บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

บพค. ผนึก TRRN เปิดเวทีเพื่ออุตฯแห่งอนาคต ‘สร้างฐานความรู้ – นวัตกรรม – กำลังคนสมรรถนะสูง’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) ร่วมกับศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งทางราง (Thailand Railway Research Network: TRRN) ภายใต้ Hub of Talents โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเวทีกำลังคนขั้นแนวหน้าเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้านเทคโนโลยีระบบราง ภายใต้ชื่อ “MHESI RailTech Brainpower & Industry Linkage Forum: อว.สร้างคน เชื่อมอุตสาหกรรมรางแห่งอนาคต” ยกระดับการพัฒนากำลังคน เทคโนโลยี และงานวิจัยด้านระบบรางของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในระยะยาว ณ ห้องประชุมแมนดาริน เอ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ (สามย่าน)

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการ รวพ. เป็นประธานกล่าวเปิดงานและมอบนโยบาย ภายใต้หัวข้อ “อว. กับการพัฒนาคนและขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบขนส่งทางราง” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการลงทุนด้านกำลังคนและเทคโนโลยีขั้นสูงว่า “การพัฒนาระบบรางของประเทศ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องลงทุนใน ‘คน’ และ ‘องค์ความรู้’ อย่างเป็นระบบ กระทรวง อว. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว ประเทศไทยต้องปรับจากที่เป็น ‘ประเทศผู้ซื้อ’ เปลี่ยนบทบาทเป็น ‘ประเทศผู้ผลิต’ ให้ได้ผ่านการบูรณาการทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานระหว่าง Supply side และ Demand side ที่ลงตัว”

ภายใต้นโยบายดังกล่าว กระทรวง อว. มุ่งส่งเสริมการพัฒนากำลังคนตลอดช่วงชีวิต (Lifelong Learning) การยกระดับทักษะ (Upskill–Reskill) และการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับภาคอุตสาหกรรมจริง เพื่อให้กำลังคนสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต โดยระบบรางถือเป็นหนึ่งในสาขาที่ต้องอาศัยความรู้สหวิทยาการ ทั้งวิศวกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ พลังงาน และการจัดการระบบขนาดใหญ่

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต กล่าวว่า เวทีนี้เป็นพื้นที่สำคัญในการสะท้อนบทบาทของการบริหารทุนที่เน้นผลลัพธ์ และการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนโยบาย ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ บพค. ยังส่งเสริมกลไกการสร้างระบบนิเวศการพัฒนากำลังคนที่ยั่งยืนผ่านการผลักดันหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางด้านระบบราง โดยมุ่งเน้นกำลังคนทักษะสูงปริญญาโท-เอกแบบแซนด์บอกซ์ (Higher Education Sandbox) จำนวน 2 หลักสูตร โดยการจับคู่ระหว่างภาคอุดมศึกษา-บริษัทเอกชน-สถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการผสาน 3 ภาคส่วนรูปแบบ Triple Helix ให้สามารถร่วมกันทำงาน ร่วมลงทุนและร่วมผลิตบัณฑิตสมรรถนะสูงได้

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร ประธานคณะกรรมการวิจัยและนวัตกรรม ทปอ. กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเครือข่ายการวิจัยด้านระบบรางว่า เครือข่ายการพัฒนางานวิจัยระบบรางได้เริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลากว่า 4–5 ปี โดยมีการหารือร่วมกับผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และได้รับการสนับสนุนในระยะแรกจากกองทุนส่งเสริม ววน. โดยทุน Fundamental Fund (FF) และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและการสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ รวมถึง บพค. ได้ก่อให้เกิดหลักสูตรและโครงการสำคัญ โดยการดำเนินงานในรูปแบบ Consortium เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจและการลงมือทำในระดับที่สามารถดำเนินการได้จริง ทำให้ TRRN ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการองค์ความรู้ บุคลากร และเครือข่ายด้านระบบรางของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างการประลองแข่งขันออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้าจากโจทย์จริง ได้แก่ งาน Railway Challenge โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะเชิงวิศวกรรม การทำงานเป็นทีม และการคิดเชิงระบบ ให้กับนักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ภาคอุตสาหกรรม

การจัดงาน MHESI RailTech Brainpower & Industry Linkage Forum จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่เป็นกลไกเชิงนโยบายในการเชื่อมโยงการลงทุนด้าน อววน. เข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว

DPU เปิดวิสัยทัศน์ ‘The Future of Human Potential’ ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

DPU เปิดวิสัยทัศน์ 'The Future of Human Potential' ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

DPU เปิดวิสัยทัศน์ ‘The Future of Human Potential’ ชูการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เป็นหัวใจการศึกษา

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.48 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดตัวแนวคิดและทิศทางแบรนด์ใหม่ภายใต้กรอบ “The Future of Human Potential” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตอกย้ำบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้าน เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกมิติของสังคมและเศรษฐกิจ

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(DPU) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของทักษะ แรงงาน และความคาดหวังขององค์กรอย่างสิ้นเชิง โดยข้อมูลจากสถาบันระดับนานาชาติสะท้อนตรงกันว่า องค์กรจำนวนมาก เริ่มหลีกเลี่ยงการจ้างบัณฑิตจบใหม่ ไม่ใช่เพราะขาดความรู้เชิงวิชาการ แต่เพราะยังขาด “ศักยภาพที่พร้อมใช้งานจริง” ในโลกการทำงาน

“วันนี้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรกำลังมองหาคนที่เข้าใจตนเอง สื่อสารเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ปรับตัวเร็ว และมีแรงขับภายในในการเติบโต ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องของการพัฒนา ‘ศักยภาพมนุษย์’ จึงเป็นภารกิจของทุกฝ่าย เพื่อประเทศชาติ” ดร.ดาริกา กล่าว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า แนวคิด Human Potential จึงไม่ใช่คำเชิงนามธรรม แต่เป็นโจทย์เชิงระบบที่ต้องทำให้ “จับต้องได้” ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงจิตวิทยา สมรรถนะการทำงาน และประสบการณ์จริงเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในบริบทที่ AI กำลังเข้ามาเป็น “เครื่องมือ” ของคนที่มีศักยภาพ

“เราเชื่อว่าอนาคตไม่ใช่การแข่งขันระหว่างคนกับ AI แต่คือการแข่งขันระหว่างคนที่ใช้ AI เป็น กับคนที่ยังไม่รู้จักศักยภาพของตัวเอง มหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าสอนวิชา แต่ต้องช่วยให้นักศึกษาค้นพบ ปลดปล่อย และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้พัฒนา Potentialigence Center ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้าน Human Potential ตลอดเส้นทางการศึกษา โดยเน้นการผสานศาสตร์ด้านจิตวิทยาการพัฒนาศักยภาพ เข้ากับ การพัฒนาสมรรถนะ   ที่จำเป็นต่อการเติบโตในสายอาชีพจริง

โดยโครงสร้างการพัฒนาศักยภาพของ DPU ถูกออกแบบเป็นเส้นทางต่อเนื่องตลอด 3 ปีการศึกษา ตั้งแต่การค้นพบตัวเอง (Discover) การปลดปล่อยศักยภาพ (Unleash) ไปจนถึงการเร่งศักยภาพสู่การเติบโตในอาชีพ (Accelerate) เพื่อให้นักศึกษาไม่เพียง “เรียนจบ” แต่ “เติบโตพร้อมใช้งานจริง” พัฒนาศักยภาพตัวเองได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ ระบบ DPU Passport ซึ่งเป็นระบบพัฒนาศักยภาพรายบุคคล (Individualized Learning) ผ่านแนวคิด Gamification โดยนักศึกษาจะเริ่มจากการประเมินสมรรถนะ (Competency Assessment) เพื่อทำความเข้าใจศักยภาพของตนเอง จากนั้นเลือกกิจกรรมหรือ “Quest” ที่สอดคล้องกับความสนใจและเป้าหมาย เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง สะสมประสบการณ์ คะแนน และสร้างโปรไฟล์ศักยภาพที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดในการสมัครงานได้เมื่อสำเร็จการศึกษา

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น รองรับผู้เรียนที่มีสไตล์แตกต่างกัน ทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเอง เวิร์กชอปเชิงปฏิบัติ กิจกรรมแบบ On-site ที่ใช้เครื่องมือเชิงเกมและประสบการณ์เชิงโต้ตอบ รวมถึงบทเรียนออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาพัฒนาศักยภาพในแบบที่เหมาะสมกับตนเอง

“การเปิดตัวแนวคิด “The Future of Human Potential” ไม่ได้เป็นเพียงการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ แต่เป็นการประกาศจุดยืนเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัย ในการทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลุกศักยภาพมนุษย์” ให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเราอยากเห็นบัณฑิตที่ไม่เพียงเก่ง แต่รู้คุณค่าของตนเอง เข้าใจผู้อื่น และสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรและสังคมได้อย่างมีความหมาย นี่คืออนาคตของการศึกษาที่ DPU ตั้งใจสร้าง” ดร.ดาริกา กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานเปิดวิสัยทัศน์ “The Future of Human Potential” มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังได้จัดพิธีมอบ Human Potential Development Award ให้แก่ 58 องค์กรพันธมิตร จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย บริษัท Sea (Thailand) , Thailand Blockchain Association , Yell Bangkok YM.STUDIO COMPANY LIMITED ,  Korean Cultural Center , LigentComm Co., Ltd. , บริษัท จอมธนา จำกัด (อีลี่ กรุ๊ป ไทยแลนด์) , บริษัท จัดหางาน จ๊อบบีเคเค ดอท คอม จำกัด , บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) , เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน , International Air Transportation Association (IATA) , บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต็อค จำกัด , บริษัท เอ็มเจ็ท จำกัด , สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม. กท. 1) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) , สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) , บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์ เฮลท์แคร์ จำกัด , บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) , โรงพยาบาลสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท , ธนาคารออมสิน, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) , บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , DALI FOODS (THAILAND) CO., LTD. , Hainan Airlines Holding Co., Ltd. , HHA (Thailand) Co., Ltd. , บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จํากัด , บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) , สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด , บริษัท สยามมิชลิน จำกัด , บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) , วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า, WACOM Singapore Private Limited , บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) , บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) , InterContinental Hotels Group (IHG) , Marriott International , One Asia Corporation , สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , Synergy University, Russia , The Thaiger Pte. Ltd. , ThinkX Global, Singapore , กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม , บริษัท ที.ไอ.ไอ. จำกัด (สถาบันประกันภัยไทย) , บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด , บริษัท ไอแคร์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) , บริษัท เลอ นีซ จำกัด , ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) , ศูนย์ห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ , บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) , สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) , องค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ , ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ , สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี , บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อเชิดชูองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในแนวทางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของมหาวิทยาลัย และร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากโลกการทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยตั้งใจมอบรางวัล Human Potential Development Award  เพื่อยกย่องและแสดงความยินดีกับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่าของมนุษย์ และพร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพของนักศึกษาได้รับการค้นพบ พัฒนา ภายใต้การสนับสนุนของพันธมิตรที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน โดยมุ่งหวังให้บัณฑิตได้นำเอาศักยภาพของตัวเองไปพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศ

โรงเรียนต้องปลอดภัย รมว.นฤมล สั่งยกเครื่องระบบคัดกรองทั่วประเทศ หลังเหตุคนร้ายบุก รร.พะตงฯ

โรงเรียนต้องปลอดภัย รมว.นฤมล สั่งยกเครื่องระบบคัดกรองทั่วประเทศ หลังเหตุคนร้ายบุก รร.พะตงฯ

โรงเรียนต้องปลอดภัย รมว.นฤมล สั่งยกเครื่องระบบคัดกรองทั่วประเทศ หลังเหตุคนร้ายบุก รร.พะตงฯ

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.13 น.

รมว.นฤมล สั่ง สพฐ.เกาะติดสถานการณ์ คลั่งบุก รร.กลางหาดใหญ่ จับนักเรียน-ครูเป็นตัวประกัน ยัน ศธ.พร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยเข้มทั่วประเทศ

11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.45 น. จากกรณีเหตุคนร้ายคลุ้มคลั่งบุกเข้าไปภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนใช้อาวุธก่อเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และจับนักเรียนกับครูเป็นตัวประกัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับครู นักเรียน และผู้ปกครองในพื้นที่เป็นอย่างมากนั้น

ล่าสุด ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคนอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ พร้อมด้วยศึกษาธิการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

โดยเบื้องต้นจากรายงานพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นเหตุบุคคลคลุ้มคลั่งก่อเหตุจับนักเรียนและครูเป็นตัวประกัน อย่างไรก็ตาม จะมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้านอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือนักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความปลอดภัยและการเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้ทุกคนกลับมามีขวัญและกำลังใจโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เท่าที่ได้รับรายงาน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์มีแผนเผชิญเหตุและมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยคณะผู้บริหารและครูได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุมในระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนทั่วประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

“มาตรการที่เตรียมดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้า-ออกสถานศึกษา การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสร้างกลไกสนับสนุนด้านจิตวิทยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครู นักเรียน และผู้ปกครองว่า โรงเรียนยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการทุกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต”

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือ นร.หญิงล้วน

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือ นร.หญิงล้วน

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือ นร.หญิงล้วน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.35 น.

‘จอมสุรางค์ฯ’โชว์เหนือ! เปิดบ้านนวัตกรรม AI สรรค์สร้าง ‘เสาน้ำเกลืออัจฉริยะ-รถเก็บถาดอัตโนมัติ’ ฝีมือนักเรียนหญิงล้วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.สุเนตร ขวัญดำ ผู้อำนวยการ สพม.พระนครศรีอยุธยา ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานกิจกรรม Open House ประจำปีการศึกษา 2568 ของโรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ โดยมี นายอภิรักษ์ กงทอง ผู้อำนวยการโรงเรียน นำชมผลงานที่ก้าวข้ามขีดจำกัดการเรียนรู้แบบเดิม สู่โลกแห่งนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิศวกรรมศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ

ในงานนี้ ผลงานที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์คือสิ่งประดิษฐ์ด้าน HealthTech ที่ถูกพัฒนาโดยนักเรียนหญิงซึ่งมีความซับซ้อนทัดเทียมกับเทคโนโลยีในสถานพยาบาลจริง ได้แก่ เสาน้ำเกลือติดตามผู้ป่วยอัจฉริยะ ซึ่งเป็นผลงานของนักเรียน ม.4 (เตรียมวิศวกรรมฯ และเตรียมวิทย์-คอมพ์) ที่สามารถติดตามตำแหน่ง วิเคราะห์การเคลื่อนย้าย และส่งข้อมูลแบบ Real-time โดยมีคุณครูทรรศิน อุษาวิจิตร์ เป็นที่ปรึกษา และ รถเก็บถาดอาหารผู้ป่วยระบบอัตโนมัติ โดยเป็นผลงานนักเรียน ม.2 แผนการเรียน SMTE ที่ใช้เทคโนโลยีการนำทางด้วย Lidar (การวัดระยะด้วยแสงเลเซอร์) และการประมวลผลเชิงพื้นที่ ซึ่งมักพบในหุ่นยนต์ระดับอุตสาหกรรม โดยมีคุณครูฐาปนี เทียนมาศ เป็นที่ปรึกษา

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเพียงบทเรียนในตำรา แต่เป็นผลจากการสนับสนุนอย่างเข้มข้นจาก บริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovator) นำโดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท กอดไลค์ อินโนเวชัน ที่เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์และวิศวกรรมเชิงนวัตกรรมให้กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้งานได้จริง

กิจกรรม Open House ในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ไม่ได้เน้นเพียงวิชาการสามัญ แต่กำลังก้าวสู่การเป็น “ผู้นำด้านนวัตกรรมและ AI” ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างเป็นรูปธรรม เตรียมพร้อมสร้างบุคลากรที่มีทักษะสูงเพื่อรองรับตลาดงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป

////////////-026

Dongtaan Racing มก.ท็อปฟอร์ม! คว้าแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 6 พร้อมต่อยอดสู่อุตฯยานยนต์ระดับโลก

Dongtaan Racing  มก.ท็อปฟอร์ม! คว้าแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 6 พร้อมต่อยอดสู่อุตฯยานยนต์ระดับโลก

Dongtaan Racing มก.ท็อปฟอร์ม! คว้าแชมป์ประเทศไทยสมัยที่ 6 พร้อมต่อยอดสู่อุตฯยานยนต์ระดับโลก

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปิดฉากอย่างสวยงามกับการแข่งขัน TSAE Auto Challenge 2026 โดยทีม Dongtaan Racing จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) โชว์ศักยภาพการออกแบบและวิศวกรรมขั้นสูง รักษาตำแหน่งแชมป์รถแข่ง(Formula Student) ครองถ้วยรวมแชมป์ประเทศไทยเป็น สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ

ในปีนี้ ทีมเครื่องยนต์สันดาป (ICV) โชว์ความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องด้วยการคว้าอันดับ 1 รวมเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยกวาดรางวัลชนะเลิศในเกือบทุกหมวดการทดสอบ ทั้งด้านการออกแบบ (Design), การบริหารจัดการต้นทุน (Cost), แผนธุรกิจ (Business) รวมถึงการทดสอบสมรรถนะในสนาม (Dynamic) ทั้ง Skidpad, Acceleration และ Endurance ที่สะท้อนถึงความทนทานและประสิทธิภาพของตัวรถ

นอกจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาปแล้ว ทีม Dongtaan Racing EV ยังสร้างผลงานที่น่าจับตามองด้วยการคว้ารางวัล Best Improvement (การพัฒนาการยอดเยี่ยม)และอันดับ 3 ในหมวด Skidpad ตอกย้ำว่าวิศวกรรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

ชัยชนะในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศของมหาวิทยาลัย แต่ยังเป็นข้อพิสูจน์ถึง “ฝีมือการพัฒนารถของนิสิตไทย” ที่พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากมหาวิทยาลัย คณะอาจารย์ ผู้สนับสนุนภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

​SPU ดัน ‘RevisionSuccess’ เพิ่มสมรรถนะครู AI ลดภาระงานรูทีน

​SPU ดัน ‘RevisionSuccess’ เพิ่มสมรรถนะครู  AI ลดภาระงานรูทีน

​SPU ดัน ‘RevisionSuccess’ เพิ่มสมรรถนะครู AI ลดภาระงานรูทีน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.กทม.2) ในครั้งนี้ คือ “ข้อต่อสำคัญ” ที่ทำให้การเรียนรู้ด้าน AI ต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อจากระดับมัธยมสู่มหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นการส่งต่อระบบนิเวศ “AI University” ของ SPU ลงสู่ระดับมัธยมศึกษาในฐานะ “AI School”

“เรามองว่า SPU ไม่ได้เป็นเพียงสถานศึกษา แต่เป็นฐานนวัตกรรมที่ตั้งใจ ‘ติดอาวุธให้เด็กไทย’ ด้วยเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงอย่าง RevisionSuccess ความร่วมมือกับ สพม.กทม.2 จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้พัฒนาตามศักยภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแรงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก” อธิการบดี กล่าวและว่า “เราเชื่อว่าเด็กไทยไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดเครื่องมือที่ช่วยให้เขาเรียนได้ ‘ถูกจังหวะ’ ของตัวเอง ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีเข้าห้องเรียน แต่คือการทำให้โอกาสทางการเรียนรู้ ‘เข้าถึงทุกคน’ มากขึ้น”

ทั้งนี้หัวใจสำคัญของการพัฒนา RevisionSuccess เกิดจากความเข้าใจลึกซึ้งในปัญหา ของระบบการศึกษาไทยที่นักเรียนเผชิญมาอย่างยาวนาน คือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และรูปแบบการสอนแบบเดียวใช้กับทุกคน One-size-fits-all ทั้งที่เด็กแต่ละคนมีความถนัด จุดอ่อน และความเร็วในการเรียนรู้ต่างกัน เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง พฤติกรรมการใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานและการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตนเอง จะเป็นตัวแปรสำคัญในการปรับฐานสมรรถนะเยาวชนไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้น

“เราไม่ได้ต้องการแค่ให้เด็กใช้เครื่องมือเป็น แต่ต้องใช้อย่างทรงพลังในการยกสมรรถนะของตนเอง มหาวิทยาลัยศรีปทุมพร้อมเป็นศูนย์กลางหลักในการสนับสนุนเยาวชนที่มีศักยภาพ เพื่อเปลี่ยนจากความฝันให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน” ดร.รัชนีพร กล่าว

ดร.รัชนีพร กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ม.ศรีปทุมให้ความสำคัญสูงสุดคือการสร้าง “Creator Mindset” หรือจิตวิญญาณของผู้สร้างนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นวาระระดับชาติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนสถานะประเทศไทยจาก ‘ผู้ใช้งานเทคโนโลยี’ (User) ให้กลายเป็น ‘ผู้ผลิตเทคโนโลยี’ (Creator) อย่างเต็มตัว  “ความสำเร็จของ RevisionSuccess คือข้อพิสูจน์ว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพในการพัฒนา AI ระดับสูงได้ หากมีระบบสนับสนุนที่ถูกทาง และ การส่งเสริมสตาร์ทอัพ EdTech ฝีมือคนไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่คือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ”

นางนภาพร พงษ์ขัน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ระบุว่า สพม.กทม.2 จะทำหน้าที่เป็น Strategic Sandbox เริ่มนำร่องใน 3 โรงเรียนต้นแบบ คือ โรงเรียนพรตพิทยพยัต, โรงเรียนมัธยมวัดบึงทองหลาง และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาสุวินทวงศ์ ก่อนจะขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 52 โรงเรียนในสังกัด ซึ่งดูแลนักเรียนกว่า 1.1 แสนคน และครูอีกกว่า 6,000 คน ในมิติของครูผู้สอน AI ตัวนี้จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น ผู้ช่วยสอนอัจฉริยะที่ช่วยลดภาระงานประจำที่มีโอกาสเกิดความผิดพลาดจากคน สูง เช่น การออกข้อสอบที่หลากหลายระดับ หรือการเตรียมเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต่างของนักเรียน ทำให้ครูมีเวลาเหลือไปโฟกัสกับการทำหน้าที่ สร้างแรงบันดาลใจและเป็นเข็มทิศให้เด็กๆ เติบโตไปเป็นบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานโลก

นายพลวัฒน์ ศิรจินดาภิรมย์ และ นายภูวดิท สุทธาพร ผู้บริหาร RevisionSuccess กล่าวว่า บริษัทฯ มีจุดเริ่มต้นที่มาจาก คนรุ่นใหม่เพื่อคนรุ่นใหม่ เป็นการรวมตัวกันของเยาวชนไทยที่มีอายุเพียง 16-17 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกในโครงการ “ชมรม AI” ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม และได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มข้นจาก คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นโค้ช จนปัจจุบันเปลี่ยนจากโปรเจกต์นักเรียนสู่การจัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ EdTech ที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ให้บริการผ่านเว็บแอปพลิเคชันรูปแบบ Freemiumให้ใช้งานได้มากว่า AI ทั่วไป มียอดผู้ใช้งานทะลุ 2,000 User หลังจากเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 โดยทีมพัฒนาเล็งเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในการเรียนรู้ของเด็กไทยคือ “เด็กเก่งรู้สึกเบื่อเพราะบทเรียนช้าไป ขณะที่เด็กตามไม่ทันกลับยิ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” RevisionSuccess จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือแก้โจทย์นี้โดยเฉพาะ ด้วยการนำ AI อัจฉริยะมาทำหน้าที่เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ที่คอยวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้แบบ Real-time เพื่อสร้างบทเรียน ควิซ และบัตรคำช่วยจำ ที่เหมาะสมกับระดับความสามารถของเด็กคนนั้นๆ ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องง่าย ตรงจุด และไม่น่าเบื่ออีกต่อไป Business Roadmap สู่ความสำเร็จ โดยไตรมาส 1 ปี 2569: เปิดตัวแอปพลิเคชันเต็มรูปแบบบน iOS และ Android สิ้นปี 2569 ตั้งเป้าฐานผู้ ใช้งาน 50,000 User ระยะ 3-5 ปีข้างหน้า  มีสู่เป้าหมาย 1,000,000 User พร้อมขยายฐานสู่ภูมิภาคอาเซียน และเอเชียแปซิฟิก และมีเป้าหมายขยายตลาดไปทั่วโลก

โดยบริษัทฯได้วางกลยุทธ์ใน 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ กลุ่ม B2B (Business-to-Business) มุ่งเน้นการให้บริการแก่ กลุ่มโรงเรียนและสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะ รร.รัฐที่มีจำนวนนักเรียนต่อห้องจำนวนมา ที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยี AI โดยแพลตฟอร์มจะช่วยให้ผู้บริหารและครูสามารถเข้าถึงข้อมูล Dashboard การเรียนรู้ของนักเรียนทั้งภาพรวมและรายบุคคล ช่วยในการวางแผนหลักสูตรที่ตอบโจทย์สมรรถนะของนักเรียนได้อย่างแม่นยำ และกลุ่ม B2C (Business-to-Consumer)  เจาะกลุ่ม นักเรียนและผู้ปกครองทั่วไป ที่ต้องการตัวช่วยในการเรียนรู้นอกห้องเรียน (Personalized Tutor) ในรูปแบบการสมัครสมาชิก (Subscription) เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์จุดอ่อนรายวิชาเชิงลึก และคลังข้อสอบ AI ที่ปรับระดับตามความเก่งของแต่ละบุคคล ช่วยให้เด็กไทยเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในราคาที่เข้าถึงได้

‘Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026’ เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม Medical AI ระดับโลก ประตูสู่ Harvard VC

‘Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026’ เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม Medical AI ระดับโลก ประตูสู่ Harvard VC

‘Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026’ เฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรม Medical AI ระดับโลก ประตูสู่ Harvard VC

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดลสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในฐานะสถาบันการศึกษา แห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับเลือกจาก Harvard Health Systems Innovation Lab มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดให้เป็น Official Local Hub จัดการแข่งขัน Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026 เพื่อคัดเลือกตัวแทนนวัตกรไทยไปแข่งขันในเวที Medical AI ระดับโลก พร้อมประกาศเปิดรับสมัครผู้สนใจอายุ 15–85 ปี ตั้งแต่ วันนี้ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569 ชิงเงินรางวัล 150,000 บาท พร้อมสิทธิ์เข้าร่วม Harvard-led Incubation Program และ Bootcamp ระดับนานาชาติ รวมถึงโอกาสนำเสนอผลงานต่อนักลงทุนระดับโลก ณ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยการแข่งขันเพื่อคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 3–4 เมษายน 2569 ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการ Mahidol xHarvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026 ไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านนวัตกรรมทั่วไป แต่ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Platform) สำหรับเชื่อมโยงการเรียนรู้ การลงมือพัฒนา และการนำไปใช้จริง พร้อมเปิดกว้างรับผู้สมัครอายุระหว่าง 15–85 ปี ครอบคลุมตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ นักวิจัย ไปจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ทำงานบนโจทย์ด้านระบบสุขภาพที่สะท้อนปัญหาในโลกความเป็นจริงพร้อมรับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก Harvard ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสุขภาพ และผู้นำจากภาคอุตสาหกรรม HealthTech ผ่านระบบ Mentorship ระดับโลก เพื่อพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบนวัตกรรม AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานในระบบสุขภาพจริง และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต ซึ่งมีไฮไลท์สำคัญของโครงการได้แก่ Awards, Incubation & Global Acceleration ชิงเงินรางวัล พร้อมโอกาสเข้าร่วม Harvard-led Incubation Program และ Bootcamp ระดับนานาชาติ เพื่อเร่งการพัฒนาจากต้นแบบสู่โครงการนำร่อง งานวิจัย และ Early Startup World-Class Mentorship & Expert Clinics การได้รับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้งด้านระบบสุขภาพ การแพทย์ และผู้นำอุตสาหกรรม ผ่านระบบ Mentorship From Concept to Real Prototypeการพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบ AI ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในระบบสุขภาพ พร้อมเส้นทางการต่อยอดเชิงพาณิชย์ Global Pitching & Investment Opportunitiesการนำเสนอผลงานต่อ International Venture Capitalists และพันธมิตรระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสด้านเงินทุนและความร่วมมือ International Innovation & Research Network สร้างเครือข่ายนักนวัตกรรม นักวิจัย แพทย์ และผู้ประกอบการในระดับนานาชาติ และ Real-World Impact & Societal Value มุ่งเน้นนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้จริง มีความยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงระบบต่อสังคมและระบบสุขภาพอย่างแท้จริง

“กิจกรรมนี้เป็นโอกาสทองสำหรับนวัตกรไทยทุกคน ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจมาร่วมสมัคร เพราะสิ่งที่จะได้มากกว่าการแข่งขัน คือ ประสบการณ์ในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ช่วง Pre-Hackathon ในรูปแบบออนไลน์ กับกิจกรรมเวิร์คช็อปเพื่อเตรียมความพร้อมด้วยมาตรฐานระดับโลก สู่การแข่งขันแบบ On-site ที่ผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาต้นแบบอย่างเข้มข้น พร้อมแนวทางการต่อยอดสู่การใช้งานจริงและเชิงพาณิชย์ สำหรับ ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย นอกจากจะได้รับเงินรางวัลแล้ว หากสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 50 ทีมสุดท้าย จะได้เข้าร่วมช่วง Post-Hackathon Incubation ร่วมกับ Harvard Health Systems Innovation Lab ผ่าน Harvard-led Incubation Program และ Bootcamp ระดับนานาชาติ เพื่อเร่งพัฒนาผลงานจากต้นแบบสู่โครงการนำร่อง งานวิจัย และ Early Startup ขณะเดียวกันทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบ 10 ทีมสุดท้าย จะได้เข้าสู่โปรแกรมพัฒนาเชิงลึก (Venture Building Immersion) พร้อมนำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุนและพันธมิตรระดับโลก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการระดมทุนและขยายผลงานสู่ตลาดสากล” ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กล่าวและว่า

การที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับเลือกให้เป็น Official Local Hub ในประเทศไทย สะท้อนถึงศักยภาพด้านการวิจัย การแพทย์ และนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงความเชื่อมั่นในบทบาทการเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านสุขภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการมีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งกับสถาบันการแพทย์และองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยสามารถทำหน้าที่เป็น Gateway เชื่อมนวัตกรไทยเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกของ Harvard ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะมหาวิทยาลัยวิจัยและนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีศักยภาพและมีความสนใจด้านเทคโนโลยีสุขภาพและ AI for Healthcare ได้เข้ามาเรียนรู้ ทดลอง และแสดงศักยภาพบนเวทีระดับนานาชาติ เพื่อสร้าง Talent Pipeline เชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงนวัตกรรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นระบบพร้อมเสริมสร้างแรงจูงใจในการเข้าศึกษาต่อในสาขาที่เกี่ยวข้องในอนาคต

“นี่ไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะ แต่มันคือ Journey ในการพาทุกคนเข้าไปสัมผัสบรรยากาศการทำงานแบบ World-class อย่างแท้จริง เป็นเส้นทางลัดจากกรุงเทพฯ สู่บอสตัน ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและสร้างโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุนระดับโลกให้กับนวัตกรไทย” ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กล่าวปิดท้าย

สำหรับกิจกรรม Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026 เปิดรับสมัครทั้งในรูปแบบรายบุคคลและทีม ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 โดยที่ผู้สมัครจะได้เข้าสู่กิจกรรมเตรียมความพร้อม Pre-Hackathon ในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1– 28 มีนาคม 2569  และการแข่งขันในรูปแบบ On-site ระหว่างวันที่ 3–4 เมษายน 2569 ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตพญาไท โดยทีมที่ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 150,000 บาท พร้อมสิทธิ์การคัดเลือกสู่รอบ 50 ทีมสุดท้าย เพื่อเข้าร่วมโปรแกรม Post-Hackathon ในรูปแบบออนไลน์ ร่วมกับ Harvard Health Systems Innovation Lab ระหว่างเดือนเมษายน–มิถุนายน 2569

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นิรชา ทาราติน โทร. 02-849-6158, 091-575-5113 หรือสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านทาง https://airtable.com/app06PiI7r4PVqBdt/pagFJFqJW3xFqnRFw/form

สอวช. เปิดเวที ‘Carbon Neutrality Campus 2026’ ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero

สอวช. เปิดเวที 'Carbon Neutrality Campus 2026' ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero

สอวช. เปิดเวที ‘Carbon Neutrality Campus 2026’ ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.26 น.

สอวช. จับมือมหิดล–UNESCAP เปิดเวที Carbon Neutrality Campus 2026 ชูมหาวิทยาลัยเป็นกลไกเปลี่ยนระบบ เร่งไทยสู่ Net Zero “ดร.สุรชัย” ชี้ ความต้องการแรงงานสีเขียวพุ่งเกือบ 3 แสนคน ภายในปี 2030

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน สัมมนานานาชาติ 2026 Carbon Neutrality Campus Seminar ภายใต้หัวข้อ “Carbon Neutrality in Action: Regional Insights, Local Innovations – From Campus to City” ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และ United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (UNESCAP) เพื่อผลักดันบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในฐานะแกนกลางการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions

การจัดงานครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากหลายองค์กรเข้าร่วม ได้แก่ ศ.ดร.นภเรณู สัจจรักษ์ ธีระฐิติ รองอธิการบดีฝ่ายความร่วมมือระดับโลกและสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและ ดร. ซังมิน นัม ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา UNESCAP

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวเปิดงานว่า การร่วมเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานนโยบายระดับประเทศ สถาบันอุดมศึกษา และองค์การสหประชาชาติ ในการขับเคลื่อนวาระการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศทั่วโลก

ดร.สุรชัย กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย การมุ่งสู่เป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 ไม่ได้เป็นเพียงพันธกรณีมิติสิ่งแวดล้อม แต่เป็น ยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตประชาชน และความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ นอกจากนี้ ระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation System: NIS) และฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ รวมถึงการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ยกเป็นกลไกสำคัญในการแปลงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ไปสู่การลงมือทำที่เกิดผลจริงในวงกว้าง

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานนโยบายหลักด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) สอวช. มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และบูรณาการนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สอวช. ยังทำหน้าที่เป็น National Designated Entity (NDE) ของประเทศไทย ภายใต้กลไกเทคโนโลยีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และเป็นหน่วยประสานงานการดำเนินงาน Technology Needs Assessment (TNA) และอยู่ในระหว่างการดำเนินการฉบับปรับแก้ไขจากฉบับแรกภายใต้การสนับสนุนของ Global Environment Facility (GEF)

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ประยุกต์บทบาทดังกล่าว สอวช. ได้ริเริ่ม โครงการ Net Zero Campus เพื่อเป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนเชิงระบบให้มหาวิทยาลัยสามารถแปลงจากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และสร้างผลกระทบในระดับประเทศ โดยตั้งเป้าให้ อย่างน้อย 100 มหาวิทยาลัยจากทั้งหมด 172 มหาวิทยาลัย นำเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ไปบูรณาการในนโยบาย แผนงาน และการบริหารจัดการองค์กร พร้อมขยายผลสู่ชุมชนและภาคอุตสาหกรรม

ผู้อำนวยการ สอวช. เน้นย้ำว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรทำหน้าที่เพียงผลิตองค์ความรู้ แต่ต้องเป็น Living Laboratory ที่สามารถทดลอง พัฒนา และขยายผลนวัตกรรมด้านพลังงาน ระบบอาคาร การจัดการทรัพยากร และการลดก๊าซเรือนกระจกไปสู่การใช้งานจริง เมื่อมหาวิทยาลัยดำเนินการร่วมกันในระดับเครือข่าย จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ดร.สุรชัย ยังบรรยายพิเศษในหัวข้อ “From Universities to System Change: Driving Net Zero Future” โดยชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาคือกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม การพัฒนาทักษะ และการปฏิบัติจริงเข้าด้วยกัน

ดร.สุรชัย ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนากำลังคนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ประเทศไทยจะต้องการแรงงานในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกว่า 235,000–275,000 คน ครอบคลุมสาขาตลาดคาร์บอน ระบบ MRV ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน เกษตรและการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ซึ่งจำเป็นต้องเร่ง Reskilling–Upskilling และปรับระบบการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ

เด็กบึงกาฬ สร้างตำนาน ‘ฅนบุรีรัมย์เกมส์’ คว้าเหรียญทองวิ่งวิบาก 2,000 เมตร ชาย

เด็กบึงกาฬ สร้างตำนาน 'ฅนบุรีรัมย์เกมส์' คว้าเหรียญทองวิ่งวิบาก 2,000 เมตร ชาย

เด็กบึงกาฬ สร้างตำนาน ‘ฅนบุรีรัมย์เกมส์’ คว้าเหรียญทองวิ่งวิบาก 2,000 เมตร ชาย

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.00 น.

เด็กบึงกาฬ สร้างตำนาน ‘ฅนบุรีรัมย์เกมส์’ คว้าเหรียญทองวิ่งวิบาก 2,000 เมตร ชาย

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.50 น. ณ สนามกรีฑา มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ในการแข่งขันกรีฑา รายการวิ่งวิบาก 2,000 เมตร ประเภทชาย ศึกกีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติ “ฅนบุรีรัมย์เกมส์” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเภทการแข่งขันที่ท้าทายและใช้ทักษะความแข็งแกร่งสูงสุด

ผลปรากฏว่า นายสิปปกร ไชยธงยศ นักเรียนโรงเรียนเหล่าคามพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก ลูกหลานชาวอำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ สร้างผลงานยอดเยี่ยม ประกาศศักดาความแข็งแกร่ง เบียดแซงคู่แข่งขันจากทั้ง 10 เขตทั่วประเทศ คว้าเหรียญทอง เหยียบแป้นอันดับ 1 ของประเทศไทย มาฝากพี่น้องชาวบึงกาฬได้อย่างสง่างาม

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการสนับสนุนและการปลุกปั้นอย่างต่อเนื่องของ นายไสว จันทร์อ้วน ผู้อำนวยการโรงเรียนเหล่าคามพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครูอาจารย์ และผู้ปกครอง รวมถึงการฝึกสอนอย่างเข้มข้นของ นายวิเชียร หมื่นศรี ครูผู้ฝึกสอนโรงเรียนเหล่าคามพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก

นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของวงการกีฬาจังหวัดบึงกาฬ และเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของชาวอำเภอเซกา ที่ลูกหลานสามารถสร้างชื่อเสียงในระดับประเทศได้อย่างยิ่งใหญ่

สอศ.ยกระดับอาชีวะสู่สากล ปูพรมพัฒนาคนรุ่นใหม่ ป้อนตลาด ‘EV- AI – เทคโนโลยีอาหาร’

สอศ.ยกระดับอาชีวะสู่สากล ปูพรมพัฒนาคนรุ่นใหม่ ป้อนตลาด ‘EV- AI – เทคโนโลยีอาหาร’

สอศ.ยกระดับอาชีวะสู่สากล ปูพรมพัฒนาคนรุ่นใหม่ ป้อนตลาด ‘EV- AI – เทคโนโลยีอาหาร’

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ กับสมาคมความร่วมมือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษาไทย–จีน โดยนายวัลลภ รัตนถาวร นายกสมาคม ร่วมลงนาม เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการอาชีวศึกษาไทย-จีน  โดยมีนายราตรีสวัสดิ์ ธนานันท์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาช่างอุตสาหกรรม นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ ร่วมด้วย นางสาว Yunyun Wu อุปนายกสมาคมฯ นายอนุพงค์ มกรานุรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การพัฒนากำลังคนไม่อาจดำเนินการได้โดยลำพังภายในประเทศ หากแต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศจีนมีประสบการณ์และมีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นด้านการพัฒนาการอาชีวศึกษา ทั้งการเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับภาคอุตสาหกรรม การยกระดับทักษะกำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ นับเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาการอาชีวศึกษาของไทย

“การลงนามในครั้งนี้เป็นตามเจตนารมย์ของทั้งสองฝ่าย เชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนบุคลากร นักเรียน นักศึกษา ทั้งด้านวิชาการ การฝึกอบรม การพัฒนาหลักสูตร รวมถึงการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน เสริมสร้างกิจกรรมสมรรถนะและทักษะภาษาจีนเพื่ออาชีพ บนพื้นฐานของมิตรภาพไทย-จีน เพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาเข้าถึงการเรียนรู้ระดับนานาชาติ เพิ่มโอกาสสร้างความก้าวหน้าทางอาชีพในอนาคต และเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

สำหรับกรอบความร่วมมือ สอศ. และสมาคมฯ จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะนำร่อง ได้แก่ สาขาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ความรู้เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า-เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการซ่อมบำรุงขั้นสูง สาขาปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI & Digital Technology) การผลิตอัตโนมัติ วิเคราะห์ข้อมูล และระบบ Chatbot สำหรับอุตสาหกรรมและการบริการ และสาขาเทคโนโลยีอาหาร (Food Technology) ในการนำนวัตกรรมการแปรรูปความปลอดภัยทางอาหาร และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ ทั้งนี้ ครอบคลุมสาขาอื่นๆ ที่เป็นความต้องการของทั้งสองฝ่าย รวมถึงจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมภาษาจีน (เฉพาะด้านเทคนิค) และบูรณการหลักสูตรระยะสั้น ระยะยาว และหลักสูตรร่วม โดยจะนำร่องในสถานศึกษาที่มีความพร้อมเพื่อเป็นฐานในการปฏิบัติงานจริง