ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล

ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล

ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศล

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.05 น.

ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 (เป็นวันที่สาม)

24 กรกฎาคม 2568 ที่ห้องอเนกประสงค์ อาคารศาลาลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ พร้อมใจกันร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 (เป็นวันที่สาม) โดยข้าราชบริพารฯได้น้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำความดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมายึดถือปฏิบัติ 
ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้ข้าราชบริพารในพระองค์ เป็นแบบอย่างของการเป็นข้าราชการที่ดี มีจิตอาสา จิตสาธารณะ มีความเสียสละอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีความกตัญญู ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ร่วมทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

ในวันนี้มีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ จากสำนักงานองคมนตรี สำนักพระราชวัง กองแพทย์หลวง กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คณะครูโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และกองรักษาการณ์ตำรวจ พระบรมมหาราชวัง พร้อมใจเข้าร่วมบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ เป็นประธานในพิธี ซึ่งวันนี้ศูนย์บริการโลหิต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแทพย์ทหารอากาศ เป็นหน่วยบริการมารับบริจาคโลหิต

โดยในวันนี้ มีข้าราชบริพารในพระองค์ผ่านการคัดกรอง ร่วมบริจาคโลหิตได้ จำนวน  237  คน ได้โลหิต จำนวนรวม  106,650  ซีซี  สำหรับการบริจาคโลหิต ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ในครั้งนี้ มีกำหนด 3 วัน คือวันที่ 21, 23 และ 24 กรกฎาคม 2568 มีผู้ผ่านการคัดกรอง จำนวนรวม 524 คน และได้โลหิต จำนวนรวม 233,800 ซีซี 

ทั้งนี้ โลหิตดังกล่าวจะนำไปใช้เป็นโลหิตสำรอง สำหรับใช้รักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่าง ๆ ต่อไป ในการพร้อมใจร่วมกันบริจาคโลหิตของข้าราชบริพารในพระองค์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ อุทิศตน มีจิตอาสา ช่วยเหลือและทำความดีเพื่อส่วนรวม ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ดี ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะให้ประเทศชาติมีความมั่นคงและประชาชนมีความสุข.

012

‘นฤมล’ ยกระดับความปลอดภัย หลังเหตุปะทะชายแดนตึงเครียด เตรียมศูนย์พักพิงรับผู้เรียน-ประชาชนอพยพ

‘นฤมล’ ยกระดับความปลอดภัย หลังเหตุปะทะชายแดนตึงเครียด เตรียมศูนย์พักพิงรับผู้เรียน-ประชาชนอพยพ

‘นฤมล’ ยกระดับความปลอดภัย หลังเหตุปะทะชายแดนตึงเครียด เตรียมศูนย์พักพิงรับผู้เรียน-ประชาชนอพยพ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.05 น.

24 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานสถานการณ์ความไม่สงบจากเหตุปะทะกันระหว่างกำลังความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันเดียวกัน โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ และได้มีคำสั่ง ปิดโรงเรียนทุกแห่งในบริเวณที่เกิดเหตุการปะทะเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่

“ดิฉันได้กำชับให้โรงเรียนในเขตชายแดนจัดเตรียมแผนรับมืออย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเตรียมหลุมหลบภัย หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน รวมถึงสั่งการให้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อรองรับนักเรียนและครอบครัวที่อาจต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ ได้มีหนังสือถึงหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ถึงการดำเนินการต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว ให้ดำเนินการดังนี้

– ให้สถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ใช้ดุลยพินิจพิจารณาหยุดหรือเลื่อนการเรียนการสอนและกิจกรรมต่าง ๆ

– หากเกิดเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ให้รายงานผู้บังคับบัญชาโดยด่วน

– ให้สถานศึกษาหรือหน่วยงานราชการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เตรียมความพร้อมและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดตั้งศูนย์พักพิงแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และจะพิจารณาเปิดเรียนตามปกติเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนในระยะยาว

3 มหาวิทยาลัย เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับเหตุปะทะชายแดนไทย – กัมพูชา

3 มหาวิทยาลัย เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับเหตุปะทะชายแดนไทย - กัมพูชา

3 มหาวิทยาลัย เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับเหตุปะทะชายแดนไทย – กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.54 น.

‘มรภ.สุรินทร์ – มรภ.ศรีสะเกษ – ม.อุบล’ เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย – กัมพูชาแล้ว กว่า 5 พันคน “สุดาวรรณ” ขอความร่วมมือบุคลากร อว. บริจาคเลือดสำรองและสิ่งของให้ทหารและผู้ป่วยที่ต้องการเลือดเร่งด่วน

24 กรกฎาคม 2568 น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีคำสั่งเร่งด่วนให้ทุกมหาวิทยาลัยในสังกัดที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ใกล้เคียงชายแดนไทย-กัมพูชา เปิด “ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยการปะทะชายแดน (อว.เพื่อประชาชน)” เพื่อเป็นหนึ่งในหน่วยงานให้ความช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งพิงให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ปะทะกันของทหารไทยและกำลังพลกัมพูชา ซึ่งมีจุดเริ่มต้นบริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และได้ขยายวงกว้างลุกลามเข้าสู่พื้นที่พลเรือนของฝั่งไทย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ (อ.กันทรลักษ์), จังหวัดสุรินทร์ (อ.กาบเชิง, อ.พนมดงรัก), จังหวัดบุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด) และจังหวัดอุบลราชธานี (อ.น้ำยืน) ซึ่งรายงานล่าสุดระบุว่ามีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง สร้างความหวาดกลัวและความสูญเสียให้แก่ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า ดิฉันมีความห่วงใยในความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างยิ่ง จึงได้สั่งการลงไปยัง อว.ส่วนหน้า และขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยทุกแห่งในพื้นที่ ให้ผนึกกำลังจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยขึ้นโดยทันที เพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวและบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า โดยเราจะใช้ศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาในการดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ในยามวิกฤตนี้ ขณะเดียวกัน ยังได้ขอความร่วมมือบุคลากรกระทรวง อว. ที่อยู่ในหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยร่วมบริจาคโลหิตเพื่อสำรองให้หน่วยทหารและผู้ป่วยที่ต้องการเลือดเร่งด่วน โดยสามารถเดินทางไปบริจาคได้ที่โรงเรียนแพทย์ในสังกัดกระทรวง อว. หรือสถานพยาบาลอื่นๆ”

หลังจากการสั่งการของ รมว.อว ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ขานรับนโยบายอย่างรวดเร็ว โดยเปิดพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยจัดตั้งเป็น ศูนย์พักพิงชั่วคราว รองรับผู้อพยพที่ต้องละทิ้งบ้านเรือนเพื่อหนีภัยความไม่สงบ ซึ่งขณะนี้มีประชาชนหลั่งไหลเข้ามาขอพักพิงแล้วกว่า 5,000 ชีวิต ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนชรา โดยทางมหาวิทยาลัยได้ระดมสรรพกำลังทั้งบุคลากรและนักศึกษาจิตอาสา จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นพื้นฐานอย่างเร่งด่วน ทั้งอาหารปรุงสุก น้ำดื่ม ยารักษาโรค ชุดปฐมพยาบาล และเครื่องใช้ที่จำเป็น เพื่อมอบให้กับผู้อพยพทุกคนอย่างทั่วถึง

นอกจากการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่แล้ว กระทรวง อว. โดยศูนย์ปฏิบัติการฯ อว.เพื่อประชาชน ยังได้เป็นศูนย์กลางในการรับบริจาคสิ่งของจากภาคประชาชน เพื่อส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยโดยตรง ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมส่งธารน้ำใจและความช่วยเหลือไปยังผู้ที่กำลังเดือดร้อน โดยสามารถนำสิ่งของมาบริจาคได้ที่ จุดรับบริจาค: บริเวณชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถนนโยธี กรุงเทพฯ ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยืนยันว่าจะดำเนินการลำเลียงสิ่งของบริจาคทั้งหมดจากพี่น้องประชาชน ส่งตรงไปยังศูนย์พักพิงและผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนโดยเร็วที่สุด เพื่อส่งมอบกำลังใจและความช่วยเหลือให้ถึงมือผู้เดือดร้อนเพื่อแสดงให้เห็นว่า คนไทยไม่ทิ้งกัน 

-(016)

‘วัดพระธรรมกาย-มูลนิธิฯ’จัดพิธีถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 179

‘วัดพระธรรมกาย-มูลนิธิฯ’จัดพิธีถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 179

‘วัดพระธรรมกาย-มูลนิธิฯ’จัดพิธีถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 179

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.00 น.

‘วัดพระธรรมกาย-มูลนิธิฯ’จัดพิธีถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 179

24 ก.ค.68 เวลา 09.00 น. พระเทพวชิรนายก เจ้าคณะจังหวัดยะลา เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน เป็นประธานสงฆ์ พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์จากเหตุการณ์ความไม่สงบ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา) ปีที่ 21 ครั้งที่ 179 และพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 18 ครั้งที่ 143 จำนวน 98 กองทุน โดยได้รับเกียรติจาก พ.อ.เปรียว ติณสูลานนท์ ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส  ณ วัดเวฬุวัน อ.เมือง จ.ยะลา โดยมีพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมกิจกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ทาง http://www.zoom.com ,www.gbnus.com

ภาคเช้าเป็นพิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่คณะสงฆ์ ภาคสายเป็นพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 18 ครั้งที่ 143 พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบ พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีที่ 21 ครั้งที่ 179 จากนั้นพระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและผู้แทนกัลยาณมิตรทั่วทั้งโลกกล่าวความในใจ เปิดวีดีโอประมวลภาพทบทวนงานฟื้นฟูศีลธรรมโลก และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ทหาร ตำรวจ

พระเทพวชิรนายก เจ้าคณะจังหวัดยะลา เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน ได้กล่าวสัมโมทนียกถาตอนหนึ่งว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ฝากไว้กับพุทธบริษัท 4 อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้ตั้งจิตตั้งใจสมานสามัคคีกันไว้ให้มั่นคง ด้วยการประพฤติ ปฏิบัติธรรมะ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือ พระธรรมกับพระวินัย พระธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่บัญญัติไว้แล้ว แสดงไว้แล้ว สิ่งนี้เป็นครู ตราบใดที่พุทธบริษัท 4  ยังประพฤติปฏิบัติธรรมะ คำสั่งสอน ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา โดยพร้อมเพรียงกันอย่างนี้ พระพุทธศาสนายังจะเจริญรุ่งเรือง ดังในวันนี้ที่ทุกคนได้มาประพฤติปฏิบัติตามธรรมะ ธรรมมาโอวาทข้อนี้”

ทั้งนี้พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดขึ้นโดยวัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ร่วมกับพุทธบริษัท วัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา รักษาแสงธรรมไม่ให้ดับสูญไปจากดินแดนภาคใต้ พร้อมกับสร้างขวัญและกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนในพื้นที่ให้เข้มแข็งขึ้น จัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันจัดติดต่อกันเป็นปีที่ 21 ครั้งที่ 179 และจัดอย่างต่อเนื่องจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ส่วนกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ มอบแล้ว 40,000 กว่ากองทุน ข้าวสารอาหารแห้งมอบช่วยเหลือพระสงฆ์เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ครู และประชาชน ในพื้นที่เสี่ยงภัยกว่า 6,000 ตัน

วัดพระธรรมกายจัดพิธี ‘ถวายสังฆทาน 323 วัด’ เพื่อพุทธศาสนาในชายแดนใต้

วัดพระธรรมกายจัดพิธี 'ถวายสังฆทาน 323 วัด' เพื่อพุทธศาสนาในชายแดนใต้

วัดพระธรรมกายจัดพิธี ‘ถวายสังฆทาน 323 วัด’ เพื่อพุทธศาสนาในชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

วัดพระธรรมกายจัดพิธี ‘ถวายสังฆทาน’ 323 วัด 21 ปี แห่งศรัทธา เพื่อพุทธศาสนาในชายแดนใต้

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า วัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย ได้จัดพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 179 ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานถึงปีที่ 21 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งแรงใจผ่านการถวายสังฆทาน มอบทุนกำลังใจ และอุทิศบุญกุศลแด่ผู้ล่วงลับ ยึดโยงจิตวิญญาณของพุทธบริษัทให้แน่นแฟ้น

ภายในพิธีได้รับเมตตาจาก พระเทพวชิรนายก เจ้าคณะจังหวัดยะลา เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน เป็นประธานสงฆ์ในพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด พร้อมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์จากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา) ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 21 ครั้งที่ 179 รวมถึงพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 18 ครั้งที่ 143 จำนวน 98 กองทุน โดยได้รับเกียรติจาก พ.อ.เปรียว ติณสูลานนท์ ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ณ วัดเวฬุวัน อ.เมือง จ.ยะลา มีพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมกิจกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ทาง http://www.zoom.com และ http://www.gbnus.com

บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นพิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่คณะสงฆ์ ส่วนภาคสายเป็นพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 18 ครั้งที่ 143, พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์จากเหตุการณ์ความไม่สงบ และพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีที่ 21 ครั้งที่ 179 จากนั้น พระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และผู้แทนกัลยาณมิตรทั่วโลก ได้กล่าวความในใจ เปิดวิดีโอประมวลภาพทบทวนงานฟื้นฟูศีลธรรมโลก และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ทหารและตำรวจ

พระเทพวชิรนายก ได้กล่าวสัมโมทนียกถาตอนหนึ่งว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ฝากไว้กับพุทธบริษัท 4 ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้ตั้งจิตตั้งใจสมานสามัคคีกันไว้ให้มั่นคง ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมะตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือ พระธรรมกับพระวินัย… ตราบใดที่พุทธบริษัท 4 ยังประพฤติปฏิบัติธรรมะคำสั่งสอน ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาโดยพร้อมเพรียงกัน พระพุทธศาสนาก็ยังจะเจริญรุ่งเรือง ดังในวันนี้ที่ทุกคนได้มาประพฤติปฏิบัติตามธรรมะ ธรรมมาโอวาทข้อนี้”

พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดโดยวัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ร่วมกับพุทธบริษัท มีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา รักษาแสงธรรมไม่ให้ดับสูญจากดินแดนภาคใต้ และสร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนในพื้นที่ให้เข้มแข็งขึ้น โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร จ.ปัตตานี ปัจจุบันจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ครั้งที่ 179 และจะจัดต่อเนื่องจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ส่วนกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ได้มอบแล้วกว่า 40,000 กองทุน และได้จัดมอบข้าวสารอาหารแห้งเพื่อช่วยเหลือพระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ครู และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้วกว่า 6,000 ตัน ///-026

‘นฤมล’เสียใจนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

'นฤมล'เสียใจนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

‘นฤมล’เสียใจนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

“รมว.นฤมล” แสดงความเสียใจที่นักเรียนเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บจากเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

24 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ติดตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า มีนักเรียน ในจังหวัดสุรินทร์เสียชีวิต 1 ราย และ จ.ศรีสะเกษ 1 ราย และมีนักเรียนบาดเจ็บอีก 2 ราย และขณะนี้ สพฐ.ได้สั่งให้ปิดโรงเรียนแล้วจำนวน 582 โรงเรียน ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ ,สุรินทร์ ,อุบลราชธานี และ บุรีรัมย์

“ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ สพฐ.และในนามรัฐบาล ก็ขอแสดงความเสียใจ ไปยังครอบครัวของน้องๆ ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ด้วย เราก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทางกระทรวงศึกษาธิการก็จะทำหน้าที่ของเราในการดูแลครอบครัวเด็กนักเรียนให้ดีที่สุดส่วนที่เราสามารถทำได้ก็จะทำเต็มที่ สำหรับนักเรียนที่เสียชีวิตที่ปั้มน้ำมันนักเรียนกำลังจะเดินทางกลับบ้าน ซึ่งทางโรงเรียนมีแนวปฏิบัติ 2 ทาง เช่น หากเกิดสงครามหรือมีการใช้อาวุธ แนวทางแรกให้นักเรียนหลบที่หลุมหลบภัยภายในโรงเรียน และเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วว่าปลอดภัย ก็ให้นักเรียนกลับบ้านได้ แต่เหตุที่เด็กเสียชีวิตเนื่องจากเสียงปืนสงบแล้วและคิดว่าปลอดภัยแล้ว จึงให้เด็กเดินทางกลับบ้านจึงทำให้เด็กเสียชีวิต”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ศธ.โดย สพฐ.ได้มีการวางแผนกันไว้แล้ว ตั้งแต่เมื่อวาน (23 ก.ค.) สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น จะต้องทำอะไรบ้าง ก็คงไม่มีใครคาดคิด และทางกองทัพเองก็ไม่คิดว่าทางกัมพูชาจะยิงเข้ามาก่อน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางกองทัพภาคที่ 2 ก็ดูแลพื้นที่แล้ว ในส่วนของโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบก็ให้ปิดโรงเรียน ส่วนโรงเรียนที่อยู่ไกลจากแนวตะเข็บชายแดน กระทรวงศึกษาฯ พร้อมตั้งเป็นศูนย์พักพิงให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เข้าไปพักแล้ว ซึ่งบางโรงเรียนสามารถรับประชาชนได้ถึง 2-3 พันคน ก็จะให้มีการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาพักพิงโดยจะบูรณาการร่วมกับฝ่ายความมั่นคง

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับการช่วยเหลือนักเรียนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ ทางเลขาธิการ กพฐ.จะนำเงินจากกองทุน สพฐ.ไปช่วยเหลือเยียวยาเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวนักเรียน อย่างไรก็ตาม ส่วนจะเปิดเรียนได้เมื่อไหร่นั้นก็ต้องติดตามสถานการจากฝ่ายความมั่นคง และหากมีการปิดเรียนในระยะยาว ทางสพฐ.ก็มีแผนสำรองในการจัดการศึกษาให้กับนักเรียน โดยจะใช้แผนสำรองที่เคยใช้ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิดจัดการศึกษาให้กับนักเรียน เช่น การเรียนผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเข้าสู้การประชุม ชี้แจงทำความเข้าใจการเช่าใช้ อุปกรณ์การเรียนการสอนภายใต้โครงการส่งเสริม การเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ที่หอประชุมโรงเรียนราชวินิต ศ.ดร.นฤมล ได้ขอให้ผู้ร่วมประชุมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อไว้อาลัยแก่ เด็กนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ประชาชน และเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

พร้อมกล่าวว่า “หลังจากที่ได้รับรายงานถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น ก็รู้สึกสะเทือนใจและหดหู่เป็นอย่างยิ่ง และไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เราทุกคนรู้สึกหัวใจสลาย และขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

‘ศ.ดร.บังอร’นำทีม‘ม.กรุงเทพธนบุรี’มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์-ทุนการศึกษา‘รพ.ราชพิพัฒน์’

‘ศ.ดร.บังอร’นำทีม‘ม.กรุงเทพธนบุรี’มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์-ทุนการศึกษา‘รพ.ราชพิพัฒน์’

‘ศ.ดร.บังอร’นำทีม‘ม.กรุงเทพธนบุรี’มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์-ทุนการศึกษา‘รพ.ราชพิพัฒน์’

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.15 น.

‘ศ.ดร.บังอร’นำทีม‘ม.กรุงเทพธนบุรี’มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์-ทุนการศึกษา เสริมศักยภาพแพทย์รุ่นใหม่‘รพ.ราชพิพัฒน์’

23 กรกฎาคม 2568 ณ.โรงพยาบาลราชพิพัฒน์  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี (มกธ.)ผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นพัฒนา เป็นประธานในพิธี มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ หุ่นจำลองและอุปกรณ์การจัดการเรียนการสอน ฝึกปฏิบัติงาน และ ทุนการศึกษา แก่แพทย์ประจำบ้านสาขาต่างๆ ณ ห้องประชุมคณะแพทยศาสตร์ อาคารศูนย์แพทยศาสตรศึกษาและวิจัย โรงพยาบาลราชพิพัฒน์

ภายในพิธีได้รับเกียรติจาก ดร.นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เป็นผู้กล่าวรายงานและรับมอบอุปกรณ์และทุนการศึกษา โดยมี ศ.นพ.สารเนตร์ ไวคกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์(มกธ.) ผู้บริหาร คณาจารย์ แพทย์ พยาบาล และนักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี รวมถึงบุคลากรโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล ได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาทักษะทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยมอบหุ่นฝึกคลินิกเพื่อใช้ในการเรียนการสอน เพิ่มพูนทักษะปฏิบัติจริงให้แก่นักศึกษาแพทย์ และมอบทุนการศึกษาแก่แพทย์ประจำบ้านที่มีผลงานดีเด่น เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วย

การมอบอุปกรณ์และทุนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันโดดเด่นของ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี และคุณธรรม จริยธรรม

กิจกรรมครั้งนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและสถานพยาบาล ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันในการผลิตแพทย์รุ่นใหม่ที่มีความสามารถรอบด้าน พร้อมดูแลผู้ป่วยด้วยรักด้วยหัวใจของความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.15 น.

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook หวังลดภาระงานครูส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้

23 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) อนุญาตให้ ผู้บริหาร Google for Education และทีมงาน นำโดยนายสก็อต หว่อง ผู้บริหารโครงการด้านการศึกษาของ Google ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนางสาวจารุณี สินชัยโรจน์กุล ผู้บริหารโครงการด้านการศึกษา Google for Education เข้าพบเพื่อเยี่ยมคารวะและแสดงความยินดีในวาระที่ท่านดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ.รวมทั้งหารือเกี่ยวกับการประสานความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ ห้องวชิราวุธ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการขอขอบคุณ Google for Education ที่มีความตั้งใจและสละเวลามาหารือร่วมกันในวันนี้ จากที่ผ่านมาทราบว่า  Google for Education เคยมีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการบางส่วนแล้ว ซึ่งอยากฝากให้ทำต่อไป อย่างไรก็ดี ในส่วนของความร่วมมือใหม่ ๆต้องฝากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้หารือร่วมกับทีม Google ว่าจะสามารถกำหนดขอบข่ายการดำเนินงานร่วมกันในประเทศไทยได้อย่างไร ซึ่งแต่ละโรงเรียนและพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างกัน อาทิ ด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และงบประมาณ

“Google มาพบเพื่อหารือเรื่องซอฟแวร์ที่กลูเกิลให้ใช้ฟรีอยู่แล้วในโรงเรียน แต่ Google อยากขยายผลแอพพลิเคชั่นที่จะมาช่วยกระทรวงศึกษาเพิ่มเติม จึงบอกว่าเรื่องรายละเอียดทางเทคนิคต้องไปคุยกับทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)เอง ส่วนในแง่นโยบาย ก็อยากจะเอาเครื่องมือที่มีมาช่วยลดงานครูลดภาระครู ตรงไหนที่ช่วยลดภาระครูได้ก็ขอให้เอามาช่วย จึงมอบโจทย์ให้เลขาธิการ กพฐ.คุยกับ Google เอง แต่เป้าหมายคือเอามาช่วยลดภาระงานครู เช่น งานที่ครูต้องกรอกแบบเยอะๆก็ให้เอามาช่วยตรงนี้ เพราะตรงกับเครื่องที่กลูเกิลมีอยู่ ส่วนเรื่องการนำ AI เข้ามาช่วยครูก็มีความเป็นไปได้“ รมว.ศธ.กล่าว

ด้านนางสาวจารุณีฯ ผู้แทน Google for Education กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ Google for Education ได้ร่วมมือกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการออกแบบการใช้ Generative AI เป็นตัวช่วยลดภาระงานและประหยัดเวลาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยประสงค์จัดอบรมให้ความรู้เพื่อแนะนำและฝึกใช้เครื่องมือของ Google โดยเฉพาะ Chromebook ในการจัดการสื่อการสอน ลดการใช้กระดาษ ให้คล่องขึ้น โดยผู้เข้าอบรมจะสามารถได้รับเกียรติบัตรผ่านการอบรม ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบจาก รมว.ศธ. Google for Education จะนำเสนอโครงการ และหารือเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการต่อกระทรวงศึกษาธิการในลำดับต่อไป

ศธ.สั่งเขตพื้นที่ฯรับมือ’วิภา’ ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

ศธ.สั่งเขตพื้นที่ฯรับมือ'วิภา' ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

ศธ.สั่งเขตพื้นที่ฯรับมือ’วิภา’ ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.54 น.

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน พายุโซนร้อนกำลังแรง “วิภา” คาดจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ และจะเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศลาวตอนบน และภาคเหนือตอนบนในระยะต่อไป และทำให้หลายพื้นที่ของไทยโดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักไปจนถึง 24 ก.ค.นี้ รัฐบาลขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือทั้งหมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับว่าให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาจัดทำแผนเผชิญเหตุพร้อมแผนรับมือ โดยทุกโรงเรียนที่คาดว่าพายุจะเคลื่อนตัวผ่าน ต้องมีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน สิ่งของ ไปไว้ในพื้นที่ปลอดภัย และต้องมีแผนดูแลนักเรียน ครู บุคลากร ซึ่งจะต้องได้รับความปลอดภัยทุกคน หากโรงเรียนอยู่ในเส้นทางที่พายุเคลื่อนตัวผ่าน สามารถสั่งปิดโรงเรียนได้ทันที พร้อมกำชับให้ทุกโรงเรียนทำการตัดแต่งต้นไม้ที่มีลักษณะไม่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการโค่นล้ม และกรณีของไฟฟ้า หากพบว่าน้ำท่วมสถานศึกษาต้องมีการประสานกับการไฟฟ้าภูมิภาคในพื้นที่ให้ตัดกระแสไฟฟ้าทันทีเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุไฟฟ้าดูด ทั้งนี้ ภายหลังระดับน้ำลดลงอยู่ระดับที่ปลอดภัย ขอให้เขตพื้นที่ฯ เข้าไปตรวจสอบว่ามีอะไรที่เสียหายชำรุดบ้างเพื่อทำการปรับปรุงซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

“รัฐบาลขอย้ำเตือนเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ขอให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ รับฟังการแจ้งเตือน และปฏิบัติตามคำแนะของหน่วยงานของรัฐ เพื่อลดผลกระทบและป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น” นายอนุกูล ระบุ

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สุขอนามัยพื้นฐาน และโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

22 กรกฎาคม 2568 เมื่อเวลา 09.36 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ไปมอบแก่สถานสงเคราะห์ต่างๆ จำนวน 2 แห่ง ดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้  พลอากาศเอก เชษฐา เหมือนแก้ว เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวนรวม 122 คน ณ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (บ้านเกร็ดตระการ) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (บ้านเกร็ดตระการ) สังกัดกองต่อต้านการค้ามนุษย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2503  เพื่อเป็นสถานที่รองรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ให้การช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพหญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ อายุไม่เกิน 18 ปี หรืออายุเกิน 18 ปี ที่สมัครใจเข้ารับการคุ้มครอง โดยการให้ที่พักอาศัยที่ปลอดภัย พร้อมจัดหาอาหาร ให้การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการศึกษาและอาชีวบำบัดให้ผู้ที่เข้ารับการคุ้มครองสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่า และมีสุขภาวะความเป็นอยู่ในสังคมที่ดีต่อไป

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พลเอก ธรรมนูญ วิถี เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่เด็ก รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวนรวม 303 คน ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2496 เดิมตั้งอยู่บนถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยจำนวนเด็กที่เพิ่มมากขึ้นและมีพื้นที่จำกัด จึงได้ย้ายสถานสงเคราะห์มาอยู่ที่ 78/24 หมู่ที่ 1 อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ให้การอุปการะเด็กกำพร้าชาย – หญิง อายุแรกเกิด – 6 ขวบ ที่ประสบปัญหาทางสังคม ให้การปกป้อง คุ้มครอง และดูแลเด็กให้ได้รับความรัก ความปลอดภัย รวมทั้งเพิ่มพูนสติปัญญา ฝึกการเรียนรู้ ให้มีพัฒนาการ ความสดใสร่าเริงตามวัยที่เหมาะสม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญ ในการดูแลเพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการที่ดี อันจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ต่างๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่างๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้