‘โสภณ ซารัมย์’ ชี้แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ-แนะถ่ายโอนให้ท้องถิ่น

‘โสภณ ซารัมย์’ ชี้แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ-แนะถ่ายโอนให้ท้องถิ่น

‘โสภณ ซารัมย์’ ชี้แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กถูกยุบ-แนะถ่ายโอนให้ท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.51 น.

ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ชี้แก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กจะถูกยุบ แนะถ่ายโอนภารกิจหน้าที่บางส่วน ให้กับท้องถิ่นบริหารจัดการ เผยท้องถิ่นมีความพร้อมทั้งงบประมาณและบุคลากรเพียงพอ จี้รัฐบาลรีบนำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเป็นการด่วน เพื่อให้เกิดการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเสริมสร้างคุณภาพให้กับผู้เรียน 

วันที่ 29 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายศักดิ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ นางสวีณา พลพืชน์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร นายรังสรรค์ วรรณเสน ท้องถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดเตรียมความทั้งด้านการบริหารจัดการบุคลากรทางการศึกษา การจัดการเรียนการสอน และความพร้อมของอาคารสถานที่ พร้อมต้อนรับการเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา  2568 ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 นี้ ของโรงเรียนเทศบาล 1 (วัดกะทิง) ต.หินโคน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ สังกัดเทศบาลเมืองลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

พร้อมให้คำแนะนำทิศทางการพัฒนาการศึกษา นโยบายการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษา หลังจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 (สพป.บุรีรัมย์ เขต 1) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้ถ่ายโอนโรงเรียนเทศบาล 1 (วัดกะทิง) ชื่อเดิมโรงเรียนวัดกะทิง ให้แก่เทศบาลเมืองลำปลายมาศ เมื่อวันที่ 25 มี.ค.68 โดยมี พันจ่าโท ทวี พิมพ์อุบล นายอำเภอลำปลายมาศ น.ส.มารศรี เค้าไธสง ปลัดเทศบาลเมืองลำปลายมาศ คณะผู้บริหาร คณะครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองและนักเรียน ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับ โรงเรียนเทศบาล 1 (วัดกะทิง) แต่เดิมชื่อโรงเรียนวัดกะทิง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กเปิดทำการเรียนการสอน 2 ระดับ คือ ระดับปฐมวัย และระดับปฐมศึกษา ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีเด็กนักเรียน 26 คน และมีครูผู้สอน 2 คน ซึ่งไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนจำเป็นต้องนำเรียนมาเรียนรวมกัน และกำลังจะถูกยุบรวมโรงเรียน ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง หากยุบโรงเรียนวัดกะทิง จะต้องนำเด็กนักเรียนไปเรียนที่โรงเรียนในเขตตัวอำเภอลำปลายมาศ 

ต่อมาคณะครู ผู้ปกครอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้หารือร่วมกับ สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 และเทศบาลเมืองลำปลายมาศ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรครู และไม่ให้โรงเรียนถูกยุบ จึงได้ทำเรื่องโอนย้ายให้โรงเรียนวัดกะทิง ให้แก่เทศบาลเมืองลำปลายมาศ สังกัดหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 25 มี.ค.67 ซึ่งเทศบาลเมืองลำปลายมาศ ได้แก้ปัญหาดังกล่าวเบื้องต้นโดยการปรับปรุงเพิ่มกรอบอัตรากำลังในสายงานบริหารการศึกษาเพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันโรงเรียนเทศบาล 1 (วัดกะทิง) มีผู้อำนวยการ 1 อัตรา มีครูผู้สอน 5 อัตรา และคาดว่าในปีการศึกษา 2569 จะสามารถจัดสรรบุคลากรทางการศึกษาได้ครบทุกตำแหน่ง จึงทำให้บรรดาผู้ปกครองเกิดความมั่นใจในการบริหารจัดการศึกษา จึงได้ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนเพิ่มจาก 26 คน เป็น 67 คน อีกทั้งยังได้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของอาคารสถานที่โดยรอบใหม่ มีการซ่อมแซมอาคารเรียนไม้เดิมให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรง เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมเหมาแก่การจัดการเรียนการสอนและเกิดความปลอดภัยแก่ผู้เรียน โดยการปรับปรุงห้องเรียนให้มีความสะอาด สวยงาม มีการติดแอร์กับพัดลมทุกห้องเรียน และมีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยทุกห้องเรียนด้วย

นายโสภณ กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความสนใจและอยากเข้ามาแก้ไขปัญหาแก่โรงเรียน เพราะจากเดิมที่โรงเรียนมี่ครูเพียง 2 คน มีเด็กนักเรียน 26 คน ทางหน่วยงานราชการก็ไม่ให้อัตรากำลังเพิ่มทั้งผู้บริหาร และครูผู้สอน รวมถึงงบประมาณที่เพียงพอต่อการเรียนการสอน จึงต้องอยู่กันตามมีตามเกิด และส่อจะถูกยุบโรงเรียนด้วย จึงได้แก้ไขปัญหาโดยการถ่ายโอนย้ายจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ.มาเป็นโรงเรียนในสังกัดเทศบาลฯ ทำให้ผู้ปกครองเกิดความมั่นใจในศักยภาพของโรงเรียน ทั้งมีครูผู้สอนที่พร้อม อุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอนที่พร้อม อาคารห้องเรียนที่ดี เพราะมีทั้งแอร์และพัดลม ผู้ปกครองจึงส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนเพิ่มจาก 26 คน เป็น 67 คน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังจะถูกยุบได้อย่างไร นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งมันต้องบูรณาการร่วมกันทั้งส่วนราชการ ภาคประชาชน เอกชน และหน่วยงานท้องถิ่นต้องมีส่วนในการที่จะดูแลร่วมกัประชาชน และรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญโรงเรียนขนาดเล็กมากกว่านี้ ถ้าอย่างนั้นโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศจำนวน 15,000 กว่าโรงเรียนก็รอเวลาถูกยุบทิ้ง  

นายโสภณ กล่าวต่อว่า การสร้างคนมันไม่เหมือนสร้างถนน สร้างถนนมันต่อไปมันก็เป็นถนน มันก็เป็นเส้นทางของมันอยู่ แต่สร้างคนมันขาดตอนไม่ได้ วันนี้ถ้าเด็ก 26 คนถ้าเราไม่ได้รับการดูแลเยียวยาอย่างที่เห็นเด็ก 26 คนก็เป็นเด็กไม่มีคุณภาพ จึงอยากเห็นโรงเรียนขนาดเล็กได้รับการพัฒนา มีผู้บริหารสถานศึกษามีครูตามสมควร แล้วก็ผ่องถ่ายภารกิจบางเรื่องให้หน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กำกับดูแลอยู่บางท้องถิ่นเขามีความพร้อม มีงบประมาณสนับสนุนเพียงพอ แต่ยังติดอยู่ที่กฎหมายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็ถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่นที่เขามีความพร้อมให้เขาได้จัดการดูแลลูกหลานเขา 

นายโสภณ กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.การศึกษาฉบับที่ตนกำลังเสนอต่อสภาที่รอการพิจารณาฉบับนี้เขาเปิดโอกาส ซึ่งอุปสรรคส่วนหนึ่งคือการที่เรายังไม่ยอมแก้กฎหมาย ปัญหามันง่ายนิดเดียว แต่ผมก็ไม่รู้เขาว่าทำไมถึงยังไม่ยอมแก้กฎหมายตัวนี้ ตนเองก็ไม่มีอำนาจอะไรมาก ก็ได้ได้แต่เรียกร้องว่าถึงเวลาแล้วถึงเวลาที่จะต้องนำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ไม่ว่าฉบับไหนล่ะคุณต้องเอาเข้าสู่สภาโดยด่วน เป็นเรื่องด่วนด้วยซ้ำไป ด่วนเลยไม่รู้จะไปด่วนเปรียบเทียบกับอะไรต้องด่วนเลย เพราะการศึกษาในยุคนี้อยู่ในยุคสุญญากาศ เพราะว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาตินี้ มันเป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญปี 60 บังคับให้ทำจากปี 60 จนมาถึง 68 แล้วเราก็ยังไม่ได้แก้ นี่แหละปัญหาอยู่ตรงนี้ผมก็เลยบอกว่า ถ้าไม่แก้กฎหมายจะแก้ปัญหาอย่างไร ก็ได้เชิญชวนท้องถิ่นเชิญชวนโรงเรียน และทุกภาคส่วน มาพูดคุยหารือกัน อันไหนพอที่จะถ่ายโอนให้ท้องถิ่นมาดูแลก็ถ่ายโอนมาเลย เพื่อลดภาระหน้าที่ของครู และครูจะได้เป็นครูผู้สอนอย่างเต็มที่ พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ครูผู้สอน แก่ผู้เรียนซึ่งถือเป็นการพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง ///-026

‘สุรศักดิ์’ยัน’ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกชุดลูกเสือเนตรนารี แค่เพิ่มทางเลือก ผ้าพันคอ-หมวก-ชุดนร.หรือชุดพื้นเมืองได้

'สุรศักดิ์'ยัน'ศธ.'ไม่ได้ยกเลิกชุดลูกเสือเนตรนารี แค่เพิ่มทางเลือก ผ้าพันคอ-หมวก-ชุดนร.หรือชุดพื้นเมืองได้

‘สุรศักดิ์’ยัน’ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกชุดลูกเสือเนตรนารี แค่เพิ่มทางเลือก ผ้าพันคอ-หมวก-ชุดนร.หรือชุดพื้นเมืองได้

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.53 น.

‘สุรศักดิ์’ยัน ศธ. ไม่ได้ยกเลิก ชุดลูกเสือเนตรนารี แค่เพิ่มทางเลือก สำหรับผู้ไม่พร้อม ใส่ผ้าพันคอ-หมวก กับชุดนักเรียนหรือชุดพื้นเมืองได้ เผยกฎกระทรวงใกล้เสร็จแล้ว โรงเรียนพิจารณาได้เลยก่อนเปิดเทอมนี้

29 เม.ย.2568 ที่ จ.นครพนม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้มีนโยบายยกเลิกชุดลูกเสือเนตรนารี แต่อยู่ในระหว่างการแก้กฎกระทรวงเรื่องเครื่องแบบและการแต่งกายลูกเสือเนตรนารี ซึ่งตามระเบียบใหม่จะมีชุดให้เลือกมากขึ้น ทั้งชุดแบบทางการและชุดลำลอง ดังนั้น โรงเรียนจะสามารถพิจารณาว่าจะให้นักเรียนใส่ชุดลำลองหรือชุดลูกเสือปกติ 

ทั้งนี้ หากโรงเรียนไหนที่มีอุปสรรคเรื่องสภาพอากาศและความพร้อมของผู้ปกครอง ก็สามารถใช้ชุดลำลองได้ คือ เป็นการใส่ผ้าพันคอ วอกเกิ้ลและหมวกลูกเสือกับชุดนักเรียน ชุดพละ หรือใส่กับชุดชนเผ่าพื้นเมือง ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยขึ้นอยู่กับโรงเรียนเป็นผู้ตัดสินใจ เนื่องจากไม่สามารถบังคับได้ เพราะบางโรงเรียนก็ไม่เห็นด้วย ที่จะยกเลิกการสวมใส่ชุดลูกเสือเนตรนารี เพราะการตัดสินใจแทนโรงเรียนจะเป็นการบังคับมากเกินไป พร้อมยืนยันว่า มีหลายโรงเรียนที่อยากใส่ชุดลูกเสือเนตรนารี ยังรักในยูนิฟอร์มที่แสดงออกถึงการเป็นลูกเสือ

ทั้งนี้ รมช. ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กฤษฎีกาใกล้จะพิจารณาแก้ไขกฎกระทรวงเสร็จแล้ว ซึ่งหลังจากพิจารณาเสร็จแล้วก็จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้ แต่กระทรวงศึกษาฯ ได้ประกาศไปก่อนแล้ว เพราะตอนนี้ใกล้จะเปิดภาคเรียนจึงเกรงว่าหากประกาศทีหลังจะเกิดกระแสสังคม ซึ่งกฤษฎีกาก็ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา ที่จะเพิ่มทางเลือกการแต่งกายชุดลูกเสือเนตรนารี จึงอยากฝากไปถึงโรงเรียนว่าตอนนี้พิจารณาได้เลยว่าจะให้แต่งกายแบบไหน 

‘ทรู คลิกไลฟ์’เปิดปฏิบัติการ Reshaping Education for Gen Alpha เสริมแกร่งโรงเรียนเอกชน

‘ทรู คลิกไลฟ์’เปิดปฏิบัติการ Reshaping Education for Gen Alpha เสริมแกร่งโรงเรียนเอกชน

‘ทรู คลิกไลฟ์’เปิดปฏิบัติการ Reshaping Education for Gen Alpha เสริมแกร่งโรงเรียนเอกชน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.38 น.

‘ทรู คลิกไลฟ์’เปิดปฏิบัติการ Reshaping Education for Gen Alpha ชูกลยุทธ์ปูทางการเรียนรู้ตอบโจทย์เด็กยุคดิจิทัล เสริมแกร่งโรงเรียนเอกชนไทยทุกมิติ พร้อมก้าวทันโลกอนาคต

29 เมษายน 2568 การศึกษายุคใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในทุกมิติของการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา วิธีการสอน การประเมินผลและการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนในอนาคต หรือแม้แต่บทบาทของครูและผู้เรียน ด้วยเหตุนี้ ทรู คลิกไลฟ์ นำโดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ทรู คลิกไลฟ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 ในหัวข้อ ในหัวข้อ  “Reshaping Education for Gen Alpha ก้าวสู่อนาคตแห่งการเรียนรู้ โรงเรียนเอกชนไทยยุคเจนอัลฟา” ยกระดับการศึกษาในยุค AI สู่การเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด

ทั้งนี้ เพื่อเสริมทักษะใหม่ๆ ในทุกมิติเกี่ยวกับการศึกษาแห่งอนาคต ให้แก่บุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมหลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ อย่างต่อเนื่อง กว่า 500 คน ทั่วประเทศ ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น เสริมการบริหารองค์กรให้ผู้บริหารสถานการศึกษาและคุณครูผู้ใช้หลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ พร้อมทั้งต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้แก่บุคลากรทางการศึกษา นำนวัตกรรมทรู คลิกไลฟ์ ซึ่งมี 5 หลักสูตร ได้แก่ เทคโนโลยีวิทยาการคำนวณ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน โรโบติกส์ และดนตรี ครอบคลุมตั้งระดับชั้นอนุบาล ประถม จนถึงมัธยม ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น ภายในงาน ยังมีพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ครูดีเด่นโดยพิจารณาจากคุณภาพการสอน ความสามารถในการควบคุมชั้นเรียนและใช้นวัตกรรมสื่อการสอนให้เข้ากับบริบทของโรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2567 อีกด้วย ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ทรู คลิกไลฟ์ จัดทัพวิทยากรชั้นนำหลากหลายสาขา ทั้งด้านเทคโนโลยี จิตวิทยาเด็ก มีการจัดเสวนาเรื่อง “Digital Learning พลิกโฉมการเรียนรู้ Gen Alpha” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาและนักเศรษฐศาสตร์ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่อนาคตศาสตร์และสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท ฟิวเจอร์เทลส์แล็บ โดย MQDC และผศ.พญ. จิราภรณ์ อรุณากูร อาจารย์แพทย์ด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี  เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้ และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการพัฒนาการศึกษา โดยเน้นไปที่การเรียนรู้ของเด็กยุค Gen Alpha ซึ่งเป็นกลุ่มเด็กที่เติบโตมาท่ามกลางเทคโนโลยีและโลกออนไลน์  เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและแนวทางในการปรับตัวให้กับโรงเรียนเอกชนไทย เพื่อให้สามารถ “ก้าวทันโลก ทันเด็ก ทันอนาคต” อย่างแท้จริง  ขณะเดียวกันยังได้มีการอบรมให้แนะนำเทคนิคที่จำเป็นในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้เพื่อสร้างชั้นเรียนคุณภาพ โดยฝ่ายวิชาการของทรู คลิกไลฟ์ และวิทยากรรับเชิญอีกมายมาย

#เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่อง เพื่อก้าวทันการศึกษายุค AI

โรงเรียนเอกชนไทยกว่า 100 โรงเรียนให้การยอมรับ ทรู คลิกไลฟ์ หนึ่งในผู้นำนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แบบครบวงจร ภายใต้การดำเนินงานของ ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา กล่าวให้ความเชื่อมั่นกับผู้บริหารและคุณครู ถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง พร้อมพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนการสอน นำพาโรงเรียนเอกชนก้าวข้ามทุกการเปลี่ยนแปลง ด้วยมั่นใจว่าโรงเรียนเอกชนจะเป็นต้นแบบที่ทำให้การศึกษาเปลี่ยนทันโลก โดยให้ความสำคัญกับเรื่อง AI ที่จะต้องปรับตัวเราให้ตามทันเหตุการณ์โลก รวมถึงเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมต้องควบคู่ไปด้วย เพราะเชื่อว่าอย่างไรคนก็สำคัญที่สุด “ทรู คลิกไลฟ์ ปรับหลักสูตรใช้ AI อย่างมีประโยชน์สูงสุด รู้ทันเทคโนโลยี หลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ มีนวัตกรรมสื่อมัลติมีเดียที่ใส่ใจทุกขั้นตอน กลั่นกรองจากภาควิชาการ ทั้งในและต่างประเทศ จึงอยากให้ทุกโรงเรียนมั่นใจในคุณภาพของหลักสูตรเรา เด็กจะต้องได้รับประโยชน์มากที่สุด และในปีนี้เราได้พัฒนาแพลตฟอร์ม G-CONNECT เพิ่มฟังก์ชันเพื่อใช้ในการบริหารจัดการชั้นเรียนและบุคลากรในโรงเรียนได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น อาทิ แผนการเรียนการสอน ระบบข้อมูลบุคลากร ห้องสมุดดิจิทัล เป็นต้น และเป็นที่น่ายินดีที่เรากำลังจะเปิดหลักสูตรการเงิน (Mini Millionaire Financial for School) เป็นพื้นฐานการเงินที่เด็กๆ ควรเรียนรู้ รวมถึงวิธีการออมเงินสู่ความมั่นคงในอนาคต

นี่คือสิ่งที่หลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ ได้เตรียมปูพื้นฐานให้กับเด็กยุคอัลฟา ด้วยนวัตกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยโรงเรียนเอกชนเตรียมพร้อมเด็กทุกคนสู่ยุคใหม่ของการศึกษาอีกด้วยค่ะ” 

#ผลสัมฤทธิ์ที่ทางโรงเรียนภูมิใจที่สุด

ว่าที่ร้อยตรีหญิง เยาวลักษณ์ ทศช่วย ผู้บริหารโรงเรียนไตรนิธิวิทยา จ.ระยอง เล่าถึงความรู้สึกว่า “โรงเรียนมีความเชื่อมั่นตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ได้เข้าร่วมหลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ ประทับใจในวิสัยทัศน์ของผู้บริหารของทรู คลิกไลฟ์มาก ๆ มั่นใจว่าหลักสูตรก้าวทันเทคโนโลยีแน่นอน เป็นหลักสูตรที่น่าสนใจมาก เพราะทรู คลิกไลฟ์ ไม่ได้ออกแบบมาแค่ให้เด็กเรียนแล้วจบ แต่สิ่งที่สำคัญยังสอดแทรกเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมเข้าไปด้วย เหมาะกับนำไปสอนเด็ก ๆ ยุคเจนอัลฟามาก คุณครูมีกังวลเรื่องเทคโนโลยีด้วยว่าถ้าเรียนแล้วเด็ก ๆ จะติดจอเกินไปหรือเปล่า จะเกิดผลกระทบหรือไม่ แต่ไม่ใช่เลยค่ะ ทรู คลิกไลฟ์ ออกแบบหลักสูตรดีมากที่จะไม่ให้เด็กติดจอ และยังมีกิจกรรมออฟไลน์ต่าง ๆ เข้ามาช่วย สิ่งที่ครูภูมิใจ คือผลสัมฤทธิ์ของทางวิชาเทคโนโลยีที่ทางโรงเรียนได้เป็นตัวแทนของจังหวัดไปแข่งระดับภาคตะวันออกและได้รับรางวัล ในส่วนของหลักสูตรดนตรี ก็ได้เป็นตัวแทนของจังหวัดไปแข่งระดับภาคตะวันออกมาอีกเช่นกัน เด็ก ๆ ได้สนุกกับการเรียนมากกว่าที่เราคาดไว้ นี่คือสิ่งที่เราได้จากโปรแกรมการเรียนการสอนจากทรู คลิกไลฟ์ค่ะ”

#ร.ร. วิระถาวอน สปป.ลาว มั่นใจใช้หลักสูตรทรู คลิกไลฟ์

นางสาวสุนิตตา พิมมะสอน หัวหน้าหมวดภาษาต่างประเทศจากโรงเรียนวิระถาวอน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปครั้งนี้ว่า “เป็นครั้งแรกที่ได้มาเข้าร่วมอบรม รู้สึกตื่นเต้นที่ได้มาเรียนรู้อบรมเพิ่มเติม และฟังเสวนาจากวิทยากรได้ความรู้มากมาย ด้วยปัจจุบันเป็นยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท คุณครูจึงอยากมาอัปเดตเทรนด์แนวทางเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีให้มากที่สุด เพราะจะได้นำไปปรับใช้สอนนักเรียน เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และดีใจที่จะได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนความรู้กับโรงเรียนอื่น ๆ ทางโรงเรียนวิระถาวอน ใช้หลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ จัดการเรียนการสอนครบ 1 ปีแล้ว เด็กๆ ค่อนข้างตื่นเต้นกับหลักสูตรใหม่ ๆ ที่ได้เรียน เพราะมีทั้งสื่อการเรียนการสอนแบบใหม่ ๆ ที่ไม่เหมือนการเรียนในรูปแบบเดิม เด็กๆ สนุกทุกชั่วโมงในการเรียน มีหลายคนชอบวิชาจีนมาก ก็จะหัดพูดสื่อสารภาษาจีนกัน เราเป็นคุณครูก็ตื่นตันที่เด็กๆ ให้การตอบรับและสนุกกับการเรียนมากขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าหลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ จะมีบทบาทในการพัฒนาการเรียนการสอนให้กับเด็ก ๆ ค่ะ”

ทรู คลิกไลฟ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถสร้างทักษะที่จำเป็นในอนาคตให้กับเยาวชน เตรียมความพร้อมให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยมีเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม  ทั้งนี้ โรงเรียนเอกชนที่สนใจเข้าร่วมหลักสูตรการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แบบครบวงจรของทรู คลิกไลฟ์ ทั้ง 5 หลักสูตร ได้แก่ เทคโนโลยีวิทยากรคำนวณ อังกฤษ จีน โรโบติกส์ และดนตรี สามารถติดต่อ 089-116-0239 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.trueclicklife.com

#TrueClickLife #ทรูคลิกไลฟ์ #หลักสูตร #นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้

‘สพฐ.’เดินหน้าใช้หลักสูตรใหม่‘ปฐมวัย-ประถมต้น’ 4,400 โรงเรียน

‘สพฐ.’เดินหน้าใช้หลักสูตรใหม่‘ปฐมวัย-ประถมต้น’ 4,400 โรงเรียน

‘สพฐ.’เดินหน้าใช้หลักสูตรใหม่‘ปฐมวัย-ประถมต้น’ 4,400 โรงเรียน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.41 น.

‘สพฐ.’เดินหน้าใช้หลักสูตรใหม่ปฐมวัย–ประถมต้น 4,440 โรงเรียน เร่งพัฒนาครู รับเปิดเทอมปี 68

29 เมษายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามมติคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 ซึ่งมีศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำหลักสูตรใหม่สำหรับใช้เป็นกรอบในการจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึดแนวคิดการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ และสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน สพฐ. จึงได้มีการขับเคลื่อนการนำ “หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 สำหรับเด็กอายุ 3–6 ปี” และ “หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–3) พุทธศักราช 2568” ไปใช้จริงทั่วประเทศในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568

ทั้งนี้ เปิดโอกาสให้โรงเรียนพิจารณาความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วม เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 ทักษะที่จำเป็นของผู้เรียน และนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า การพัฒนาหลักสูตรใหม่ดำเนินการตามหลักวิชาการอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การวิจัยสถานภาพการสอนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษา การวิเคราะห์หลักสูตรและแนวโน้มการศึกษาต่างประเทศ การพัฒนาหลักสูตรต้นแบบ และการสังเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีจากโรงเรียนต่างๆ จนได้หลักสูตรที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย และมีการรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด มีโรงเรียนจากทุกสังกัดสมัครใจเข้าร่วมแล้ว 4,440 แห่ง แบ่งเป็นกลุ่มวิจัยและประเมินคุณภาพการใช้หลักสูตร 237 โรงเรียน และกลุ่มเครือข่ายการใช้หลักสูตร 4,203 โรงเรียน ซึ่งในระดับปฐมวัยจะมุ่งเน้นพัฒนาการสมวัย ขณะที่ระดับประถมศึกษาตอนต้นเน้นให้เด็กอ่านออกเขียนได้อย่างเข้าใจ คิดเลขเป็น เสริมสร้างทักษะพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตอบสนองการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างเต็มที่ตามความถนัดและความสนใจ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาขั้นสูง

ทางด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในระดับประถมต้น (ป.1–ป.3) จะเน้นการประเมินสมรรถนะด้านการอ่าน เขียน และคำนวณ โดยแบ่งผลการเรียนรู้เป็น 4 ระดับ ได้แก่ เริ่มต้น พัฒนา ชำนาญ และเชี่ยวชาญ ซึ่งแตกต่างจากการประเมินผลแบบเป็นเกรดรายวิชา ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทั้งนี้ สพฐ. ได้จัดทำแนวทางการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรต่างระบบ เพื่อให้การย้ายเข้า–ออกของนักเรียนเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ

ขณะเดียวกัน สพฐ. โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้เตรียมมาตรการสนับสนุนการใช้หลักสูตรอย่างครบวงจร ทั้งการจัดทำแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ (https://sites.google.com/view/curri68/home?authuser=0) การตั้ง “คลินิกวิชาการ” เป็นที่ปรึกษา การจัดประชุมชี้แจงแนวทางกับผู้บริหารและครู และการประชุมเชิงปฏิบัติการผ่าน OBEC Channel รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดภาระครูในการออกแบบหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการวัดผล ผ่านแหล่งเรียนรู้เฉพาะด้าน (https://www.giftedobec.org/อบรมการใช้-gen-ai-หลักสูตร-2568) อีกด้วย

“สพฐ. มุ่งหวังว่าการนำร่องใช้หลักสูตรใหม่ครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยตั้งแต่ระดับปฐมวัยและประถมศึกษา ให้เด็กและเยาวชนเกิดสมรรถนะอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย พร้อมสำหรับการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ทางด้านโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วม สพฐ. พร้อมเป็นเพื่อนดูแลช่วยคุณครูและโรงเรียน ให้สามารถขับเคลื่อนหลักสูตรได้อย่างมั่นใจ โดยเตรียมพร้อมทั้งคลินิกวิชาการ การอบรมพัฒนาครู การอบรมศึกษานิเทศก์ทั่วประเทศ ฯลฯ ทั้งนี้ หลักสูตรใหม่นี้มีเฉพาะของระดับประถมต้น หากการนำร่องใช้หลักสูตรใหม่ประสบผลสำเร็จด้วยดี ขั้นต่อไปเราจะพัฒนาหลักสูตรในระดับประถมปลาย จนไปถึงระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้เด็กไทยทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้เต็มที่อย่างมีความสุข และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคตได้อย่างมั่นคง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘เพิ่มพูน’ดันโรงเรียนสร้างเครือข่าย-แบ่งปันทรัพยากร พัฒนาการศึกษา

'เพิ่มพูน'ดันโรงเรียนสร้างเครือข่าย-แบ่งปันทรัพยากร พัฒนาการศึกษา

‘เพิ่มพูน’ดันโรงเรียนสร้างเครือข่าย-แบ่งปันทรัพยากร พัฒนาการศึกษา

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 12.28 น.

“เพิ่มพูน”ดันโรงเรียนสร้างเครือข่าย-แบ่งปันทรัพยากร พัฒนาการศึกษา วอนศิษย์เก่ากลับมาพัฒนาโรงเรียน

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล/นโยบายการศึกษา และข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการประชุมคณะูน”รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2568 ณ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร) ระหว่างวันที่ 28 – 29 เม.ย.2568 นั้น

หลังจากที่ตนได้มอบนโยบายและรับฟังการดำเนินงานจากหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร) และแบ่งสายกับ รมช.ศธ.และผู้บริหาร สพฐ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ ใน จ.นครพนม ซึ่งก็ยังไม่ได้ดูละเอียดมาก แต่ภาพรวมของขบวนการทำงานก็ถือว่าดี และจากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย พบว่ามีศิษย์เก่าเข้ามาช่วยสนับสนุนโรงเรียน โดยมี พลเอก มานะ รัตนโกศเศศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย ได้มาร่วมตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจโรงเรียนด้วย โดยตนได้สื่อสารกับทางโรงเรียนว่าให้มีการแบ่งปันทรัพยากรไปช่วยดูแลโรงเรียนอื่นๆที่คุณภาพอาจจะเป็นรอง เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น ไม่ว่าโรงเรียนระดับมัธยมฯ หรือ โรงเรียน ระดับประถมฯ และให้นักเรียนช่วยเหลือแบบ พี่สอนน้อง หรือแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ส่วนคุณครูก็อาจจะไปช่วยครูโรงเรียนอื่น ทำให้เกิดมิติในการแลกเปลี่ยน เพื่อให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น

“ทุกครั้งที่ผมไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ ผมพูดตลอดเรื่องการสร้างเครือข่าย เรื่องการแบ่งปันทรัพยากร ใครมีอะไรก็แบ่งปันกันในขบวนการ ส่วนโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย ก็ถือว่ามีการบริหารจัดการที่ดีมาต่อเนื่อง และมีอดีตศิษย์เก่าที่มาช่วยดูแลขบวนการจัดการเรียน  ถือต้นแบบในการแชร์ทรัพยากรไปยังโรงเรียนอื่นๆ ได้ ก็อยากจะยกตัวอย่าง เช่น โรงเรียนสวนกุหลาบ ผมก็เป็นศิษย์เก่า ก็มีศิษย์เก่าที่มีความกตัญญูมาช่วยคนดูแลโรงเรียน นอกจากทางด้านวิชาการแล้ว ก็ยังมีเรื่องการสอนให้เป็นคนดีคนเก่ง สอนให้เป็นคนที่มีความกตัญญู โดยเฉพาะมีความกตัญญูต่อสถานศึกษาและต่อประเทศ ดังนั้น ถ้าโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย จะเป็นต้นแบบกระจายไปยังโรงเรียนอื่นๆในเขตนครพนม ก็เป็นสิ่งที่ดี” รมว.ศธ.กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวด้วยว่า ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จถ้าหากกลับมาช่วยพัฒนาโรงเรียนก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะตนก็มีนโยบายเรื่องครูคืนนถิ่น โดยให้ครูได้กลับมาอยู่กับครอบครัวและพัฒนาโรงเรียนในถิ่นของตนเองให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งก็อิงกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ในเรื่องภาษีท้องถิ่น ในขบวนการ ใครอยู่ท้องถิ่นไหนก็กลับไปพัฒนาถิ่นนั้นก็น่าจะดียิ่งขึ้น

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.สัญจร) ในวันที่ 29 เมษายนนี้ กระทรวงศึกษาได้มอบให้ปลัด ศธ.รวบรวมข้อมูลด้านการศึกษา ส่งให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) รายงาน เพื่อให้การประชุมมีความกระชับ

– 006

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.01 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ประจำปี 2568 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง  ชมการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) และรับประทานสาคูสิริมงคล ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ระหว่างวันที่ 4-9 พฤษภาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ขอเชิญศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2568  ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) เพื่อความเป็นสิริมงคล ชมการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) และ รับประทานสาคูสิริมงคล (อี๊) โดยมูลนิธิฯ จัดเตรียมบริการเฉพาะบรรจุถุงให้ผู้มีจิตศรัทธานำกลับบ้านเท่านั้น

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมงานสาธารณกุศลของศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมถึงงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ได้ที่ เว็บไซต์ http://www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung

รมว.อว. ดันตั้งคณะแพทย์ศาสตร์ ม.นครพนม หวังแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในกลุ่มอีสานตอนบน

รมว.อว. ดันตั้งคณะแพทย์ศาสตร์ ม.นครพนม หวังแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในกลุ่มอีสานตอนบน

รมว.อว. ดันตั้งคณะแพทย์ศาสตร์ ม.นครพนม หวังแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในกลุ่มอีสานตอนบน

วันจันทร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.08 น.

“ศุภมาส” ร่วมผลักดันตั้งคณะแพทยศาสตร์ ม.นครพนม แก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในกลุ่มอีสานตอนบน 1 และ 2 เพื่อผลิตแพทย์ให้พี่น้องคนอีสาน พร้อมนำนวัตกรรมช่วยผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมการค้าในพื้นที่-กลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ขณะที่ “หมอขวัญใจคนยาก-นพ.อลงกต มณีกาศ” สส.เขต 3 นครพนม พรรคภูมิใจไทย นำประชาชนในพื้นที่ขอให้กระทรวง อว. หนุนให้เกิดการตั้งคณะแพทย์ภายในปี 2570

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วย รมว.กระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารกระทรวง อว. ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (นครพนม สกลนคร มุกดาหาร) โดยช่วงบ่ายได้เดินทางไปที่โรงเรียนคำเตยอุปถัมภ์ ตำบลคำเตย อำเภอเมืองนครพนม เพื่อมอบนโยบาย “การขับเคลื่อนงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2” โดยมีนายแพทย์อลงกต มณีกาศ สส.จังหวัดนครพนม เขต 3 พรรคภูมิใจไทย หรือหมอขวัญใจคนยาก และนายชูกัน กุลวงษา สส.จังหวัดนครพนม เขต 4 พรรคภูมิใจไทย หรือนักการเมืองคนยาก มาต้อนรับ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก  มีประชาชนทั้งจากอำเภอบ้านแพง ท่าอุเทน โพนสวรรค์ และอำเภอเมืองนครพนมเดินทางมาร่วมงานกว่า 500 คน

นายแพทย์อลงกต ได้นำเสนอความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ว่า ปัญหาสำคัญที่สุดที่ต้องการให้กระทรวง อว.เข้ามาช่วย เรื่องแรก คือ ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ ทั้งในกลุ่มจังหวัดอีสาน 1 และกลุ่มจังหวัดอีสาน 2 ทั้งสองพื้นที่ไม่มีนักศึกษาแพทย์ ไม่มีโรงเรียนแพทย์ โดยมหาวิทยาลัยนครพนมได้มีการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์แต่แพทยสภายังไม่อนุมัติหลักสูตรให้ เพราะอ้างว่า ครม. ไม่จัดงบประมาณให้ โดยมหาวิทยาลัยนครพนมเสนอของบไป 2 พันล้านบาท เพื่อผลิตแพทย์ในระยะเวลา 10 ปี อยากจะให้กระทรวง อว.ผลักดันให้เกิดการตั้งคณะแพทยศาสตร์ภายในปี 2570 ถ้า ครม.อนุมัติ มหาวิทยาลัยนครพนมจะรับนักศึกษาแพทย์รุ่นแรก จำนวน 36 คน ที่เป็นคนจังหวัดนครพนมเท่านั้น เรื่องต่อมา อยากให้กระทรวง อว. ช่วยเรื่องงานวิจัยแปรรูปสินค้าการเกษตรเพื่อเกษตรกร โดยเฉพาะลิ้นจี่ นพ1 ของดีจังหวัดนครพนม และงานวิจัยด้านอาหารสัตว์ให้กับไก่สายพันธุ์ศรีโคตรบูรณ์ เพื่อให้ต้นทุนอาหารไก่ลดลง และที่สำคัญ อยากจะให้กระทรวง อว. มาช่วยทำเรื่องของการตลาด การขายสินค้าให้กับชาวบ้าน ซึ่งมีสินค้าพื้นเมืองดีๆ มากมาย แต่ชาวบ้านยังขายไม่เป็น

นอกจากนี้ รมว.อว. ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การมาลงพื้นที่ก่อนการประชุม ครม.สัญจรทุกครั้ง กระทรวง อว. คิดถึงพี่น้องประชาชนตลอด เพราะเรามาจากประชาชน รับรู้ทุกข์สุขของประชาชน กระทรวง อว. มีเทคโนโลยี มีนวัตกรรม สำหรับส่งเสริมอาชีพประชาชนและแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ดิฉันเห็นถึงโอกาสของกระทรวง อว. ที่จะนำงานด้าน อววน. ไปเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 โดยมุ่งสู่การผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมกับนำ อววน. ไปพัฒนาสินค้าชุมชนที่มีอัตลักษณ์ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเพิ่มผลผลิตและเพิ่มมูลค่าสนับสนุนให้เกิดการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน สร้างโอกาสในการขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยสินค้าชุมชน สนับสนุนการค้าในพื้นที่และระหว่างกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่สำคัญ จะสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวในพื้นที่เชื่อมโยงเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่สามารถสร้างรายได้และยกระดับความเป็นอยู่ให้กับประชาชนในพื้นที่

“สำหรับข้อเรียกร้องของ สส. และประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องการผลักดันให้เกิดการตั้งคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยนครพนม ดิฉันขอยกย่องมหาวิทยาลัยนครพนมที่มีความกล้าหาญ เพราะคณะแพทยศาสตร์จัดตั้งยากมาก ถ้าจัดตั้งได้ง่ายทุกมหาวิทยาลัยคงมีคณะแพทยศาสตร์ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามปัญหาการขาดแคลนแพทย์ก็เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบนทั้งกลุ่ม 1 และ 2 ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร เลย อุดรธานี เป็นต้น ไม่มีโรงเรียนแพทย์เลย ดังนั้น ดิฉันจะช่วยผลักดันให้เกิดคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยนครพนม เพื่อผลิตนักศึกษาแพทย์มาแก้ปัญหาให้กับพี่น้องชาวอีสาน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

จากนั้น น.ส.ศุภมาส ได้มอบนวัตกรรมส่งเสริมอาชีพให้แก่ผู้นำชุมชนและวิสาหกิจชุมชนจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนครพนม จำนวน 2 รายการ ประกอบด้วย เครื่องลดมวลขยะอินทรีย์ 1 ชุด และไก่สายพันธุ์ศรีโครตบูรณ์ จำนวน 50 ชุด และมอบถุงบำรุงชีพให้แก่ตัวแทนประชาชน จำนวน 50 ถุง แว่นสายตา จำนวน 400 ชิ้น รวมทั้งมอบของที่ระลึกจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. จำนวน 400 ชิ้น ก่อนที่จะพบปะและพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่

-(016)

‘ศุภมาส’ นำทีม อว. ลุยนาแก ติดตามผลงานวิจัยนวัตกรรม สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่

'ศุภมาส' นำทีม อว. ลุยนาแก ติดตามผลงานวิจัยนวัตกรรม สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่

‘ศุภมาส’ นำทีม อว. ลุยนาแก ติดตามผลงานวิจัยนวัตกรรม สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.32 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วย รมว.กระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารกระทรวง อว. ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (นครพนม สกลนคร มุกดาหาร) โดยช่วงเช้าเดินทางไปยังสำนักงานเทศบาลตำบลนาแก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจประชาชน พร้อมติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ในการสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ โดยมีนายชูกัน กุลวงษา สส.จังหวัดนครพนม เขต 4 พรรคภูมิใจไทย หรือนักการเมืองคนยาก นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สส.จังหวัดนครพนม เขต 3 พรรคภูมิใจไทย หรือหมอขวัญใจคนยาก มาต้อนรับ ขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนทั้งจากอำเภอนาแก วังยาง ปลาปาก และอำเภอใกล้เคียงมาร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยกระทรวง อว.ได้นำนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ มาจัดแสดง และมีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่บริการประชาชนมาตรวจสุขภาพแผนไทย โดยทีมโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสกลนคร (หลวงปูแฟ๊บ สุภัทโท) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขต สกลนคร มีบริการตรวจวัดสายตา โดย อสม. บริการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าและบริการตัดผม โดยพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด

ทั้งนี้ นายชูกัน ได้เป็นตัวแทนของประชาชนเขต 4 จังหวัดนครพนม กล่าวถึงความต้องการของประชาชนที่อยากจะให้กระทรวง อว.เข้ามาช่วยพัฒนา ว่า นาแก เป็นอำเภอประวัติศาสตร์ทางอุดมการณ์ ทางความคิด มี 12 ตำบล ประชากรประมาณ 8 หมื่นคน การพัฒนาอำเภอนาแกที่ผ่านมายังด้อยประสิทธิภาพ เพราะไม่มีงบประมาณ แต่อำเภอนาแกมีของดีมากมาย ทั้งการท่องเที่ยวในเชิงพระพุทธศาสนา การท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์และร่องรอยการต่อสู้ในพื้นที่ ประชาชนอยากจะได้งบประมาณมาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อว่า ดานสาวคอย ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดภูพานอุดมธรรม บนเทือกเขาภูพาน ตำบลนาแก อำเภอนาแก เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์คแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ดานสาวคอยเป็นตำนานรักของหนุ่มสาวที่เข้าร่วมต่อสู้ทางอุดมการณ์ ดานสาวคอยมีทิวทัศน์ที่สวยงาม และเป็นเส้นทางผ่านเมื่อจะไปกราบพระธาตุพนม และไปดูสาวงามที่อำเภอเรณูนคร อีกจุดหนึ่งที่ต้องการให้มีการพัฒนาคือ หุบอีเลิด ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และนิเวศวิทยา หุบอีเลิดเคยเป็นศูนย์กลางฐานบัญชาการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อยากให้นำประวัติศาสตร์เหล่านั้นกลับมาให้คนรุ่นใหม่ได้พบ ได้เห็น ได้เรียนรู้ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งสองแห่งจะช่วยแก้ปัญหาของประชาชนให้พี่น้องชาวนาแกได้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว จากการค้าการขาย นอกจากการทำนาและทำสวนแล้ว

จากนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวว่า กระทรวง อว. กำลังทำให้ความยากจนของประชาชนหายไป ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ จากสิ่งที่กระทรวง อว. มีคือองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถ้าประชาชนมีองค์ความรู้ จะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน เราไม่มีความสามารถที่จะแจกเงินให้กับประชาชน แต่เรามีความรู้ที่จะทุ่มเทเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทั่วประเทศ

ต่อมา น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า กระทรวง อว. มีมหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มหาวิทยาลัยทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ สกลนคร และวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร เป็นองคาพยพที่สำคัญของกระทรวง อว. ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ เคียงข้างพี่น้องประชาชน และพร้อมจับมือก้าวผ่านความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ตลอดจนมุ่งพัฒนาพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งทางสังคมและเศรษฐกิจตลอดมา พวกเรามีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ ผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ผลักดันให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน ผลักดันงานวิจัยสู่การพัฒนาอาชีพให้กับพี่น้องประชาชน สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

“กระทรวง อว. มาในวันนี้ ไม่ได้มามือเปล่า แต่มาส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมอาชีพและช่วยแก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชนได้ อาทิ นวัตกรรมโดรนเกษตร เครื่องตรวจมวลกระดูก ปุ๋ยอินทรีย์ลดตอซัง ผลิตภัณฑ์น้ำหมักออร์แกนิค เครื่องแปรรูปสมุนไพร และไก่สายพันธุ์ศรีโครตบูรณ์ เป็นต้น ดิฉันขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ของผู้แทนชุมชน และของหน่วยงานในพื้นที่ที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นได้ ขอให้ทุกคนมีความอดทน มีกำลังใจ และมุ่งมั่นในการเดินหน้าต่อไปด้วยกัน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

จากนั้น น.ส.ศุภมาส ได้มอบผลงานนวัตกรรมโดรนเกษตร ให้กับวิทยาลัยการอาชีพนาแก เครื่องตรวจมวลกระดูก ให้กับ รพ.สต.บ้านนาแก ปุ๋ยอินทรีย์ลดตอซัง ผลิตภัณฑ์น้ำหมักออร์แกนิค เครื่องแปรรูปสมุนไพร ไก่สายพันธุ์ศรีโครตบูรณ์ให้กับผู้นำชุมชน นอกจากนี้ ยังมอบถุงบำรุงชีพให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาสจำนวน 50 ชุด ตลอดจนมอบของที่ระลึก อาทิ  สเปรย์ยาน้ำกันยุง ยาหม่องน้ำสูตร วศ. ยาสีฟันสมุนไพร ไมโครไคโตซาน และโพลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูง ชุดตรวจพยาธิใบไม้ในตับแบบรวดเร็ว ตะเกียบไม้ไผ่และถุงผ้าขาวม้า ดินปลูกหนองหาร ยาแคปซูลฟ้าทะลายโจร และยาแคปซูลขมิ้นชั้น จำนวน 700 ชุดแก่ประชาชน ที่สำคัญ ยังมอบแว่นสายตาให้กับประชาชน จำนวน 700 ชิ้น

ปธ.ศาลฎีกา เป็นประธานปิดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 ปลูกฝังความรู้ทางรู้กฎหมาย

ปธ.ศาลฎีกา เป็นประธานปิดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 ปลูกฝังความรู้ทางรู้กฎหมาย

ปธ.ศาลฎีกา เป็นประธานปิดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 ปลูกฝังความรู้ทางรู้กฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.09 น.

ปธ.ศาลฎีกา เป็นประธานปิดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 ยินดีกับเยาวชน ได้รับความทางรู้กฎหมาย กระบวนการศาล เส้นทางอาชีพ เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความยุติธรรม

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 68 ที่สำนักงานศาลยุติธรรม นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 13 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2568 พร้อมมอบวุฒิบัตรแก่คณะเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีนายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล โฆษกศาลยุติธรรม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ประธานคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ พร้อมคณะ ให้การต้อนรับ

นางชนากานต์ ประธานศาลฎีกา กล่าวว่าดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 13 ในวันนี้ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคณะทำงานที่ดำเนินการจัดค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 จนประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ และยังได้ริเริ่มจัดกิจกรรมให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้ทุกท่านสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางการศาลได้ และต้องขอแสดงความยินดีกับเยาวชนทุกคนที่ผ่านเกณฑ์การอบรมและการฝึกปฏิบัติในโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่ได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ เพราะตลอดระยะเวลา 7 วันที่ผ่านมา ทุกคนได้รับการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ทางด้านกฎหมาย กระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม แนวทางการศึกษาวิชากฎหมาย และเส้นทางสู่การประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมายจากวิทยากรที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ทางด้านต่าง ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกศาลยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้กล้าแสดงความคิดเห็น และแสดงออกในแนวทางที่ถูกที่ควร เมื่อเยาวชนได้รับความรู้ความเข้าใจทางด้านกฎหมายที่ถูกต้อง มีจิตสำนึกที่ดี และประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ย่อมจะเป็นกำลังที่สำคัญของประเทศชาติต่อไปในอนาคต 

ดังนั้น โครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 จึงถือเป็นโครงการที่วางรากฐานด้านกระบวนการยุติธรรมให้แก่เยาวชน อีกทั้ง เมื่อเยาวชนทุกคนได้เข้ามาสัมผัสถึงการดำเนินงานของศาลยุติธรรมแล้ว ย่อมประจักษ์ว่าศาลยุติธรรมพร้อมที่จะเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง จึงขอให้เยาวชนพึงตระหนักว่า เมื่อผ่านการอบรมแล้ว ขอให้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปถ่ายทอดให้แก่บุคคลอื่น ให้ได้รับความรู้ความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายและกระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมที่ถูกต้อง เพื่อชุมชนหรือสังคมที่พวกเราอยู่อาศัยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขในโอกาสนี้นายธีรทัย เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่าในนามของคณะกรรมการดำเนินโครงการ เยาวชนผู้เข้ารับการอบรม ผู้ปกครองที่มาร่วมพิธีและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานศาลฎีกาที่กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีปิดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 

ทั้งนี้ โครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19- 25 เมษายน 2568 รวมระยะเวลา 7 วัน ซึ่งในโครงการได้จัดให้มีการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรม กฎหมายที่เยาวชนควรรู้ บทบาทหน้าที่ของผู้พิพากษา อัยการ และทนายความในการพิจารณาคดี แนวทางในการศึกษาต่อในสาขาวิชากฎหมาย และการประกอบวิชาชีพทางด้านกฎหมายในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการศึกษาดูงาน ณ ศาลฎีกา และศาลอาญา รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ สร้างทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต ได้รู้จักตนเองและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างราบรื่นและมีความสุข ตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความตั้งใจและเอาใจใส่ในการอบรม มีการระดมความคิด และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดีทำให้ผ่านเกณฑ์การอบรมและได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำหนดไว้ทุกประการ

นอกจากนี้ ทางโครงการยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการ ศึกษาดูงานศาลฎีกา และพิธีปิดโครงการ ทำให้เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของศาลยุติธรรม ในฐานะองค์กรหลักของประเทศที่ใช้อำนาจตุลาการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอกศาลยุติธรรม ศาลฎีกา ศาลอาญา และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย 

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ผนึก‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ดันสร้างภาพยนตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ผนึก‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ดันสร้างภาพยนตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ผนึก‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ดันสร้างภาพยนตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

‘สมาคมสื่อไทย-จีน’ ผนึก ‘มูลนิธิปัญญาวุฒิ’ ดันสร้างภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน  

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2568 สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และมูลนิธิปัญญาวุฒิ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน: 50 ปี สายใยมิตรภาพไทย-จีน” เมื่อวันที่24เม.ย.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมแม่น้ำรามาดาพลาซ่า กทม. โดยมีนายกร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน เป็นประธานในพิธี และร่วมปาฐกถาในหัวข้อ “เบื้องลึก-เบื้องหลัง การสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน” และมีบุคคลสำคัญในวงการสื่อและวัฒนธรรมไทย-จีน อาทิ นายชิบ จิตนิยม สว.  จากสายสื่อมวลชน และเลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ผู้คร่ำหวอดในแวดวงข่าวต่างประเทศ อดีตเจ้าของรายการ “จับจ้องมองจีน” ที่มีความรู้ลึกและความผูกพันแนบแน่นกับประวัติศาสตร์และพัฒนาการของประเทศจีน รวมถึงสื่อมวลชนอาวุโสที่มาร่วมงานแถลงข่าว เพื่อเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน  

นายกร กล่าวในระหว่างการปาฐกถาว่า ในขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อครั้งการลงนามในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ซึ่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ และประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน  

“ในฐานะที่ผมอยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ สามารถพูดได้เต็มปากว่ารัฐบาลจีนให้เกียรติและให้ความเป็นกันเองกับรัฐบาลไทยอย่างมาก เนื่องจากตามธรรมเนียมปฏิบัติ ผู้นำระดับสูงของจีนจะไม่ยอมพบเจรจากับผู้นำรัฐบาลอื่นใดที่ยังมีความสัมพันธ์ทางการทูตอยู่กับไต้หวัน แต่กรณีประเทศไทยได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ” นายกร กล่าว  

นายกร เปิดเผยว่า หลังการลงนามในแถลงการณ์ร่วม นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ได้บอกกับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นว่า การลงนามเป็นเพียงพันธสัญญาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ซึ่งควรขยายไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศด้วย จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งสมาคมมิตรภาพไทย-จีน โดย พล.อ.ชาติชาย เป็นนายกสมาคมคนแรก และนายกร เป็นนายกสมาคมคนที่สอง ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  

“ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ประเทศไทยกับจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน จนถึงทุกวันนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้เจริญก้าวหน้าอย่างมาก ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งระดับราชวงศ์ไปจนถึงภาคประชาชนทุกสาขาอาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง” นายกร กล่าวเสริม  

ด้าน ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน กล่าวว่า โครงการจัดทำภาพยนตร์เพื่อเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีนนี้ เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และจะมีส่วนสำคัญในการสื่อสารเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยั่งยืนมาถึง 50 ปี  

“ผมต้องขอขอบคุณผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของโครงการนี้ และให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อผลักดันให้โครงการนี้สามารถเดินหน้าไปได้” ดร.กำพล กล่าว  

ขณะที่นายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค เลขานุการมูลนิธิปัญญาวุฒิ เผยว่า โครงการภาพยนตร์นี้ถูกจุดประกายขึ้นในช่วงปลายปี 2567 และได้หารือกับนายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เพื่อขับเคลื่อนโครงการ โดยได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้นำเสนอเรื่องราว 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ในรูปแบบภาพยนตร์อิงความจริงที่เข้าถึงได้ง่ายและให้สาระความรู้  

“คำแนะนำของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย คือที่มาของภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน” ซึ่งทั้งสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และมูลนิธิปัญญาวุฒิต่างเห็นพ้องกันที่จะเชิญชวนผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะมาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน” นายศักดิ์ชัย กล่าว  

ด้านนายชิบ กล่าวถึงข้อมูลที่อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกร ทัพพะรังสี ได้เล่ามาว่า สถานการณ์วิกฤตในปี พ.ศ. 2518 เป็นช่วงที่ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางอย่างยิ่ง  

“เพื่อนบ้านของเราถูกคอมมิวนิสต์ยึดครองอย่างเบ็ดเสร็จ ในขณะที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากภูมิภาคอย่างไม่คาดคิด และขบวนรถถังนับร้อยได้เคลื่อนพลประชิดชายแดน พร้อมที่จะเคลื่อนทัพเข้าสู่กรุงเทพฯ สถานการณ์เหล่านี้ผลักดันให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ตัดสินใจเดินทางไปจีนเพื่อเจรจา แม้ว่าจีนในขณะนั้นจะยังไม่รับรองประเทศที่ยังคงให้การรับรองไต้หวัน และไทยต้องดำเนินการปิดสถานทูตไต้หวันก่อนการเจรจา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ แม้แต่ ท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังตั้งคำถามกับ พล.อ.ชาติชาย ว่า “จีนเขาจะต้อนรับคุณหรือ??” แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น เมื่อนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ของจีนยอมอ้าแขนต้อนรับ พล.อ.ชาติชาย อย่างอบอุ่น เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตที่ท่านโจว เอินไหล ทราบว่าท่านชาติชายเป็น “ลูกชายของเพื่อนเก่า” คือ จอมพลผิน ชุณหะวัณ ผู้เคยร่วมรบและให้การสนับสนุนกองทัพจีนในสมรภูมิเชียงตุง” นายชิบ กล่าว

นายชิบ กล่าวอีกว่า ความสัมพันธ์อันดีในอดีตนี้เองที่นำไปสู่การเจรจาที่ประสบความสำเร็จ และวางรากฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย-จีน จนเกิดเป็นวลี “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

นายชิบ กล่าวอีกว่า เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่คนไทยควรจารึกไว้ในความทรงจำ และภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน: 50 ปี สายใยมิตรภาพไทย-จีน” จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการนำเสนอเรื่องราวอันทรงคุณค่านี้สู่สาธารณชน  

ส่วนนายปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ เปิดเผยว่า การทำภาพยนตร์อิงความจริงทางประวัติศาสตร์ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน เป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากเป็นหนังพีเรียดย้อนยุคและมีความต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ซึ่งทีมงานต้องค้นคว้าข้อมูลย้อนกลับไป 50 ปี และต้องคัดสรรนักแสดงที่จะมารับบทให้สมจริง  

ด้าน ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้รับผิดชอบการประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ชี้แจงว่า การทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้มีความท้าทายเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องออกแบบให้ดนตรีมีจังหวะที่ล้อไปกับภาพยนตร์ และต้องผสมผสานดนตรีไทย ดนตรีจีน และดนตรีสากล ให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง  

ทั้งนี้ ภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน” จะนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ไทย-จีน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นในบริบทที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาคอมมิวนิสต์ และการสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนเป็นเสมือน “ยันต์เกราะเพชร” คุ้มกันประเทศไทยจากภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน ไปจนถึงพัฒนาการความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในปัจจุบัน โดยมีกำหนดฉายในช่วงเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน กลางปี 2568 นี้