ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.52 น.

“ศุภมาส” สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  เร่งตรวจสอบกรณีนักท่องเที่ยวใช้บริการปั้นและฝากเผาเครื่องปั้นดินเผาที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี แต่ไม่ได้รับสินค้าตามกำหนด 

ล่าสุด นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ สคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ร้านค้าแห่งหนึ่ง บริเวณเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จากกรณีที่มีผู้ร้องทุกข์จำนวน 4 ราย เข้าใช้บริการปั้นและเผาเครื่องปั้นดินเผา ในราคา 100 บาท แต่เนื่องจากการเผาใช้ระยะเวลานาน ทางร้านจึงมีการบริการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผาให้ โดยคิดค่าบริการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผา ราคา 30 บาท ใช้ระยะเวลาในเผาและจัดส่งประมาณ1 เดือน 

จากการสอบถามข้อเท็จจริง  ร้านค้าชี้แจงว่า ทางร้านได้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ทำให้เอกสารที่ใช้ในการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผาของผู้บริโภคบางรายสูญหายและไม่สามารถจัดส่งได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับและประสงค์รับเครื่องปั้นดินเผา ให้ติดต่อร้านค้า เพื่อแจ้งที่อยู่ในการจัดส่ง และหากผู้บริโภคไม่ประสงค์รับเครื่องปั้นดินเผา ทางร้านค้ายินดีคืนเงินค่าบริการเผาและค่าจัดส่ง จำนวน 130 บาทให้ทันที ซึ่งทาง สคบ. ได้ประสานผู้ร้องทุกข์ทั้ง 4 ราย ทราบว่าผู้ร้องจำนวน 1 รายได้รับเงินคืนเรียบร้อยแล้ว และอีก 3 รายอยู่ในระหว่างการพิจารณาเงื่อนไขของร้านค้า 

“จากกรณีที่เกิดขึ้น หากไม่ได้รับการสื่อสารหรือไม่มี สคบ. เป็นตัวกลาง  เราไม่อาจทราบได้ว่าผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่การท่องเที่ยว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว ดิฉันจึงได้เน้นย้ำให้ สคบ. เร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อคืนความเป็นธรรมผู้บริโภค  ขณะเดียวกันขอเน้นย้ำถึงสิทธิของผู้บริโภค ในการซื้อสินค้าและใช้บริการทุกครั้ง ควรเก็บหลักฐานการรับเงิน ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของร้านค้า เพื่อความสะดวกในการติดตาม ในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในอนาคต และฝากถึงร้านค้ารวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจทุกรายให้ประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเป็นธรรม“ นางสาวศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคไม่ได้ความเป็นธรรมสามารถ ขอคำปรึกษาได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 หรือร้องทุกข์ผ่านทางแอปพลิเคชัน OCPB connect และ เว็บไซต์ ocpb.go.th สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เข้ารับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ ประจำปี 2568” เดินหน้าภารกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้เปราะบาง และสังคมอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 30 เมษายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล ให้กับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ภายใต้การดูแลของนางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ที่ได้รับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ ประจำปี 2568” ณ อาคารหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า การได้รับรางวัลในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ยึดประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ ขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ไปด้วยกัน ภายใต้เจตนารมณ์ของความมุ่งมั่นทำประโยชน์เพื่อสังคม โดยรางวัลนี้จะเป็นเหมือนกำลังใจของการเดินหน้าสานต่อภารกิจสร้างโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส และการพัฒนาสังคมไทยให้ดีขึ้นต่อไป

สำหรับรางวัลดังกล่าว นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมูลนิธิฯ ที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐในฐานะองค์กรที่อุทิศตนทำงานเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์ต่าง ๆ การมอบอุปกรณ์ยังชีพแก่ผู้ประสบภัย การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติบุคคล หน่วยงาน หรือสื่อมวลชนที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริม ผลักดัน หรือดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อกรมประชาสัมพันธ์และประเทศชาติ

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานปัจฉิมนิเทศกิจกรรม “Young จะเล่า” พร้อมมอบประกาศนียบัตรเยาวชนผู้ผ่านการอบรมในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม” จำนวน 60 คน ซึ่งเป็นเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยผ่านสื่ออย่างสร้างสรรค์และมีคุณภาพ

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กิจกรรม ‘Young จะเล่า’ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็น ‘มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม’ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และค้นพบศักยภาพของตนเอง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ในอนาคต งานปัจฉิมนิเทศครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการมอบประกาศนียบัตร แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนผลลัพธ์ของโครงการที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเยาวชน ทั้งด้านทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในรากฐานทางวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 196 คน และผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 60 คน จากเดิมที่กำหนดไว้ 50 คน เพื่อเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดหลักสูตร ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 มีนาคม 2569 โดยเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านการผลิตเนื้อหาและสร้างสรรค์คอนเทนต์ 2. ด้านองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์ และ 3.ด้านการเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพ

โดยมี นายศิลา พีรวัฒฑึก “พ่อมดติ๊กต๊อก” นักสร้างคอนเทนต์ชื่อดัง, นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, นายเทินพันธ์ แพนสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญจากกองทุนฯ และคณาจารย์จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

นอกจากการอบรมในห้องเรียน เยาวชนยังได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในบทบาท “มัคคุเทศก์น้อย” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รวมระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ตรงและความมั่นใจในการสื่อสารกับผู้เข้าชมโดยมอบประกาศนียบัตรแก่เยาวชนทั้ง 60 คน พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานคลิปวิดีโอโดดเด่น 3 รางวัล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของเยาวชนในการเป็นทั้ง “ผู้รู้เท่าทันสื่อ” และ “ผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์” ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมไทยมาสื่อสารสู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอในหัวข้อ “มัคคุเทศก์น้อยอาสา พาทัวร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” ผลงานที่มียอดรับชมสูงสุด 3 อันดับ ได้รับโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลจากกองทุนฯ ดังนี้

รางวัลชนะเลิศ: นางสาวณิชา ไทยยิ่ง

รองชนะเลิศอันดับ 1: นางสาวศรุตา คอยเอื้อชาติ

รองชนะเลิศอันดับ 2: นางสาวพนิตนันท์ จำเนียรเจริญกุล

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะรอบด้าน สอดคล้องกับบริบทสังคมในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และการสื่อสาร ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตและการใช้สื่ออย่างเหมาะสม ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อยกระดับศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักสื่อสารและผู้ผลิตสื่อคุณภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของประเทศ

ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานของเยาวชนและข่าวสารกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: “Young จะเล่า” และ “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์”

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม ‘รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน’ ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม 'รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน' ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม ‘รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน’ ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

อาชีวะอุบลฯ โชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม “รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน” ต้อนรับ รมว.ศึกษาธิการ ในโอกาสตรวจเยี่ยมเมืองดอกบัว

จังหวัดอุบลราชธานี (30 เม.ย. 69) ณ หอประชุมเบญจานุสรณ์ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและมอบนโยบายการดำเนินงานในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการจัดนิทรรศการแสดงศักยภาพของเยาวชนไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงในระดับสากล

นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ คำมั่น รองผู้อำนวยการฯ และ นายสุระชาติ พละศักดิ์ หัวหน้าแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ นำคณะครูและนักเรียน “ทีมฮาร์บิน” เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 (รองแชมป์โลก) จากการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 ณ มหาวิทยาลัยวิศวกรรมฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมต้อนรับและนำเสนอผลงาน

ภายในนิทรรศการ ทีม “ฮาร์บิน” ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ปวช.2 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ประกอบด้วย นางสาวฐานวดี หรรษาพันธุ์, นางสาวกมลชนก สุทธิคุณ, นายเตวิชพศุตม์ พุทสะลา และ นายณัชพล ญาวงศ์ ได้ร่วมกันนำเสนอโมเดลจำลอง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จ ตั้งแต่กระบวนการเตรียมความพร้อม การฝึกซ้อมที่เข้มงวด ไปจนถึงการเดินทางไปฝ่าอุณหภูมิติดลบ ณ มณฑลเฮย์หลงเจียง เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวชื่นชมผลงานของนักศึกษาอย่างมาก โดยระบุว่าความสำเร็จของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีในครั้งนี้ สะท้อนถึงคุณภาพของการจัดการอาชีวศึกษาที่สามารถสร้าง “ยอดฝีมือ” ให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก พร้อมทั้งให้กำลังใจนักศึกษาในการพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Soft Power) ของประเทศต่อไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมและศิลปะแล้ว ยังมีการประชุมสัมมนาทางวิชาการเพื่อบูรณาการการทำงานของสถานศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี ให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นรูปธรรม

​สพฐ. เปิดโลกเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านโครงการปลูกพลังฝันฯ เสริมโอกาสนักเรียนพื้นที่ห่างไกล

​สพฐ. เปิดโลกเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านโครงการปลูกพลังฝันฯ เสริมโอกาสนักเรียนพื้นที่ห่างไกล

​สพฐ. เปิดโลกเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านโครงการปลูกพลังฝันฯ เสริมโอกาสนักเรียนพื้นที่ห่างไกล

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นายพิเชฐร์ วันทอง นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า กรรมการและผู้จัดการสำนักงานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รวมถึงคณะผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบปะและให้กำลังใจนักเรียน ครู และผู้ปกครอง จากโรงเรียนบ้านกองม่องทะ (สาขาบ้านไล่โว่) อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่เข้าร่วมโครงการ “ปลูกพลังฝัน เสริมประสบการณ์ เปลี่ยนอนาคต ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีและนักเรียน” ณ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำการพัฒนาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมให้กับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านการลงมือปฏิบัติและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจจากครูต้นแบบ “นายไพรวัลย์ ยาปัญ” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และจุดประกายความฝันให้กับนักเรียน ในโอกาสนี้ นักเรียนยังได้เข้าร่วมกิจกรรม “สนุกกับการเป็นนักข่าวรุ่นจิ๋ว” ณ สถานี OBEC Channel ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เสริมสร้างความมั่นใจและทักษะที่จำเป็นในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเริ่มต้นที่ จ.กาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร และชลบุรี มีนักเรียนรวมจำนวน 41 คน โดยนักเรียนจะได้เปิดโลกทัศน์ผ่านแหล่งเรียนรู้สำคัญ อาทิ แหล่งประวัติศาสตร์สะพานข้ามแม่น้ำแคว เส้นทางสายมรณะพิพิธภัณฑ์ สถานบันวิทยาศาสตร์ทางทะล แหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ชมพาอาทิตย์ตกดิน ริมหาดบางแสน และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต การปรับตัว และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม สอดคล้องกับนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของ ศธ. ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

ศธ.ขับเคลื่อนโครงการทุน ‘ODOS – Thailand Zero Dropout’ เพิ่มโอกาส – ลดความเหลื่อมล้ำ

ศธ.ขับเคลื่อนโครงการทุน ‘ODOS - Thailand  Zero Dropout’ เพิ่มโอกาส - ลดความเหลื่อมล้ำ

ศธ.ขับเคลื่อนโครงการทุน ‘ODOS – Thailand Zero Dropout’ เพิ่มโอกาส – ลดความเหลื่อมล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับ ดร.ไกรยศ ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ที่ประชุมได้หารือหลักๆ 5 เรื่อง โดยเรื่องแรก ได้หารือถึงโครงการทุน ODOS คือโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ ที่เน้นให้ทุนเยาวชนที่มีศักยภาพสูงแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ซึ่งเป็นโครงการที่ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่เคยดำเนินการมาเมื่อรัฐบาลที่แล้ว และเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีความสำคัญ จึงดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพื่อเปิดโอกาสให้ ช้างเผือก หรือนักเรียนที่มี ความรู้ความสามารถแต่ขาดโอกาส ให้ได้รับโอกาสในโครงการทุน ODOS สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมต้น และชั้นมัธยมปลาย

นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือถึงโครงการ Thailand  Zero Dropout  ซึ่งเป็นโครงการที่เราจะไม่ปล่อยให้เด็กสักคนเดียวหลุดออกนอกระบบการศึกษา จึงมีการวางแผนในปี 2569-2570 เพื่อเด็กทุกคนที่หลุดออกจากช่วงชั้นเรียนต่างๆได้กลับเข้ามาในระบบการศึกษา ซึ่งเดิมเด็กกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 1,000,000 คน แต่ตัวเลขล่าสุดมีประมาณ 600,000 คน ซึ่งเราพยายามจะลดตัวเลขดังกล่าวลงมาเรื่อยๆ และวันนี้เราได้มีการวางแผนกันว่าแต่ละหน่วยงานจะมีแนวทางอย่างไรในการดึงเด็กเหล่านั้นกลับมาสู่ระบบการศึกษา

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียน ซึ่งเราพบว่ายังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ ดังนั้น เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณรายหัว หรือโอกาสต่างๆ มีความเสมอภาคและเป็นธรรมสำหรับเด็กในทุกภูมิภาค รวมถึงโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขนาดใหญ่ ต้องจัดสรรงบประมาณเหล่านั้นให้มีความเป็นธรรมและคำนึงถึงคุณภาพด้านการศึกษา

นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้หารือถึงการผลิตครูในภาพรวมให้สามารถที่จะสร้างครูให้มีคุณภาพและตอบสนองต่อท้องถิ่น ในขณะเดียวกันกระจายตัวไปตามภูมิภาคต่างๆ โดยได้คำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่าง และได้หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อน

รายงานพิเศษ : อว.ลุยแก้ ‘วิกฤติประเทศ’ มอบนโยบาย สวทช. เป็น ‘เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ’ ตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทย์และเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : อว.ลุยแก้ ‘วิกฤติประเทศ’ มอบนโยบาย สวทช. เป็น ‘เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ’ ตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทย์และเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : อว.ลุยแก้ ‘วิกฤติประเทศ’ มอบนโยบาย สวทช. เป็น ‘เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ’ ตอบโจทย์ประเทศรายได้สูง ด้วยวิทย์และเทคโนโลยี

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด กวทช. นัดแรกพร้อมมอบนโยบายให้ สวทช. เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง โดยมุ่งวิจัยตรงเป้าแม่นยำ และตอบโจทย์วิกฤตประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กวทช. นัดแรก ได้มอบให้ สวทช. ยึดหลักการทำงานมุ่งวิจัยที่ตรงเป้า แม่นยำและตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล โดยให้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงการวิจัยขึ้นหิ้ง แต่ต้องเป็นเครื่องยนต์ที่ส่งผลกระทบสูง (High Impact) และเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง โดย สวทช. จะเป็นเสมือน “เครื่องยนต์วิจัย” ที่ทำงานเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม โดยเริ่มต้นจากการวางรากฐาน ด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้น “คนตัวเล็ก” อย่างเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง พร้อมทั้งติดอาวุธนวัตกรรมให้กลุ่ม SMEs สู่การเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกด้านสังคม มุ่งให้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยด้วยแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลที่ช่วยให้การคัดกรองโรคสำคัญอย่างโรคไตเข้าถึงระดับชุมชนได้อย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับการทลายกำแพงความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาด้วยระบบการเรียนรู้ที่ปรับตามความถนัดของเด็กแต่ละคน เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศในอนาคต

“เรากำลังเปลี่ยนผ่าน สวทช. ให้เป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าเดิม งานวิจัยต้องเข้าถึง ‘คนตัวเล็ก’ และกลุ่มเป้าหมายทุกภาคส่วน โดยตั้งเป้าว่าในปี 2570 นวัตกรรมของเราจะสร้างประโยชน์แก่ประชาชนถึง 10 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 17,000 ล้านบาท” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวเสริมว่า สวทช. พร้อมนำศักยภาพของบุคลากรวิจัยและทีมสนับสนุนรวมกว่า 3,000 คน จากศูนย์วิจัยแห่งชาติทั้ง 5 แห่ง และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา มาขับเคลื่อนเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ โดยมุ่งเน้นนโยบาย “งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง”โดยยึดความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง

ทั้งนี้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากรวิจัยมาตอบโจทย์เร่งด่วนของประเทศภายใต้กลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน ผ่านกลไก “Battle และ Pre-battle” ซึ่งเป็นโครงการระยะเร่งด่วนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผลงานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปใช้งานได้จริงในวงกว้าง ทั้งในมิติการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน

“เราเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยให้กลายเป็นคำตอบของประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกในรูปแบบโครงการ Battle และ Pre-battle ซึ่งเป็นภารกิจระยะเร่งด่วนที่ทำมาตลอด 4 ปี เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่างานวิจัยไทยไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่คือเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง” ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ รมว.อว. ได้ชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของไบโอเทค สวทช. พร้อมกล่าวว่า Plant Factory เป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายด้านที่ 1 (การยกระดับเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Agri-Tech) และนโยบายเศรษฐกิจมูลค่าสูง) ของกระทรวง อว. ที่ต้องการยกระดับเกษตรกรรมไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยโรงงานผลิตพืชไม่ใช่แค่การปลูกผักในร่มแบบธรรมดา แต่คือการใช้เทคโนโลยีควบคุมแสง-สารอาหารแบบ 100% เพื่อผลิต “สารออกฤทธิ์สำคัญ” สำหรับอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอางระดับโลก

“การเป็นประเทศรายได้สูงนั้น ตัวอย่างของ Plant Factory จะเห็นได้ชัดว่าเรากำลังเปลี่ยนจากการขายพืชผลเป็นกิโลกรัม มาเป็นการขายสารสกัดมูลค่าสูงที่เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรยุคใหม่จากหลักหมื่นพุ่งสู่หลักแสนต่อไร่ นี่คือเกษตรแม่นยำที่กินได้จริงและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้จริง” รมว.อว. กล่าว

สพฐ.พร้อมเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้ ลุยทันทีสถานศึกษาปลอดภัย

สพฐ.พร้อมเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้ ลุยทันทีสถานศึกษาปลอดภัย

สพฐ.พร้อมเปิดเทอม 15 พ.ค.นี้ ลุยทันทีสถานศึกษาปลอดภัย

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.59 น.

เลขาธิการ กพฐ. มั่นใจโรงเรียน-สพท.เตรียมพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 1/2569 ลุยทันทีสถานศึกษาปลอดภัย วันที่ 15 พ.ค.นี้ 18 หน่วยงานจับมือทำ MQU ร่วมดูแลนักเรียน-สถานศึกษา

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงความพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ว่า ปีนี้โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียน ในวันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม มีบางส่วนเปิดภาคเรียนในวันที่ 14 พฤษภาคม หรือ วันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งขณะนี้โรงเรียน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ กำลังดำเนินการสำรวจตรวจสอบสภาพระบบไฟฟ้า อุปกรณ์การเรียน สนามเด็กเล่นให้อยู่ในสภาพปลอดภัย ปรับปรุงซ่อมแซมห้องเรียน อาคารเรียน บ้านพักครู ให้พร้อมใช้งาน เพื่อให้เด็กและครู เปิดเทอมอย่างสุขกาย สบายใจ นักเรียนพร้อมที่จะเรียนรู้ มีความสุข 

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมนี้ สพฐ. จะประชุมเวิร์กช็อป (Workshop) 5 ภารกิจหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในแต่ภารกิจหลัก จะมีประเด็นย่อยต่างๆ ที่ต้องมาระดมความคิดเห็น เพื่อวางระบบ และนำไปสู่การปฏิบัติให้ดีที่สุด โดย สพฐ.จะฟังเสียงผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน เราไม่เน้นสั่งการจากส่วนกลาง แต่เน้นการมีส่วนร่วมจากผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ประชาชน และองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นไปตามนโยบาย “All for Education” ทุกฝ่ายต้องมาช่วยการศึกษา

“โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง เป็นเรื่องที่ สพฐ. จะดำเนินการควิกวิน (Quick Win) ทันที ในการเปิดภาคเรียนที่ 1/2569 โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นี้ ที่หอประชุมคุรุสภา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะมาเป็นประธานสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ วางระบบความปลอดภัยนักเรียน ” ระหว่าง สพฐ.กระทรวงศึกษาธิการ กับ 18 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ในการช่วยดูแลนักเรียน ดูแลโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เชื่อมโยงการป้องกัน ส่งต่อ ดูแลสภาพกายและจิตใจ ตลอดจนสภาพแวดล้อม ซึ่งแต่ละหน่วยมีความตั้งใจดีมาก” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว.

ประเสริฐ พลิกโฉมอาชีวะไทย ชูโมเดลเยอรมัน ได้งาน-เงิน-วุฒิ ตั้งเป้าเป็นกระดูกสันหลังเศรษฐกิจ

ประเสริฐ พลิกโฉมอาชีวะไทย ชูโมเดลเยอรมัน ได้งาน-เงิน-วุฒิ ตั้งเป้าเป็นกระดูกสันหลังเศรษฐกิจ

ประเสริฐ พลิกโฉมอาชีวะไทย ชูโมเดลเยอรมัน ได้งาน-เงิน-วุฒิ ตั้งเป้าเป็นกระดูกสันหลังเศรษฐกิจ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.20 น.

“รมว.ศธ.” มอบนโยบายก่อนเข้าสู่การประชุมบอร์ดอาชีวศึกษา อยากเห็นอาชีวะไทย แข็งแรง ก้าวหน้า สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน

29 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวมอบนโยบาย ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 4/2569 ณ ห้องประชุม  5 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากระทรวงศึกษาธิการ 

โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้พบกับทุกท่าน และได้เห็นทุกท่านแนะนำตัวแล้วก็ภูมิใจ ทุกท่านก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และขอบคุณทุกท่าน ที่ “สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับระบบเศรษฐกิจไทย”

กระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงสำคัญ  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทราบว่าวันนี้มีการประชุมบอร์ดอาชีวศึกษา  จึงอยากจะขอเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อมาพบปะกัน พร้อมที่จะทำงานรับใช้ ประสานงานกับทุกท่านและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทุกเรื่องต้องเรียนว่า วันนี้อยากจะร่วมงานกับท่าน เพราะคิดว่าวันนี้เรามีความท้าทายหลายอย่างที่เกิดขึ้น

เรื่องแรก โครงสร้างด้านกำลังคนยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีนักเรียนสายสามัญ ต่อสายอาชีพ 70 : 30 เป้าหมายกำลังคน อยู่ที่ 45 : 55 หมายถึงเราผลิตคนตรงกับความต้องการกับระบบเศรษฐกิจหรือไม่อย่างไร สมัยที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี และเป็นคณะกรรมการ EEC ความต้องการกำลังคน 50,000 คนต่อปีในระดับ ปวช. และ ปวส. และพบว่าช่างอุตสาหกรรมและแรงงานไทยยังมีทักษะไม่สูงนี่คือความท้าทายแรก

เรื่องที่ 2 ช่องว่างทางการศึกษาและทักษะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ความรู้ใหม่ ๆเกิดขึ้นทุกวัน การศึกษาต้องปรับตัว เรามี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ผ่านมา 27 ปี พ.ร.บ. มีการแก้ไขเป็นระยะ ๆ แต่ยังไม่ทันกลับเศรษฐกิจโลกหรือภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างไม่มีการพูดถึงเรื่องทักษะในการเข้าไปทำงานในโรงงาน และเอาทักษะเหล่านั้นมาแปลงเป็นผลผลิต เพื่อจะเป็นหน่วยกิต  โอนทักษะเหล่านั้นมาเป็นหน่วยกิตสะสมในธนาคารหน่วยกิต อันนี้อาจจะเกี่ยวกับท่านทั้งหลายด้วย  ก็เป็นเรื่องที่กำลังท้าทาย และผมได้มีโอกาสพบปะกับนักลงทุนประเทศจีนว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้น ที่จะมาจัดตั้งโรงงานใหม่ในไทย แต่สิ่งที่ต้องการก็คือกำลังคนยังไม่มี  สิ่งเหล่านี้ก็เลยเป็นโจทย์ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา   กระทรวงศึกษาฯก็ดี เราทุกคนเป็นโจทย์ และคณะกรรมการอาชีวศึกษาด้วย ในการผลิตกำลังคนได้เพียงพอกับภาคอุตสาหกรรมหรืออย่างไร

จากที่ดูข้อมูลมาเราผลิตครูได้ปีหนึ่ง ประมาณ 50,000 คน แต่ความต้องการครูในระบบปีหนึ่งไม่เกิน 10,000 คน แต่เราขาดบุคลากรที่จะไปป้อนให้กับภาคเศรษฐกิจ 

เรื่องที่ 3 เรื่องความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมยังไม่เป็นระบบแบบไร้รอยต่อ แม้จะมีระบบทวิภาคีแต่ยังขาดมาตรฐานต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ในอนาคตต้องเชิญบริษัทต่าง ๆ เข้ามาพูดคุยกันต้องปรึกษาว่าเราควรจะเริ่มต้นอย่างไรดีที่จะทำให้เรื่องงานบางแห่งฝึกงานไม่ตรงกับสาขา หรือใช้เป็นภาคแรงงาน 

เรื่องที่ 4 ภาพลักษณ์อาชีวศึกษา เวลาการทำงาน เรื่องของอาชีวะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในต่างประเทศมาก เช่นในเยอรมัน ในยุโรป ในญี่ปุ่น แต่ในประเทศไทยกับมองอีกมุมหนึ่ง ในเรื่องนี้จริงๆแล้วคนที่จบอาชีวะ จบไปแล้วเงินเดือนควรสูงกว่าคนจบปริญญาตรีบางแผนกเสียด้วยซ้ำ การเรียนใช้เวลาเรียนน้อยกว่า โอกาสหางานทำได้มากกว่า แต่จะทำอย่างไรให้ค่านิยมหรือสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ยกตัวอย่างช่างเชื่อมใต้น้ำ ซึ่งได้ข้อมูลจากกรมพัฒนาฝีมีอแรงงาน บริษัทจ้างเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 4,000- 5,000 บาท เป็นกำลังแรงงานคุณภาพสูง เป็นต้น  เป็นความท้าท้าย  จริงๆอาชีวะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ค่านิยมมุ่งไปแต่สายปริญญา  ทั้งที่เรียนอาชีวะออกมาได้เงิน เรียนก็ใช้เวลาน้อยกว่า 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า จากความท้าทายนี้เราก็เลยคิดว่าสิ่งที่เราจะพัฒนาคนจากคุณวุฒิ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (อาจารย์เชน) ท่านได้กำกับดูแล sector ด้านคนทั้งหมด กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน และให้ความสำคัญของทุนมนุษย์ (Human Capital) ในเรื่องนโยบาย 3 นโยบาย ที่เราคิดว่าจะขับผ่านกลไกที่เรียกว่า Human Capital Super board ซึ่งจะเป็นบอร์ดที่บูรณาการ และรองนายกฯ จะมานั่งเป็นประธาน รับผิดชอบตรงนี้และเกิดการวางแผนเพื่อบริหารงานบุคคล เรื่องการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมงาน เพราะฉะนั้น จึงเป็นการสร้างนโยบายขึ้นมา

นโยบายที่ 1   คือ “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ ให้เป็นมาตรฐาน” เพราะหัวใจของการเรียนรู้ของอาชีวะคือการปฏิบัติการเรียนรู้จากการทำงานจริง เพราะฉะนั้น เราจะพัฒนาระบบโดยอิงกับระบบ Dual System ของเยอรมัน ซึ่งเราได้มีกระบวนการศึกษาเพราะการศึกษาและนักศึกษา คือการลงทุนมนุษย์ที่สำคัญในอนาคตขององค์กร ในระบบนี้เราจะยืนอยู่กับ 3 เสาหลัก   

เสาหลักที่ 1  ด้านมาตรฐานสมรรถนะด้านวิชาชีพ  เราจะจัดทำมาตรฐานกับหน่วยงานที่สำคัญหลายอย่างเช่นสภาอุตสาหกรรมฯ  สภาหอการค้า สมาคมวิชาชีพต่าง ๆ  เรายังมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในปี พ.ศ. 2570 จะต้องมีอย่างน้อย ครบ 10 สาขา

เสาหลักที่ 2 คือชั่วโมงการฝึกงานมาตรฐาน  ซึ่งจะต้องขอฝากเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีการกำหนดชัดเจน นักศึกษาในระดับ ปวส. จะต้องมีชั่วโมงฝึกงานที่สถานประกอบการจริง ตามสัดส่วนที่เหมาะสม และมีครูฝึก และจะต้องมี mentor (ที่ปรึกษา) กับสถานประกอบการ และการติดตาม 

เสาหลักที่ 3  คือแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้าร่วม และจะผลักดัน ผ่าน Human Capital ซึ่งจะต้องวางกรอบนโยบายแรกเกี่ยวกับ เรื่องของ ทำงานและได้เงินด้วย 

นโยบายที่ 2 ปฏิรูปหลักสูตรให้ทันโลกและเทคโนโลยี  เรื่องอุตสาหกรรมและเรื่องการศึกษาต้องก้าวหน้าไปพร้อมๆกันเรื่องของหลักสูตร เรื่องของเทคโนโลยีเรื่องของ ai เรื่องของโรบอต เรื่องของวิชาการ ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน สาขาใหม่ๆ ก็เกิดขึ้น ฉะนั้นแล้ว ในสาขาที่จำเป็นของตลาดแรงงาน EV  เทคโนโลยีดิจิทัล สมาร์ทโลจิสติกส์ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้  จะทำการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของภาคอุตสาหกรรม  จะต้องมีการพัฒนาหลักสูตร 

นโยบายที่ 3 การสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและการยกระดับภาพลักษณ์อาชีวะ ต้องทำให้อาชีวะไม่ใช่อาชีพทางเลือกแต่เป็นอาชีพแห่งความสำเร็จฝากเลขาธิการ กอศ. เลขาธิการ สพฐ. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และฝ่ายวิชาการ ในเรื่องของ Credit Bank ผู้จบปวส. อยากให้เทียบโอนหน่วยกิต หรือชั่วโมงเรียน ที่ผ่านมาตรฐานสู่ระดับปริญญาตรีได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนซ้ำชั้นในภาควิชาที่เคยผ่านมาแล้ว จะได้เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวะสามารถนำทักษะหรือความรู้เหล่านี้มาแปลงเป็นคุณวุฒิได้ อันนี้เป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่อยากให้เกิดขึ้น

โดยสรุปทุกประเทศ อาชีวะเป็นกำลังการสร้างบ้านสร้างเมือง หากมีข้อแนะนำอะไรส่งผ่านมายังเลขาธิการ กอศ. และผ่านจากคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด)นี้มา ทางกระทรวงพร้อมที่จะซัพพอร์ตนโยบายอำนวยความสะดวก และทำงานร่วมกันเดินหน้าไปพร้อมกัน
 

คุรุสภาพร้อมสอบวิชาครู 26 สนามสอบ-เปิดพิมพ์บัตรเข้าสอบฯ 30 เม.ย.นี้

คุรุสภาพร้อมสอบวิชาครู 26 สนามสอบ-เปิดพิมพ์บัตรเข้าสอบฯ 30 เม.ย.นี้

คุรุสภาพร้อมสอบวิชาครู 26 สนามสอบ-เปิดพิมพ์บัตรเข้าสอบฯ 30 เม.ย.นี้

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.22 น.

30 เม.ย. นี้ คุรุสภา เปิดตรวจสอบรายชื่อพร้อมพิมพ์บัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบฯ วิชาครู ครั้งที่ 1 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2569 ทาง https://ksp2569-1.thaijobjob.com กำชับดูสถานที่ เอกสารครบถ้วน ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ตามที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบาย “ALL for Education” ปฏิรูปการศึกษา เพื่ออนาคตประเทศ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาและให้ความสำคัญในการคัดกรองผู้ที่จะเข้าสู่วิชาชีพครู ให้มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถที่เหมาะสม และพร้อมทำหน้าที่จัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนอย่างแท้จริง นั้น

ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภารับนโยบายดังกล่าวลงสู่การปฏิบัติ โดยจะดำเนินการจัดการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู วิชาครู ครั้งที่ 1 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 6 รอบ 26 สนามสอบทั่วประเทศ  ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569  ซึ่งจะเปิดให้ผู้สมัครเข้ารับการทดสอบตรวจสอบรายชื่อและพิมพ์บัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบ ได้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ https://ksp2569-1.thaijobjob.com โดยเลือกเมนู พิมพ์บัตรประจำตัวสอบ เพื่อนำไปแสดงตนเข้ารับการทดสอบตามวัน เวลา และสนามสอบที่กำหนด จากนั้นเมื่อการดำเนินการเข้ารับการทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว คุรุสภาจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ https://ksp2569-1.thaijobjob.com

“การทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพครู วิชาครู ครั้งที่ 1 ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี พ.ศ. 2569 จะใช้แบบทดสอบทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ  ซึ่งผู้เข้ารับการทดสอบต้องปฏิบัติตามแนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และขอให้ผู้เข้ารับการทดสอบ ตรวจสอบวัน เวลา สนามสอบ และห้องสอบที่กำหนด ก่อนวันที่จัดการทดสอบอย่างน้อย 3 วัน พร้อมกับเตรียมเอกสารหลักฐานการลงทะเบียน และการแสดงตนกับกรรมการคุมสอบประจำห้องสอบ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน หรือใบอนุญาตขับขี่ หรือหนังสือเดินทาง (Passport) และบัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบ กรณีไม่มีเอกสารหลักฐานดังกล่าว หรือข้อมูล หรือรูปถ่ายเอกสารหลักฐานดังกล่าวไม่ชัดเจน สามารถแสดงบัตรประจำตัวประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID (Thai Digital Identity) หรือใบอนุญาตขับขี่ผ่านแอปพลิเคชัน DLT QR Licence ได้ สำหรับพระภิกษุสงฆ์สามารถใช้หนังสือสุทธิพระ หรือใบสุทธิแทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ ชาวต่างด้าวหรือบุคคลไม่มีสัญชาติ ให้ใช้บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ที่กรมการปกครองออกให้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ สำหรับชาวต่างประเทศ สามารถใช้หนังสือเดินทางแทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ ทั้งนี้ เอกสารหลักฐานดังกล่าวต้องไม่หมดอายุ และมีข้อมูลและรูปถ่าย