มทร.กรุงเทพเติมเต็มความรู้วินัยทางการเงินให้นักศึกษา

มทร.กรุงเทพเติมเต็มความรู้วินัยทางการเงินให้นักศึกษา

มทร.กรุงเทพเติมเต็มความรู้วินัยทางการเงินให้นักศึกษา

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ จับมือธนาคาร LH Bank และNIDA จัดโครงการส่งเสริมวินัยทางการเงินส่วนบุคคล เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้แก่นักศึกษา

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กล่าวว่า ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนและระบบการเงินมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น การมีความรู้ทางการเงิน และการมีวินัยทางการเงินถือเป็นทักษะสำคัญที่ประชาชนทุกช่วงวัยควรมี โดยเฉพาะนักศึกษาและเยาวชน ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงวัยทำงานจึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการรายได้ ค่าใช้จ่าย การออม และการวางแผนการเงินในระยะสั้นและระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินเกินตัวและที่สำคัญเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคตให้แก่ตนเองด้วย

ดังนั้นทางสาขาวิชาการเงินและนวัตกรรมทางการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มทร.กรุงเทพ จึงได้ร่วมกับ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA จัดโครงการส่งเสริมวินัยทางการเงินส่วนบุคคล สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม Auditorium อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ มทร.กรุงเทพ ซึ่งได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ปริยดา สุขเจริญสิน คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ อาจารย์ณัฐพงษ์ อภินันท์กูล  CFP กรรมการและเลขาธิการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ศ.ดร.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน อาจารย์จากสาขาบริหารธุรกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ  NIDA และตัวแทนจากธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LH Bank) มาร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้

“การดำเนินความร่วมมือดังกล่าว เพื่อเป็นการส่งเสริมวินัยทางการเงินส่วนบุคคล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมมีความเข้าใจและสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง อันจะเป็นรากฐานที่ดีในการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันสนับสนุนการพัฒนาสังคมไทยให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับบุคคลและระดับประเทศ รวมทั้งยังเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านการเงินส่วนบุคคลแก่ผู้เข้าร่วมอบรม  พร้อมทั้งส่งเสริมวินัยทางการเงิน และการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมในชีวิตประจำวัน  สร้างความตระหนักเกี่ยวกับการใช้จ่าย การออมเงิน และการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมวินัยทางการเงินที่ดีในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งในระดับบุคคลและสังคมโดยรวมด้วย” อธิการบดี มทร.กรุงเทพ กล่าวทิ้งท้าย

‘ในหลวง-พระราชินี’ มอบผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ให้กำลังพล-ราษฎรที่บาดเจ็บ ชายแดนไทย – กัมพูชา

'ในหลวง-พระราชินี' มอบผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ให้กำลังพล-ราษฎรที่บาดเจ็บ ชายแดนไทย – กัมพูชา

‘ในหลวง-พระราชินี’ มอบผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ให้กำลังพล-ราษฎรที่บาดเจ็บ ชายแดนไทย – กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

‘ในหลวง-พระราชินี‘ ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่บาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา มอบผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย

วันที่ 5 สิงหาคม 2568  เวลา  11.00  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่   จ่าสิบโท นฤชา  ศรีเมืองบุญ  และพลทหาร พงษ์เพชร  หมั่นหินราช    กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

‘มหานิยม เวชกามา’ ปลื้ม! หลังครม.ไฟเขียว ‘การพิสูจน์สิทธิที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ’

‘มหานิยม เวชกามา’ ปลื้ม! หลังครม.ไฟเขียว ‘การพิสูจน์สิทธิที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ’

‘มหานิยม เวชกามา’ ปลื้ม! หลังครม.ไฟเขียว ‘การพิสูจน์สิทธิที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ’

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.21 น.

5 สิงหาคม 2568 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ผอ.สคทช.) มอบหมายให้ นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รอง ผอ.สคทช. เข้าร่วมชี้แจง “(ร่าง) มาตรการการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐ” ในการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

นายสุริยนฯ รอง ผอ.สคทช. กล่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ในฐานะหน่วยงานฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ เร่งขับเคลื่อนการดำเนินการในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐที่ทับซ้อนกัน และการพิสูจน์สิทธิในการครอบครองที่ดินจนเป็นข้อพิพาทระหว่างที่ดินของรัฐกับรัฐ หรือที่ดินของรัฐกับประชาชน สำหรับการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐนั้น สืบเนื่องจาก สคทช. ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับวัดหลายแห่งทั่วประเทศที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งต่อมาได้ถูกประกาศให้เป็นเขตที่ดินของรัฐ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ หรือเขตป่าอนุรักษ์ โดยวัดเหล่านี้มักไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน เนื่องจากอยู่ก่อนการประกาศเขตที่ดินของรัฐ

วัดส่วนใหญ่จึงไม่สามารถดำเนินการออกเอกสารสิทธิได้ตามขั้นตอนปกติ ทำให้เกิดข้อจำกัดทั้งด้านการใช้ประโยชน์ การพัฒนา การปกป้องสิทธิของวัด และเกิดข้อพิพาทกับหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรักษาพื้นที่  การแก้ไขปัญหาโดยใช้มาตรการการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ โดยใช้วิธีการตรวจสอบร่องรอยการทำประโยชน์ในภาพถ่ายทางอากาศออร์โธสี มาตราส่วน 1:4000 ปี พ.ศ.2545 หรือ พ.ศ.2546 หรือพยานหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบ แต่เนื่องจากพระสงฆ์ธรรมยุตินิกายเป็นพระสงฆ์ที่จาริกปฏิบัติธรรมตามป่าเขา ถ้ำ หรือเพิงหิน จึงไม่ปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์หรือสิ่งก่อสร้างในแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหาร  สคทช. จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจัดตั้งคณะทำงานศึกษาหลักการ วิธีการและเงื่อนไขการพิสูจน์สิทธิในที่ดินวัด รวมทั้งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อกำหนดแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหา และจัดทำมาตรการการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของวัดในเขตที่ดินของรัฐอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนที่ชัดเจน และสามารถนำไปสู่การออกเอกสารประเภทโฉนดที่ดินเพื่อธรณีสงฆ์ได้ซซึ่งเรื่องนี้ เลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนา ได้นำเสนอ  แนวทางแก้ไข ต่อมหาเถรสมาคมและในที่ประชุมรับทราบ ตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 5/2567 มติที่ 146/2567 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ณะรัฐมนตรีเห็นชอบ (ร่าง) มาตรการฯ ตามที่ สคทช. เสนอ โดยมอบหมายให้ สคทช. ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำคู่มือสำหรับปฏิบัติงานและแบบฟอร์มที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐจังหวัด (คพร.จังหวัด) ใช้มาตรการนี้เป็นแนวทางในการพิจารณาพิสูจน์สิทธิให้กับวัดในพื้นที่ทันที..”

นายสุริยน พัชรครุกานนท์  กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า  “ร่างมาตรการดังกล่าวจะช่วยแก้ไขปัญหาวัดที่ครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนการประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นที่ดินของรัฐ ทำให้สามารถพิสูจน์สิทธิได้อย่างเป็นธรรม จัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินของวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย ลดข้อขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พระพุทธศาสนา ไม่เป็นการสร้างภาระเกินสมควรแก่วัด และสามารถออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้โดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งคุ้มครองและสนับสนุนบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางศาสนาและจิตใจของประชาชน ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีผลทำให้ทุกหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรักษาที่ดินของรัฐ จะต้องอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบและรับรองข้อมูลตามอำนาจหน้าที่ เพื่อสนับสนุนการออกเอกสารสิทธิ์ให้วัดที่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรการนี้ต่อไป..”

ขณะที่ ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมผลักดันเรื่องปัญหาที่ดินวัด และที่พักสงฆ์ที่ตั้งอยู่ในเขตที่ดินของรัฐประมาณ 10,000 กว่าแห่งมาตั้งแต่ต้น กล่าวด้วยความดีใจว่า โดยก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ได้ทำหนังสือเรียนไปยัง “นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีใจความว่า สคทช.ได้ดำเนินการศึกษาและจัดทำร่างมาตรการการพิสูจน์สิทธิ์การครอบครองที่ดินของวัดในพื้นที่ของรัฐเพื่อออกโฉนดเป็นที่ธรณีสงฆ์สำหรับวัด(ที่ดินวัด)ในพระพุทธศาสนา โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้วัดที่มีการตั้งอยู่จริง และมีการใช้ประโยชน์ในลักษณะศาสนกิจมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในกรณีที่วัดตั้งอยู่ก่อนที่ที่ดินดังกล่าวจะตกเป็นที่ดินของรัฐ และมีหลักฐานทางราชการหรือหลักฐานอื่นที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิ์ได้ เช่น แผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายเก่า เอกสารทางวัด หนังสือราชการของหน่วยงานรัฐ หรือคำรับรองจากประชาชนในท้องถิ่น ได้รับการพิจารณาออกโฉนดเป็นที่ธรณีสงฆ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ปัจจุบันหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์สิทธิ์เพื่อออกโฉนดที่ดินยังคงอิงกับร่องรอยการใช้ประโยชน์ในลักษณะเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะการใช้ประโยชน์ของวัดที่มักเป็นพื้นที่ลานหิน ต้นไม้ ทางเดิน หรือศาสนสถานถาวร จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเฉพาะในการรับรองสิทธิ์ของวัดในลักษณะดังกล่าว  การดำเนินการมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

1. สำนักงาน ได้จัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำร่างมาตรการดังกล่าวแล้วเสร็จ

2. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างมาตรการ

3. ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี ผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

4. เดิมกำหนดเสนอคณะรัฐมนตรีในการประชุมวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ จึงต้องแจ้งเวียนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันความเห็นอีกครั้ง

5. ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมความเห็นยืนยันจากรัฐมนตรีใหม่ หากได้รับครบถ้วนแล้วจะสามารถเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ทันที

เพื่อให้การดำเนินการออกโฉนดเป็นที่ธรณีสงฆ์สำหรับวัดในพระพุทธศาสนาเป็นไปอย่างถูกต้อง ชอบธรรม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของการใช้พื้นที่ รวมถึงกรณีของวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ที่ได้ยื่นคำร้องพิสูจน์สิทธิ์ไว้แล้ว

ดร.มหานิยม กล่าวต่ออีก ว่า ล่าสุดจากการดำเนินการเร่งรัดโดยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล “นางสาวแพทองธาร ชินวัตร” และ “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี ครม.ได้อนุมัติแล้ววันนี้ ตามที่ สคทช.เสนอ โดยเฉพาะ วัดดอยธรรมเจดีย์ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ก็ได้รับอนุมัติตามที่ดินที่วัดครอบครองอยู่แล้วด้วย

-(016)

‘สภาวัฒนธรรมกาฬสินธุ์’ เปิดเส้นทางบุญสู่เส้นทางธรรม-ถวายเทียนพรรษาไหว้พระ10วัด

‘สภาวัฒนธรรมกาฬสินธุ์’ เปิดเส้นทางบุญสู่เส้นทางธรรม-ถวายเทียนพรรษาไหว้พระ10วัด

‘สภาวัฒนธรรมกาฬสินธุ์’ เปิดเส้นทางบุญสู่เส้นทางธรรม-ถวายเทียนพรรษาไหว้พระ10วัด

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.00 น.

สภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดโครงการเส้นทางบุญสู่เส้นทางธรรม ถวายเทียนพรรษาไหว้พระ 10 วัด ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่อเสริมสิริมงคล และจรรโลงพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประจำปี 2568

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดกลางโคกค้อ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พระอธิการเด่นพยัคฆ์ ปริปุญฺโน เจ้าอาวาสวัดกลางโคกค้อ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางนภสร พระยาลอ วัฒนธรรม จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โครงการเส้นทางบุญสู่เส้นทางธรรม ถวายเทียนพรรษาไหว้พระ 10 วัด ครั้งที่ 5 ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา

โดยมี นายสยามพัสธ์ ทิพสอน ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.กาฬสินธุ์ ดร.อุมารินทร์  เลิศสหพันธ์ สภาวัฒนธรรม จ.กาฬสินธุ์ ดร.เกษร แสนศักดิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอกมลาไสย นายนิมิต รอดภัย ที่ปรึกษาสภาวัฒนธรรม จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกสภาวัฒนธรรม จ.กาฬสินธุ์ และอุปนายกฯ คณะกรรมการสมาคมสตรีอาเซียนกาฬสินธุ์ คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอยางตลาด คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอสมเด็จ คณะกรรมการสภาวัฒนธรรม จ.กาฬสินธุ์ คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอยางตลาด สมาชิกสมาคมสตรีอาเซียนกาฬสินธุ์ ร่วมโครงการอย่างพร้อมเพรียง

โครงการดังกล่าว จัดขึ้นโดยสภาวัฒนธรรม จ.กาฬสินธุ์ ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรม จ.กาฬสินธุ์ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง  กำหนดการถวายเทียนพรรษาไหว้พระ 10 วัด พร้อมเครื่องไทยธรรม ในครั้งนี้ประกอบไปด้วย วัดกลาง (พระอารามหลวง) วัดใต้โพธิ์ค้ำ วัดดอนปู่ตาบูรพาราม วัดสว่างอุทัยดอนยูง วัดบูรพาโคกเครือ วัดกลางโคกค้อ วัดศรีจันทร์พัฒนาราม วัดป่ามะโนวันทุ่งเศรษฐี  วัดหนองขามเหนือ และวัดสว่างหัวนาคำ

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมเส้นทางบุญสู่เส้นทางธรรม โดย ดร.อุมารินทร์ เลิศสหพันธ์ สภาวัฒนธรรม จ.กาฬสินธุ์ พร้อมคณะ ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงได้รับคัดเลือกเป็นประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ///-026

อว. อนุมัติเพิ่ม 5 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งผลิตนักวิจัยขั้นสูง ป้อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

อว. อนุมัติเพิ่ม 5 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งผลิตนักวิจัยขั้นสูง ป้อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

อว. อนุมัติเพิ่ม 5 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งผลิตนักวิจัยขั้นสูง ป้อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.20 น.

‘อว.’อนุมัติเพิ่ม 5 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งผลิตนักวิจัยขั้นสูง ป้อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ระบบสุขภาพดิจิทัล วิทยาการข้อมูลเชิงพื้นที่ ระบบราง พร้อมยกระดับการผลิตกำลังคนวิชาชีพด้านเภสัชศาสตร์

วานนี้ (4 ส.ค.2568) คณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง ด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษา ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ จัดการประชุม ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 ชั้น 14 อาคารจัตุรัสจามจุรี สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยในครั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาอนุมัติข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์สำหรับการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) หรือหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ เพิ่มเติม 5 หลักสูตร

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานการจัดการศึกษาในหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ โดยปัจจุบันมีข้อเสนอการจัดการศึกษาที่คณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องฯ อนุมัติ จำนวน 19 ข้อเสนอตั้งเป้าผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงกว่า 26,045 คน และมีหลักสูตรที่เริ่มจัดการศึกษา และเข้าสู่การติดตามประเมินผลแล้ว 16 ข้อเสนอ มีนักศึกษาเข้าเรียน รวม 2,077 คน นอกจากนี้ ในส่วนของการพัฒนาหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ ด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ในรูปแบบ Top-down Approach ของกระทรวง อว. มีมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ในปี 2568 จำนวน 5 แห่ง ผู้เข้าเรียนรวม 161 คน โดย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงความจำเป็นของการเร่งผลิตกำลังคนวิจัยในระดับปริญญาโท-เอก เข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อสร้างองค์ความรู้และสมรรถนะที่เพียงพอสำหรับขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ และเนื่องจากอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องมีการนำผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมจัดการศึกษาด้วย

ข้อมูลการประเมินโดยคณะกรรมการผู้ประเมินผลอิสระจาก 8 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ พบว่ามีนวัตกรรมการอุดมศึกษาสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การจัดหลักสูตรที่มุ่งเน้นสมรรถนะ การจัดการศึกษาร่วมกับภาคีผู้ใช้บัณฑิตอย่างเข้มข้น การบริหารจัดการศึกษาโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน การจัดการศึกษาทั่วไป (GE) รูปแบบใหม่ และการใช้เทคโนโลยี รวมถึงระบบบริหารจัดการ/กลไกสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา อีกทั้งยังมีข้อเสนอแนะในการจัดหลักสูตรเพิ่มเติม ได้แก่ การปรับระบบการคัดเลือกนักศึกษา (Feeder) และการประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนทรัพยากรโดยเฉพาะงบประมาณบริหารจัดการหลักสูตรแบบใหม่ ควรมีกลไกสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับภาคีภายนอกอย่างเป็นระบบ พัฒนาระบบข้อมูลและการประเมินผลที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายของหลักสูตร และควรมีกลไกเฉพาะในการบริหารจัดการภาระงานอาจารย์และการเตรียมบุคลากรสนับสนุนที่เพียงพอด้วย

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอตัวอย่างนวัตกรรมการจัดการศึกษาภายใต้หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่ามีนวัตกรรมการจัดการศึกษาที่เกิดขึ้นภายใต้หลักสูตรนี้คือ การเรียนแบบ Block course เรียนวิชาเฉพาะทางและการฝึกงานตั้งแต่ชั้นปี 1 ทำให้นิสิตได้เรียนรู้จากการทำงานจริง ได้ทราบข้อจำกัด สิ่งที่ถนัด นำมาต่อยอดการเรียนในชั้นปีต่อไปได้ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมมากกว่า 200 แห่ง เข้ามามีส่วนร่วมในเชิงลึก มาจัดกิจกรรมและเปิดวิชาเลือกให้นิสิตจำนวนมาก ทำให้นิสิตได้เรียนรู้ศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในงานจริง เกิดความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตและบริษัท นำไปสู่การฝึกงานและทำงานต่อไป โดยจากการประเมินผลการฝึกงานของนิสิตปี 1 พบว่า นิสิต 80% ทำงานได้ดีกว่าหรือเทียบเท่ากับนิสิต/นักศึกษา ที่ฝึกงานในปี 3 ในหลักสูตรปกติ ทั้งนี้ ภายหลังการนำเสนอ นางสาวสุดาวรรณ ได้ชื่นชมการดำเนินงานของหลักสูตรดังกล่าว ที่สามารถผลิตบัณฑิตได้ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม จนทำให้เกิดการเติบโตของจำนวนบริษัทที่เข้ามาทำความร่วมมือในการผลิตบัณฑิตในหลักสูตร โดยได้ส่งเสริมให้เกิดการขยายผลการดำเนินงานต่อไปด้วย

ด้าน ดร.พรเพ็ญ แซ่อึ้ง ผู้เชี่ยวชาญนโยบายอาวุโส ฝ่ายนโยบายกำลังคนตามความต้องการของประเทศ สอวช. ได้กล่าวถึงรายละเอียดข้อเสนอการจัดการศึกษาฯ ที่ผ่านการอนุมัติในครั้งนี้ทั้ง 5 ข้อเสนอ ได้แก่
1) ข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต และหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการออกแบบไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาอีก 12 แห่ง หลักสูตรนี้มีจุดเด่นคือจัดการเรียนการสอนโดยเครือข่ายมหาวิทยาลัย 13 แห่ง และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ โครงสร้างพื้นฐาน และสามารถเรียนข้ามสถาบันได้ ใช้เป็นหลักสูตรกลางและอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรร่วมกันจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อให้มีผลลัพธ์การเรียนรู้เช่นเดียวกัน โดยมีภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารหลักสูตรเพื่อให้บัณฑิตตอบโจทย์ตลาดงานอย่างแท้จริง ตั้งเป้าผลิตวิศวกรออกแบบไมโครอิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รวม 75 คน 

2) ข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต และหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการข้อมูลเชิงพื้นที่ ภายใต้การดำเนินงานของวิทยสถานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ธัชวิทย์) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและสร้างนวัตกรรม (บพค.) และมหาวิทยาลัยพะเยา (มพ.) หลักสูตรนี้มีจุดเด่นคือการพัฒนากำลังคนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเฉพาะทาง โดยความร่วมมือของสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย เอกชน และธัชวิทย์ มีเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาการข้อมูลเชิงพื้นที่ระดับชาติ ได้แก่ GISTDA และ สสน. นำโจทย์จริงในพื้นที่มาใช้ในการออกแบบและพัฒนา Frontier Research รองรับการเข้าทำงานของบัณฑิตหลังสำเร็จการศึกษา ตั้งเป้าผลิตนักวิทยาการข้อมูลเชิงพื้นที่ ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รวม 50 คน 

3) ข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต และหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมและเทคโนโลยีระบบราง ภายใต้การดำเนินงานของ ธัชวิทย์ บพค. และ มพ. หลักสูตรนี้มีจุดเด่นคือการพัฒนากำลังคนทักษะสูงด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีระบบราง โดยหน่วยงานเครือข่ายความร่วมมือที่เชี่ยวชาญด้านระบบราง ทั้งสถาบันวิจัยภาครัฐ ได้แก่ สวทช. วว. สทร. ผู้ใช้บัณฑิตภาครัฐ ได้แก่ รฟท. และภาคเอกชน อาทิ ช.การช่าง ซิโนไทย และอิตา-เลียนไทย นำโจทย์จริงมาพัฒนางานวิจัยระบบราง และจัดการศึกษาแบบ Co-curriculum Co-teaching Co-certificate และ Research-based รวมถึงการรองรับการเข้าทำงานของบัณฑิตหลังสำเร็จการศึกษา ตั้งเป้าผลิตวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีระบบราง ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รวม 100 คน 

4) ข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต Sandbox 4+2 ปี หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2568 มหาวิทยาลัยบูรพา หลักสูตรนี้มีจุดเด่นคือได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพเภสัชกรรมในการปรับโครงสร้างหลักสูตรใหม่ให้บัณฑิตพร้อมปฏิบัติงานได้ทันที จัดการศึกษาในรูปแบบ Work-based learning เพิ่มเวลาฝึกปฏิบัติวิชาชีพเป็น 2 ปี ลดเวลาเรียนเหลือ 4 ปี โดยเรียนแบบ Block Course ลดรายวิชาซ้ำซ้อนและวิชาพื้นฐาน เพื่อให้บัณฑิตมีประสบการณ์ด้านวิชาชีพในเชิงลึกมากขึ้น จัดการศึกษาในรูปแบบ Co-creation ร่วมกับสถาบันร่วมผลิตที่หลากหลาย ครอบคลุม โรงพยาบาล ร้านยา และโรงงานยา และการศึกษาตามความต้องการแบบเฉพาะราย (Customization) ตั้งเป้าผลิตเภสัชกรที่มีประสบการณ์วิชาชีพเชิงลึกพร้อมปฏิบัติงานได้ทันที รวม 120 คน 

5) ข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในระบบสุขภาพ (หลักสูตรสหสาขาวิชา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรนี้มีจุดเด่นคือจัดการศึกษาโดยเครือข่ายภาคผู้ใช้บัณฑิต (Demand Consortium) ร่วมออกแบบหลักสูตรเพื่อปิดช่องว่าง Demand-Supply จัดการศึกษาในรูปแบบ Co-creation ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ Capstone Project ใช้โจทย์จริงจากโรงพยาบาล หลังเรียนจบสามารถนำชิ้นงานไปใช้จริงในโรงพยาบาลได้ทันที เน้นสร้างสมรรถนะปลายทางให้นิสิตทั้ง Technical & Soft skills ตั้งเป้าผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในระบบสุขภาพดิจิทัล รวม 230 คน

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.50 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ไม่สงบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์

5 สิงหาคม 2568 เวลา เวลา 11.00 น. โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

ไปมอบแก่ จ่าสิบโท นฤชา ศรีเมืองบุญ และพลทหารพงษ์เพชร หมั่นหินราช สังกัด กรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชไชย  จังหวัดขอนแก่น เจ็บป่วยระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณฐานปฏิบัติการ ช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ จากเหตุการณ์ไม่สงบจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โดยมีคณะแพทย์ พยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ยังความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพล หาที่สุดมิได้.

012

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร-ภัตตาหารสามหาบ ในการเก็บอัฐิ’จ่าสิบเอก อภิรมย์’

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร-ภัตตาหารสามหาบ ในการเก็บอัฐิ'จ่าสิบเอก อภิรมย์'

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร-ภัตตาหารสามหาบ ในการเก็บอัฐิ’จ่าสิบเอก อภิรมย์’

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.45 น.

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรและภัตตาหารสามหาบในการเก็บอัฐิจ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ ทหารกล้าชาวจังหวัดเลยซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

5 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรและภัตตาหารสามหาบในการเก็บอัฐิจ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ ทหารกล้าชาวจังหวัดเลย ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โดย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มอบหมายให้นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ณ เมรุสีลวิสุทโธวัดเนรมิตวิปัสสนา อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยมีพระสิริรัตนเมธีเจ้าคณะจังหวัดเลย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

สำหรับพิธีพระราชทานผ้าไตรและภัตตาหารสามหาบในการเก็บอัฐิ จ่าสิบเอก อภิรมย์ทรงพุฒิ ประกอบด้วยพิธีจุดเครื่องทองน้อยบนโต๊ะอัฐิ พิธีทอดผ้าไตรพระราชทาน 3 ไตร พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวน 3 รูป พิจารณาผ้าบังสุกุลเจ้าหน้าที่กลุ่มพิธีการศพ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย เปิดผ้าคลุมอัฐิ

จากนั้นนายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสและคณะ พร้อมด้วย พระสิริรัตนเมธี เจ้าคณะจังหวัดเลย ในฐานะประธานฝ่ายสงฆ์และคณะ ร่วมกันประกอบพิธีรดน้ำอบและโปรยดอกไม้ลงบนอัฐิ พร้อมเก็บอัฐิใส่ในโกศต่อด้วย พิธีถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 3 รูปกรวดน้ำรับพรและถวายอดิเรก เป็นอันเสร็จพิธี

จ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ หรือ จ่าแยม อายุ 31 ปี เกิดที่บ้านนาหว้า ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มีพี่น้อง 2 คน จ่าแยมเป็นลูกชายคนเล็กพี่ชายเป็นทหารเช่นเดียวกัน โดยจ่าแยมเสียชีวิตจากการสู้รบ ขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ฐานปฏิบัติการตาฮอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 เวลา 23.35น.

​‘Possibilities Space’ ปั้นนักศึกษาพร้อมทำงาน สู่ ‘Future Workforce’

​‘Possibilities Space’ ปั้นนักศึกษาพร้อมทำงาน สู่ ‘Future Workforce’

​‘Possibilities Space’ ปั้นนักศึกษาพร้อมทำงาน สู่ ‘Future Workforce’

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผนึกกำลัง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาบัณฑิตคุณภาพสู่ตลาดแรงงานอนาคต จัดโครงการ Possibilities Space: Shaping Future Workforce ฝึกงานแบบลงสนามคิดและแก้ไขโจทย์ธุรกิจ เป็นโครงการฝึกงานที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานจริง ผสานความรู้เชิงวิชาการกับโจทย์ธุรกิจ ผ่านการทำงานร่วมกันเป็นทีมของนักศึกษาจากหลากหลายคณะ เปิดพื้นที่การเรียนรู้ที่แตกต่างจากในห้องเรียนและการฝึกงานทั่วไป ตอบโจทย์ให้บัณฑิตจบไปมีงานทำ 100 เปอร์เซ็นต์

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ. กล่าวว่า ปัจจุบันโลกยุคใหม่ได้เปลี่ยนผ่านจากระบบการเรียนการสอนแบบเน้นวิชาการเพียงลำพัง ไปสู่การเรียนรู้ที่ผสานทักษะรอบด้าน โดยเฉพาะ Soft Skills และประสบการณ์จริงที่ตลาดแรงงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้สู่การเป็นผู้สร้างโอกาสในการฝึกฝนทักษะให้แก่นักศึกษา เพื่อให้พร้อมก้าวสู่โลกการทำงานอย่างมั่นใจและมีศักยภาพ หนึ่งในแนวทางสำคัญที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญคือการปรับรูปแบบ การฝึกงาน ให้เป็นมากกว่าการสังเกตการณ์หรือปฏิบัติงานพื้นฐาน แต่เป็นการให้โจทย์จริงจากองค์กรภายนอก เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และลงมือแก้ปัญหาภายใต้สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละองค์กร ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มพูนทักษะและวิธีคิดเชิงระบบแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ตรงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานเต็มตัว

เราไม่ได้มุ่งแค่ให้ความรู้ในชั้นเรียนเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษามีศักยภาพในการทำงานจริงเมื่อเรียนจบ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเดินหน้าปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนอย่างจริงจัง พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชน จัดโครงการ Possibilities Space: Shaping Future Workforce ซึ่งเป็นการฝึกงานในรูปแบบที่ให้นักศึกษาได้ลงสนามจริง ฝึกคิดและแก้ไขโจทย์ธุรกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งความรู้และทักษะควบคู่กัน โดยการฝึกงานในรูปแบบนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ในแง่แนวคิด แต่สิ่งที่ธรรมศาสตร์ทำให้แตกต่างคือการสร้างสภาพแวดล้อมให้การเรียนรู้มีความหมาย ให้นักศึกษาได้เจอโจทย์จริงขององค์กรจริง และเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ หาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานและเป็นที่ยอมรับของตลาดแรงงาน” อธิการบดี มธ. กล่าว

ด้าน นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG กล่าวว่า โครงการ “Possibilities Space: Shaping Future Workforce” ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาม.ธรรมศาสตร์ ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงจากการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยเฉพาะในประเด็นร่วมสมัยอย่าง Smart Living และ ESG (Environment, Social and Governance) ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ตั้งแต่การศึกษาวิจัย พัฒนาแนวคิด ออกแบบต้นแบบ ไปจนถึงการนำเสนอผลงานจริงบนเวที Final Pitching โดยโครงการดังกล่าว เป็นการฝึกงานผ่านการลงทะเบียนเรียนในรายวิชา มธ.281 และ มธ.282 ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567 ซึ่งนักศึกษาได้มีโอกาสร่วมแก้ไขโจทย์ธุรกิจจริงของ SCG เพื่อฝึกคิดและแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ เสมือนเป็นการจำลองสถานการณ์การทำงานในโลกธุรกิจจริง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นรอบด้าน ทั้งด้านการทำงานเป็นทีม การคิดเชิงออกแบบ การสื่อสารเชิงธุรกิจ และการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด

โดยในวัน Final Pitch (Showcase Day) เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 68 ที่ผ่านมา นักศึกษาได้นำผลงานการออกแบบนวัตกรรมและแผนธุรกิจมานำเสนอแก่คณาจารย์ธรรมศาสตร์และผู้บริหาร SCG เพื่อชิงรางวัล นอกจากนี้ผลงานที่โดดเด่นมีโอกาสนำไปต่อยอดเป็นโครงการนำร่องจริง อีกทั้งยังได้รับข้อเสนอในการเข้าทำงานกับ SCG โดยตรง

ในมุมมองของนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ น.ส.ณิชา พฤกษอาภรณ์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ในฐานะตัวแทนของทีมชนะเลิศ จากไอเดียนวัตกรรม “Gasshield ระบบปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติ” กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานจริงร่วมกับคนอื่น โดยภายในกลุ่มมีการแบ่งหน้าที่ตามความถนัดของแต่ละคน เช่น นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาซอฟต์แวร์ รับผิดชอบการออกแบบระบบแอปพลิเคชัน ขณะที่เพื่อนจากสายวิศวกรรมแขนงอื่นร่วมกันพัฒนาแนวคิดระบบปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติ ส่วนเพื่อนจากสาขาสังคมศาสตร์ลงพื้นที่สำรวจปัญหากลุ่มเป้าหมาย และร่วมวางแผนการตลาดเพื่อให้โครงการสามารถต่อยอดได้จริงในอนาคต ด้าน นายธนัช เมล พลสุขเจริญ นักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) กล่าวว่า โครงการ Possibilities Space เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ก้าวข้ามขอบเขตของศาสตร์ที่ตนศึกษา ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากเนื้อหาวิชาที่เรียนอยู่ อีกทั้งได้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และได้มีโอกาสฝึกคิด วิเคราะห์ และลงมือหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การทำงานจริงในสังคมต่อไปในอนาคต

สำหรับ Gasshield ระบบปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติ เป็นไอเดียที่ริเริ่มมาจากปัญหาการรั่วไหลของแก๊สหุงต้มที่อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งนวัตกรรมนี้จะช่วยแก้ไขและป้องกันเหตุอันตรายจากการใช้แก๊สภายในครัวเรือนหรือสถานประกอบการ ซึ่งนอกจากระบบการปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติเมื่อเกิดความผิดปกติแล้ว ยังมีการออกแบบแอปพลิเคชันสำหรับมอนิเตอร์การใช้งานแก๊สที่ผูกกับระบบประกันภัย สามารถเก็บข้อมูลการใช้งานได้อย่างเรียลไทม์ และมีการแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุขึ้น

ทั้งนี้ โครงการ Possibilities Space: Shaping Future Workforce นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโมเดลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างบัณฑิตให้มีความพร้อมทั้งองค์ความรู้และทักษะในการทำงานในโลกธุรกิจจริงอย่างรอบด้าน โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้าผนึกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคน ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นคนทำงานคุณภาพที่ติดอาวุธครบเครื่องโดยไม่ลืมที่จะคำนึงถึงสังคม

ติวฟรี – สนุก ‘Sahapat Admission’ ปีที่ 28 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง ‘TCAS69’

ติวฟรี – สนุก ‘Sahapat Admission’ ปีที่ 28 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง ‘TCAS69’

ติวฟรี – สนุก ‘Sahapat Admission’ ปีที่ 28 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง ‘TCAS69’

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงการ Sahapat Admission ปีที่ 28 โครงการติวฟรีแห่งปีที่เข้มข้นครอบคลุมทุกเนื้อหาสำคัญทั้ง “วิชาการ” และ “ความสนุกสนาน” จัดโดยบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมสร้างสีสันด้วยกิจกรรมดีเบตสุดเข้มข้นในหัวข้อ “TCAS69 ดีแล้วจริงหรือ” โดยมีตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียลและโรงเรียนวัดสุทธิวราราม มาร่วมแสดงความคิดเห็นและมุมมองเกี่ยวกับระบบ TCAS ซึ่งเป็นระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ที่มี 4 รอบ คือ รอบ Portfolio รอบโควต้า รอบ Admission และรอบ Direct Admission

โดยตัวแทนจากโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล มองว่าการสอบที่มีหลายรอบแบบระบบ TCAS นี้ ดีกว่าระบบ Entrance แบบเดิมที่มีเพียงรอบเดียว โดยเฉพาะรอบ Admission ที่เปิดโอกาสให้เลือกได้ถึง 10 อันดับ ช่วยเพิ่มโอกาสการสอบติด และลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากใช้ข้อสอบกลางที่มีมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสอบ เพราะสามารถใช้ผลคะแนนยื่นได้ทุกรอบ การมีหลายรอบยังช่วยให้นักเรียนมีโอกาสเลือกคณะหรือสาขาที่ “ใช่” ได้มากขึ้น และมีโอกาสแก้ตัวหากเกิดความผิดพลาดในรอบใดรอบหนึ่ง

ในทางกลับกัน ตัวแทนจากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม มองว่า TCAS ยังไม่สมบูรณ์ เพราะนักเรียนที่ต้องการยื่นรอบ Portfolio ยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมหรือค่ายเพื่อเก็บประวัติ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการสอบพิเศษ เช่น SATs หรือ IELTS ซึ่งนักเรียนบางคนต้องสอบหลายครั้งเพื่อให้ได้คะแนนตามเกณฑ์ ในขณะที่เกณฑ์การพิจารณาก็ยังไม่ชัดเจน ทำให้ผู้สมัครรอบแรกจำนวนมากต้องหลุดมายังรอบ Admission

สำหรับการเลือก 10 อันดับในรอบ Admission แม้จะเพิ่มโอกาสการสอบติด แต่ในความเป็นจริงคงไม่มีใครอยากได้อันดับท้ายๆ เพราะสุดท้ายมักจะสละสิทธิ์หรือซิ่วในปีถัดไป ทำให้มองว่า TCAS ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลด้านการสอบ TCAS ที่ยังไม่ลึกพอ จึงยังไม่ช่วยให้ตัดสินใจเลือกคณะหรือสาขาได้อย่างแท้จริง จึงหวังว่าระบบจะพัฒนาเป็น One Stop Service ที่สมบูรณ์แบบในอนาคตอันใกล้

ครูพี่หนู – อ.กฤติกา ปาลกะวงศ์ เสริมว่า แม้ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะพัฒนามาตลอด แต่ปัญหาหลักที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ คือ การซิ่ว ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกที่ยังคงอยู่ไม่ว่าจะปรับระบบไปอย่างไร ขณะที่ พี่วิเวียน – อ.นพ.วีรวัช เอนกจำนงค์พร มองว่า TCAS ยังไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียน แต่เป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยคัดเลือกเด็กดีเด็กเก่ง มากกว่ามุ่งเน้นที่ตัวนักเรียนเอง

พี่น็อต – ดร.ธีระยุทธ บุญมา แนะนำสิ่งที่ต้องจับตาในการประกาศของ TCAS69 ที่หลายคนกำลังเฝ้ารอ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ได้แก่ กำหนดการและปฏิทินการสอบ ความยากง่ายของข้อสอบ สัดส่วนการใช้คะแนน จำนวนอันดับที่เลือกได้ และเงื่อนไขการสนับสนุนค่าใช้จ่าย

ขณะที่ DEK69 หลายคนได้เริ่มเตรียมตัวแล้ว โดย นายธนกฤต รักษากลิ่น นักเรียน รร.วัดสุทธิวราราม สนใจเรียนต่อคณะสัตวแพทย์ เผยว่า ขณะนี้ได้เริ่มอ่านหนังสือ เน้นอ่านวิชาที่จำยากในช่วงเช้า และยังผ่านกิจกรรม Open House ของจุฬา และเตรียมตัวไปร่วมกิจกรรมฝึกงานในคณะสัตวแพทย์ ที่ ม.เชียงใหม่เร็วๆ นี้ ขณะเดียวกัน นายชิษณุพงศ์ ไตรพิจารณ์ นักเรียน รร.วัดสุทธิวราราม สนใจวิศวกรรมยานยนต์ และตอนนี้กำลังเตรียม Portfolio เพื่อจะยื่นในรอบ 1 เข้าร่วมติวเสริมกับทางโรงเรียนและ Sahapat Admission มองว่าการติวข้างนอกก็สำคัญเพราะเนื้อหาที่เรียนแต่ที่โรงเรียนนั้นไม่เพียงพอ

ด้าน นายอธิวัฒน์ ภูวบวรพิมพ์กุล นักเรียน รร.เซ็นต์คาเบรียล สนใจเรียนต่อสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ ชอบอ่านหนังสือและทำข้อสอบเก่าด้วยตัวเอง แต่ก็สมัครติวกับ  Sahapat Admission แล้ว และก็หวังว่าเพื่อนๆ DEK69 จะมาสมัครติวกันเยอะๆ

น.ส.ศุภิสรา ผึ่งผาย นักเรียน รร.มักกะสันพิทยา สนใจด้านครุศาสตร์ ยังไม่ได้เตรียมตัวจริงจัง แต่เริ่มปรึกษารุ่นพี่และหวังว่าจะได้รับข้อมูล TCAS เพิ่มเติมจากการติว และ นายพรรษา มนตรีนิลา นักเรียน รร.มักกะสันพิทยา สนใจเรียนต่อแพทยศาสตร์ ตอนนี้เตรียมตัวทั้งอ่านหนังสือ ทำข้อสอบเก่า เรียนพิเศษ ปรึกษารุ่นพี่ รวมถึงลงเรียนคอร์สพิเศษเสริมเพื่อให้ความรู้แน่นขึ้น

โดยสรุปแล้ว TCAS ยังคงเป็นระบบที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แม้จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษา แต่ความเหลื่อมล้ำด้านค่าใช้จ่าย โอกาส และข้อมูลที่ยังมีไม่เพียงพอ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข และพัฒนาต่อไปในอนาคต เพื่อให้ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา มีความเท่าเทียม และตอบโจทย์นักเรียนไทยได้อย่างแท้จริง

สำหรับ DEK69 ที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯได้ที่ www.sahapatadmission.com หรือเฟซบุ๊ก Sahapat Admission และเตรียมตัวพบกับกิจกรรมติวแรก “Sahapat Admission On The Road 2025” ในช่วงเดือน ส.ค.นี้ โดยจัดติวสด 6 วิชา ณ โรงเรียนแม่ข่าย 10 แห่งในทุกภูมิภาคและกระจายสัญญาณไปยังโรงเรียนลูกข่ายรวม 70 แห่งทั่วประเทศ เพื่อ “วัยรุ่น TEST ดี ตั้งใจดี เตรียมตัวดี คะแนน TEST ดีแน่นอน”

อว.–จุฬาฯ หนุนหลักสูตรวิศวกรรม Sandbox ‘CEDT’ ต้นแบบปั้นนิสิตสู่เวทีโลก

อว.–จุฬาฯ หนุนหลักสูตรวิศวกรรม Sandbox 'CEDT' ต้นแบบปั้นนิสิตสู่เวทีโลก

อว.–จุฬาฯ หนุนหลักสูตรวิศวกรรม Sandbox ‘CEDT’ ต้นแบบปั้นนิสิตสู่เวทีโลก

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.45 น.

4 สิงหาคม ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุม “Success Case ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ทำหลักสูตร Higher Education Sandbox ให้กับประเทศไทยทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานคณะทำงานย่อยภายใต้คณะกรรมการผู้ประเมินผลอิสระเพื่อติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ ผู้แทนคณะทำงาน ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐาน และผู้เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ให้การสนับสนุนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการจัดทำ “หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล (CEDT)” เพื่อส่งเสริมให้นิสิตสามารถพัฒนาทักษะทั้งด้านเทคนิค การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัทพันธมิตรกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ หลักสูตรสามารถเปิดรายวิชาเฉพาะที่ครอบคลุมสาขาเทคโนโลยีที่หลากหลาย อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงไซเบอร์ ฟินเทค ระบบคลาวด์ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมเสริม เช่น Hackathon การประกวดนวัตกรรม การบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจอีกเป็นจำนวนมาก โดยมีการดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม แม้ยังเป็นหลักสูตรใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“CEDT ได้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วนสามารถเปิดโอกาสใหม่ให้กับระบบการศึกษาไทย และส่งเสริมให้นิสิตสามารถเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย มีแรงบันดาลใจ และพร้อมสำหรับการทำงานในบริบทของโลกดิจิทัลที่ท้าทาย” ผู้ช่วยปลัด อว. กล่าว

ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะทำงานย่อยภายใต้คณะกรรมการผู้ประเมินผลอิสระเพื่อติดตามและประเมินผลฯ จากที่ได้ติดตามและประเมินตลอดระยะเวลา 2 ปี พบว่า หลักสูตร CEDT ถือเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่ตอบโจทย์อนาคต โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้สถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างเข้มข้น รวมทั้งการส่งนิสิตไปฝึกประสบการณ์จริงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 โดยการฝึกงานตั้งแต่ช่วงต้นของการเรียน ช่วยให้นิสิตเข้าใจการทำงานจริงในสถานประกอบการ โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากภาคเอกชน โดยมีบริษัทหลายแห่งจ้างงานแบบ Part-time ระหว่างเรียนและรับเข้าทำงานหลังจบการศึกษา ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของนิสิตและความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อระบบการศึกษาแนวใหม่

ด้าน ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่า “หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล (CEDT)” เกิดขึ้นจากแนวคิด การสร้างนวัตกรรม จำเป็นต้องสร้าง นวัตกร ขึ้นก่อน จึงพัฒนาหลักสูตรด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ภายใต้กรอบการพัฒนาหลักสูตรในรูปแบบ Sandbox ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง  หลักสูตรนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทร่วมกันในการออกแบบรายวิชา การฝึกงาน และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพนิสิต เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จากสถานการณ์จริงตั้งแต่ปีแรกของการศึกษา ตลอดจนมีโอกาสทำโครงงานจากโจทย์จริงของภาคธุรกิจในปีที่สาม และเข้าร่วมสหกิจศึกษาในปีสุดท้าย ผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสและศักยภาพของแนวทางการศึกษารูปแบบใหม่นี้อย่างชัดเจน นิสิตได้รับผลการประเมินจากสถานประกอบการในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยบริษัทพันธมิตรส่วนใหญ่ประเมินว่า หากมีตำแหน่งงานในภารกิจที่นิสิตเข้าฝึกงาน บริษัทกว่าร้อยละ 75 ยินดีที่จะรับนิสิตเข้าร่วมงาน แม้จะอยู่เพียงชั้นปีที่ 1 โดยพิจารณาจากทักษะทางเทคนิค (technical skills) และทักษะทางสังคม (soft skills) นอกจากนี้ บริษัทจำนวนมากยังให้ข้อสังเกตว่านิสิตร้อยละ 80 มีผล

การฝึกงานที่ใกล้เคียงกับนิสิตระดับชั้นปีที่ 3 ในหลักสูตรทั่วไป ทั้งยังมีนิสิตจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จในเวทีการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณบวกของการเรียนรู้ที่ต่อยอดได้จริงจากการปฏิบัติงานในบริบทจริงอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร CEDT สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.cp.eng.chula.ac.th/cedt