโขง ณ นครพนม” เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเรียนรู้และพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องผ่านบทเพลงในรูปแบบสื่อสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ฝึกปฏิบัติจริงในกระบวนการผลิตสื่อ เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสาร รวมถึงพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ และส่งเสริมการบริการวิชาการของคณาจารย์และนักศึกษาตามความเชี่ยวชาญของคณะ

ซึ่งจุดเด่นของโครงการ คือ การใช้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นแหล่งเรียนรู้และแรงบันดาลใจ อันเปี่ยมด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำโขง เพื่อให้เยาวชนสามารถเชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับการสื่อสารในโลกยุคใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ภายในค่ายมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การอบรมเชิงปฏิบัติการ “พื้นฐานการสร้างภาพยนตร์สั้น ศิลปะการเล่าเรื่อง และการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นประกอบเพลง” โดย ปรัชญา ปิ่นแก้ว นักวิชาการด้านภาพยนตร์และผู้กำกับภาพยนตร์ การอบรมการใช้อุปกรณ์ในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ โดย บริษัท พานาโซนิค โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท สริชทิ ดิจิไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจำหน่าย SIGMA ในประเทศไทย ตลอดจนกิจกรรมลงพื้นที่ถ่ายทำภาพยนตร์สั้นประกอบเพลงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง และการนำเสนอผลงานพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนพิธีมอบเกียรติบัตรและประกาศผลรางวัล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรีภูมินทร์ ฮงมา กล่าวว่า ในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล บทเพลงมิใช่เพียงศิลปะเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นพลังสำคัญในการสะท้อนความคิด ตัวตน และประเด็นทางสังคมอย่างสร้างสรรค์ การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาศักยภาพควบคู่กับความรับผิดชอบ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง พร้อมชื่นชมสาขาวิชานิเทศศาสตร์ดิจิทัล ที่จัดโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และพัฒนาเนื้อหาให้ทันสมัย สอดคล้องบริบทสื่อยุคใหม่ ควบคู่การเชื่อมโยงอัตลักษณ์ลุ่มน้ำโขงเข้ากับการเรียนรู้ด้านสื่อดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม