‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.28 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดกิจกรรมตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

1 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. พุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ร่วมทำบุญตักบาตรพระ 3,000 รูป ต้อนรับศักราชใหม่ 2569 และตักบาตรฉลองพระบวชใหม่ รุ่นบูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชน จำนวนมาก ใส่ชุดขาวๆมาร่วมงาน ต่อด้วยภาคสายพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันปฏิบัติธรรม  ประกอบพิธีบูชาข้าวพระ และถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ณ วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ในปี 2569 ทางคณะกรรมการตักบาตร ทั่วไทย ขอเชิญชวนสาธุชนผู้มีบุญร่วมกันสั่งสมบุญ ด้วยการตักบาตรพระ 1,000 รูป เมืองตรัง ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์, ตักบาตรพระ 1,111 รูป จังหวัดน่าน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์, ตักบาตรพระ 11,250 รูป นครศรีธรรมราช ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์,ตักบาตรพระเมืองโคราช 558 ปี 10,000 รูป ในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

เมื่อคืนที่ผ่านมาพระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เมตตาเป็นประธานสงฆ์พิธีฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 8,000ล้านจบ และสวดมนต์ข้ามปี สร้างบุญเป็นสิริมงคลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ มหารัตนวิหารคด หน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์

ด้านพระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่าเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ วัดพระธรรมกาย ได้มีพิธีฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 8,000 ล้านจบ หลัก ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส ด้วยขณะสวด ผู้สวดไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น ด้วยกาย วาจา ใจ ขณะสวดเป็นการทบทวนคำสอน และสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ถือเป็นการทำดี ด้วยกาย วาจา ใจ และจิตที่เกาะเกี่ยวแน่วแน่อยู่ในบทสวด เป็นการเจริญสติ สมาธิภาวนา ลดละกิเลสในใจ บังเกิดจิตที่ผ่องใสแก่ตนเอง

นอกจากนี้ที่วัดพระธรรมกายได้เปิดสวนดอกไม้ “ทุ่งสวรรค์ ตะวันฉาย” ให้ประชาชนเข้าชมฟรีจนถึง วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นสวนดอกเบญจมาศ สีชมพู อยู่บริเวณฝั่งทิศตะวันออก ลานจอด P13 วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ปลูกเพื่อนำไปบูชาพระรัตนตรัยในกิจกรรมต้อนรับพระภิกษุธรรมยาตราโครงการกตัญญูบูชา มหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 14 ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 2-31 มกราคมนี้

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมลงนามถวายพระพร‘ในหลวง-พระราชินี’ ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569

1 มกราคม 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ  นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

เรียนจริง ปฏิบัติจริง! ม.วลัยลักษณ์ ลุยโปรเจกต์ ‘WIL’ ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว – โรงแรมมืออาชีพ

เรียนจริง ปฏิบัติจริง! ม.วลัยลักษณ์ ลุยโปรเจกต์ ‘WIL’ ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว - โรงแรมมืออาชีพ

เรียนจริง ปฏิบัติจริง! ม.วลัยลักษณ์ ลุยโปรเจกต์ ‘WIL’ ปั้นบัณฑิตท่องเที่ยว – โรงแรมมืออาชีพ

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พร้อมเปิดโครงการการเรียนรู้เชิงบูรณาการกับการทำงาน (Work Integrated Learning: WIL) ประจำปีการศึกษา 2568 ร่วมกับ 19 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดกระบี่ มุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรมให้มีทักษะพร้อมทำงานจริง ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

รศ.ดร.จรัญ บุญกาญจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มวล. กล่าวว่า โครงการ WIL ถือเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ที่มุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาให้มีองค์ความรู้ควบคู่กับทักษะและประสบการณ์จริง โดยหลักสูตรการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรมของสำนักวิชาการจัดการ ถือเป็น “หลักสูตรต้นแบบ CWIE” (Cooperative and Work Integrated Education) ที่ได้รับการยอมรับและบรรจุในคู่มือของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เพื่อใช้เป็นแนวทางให้กับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

“ความร่วมมือกับ 19 หน่วยงานในจังหวัดกระบี่ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของภาคีเครือข่ายที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและการบริการ นักศึกษาทั้ง 70 คน จะได้เรียนรู้จากของจริงและทำงานจริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการที่มีคุณภาพในอนาคต” รศ.ดร.จรัญ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. กล่าวถึงรายละเอียดโครงการว่า สำนักวิชาฯ ได้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบ WIL มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 และได้บรรจุลงในหลักสูตรอย่างเต็มรูปแบบในปี 2567 โดยโครงการประจำปีการศึกษา 2568 นี้ มีนักศึกษาชั้นปีที่ 2 เข้าร่วมจำนวน 70 คน มีระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 5 เดือน (20 ตุลาคม 2568 – 27 กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งแบ่งรูปแบบการเรียนรู้เป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วงแรกเป็นการเตรียมความพร้อม (2 เดือน) : การเรียนทฤษฎีเข้มข้นในรายวิชาการดำเนินงานและการจัดการงานบริการโรงแรม ณ มหาวิทยาลัย

ต่อมาเป็นช่วงศึกษาดูงาน (1 สัปดาห์) การลงพื้นที่จังหวัดกระบี่เพื่อเรียนรู้ภาคทฤษฎีควบคู่การปฏิบัติ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากโรงแรมชั้นนำ อาทิ โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท, โรงแรมเซ็นทารา อ่าวนาง บีช รีสอร์ท และอ่าวนาง ปริ้นซ์วิลล์ วิลล่า รีสอร์ท รวมถึงการรับฟังบรรยายพิเศษจาก ททท. สำนักงานกระบี่ และเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมอันดามัน

และสุดท้ายเป็นช่วงปฏิบัติงานจริง (12 สัปดาห์) นักศึกษาจะเข้าปฏิบัติงานในสถานประกอบการโรงแรม 17 แห่ง ในจังหวัดกระบี่ ทั้งแผนกอาหารและเครื่องดื่ม และแผนกแม่บ้าน โดยมีรูปแบบการทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน และเรียนรู้ในห้องเรียนทุกวันศุกร์ ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองกระบี่ อีก 1 วัน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้บริหารโรงแรมมืออาชีพเป็นอาจารย์พิเศษ

สำหรับการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากหน่วยงานหลัก อาทิ เทศบาลเมืองกระบี่, สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกระบี่ และผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำ 17 แห่ง ที่เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

มองให้ไกลกว่า‘สมรสเท่าเทียม’ ‘ครอบครัวยุคใหม่’สิทธิยังไม่ถูกมองเห็น

มองให้ไกลกว่า‘สมรสเท่าเทียม’ ‘ครอบครัวยุคใหม่’สิทธิยังไม่ถูกมองเห็น

มองให้ไกลกว่า‘สมรสเท่าเทียม’ ‘ครอบครัวยุคใหม่’สิทธิยังไม่ถูกมองเห็น

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“กว่าที่เราจะมาพูดกันวันนี้ว่าความรักไม่จำกัดเพศ ความหลากหลายต่างๆ คือความสวยงาม กว่าเราจะพูดคำนี้ได้มันใช้เวลายาวนานมาก เอาแค่สัก 30 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่ารากเหง้าของปัญหามันเรื่องเดียวของกลุ่มหลากหลายทางเพศ LGBT มันมีรากเดียวก็คือความวิปริตผิดเพศ คือเขาไม่ได้มองว่าเราเป็นคน กลุ่มเปราะบางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ชาติพันธุ์หรือใครก็แล้วแต่เขามองว่าเป็นคนก่อนแต่มีความเปราะบางในเรื่องอื่นๆ แต่ของเราเขาไม่ได้มอง เขามองว่าเราไม่ใช่มนุษย์และเป็นความวิปริตผิดเพศ”

กิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย กล่าวในวงเสวนา “ครอบครัวยุคใหม่: สิทธิที่ยังไม่ถูกมองเห็นในกฎหมายปัจจุบัน และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อการสร้างครอบครัวที่เท่าเทียม”ว่า กว่าที่สังคมโลกจะเดินมาถึง ณ ปัจจุบัน บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ต้องเผชิญกับการถูกเกลียดชัง ซึ่งในบางประเทศถึงขั้นตั้งเป้าต้องกำจัดกวาดล้างให้หมดสิ้นไป ในขณะที่ประเทศไทยแม้ยังไม่รุนแรงถึงขั้นนั้น แต่สิทธิเสรีภาพของคนกลุ่มนี้ก็ถูกจำกัดอย่างมาก เช่น โอกาสในการประกอบอาชีพ การปรากฏตัวผ่านสื่อโทรทัศน์    

และแม้หลักการสาธารณสุขจะยึดโยงกับหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งสถาปนาขึ้นในปี 2491 (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 1948) แต่กว่าจะมีหมุดหมายสำคัญก็ต้องรอจนถึงปี 2533 เมื่อระบบจำแนกและกำหนดรหัสโรคและปัญหาสุขภาพสากล (ICD – 10) ซึ่งจัดทำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ถอดการเป็นบุคคลที่รักเพศเดียวกันออกจากบัญชีโรคทางจิตเวช ทำให้คนกลุ่มนี้สามารถเปิดเผยตนเองได้มากขึ้น แต่ก็ยังคงเผชิญกับการตีตรา เช่น ในประเทศไทย มีทั้งที่บอกว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มด้อยโอกาส กลุ่มหลักเสี่ยงติดเชื้อ HIV (โรคเอดส์) เป็นต้น

ขณะที่ปัจจุบันเมื่อประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว สิ่งที่ต้องมองต่อไปคือเรื่องการปฏิบัติ เช่น หลายคนอาจยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนออกมา แพราะกังวลความเสี่ยงถูกตีตราในสถานที่ทำงาน หรือแม้แต่ในครอบครัวที่พบการกระทำความรุนแรงจากพ่อแม่ที่รู้ว่าลูกเป็นบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงยังต้องติดตามการแก้ไขกฎหมายอื่นอีกบางฉบับเพื่อให้สอดคล้องไปในทางเดียวกัน เช่น กฎหมายคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ (อุ้มบุญ) กฎหมายสัญชาติว่าด้วยเรื่องการขอสัญชาติไทยผ่านการแต่งงาน

วงเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของงานเสวนาวิชาการ The Family Code 2025: สิทธิ ความฝัน และความหวังในการสร้างครอบครัว” จัดโดยสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2568 ยังมีวิทยากร 3 ท่าน โดย ณฐกมล ศิวะศิลป ที่ปรึกษากฎหมายเครือข่ายพ่อแม่หลากหลายเพศ และผู้ร่วมก่อตั้ง Thai Intersex Rights กล่าวถึงสังคมไทยที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง สวนทางกับสัดส่วนผู้สูงอายุในโครงสร้างประชากรมีแนวโน้มสูงขึ้น

ขณะที่การแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน นับตั้งแต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2568 ข้อมูลจากส่วนบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ระบุว่า ระหว่างเดือน ม.ค. – ก.ค. 2568 มีการออกทะเบียนสมรสในส่วนนี้ไปแล้ว18,398 ใบ ซึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 60 ของคู่สมรสที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมานสมรสเท่าเทียมคือคู่หญิงรักหญิง

“ถ้าเราจะลดปัญหาเด็กเกิดน้อยด้อยคุณภาพสู่การเปิดแนวทางให้คนที่มีความพร้อมที่จะมีบุตรได้มีโอกาสที่จะมีบุตร มี่ความพร้อมคืออะไร? คือมีความตั้งใจที่จะดูแลอีกชีวิตหนึ่งที่จะเกิดมาตามอัตภาพศักยภาพของตนเอง เราอยากให้มีกฎหมายที่อนุญาตให้มีบุตรได้โดยวิธีการทางการแพทย์ มีการเก็บสเปิร์ม เก็บไข่ เก็บ Embrio (ตัวอ่อน) และการใช้เทคโนโลยี IUI (Intra – Uterine Insemination : ฉีดเชื้อผสมเทียม) IVF (In-Vitro Fertilization : เด็กหลอดแก้ว) หรือกระบวนการตั้งครรภ์แทน” ณฐกมล กล่าว

ณฐกมล ยังเสนอแนะด้วยว่า สำหรับ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ที่ถุกเรียกแบบง่ายๆ ว่า กฎหมายอุ้มบุญ ควรเปลี่ยนการสื่อสารใหม่โดยเรียกว่า กฎหมายเพื่อช่วยการเจริญพันธุ์ หรือกฎหมายตั้งครรภ์ทางการแพทย์ อีกทั้งยังต้องสื่อสารใหม่เพื่อทำความเข้าใจความแตกต่าง ระหว่างคู่ชายรักชายจะเป็นการตั้งครรภ์แทน ส่วนคู่รักหญิงรักหญิงยังสามารถตั้งครรภ์เองได้

ด้าน พรปฏิมา วุฒิสารวัฒนา กรรมการเยาวชนสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ เล่าถึงการจัดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนกับเด็ก ซึ่งพบว่าแม้จะเป็นยุคปัจจุบันที่มีกิจกรรมให้ทำมากมายแต่เด็กบางส่วนก็ยังเลือกใช้ยาเสพติด หรือพบเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงเพียงเพราะเป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ นอกจากนั้นยังพบปัญหาสุขภาพจิต อาการซึมเศร้าพบในเด็กมากขึ้น ซึ่งคาดว่าเป็นผลกระทบจากสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) รวมถึงครอบครัวโดยเฉพาะเรื่องการเรียน รวมถึงประเด็นสังคมและเศรษฐกิจ

“เด็กรับรู้ว่าพ่อแม่เผชิญปัญหาทางการเงินอะไรอยู่ เพราะจากที่เราทำแบบสำรวจ เรารู้เลยว่าเด็กๆ รู้พ่อแม่กำลังเผชิญความยากลำบากอะไรอยู่  เรื่องของ TCAS การสอบเข้ามหาวิทยาลัย 1 วิชา 100 บาท แล้วทั้งหมดเราต้องสอบ 9 วิชา 900 บาท แล้วถ้าเราจะยื่นมหาวิทยาลัย ทุกที่ลำดับละ 100 บาท นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ต่อเด็ก” พรปฏิมา ระบุ

กรรมการเยาวชนสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ เน้นย้ำถึง “สิทธิเด็ก” ที่ต้องได้รับการคุ้มครองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนโลกก็ตาม ดังนั้นจึงไม่สำคัญว่าครอบครัวจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ตราบเท่าที่ครอบครัวนั้นให้ความสำคัญกับสิทธิเด็กและคุ้มครองเด็กอย่างแท้จริง นอกจากครอบครัวแล้วสังคมก็เป็นตัวหล่อหลอมให้เด็กเติบโตขึ้นมา “เด็กไม่ได้กลั่นแกล้งรังแก (Bully) หรือเหยียดเพศเป็นมาตั้งแต่ต้น..แต่ทำเพราะเห็นตัวอย่างจากผู้ใหญ่” เด็กเติบโตมาในสังคมแบบใด สุดท้ายก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ส่งต่อสิ่งเดียวกันให้กับเด็กรุ่นถัดไป

ปิดท้ายที่ ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงครอบครัวมักพูดถึงความรักและความผูกพัน แต่ครอบครัวเป็นอาณาบริเวณที่คนซึ่งเป็นสมาชิกถูกมอบหมายบทบาทหน้าที่รับผิดชอบ ครอบครัวจึงไม่ใช่พื้นฐานแห่งความสนุกสนานไปเสียทีเดียว แต่หากเชื่อว่าครอบครัวเป็นพื้นที่แห่งความรักและความผูกพัน ย่อมหมายความว่าใจเราอยู่ที่ใดที่นั่นก็คือครอบครัว (Family We Choose) แต่พูดแบบนี้อาจเป็นความลำบากของกระทรวงมหาดไทยเพราะกำหนดนิยามไม่ได้

หรือหากพูดถึงกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ก็ต้องบอกว่าครอบครัวเป็นพื้นที่โชกเลือด สมาชิกในครอบครัวไม่ว่าสามี – ภรรยา หรือพ่อ – แม่ – ลูก กระทำความรุนแรงกันหมด ดังนั้นจึงอยากชี้ชวนว่าเมื่อเวลาเรามองครอบครัว มีเรื่องที่ต้องพิจารณาหลายอย่างซึ่งไม่ใช่เรื่องสนุก แต่เราไปมองเรื่องการแต่งงานว่าจะนำไปสู่การสร้างครอบครัว โดยไม่ได้มองกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานที่ก็มีข้อบกพร่องอยู่ ในอีกมุมหนึ่งการขยายการรับรองการแต่งงานจากคู่รักชาย – หญิงไปสู่คู่รักที่เป็นเพศเดียวกันจึงเป็นการขยายปัญหานั้นตามไปด้วย

และหากจะพูดถึงนโยบายสาธารณะ คำถามคือ “รัฐอยากทำอะไรในเรื่องครอบครัว?” อะไรมาก่อนระหว่างสุขภาวะความอยู่ดีในครอบครัวกับกฎระเบียบของสังคมบางประการ ในขณะที่สิ่งซึ่งวิทยากรทั้ง 3 ท่านก่อนหน้าพูดถึงคือเสรีภาพในการเลือกว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับใครในรูปแบบใด เราเชื่อกันใช่หรือไม่ว่าประชาชนคนไทยสามารถคิดและตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตได้ เพราะหากไม่เชื่อก็ไม่ต้องออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

“ท่านเชื่อไม่ใช่หรือว่าคนไทยสามารถจะเลือกเองได้ว่าจะให้ใครเข้ามาใช้อำนาจรัฐ จะให้ใครเข้ามากำหนดกติกา กำหนดนโยบายสาธารณะแทนตัวเรา ถ้าพลเมืองคิดตัดสินใจได้เช่นนั้นก็แปลว่าพลเมืองไทยสามารถจะใช้เสรีภาพแบบเดียวกันนั้นตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับร่างกาย ตัวตน วิถีชีวิตในทางเพศ ความรัก ความสัมพันธ์ รูปแบบการอยู่ร่วมกัน การเลี้ยงเด็ก การเลี้ยงดูคนชรา ถ้ารัฐไทยไม่เชื่อเช่นนั้นว่าพลเมืองไทยเลือกเองได้ ก็อย่างที่บอกว่าไม่ต้องเลือกตั้ง” ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าว

(ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ”)

เผยโฉม 4 นวัตกรรมเพื่อสังคมฝีมือเยาวชนไทย จากทีมผู้ชนะ ‘Samsung Solve for Tomorrow 2025’

เผยโฉม 4 นวัตกรรมเพื่อสังคมฝีมือเยาวชนไทย จากทีมผู้ชนะ ‘Samsung Solve for Tomorrow 2025’

เผยโฉม 4 นวัตกรรมเพื่อสังคมฝีมือเยาวชนไทย จากทีมผู้ชนะ ‘Samsung Solve for Tomorrow 2025’

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัมซุง เผยโฉม 4 นวัตกรรมเพื่อสังคมจากพลังเยาวชนไทยผู้ชนะโครงการ Samsung Solve for Tomorrow 2025 เวทีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศได้ใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตและชุมชนรอบตัว ภายใต้แนวคิด “Make Your Impact! คิดแก้ปัญหา พัฒนานวัตกรรม ลงมือทำให้ยั่งยืน โดยผลงานความสำเร็จของเยาวชนในปีนี้ทั้ง 4 ทีม สะท้อนถึง พลังความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

ทีม แคปหมู จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) คว้ารางวัลชนะเลิศมาครองด้วยนวัตกรรม “Boxar” แอปพลิเคชันฝึกมวยสากลพื้นฐาน ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาของผู้ที่ฝึกมวยออนไลน์ อย่างด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น การจ้างโค้ช การเดินทาง และเพิ่มโอกาสให้เข้าถึงการฝึกฝนจากโค้ชมืออาชีพได้ง่ายยิ่งขึ้น เข้าถึงง่าย สนุก และมีประสิทธิภาพได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการดูแลสุขภาพให้คนในสังคม จนพัฒนาขึ้นเป็นแพลตฟอร์มที่มีทั้งคลิปฝึกทักษะ เกมที่ช่วยสร้างแรงจูงใจ และระบบ AI ตรวจจับการเคลื่อนไหว เช่น การเคลื่อนไหวของศีรษะ และการออกอาวุธ โดยผลงานนี้ได้ทดลองใช้จริงกับโค้ชมวยและผู้ใช้กว่า 71 คน ซึ่งกว่า 88.9% ยืนยันว่าอยากใช้งานต่อ ถือเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ให้วงการฝึกมวยออนไลน์

..อธิตานันท์ ธนโชคจินดาวัฒน์ ตัวแทนจากทีมแคปหมู เผยว่า พวกเรารู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จนี้มาก เพราะ Boxar เกิดขึ้นจากการที่เราลงพื้นที่ไปคุยกับค่ายมวยจริง เห็นปัญหาจริง แล้วกลับมาช่วยกันสร้างโซลูชันที่ใช้ได้จริง ซึ่งตลอดเวลา 7 เดือนเต็มที่พวกเราช่วยกันทำ แม้จะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็ช่วยให้เราได้เรียนรู้ทั้งการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และทักษะใหม่ๆ ทั้งโค้ดดิ้งและ AI ในมุมที่ไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งทักษะเหล่านี้จะติดตัวพวกเราไปจนถึงตอนเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นและการทำงานในอนาคต

ต่อด้วยรางวัลรองชนะเลิศกับทีม Onion Power Rangers จากโรงเรียนแม่วาง จ.เชียงใหม่ ที่ได้พัฒนา “OnionZee” ผงสารสกัดจากหอมหัวใหญ่ที่ช่วยลดเชื้อราและชะลอการเน่าเสียของผลไม้ โดยเฉพาะอโวคาโด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของเชียงใหม่ที่มักได้รับความเสียหายจากเชื้อราและแบคทีเรีย โดยแรงบันดาลใจของนวัตกรรมนี้เริ่มจากปัญหาของเกษตกรที่เผชิญปัญหาหอมหัวใหญ่ขนาดเล็กที่ต้องถูกทิ้งจำนวนมาก เกิดเป็นการเพิ่มมูลค่าและใช้สารสำคัญจากหอมหัวใหญ่อย่าง สารเควอซิทิน (Quercetin) มาใช้ในการยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ ซึ่งอยู่ในรูปแบบผงที่ใช้งานง่าย ปลอดภัย พร้อมผ่านการทดลองกับผู้ปลูก ผู้ค้าปลีก และครัวเรือนเป็นที่เรียบร้อย จนพบว่าสามารถ ยืดอายุผลไม้ได้นานขึ้น 8–10 วัน

..อาภากร สุรินต๊ะ ตัวแทนจากทีม Onion Power Rangers เผยถึงที่มาและแรงบันดาลใจว่า  เราเห็นปัญหาหอมเหลือทิ้งจากญาติที่ทำอาชีพปลูกหอม เลยอยากพัฒนาของที่ถูกทิ้งให้เกิดประโยชน์ ซึ่งพอได้เข้ามาในโครงการนี้ ถึงแม้เรายังมีความรู้ด้านสารสกัดไม่มาก แต่ได้พี่  ทีมซัมซุงช่วยแนะนำตลอด ทำให้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากรูปแบบสเปรย์มาเป็นผงที่ใช้งานง่ายขึ้น รวมทั้งได้มาเจอเพื่อนเก่งๆ จากทั่วประเทศ ทำให้รู้ว่าโรงเรียนเล็กๆ อย่างเราก็สามารถสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้สังคมได้เหมือนกัน

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่โดดเด่นจากทีมรองชนะเลิศคือ “Str8 up” จาก ทีม Sciourtoo โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จ.อุบลราชธานี ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังคด ซึ่งต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาและอุปกรณ์เสื้อเกราะดัดหลังที่มีราคาสูง ทีมจึงคิดค้นเสื้อที่ติดตั้งเซนเซอร์ Gyroscope เพื่อวัดระดับการเอนของกระดูกสันหลังแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อนั่งผิดท่านานเกิน 5 วินาที โดยข้อมูลจากเสื้อจะถูกส่งไปยังแอปพลิเคชันสำหรับติดตามผล ซึ่งแพทย์สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ประกอบการรักษาได้จริง พร้อมยังมีจุดเด่นที่ใส่ง่าย ใส่สบาย ใช้ได้ทุกวัน และราคาจับต้องได้

..แพรวลดา ทุมมากรณ์ ตัวแทนทีม Sciourtoo เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับว่า พวกเราไม่เคยเขียนโค้ดเลย แต่ต้องเรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่ศูนย์ให้ทันเวลา โชคดีที่มีอาจารย์และพี่ๆ จากซัมซุงคอยช่วยเหลือ โดยในอนาคตเราอยากให้เสื้อ Str8 up ช่วยผู้คนได้จริงและเข้าถึงคนได้กว้างขึ้น ผ่านการเข้าร่วมกับสิทธิบัตรทองหรือเป็นพาร์ทเนอร์กับโรงพยาบาลรัฐ เพราะเชื่อว่าหลายคนยังมีข้อจำกัดด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงการรักษา

ปิดท้ายที่ทีมรองชนะเลิศอีกหนึ่งทีมกับ AI SpineCheck จากปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ที่เลือกหยิบปัญหาโรคกระดูกสันหลังคดในเด็ก มาพัฒนาเป็นแพลตฟอร์ม AI SpineCheck ที่ให้ผู้ปกครองหรือโรงเรียนถ่ายภาพหลังของเด็กตามกรอบที่กำหนด แล้วให้ระบบ AI วิเคราะห์ความเสี่ยง พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์ โดยมีจุดเด่นคือ เข้าถึงง่าย ใช้ได้ทุกโรงเรียนเพียงแค่สมาร์ทโฟน และยังเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นส่วนตัว ปัจจุบันได้ทดลองใช้งานจริงแล้วในโรงเรียน 3 แห่ง รวม 50 คน พบว่าสามารถช่วยให้รายงานความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเข้ารับการรักษาได้ทันเวลามากขึ้น

นายเกียรติพงศ์ บุญญานุพงศ์ ตัวแทนทีม AI SpineCheck เผยว่า พวกเราลงพื้นที่ถ่ายรูปหลังเด็กด้วยตัวเอง ทำให้พวกเราเห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมในมุมที่ไม่เคยตระหนักมาก่อนว่า นวัตกรรมที่ดีต้องไม่ใช่แค่เจ๋ง แต่ต้องแก้ปัญหาให้คนได้จริง  นอกจากนี้ในอนาคตเรายังอยากให้ AI SpineCheck ต่อยอดฟีเจอร์เพิ่มขึ้น เช่น telemedicine เฉพาะทางหลังคด รวมไปถึงให้คำแนะนำด้านกายภาพ  และรับฟังให้คำปรึกษาทางจิตใจให้เด็กที่อาจไม่มั่นใจในตัวเอง เพื่อเข้าถึงการดูแลที่ดีขึ้น

ผลงานทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ที่พร้อมจะเป็นแรงขับเคลื่อนสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น โดยซัมซุงจะยังคงเดินหน้าเปิดพื้นที่การเรียนรู้ ทดลอง และมองหาโอกาสในการต่อยอดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความมุ่งมั่น “Together for Tomorrow Enabling People” เพื่อผลักดันให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาทักษะและเติบโตพร้อมรับอนาคตอย่างเข้มแข็ง

เสริมแกร่งอาชีวะไทย เร่งพัฒนาทักษะ ช่างระบบทำความเย็น – ปรับอากาศ ยกระดับฝีมือแรงงานสู่มาตรฐานอุตฯโลก

เสริมแกร่งอาชีวะไทย เร่งพัฒนาทักษะ ช่างระบบทำความเย็น - ปรับอากาศ ยกระดับฝีมือแรงงานสู่มาตรฐานอุตฯโลก

เสริมแกร่งอาชีวะไทย เร่งพัฒนาทักษะ ช่างระบบทำความเย็น – ปรับอากาศ ยกระดับฝีมือแรงงานสู่มาตรฐานอุตฯโลก

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและยกระดับทักษะบุคลากรอาชีวศึกษาไทยในสาขาระบบทำความเย็นและปรับอากาศ มุ่งสร้างกำลังคนคุณภาพที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ พร้อมส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบอาชีวศึกษาไทยให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน โดยมี น.ส.อภิรดี พหลเวชช์ ผู้อำนวยการกลุ่มสินค้าเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด และ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมลงนาม ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

..อภิรดี พหลเวชช์ ผู้อำนวยการกลุ่มสินค้าเครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกลุ่มลูกค้าองค์กร บจก.ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการ Love&Care ของซัมซุง มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายใต้พันธกิจ ‘Together for Tomorrow | Enabling People’ เราเชื่อว่า ‘การศึกษา’ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และเราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ สอศ. ในการยกระดับทักษะอาชีวะ เพื่อเตรียมเยาวชนไทยให้พร้อมกับอนาคตของอุตสาหกรรมดิจิทัลและสมาร์ทเทคโนโลยี

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ สอศ. กล่าวว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอาชีวศึกษาไทยให้มีความทันสมัยและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมจริง การร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพครูและนักเรียนให้พร้อมก้าวสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ภายใต้บันทึกความร่วมมือครั้งนี้ ซัมซุงและ สอศ. จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในสาขาที่เกี่ยวข้องกับระบบทำความเย็นและปรับอากาศ ภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อยกระดับทักษะของครู บุคลากร และนักเรียนอาชีวศึกษาให้มีความรู้และทักษะตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมจริง ผ่านการพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง พร้อมจัดโครงการและกิจกรรมต่อยอด เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวะได้ฝึกทักษะและศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง สนับสนุนวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์การเรียนการสอน และศูนย์ฝึกอบรมจริง ผ่าน บจก.อินสุวรรณ์ เทคนิคัล เซอร์วิสเซส สร้างประสบการณ์ตรงและความพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต อันจะนำไปสู่การพัฒนาแรงงานคุณภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

ปส.พัฒนาผู้บริหารด้วยหลักสูตร ‘GreenVersation’ เสริมทักษะการสื่อสารยุคใหม่และภาวะผู้นำ

ปส.พัฒนาผู้บริหารด้วยหลักสูตร ‘GreenVersation’ เสริมทักษะการสื่อสารยุคใหม่และภาวะผู้นำ

ปส.พัฒนาผู้บริหารด้วยหลักสูตร ‘GreenVersation’ เสริมทักษะการสื่อสารยุคใหม่และภาวะผู้นำ

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) นำทีมผู้บริหารอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาทักษะบทสนทนาเชิงสร้างสรรค์ (GreenVersation) สำหรับผู้บริหาร สู่การสร้างวัฒนธรรมและการบริหารที่เป็นเลิศ” เพื่อเสริมสร้างและยกระดับทักษะการสื่อสารในยุคปัจจุบัน ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคาร 1 ปส.

การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์นพพล นพรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมทีม (Team Culture) จากบริษัท Acrosswork จำกัด เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ ภายใต้แนวคิดการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร มุ่งสร้างบรรยากาศการทำงานที่ร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเทคนิค Empathic Listening หรือการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ ซึ่งช่วยลดอคติ เพิ่มความเข้าใจเชิงลึก และส่งเสริมการสื่อสารที่ดีภายในทีมงาน

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้ลงมือปฏิบัติผ่านกิจกรรม Workshop ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ได้จริงในสถานการณ์การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค “สลายมโน (Reconfirm)” เพื่อยืนยันความเข้าใจร่วม ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และเทคนิค 5I Reflection ที่ช่วยให้ผู้เข้าอบรมสามารถสะท้อนความคิดอย่างเป็นระบบและพัฒนาการสื่อสารที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกภายในทีม บรรยากาศการอบรมเต็มไปด้วยความสนใจและการมีส่วนร่วม ทั้งการตั้งคำถาม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการฝึกเทคนิคต่าง ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานจริงได้อย่างเหมาะสม

นพ.รุ่งเรือง ได้เน้นย้ำว่า การสื่อสารไม่ใช่เพียงการพูดหรือการส่งข้อมูล แต่คือการทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมหวังว่าความรู้และทักษะที่ทุกท่านได้รับในวันนี้ จะถูกนำไปต่อยอดในการทำงานจริง ทั้งในการบริหารทีม การประสานงาน และการให้บริการประชาชน เพื่อให้ ปสของเรามีวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มแข็งและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ

การอบรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับบทบาทด้านนิวเคลียร์และรังสีที่ต้องอาศัยการสื่อสารที่แม่นยำ รอบคอบ และมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเชื่อมั่นว่าทักษะ GreenVersation จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรขององค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงานให้บรรลุผลได้อย่างยั่งยืน

ม.กรุงเทพ จัดตั้ง ‘สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลฯ’ พัฒนาด้านความมั่นคงปลอดภัย นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล กฎหมาย ไอที

ม.กรุงเทพ จัดตั้ง ‘สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลฯ’ พัฒนาด้านความมั่นคงปลอดภัย นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล กฎหมาย ไอที

ม.กรุงเทพ จัดตั้ง ‘สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลฯ’ พัฒนาด้านความมั่นคงปลอดภัย นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล กฎหมาย ไอที

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) จัดตั้ง “สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์” (Institute of Digital Forensics and Cyber Security) ร่วมกับ P&P Law Firm และ Cyber Forensic and Investigation (CFI) ร่วมด้วยพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Magnet Forensics (USA) และ MSAB (Sweden) ในการสนับสนุนโปรแกรม AXIOM และ XRY เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย

ผศ.ดร.อรรยา สิงห์สงบ รองอธิการบดีสายวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงแรงผลักดันหลักในการจัดตั้งสถาบันแห่งนี้เกิดจากการตระหนักว่า อาชญากรรมไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นแล้วทุกวัน” ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิทธิส่วนบุคคล แต่ยังขาด “กลไกกลาง” ที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี นิติวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และกฎหมายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ Mr. Idris Rozaili, Solution Manager จาก Magnet Forensic กล่าวเพิ่มเติมในความร่วมมือครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้ถึงความสำคัญของการมีผู้คนที่มีความรู้ ความสามารถ และได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสมในการต่อสู้กับอาชญากรรมในยุคดิจิทัล ทาง Magnet Forensics มุ่งมั่นที่จะให้การเข้าถึงเครื่องมือ ความสามารถ และวิธีการต่างๆ แก่นักศึกษาและนักวิจัย เพื่อให้สามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่จำเป็น เพราะสิ่งนี้คือการลงทุนในอนาคตของความยุติธรรมและความปลอดภัยของสังคม

สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ได้เป็นเพียงห้องแล็บทดลอง แต่จะทำหน้าที่เป็น หน่วยขับเคลื่อนกำลังคนและความเชื่อมั่นทางดิจิทัลของประเทศ” โดยมีภารกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การพัฒนาองค์ความรู้ ด้าน Digital Forensics & Cybersecurity เชื่อมโยงกับกฎหมายพยานหลักฐานดิจิทัล 2.การสนับสนุนภาครัฐและเอกชน ในการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของอาชญากรรมทางไซเบอร์และความสามารถในการเข้าถึงองค์ความรู้ในการสืบสวน ตรวจสอบ วิเคราะห์ และพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล 3.การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน พันธมิตรเทคโนโลยี และหน่วยงานความมั่นคง ตลอดจนการขยายความร่วมมือและเครือข่ายในต่างประเทศ

Mr. Graeme Pyper, Vice President Sales APAC จากบริษัท MSAB เผยว่า เป็นโอกาสสำคัญสำหรับการพัฒนาเส้นทางอาชีพในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นสายงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กฎหมาย หรือการสร้างสรรค์คุณค่าให้แก่สังคม “เทคโนโลยีที่เรามอบให้นั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคม” โดยผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีชั้นนำและได้รับความรู้ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรชั้นนำต่างๆ เมื่อก้าวเข้าสู่สายอาชีพจริง

ในยุคดิจิทัล ความมั่นคงไม่ใช่เพียงเรื่องของรัฐอีกต่อไป แต่เป็น “ทักษะสำคัญของคนทำงานทุกสาขา” สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพัฒนาทักษะ (Upskill – Reskill – New Skill) ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ได้แก่ นักศึกษาในสายไอที วิศวกรรม และนิติศาสตร์ บุคลากรภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนที่ต้องการยกระดับความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ผศ.ดร.อรรยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือนี้ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การฝึกอบรมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ทางเทคนิคและความเข้าใจทางกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงและความยุติธรรมของประเทศอย่างยั่งยืน” หลักสูตรการเรียนการสอนจะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Magnet AXIOM และ MSAB XRY เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีองค์ความรู้และทักษะความเชี่ยวชาญ พร้อมใบประกาศนียบัตรที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ยังจะมีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจริงร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้าง “Digital Forensic Legal & Security Talent Pool” ที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ Partner, จากบริษัท P&P Law Firm กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในการจัดตั้งสถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ ถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนและถ่ายถอดองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมทักษะการวิเคราะห์เชิงลึกและการจัดการพยานหลักฐานที่ซับซ้อน รวมถึงสนับสนุนให้บุคลากรได้รับการรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Professional Certification) ที่รับการยอมรับในระดับโลก

เราเชื่อมั่นว่าบุคลากรที่มีคุณภาพคือรากฐานที่สำคัญที่สุด” การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยสร้างเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะความเป็นเลิศ พร้อมรับมือกับความท้าทายของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อนาคตอีก 3-5 ปี สถาบันฯตั้งเป้าที่จะเป็นมากกว่า “ศูนย์อบรม” แต่จะเป็น “ศูนย์ความเชื่อมั่นดิจิทัลของประเทศ” ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสามารถของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ forensic & cybersecurity ทั่วประเทศ

ณัฐพงษ์ ลิ้มแดงสกุล Executive Director จากบริษัท CFI ได้กล่าวไว้ว่า ในโลกยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุกส่วนในชีวิตของเรา ความท้าทายในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และอาชญากรรมในโลกดิจิทัลก็ได้ทวีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว “พยานหลักฐานดิจิทัล” (Digital Evidence) ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายคดี และเป็นหัวใจหลักในการแสวงหาความจริงในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น ศาสตร์ด้าน นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล” (Digital Forensics) จึงไม่ได้เป็นเพียงสาขาวิชาเฉพาะทางอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความมั่นคงและความน่าเชื่อถือให้กับสังคมดิจิทัลของเราและด้วยการสนับสนุนจากผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน Digital Forensics อย่าง Magnet Forensics และ MSAB ยิ่งส่งเสริมให้การจัดตั้งสถาบันฯ ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพัฒนาหลักสูตรสำหรับ “ผู้เชี่ยวชาญ” ในด้าน Digital Forensics เท่านั้น แต่เรากำลังร่วมกันสร้างรากฐานที่มั่นคงของ “อนาคต สำหรับกระบวนการยุติธรรมทางดิจิทัลของประเทศไทย

สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อของภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาใน ecosystem ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมสนับสนุนระบบยุติธรรมไทยด้วยมาตรฐานสากลด้านพยานหลักฐานดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัยและโปร่งใส นอกจากนี้ ยังมีวิสัยทัศน์ในการเป็น Regional Hub ด้าน Digital Forensics และ Cybersecurity ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภูมิภาคในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ไร้พรมแดน

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพด้วยความอาลัย

29 ธ.ค.68 เวลา 06.50 น. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพระพิธีธรรมที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ รับพระราชทานฉันเช้า ซึ่งเป็นพระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาส และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ ประจำทั้งกลางวัน กลางคืน และรับพระราชทานฉันเช้า ฉันเพล ตลอดจนประโคมย่ำยาม กำหนด 100 วัน โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินและเสด็จไปทรงเป็นประธาน รวมทั้งองคมนตรี ไปเป็นประธาน ในช่วงเวลาต่าง ๆ

และเวลา  10.54 น. นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพฯ ในการถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรมจากวัดราชสิทธาราม และวัดจักรวรรดิราชาวาส ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ 

ทั้งนี้ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นสถานที่ประดิษฐาน พระบรมศพของพระมหากษัตริย์เกือบทุกรัชกาล และพระบรมศพของสมเด็จพระอัครมเหสี และพระบรมวงศ์ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นพิเศษ อาทิ  สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา, สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา รวมถึงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี 2559 ถึง 2560

โดยในวันนี้มีสมาชิกราชสกุล กุญชร, ราชสกุล เรณุนันท์,  ราชสกุล ทินกร, ราชสกุล วัชรีวงศ์ , ราชสกุล ชุมแสง, ราชสกุล สนิทวงศ์, ราชสกุล นิลรัตน,  ราชสกุล อรุณวงษ์,  ราขสกุล กปิตถา, ราชสกุล ปราโมช,  ราชสกุล บรรยงกะเสนา, ราชสกุล อิศรเสนา, ราชสกุล รังสิเสนา, ราชสกุล ยุคันธร, ราชสกุล รัชนีกร, ราชสกุลรองทรง  ร่วมในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พะบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง 

นอกจากนี้ มีประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และคณะบุคคลจากจังหวัด นครนายก, จ. นครปฐม, จ. ชลบุรี,  จ. นครราชสีมา ตลอดจนผู้แทนองค์กร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิเช่น คณะครูและนักเรียนโรงเรียนลำนาว  จ.นครศรีธรรมราช,  กรมกิจการผู้สูงอายุ คณะที่ 1-คณะที่ 4, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา ป.5 คณะที่ 1-3, คณะครู นักเรียนโรงเรียนวิเชียรมาตุ จ.ตรัง คณะที่ 1-2,  คณะครู  นักเรียนโรงเรียนบ้านลาดวิทยา จ.เพชรบุรี, คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ บริษัท เอื้อวัฒนสกุล และกลุ่มบริษัทฯในเครือ, คณะผู้บริหาร องค์การเภสัชกรรม, บริษัทแอนด์  มีเดีย  ครีเอชั่น จำกัด, คณะผู้บริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย ฯลฯ  เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเป็นแบบอย่างในการส่งเสริม ฟื้นฟู อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในทุกๆด้านของไทย นอกจากจะเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับชาติ อย่างผ้าไหมไทยแล้ว ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆด้วยการสร้างงาน สร้างรายได้จากงานศิลปาชีพ และงานเกษตรกรรม ที่ล้วนเป็นอาชีพหลักของคนไทย เพื่อให้ราษฎรมีอาชีพ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายขึ้น

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังแจ้งว่า ในวันที่ 1 มกราคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปฏิทินหลวง พุทธศักราช 2569 แก่ผู้ที่มาลงพระนามและลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ที่บริเวณสนามตรงข้ามศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.  

และงดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตลอดทั้งวัน
 

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง – ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง - ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘ปราจีนบุรี’ เดินหน้าลดสูญเสียบนถนน ปรับจุดเสี่ยง – ส่งเสริมพฤติกรรมปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อเดือน เม.ย. 2568 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และภาคีเครือข่ายอีกหลายองค์กร จัดงานแถลงข่าว “ปราจีนยืนหนึ่ง ถนนปลอดภัย อุ่นใจด้วยการประกันภัย” ภายใต้ “โครงการสร้างพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน และการรณรงค์ประกันภัยรถภาคบังคับ ปี 2568” ซึ่งในเวลานั้น “ทีมงาน นสพ.แนวหน้า ได้นำเสนอข่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง (สกู๊ปแนวหน้า : ลดความสูญเสียบนถนน เป้าที่ท้าทายของ‘ปราจีนบุรี’ , หน้า 5 ฉบับวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 2568)

สืบเนื่องจาก จ.ปราจีนบุรี เป็นอีกหนึ่งเส้นทางเชื่อมสำคัญระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) กับภาคตะวันออก ที่เป็นทั้งแหล่งอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว อีกทั้งใน จ.ปราจีนบุรี เองยังเป็นที่ตั้งของ “นิคมอุตสาหกรรม 304” หรือสวนอุตสาหกรรม 304 ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ ปริมาณการสัญจรผ่านไป – มาจึงค่อนข้างหนาแน่น โดยเฉพาะ “ภาคการขนส่ง” ทั้งส่งสินค้าและส่งผู้โดยสาร ทำให้ “ความปลอดภัยทางถนน” เป็นประเด็นที่ทางจังหวัดให้ความสำคัญ

ล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา คณะทำงานโครงการดังกล่าวได้จัดแถลงข่าว “ปราจีนยืนหนึ่ง สรุป และต่อยอดถนนปลอดภัย” โดย สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI ฉายภาพสถานการณ์เสี่ยงใน จ.ปราจีนบุรี ว่า หลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 คลี่คลาย ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึงร้อยละ 19

“อุบัติเหตุหลักๆ ถ้าเราวิเคราะห์ก็จะพบว่าในปราจีนบุรี อำเภอที่มีเหตุค่อนข้างมากอยู่ 4 อำเภอหลัก ก็คือ อ.เมือง อ.ศรีมหาโพธิ อ.กบินทร์บุรี และ อ.นาดี ซึ่งถ้าเรามาเชื่อมโยงกับข้อมูลด้านการประกันภัย เราก็จะพบว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตที่มีมากกว่า 39% ไม่มีประกันภัย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นภาระที่คิดว่าเราคงต้องมีการดำเนินงานมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหากลุ่มเสี่ยง รถจักรยานยนต์ และกลุ่มเสี่ยงรถเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ได้” ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ TDRI ระบุ

เมื่อวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย 1.เยาวชนผู้ใช้จักรยานยนต์  โดยมากเป็นระดับมัธยมและอาชีวศึกษา (อายุ 15 – 19 ปี) พบว่าน้อยคนที่จะมีใบขับขี่และทำประกันภัย 2.กลุ่มแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริเวณใกล้กับสวนอุตสาหกรรม 304 (นิคม 304) มีจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและมีผู้เสียชีวิตค่อนข้างมาก และ 3.กลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง เพราะ จ.ปราจีนบุรี เป็นทางผ่านเชื่อมต่อระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การดำเนินการเบื้องต้น เช่น “สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย” มีทั้งการประชาสัมพันธ์ผ่าน Spot Radio (สถานีวิทยุกระจายเสียง) เผยแพร่เสียงประชาสัมพันธ์ครอบคลุม 3 อำเภอ เน้นพื้นที่หนาแน่นและมีการสัญจรสูง เช่น สถานศึกษา สวนอุตสาหกรรม 304 และตลาด 304 พลาซ่า การจัดรถแห่ประชาสัมพันธ์วิ่งประชาสัมพันธ์ใน อ.เมืองปราจีนบุรี และศรีมหาโพธิ สัปดาห์ละ 2 วัน (อาทิตย์-จันทร์) เวลา 08.00-16.00 น. สื่อสารตรงถึงประชาชน และผู้ใช้รถใช้ถนน

จัดกิจกรรม Road Safety Week (RSW) ในสถานศึกษา 5 แห่ง 3 อำเภอ อบรมเชิงปฏิบัติการตามฐาน  ประกอบด้วย (1) ไขรหัส พ.ร.บ. (2) Blind Spot (3) หมวกนิรภัย (4) บูธประกันภัย และ (5) วงเสวนา มีการจัดกิจกรรม  Road Safety Day โรงงานขับขี่ปลอดภัยกับสวนฯ 304 อบรมเชิงปฏิบัติการ (1) กิจกรรมวงเสวนา จากวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ และ (2) Workshop สร้างสรรค์แคมเปญกิจกรรมใน โรงงาน ผ่านกรณี Road Safety และประกันภัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ประกอบด้วย เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ที่ว่าการอำเภอศรีมหาโพธิ สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปราจีนบุรี และสถานศึกษาเป้าหมาย 5 แห่ง สวนอุตสาหกรรม 304 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ และตลาด 304 พลาซ่า ผลที่พบคือ 1.การจดจําและเข้าใจ ผู้เข้าร่วมใน 3 อำเภอ (5 สถานศึกษา และ 1 สวนอุตสาหกรรม) สามารถจดจําข้อความและ เข้าใจเนื้อหาสื่อประชาสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

2.การตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ผู้เข้าร่วมรับทราบสื่อและพร้อมเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม มีการประเมินเห็นผลการเปลี่ยนแปลงจริงในสถานศึกษา และ 3.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กิจกรรม Road Safety Week และ Road Safety Day สร้างการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้าร่วมและผู้เชี่ยวชาญ ได้ความรู้ ความตระหนัก และความสนุก ขณะที่เมื่อเจาะเป็นกลุ่มเป้าหมาย “กลุ่มนักเรียน – นักศึกษา” ร้อยละ 95 ผ่านเกณฑ์ประเมินความรู้ ด้านความปลอดภัยใน การเดินทางและประกันภัย พ.ร.บ.

มีการสวมหมวกนิรภัย เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และมีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการหมวกนิรภัยในอนาคตเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 อีกทั้งการทํา พ.ร.บ. ใน 5 สถานศึกษาเพิ่มขึ้น มีผู้ทำ พ.ร.บ. เพิ่มทั้งหมดร้อยละ 39 ซึ่งจริงๆ แล้วราคาประกันภัยภาคบังคับก็ไม่แพง แต่ที่ไม่ทำก็เพราะอาจขาดความตระหนักรู้ ส่วน “กลุ่มคนวัยทำงาน” พนักงานในสถานประกอบการมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน วางแผนที่จะถ่ายทอดความรู้ผ่านการ บอกต่อ สื่อสาร และประชาสัมพันธ์ พนักงานในสถานประกอบการที่รับสื่อโครงการฯ จดจําข้อความได้ ทําให้แนวโน้มการเปลี่ยน พฤติกรรมการขับขี่ดีขึ้น สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่ ไม่ใช้ความเร็วเกินกำหนดในเขตชุมชน

ส่วน “มาตรการในอนาคต” ที่คณะทำงานอยากส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการในปี 2569 – 2570 อาทิ 1.สนับสนุนการทำใบขับขี่ในกลุ่มนักเรียน – นักศึกษา เนื่องจากพบว่า เยาวชนอายุ 15 – 19 ปีที่เกิดอุบัติเหตุ ร้อยละ 90 ไม่มีใบขับขี่ 2.ชะลอความเร็วในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะบริเวณ “ศาลเจ้าพ่อปู่โทน” บนถนน 304 ฝั่งขาล่อง เนื่องจากพบว่า ร้อยละ 82 ของรถบัสและรถบรรทุกมักเกิดอุบัติเหตุที่จุดนี้ ,  ถนน 304 บริเวณ “หน้านิคมฯ กบินทร์บุรี” ที่มีการตัดการจราจรค่อนข้างสูง , “ถนนปราจีนอนุสรณ์” อ.เมือง จุดที่ผ่านหน้าสถานศึกษา มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง 

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนใน 2 ปีถัดไป 1.บูรณาการเข้ากับแผนจังหวัด เสนอให้จังหวัดปราจีนบุรีบรรจุโครงการฯ เข้ากับนโยบายและ ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัดอย่างเป็นทางการหรือผ่านศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) และ คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) จังหวัดปราจีนบุรี 2.สร้างเครือข่ายความร่วมมือรัฐ-เอกชน ภาคธุรกิจประกันภัยเดินหน้ากิจกรรม CSR ด้านความปลอดภัย ทางถนนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยมี คปภ. เป็นผู้ประสานระหว่าง ธุรกิจประกันภัยและจังหวัด

3.ใช้กลไกกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุ เสนอให้ปรับหลักเกณฑ์การใช้เงินกองทุนทดแทนฯ เพื่อสามารถสนับสนุนมาตรการป้องกันอุบัติเหตุได้มากขึ้น และ 4.พัฒนาระบบข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา สนับสนุนการบูรณาการฐานข้อมูลอุบัติเหตุ ข้อมูลกรมธรรม์ และข้อมูลเคลมประกันภัยเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ต่อการ วิเคราะห์แก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและแม่นยำ

“ถ้าทำเสร็จตามแผนที่เราคาดการณ์ไว้ ในปี 2569 และ 2570 เราคาดว่าจะลดผู้เสียชีวิตได้ตลอด 3 ปีของโครงการอย่างน้อยประมาณ 126 คน ซึ่งก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ การบาดเจ็บควรต้องลดลง และแน่นอนมูลค่าความสูญเสียตลอด 3 ปีน่าจะลดได้หลักหลายร้อยล้านบาท เพราะชีวิตหนึ่งทาง TDRI เคยประเมินไว้ 1 ชีวิตมูลค่าต้องไม่น้อยกว่า 7 – 8 ล้านบาท ฉะนั้นนี่คือผลที่เราคาดหวัง” สุเมธ กล่าว

เสียงสะท้อนจากคนทำงานในพื้นที่และผู้สนับสนุน ธนพล จรัลวณิชวงศ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า หลังได้รับทราบข้อมุลและดำเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงต่างๆ พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลง ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือและพร้อมขับเคลื่อนการเป็นจังหวัดต้นแบบ โดยมีตัวชี้วัด 4 ด้าน 1.พฤติกรรม อัตราการสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้น ขับขี่ชะลอความเร็วในเขตชุมชน 2.ผลลัพธ์ในภาพรวมของโครงการ อัตราการเกิดอุบัติเหตุลดลง อัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลง พื้นที่เสี่ยงได้รับการปรับปรุงแก้ไขทางกายภาพ

“เรื่องที่ 3 เกี่ยวกับการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ที่ผ่านมาโครงการนี้ก็เกิดการกระตุ้นทำให้เกิดการทำงานร่วมกันมากขึ้นในทุกภาคส่วนของจังหวัด ทั้งส่วนกลางแล้วก็จังหวัดเอง แล้วก็อำเภอและท้องถิ่น ซึ่งก็เป็นการประสานการทำงานใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะร่วมสร้างถนนที่ปลอดภัย มีการนำฐานข้อมูลต่างๆ ที่มีมาบูรณาการแล้วก็มาวิเคราะห์ร่วมกันว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร แล้วก็ในประเด็นสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทุกคนก็ตระหนักถึงความสำคัญของการลดปัญหาอุบัติเหตุ และมองว่าการทำ พ.ร.บ.ภาคบังคับเป็นเรื่องปกติ” ธนพล กล่าว

เอกชัย ศรีสุยิ่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี เปิดเผยว่า จากจำนวนนักศึกษา 3,500 คน ใช้จักรยานยนต์ถึงร้อยละ 30 หรือราว 1,000 คัน ซึ่งทางวิทยาลัยฯ และภาคีเครือข่ายส่งเสริมเรื่องการสวมหมวกนิรภัย และมีผลตอบรับที่ดีขึ้นจากนักศึกษา ส่วนเรื่องการทำใบขับขี่ จุดนี้มีข้อจำกัดเรื่องอายุเนื่องจากบางส่วนยังอายุไม่ถึง 15 ปี ในอนาคตอาจต้องหาแนวทางดูแลกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ส่วนเรื่องการชะลอความเร็ว ต้องหารือกับเครือข่ายเพราะเป็นสภาพแวดล้อมภายนอก และการทำ พ.ร.บ. จะเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์เพิ่มขึ้น

“ในเบื้องต้นที่เราดำเนินการอยู่ก็จะมีคุณครูที่ Standby (เตรียมพร้อม) ในการสังเกตพฤติกรรม ในการตรวจคัดกรองทุกประเภท อาจไม่ใช่แค่หมวกกันน็อกอย่างเดียว รวมทั้งสิ่งที่เรามองว่ามันจะมีผลต่อเรื่องของความปลอดภัยของนักเรียน – นักศึกษาด้วย ตรงนี้ก็ให้ความสำคัญ ในอนาคตแน่นอนอาจมองว่าระบบเทคโนโลยีอาจต้องมีส่วนเข้ามาดำเนินการ เช่น กล้องตรวจจับการสวมหมวก การเปิดไม้กั้นเพื่อเข้าจอดรถได้ ตรงนี้อาจมีเพิ่มเติม” รอง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี กล่าว

พงษ์ศักดิ์ ชีวรัตนพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คปภ. กล่าวว่า เมื่อมีการสูญเสีย หากมีประกันย่อมได้รับการคุ้มครอง แต่มองให้ยั่งยืนกว่านั้นคือหากไม่สูญเสียก็ไม่ต้องมาใช้ประกัน เพราะประกันคือทางสุดท้ายที่เมื่อเกิดแล้วยังได้รับการเยียวยา ซึ่งการลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ต้องขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดที่เห็นความสำคัญ นับตั้งแต่การแถลงข่าวเมื่อเดือน เม.ย. 2568 ก็ทำงานร่วมกันมาตลอด ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way) เพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม

“กิจกรรมที่ TDRI ออกแบบให้เรานั้นเป็นกิจกรรมที่เป็นลักษณะของการสิ่อสารปฏิสัมพันธ์ การลงไปทำกิจกรรมเราไม่ได้บอกท่านต้องสวมหมวกกันน็อก เราไมได้บอกว่าท่านต้องซื้อประกัน พ.ร.บ. แต่เราบอกก่อนว่าถ้าวันนี้ท่านมีหมวกกันน็อกแล้วท่านเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บท่านก็จะลดน้อยถอยลงไป หรือวันนี้ท่านประสบอุบัติเหตุแล้วท่านมีประกัน ท่านก็จะได้รับการเยียวยาความคุ้มครองเ เราไปสร้างความเข้าใจแล้วให้เขาเข้าภึงสภาพปัญหาที่แท้จริง เราถึงมาแก้ปัญหาให้ตรงจุดแล้วเกิดความยั่งยืน” พงษ์ศักดิ์ กล่าว