จุฬาฯ จับมือ บพท. – สกสว. จัดตั้งกองทุนฯ สร้างธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ จับมือ บพท. - สกสว. จัดตั้งกองทุนฯ สร้างธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ จับมือ บพท. – สกสว. จัดตั้งกองทุนฯ สร้างธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดตัว “โครงการบ่มเพาะและการก่อตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ” เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม 201 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน อว.แฟร์ 2568 โดยมี ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร บพท. และ รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ร่วมลงนามความร่วมมือในโครงการนี้

ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก ๆ 3 ส่วน คือ 1. องค์ความรู้ ซึ่งไม่มีภาคส่วนใดจะมีองค์ความรู้ไปมากกว่ามหาวิทยาลัย และจุฬาฯ ก็เป็นองค์กรที่สร้าง และสะสมองค์ความรู้ต่าง ๆ มายาวนาน  2. ความซื่อสัตย์ และโปร่งใส ซึ่งจุฬาฯ เป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร แต่ทำงานด้วยใจรักในการศึกษาวิจัย และเต็มใจที่จะรับใช้บ้านเมือง และ 3. เงินลงทุน ปัจจุบันกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแห่งชาติมีเงินลงทุนจากทั้งจุฬาฯ และ บพท. ที่มุ่งขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ ประสบความสำเร็จได้

“โครงการบ่มเพาะและการก่อตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ จะเกิดประโยชน์ต่อผู้คนในทุกระดับ เพราะนวัตกรรมการพัฒนาต่าง ๆ ล้วนต้องใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย ที่จะช่วยทำให้คุณค่าของผลิตภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น     จุฬาฯ มุ่งส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มาโดยตลอด และมีการใช้ภาคเกษตรเป็นจุดเริ่มต้นในของโครงการผ่านผลผลิตโกโก้ ที่ จ.น่าน ซึ่งเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากโครงการเป็นอย่างมาก ส่วนภาคนักวิจัยก็จะได้ขยายองค์ความรู้ และได้ขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนให้เกิดผลสำเร็จ หากหน่วยงานใดสนใจเข้าร่วม จุฬาฯ ยินดีเปิดรับทุกรูปแบบ     ทั้งการร่วมลงทุนในโครงการ หรือการขอเงินทุนสนับสนุนเพื่อสร้างธุรกิจเพื่อสังคม หากมีความเหมาะสมกับรูปแบบในการดำเนินโครงการ จุฬาฯก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ กล่าว

ศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร บพท. กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของสามองค์กรหลักในการผลักดันธุรกิจเพื่อสังคมให้เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยมี จุฬาฯ เป็นศูนย์กลางการบ่มเพาะและขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นระบบ  ซึ่งธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่เพียงภาคเกษตรเท่านั้น กลุ่มกิจการต่าง ๆ หากมีความสนใจก็สามารถติดต่อโครงการ โดยมีจุฬาฯเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ โดยใช้กรอบความรู้ของงานวิจัย เพื่อให้โครงการเกิดผลสำเร็จอย่างสูงสุด

ด้าน รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.มุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำของภาคประชาชน ซึ่งในภาคการเกษตร ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย แต่ขาดการบูรณาการทรัพยากร และองค์ความรู้ใหม่ ๆ หากเรามาร่วมมือกันก็จะเกิดพลังในการพัฒนาได้ โครงการดังกล่าว ทำให้เกิดการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งจุฬาฯ มีงานวิจัยและนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย โครงการนี้จึงมีส่วนในการส่งเสริมการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โครงการนี้มีความคาดหวังการร่วมมือจากภาคเอกชน นักลงทุนต่าง ๆ เพื่อเข้าร่วมกับจุฬาฯ บพท. และ สกสว. เพื่อร่วมลงทุน และขับเคลื่อนในธุรกิจเพื่อสังคมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นหมุดหมายที่ทำให้ประชาชนไทย มีรายได้สูงขึ้น สามารถก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคตอันใกล้นี้

นอกจากนี้ภายในงานมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “เร่งเครื่องการเปลี่ยนแปลง: มหาวิทยาลัย รัฐบาล และ   นักลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของผลกระทบทางสังคม” (Catalyzing Change: University, Government, and Investors for Social Impact Growth) โดยมี ศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร บพท. ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาฯ นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ประธานคณะกรรมการพิจารณา ติดตาม และประเมินผล ภายใต้แผนงานย่อย การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตเมืองชายแดน หน่วย บพท. คุณอภิชาต การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม และคุณ   ธีรพงศ์ คำมูล บริษัท ออดิวา ไทย คาเคา จำกัด (ฟาร์ม่าวัน) ร่วมเสวนา

ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาฯ  กล่าวว่า โครงการการยกระดับเศรษฐกิจเมืองชายแดนด้วยกลไกการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจโกโก้ไทยสู่ระดับสากล” โดยสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโครงการต้นแบบความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อหาทางออกช่วยเกษตรกรและหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศเศรษฐกิจโกโก้ในประเทศไทยในพื้นที่ 11 จังหวัด ริเริ่มที่ จ.น่าน พื้นที่ปลูกโกโก้มากที่สุดของประเทศไทย โดยจุฬาฯได้ทำการศึกษาวิจัยและนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปพัฒนาเกษตรกรและธุรกิจในพื้นที่ มีการวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่า และทิศทางในการต่อยอดในอนาคต โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาวิจัย และช่วยเหลือชุมชน สิ่งนี้จะเป็นโมเดลให้แก่มหาวิทยาลัยและภาคส่วนอื่น ๆ ในการช่วยยกระดับคุณภาพผลผลิตสู่ตลาดโลก และสร้างงานในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการสร้างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่นำไปสู่ความยั่งยืน ถือเป็นตัวอย่างของธุรกิจเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

โครงการบ่มเพาะและการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านสังคมให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน และแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการดังกล่าวรวมถึงการบ่มเพาะธุรกิจ การให้คำปรึกษา การสนับสนุนด้านการเงิน และการสร้างเครือข่าย เพื่อให้ธุรกิจ เพื่อสังคมเติบโตและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศแห่งการประกอบการรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรเพื่อความมั่งคั่ง แต่เน้น “กำไรทางสังคม” ที่ยั่งยืนและครอบคลุม พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ผ่านแนวทาง Public-Private Partnership (PPP) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม พัฒนา และขยายขีดความสามารถของผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneurs) ให้สามารถดำเนินธุรกิจที่สร้างคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุน องค์ความรู้ แหล่งทุน การบ่มเพาะธุรกิจ การเชื่อมโยงเครือข่าย และการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเน้นการลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และยึดหลัก ESG อย่างเป็นรูปธรรม

​ซัมซุง ชวนอัปสกิล ‘Coding – AI’ รับ e-Certificate ทันทีหลังเรียนจบ

​ซัมซุง ชวนอัปสกิล ‘Coding – AI’ รับ e-Certificate ทันทีหลังเรียนจบ

​ซัมซุง ชวนอัปสกิล ‘Coding – AI’ รับ e-Certificate ทันทีหลังเรียนจบ

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัมซุง เดินหน้ายกระดับโครงการ Samsung Innovation Campus 2025 ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้วยเป้าหมาย “Innovation for All” ที่มุ่งสร้างโอกาสการเรียนรู้เทคโนโลยีให้เข้าถึงได้สำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียม พร้อมเสริมความเข้มข้นของหลักสูตรออนไลน์ฟรี ครอบคลุมตั้งแต่ Coding ขั้นลึก การใช้ AI สร้างคอนเทนต์การตลาด ไปจนถึง Data Science เพื่อปลดล็อกทักษะดิจิทัลสำคัญที่ตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ทั้งนักเรียน คนทำงานที่ต้องการอัปสกิล และผู้เริ่มต้นที่สนใจ โดยเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาและรับประกาศนียบัตรจากซัมซุง โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นระดับโลกในการนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรกลับคืนสู่สังคม เพื่อเพิ่มองค์ความรู้และต่อยอดการใช้งานได้จริงทั้งในชีวิตประจำวัน การศึกษา และเส้นทางอาชีพ สะท้อนจุดยืนของซัมซุงในฐานะแบรนด์ที่ผลักดันนวัตกรรมให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคตที่ดีกว่าอย่างแท้จริง

โดยจัดสอนเนื้อหาทั้งหมด 4 คอร์สออนไลน์ฟรี พร้อมเพิ่ม 2 คอร์สใหม่ที่เข้มข้นและทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์โลกยุค AI และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของทั้งสังคมการเรียนรู้และตลาดแรงงาน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ได้จริงในทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโค้ดขั้นสูง (Advanced Coding), การใช้ AI สร้างคอนเทนต์การตลาด (AI Marketing Content Creation), การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science) และ พื้นฐานการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking)ออกแบบมาให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมรับประกาศนียบัตรจากซัมซุงเพื่อเพิ่มโอกาสในเส้นทางอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม

Software Development Concepts and Testing with Python คอร์สใหม่ของปีนี้ที่จะยกระดับจากการเขียนโค้ดพื้นฐาน สู่ความเข้าใจแนวคิดการพัฒนาโปรแกรมอย่างเป็นระบบ พร้อมเรียนรู้เทคนิคการทดสอบโค้ดให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดจากพื้นฐานการเขียนโปรแกรม

AI in Content Marketing อีกหนึ่งคอร์สใหม่น่าสนใจ ช่วยเปิดมุมมองใหม่ของการใช้ AI เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ทางการตลาด พร้อมวิธีการสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจตรงใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล เหมาะกับนักการตลาด นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ คนทำงาน และนักเรียนที่ต้องการใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มโอกาสทางธุรกิจหรือเพิ่มทักษะการนำเสนองานให้น่าสนใจ

Introduction to Programming with Python คอร์สปูพื้นฐานการเขียนโปรแกรมสำหรับผู้เริ่มต้น ตั้งแต่ระดับ 0 ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา พร้อมกลับมามอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างคำสั่ง พื้นฐานการคิดแบบตรรกะที่จำเป็นสำหรับทุกสายอาชีพ แม้ไม่มีพื้นฐานมาก่อนก็สามารถเริ่มเรียนได้อย่างมั่นใจ

A.I. in the Workplace กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง กับคอร์สเรียนที่พาไปรู้จักการใช้งาน AI ในบริบทของการทำงานจริง เรียนรู้เครื่องมือ เทคนิค และแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและแก้ปัญหาในสายอาชีพต่าง ๆ พร้อมปูพื้นฐานให้นักเรียน นักศึกษา ได้เตรียมความรู้ ความเข้าใจก่อนเข้าสู่โลกของการทำงาน

นอกจากหลักสูตรออนไลน์ที่เปิดให้ทุกคนเข้าเรียนได้ฟรีแล้ว Samsung Innovation Campus 2025 ยังเป็นการขยายโอกาส และต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Samsung Innovation Campus in School ที่ได้ลงพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะด้านเทคโนโลยีให้เยาวชนและคุณครูในโรงเรียนทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย เพื่อขยายโอกาสในการพัฒนาทักษะความรู้อย่างเท่าเทียมและเท่าทันโลก

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนและเรียนรู้เนื้อหาที่สนใจได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านระบบออนไลน์ พร้อมรับประกาศนียบัตรหลังจากผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด สมัครเข้าร่วมโครงการได้แล้ววันนี้ที่ http://www.samsungsic-thailand.org

ก้าวสู่ปีที่ 10 Sister School สาธิตจุฬาฯ-เมืองโคเงะ ญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม

ก้าวสู่ปีที่ 10 Sister School สาธิตจุฬาฯ-เมืองโคเงะ ญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม

ก้าวสู่ปีที่ 10 Sister School สาธิตจุฬาฯ-เมืองโคเงะ ญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ต้อนรับนายกเทศมนตรีเมืองโคเงะ พร้อมคณะผู้บริหาร ครู และนักเรียนจากประเทศญี่ปุ่น 39 คน ในโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โรงเรียนพี่น้อง (Sister School) ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 10 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม นำโดย อาจารย์ศรียา เนตรน้อย ผู้อำนวยการโรงเรียน และรองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักเรียนจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 39 คน นำโดย นายสึโบเนะ ชูสุเกะ นายกเทศมนตรีเมืองโคเงะ เดินทางมาร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในโครงการโรงเรียนพี่น้อง (Sister School) สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ร่วมกับเมืองโคเงะ (Koge Town) จังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka) ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16-22 ส.ค. 2568

อาจารย์ศรียา เนตรน้อย ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม กล่าวว่า ทางโรงเรียนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับนายกเทศมนตรีเมืองโคเงะ คณะผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักเรียนจากประเทศญี่ปุ่น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม และเมืองโคเงะมีมิตรภาพที่ดีกันมาอย่างยาวนาน ในปีนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ทางโรงเรียนได้มีโอกาสต้อนรับคณะอีกครั้ง

อีกทั้งขอขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อการต้อนรับและการเอาใจใส่นักเรียนและคณาจารย์ ในการเดินทางไปเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เมืองโคเงะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือน ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา ทางโรงเรียนรู้สึกมีความสุขและประทับใจ นับเป็นประสบการณ์ที่ดีและมีคุณค่ายิ่ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าตลอดระยะเวลาที่นักเรียนและคณะครูจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียน จะได้รับความสุข สนุก ประทับใจ มีรอยยิ้มและความทรงจำที่ดี รวมถึงสานต่อความสัมพันธ์อันงดงามให้คงอยู่ต่อไป

ในโอกาสนี้ นายสึโบเนะ ชูสุเกะ นายกเทศมนตรีเมืองโคเงะ ได้มอบภาพจิตรกรรมที่ระลึก ให้แก่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม เป็นผลงานของนายซึโคโมะ ชินอิจิ ศิลปินชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ซึ่งมีความประทับใจอย่างยิ่งในมิตรภาพที่ยาวนานระหว่างเมืองโคเงะกับโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม จึงได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสายสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองฝ่าย ในภาพสื่อถึงความรัก สันติภาพ และสายสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายไม่มีที่สิ้นสุด

โครงการโรงเรียนพี่น้อง (Sister School) ระหว่างเมืองโคเงะ จังหวัดฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น กับโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม เกิดขึ้นเมื่อเดือน ม.ค. 2558 โดยนำนักเรียนและคณะครูจากโรงเรียนของเมืองโคเงะ มาเยือนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม และโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ได้นำคณะครูและนักเรียนไปเยือนเมืองโคเงะ โดยมีการทำกิจกรรมสานสัมพันธ์กันมาอย่างต่อเนื่อง และได้ทำสัญญาลงนามเอ็มโอยูของโครงการนี้จำนวน 2 ครั้ง ปัจจุบันดำเนินโครงการเข้าสู่ปีที่ 10

-(016)

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

‘นฤมล‘ พร้อมต่อสู้เพื่อเด็กอาชีวะได้เงินเดือนสูงตามทักษะอาชีพ ไม่ใช่ตามวุฒิการศึกษา

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ครบรอบ 84 ปี โดยมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ., นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศธ. , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., พร้อมคณะผู้บริหาร และข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมพิธี บริเวณหน้าอาคาร สอศ. กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนกลับอาชีวะฯทำงานกันมาไม่ใช่เพิ่งจะปีนี้  แต่ได้ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ได้ทำเรื่องทวิภาคีด้วยกัน ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลพยายามส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ  EEC ที่ไทยเร่งผลักดันสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ปัญหาหลักของประเทศ นอกจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องน้ำจะมีเพียงพอหรือไม่ พลังงานสะอาดจะมีหรือไม่ เพื่อให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ ตรงนั่นยังพอแก้ไขได้ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ เรื่องของทักษะแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะพิเศษ ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC  ที่มาพบกับตนช่วงเป็น รมช.แรงงาน พบว่าคำถามที่เกี่ยวกับแรงงาน ถามว่า เรามีวิศวกรอยู่เท่าไหร่ ไทยมีช่างเทคนิคด้านต่างๆอยู่เท่าไหร่ เมื่อกระทรวงแรงงานรวบรวมตัวเลขให้ บริษัทที่จะมาลงทุนก็บอกว่าตัวเลขยังห่างไกลกับที่เขาต้องการเยอะ และบริษัทเหล่านี้ไม่ต้องการวิศวกรที่จบปริญญาตรี แต่ต้องการวิศวกรที่จบจากวิทยอาชีวศึกษา หรือวิทย์วิทยาลัยเทคนิค ต้องการวิศวกรที่สามารถทำงานได้เลย ทำงานเป็น และรู้ว่าจะแก้ปัญหาหน้างานได้อย่างไร กระทรวงแรงงาน จึงได้มาทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อเชื่อมโยงผลักดันให้เกิดการทำระบบทวิภาคีขึ้น เพื่อให้นักเรียนอาชีวะฯได้ฝึกปฏิบัติ เมื่อเรียนจบแล้วสามารถทำงานได้จริง นอกจากนั้น ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาลงทุนแล้วขยายกิจการเพิ่มเติมไปนอกพื้นที่  EEC อย่างเช่นบริษัทชิโนเป็กของจีน ที่เข้ามาลงทุนในเรื่องท่อแก๊ส แต่ปรากฏว่าไม่มีแรงงานด้านช่างเชื่อมแบบชั้นสูง จึงต้องมาพึ่งสำนักงานอาชีวะฯในการอบรมช่างเชื่อมที่เป็นอยู่แล้ว ให้เป็นช่างเชื่อมชั้นสูง เนื่องจากชิโนเป็กบอกว่าถ้าเรามีช่างเชื่อมชั้นสูงจะรับไม่จำกัด และให้เงินเดือนเริ่มต้นเดือนละ 50,000 บาท เมื่อปี 2563 ตน จึงได้เริ่มทำงานร่วมกับอาชีวะศึกษาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ก็เริ่มเห็นอุปสรรคปัญหา ว่าเด็กที่เรียนอาชีวะ พอจบระดับ ปวช, ปวส.  ปรากฏว่า รายได้ขั้นต้นต่ำกว่าคนที่จบปริญญาตรี ตรงนี้ก็เป็นปัญหาของเรื่องโครงสร้างเงินเดือนที่ทำให้แรงจูงใจของน้องๆเลือกไปเรียนปริญญาตรีมากกว่ามาเรียนอาชีวะฯ เพราะจบปริญญาตรีได้เงินเดือนเยอะกว่า แต่หางานไม่ได้ จบปริญญาตรีแล้วก็ว่างงานกันเยอะแยะ แต่น้องๆที่จบอาชีวะมาได้งานทำเลย แต่ได้เงินเดือนน้อยกว่าปริญญาตรี  ซึ่งในช่วงนั้นตนอยู่กระทรวงแรงงาน ก็ได้คุยกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และได้เริ่มผลักดันด้วยการเชิญชวนนายจ้าง ว่าจะปรับโครงสร้างเงินเดือน ของนักเรียนอาชีวะสายอาชีพ ให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าคนที่จบปริญญาตรี เพราะน้องที่จบสายอาชีพที่ผ่านระบบทวิภาคีสามารถทำงานได้จริงๆ แทนที่ไปรับคนที่จบปริญญาตรี แต่ทำอะไรไม่เป็น กว่าจะฝึก กว่าจะทำงานเป็นก็ใช้เวลาอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี  ดังนั้น น้องๆอาชีวะควรจะได้เงินเดือนเริ่มต้น และเงินเดือนขั้นต่อไป เติบโตในอาชีพสูงกว่า ซึ่งภาคเอกชนเราเชิญชวนได้ แต่ติดในเรื่องกฏหมาย ถ้าเราใช้กฎหมายเพิ่มเติมเพื่อบังคับใช้ในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ที่แยกตามทักษะวิชาชีพ ถ้าผู้เรียนผ่านการทดสอบมาตรฐานทางวิชาชีพแล้ว  ก็บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างได้ตามค่าแรงขั้นต่ำตามทักษะวิชาชีพ  แต่ติดที่ภาคราชการเราเอง คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ซึ่งกำหนดอันตราเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรีสูงกว่าผู้ที่จบ ปวช. และ ปวส.  ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น  ซึ่งตรงนี้ก็ต้องต่อสู่กับทาง ก.พ.ร. ต่อไป หน่วยราชการเองก็เหมือนกัน เราไม่ได้ต้องการคนจบปริญญาตรีมาเยอะแยะ เพราะจริงๆปริญญาก็เป็นแค่วุฒิบัตรอย่างหนึ่ง ดังนั้น คนที่เลือกเรียนไม่ว่าจะเรียนสายสามัญ หรือสายอาชีพ แต่เมื่อเขาเลือกเรียนสายอาชีพแล้ว ก็ต้องได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม  ดังนั้น ในส่วนที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ ตนก็จะไปต่อสู้ต่อไป  สำหรับในส่วนของภาคเอกชน เขาให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เราพอสมควร ก็ขอความกรุณาดูแลน้องๆสายอาชีวะด้วย  

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ต้องขอขอบคุณอาจารย์และน้องๆอาชีวศึกษา ตามที่ตนได้มีโอกาสไปตรวจเยี่ยมพบว่า นศ.อาชีวะฯจิตอาสา ไปช่วยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ รถมอร์เตอร์ไซต์ รถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมเสียหาย ดูจากสภาพแล้วไม่น่าจะซ่อมได้ แต่น้องๆอาชีวะฯก็สามารถซ่อมได้ และขอขอบคุณผู้อุปการะคุณที่ช่วยเอื้อเฟื้ออะไหล่ น้ำมันเครื่อง อุปกรณ์ทั้งหลายทำให้น้องอาชีวะฯได้ไปทำจิตอาสาทั่วประเทศไทย ที่ไหนมีภัย ก็จะมี ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (FIX IT CENTER)ไปที่นั้น

เราอาจจะคิดว่าอาชีวะมีแต่ฮาร์ดสกิล หรือ มีแต่ช่าง แต่อาชีวะฯก็มีซอฟสกิลด้วย มีวิทยาลัยการอาชีพ ช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยแรงงาน เกิดโควิดระบาด ก็ได้จัดโครงการฝึกอบรมอาชีพ โดยเชิญวิทยาลัยอาชีวะฯเข้าไปสอนอาชีพให้กับชาวบ้าน เพื่อเป็นอาชีพเสริมเนื่องจากรายได้ประจำหายไป  โดยไปสอนทำกาแฟ ทำอาหารกล่องขาย และหลังจากนั้นหลายคนก็นำความรู้ที่ได้จากการอบรมในครั้งนั้น นำไปต่อยอดเปิดร้านเล็กๆของตัวเองจนเติบโตขึ้น รวมทั้งชุดเสื้อผ้าที่รัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ใส่ในวันนี้ ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น ที่ตัดให้ใส่สวยงาม 

รมว.ศธ.ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ว่า ปัญหาโครงสร้างเงินเดือนของน้อง ๆสายอาชีพเกิดจากค่านิยมของคนไทย คือ ต้องจบปริญญาตรี จึงจะประสบความสำเร็จ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ จบอะไรก็ได้ที่มีงานทำ และเลี้ยงชีพได้ด้วยสัมมาชีพ แต่พอค่านิยมเป็นแบบนี้ โครงสร้างเงินเดือนก็ล้อกันไป ให้เงินเดือนน้องๆที่จบ ปวช, ปวส. น้อยกว่าคนที่จบปริญญาตรี ซึ่งในต่างประเทศไม่เป็นอย่างนี้ เขาจะให้ตามทักษะวิชาชีพ ตอนนั้นตนจึงพยายามผลักดันให้กรมฝีมือแรงงาน ทำความเข้าใจกับนายจ้าง ให้เขาจ่ายค่าจ้างตามทักษะอาชีพ และใช้กฏหมายบังคับเพิ่มเติมด้วยว่าถ้าไม่เป็นไปตามนั้น เราก็จะเริ่มบังคับใช้กฏหมายนะ  นอกจากนี้ ก็ทำเรื่องของทวิภาคีร่วมกันและขยายต่อยอด ซึ่งตอนนี้มีสาขาวิชาชีพเพิ่มเติมเยอะมาก และทางภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการทักษะอาชีพที่เปลี่ยนไป ตอนนั้นจะมีเแค่เรื่องทักษะช่างเชื่อม ลอจิสติกส์ วิศวะเฉพาะทางสาขาต่าง ๆ แต่ตอนนี้ก็มีเอไอเข้ามาเพิ่ม ระบบราง เกษตรสมัยใหม่ สุขภาพสมัยใหม่ เหล่านี้เด็กที่เรียนจบออกไปแล้วก็สามารถทำงานได้เลย ที่กลุ่มนายจ้างบอกว่าเหมือนปลากระป๋อง เปิดแล้วกินได้เลย เพราะฉะนั้นค่าจ้างก็ควรเป็นไปตามนั้น ก็ยังเหลือแต่หน่วยราชการที่ยังติด ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ที่ดูเรื่องอัตรากำลังและโครงสร้างเงินเดือน ถ้าสามารถปลดล็อกตรงนี้ได้ แม้กระทั้งกระทรวงศึกษาธิการเอง เรื่องนี้เราก็พึ่งจะคุยกันในที่ประชุม ก.ค.ศ. ว่าต้องให้น้ำหนักเท่า ๆกัน เพราะถือว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการศึกษามาแล้ว ไม่ว่าจะจบมาสาขาไหน หรื วุฒิบัตรแบบใด ถ้ามีทักษะและสามารถทำงานได้ ก็ต้องได้ค่าตอบแทนเท่ากัน ไม่ใช่ไปแบ่งกันที่วุฒิ แต่ต้องแบ่งที่ทักษะ ดังนั้น ก.ค.ศ.ก็จะต้องพิจารณาปรับตรงนี้ ในการเลื่อนเงินเดือนก็จะต้องดูตามทักษะ ไม่ใช่เริ่มที่วุฒิ ซึ่งไม่ควร

“ส่วนเรื่องการเพิ่มยอดผู้เรียนสายอาชีวะฯนั้น ก็ต้องไปดูเรื่องโครงสร้างค่าตอบแทน หรือเงินเดือนก่อน ถ้าแก้ไขตรงนี้ได้ ก็จะเป็นแรงจูงใจให้คนมาเรียนอาชีวะมากขึ้น และที่สำคัญต้องส่งเสริมวิทยาลัยอาชีวะฯต่าง ๆให้มีความพร้อมด้านบุคลากร แต่ตอนนี้อัตรากำลังก็ยังมีไม่เพียงพอ ถ้าครูยังมีไม่พอ แล้วจะไปรับเด็กเพิ่มก็จะย้อนแย้งกัน ตรงนี้ก็จะต้องไปต่อสู้กับ กพร. เพื่อให้ได้อัตรากำลังมาเพิ่มเติม รวมถึงอุปกรณ์การเรียนการสอน เพราะตอนนี้สาขาใหม่ๆเกิดขึ้นเยอะแยะ  ทางวิทยาลัยและครูอาจารย์ก็จะต้องได้รับการพัฒนาเพื่อที่จะมาสอนเด็กได้ และตนก็จะไปต่อสู้เรื่องงบประมาณให้สอศ.ต่อไป ซึ่งงบฯอาชีวะฯปี 2569 ถูกตัดไป 31 ล้านบาท ได้มา 2.7 หมื่นกว่าล้าน ก็จะใช้ให้คุ้มค่าที่สดสมกับที่สภาฯมอบให้มา“ รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. กล่าวว่า จากที่ชื่นวีทีอาร์วันนี้จะเห็นได้ว่าทุกๆยุกก็สะท้อนว่า สิ่งที่อาชีวะทำคือการสร้างคนให้มีงานทำ ในทุกยุคทุกสมัยก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเองมาโดยตลอด วันนี้ก็อยากจะบอกว่าอาชีวะฯไม่ใช่แค่การเรียนเรียนที่จะมุ่งไปสู่การมีงานทำเท่านั้น แต่อาชีวะคือยุทธศาสตร์ของประเทศ ปัจจุบันอาชีวะฯ เป็นแรงงานที่สำคัญที่จะผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมในยุคใหม่เติบโตได้เราต้องอาศัยแรงงานอาชีวะ ก็ขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรอาชีวะทุกคน และน้องๆอาชีวศึกษาทุกคน

ขณะที่ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้นขอแสดงความยินดีกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปีนี้ครบรอบ 84 ปี ถ้าเป็นคน ก็คงถือว่าอายุเยอะพอสมควรแล้ว ฉะนั้น ก็ถือว่าเป็นวัยที่ผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้สำนักงานอาชีวะศึกษามีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ผลิตบุคลากรที่ดี เพราะประเทศไทยยังขาดบุคลากรดีๆอีกเยอะ และอย่าลืมไปปรับเปลี่ยนเรื่องเงินเดือนให้น้องที่จบอาชีวะฯด้วย

สมศ. ชูต้นแบบ ‘วิทยาลัยเกษตร’ ยกระดับผู้เรียนสู่ ‘นวัตกรเกษตรยุคใหม่’

สมศ. ชูต้นแบบ ‘วิทยาลัยเกษตร’ ยกระดับผู้เรียนสู่ ‘นวัตกรเกษตรยุคใหม่’

สมศ. ชูต้นแบบ ‘วิทยาลัยเกษตร’ ยกระดับผู้เรียนสู่ ‘นวัตกรเกษตรยุคใหม่’

วันอังคาร ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร เพื่อยกระดับผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรเกษตร ภายใต้แนวคิด “ผลิตได้ ขายเป็น เน้นคุณภาพ”

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จจากการพัฒนาหลักสูตรและเครือข่ายความร่วมมือ โดยวิทยาลัยฯ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สาขาวิชาพืชศาสตร์ มีการพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร (ปวส.) ซึ่งเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สถานประกอบการ และตลาดแรงงาน โดยหลักสูตรนี้เกิดจากการมีส่วนร่วมของสถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชน และท้องถิ่น โดยมีการปรับปรุงรายวิชาเดิมและกำหนดรายวิชาใหม่ให้ทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ครูผู้สอนพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะตามรายวิชาให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ

“การลงพื้นที่ครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษาของ สมศ. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้สถานศึกษาพัฒนาคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นภาพสะท้อนของการประเมินคุณภาพภายนอกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่ส่งผลถึงอนาคตของผู้เรียน และอนาคตของการเกษตรไทยที่ทันสมัย ยั่งยืน และสร้างรายได้จริง” ผู้อำนวยการ สมศ. กล่าว

ด้าน นายสุรศักดิ์ เทียบรัตน์ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ กล่าวว่า วิทยาลัยได้ยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ผลการประเมินและข้อเสนอแนะจาก สมศ. เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนา ร่วมกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเรื่องการยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง โดยเริ่มจาก “หลักสูตรเกษตรก้าวหน้า” ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น และพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็น “หลักสูตรเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร” ที่โดดเด่นภายใต้แนวคิด “ผลิตได้ ขายเป็น เน้นคุณภาพ” ให้นักศึกษามีทักษะรอบด้าน ทั้งการผลิต (ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์) เน้นบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรนเพื่อการเกษตร และโรงเรือนอัจฉริยะที่ควบคุมความชื้น อุณหภูมิ และแสงได้  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเปลี่ยนภาพลักษณ์การเกษตรแบบเดิม สร้างทักษะธุรกิจและการตลาด มีรายวิชา “การขายเบื้องต้น” และศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ สนับสนุนให้นักศึกษาสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพและขายได้เอง เพื่อความยั่งยืนในอาชีพ  ปัจจุบันมีการจำหน่ายสินค้าจากร้านของวิทยาลัยและนักศึกษาสามารถขายได้เองในพื้นที่รอบวิทยาลัย

นอกจากนี้ ทางวิทยาลัยฯ ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับวิทยาลัยพลังงานของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่จบ ปวส. จากหลักสูตรนี้ สามารถศึกษาต่อปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง

“การได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ทำให้วิทยาลัยฯ ได้รับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ซึ่งวิทยาลัยนำไปใช้พัฒนาหลักสูตรและตั้งเป้าหมายสูงขึ้นในแต่ละปี ส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ กระบวนการประเมินของ สมศ. ในปัจจุบันยังเป็นกันเองและปรับเกณฑ์ให้สอดคล้องกับระบบการทำงานของสถานศึกษามากขึ้นกว่าการประเมินในอดีต” นายสุรศักดิ์ กล่าว

กิจกรรมลงพื้นที่ในครั้งนี้  ได้มีการเยี่ยมชมตัวอย่างการเรียนการสอนผ่านโครงการเกษตรหลากหลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ได้แก่ โรงเรือน IoT (Internet of Things) หรือ “Smart Greenhouse” ซึ่งเป็นโรงเรือนปลูกพืชที่ใช้เทคโนโลยี IoT มาช่วยในการจัดการและควบคุมสภาวะแวดล้อมภายในโรงเรือน เช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง และการให้น้ำ เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด  และฟาร์มสุกรระบบปิด (สร้างใหม่หลังโรคระบาด) และฟาร์มไก่ไข่ร่วมกับบริษัทเอกชน ซึ่งผลผลิตไข่ไก่ส่งขายให้บริษัทคู่สัญญา ร่วมพิสูจน์ผลงานการแปรรูปนวัตกรรมผลผลิตทางการเกษตร เช่น น้ำนมข้าวโพด แฮมเบอร์เกอร์แพลนต์เบส และชาหมักคอมบูชะ ซึ่งเป็นตัวอย่างการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร พร้อมกันนี้ ได้เยี่ยมชมศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา สำหรับหารายได้ระหว่างเรียนสำหรับนักเรียนในทุกสาขา

1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร.

1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร.

1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร.

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

“1 เดือนแห่งการขับเคลื่อนการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตร และการสอนเพื่อพัฒนาครู สกร. ให้มีศักยภาพ ผู้เรียนมีงานทำ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ห้องสมุดที่ทันสมัย เท่าทันเทคโนโลยี”

ระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่มีพระบรมราชโองการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 และเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามคำสั่งมอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งและปฏิบัติราชการแทน ให้ดิฉันมีอำนาจในการสั่งการ กำกับดูแล ดังนี้ 1. กรมส่งเสริมการเรียนรู้ 2. สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 3. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) และ 4. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

ดิฉันจึงได้ขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายและที่ได้รับมอบหมาย ทั้งการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาการเรียนรู้จริงในพื้นที่ การประชุมหารือกับผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เรียน รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อให้การสั่งการและการมอบแนวทางการทำงานตรงต่อความต้องการของประชาชน

ดิฉันเชื่อมั่นว่า การยกระดับหลักสูตรที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน การพัฒนาครูให้มีศักยภาพ และการดูแลผู้เรียนอย่างรอบด้าน จะช่วยสร้าง ทักษะที่ใช้ได้จริง และ โอกาสในการทำงาน ให้แก่ผู้เรียน ขณะเดียวกันการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้สมัยใหม่ จะทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง

ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ 
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวง อว. จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ – สัปดาห์วิทย์อีสานที่ขอนแก่น 18-20 ส.ค.นี้

กระทรวง อว. จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ - สัปดาห์วิทย์อีสานที่ขอนแก่น 18-20 ส.ค.นี้

กระทรวง อว. จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ – สัปดาห์วิทย์อีสานที่ขอนแก่น 18-20 ส.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.03 น.

เฉลิมฉลองวันวิทยาศาสตร์ไทย กระทรวง อว.จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ – สัปดาห์วิทย์อีสานที่จังหวัดขอนแก่น วันที่ 18-20 ส.ค.นี้ ภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 49 หน่วยงานชวนเยาวชนสัมผัสโลกแห่งนวัตกรรมพร้อมสัมผัสวิทยาศาสตร์แบบลงมือจริง คิดจริง สนุกจริง เพื่อสร้างสังคมวิทยาศาสตร์

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 ในวาระครบรอบวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 สิงหาคม ระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคมนี้ เวลา 08.30 – 19.00 น. ณ คณะวิทยาศาสตร์ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก ศูนย์พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและจุดประกายความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนและประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานในพิธีเปิดงานพร้อมด้วย นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น นางสาวศิริรัตน์ เสริมวิฑูรย์ ผู้อำนวยการสำนักบริการกลาง NSM และ ผศ.ดร.อังคณา บุญยืด คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ

นายสุวรงค์ กล่าวในพิธีเปิดงานว่า การจัดงานครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวคิด “Science in Action for sustainable communities” เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสวิทยาศาสตร์แบบลงมือจริง คิดจริง สนุกจริง ร่วมสร้างสังคมวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศ เตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนและประชาชนสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต และเป็นการจุดประกายความสนใจของเยาวชนไทยให้ก้าวสู่เส้นทางนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ และผู้สร้างนวัตกรรมแห่งอนาคต อันจะนำไปสู่การยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้และแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ของไทย สู่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกช่วงวัย

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ ประกอบด้วยนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการต่อวงการวิทยาศาสตร์ไทย ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างแม่นยำล่วงหน้าถึง 2 ปี ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” และนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่น นิทรรศการ The Rocket Maker: Isan Inspiration ที่นำเสนอเรื่องราวของบั้งไฟ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาจากประเพณีพื้นบ้านของภาคอีสาน มาเป็นสื่อกลางในการอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านจรวดให้เยาวชนและประชาชนได้เข้าใจง่ายขึ้น นิทรรศการนี้ชวนให้ทุกคนเห็นว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเราเอง

ทั้งนี้ ย้งมีนิทรรศการ Sports Science on the Move ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บีจี สปอร์ต จำกัด นำเสนอเรื่องราวที่ผสานวิทยาศาสตร์กับกีฬาอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทดสอบสมรรถนะร่างกาย วิเคราะห์การเคลื่อนไหว และค้นหากีฬาที่ใช่ ผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Hands-on ที่ทั้งสนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน นิทรรศการ Science Spark นิทรรศการ Science For Fun กิจกรรมท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ กิจกรรมเกมและของเล่นวิทยาศาสตร์ ที่จัดขึ้นในรูปแบบ Interactive เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือทดลอง ค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ การแข่งขัน ‘SiT Talks for SDGs : Science inspired by Teen – SDGs in Action’ และการเสวนา “Cyber Security ถอดรหัสโลกไซเบอร์: เกราะป้องกันในยุคดิจิทัล” โดย คุณพีรพล อนุตรโสตถ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) และ ผศ.ดร.อาภรณ์ หวังวิวัฒน์ อาจารย์ประจำโครงการจัดตั้งสาขาวิชาชีววิทยาศาสตร์ระบบและการแพทย์เชิงคอมพิวเตอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ชวนเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ขณะที่นายพันธ์เทพ กล่าวว่า ในนามของจังหวัดขอนแก่น รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับเยาวชนและประชาชนสู่งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 งานนี้เป็นโอกาสสำคัญในการจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมให้กับทุกคน ขอขอบคุณ NSM มหาวิทยาลัยขอนแก่น และทุกหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ การจัดงานระดับชาติที่ขอนแก่นสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดในฐานะศูนย์กลางการศึกษาและแหล่งเรียนรู้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมกันพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับชาติในครั้งนี้เป็นโอกาสพิเศษที่ทำให้งานมีความยิ่งใหญ่และครบครันมากขึ้น โดยมีนิทรรศการและกิจกรรมจากหน่วยงานพันธมิตรร่วมจัดงานฯ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 49 หน่วยงาน ครอบคลุมพื้นที่จัดงานถึง 3 แห่ง ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์, ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก และศูนย์พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น การจัดงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยฯ ในฐานะศูนย์กลางทางวิชาการและนวัตกรรม ที่มุ่งมั่นในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคและประเทศชาติไปข้างหน้า

“ มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังได้จัดกิจกรรมการประกวดและแข่งขันทางวิชาการประจำปีมากมาย เช่น การแข่งขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์, การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์, การประกวด Science Show และการแข่งขันจรวดขวดน้ำ เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและจุดประกายความฝันในโลกวิทยาศาสตร์”รศ.นพ.ชาญชัย กล่าว

ผู้สนใจเข้าชมงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติฯ ที่ จ.ขอนแก่น สามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ตั้งแต่วันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 – 19.00 น. ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://sc.kku.ac.th/scweek และเฟซบุ๊ก NSTFair Thailand

‘นฤมล’เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

'นฤมล'เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

‘นฤมล’เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

‘นฤมล’ เล็งใช้ผลการสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4  ด้าน ‘ธรรมนัส’ คุยไม่มีใครกล้าตัดงบศธ.

18 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมและติดตามนโยบายสำคัญด้านการศึกษาและการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาแก่หน่วยงานในสังกัด ศธ. พร้อมประชุมรับฟังผลกระทบจากเหตุพายุโซนร้อน “วิภา” และรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้บริหารและครู โดยมี นายบุญสิงห์ วรินร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ., นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. ,ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา, นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้, และคณะผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.จากส่วนกลาง และมีศึกษาธิการภาค  ศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมประชุม กว่า 500 คน ที่หอประชุม 80 ปี โรงเรียนพะเยาพิทยาคม จังหวัดพะเยา โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวต้อนรับ โอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พะเยา เขต 1 เดินทางมาร่วมรับฟังและทักทายผู้เข้าร่วมประชุมด้วย

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ตนไม่ได้มามอบนโยบายเพราะเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศ.ดร.นฤมล ) แต่ตนอยากจะมาทักทายกับผู้บริหารศธ.ซึ่งถือว่าเป็นกระทรวงหลัก ตนกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2562 ในฐานะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ และทำงานคู่กับ ศ.ดร.นฤมล มาตลอด และพอมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ จริงๆแล้ว ศ.ดร.นฤมล กำลังจะไปจัดห้องทำงานที่กระทรวง อว. โชคดีได้มาเป็น รมว.ศึกษาธิการ ซึ่ง ศ.ดร.นฤมล คุยกับตนว่ากระทรวงศึกษาฯ น่าจะเป็นกระทรวงที่เราสามารถช่วยเหลือคนไทยให้ได้รับสิ่งดีๆ โดยเฉพาะลูกหลานเรา ก็เป็นความโชคดีที่พรรคกล้าธรรมได้รับโคต้ารัฐมนตรีว่ากระกระทรวงเกษตรและสกหรณ์ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

”ผมก็จะไม่ไปยุ่งกับการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นเจ้าของพรรคกล้าธรรม ผมไม่ได้เอาตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ผมคุยกับ อ.แหม่ม ว่า คนในครอบครัวต้องมาทีหลัง ต้องเอาคนที่มีประสบการณ์ ผมกับ อ.แหม่ม มีชีวิตที่คล้ายๆ กัน มาจากครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบ อ.แหม่มได้รับทุนมาตลอด ได้เข้าศึกษาจนจบจุฬาฯ และไปศึกษาต่อเมืองนอกจนเป็นศาสตราจารย์ก็ไม่ทำธรรมดา ก็เหมาะสมกับกระทรวงศึกษาธิการ”

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนได้ฟังผู้อำนวยการสำนักเขตพื้นที่การศึกษา เสนอถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ตนในฐานะ สส. 3 วัน 3 คืนในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้หลับไม่ได้นอนเพราะต้องการให้โหวตงบประจำปี 2569 ผ่านสภาฯ ถ้าไม่ผ่าน ถึงแม้จะใช้ได้แต่แผ่นดินเดินต่อไม่ได้ ดังนั้น ตนและ อ.แหม่มมาจากการเมือง  หนีกันไม่พ้น ระบบบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายก็มาจากพวกตนที่กำหนดลงไปในพื้นที่ และนำเสนอรัฐบาล ให้กำหนดนโยบายสำคัญๆ ไม่ว่าจะนโยบายเรื่องการศึกษา เรื่องการเกษตร หรือนโยบายอื่นๆล้วนแล้วมาจากนโยบายพรรคการเมือง เมื่อกำหนดนโยบายออกมาแล้วก็ให้พี่น้องข้าราชการนำไปปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน  มีนักวิชาการหลายคนบอกว่า ไม่อยากให้นักการเมืองมาปกครองบ้านเมือง ต้องการให้ระบบเผด็จการมาปกครองบ้านเมือง แต่ตนมองว่าจะทำให้บ้านเมืองเดินไปไม่ได้ ตนอยู่มาสองรัฐบาล ที่มาจากการรัฐประหาร และเป็นผู้จัดการรัฐบาลในตอนนั้น มันเดินไปไม่ได้ เราต้องเข้าสู่ความเป็นจริงในสังคมไทยและระบอบประชาธิปไตย  และมีสส.ที่มาจากประชาชนเลือกตั้ง แยกกันไม่ได้ ถ้าใครบอกว่าแยกกันได้นั่นคือโกหก  พูดจะเอาสวยเอาหล่อเข้าไว้ แต่สำหรับพวกผมเป็นนักการเมืองตลาดล่าง มองว่าไม่ใช่อย่างนั้น  เรามี อ.แหม่ม ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ  มีปลัดศธ. มีเลขาธิการ 4 ท่าน บริหารงานได้

“งบประมาณของกระทรวงศึกษาผฯจะเห็นว่าสภาฯ ไม่มีใครแตะ เพราะผมประสานเพื่อนสส.ทุกคนว่าอย่าไปเตะกระทรวงเกษตรฯเลย อยากไปแตะกระทรวงศึกษาฯเลย ครูก็ลำบากอยู่แล้ว ชีวิตครูไม่มีใครเข้าใจทุกวันนี้ ถ้าไปถามพี่น้องเกษตรกรใครเป็นหนี้ ยกมือกัน 100%  ถามพี่น้องครู ก็ยกมือ 99% ว่าเป็นหนี้ ซึ่งชีวิตจริงเป็นแบบนั้น ชีวิตครูกับชีวิตเกษตรกร น่าเห็นใจ ผมจึงบอกกับ สส.ว่าอย่าตัดงบเขาเลย เขาเสนอมาน้อย กระทรวงศึกษาธิการเสนอไป 355,000 ล้านบาท แต่กลับดูแลลูกหลานคนทั้งประเทศ ดูแลข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดประมาณ 1,000,000 คน โชคดีที่มี สส. รุ่นน้องของ อ. แหม่ม ช่วยประคองอภิปรายมา แต่กระทรวงศึกษาฯ ก็ถูกตัดงบไป ประมาณ 94 ล้านบาท ซึ่งในวันอภิปรายงบฯ กระทรวงศึกษาถูกอภิปรายเป็นกระทรวงแรก ผมพยามให้สส.อภิปราวดึงเกมจนถึง 9โมงเช้า จนเสียงโหวตครบ งบฯผ่านสภาได้ ผมกำชับสส.ว่าถ้าอภิปรายงบของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงศึกษาฯห้ามขาดเด็ดขาด ดังนั้นก็อยากจะมาเล่าสู่กันฟัง และหากพี่น้องครูบาอาจารย์มีปัญหาได้รับผลกระทบจากพายุทั้งสองลูกที่ผ่านมา พวกเราต้องช่วยกัน ยืนยันว่าอะไรที่สภาหรือรัฐบาลขับเคลื่อนได้ ผมก็จะประสานเพื่อของบฉุกเฉินมาช่วยเหลือ“ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า มีหลายประเด็นที่ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองฝากมาอยากให้ขับเคลื่อนดำเนินการในกระทรวงศึกษาธิการ แต่ส่วนตัวไม่เคยเป็นครูสอนในโรงเรียน ไม่เคยเป็นผู้บริหารโรงเรียน ไม่เคยทำงานในกระทรวงศึกษาธิการมาก่อน แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหนที่จะเดินมาบอกว่า นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ต้องเป็นอย่างนี้ ชี้นิ้วอย่างนี้ เราไม่น่าจะมีความรู้ที่ครอบคลุมขนาดนั้น ถึงแม้จะมีตำแหน่งทางวิชาการก็ตาม แต่ก็เป็นแค่เฉพาะทาง ไม่ได้รู้ทุกด้าน ดังนั้น จึงได้รับฟังเสียงจากทุกแท่งก่อนกำหนดเป็นนโยบาย โดยตั้งใจอยากให้การศึกษาไทยเปลี่ยน  โดยเฉพาะ เรื่องแรก คือ วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ที่ผู้ใหญ่ฝากมา ซึ่งจะมีการปรับตำราเรียน

“ได้มอบให้เลขาธิการ สพฐ. ไปปรับปรุงเนื้อหาในตำราการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง นอกจากนั้นอยากจะให้เพิ่มสัดส่วนในการสอบ ซึ่งนอกเหนือจากสอบจบในโรงเรียนแล้ว ก็อยากจะให้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบเข้าศึกษาต่อด้วย ประเทศอื่นๆก็ใช้วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอกอีกหนึ่งที่ ให้ความสำคัญ ของไทยเราก็อยากจะนำกลับมาใช้ตรงนี้เพิ่มเติม เพื่อที่จะให้ทั้งคู่และนักเรียนหันมาให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเราก็จะติวกันแต่วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศาตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย จึงอยากจะให้การสอบวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสอบเข้าเรียนต่อชั้น ม.1,ม.4 ด้วย เพราะเด็กต้องเข้าใจมากขึ้นในหน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนจะเริ่มใช้ได้เมื่อใดนั้น ต้องหารือถึงความพร้อมของแต่ละโรงเรียนที่จะนำมาใช้ก่อน แต่ก็อยากให้นำมาใช้ให้เร็วที่สุด“ รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 การลดภาระครู  ตนรับทราบมาตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้ากระทรวงศึกษาธิการ ก็เห็นติดที่หน้าประตูกระทรวงว่า เรียนดี มีความสุข แสดงว่าเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่เน้นการพัฒนาตัวเด็ก แต่ตนก็เป็นห่วงว่าจะลืมชีวิตความเป็นอยู่ของครู ก็อยากให้เพิ่ม นอกจากเรียนดีมีความสุข คือ ครูสอนดี ชีวิตครูมีความสุขด้วย เพราะฉะนั้น ก็ต้องฝากเรื่องลดภาระครูด้วย ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 621 ตำแหน่ง มากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง เพื่อแก้ปัญหา ขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยไปแล้ว และในปลายเดือน ส.ค.นี้ ก็จะได้มาอีก 1,800 ตำแหน่ง ส่วนจะไปลงที่ไหนนั้น จะมีการหารือร่วมกับองค์กรหลักเพื่อจัดสรรบุคลากรสายสนับสนุนให้โรงเรียนต่อไป อย่างกรณีผลกระทบจากพายุวิภา ที่ผ่านมาทำให้ครูต้องมาช่วยทำความสะอาดโรงเรียน ซึ่งเป็นภาระที่หนัก ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เวลาพิจารณางบฯต่อไปก็อยากจะเชิญกรรมาธิการงบฯ กรรมาธิการการศึกษา สำนักงบประมาณ หรือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินลงมาดูพื้นที่จริงด้วย เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาในพื้นที่ จะได้ไม่ตัดงบเรา 

เรื่องที่ 3 แก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งหนักอยู่ ทั้งครูที่ยังประจำการอยู่และครูเกษียณ โดยมียอดหนี้รวมกันมากถึง 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งยอดหนี้ครัวเรือนทั่วประเทศไทยครูน่าจะแบกนี้เยอะกว่าเกษตรกร โดยเกษตรกรยังมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่ครูไทยเกษียณมามีแต่เงินบำนาญ เงินวิทยฐานะก็ไม่มี ได้เงินเกษียณมาก็ไปจ่ายหนี้หมด ทำให้เราต้องมี “สหกรณ์กลาง สกสค.” ขึ้นมา ซึ่ง ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ก็กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อรับโอนหนี้สินครูจากสหกรณ์อื่นมา ไว้ที่สหกรณ์กลาง แต่ต้องมีข้อตกลงร่วมกันไม่ให้ครูไปก่อหนี้อื่นอีก ขณะเดียวกันเราต้องช่วยให้ครูมีรายได้เสริม แต่ไม่อยากให้ครูมีชีพเสริมอย่างอื่น อาชีพครูต้องมีรายได้ที่เพียงพอ ซึ่งที่ทำได้ก็คือ เรื่องวิทยฐานะ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ที่จะทำอย่างไรให้ครู ผู้อำนวยการ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ทุกตำแหน่งมีวิทยฐานะ แยกแต่ละแท่งได้ และการได้วิทยฐานะก็มีความเป็นธรรมกับของแต่ละแท่ง แต่ละสาขา รวมถึงให้พิจารณานำผลงานเชิงประจักษ์มาใช้ในการพิจารณาวิทยฐานะได้ด้วย ซึ่งยอมรับว่าอาจจะมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ก็ขอให้พิจารณาทบทวนแก้ไขข้อเสียเพื่อที่ครูจะได้ไม่ต้องไปมุ่งทำวิจัย แต่จะได้ไปโฟกัสพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ก็จะมีกำลังใจในการทำวิทยฐานะมากขึ้น ทั้งนี้ จะมีการประชุมร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกคนในวันที่  20 สิงหาคมนี้ เพราะตนไม่อยากให้ออกมาแบบเป็นคำสั่งให้ทำ แต่ต้องการให้เป็นการแก้ปัญหาร่วมกันมากกว่า 

หลังจากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประชุมนำเสนอปัญหาในพื้นที่เพิ่มเติม โดยมีผู้แทนโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา ได้แจ้งให้ทราบว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบได้รับความเสียหายไม่ต่างจากโรงเรียนของรัฐบาล แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเลย จึงขอเรียกร้องขอกู้เงินกองทุนสงเคราะห์อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปฟื้นฟูโรงเรียนได้เหมือนตอนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่ง รมว.ศธ. ได้มอบให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ไปดูระเบียบกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้โรงเรียนเอกชนสามารถกู้เงินอัตราดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนสงเคราะห์ได้ ทั้งนี้ รวมถึงให้ดูแลการแก้ไขกฏหมายเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนนอกระบบด้วย

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

สมาคมสตรีไทยฯ มอบรางวัล ‘มหาราชินีพระพันปีหลวง’ เชิดชูคุณค่าสถาบันครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

สมาคมสตรีไทยสากลจัดงาน ‘มหาราชินีพระพันปีหลวงขัตติยะนารีวีรสตรีไทย’ มอบรางวัลเกียรติคุณแก่แม่ดีเด่น ลูกกตัญญู และครอบครัวหัวใจสีขาว พร้อมแฟชั่นโชว์ผ้าไทยสุดตระการตา โดยมีบุคคลสำคัญและเหล่าศิลปินดาราเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ เจ้าเจือจันทร์ ณ เชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลงาน ‘มหาราชินีพระพันปีหลวงขัตติยะนารีวีรสตรีไทย’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดย คุณสมจิตร ศรีสังข์สุข ประธานสมาคมสตรีไทยสากลจังหวัดปทุมธานี และ ดร.ซัน ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์ เลขาธิการสภาศิลปินทำความดีเพื่อศาสนาและประธานจัดงานร่วมให้การต้อนรับ

กิจกรรมในช่วงเช้ามีการแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยสุดอลังการจากคณะกรรมการสมาคมฯ เพื่อเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงแฟชั่นโชว์ชุดแม่ลูกในธีมสีฟ้า ซึ่งสร้างบรรยากาศอบอุ่นภายในงาน

จากนั้นในช่วงบ่าย เป็นพิธีมอบรางวัลเกียรติคุณในสาขาต่างๆทั้ง ครอบครัวหัวใจสีขาว, แม่ดีเด่น และลูกกตัญญูดีเด่น ให้แก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยมีศิลปิน ดารา และบุคคลผู้มีชื่อเสียงเข้าร่วมงานและได้รับรางวัลมากมาย อาทิ คุณนุสบา ปุณณกัณฑ์, คุณภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ, คุณจิ๊บ วสุ แสงสิงแก้ว, คุณดี้ ปัทมา ปานทอง และ ตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลให้แก่สื่อมวลชนที่สร้างสรรค์ผลงานและเป็นประโยชน์ต่อสังคม ได้แก่ คุณนิลาวัลย์ พานิชรุ่งเรือง ผู้ประกาศข่าวช่อง 7, คุณสุภาพชาย บุตรจันทร์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 และ คุณสร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ พิธีกรรายการจากช่องอมรินทร์ทีวี ซึ่งได้รับรางวัลในสาขาคุณแม่ดีเด่น และคุณเกียรติยศ ศรีสกุล คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า,ผู้อำนวยการข่าว ท็อปนิวส์ทั่วไทย ภาคกลาง,ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาขานักปกครองผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมดีเด่น

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสมาคมสตรีไทยสากลในการส่งเสริมคุณค่าของสถาบันครอบครัวและเชิดชูผู้ที่ทำความดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมให้ยั่งยืน ///-026

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว

วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.

‘รมช.ศึกษาธิการ’แจงสว.‘โรงเรียนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา’เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว ยันพร้อมรับมือสถานการณ์ไม่คาดฝันทุกมิติ เปิดคอร์สเรียนเสริม-ปรับระบบการเรียนให้ตอบสนองผู้เรียน เยียวยาจิตใจครู-นักเรียน

18 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามของนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ  สมาชิกวุฒิสภา(สว.) สอบถามรมว.ศึกษาธิการเรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนในพื้นที่อพยพจากปัญหาภัยการสู้รบไทย – กัมพูชา  และนโยบายในอนาคต หากเกิดเหตุการณ์วิกฤตที่ผู้เรียนไม่สามารถเข้าเรียนได้ปกติรวมถึงแผนดูแลนักเรียนหลังจากการสู้รบจบลง

น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์  รมช.ศึกษาธิการ ชี้แจงกระทู้แทน รมว.ศึกษาธิการว่า สถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 7 จังหวัด มี 4 จังหวัดที่สถานการณ์มีความเข้มข้น แต่ได้เข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว ทำให้วันนี้มีการเปิดการเรียนการสอนทุกแห่ง รวมถึงปิดศูนย์พักพิงในทุกพื้นที่ แต่ก็เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันในทุกมิติสำหรับแผนแนวทางการปฏิบัตินั้น เรายืนยันว่ามีรองรับอยู่แล้ว ทั้งในกรณีภัยสงคราม และภัยพิบัติ จะมีการปรับปรุงรายวิชาหลัก และรายวิชาบูรณาการ มุ่งไปที่การพัฒนาทักษะชีวิต กำหนดการบ้านที่จำเป็น เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการเทียบผลคะแนน และยืดหยุ่นการเรียนการสอน ให้ความสำคัญในรูปแบบอื่น ๆ เข้ามาจัดการเรียนการสอน เพราะเคยผ่านสถานการณ์โควิด-19 มาแล้ว ทั้งการเรียนออนไลน์ การเรียนในห้องเรียน และการเรียนตามความต้องการของตนเอง รวมถึงการชดเชยเวลาเรียนด้วยในกรณีที่มีความจำเป็นด้วย

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ในส่วนข้อกังวลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เตรียมเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้น ได้จัดการส่งเสริมการเรียนการสอนหลายรูปแบบ และยังได้ยื่น Portfolio กิจกรรมที่เด็กได้เข้าไปมีส่วนในศูนย์พักพิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งการเป็นจิตอาสา และการช่วยเหลือบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะเริ่มสงบลง มีโรงเรียนเปิดตามปกติ แต่กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมมาตรการเยียวยาจิตใจครู ฟื้นฟูใจเด็กจากเหตุปะทะในครั้งนี้ โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าไปในพื้นที่ ดูแล และสำรวจจิตใจ เพื่อฟื้นฟูจิตใจให้นักเรียนกลับมาสู่สภาวะปกติมากขึ้น เพื่อป้องกันสภาวะสุ่มเสี่ยงความซึมเศร้าในอนาคต

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อกังวลเด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ยอมรับว่า มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นมีการติดตาม จนล่าสุดเหลือยอดผู้หลุดออกจากระบบการศึกษาราว 900,000 ราย