อธิบดี สกร.ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัล-AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

อธิบดี สกร.ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัล-AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

อธิบดี สกร.ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัล-AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“อธิบดี สกร.”ร่วมเวทีเสวนา “MDCU MedUMORE The Global Phenomenon” ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มุ่งสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันที่ 11 มี.ค.2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กล่าวว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เข้าร่วมเสวนาในงาน “MDCU MedUMORE The Global Phenomenon” ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดขึ้นที่ห้อง 302 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ ชั้น 3 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 
โดยมีการร่วมเสวนาพิเศษในหัวข้อ “Standardizing the Future: AI & Global Recognition” (ยกระดับมาตรฐานสู่อนาคต เมื่อ AI พลิกโฉมการศึกษาแพทย์ไทย) ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน ได้แก่

– นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

– พล.อ.อ. นพ. อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา

– ศ. ดร. นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข รองอธิการบดี ด้านแผนและการงบประมาณ ยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อน และบริหารความเสี่ยง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– ศ. ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) 

– รศ.ดร. พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ รองคณบดีด้านนวัตกรรมแนวบูรณาการและเทคโนโลยีดจิทัล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– รศ. นพ.กำพล สุวรรณพิมลกุล ผู้ช่วยคณบดีด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อธิบดี สกร.กล่าวว่า ในการเสวนาครั้งนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ การสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยสะท้อนมุมมองของกระทรวงศึกษาธิการว่า การเปิดโอกาสให้เด็กและประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม คือเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศ ซึ่ง เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเข้าถึงองค์ความรู้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทันสมัย และพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

อธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในบริบทของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่และครอบคลุมโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า 29,000 แห่ง ปัญหาสำคัญที่เผชิญมาอย่างยาวนานคือ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งที่มีนักเรียนไม่ถึง 120 คน แต่ยังจำเป็นต้องเปิดทำการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงโอกาส

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่ตามมาคือการขาดแคลนบุคลากรครูที่มีความรู้ความชำนาญครบทุกสาขาวิชาเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

“ด้วยเหตุนี้ แนวทางการแก้ปัญหาที่สำคัญในอดีตคือการนำระบบ การศึกษาทางไกลโดยมีโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นโรงเรียนต้นทางหรือครูตู้และโรงเรียนขนาดเล็กเป็นโรงเรียนปลายทางผ่านดาวเทียม โดยการจัดการศึกษาผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ มาใช้ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่เกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลของ “พ่อหลวง” (รัชกาลที่ 9) โดยได้เริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่องมา จนถึงปัจจุบัน ในรัชกาลที่ 10 ซึ่งสืบสาน รักษา ต่อยอด เป็น New DLTV เป็นการสร้างโอกาสให้กับนักเรียนทั่วประเทศได้รับการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐานสำหรับการศึกษาในระบบ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้โดยตรงในกรณีที่โรงเรียนปลายทางมีครูไม่เพียงพอหรือไม่พร้อมในบางรายวิชา ทำให้เด็กและครูในพื้นที่ห่างไกลสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกับโรงเรียนที่มีความพร้อมสูงได้ เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคปัจจุบัน การจัดการศึกษาทางไกลได้มีการปรับตัวขนานใหญ่ตามพัฒนาการของเทคโนโลยี โดยเปลี่ยนจากระบบการส่งสัญญาณผ่าน ดาวเทียม มาสู่ระบบ ดิจิทัลเปรียบเป็น “พาหนะที่รวดเร็ว” ในการส่งต่อความรู้ให้เด็กไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมและพร้อมกันทั่วประเทศ“ อธิบดี สกร.กล่าว 

นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนบทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งมีพันธกิจในการดูแลการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “สกร. อยู่ในใจทุกครัวเรือน” โดยมุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ผ่านกลไกของครู สกร. ที่ปฏิบัติงานอยู่ในทุกตำบล ทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำและสนับสนุนการเรียนรู้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและแอปพลิเคชันที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต

พร้อมกันนี้ สกร. ยังมีแนวทางในการเชื่อมโยงผลการเรียนรู้จากกิจกรรมต่าง ๆ เข้าสู่ระบบ ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่น รวมทั้งดำเนินงานเชิงรุกผ่านเครือข่ายครูและบรรณารักษ์ในการเข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนและครัวเรือน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง

”ทั้งนี้ เวทีเสวนาดังกล่าวเป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาและการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต“ อธิบดี สกร. กล่าว
 

อว.ยกระดับ ‘ธรรมาภิบาล’ เตรียมคลอดร่างแนวปฏิบัติใหม่สร้างมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาโปร่งใส

อว.ยกระดับ 'ธรรมาภิบาล' เตรียมคลอดร่างแนวปฏิบัติใหม่สร้างมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาโปร่งใส

อว.ยกระดับ ‘ธรรมาภิบาล’ เตรียมคลอดร่างแนวปฏิบัติใหม่สร้างมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาโปร่งใส

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

“พันธุ์เพิ่มศักดิ์” เผยกระทรวง อว.ร่วมกับคณะกรรมการการอุดมศึกษา ยกระดับ “ธรรมาภิบาล” เตรียมคลอดร่างแนวปฏิบัติใหม่สร้างมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาโปร่งใส ตรวจสอบได้พร้อมเปิดอบรม สบส. รุ่นที่ 8 ระดมนายก – กรรมการสภาฯ ผู้บริหารสถาบันอุดมฯ ร่วมขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้กลับมาได้รับความไว้วางใจจากสังคม

11 มีนาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานใน “พิธีเปิดการอบรมหลักสูตรส่งเสริมคุณภาพกรรมการสภาสถาบัน อุดมศึกษาและผู้บริหารระดับสูงในสถาบันอุดมศึกษารุ่นที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 (สบส.รุ่นที่ 8)” โดยมี น.ส.จารุรินทร์ ภู่ระย้า หัวหน้าศูนย์ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. นายกสภา อุปนายกสภา กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา ผู้บริหาร อว. และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา เข้าร่วม ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมได้เห็นเหตุการณ์และข่าวคราวเกี่ยวกับการบริหารงานของสภาสถาบันอุดมศึกษา อธิการบดี ตลอดจนผู้บริหารระดับต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลปรากฏต่อสาธารณะอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศ ซึ่งภารกิจในการกำกับดูแลและบริหารจัดการสถาบันอุดมศึกษาให้ถูกต้องตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล คือเรื่องที่กระทรวง อว. ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ผู้บริหารระดับสูงต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคลากรและนิสิตนักศึกษา เพื่อสร้างให้เกิดธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

“เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเชิงรุกและอุดช่องโหว่ดังกล่าว สำนักงานปลัดกระทรวง อว.ร่วมกับคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกระทรวงฯ เรื่อง แนวปฏิบัติเพื่อให้การจัดการอุดมศึกษาเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล พ.ศ. … เพื่อใช้เป็นเข็มทิศตอกย้ำให้ทุกสถาบันต้องบริหารงานโดยยึดหลักสากล ทั้งเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ความรับผิดชอบ การกระจายอำนาจ และหลักนิติธรรม” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวและว่า

สำหรับการอบรมหลักสูตร สบส.ครั้งนี้ กระทรวง อว.มุ่งหวังให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารสถาบันต่างๆ เพื่อนำข้อคิดเห็นไปประยุกต์ใช้ ยกระดับการบริหารจัดการภายในรั้วมหาวิทยาลัยให้กลับมาได้รับความไว้วางใจจากสังคม และผลักดันให้อุดมศึกษาไทยก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ด้าน น.ส.จารุรินทร์ กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษามีระบบการบริหารจัดการที่ดีและยกระดับธรรมาภิบาลตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 อันจะนำไปสู่การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Re-inventing University) รูปแบบการอบรมประกอบด้วยภาคบรรยายในประเทศและศึกษาดูงาน ณ สาธารณรัฐออสเตรีย โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 49 ท่าน ประกอบด้วยนายกสภาฯ กรรมการสภาฯ และผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการสถาบันอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพต่อไป

NT ผนึก กรมการทหารสื่อสาร – KMITL พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล ‘UAV – CCTV’ เสริมภารกิจด้านความมั่นคง เฝ้าระวังชายแดน

NT ผนึก กรมการทหารสื่อสาร - KMITL พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล ‘UAV – CCTV’ เสริมภารกิจด้านความมั่นคง เฝ้าระวังชายแดน

NT ผนึก กรมการทหารสื่อสาร – KMITL พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล ‘UAV – CCTV’ เสริมภารกิจด้านความมั่นคง เฝ้าระวังชายแดน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ร่วมกับ พล.ท.พรเทพ ยังรักษา เจ้ากรมการทหารสื่อสาร และ รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและสั่งการจากอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และ กล้องวงจรปิด (CCTV) เสริมศักยภาพระบบเฝ้าระวังชายแดน ณ ห้องประชุมกรมการทหารสื่อสาร อาคารเสรีเริงฤทธิ์ กรมการทหารสื่อสาร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร วันก่อน

พล.ท.พรเทพ ยังรักษา เจ้ากรมการทหารสื่อสาร เผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการเฝ้าระวัง การติดตาม และการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านความมั่นคงของกองทัพบก ผ่านการพัฒนาระบบบูรณาการข้อมูลจากกล้องวงจรปิด อากาศยานไร้คนขับ และอุปกรณ์เซ็นเซอร์ภาคสนาม เชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ศูนย์บัญชาการโดยใช้เทคโนโลยี Video Analytics และ AI ควบคู่กับการผสานองค์ความรู้ เพื่อร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเป็นแบบอย่างของการบูรณาการระดับประเทศ

ด้าน พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวว่า NT พร้อมสนับสนุนโครงข่ายสื่อสารทั้งแบบมีสายและไร้สาย ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ Data Platform รวมถึงมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์ที่ครอบคลุมทั้ง Hardware, Software และ Peopleware เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลและบริหารจัดการข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคง พร้อมวางรากฐานการพัฒนาระบบความมั่นคงและสามารถต่อยอดไปสู่ภาคส่วนอื่นของประเทศในอนาคต

รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า สถาบันพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

โครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบโจทย์ภารกิจในการวางรากฐานสู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะของประเทศ และยกระดับศักยภาพการบริหารจัดการข้อมูลให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ของระบบข้อมูลเพื่อความมั่นคงในอนาคต

ฝ่าเกลียวคลื่น AGI ‘มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน’ กุญแจปลดล็อกวิกฤตพัฒนาการเด็กไทย ที่ประเมินค่าได้ด้วย SROI

ฝ่าเกลียวคลื่น AGI  'มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน' กุญแจปลดล็อกวิกฤตพัฒนาการเด็กไทย ที่ประเมินค่าได้ด้วย SROI

ฝ่าเกลียวคลื่น AGI ‘มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน’ กุญแจปลดล็อกวิกฤตพัฒนาการเด็กไทย ที่ประเมินค่าได้ด้วย SROI

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

ในขณะที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคของ AGI (Artificial General Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่อาจมีความฉลาดทัดเทียมมนุษย์ หากหันกลับมามองเด็กไทย กลับพบความจริงที่ชวนสะท้อนใจ ประเทศไทยมีเด็กที่อ่านและทำความเข้าใจในระดับสูงเพียง 0.2%

ข้อมูลจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2568 ยังชี้ว่า เด็กปฐมวัยยุค Gen Alpha และ Gen Beta มีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการใช้และความเข้าใจภาษา สาเหตุสำคัญมาจากการใช้หน้าจอเกินวัยและบริบทการเลี้ยงดูในสังคมดิจิทัล

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ซึ่งขับเคลื่อนมานานกว่าทศวรรษ ได้พัฒนาชุดหนังสือภาพเพื่อเสริมทักษะการอ่านตามระดับพัฒนาการของเด็ก

ผลลัพธ์ของโครงการถูกนำมาประเมินผ่านแนวคิด SROI (Social Return on Investment) ซึ่งชี้ว่า การลงทุนด้านการอ่านในช่วงปฐมวัย สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมกลับคืนได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ร่วมกับ TK Park และภาคีเครือข่าย ได้จัดประชุมวิชาการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน : แถลงผล SROI สู่กุญแจพัฒนาการเด็กไทยยุค AGI” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เพื่อเผยแพร่ผลการประเมินดังกล่าว

ถอดรหัส SROI : เมื่อ ‘นิทานภาพเล่มเล็ก’

สร้าง ‘ปันผลทางสังคม’ ที่ประเมินค่าได้

งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง สสส. กับทีมวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ และ ณัฐพล สีวลีพันธ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งลงพื้นที่เก็บข้อมูลภายใต้โครงการปฏิบัติการ อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้ โดยใช้กรอบแนวคิด Theory of Change (TOC) เพื่อประเมินต้นทุนและผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนด้านวัฒนธรรมการอ่าน

ผลการประเมินสะท้อน “สมการความคุ้มค่า” ที่ชัดเจน

โดยการลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทนทางสังคม 1.71 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มร้อยละ 71 ขณะที่ต้นทุนตั้งต้นของโครงการอยู่ที่ประมาณ 4,716 บาท ต่อการพัฒนา “กระบวนกร” 1 คน ให้มีทักษะใช้หนังสือจัดกระบวนการเรียนรู้

งานวิจัยยังพบว่า หากเด็กนำหนังสือกลับไปอ่านร่วมกับครอบครัวเพื่อสร้างเวลาคุณภาพ ผลตอบแทนทางสังคมจะเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 159 และหากนำโมเดลหนังสือไปใช้ในพื้นที่ เปราะบางทางภาษา เช่น ภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งเด็กจำนวนมากใช้ภาษาถิ่นในชีวิตประจำวัน ผลตอบแทนทางสังคมอาจเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือเท่ากับการลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทน 2 บาท

สะท้อนว่า นวัตกรรมเล็ก ๆ อย่างชุดหนังสือภาพ สามารถตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาได้อย่างตรงจุด

นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. หนึ่งในผู้ผลักดันชุดหนังสือ “อ่าน อาน อ๊าน” กล่าวว่า โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านของเด็กไทยวัย 3–9 ปี ผ่านชุดหนังสือที่ออกแบบตามระดับพัฒนาการทางภาษา

จุดเด่นของหนังสือชุดนี้คือการเป็น หนังสือหัดอ่านในรูปแบบหนังสือภาพ ซึ่งแทบไม่เคยมีมาก่อนในไทย โดยใช้เรื่องราวเชิงวรรณกรรมจูงใจให้เด็กเรียนรู้ภาษา และต่อยอดไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆ ได้

“จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ มาจากการจับเข่าคุยกันของหลายกระทรวงถึงวิกฤตเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ รวมถึงปัญหาความรุนแรงในเด็ก จะมีนวัตกรรมอะไรที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้บ้าง เพราะเรื่อง ‘การสื่อสาร’ เพียงเรื่องเดียว มันเชื่อมโยงไปแทบทุกวิชา ไม่ว่าจะคณิต วิทย์ หรือการเรียนรู้ด้านอื่น หากเด็กยังตีความไม่ได้ ก็ยากที่จะไปต่อ

ผู้ใหญ่มักพูดว่า ‘เด็กสมัยนี้คิดไม่เป็น’ แต่เราอาจลืมมองกระบวนการว่า อะไรทำให้เด็กเป็นแบบนั้น เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่เชื่อว่าเด็กคิดไม่เป็น

ข้อมูลที่กรีดใจคนทำงานคือ สถิติช่วงก่อนโควิด-19 มีบ้านที่ไม่มีหนังสือเลยถึง 1.1 ล้านหลังคาเรือน นั่นแปลว่ามีเด็กกว่าล้านคนที่ไม่เคยสัมผัสความสุขจากการมีผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟัง…ดังนั้นสิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่ชุดหนังสือภาษาไทย แต่คือการซ่อน จิตวิญญาณแห่งความเกื้อกูล และ การเคารพความหลากหลาย ไว้ในนิทานทุกหน้าเพื่อเด็กๆ ”

นางสุดใจ เล่าว่า เมื่อหนังสือชุดแรกออกมา อบจ.เชียงใหม่ได้นำไปทดลองใช้กับโรงเรียนที่ไม่เคยผ่านเกณฑ์ประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) มาก่อน ภายในเวลาเพียง 1 ภาคการศึกษา เด็กจำนวนมากสามารถยกระดับคะแนนการอ่านของตนเองได้ ขณะที่เด็กพิเศษก็เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ จนคะแนน RT ขยับขึ้นแตะระดับมาตรฐานของประเทศ

ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้ทีมผู้พัฒนาเชื่อมั่นว่า นวัตกรรมหนังสือชุดเล็กๆ นี้ น่าจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก

“เวลาที่ สสส. ลงทุนเรื่องการอ่าน มักมีคำถามจากสังคมเสมอว่าทำไมต้องทำ ทั้งที่หน่วยงานด้านการศึกษาอื่นก็ทำอยู่แล้ว… งานวิจัย SROI ในวันนี้ คือ ‘คำตอบ’ ที่ชัดเจนที่สุด ” นางสุดใจ กล่าว

ทำไมต้อง “อ่าน” ในยุค AI?

รศ.จุมพล รอดคำดี กรรมการกำกับทิศทางแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส. สะท้อนความน่ากังวลของ “พายุข้อมูลข่าวสาร” ในยุคที่หน้าจอครอบงำ โดยชี้ว่า สื่อออนไลน์มักดึงความสนใจแบบสั้นและฉาบฉวย กระตุ้นเพียงสมองส่วนความจำ แต่ละเลยสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ ในวันที่ AGI กำลังฉลาดล้ำและสร้างข้อมูลได้เอง การอ่านจึงไม่ใช่แค่การสอนสะกดคำ หากคือการสร้าง “ตะแกรงร่อนข้อมูล” เพื่อฝึกให้เด็กไทยคิดและวิเคราะห์เป็น

“สื่อที่มาทางจอส่วนใหญ่ไม่ทันได้คิด และไม่ได้กระตุ้นสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือสมองส่วนความจำทำงานหนักกว่า ดูแล้วก็จำ ชอบใจก็กดไลก์ กดแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งแชร์สิ่งที่ไม่ควรแชร์ออกไป…

ทุกวันนี้ AGI เริ่มทำงานด้วยตัวมันเอง โดยที่อาจจะไม่ได้พึ่งมนุษย์ ดังนั้นเมื่อข้อมูลหลั่งไหลเข้ามามหาศาล จะทำอย่างไรให้เด็กสามารถพิจารณา วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ว่าอะไรควรจะเชื่อ หรือควรนำไปใช้ประโยชน์” รศ.จุมพล กล่าว

ขณะที่นักวิชาการชื่อดังและนักคิดแห่งยุคสมัย อย่าง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI  ชี้ให้เห็นว่า หากถามถึงความพร้อมของเด็กไทยในโลกอนาคต ตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนภาพได้ชัด คือผลการประเมิน PISA ที่ใช้วัดทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอายุ 15 ปีทั่วโลก ตัวเลขที่ปรากฏในแต่ละปีทำให้หลายคนอดกังวลไม่ได้ เพราะข้อมูลจาก OECD ระบุว่า เด็กไทยกว่า 65% มีทักษะการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 หรืออยู่ในกลุ่ม Functionally Illiterate คือ อ่านออก แต่ไม่สามารถจับใจความได้

ปัญหานี้สะท้อนโครงสร้างการเรียนรู้ที่ยาวนานของเด็กไทย ที่ผ่านมาแนวทางแก้ปัญหาคือการเร่งติวช่วงใกล้สอบ PISA ซึ่งถูกใช้มาหลายครั้ง แต่แทบไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของการสอบ หากแต่อยู่ที่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตั้งแต่วัยเล็ก

“ถ้าถามว่าในวันที่โลกมีโซเชียลมีเดียและมี AI ที่ช่วยหาคำตอบและสรุปข้อมูลให้ทุกอย่าง แล้วห้องสมุดและการอ่านหนังสือเป็นเล่ม…ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ? คำตอบของผมคือ “จำเป็นอย่างยิ่ง” หากเรานำวรรณกรรมชิ้นเอกที่สะเทือนอารมณ์ไปให้ AI สรุป นั่นก็เท่ากับการถูกฉกฉวยความสุขระหว่างบรรทัดไปจนหมดสิ้น…”

ขณะที่ พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี กุมารแพทย์ เจ้าของเพจ หมอแพมชวนอ่าน อธิบายหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่รองรับแนวคิดดังกล่าวว่า การอ่านมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการสมองเด็ก เพราะในช่วง 0–5 ปีแรก สมองมนุษย์เติบโตถึง 90% การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมหาศาล

งานวิจัยพบว่า หนังสือคือสื่อที่ “Just Right” สำหรับสมองเด็ก หากรับสื่อผ่านหน้าจอที่มีแสง สี เสียงมากเกินไป สมองจะทำงานหนักจน ร้อนเกินไป (Too Hot) ขณะที่การฟังเสียงอย่างเดียวอาจ เย็นเกินไป (Too Cold) แต่การเปิดหนังสือนิทานภาพแล้วอ่านให้เด็กฟัง คือจุดสมดุลที่ พอดีที่สุด (Just right)  จึงทำให้ช่วง 0–5 ปี เป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” สำคัญที่สุดในการพัฒนาสมอง

ความลับของ “อ่าน อาน อ๊าน”

ความลับของชุดหนังสือ อ่าน อาน อ๊าน ที่ถูกซ่อนไว้ คือจิตวิทยาการออกแบบที่แยบยลและลึกซึ้ง ระพีพรรณ พัฒนเวช นักวิชาการโครงการฯ และผู้ร่วมสร้างสรรค์หนังสือ เผยความลับให้ฟังว่า หนังสือชุดนี้ตั้งใจสร้างตัวละครที่มี “มิติ”  ไม่สมบูรณ์แบบ มีความซุ่มซ่าม ทำของหก เลอะเทอะ เหมือนชีวิตจริงของเด็ก ๆ เพราะหากตัวละครสมบูรณ์แบบเกินไป เด็กจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนอื่น และไม่สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปในเรื่องได้

หลักการของหนังสือชุดนี้จึงทลายขนบเดิมของหนังสือเด็ก ที่มักเน้นการสั่งสอน โดยเปลี่ยนมาเป็นการสร้างให้เด็ก สนุก ซึมซับ และ ถอดรหัสคุณค่าด้วยตัวเอง

“เราไม่สั่งสอนตรง ๆ แต่ใช้เรื่องราวและภาพถ่ายทอดอารมณ์ ให้เด็กค่อย ๆ ซึมซับคุณค่าเอง หัวใจสำคัญคือผู้ใหญ่ต้อง เชื่อมั่นในหนังสือ และเชื่อมั่นในเด็ก ปล่อยให้ทั้งสองทำงานร่วมกัน ยิ่งผู้ใหญ่พูดน้อย เด็กก็ยิ่งได้คิดมากขึ้น” ระพีพรรณ กล่าว

ทศวรรษแห่งความมุ่งมั่น สู่ก้าวต่อไปที่ยั่งยืน

บทพิสูจน์จากงานวิจัยระดับประเทศที่ประเมิน SROI อย่างเป็นรูปธรรม ยืนยันว่า การลงทุนกับโครงการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน” เพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางความรู้สึกและสติปัญญา” ให้เด็กปฐมวัย ไม่ใช่เพียงการสอนให้อ่านออกเขียนได้ แต่กำลังก้าวสู่การขยายผลในมิติใหม่อย่างยั่งยืน

“ตัวหนังสือที่เราทำ หนังสือชุดนี้ไม่ได้มุ่งเพียงทักษะการอ่าน แต่ต้องการส่งต่อจิตวิญญาณแห่งความเกื้อกูลผ่านเรื่องราวไปถึงเด็ก ๆ พร้อมผลักดันให้หนังสือเข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง.” สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวทิ้งท้าย

4LifelongLearning เดินหน้าจัด ‘Micro-Credential Day’ รุ่นที่ 2 มุ่งพัฒนาทักษะคนไทยให้ตรงกับงานที่ตลาดต้องการ

4LifelongLearning เดินหน้าจัด ‘Micro-Credential Day’ รุ่นที่ 2 มุ่งพัฒนาทักษะคนไทยให้ตรงกับงานที่ตลาดต้องการ

4LifelongLearning เดินหน้าจัด ‘Micro-Credential Day’ รุ่นที่ 2 มุ่งพัฒนาทักษะคนไทยให้ตรงกับงานที่ตลาดต้องการ

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

4LifelongLearning เดินหน้าจัด ‘Micro-Credential Day’ รุ่นที่ 2 มุ่งพัฒนาทักษะคนไทยให้ตรงกับงานที่ตลาดต้องการ

4LifelongLearning จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะผู้นำการขับเคลื่อน Micro-Credential ในระดับอุดมศึกษาไทย เดินหน้าผนึกกำลังภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จัดงาน “Micro-Credential Day: ปลุกพลังการเรียนรู้ตลอดชีวิต” รุ่นที่ 2  มุ่งทลายข้อจำกัดทางการศึกษาแบบเดิม ที่ใบปริญญาอาจไม่เพียงพอในโลกยุคใหม่ เพื่อปิดช่องว่างทักษะ (Skill Gap) ของตลาดแรงงานไทยให้พร้อมเผชิญความท้าทายการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง ผ่านแนวคิดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) โดยเปิดอบรมการออกแบบ “Design Your Own Micro-Credential” รุ่นที่ 2 ให้กับคณาจารย์ระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัย 35 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชา เมื่อวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร  

การดำเนินงานครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (Education Technology Development and Integration Support – ETS) มจธ. และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับสมรรถนะของบัณฑิตและแรงงานไทยให้ก้าวทันความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.บัณฑิต ทิพากร ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ มจธ. และประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ กล่าวว่า “เป้าหมายของการร่วมมือในครั้งนี้ คือการผลักดันให้เกิด Micro-Credential ครอบคลุมในหลากหลายสาขาวิชาชีพมากขึ้น และสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Ecosystem) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทยให้ทันต่อทุกการเปลี่ยนแปลง และแข่งขันได้ในระดับสากล”

เมื่อโลกการทำงานกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การให้ความสำคัญกับ “ทักษะที่ใช้ทำงานได้จริง” มากขึ้น Micro-Credential จึงถูกออกแบบมาเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความสามารถที่เจาะจง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที 

ผศ. ดร.ภาณุทัต บุญประมุข รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาการศึกษาและการเรียนรู้ มจธ. กล่าวว่า “Micro-Credential จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้สมรรถนะความสามารถ (Competency) จะแยกย่อยและวัดผลได้เจาะจงมากขึ้น ซึ่งมันตอบโจทย์กับผู้เรียน เพราะจะช่วยให้การ ReSkill-UpSkill ได้ยืดหยุ่นขึ้น ในขณะเดียวกันในฝั่งของสถาบันการศึกษา 

นี่คือทางลัดในการดึงโจทย์จากภาคอุตสาหกรรม มาสร้างหลักสูตรที่ปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยที่เราไม่ต้องรื้อหลักสูตรทั้งระบบ”

อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สมบูรณ์และเป็นรูปธรรมได้นั้น จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงนำไปสู่การจัดการอบรมคณาจารย์ระดับอุดมศึกษาผ่านการออกแบบ “Design Your Own Micro-Credential” รุ่นที่ 2

โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ
1)     สร้างภาคีเครือข่ายคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการออกแบบ Micro-Credential ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม
2)     เน้นการวัดผลจากหลักฐานการทำงานจริง (Evidence-based) เพื่อรับรองทักษะที่เฉพาะเจาะจง ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ทันที
3)     แก้ปัญหาความรู้หมดอายุ ช่วยให้คนทำงาน (Workforce) และนักศึกษาจบใหม่มี “อาวุธ” ที่ทันสมัยตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน

ตลอดการอบรมทั้ง 2 วัน มีการเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับความท้าทายของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแบบดั้งเดิม และเส้นทางสู่การเรียนรู้บนฐานสมรรถนะ (Competency-Based Education) รวมทั้งการอบรมเชิงปฎิบัติการการออกแบบ Micro-Credential เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการออกแบบ Micro-Credential ตามทักษะที่ตนเองถนัด และรับคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดตลอดงาน

“4LifelongLearning เรามุ่งมั่นจะเป็นพี่เลี้ยงในการสร้างมาตรฐานของระบบการรับรองผ่าน Micro-Credential นี้ ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อให้คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถสร้าง Micro-Credential ต้นแบบที่ตอบโจทย์โลกของการทำงานได้จริงแก่ผู้เรียน ที่ไม่ใช่แค่ให้ใบรับรองหลังเข้าอบรมหรือแค่ลงคอร์สเรียนแล้วจบ” ดร.กลางใจ สิทธิถาวร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้และ Micro-Credential กล่าวในงาน “Micro Credential Day: ปลุกพลังการเรียนรู้ตลอดชีวิต” รุ่นที่ 2 

การขับเคลื่อนของ 4LifelongLearning ในรุ่นที่ 2 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ แต่คือการวางรากฐานระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Ecosystem) ที่เชื่อมโยงระหว่าง “ภาคการศึกษา” “ผู้เรียนรู้” และ “ผู้จ้างงาน” เข้าด้วยกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างการศึกษาและตลาดแรงงาน รวมถึงทำให้คนมีโอกาสเข้าทำงานได้ตรงกับความต้องของบริษัทหรือองค์กรมากขึ้นผ่านทักษะที่ตนเองทำได้จริงและสามารถพิสูจน์ได้จากการรับรองโดยมหาวิทยาลัยตามมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล

ผู้ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับ Micro-Credential หลักสูตรต่างๆ  ได้ที่ https://www.4lifelonglearning.org/ หรือสอบถามทางไลน์ได้ที่ @4lifelonglearning 

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเป็นลมใต้ปีกดันมาตรฐานนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเป็นลมใต้ปีกดันมาตรฐานนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเป็นลมใต้ปีกดันมาตรฐานนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.55 น.

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเป็นลมใต้ปีกดันมาตรฐานนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

วันที่ 9 มีนาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยกระดับความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “ความร่วมมือการพัฒนามาตรฐาน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์” 

โดยจัดขึ้นภายในงานสัมมนาวิชาการหัวข้อ “มาตรฐานและการรับรอง: ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ (Wind Beneath Innovation Wings)” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวง อว. ในการผลักดัน “มาตรฐาน” ให้เป็นกลไกสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 160 คน จาก 50 หน่วยงานชั้นนำด้านการวิจัย การส่งเสริมนวัตกรรม การกำกับดูแล และการพัฒนามาตรฐาน

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า การพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ ลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยการบูรณาการความร่วมมือตั้งแต่ระยะต้นน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า วศ. และหน่วยงานพันธมิตรพร้อมทำหน้าที่ “ลมใต้ปีก” เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านมาตรฐานจากงานวิจัยต้นน้ำสู่การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ เพื่อลดช่องว่างระหว่างการสร้างนวัตกรรมกับการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา พร้อมบูรณาการบทบาทของหน่วยงานด้านวิจัย มาตรฐาน การกำกับดูแล และการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อยกระดับการรับรองคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุน และผลักดันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ภายในงานยังมีการปาฐกถาพิเศษจากผู้บริหารทั้ง 5 หน่วยงาน ได้แก่ ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เภสัชกร ดร.สุชาติ จองประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “บทบาท หน้าที่ขององค์กรต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยด้วยมาตรฐาน” เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายวิชาการในประเด็น “บัญชีนวัตกรรมไทยกับการสร้างโอกาสให้งานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” โดย นายกฤตภาส คงรัตน์ ผู้จัดการงานส่งเสริมนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และการบรรยายเรื่อง “มาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกับความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา” โดย นางจิราภรณ์ เหลืองไพรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อน “มาตรฐานและการรับรอง” ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยมีมาตรฐานสากล สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในเวทีการค้าทั้งในและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่น เสริมศักยภาพการแข่งขัน และก้าวสู่เวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

มก.ส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยศิลปะมวยไทย ยกระดับเยาวชนสู่ความเป็นเลิศด้วยฐานวิจัยและวิชาการ

มก.ส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยศิลปะมวยไทย ยกระดับเยาวชนสู่ความเป็นเลิศด้วยฐานวิจัยและวิชาการ

มก.ส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยศิลปะมวยไทย ยกระดับเยาวชนสู่ความเป็นเลิศด้วยฐานวิจัยและวิชาการ

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประสบความสำเร็จในการจัดงาน มหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย รอบชิงชนะเลิศ โดยมีเยาวชนกว่า 400 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วมชิงชัยในมิติของความงดงามและทักษะกีฬา ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คแอนด์สเปลล์ จ.ปทุมธานี

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสถาบันมวยไทยแห่ง มก. และภาควิชาพลศึกษาและกีฬา คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ ร่วมกับ ศูนย์กลางความรู้ศิลปะมวยไทยสู่ระดับโลก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  (วช.) สมาคมกีฬาบาสเกตบอล 3 คน และบริษัท Shoot it  จัดมหกรรมการประกวดศิลปะมวยไทย ทั้งการร่ายรำไหว้ครู ทักษะมวยไทย และคีตะมวยไทย ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อเฟ้นหาความเป็นเลิศทางศิลปะมวยไทยจากเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและอนุรักษ์วัฒนธรรมผ่านกระบวนการทางวิชาการ เพื่อมุ่งสร้างศูนย์กลางความรู้มวยไทยสู่ระดับสากล

ในพิธีปิดการแข่งขัน ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน  ดร.เนตรทราย วงศ์อุปราช นายกสมาคมกีฬาบาสเกตบอล 3 คน บริษัท shoot its และ รศ.ดร.ต่อศักดิ์ เลิศจรัสวิไล ผู้อำนวยการสถาบันมวยไทยแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้เกียรติมอบรางวัลและทุนการศึกษาให้กับผู้ที่ชนะเลิศในการประกวดแต่ละประเภท ดังนี้ ชนะเลิศ การร่ายรำไหว้ครูมวยไทยและทักษะมวยไทย ระดับประถมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนวัดนางพิมพ์ , ชนะเลิศ การร่ายรำไหว้ครูมวยไทยและทักษะมวยไทย ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนบางแพปฐมพิทยา , ชนะเลิศ คีตะมวยไทย ระดับประถมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนบ้านวังไผ่ , ชนะเลิศ คีตะมวยไทย ระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม  รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า การออกกำลังกายด้วยศิลปะมวยไทยเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน สามารถช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง ควบคู่กับการเรียนรู้ศิลปะมวยไทย ฝึกความสามัคคี และการทำงานร่วมกัน  โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พร้อมจัดกิจกรรมด้านมวยไทยให้กับทุกคนต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดตั้งสถาบันมวยไทยแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกีฬามวยไทยในภาพรวม

มทร.ธัญบุรี คึกคัก ‘RMUTT Music Festival 2025’ ดึงคณะต่างๆ ร่วมปล่อยของสร้างสรรค์

มทร.ธัญบุรี คึกคัก ‘RMUTT Music Festival 2025’ ดึงคณะต่างๆ ร่วมปล่อยของสร้างสรรค์

มทร.ธัญบุรี คึกคัก ‘RMUTT Music Festival 2025’ ดึงคณะต่างๆ ร่วมปล่อยของสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การนักศึกษา ร่วมกับ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี นักศึกษาสาขาการตลาด-การจัดนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม คณะบริหารธุรกิจ นักศึกษาสาขาศิลปะการออกแบบแฟชั่น สาขานวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย นักศึกษาสาขาดนตรีสากล คณะศิลปกรรมศาสตร์ บูรณาการร่วม จัดกิจกรรม RMUTT MUSIC FESTIVAL 2025 Remind To Rewind  มหกรรมดนตรีในสวน ครั้งที่ 3 ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์อิทธิพล โพธิพันธุ์ รองอธิการบดี เป็นประธานในพิธีเปิด ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักของนักศึกษาและผู้ร่วมงานจำนวนมาก ณ ลานอนันตรังสรรค์                     

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงดนตรีในสวน ดื่มด่ำกับบทเพลงจากวงดนตรีนักศึกษาและศิลปินรับเชิญ No One Else มาร่วมสร้างบรรยากาศแห่งการผ่อนคลายก่อนปิดภาคเรียน      The Queen’s Voyage แฟชั่นโชว์ผลงานวิจัยและออกแบบที่ผสมผสานศิลปะชั้นสูงเข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ การประกวด Remind The Rhythm เวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพทางดนตรีเพื่อเฟ้นหาสุดยอดศิลปินหน้าใหม่ RMUTT Market การออกบูทร้านค้าจากสโมสรนักศึกษาทุกคณะ ที่นำไอเดียธุรกิจและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์มาจำหน่าย สร้างรายได้และทักษะผู้ประกอบการ

นายคมชาญ เต็งหิรัญ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ ประธานฝ่ายวิชาการ องค์การนักศึกษา เล่าว่า RMUTT Music Festival 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีที่สะท้อนภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยด้านการส่งเสริมศักยภาพนักศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี แฟชั่น และทักษะการจัดกิจกรรม ตลอดจนเป็นพื้นที่รวมพลังสร้างสรรค์ของนักศึกษาหลายสาขาที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานให้เกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพ เปิดพื้นที่การเรียนรู้รูปแบบใหม่ เพื่อส่งเสริมประสบการณ์จริง และสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะรอบด้านตามแนวทางมหาวิทยาลัยเชิงสร้างสรรค์ กิจกรรมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของความสามารถและศักยภาพของนักศึกษาที่พร้อมก้าวสู่การเป็นบัณฑิตคุณภาพของสังคม

ทางด้าน นางสาวอรปรียา สอนสระเกษ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาการตลาด-การจัดนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม เล่าว่า คณะบริหารธุรกิจ มีนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 2 สาขาการตลาด–การจัดการนิทรรศการและการตลาดเชิงกิจกรรม (เอกไมซ์) เข้ามาร่วมบูรณากิจกรรมในครั้งนี้  เป็นการลงมือปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์อีเวนต์ระดับมืออาชีพ ตั้งแต่การวางแผนงาน การประชาสัมพันธ์ การบริหารสื่อ การประสานงาน ไปจนถึงการจัดงานจริง ภายใต้คอนเซปต์ “FINAL CHAPTER, FOREVER MEMORIES” ที่ชวนผู้ร่วมงานย้อนกลับไปสัมผัสกลิ่นอาย “90’s Retro Night” เติมเต็มความทรงจำบทสุดท้ายของปีการศึกษาจัดเต็มความสนุกส่งท้ายปีการศึกษา กับงาน “RMUTT MUSIC FESTIVAL 2025 Remind To Rewind”

นางสาวชญานิษฐ์ จินดาหลวง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาศิลปะการออกแบบแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ เล่าว่า ทางสาขาเข้าร่วมโดยมีการจัดแฟชั่นโชว์ “The Queen’s Voyage Royal Journey” ภายใต้ธีม “Long Live The Love” เรื่องราวความรักอันงดงามของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยหยิบยกพระราชดำรัสเกี่ยวกับเหตุการณ์ “เกลียดแรกพบ” อันกลายเป็นตำนานแห่งความรัก มาถ่ายทอดผ่านงานออกแบบ เพื่อสืบสานคุณค่าผ้าไทยให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ กิจกรรมครั้งนี้ได้ลงพื้นที่สัมผัสผ้าจริง เลือกซื้อวัสดุ ตลอดการออกแบบชุดที่นำมาเดินในครั้งนี้

งาน RMUTT Music Festival 2025 ในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมของ มทร.ธัญบุรี ในการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นมิตรและทันสมัยพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศต่อไป

​สพฐ.รวมพลังขับเคลื่อนนโยบายศึกษา ดันครูเก่ง-เด็กมีคุณภาพ อย่างยั่งยืน

​สพฐ.รวมพลังขับเคลื่อนนโยบายศึกษา ดันครูเก่ง-เด็กมีคุณภาพ อย่างยั่งยืน

​สพฐ.รวมพลังขับเคลื่อนนโยบายศึกษา ดันครูเก่ง-เด็กมีคุณภาพ อย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพบปะและให้กำลังใจผู้เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วย นายพิเชฐร์ วันทอง, นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางอาทิตยา ปัญญา และนางอรุณี จิรมหาศาล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงผู้บริหาร สพฐ. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้อง UB005 อาคาร 99 ปี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) มหาวิทยาลัยพะเยา จ.พะเยา

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การประชุมนี้ มีผู้บริหารส่วนกลางและเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 245 เขต เข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. โดยเน้นการพบปะแบบ On-site ปีละอย่างน้อย 4 ครั้ง และใช้แนวทางการทำงานแบบ Bottom up เน้นการมีส่วนร่วม เปิดพื้นที่ให้ผู้ปฏิบัติงานสะท้อนปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบายถึงผู้บริหาร โดยมีประเด็นสำคัญประการแรก คือ การยกระดับโอกาสและคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก มุ่งบริหารจัดการด้านคน เงิน วิชาการ และงานทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เด็กได้เรียนเต็มศักยภาพ มีทักษะชีวิต อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และมีอนาคตที่เลือกเองได้

ประเด็นที่สอง คือ การสร้างขวัญกำลังใจครู ให้สามารถพัฒนาเด็กเป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข พร้อมเชื่อมโยงผลงานสู่ความก้าวหน้าทางวิทยฐานะและค่าตอบแทน รวมถึงผลักดันนโยบายบ้านพักครู ทั้งการก่อสร้างและซ่อมแซม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตครูอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนทางด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สพฐ. ได้ติดตามสถานการณ์รายวัน และให้ความสำคัญกับการป้องกันอุบัติเหตุ เช่น กรณีเด็กจมน้ำ โดยเน้นเสริมทักษะชีวิตและมาตรการเชิงรุก เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างปลอดภัยจนจบการศึกษา

ในด้านการพัฒนาบุคลากร ได้เตรียมวางแผนเชิงระบบ จัดทำฐานข้อมูล พัฒนาครูและผู้บริหาร พร้อมผลักดันงบประมาณสนับสนุนคนดีคนเก่งศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพรุ่นใหม่ของ สพฐ. ขณะที่การบริหารงานบุคคลจะปรับหลักเกณฑ์คัดเลือก โดยผนวกความรู้จากการสอบกับผลงานจริง และเตรียมหลักเกณฑ์นำรางวัลระดับชาติ–นานาชาติ มาประกอบการเลื่อนวิทยฐานะอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ส่วนด้านการเงิน บัญชีและพัสดุ ได้เน้นย้ำการปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะโรงเรียนที่เก็บเงินบำรุงการศึกษา ต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาล ได้แก่ นิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า

“นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองแบบเชิงรุก Active Learning ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และขยายผลเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ซึ่งตลอด 3 วันนี้ เราได้ประชุมหารือร่วมกันอย่างเข้มข้น มีทั้งการติดตามงานเดิม ขับเคลื่อนงานใหม่ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างรอบด้านและยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สอศ.จัดแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 เสริมศักยภาพกำลังคนอาชีวะสู่เวทีสากล

สอศ.จัดแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 เสริมศักยภาพกำลังคนอาชีวะสู่เวทีสากล

สอศ.จัดแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 เสริมศักยภาพกำลังคนอาชีวะสู่เวทีสากล

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยผู้ชนะเลิศได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี โดยมี สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานมูลนิธิร่มฉัตร และสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ประธานในพิธี  ร่วมด้วย  ฯพณฯ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา นายพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล เลขาธิการมูลนิธิร่มฉัตร นายหลี่ จินซง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ถัง อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด นางนวลอนงค์ ธรรมเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา คณะจากสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

โอกาสนี้ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กล่าวตอนหนึ่งว่า ความร่วมมือของโครงการ One Belt and One Road (หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และอาชีวศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ไม่เพียงแต่ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่รวมถึงการเชื่อมโยงผู้คน ทักษะ และองค์ความรู้

การแข่งขัน “ภาษาจีน+ทักษะวิชาชีพ” อาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ จึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของโครงการหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง ที่มุ่งสร้างความร่วมมือทางการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน เวทีนี้เป็นตัวอย่างอันดีของการเตรียมความพร้อมให้เยาวชนอาชีวศึกษาของประเทศไทยได้ก้าวสู่บทบาทของกำลังคนรุ่นใหม่ที่สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมพหุวัฒนธรรม เข้าใจภาษา เข้าใจวิชาชีพ และเข้าใจโลก และเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือไทย-จีนให้มั่นคงและยั่งยืนสืบไป

ด้าน นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้มุ่งคัดสรรและยกย่องนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่นในสาขาวิชาชีพที่ประเทศต้องการ พร้อมส่งเสริมการบูรณาการทักษะภาษาจีนควบคู่ทักษะวิชาชีพ รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเตรียมกำลังคนอาชีวศึกษาให้พร้อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทักษะภาษาจีนในทุกสาขาวิชา การแข่งขันครั้งนี้จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นักศึกษาจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ และขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับนักเรียน นักศึกษาผู้แข่งขันทุกคนที่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มความสามารถ เวทีนี้จะเป็น พลังสำคัญในการก้าวสู่การเป็นกำลังคนคุณภาพของประเทศในอนาคตต่อไป

สำหรับผลการแข่งขัน แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาท เกียรติบัตร และเหรียญทองคำ หนัก 1 บาท ระดับ ปวช. ได้แก่ นางสาววรกมล หมุดเพชร สาขาการท่องเที่ยวและโรงแรม วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ , ระดับปวส. ได้แก่ นายเอกภักดิ์ รัตนะ สาขารถยนต์พลังงานใหม่ (ยานยนต์ไฟฟ้า) วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษณ์

รองชนะเลิศเหรียญเงิน รับโล่ และทุนการศึกษา 7,000 บาท เหรียญเงิน ระดับ ปวช. ได้แก่ นายอภิชา ประทุมโพธิ์ สาขารถยนต์พลังงานใหม่ (ยานยนต์ไฟฟ้า) วิทยาลัยเทคนิควังน้ำเย็น , ระดับ ปวส. ได้แก่ นายภานุวัฒน์ พลอยสมบูรณ์ สาขารถยนต์พลังงานใหม่ (ยานยนต์ไฟฟ้า) วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี

และรองชนะเลิศเหรียญทองแดง รับโล่ และทุนการศึกษา 5,000 บาท เหรียญทองแดง ระดับ ปวช. ได้แก่ นายรุ่งตะวัน ชางยึ สาขาโลจิสติกส์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาแม่สาย , ระดับ ปวส. ได้แก่ นายฐนภูมิ เสือทับ สาขารถยนต์พลังงานใหม่ (ยานยนต์ไฟฟ้า) วิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์  

นอกจากนี้ยังมีรางวัลชมเชยเพชรยอดมงกุฎ 7 รางวัล รับเกียรติบัตร พร้อมทุนการศึกษา 2,000 บาท รางวัลชมเชย 40 รางวัล รับเกียรติบัตร พร้อมทุนการศึกษา 1,000 บาท และรางวัลผ่านเกณฑ์ 50 รางวัล รับเกียรติบัตร และโล่เกียรติยศสำหรับสถานศึกษา เกียรติบัตรสำหรับครู อาจารย์ และผู้ปกครอง