
มธ.รุกสร้างความร่วมมือนานาชาติ หนุน แผนพลิกเปลี่ยนระบบสร้างกำลังคน พร้อมก้าวสู่ Hub สังคมศาสตร์ของโลก
วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.
มธ. รุกสร้างความร่วมมือนานาชาติ หนุน ‘แผนพลิกเปลี่ยนระบบสร้างกำลังคน’ พร้อมก้าวสู่ Hub สังคมศาสตร์ของโลก
“การเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริง” คือหมุดหมายสำคัญของการดำเนินงานตลอดวาระการเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ของ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ ที่ต้องการปฏิรูประบบการสร้างกำลังคนของไทยที่ “ทำงานได้จริง” เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ประเทศ
เนื่องจากเล็งเห็นว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะการขาดกำลังคนเพื่อจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เห็นได้จากนโยบายของบางประเทศ เช่น จีนที่มีการเปิดตัววีซ่าทำงานประเภทใหม่เพื่อดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีศักยภาพสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาทำงานในประเทศ

ขณะเดียวกันอัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อย่างที่ไทยอัตราว่างงานในระบบประกันสังคมในไตรมาส 2/2568 ที่แตะ 2.1% ซึ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี รวมถึงปัจจัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged Society) และอัตราการเกิดที่น้อยลง ก็กำลังส่งปฏิกิริยาให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น
เพื่อการณ์นั้น นับตั้งแต่เข้าสู่ตำแหน่งมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลาราว 1 ปี 7 เดือน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ จึงมีการเดินหน้าทำความร่วมมือผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์กรชั้นนำทั้งรัฐและเอกชนจำนวนมาก เพื่อดำเนินการด้านสหกิจศึกษา อาทิ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

แต่นอกจากการแสวงหาความร่วมมือภายในประเทศแล้ว การขยายความสัมพันธ์กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศก็เป็นอีกสิ่งที่ทำควบคู่ไปเช่นกัน เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นนานาชาติ ทลายพรมแดนในการพัฒนาองค์ความรู้ และนำพามหาวิทยาลัยสู่ความสมบูรณ์แบบ (Comprehensive University) ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมเป้าหมายการพลิกเปลี่ยนระบบผลิตกำลังคนของประเทศ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และองค์ความรู้ ตลอดจนการสร้างหลักสูตรปริญญาคู่ (Dual Degree) กับสถาบันพันธมิตรในภูมิภาคและระดับโลกเพิ่มมากขึ้น
สำหรับในปี 2568 นี้ ทาง ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า มีการเดินทางไปในหลากหลายประเทศ เพื่อหารือถึงความร่วมมือด้านการศึกษา อย่างประเทศญี่ปุ่นก็มีการไปเยือนถึง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ University of Hyoko, Hokkaido University และ Rakuno Gakuen University โดย 2 มหาวิทยาลัยหลัง เป็นพันธมิตรในความร่วมมือ และการจัดงานประชุมวิชาการ One Health Lecture Series 2025 ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยต่างก็ต้องการจะมาเยี่ยม มธ. เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาต่อ

“University of Hyoko พูดชัดเลยว่าเขาต้องการเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติมากขึ้น และสนใจเรื่องการให้โควตาเด็กมัธยม ซึ่งพอบอกว่าทาง มธ. เองก็มีโรงเรียนระดับมัธยมเช่นกัน เขาก็สนใจจะมาเยี่ยมที่โรงเรียน และต้องการให้เด็กจากโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย พร้อมกับให้ทุนการศึกษาด้วย หรือจากการพูดคุยกันทางอธิการบดีของ Hokkaido University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเกษตร และวิทยาศาสตร์สุขภาพก็มีความสนใจที่จะมาเยี่ยมที่ มธ. ในปี 2569 เช่นกัน” อธิการบดี มธ. กล่าวเสริม
นอกจากนี้ จะมีที่ไปเยือนที่จีน ซึ่งได้รับเชิญจาก Gong Qihuang, President of Peking University เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและนานาชาติในงาน Beijing Forum 2025 ก็ได้มีการทำความร่วมมือแบบทวิภาคี และเตรียมที่จะหารือความร่วมมือในด้านต่างๆ ต่อ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI)

รวมไปถึงอีกประเทศที่น่าสนใจ และมีการไปเยือนเพื่อขยายความสัมพันธ์ก็คือ อุซเบกิสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรประมาณ 35 ล้านคน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ทองคำ ฯลฯ โดยได้ไปยัง 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ Tashkent State University of Law, samarkand state University และ National University of Uzbekistan ซึ่งมหาวิทยาลัยหลังสุดนี้ได้มีการทำ MOU กันด้านการศึกษา เช่น แลกเปลี่ยนอาจารย์ และนักศึกษา ก่อนจะขยายไปยังด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต
“การขยายความสัมพันธ์ไปยังอุซเบกิสถาน ไม่ใช่แค่การช่วยให้ยกระดับองค์ความรู้ และดึงนักศึกษาต่างชาติมาเรียนในประเทศ แต่จะเป็นประตูที่เปิดโอกาสให้เกิดการขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียกลางด้วย และจะช่วยให้สามารถดำเนินการได้อีกหลายเรื่อง” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ระบุ
สำหรับปัจจุบัน มธ. มีการ MOU กับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศทั้งหมด 171 ฉบับ (ที่ยังมีการดำเนินการอยู่) แบ่งเป็น ภูมิภาคยุโรป 55 ฉบับ เอเชีย 135 ฉบับ โอเชียเนีย 10 ฉบับ แอฟริกา 1 ฉบับ ละติน-อเมริกา 3 ฉบับ และอเมริกาเหนือ 18 ฉบับ

ขณะที่ปี 2569 ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เผยว่า จะเน้นไปที่ 2 ประเทศหลักเพื่อขยายความสัมพันธ์ ได้แก่ จีน และอินโดนีเซีย โดยสำหรับจีน เนื่องจากมหาวิทยาลัยในจีนมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว และถือเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างมากในด้าน AI ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และเพิ่มสัดส่วนของนักศึกษาจีนในไทย ส่วนอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรเยอะ ซึ่ง มธ. ก็เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพอันดับต้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงน่าจะเป็นอีกจุดหมายปลายทางให้นักศึกษาจากอินโดนีเซียมาเรียนต่อได้
“การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักศึกษาต่างประเทศจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศนั้นๆ ไม่ใช่ตึก อาคาร ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือกองกำลัง ฉะนั้นหากไทยสามารถเปิด และกลายเป็นจุดหมายด้านการเรียนรู้ของนานาชาติได้ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางปัญญาของประเทศ ซึ่งจะเป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่ช่วยเปิดโอกาสไปยังด้านอื่นๆ ได้ด้วย” อธิการบดี มธ. ชี้ให้เห็นความสำคัญ

สิ่งเหล่านี้ ยังช่วยเสริมอีกเป้าหมายในเรื่องการก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาระดับภูมิภาค รวมถึงการเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ในระดับนานาชาติ กล่าวคือ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ทั่วโลกต้องนึกถึงในฐานะที่พึ่งทางปัญญาด้านสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรืออื่นๆ อย่างไรก็ตาม ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ เน้นย้ำว่า กระนั้น ไม่ใช่ว่าด้านอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ ฯลฯ จะไม่สนใจ หรือไม่โดดเด่น เพียงแต่ต้องการปักธงให้ได้ว่า มธ. จะเป็นผู้นำด้านสังคมศาสตร์ในระดับนานาชาติ ในช่วงเวลานี้ก่อน













.jpeg)
.jpeg)











































