‘วันนอร์’เปิดแข่งขัน’นกกรงหัวจุก’ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรก หวังปลดล็อคดันเป็น’ซอฟต์พาวเวอร์’

'วันนอร์'เปิดแข่งขัน'นกกรงหัวจุก'ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรก หวังปลดล็อคดันเป็น'ซอฟต์พาวเวอร์'

‘วันนอร์’เปิดแข่งขัน’นกกรงหัวจุก’ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรก หวังปลดล็อคดันเป็น’ซอฟต์พาวเวอร์’

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.43 น.

‘ปธ.วันนอร์’ เปิดงานแข่งขัน ‘นกกรงหัวจุก’ ที่ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หวังปลดล็อก ‘นกปรอดหัวโขน’ จากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ดันเป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ สร้างรายได้ให้ประชาชน

22ม.ค.2568 ที่บริเวณสนามหญ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดการจัดการแข่งขันนกปรอดหัวโขน (นกกรงหัวจุก) “ก้าวที่กล้า สานฝันสู่เสรี”  โดยมี นายสุรเทพ บุญญวัฒนวณิชย์ นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุกแห่งประเทศไทย กล่าวรายงาน โอกาสนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี

ประธานสภาฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า คุ้นเคยกับนกกรงหัวจุกมานาน ตั้งแต่ยังไม่มีการประกวด เคยมีโอกาสเลี้ยงสมัยที่ศึกษาในระดับประถม ความสวยงามของนกกรงหัวจุกเป็นเรื่องที่ดีงามมาก ถ้าสามารถที่จะมีการอนุญาตเพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุก อนุญาตให้ไม่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง การคุ้มครองโดยธรรมชาติกับการคุ้มครองโดยมนุษย์ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นนั้นแตกต่างกัน เชื่อว่าความสามารถของมนุษย์โดยเฉพาะคนไทย ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในการผสมนกเขาได้ดี สามารถที่จะเลือกให้นกเกิดเสียงดี มีราคาตัวละ 2 ล้านบาทได้ เชื่อว่าถ้ามีการปลดล็อกนกกรงหัวจุก ไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง แต่เป็นสัตว์ป่าที่ได้รับการดูแลอย่างดี น่าจะเป็นประโยชน์และขยายพันธุ์ได้มากกว่าธรรมชาติ 

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากขณะนี้สิ่งแวดล้อมทำลายธรรมชาติ อาหารของนกลดน้อยลงไป แต่ถ้ามนุษย์เลี้ยงสามารถจัดสรรอาหารได้ คนทำอาหารเลี้ยงนกร่ำรวยได้ เป็นอุตสาหกรรม เกิดตั้งแต่คนเพาะเลี้ยง คนทำกรงหากมีฝีมือ ก็สามารถขายได้ในราคาแพง เป็น Soft Power เป็นความชอบของคนที่ประเมินราคาไม่ได้ การจัดการแข่งขันครั้งแรกที่รัฐสภาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะสภาใครเสียงดีก็สามารถเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ทั้ง 500 ท่านในสภาต้องมีเสียงที่ดี เพราะเสียงที่ดีมาจากการเพาะพันธุ์ ฝึกฝน เสียงที่ดีก็พัฒนาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ 

นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นสภากับสมาคมร่วมมือกันได้เพราะต่างคนต่างใช้เสียงเช่นเดียวกัน การเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกสามารถเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งในรูปแบบธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ตลอดทั้งยังมีการขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ และสร้างอาชีพให้แก่คนไทยในหลายพื้นที่อีกมากมาย รัฐสภายินดีสนับสนุนส่งเสริมร่วมมือกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการสานฝันสู่เสรี อนาคตที่ดี เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วงเทศกาลนกกรงหัวจุกแข่งขันกัน อยากส่งเสริมให้มีการแข่งขันทั่วประทศ มิใช่ภาคใต้อย่างเดียว 

ประธานสภาฯ กล่าวต่อว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมนกกรงหัวจุกพัฒนาครบวงจร เป็นการสร้างชื่อเสียง ให้กับคนเลี้ยง ครอบครัว และท้องถิ่น ตลอดจนระดับประเทศ การแข่งขันนกกรงหัวจุกครั้งนี้ สมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกแเห่งประเทศไทยจัดขึ้นโดยได้รับการผลักดันจากรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ให้ได้รับความร่วมมือจากรัฐสภา และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ ร่วมมือกันจัดการแข่งขันครั้งนี้ ในนามประธานรัฐสภา ขอขอบคุณทุกฝ่าย และขอชื่นชมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รัฐสภายินดีสนับสนุน มิว่าจะเป็นการออกกฎหมาย หรือสนับสนุนอื่น ๆ เพราะ เป็นผลประโยชน์ของประชาชน

ทั้งนี้ประธานสภาฯ ได้มอบประกาศเกียรติคุณให้กับกรรมการผู้ตัดสินการแข่งขันนกกรงหัวจุก พร้อมทั้ง รับมอบของที่ระลึกจากนายกสมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกแห่งประเทศไทย จากนั้นได้ร่วมเดินชมบูธนิทรรศการนกปรอดหัวโขนและสินค้า OTOP จากทุกภาคส่วน

สำหรับการแข่งขันดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 23 ม.ค.  โดยสมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกแเห่งประเทศไทยร่วมมือกับรัฐสภา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมการเลี้ยงนกปรอดหัวโซน และสร้างความสามัคคีในหมู่ประชาชน รวมถึงสนับสนุนการอนุรักษ์พันธุ์นกและธรรมชาติอันเป็นมรดกของชาติ ซึ่งจะมีการจัดเสวนาทางวิชาการ เพื่อศึกษาเป็นข้อมูลในการผลักดัน ถอดถอนบัญชีนกปรอดหัวโขน ลําดับที่ 576 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และกฎหมายกําหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 2567

‘ศุภมาส’ เปิดโครงการ NGT รุ่น 3 หนุนสู้ศึกการค้าตลาดโลก ผ่าน Lifelong Learning

‘ศุภมาส’ เปิดโครงการ NGT รุ่น 3 หนุนสู้ศึกการค้าตลาดโลก ผ่าน Lifelong Learning

‘ศุภมาส’ เปิดโครงการ NGT รุ่น 3 หนุนสู้ศึกการค้าตลาดโลก ผ่าน Lifelong Learning

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.56 น.

“ศุภมาส” ใช้ Lifelong Learning เป็นฐานร่วมพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก เปิดโครงการ New Generation Trader : NGT รุ่นที่ 3 วางเป้าเสริมแกร่งนักรบเพื่อการส่งออก ด้วยหลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะ พร้อมโชว์ผลสำเร็จรุ่น 1 และ 2 พัฒนา 126 ทีม 294 คน ฟันยอดขายและร่วมลงทุนกว่า 20 ล้าน

22 มกราคม 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการสมรรถนะสูงเพื่อพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก (New Generation Trader : NGT) รุ่นที่ 3 และกิจกรรมการสร้างเครือข่ายพัฒนาผู้ประกอบการสมรรถนะสูเพื่อพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก ประกอบด้วยการเสวนาแนวทางพัฒนาผู้ประกอบการ ศักยภาพและความพร้อมของสินค้าไทยในเวทีโลก พร้อมแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่สุรนารี และผู้ประกอบการ NGT รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ราชการกระทรวง อว. รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารกระทรวง อว.เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า (โยธี) กระทรวง อว.

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า กระทรวง อว. นอกจากจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของนักศึกษา ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning ที่เน้นให้มหาวิทยาลัยไทยเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ผู้ประกอบการ และประชาชน สามารถกลับมา Upskill Reskill ในทักษะใหม่ ๆ ในยุคที่ภาคเศรษฐกิจมีอัตราการแข่งขันที่สูงขึ้น และธุรกิจออนไลน์เข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการเช่นในปัจจุบัน โดยหนึ่งในโครงการสำคัญที่ดำเนินการ และประสบความสำเร็จคือ โครงการพัฒนา ผู้ประกอบการสมรรถนะสูงเพื่อพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก หรือ New Generation Trader : NGT ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้ว รวม 2 รุ่น

รมว.อว. กล่าวต่อว่า โครงการ NGT รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ได้พัฒนาผู้ประกอบการสินค้า และพัฒนานักธุรกิจท้องถิ่นแล้วกว่า 126 ทีม มีผู้เข้าร่วม 294 คน สร้างยอดขายและมีการร่วมลงทุนมากกว่า 20 ล้านบาท และสามารถได้เปิดแพลตฟอร์มเพื่อเป็นช่องทางในการขายสินค้า เช่นใน Alibaba, eBay และ Amazon และ Taobao รวมถึงต่อยอด และเชื่อมโยงการพัฒนาศักยภาพการประกอบธุรกิจในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของกระทรวง  อว. เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Park), โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (UBI) และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เป็นต้น อีกทั้งยังได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ จากที่ผู้เข้าร่วมได้ส่งผลงานเข้าประกวด เช่น รางวัล Gold Medal 2022 KAOHSIUNG International Invention & Design Expo จากไต้หวัน และรางวัล International Invention and Trade Expo จากประเทศอังกฤษ

น.ส.ศุภมาส ยังกล่าวอีกว่า โดยไฮไลต์ของโครงการ NGT รุ่นที่ 3 ในปี 2568 นี้ กระทรวง อว. ได้เน้นการพัฒนา และเพิ่มศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการ ภายใต้หลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะ ได้แก่ หลักสูตร Pre-course ซึ่งเปิดรับจำนวน 4,000 คน เน้นถ่ายทอดองค์ความรู้เบื้องต้นการทำธุรกิจยุคปัจจุบันผสานความร่วมมือกับทีมโค้ชภาคเอกชน ที่มีประสบการณ์ขายสินค้าไทยไปต่างประเทศ เช่น สมาคมการค้าธุรกิจเกษตรไทย-จีน สมาคมผู้ประกอบการส่งออกผักและผลไม้ไทย เป็นต้น และหลักสูตร Deep course ผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 200 คน จะได้รับบ่มเพาะเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) เชิงลึก เรียนรู้กลไก แทรนด์สินค้า มาตรฐานการส่งออก ร่วมกับภาคเอกชน เป็นต้น พร้อมทั้งการฝึกประสบการณ์ขายจริงร่วมกับภาคเอกชน โดยทีมโค้ชด้านการทำธุรกิจส่งออกและธุรกิจออนไลน์ ให้การ Coaching รวมถึงวิทยากรพิเศษให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติอย่างเข้มข้น เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ และทักษะต่าง ๆ มาทำการค้าขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และขายสินค้าได้จริง

“พร้อมกันนี้ ยังจะขยายและกระจายสินค้าที่มีมาตรฐาน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจากหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ตลาดประเทศจีน เป็นสินค้าการเกษตรผลไม้ที่มีมาตรฐาน กลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา เน้นสินค้าสุขภาพและผลไม้เมืองร้อน กลุ่มประเทศ CLMV สินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เป็นต้น รวมถึงสร้างการรับรู้ของนานาประเทศ ที่นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนเพื่อพัฒนา Start-up เพื่อเป็นฐานต่อการพัฒนาประเทศให้ตรงจุด และมีประสิทธิภาพต่อไป” น.ส.ศุภมาส กล่าว

-(016)

‘เสมา 1’ ชื่นชม สพม.ในสังกัด ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ PISA เต็ม100%

‘เสมา 1’ ชื่นชม สพม.ในสังกัด  ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ PISA เต็ม100%

‘เสมา 1’ ชื่นชม สพม.ในสังกัด ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ PISA เต็ม100%

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่า ที่ประชุมได้รายงานการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก โดย สพฐ.ได้รายงาน ผลการดำเนินงานการใช้ชุดพัฒนาความฉลาดรู้ฯ ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ดังนี้ 1.ได้มีการอบรมแกนนำขยายผล จำนวน 1,400 คน และขยายผลไปยังแกนนำในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขต ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน จำนวนทั้งสิ้น 27,642 คน,2.โรงเรียนนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 1/2567 เฉลี่ย 2-3 เรื่อง และโรงเรียนนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 2/2567 เฉลี่ย 1-5 เรื่อง และ6-8 เรื่อง, 3.เขตพื้นที่การศึกษา ร่วมกับสพฐ. ฝึกทำข้อสอบในระบบ Computer Based Test โดยนำนักเรียนใช้ระบบ PISA Style Online Testing (สพฐ) PISA Like online/offline (สสวท.) มีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 662,300 คน ใช้งานระบบแล้ว จำนวน 611,484 คน, 4.มีการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขตฯ ในรูปแบบ on demand (การเรียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ตามที่ต้องการ) จำนวน 445,624 คน มีวิทยากรแกนนำเป็นพี่เลี้ยงในการอบรมฯ 5.มีความก้าวหน้าการขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขตพื้นที่ 78 ห้องเรียน ที่มีเป้าหมายการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯทั้งสิ้น 445,624 คน มีลงทะเบียน 188,042 คน อบรมเสร็จแล้ว จำนวน 62,489 คน และ 6.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่มีการดำเนินงาน100% แล้ว ได้แก่ สพม.ฉะเชิงเทรา, สพป.สมุทรสงคราม, สพป.ตาก เขต 1, สพป.ยะลา เขต 3

“การดำเนินการเกี่ยวกับ PISA ถือว่าก้าวหน้าไปค่อนข้างเยอะมาก มีหลายเขตพื้นที่ฯ มีขบวนการที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินการได้ผลดี ระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขต 78 ห้องเรียน ซึ่งมีเป้าหมายการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ทั้งสิ้น 445,624 คน ลงทะเบียนทั้งหมด 188,042 คน อบรมเสร็จแล้ว จำนวน 62,489 คน มีสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ที่ดำเนินงานได้ 100% แล้ว เช่น สพม.ฉะเชิงเทรา, สพป.สมุทรสงคราม, สพป.ตาก เขต 1, สพป.ยะลา เขต 3 ก็เป็นการดำเนินการที่น่าชื่นชมและในปีนี้ สภาการศึกษา จะเข้ามาดูแลก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สพฐ. สสวท.จัดทีมงาน ลงพื้นที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการทำข้อสอบ PISA แก่คุณครู และนักเรียนเพิ่มมากขึ้น” รมว.ศธ. กล่าว

กรมศิลป์ ชวนชมการแสดงรับลมหนาว ‘เหมันต์สุขสันต์ หฤหรรษ์สังคีต’

กรมศิลป์ ชวนชมการแสดงรับลมหนาว ‘เหมันต์สุขสันต์ หฤหรรษ์สังคีต’

กรมศิลป์ ชวนชมการแสดงรับลมหนาว ‘เหมันต์สุขสันต์ หฤหรรษ์สังคีต’

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมศิลปากร โดยสำนักการสังคีต เชิญชมการแสดงโครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ 68 “เหมันต์สุขสันต์ หฤหรรษ์สังคีต” ทุกวันอาทิตย์ระหว่างเดือน ม.ค. ถึงเดือน มี.ค. 2568 เวลา 17.30-19.30 น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร บัตรเข้าชมการแสดงคนละ 20 บาทนำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์ของชาติให้คงอยู่และแพร่หลายอย่างกว้างขวางต่อไป

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า โครงการดนตรีสำหรับประชาชน เป็นการแสดงประจำปีของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร นำเสนอความบันเทิงและความรู้สู่ประชาชน มาเป็นเวลาถึง 68 ปี เพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สำหรับปีนี้ กำหนดจัดการแสดงทุกวันอาทิตย์ รวม 7 ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2568 ถึงวันที่ 16 มี.ค. 2568 เวลา 17.30-19.30 น. ซึ่งในวันเปิดโครงการฯ วันที่ 26 ม.ค. 2568สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ได้เตรียมการแสดงชุดพิเศษต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ประกอบด้วยการแสดงชุดมะเส็งหรรษา เริงร่าเภรี ปีใหม่ไทยจีนการแสดงละคร เรื่องเอียฮู ผู้กตัญญู และละคร เรื่องสามก๊ก ตอน จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า นอกจากนี้ ยังได้เตรียมรายการแสดงที่หลากหลายสลับสับเปลี่ยนกันไป ทั้งการแสดงโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อนการบรรเลงดนตรีไทย และดนตรีสากล โดยศิลปินของสำนักการสังคีต

โดยวันที่ 2 ก.พ. 2568 การบรรเลงดนตรีไทย“ชุดร้อยเรียงเสียงดนตรี”, วันที่ 16 ก.พ. 2568 การแสดงวิพิธทัศนา ประกอบด้วย การบรรเลงดนตรีไทย ระบำสวัสดิรักษา ระบำอัศวลีลา การแสดงชุดจับม้ามังกร (แนวตลก) และการแสดงละคร เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนหึงนางลาวทอง-ลักพานางวันทอง ซึ่งเป็นการแสดงที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ดำเนินเรื่องตามบทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพเพื่อเฉลิมพระเกียรติกรมพระราชวังบวรสถานมงคลที่ทรงมีคุณูปการต่อศิลปวัฒนธรรมของชาติ,วันที่ 23 ก.พ. 2568 การบรรเลง-ขับร้องวงดุริยางค์สากล “ลิเกออร์เคสตรา”, วันที่ 2 มี.ค. 2568 การบรรเลงดนตรีไทย และการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด ร่มโพธิสมภารมารซื่อ, วันที่ 9 มี.ค. 2568 การบรรเลงดนตรีไทย การแสดงระบำนาฏดุริยะแห่งภูพระบาท รำฉุยฉายนางวิฬาร์แสนรู้ การแสดงสร้างสรรค์ ชุดสกุณกินรีศรีสำอาง และละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก, วันที่ 16 มี.ค. 2568 การบรรเลงดนตรีสากล ฟ้อนลาวคำหอม ออกฟ้อนแพนละคร เรื่องพระลอ ตอนตามไก่ และละคร เรื่องสุวรรณหงส์ ตอนกุมภณฑ์ถวายม้า

ศธ.ยืนหยัดต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ก้าวข้ามค่านิยม ‘ระบบอุปถัมภ์’ สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

ศธ.ยืนหยัดต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน  ก้าวข้ามค่านิยม ‘ระบบอุปถัมภ์’  สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

ศธ.ยืนหยัดต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ก้าวข้ามค่านิยม ‘ระบบอุปถัมภ์’ สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต “กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ทนต่อการทุจริต” (MOE Zero Tolerance) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ., นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร., นางอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา รวมทั้งศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกว่า 250 คน เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ.ให้ความสำคัญเรื่องต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ จึงได้จัดงาน “กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ทนต่อการทุจริต” (MOE Zero Tolerance) ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้ประชาคมโลก และสังคมไทย ได้เห็นถึงพลังความร่วมมือและเจตนารมณ์ร่วมกันของชาว ศธ.ในการรณรงค์
ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้กำหนดเรื่องการแก้ไขปัญหาทุจริต เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งมีการปรับปรุงกฎหมายต่างๆเพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ ก้าวข้ามค่านิยมระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน เร่งรัดให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดประพฤติไม่ชอบทางด้านวินัยและอาญาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผ่านระบบการทำงานของภาครัฐ ที่มีคุณธรรมโปร่งใส ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“ปัจจุบันเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่เห็นข่าวผ่านสื่อออนไลน์ขึ้นมา ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบในเรื่องนั้น จะดำเนินการเป็นรูปธรรมอย่างทันทีทันควัน เพื่อให้เห็นว่า ศธ.ไม่นิ่งเฉย ไม่ทนต่อการทุจริต ซึ่งเป็นแนวทางยึดถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง” ปลัดศธ. กล่าว และว่า ที่สำคัญคือ ในส่วนของการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) นั้น ศธ.ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนได้รับรางวัล TIA หลายหน่วยงาน

“ในวันนี้ ได้มาร่วมแสดงเจตนารมณ์ No Gift Policy ขึ้นเป็นปีที่ 4 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นปลุกจิตสำนึก ในการไม่ยอมรับ ไม่ทำ ไม่ทนต่อการทุจริตให้กับบุคลากรในสังกัด ก้าวข้ามค่านิยมระบบอุปถัมภ์สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน สร้างค่านิยมและภาพลักษณ์ที่ดีของกระทรวงศึกษาธิการ” ปลัด ศธ. กล่าว

โอกาสนี้ ปลัด ศธ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมกล่าวประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริต ความว่า “ขอประกาศเจตนารมณ์ ว่า จะยึดมั่นในสถาบันหลัก อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเป็นคนดีมีคุณธรรม ประพฤติปฏิบัติตนในสัมมาอาชีพ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลักสำคัญมั่นคง ดำรงตนอยู่ด้วยความมีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ปฏิบัติงานราชการอย่างถูกต้องชอบธรรม ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ และไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน และปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ตามค่านิยมในการบริหารงาน อันได้แก่ ซื่อสัตย์ สามัคคี มีความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ โปร่งใส มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน กล้าหาญทำในสิ่งที่ถูกต้อง รวมถึงการปฏิบัติตนตามมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าพเจ้าขอถวายสัจวาจาว่าจะประพฤติปฏิบัติตนตามรอยพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน รักษาต่อยอดศาสตร์ของพระราชาผู้ทรงธรรม ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ ยืนเคียงข้างสุจริตชน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของราชอาณาจักรไทยสืบไป”

รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ จัด ISSF 2025 ครั้งที่ 20 เทิดพระเกียรติ 70 พรรษา ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ จัด ISSF 2025 ครั้งที่ 20  เทิดพระเกียรติ 70 พรรษา ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ จัด ISSF 2025 ครั้งที่ 20 เทิดพระเกียรติ 70 พรรษา ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. ร่วมในการแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ครั้งที่ 20 The 20th International Students Science Fair (ISSF 2025) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-31 มกราคม โดยโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เป็นเจ้าภาพ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปีมหามงคลแห่งการเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์นับแต่ก่อตั้งโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ.2533 และต่อวงการการศึกษาวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ISSF ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2548 (ISSF 2005) ครั้งที่ 7 เมื่อปี พ.ศ. 2554 (ISSF 2011) และในครั้งนี้ ปี พ.ศ. 2568 (ISSF 2025) อันเป็นการจัดงานครบรอบ 20 ปี ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานในวันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568 ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมจำนวน 227 คน จาก 18 ประเทศ มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 43 โรงเรียน เป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับนานาชาติ จะช่วยพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมการศึกษาวิทยาศาสตร์ในระดับนานาชาติได้

ด้าน ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นโรงเรียนที่เป็นองค์การมหาชนแห่งเดียวของรัฐ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนต้นแบบในการพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา ดังนั้น การทำงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลกในงาน ISSF จะทำให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เห็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรแห่งอนาคตที่เป็นมาตรฐานนานาชาติ และนำกลับมาทดลองใช้กับหลักสูตรของโรงเรียน เพื่อขยายผลต่อยอดให้กับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของไทย เช่น โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นต่างๆ ในประเทศต่อไป

“ในงาน ISSF 2025 จะมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา ปาฐกถาพิเศษโดยนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล การนำเสนอผลงานวิจัยโครงงานวิทยาศาสตร์ในมิติใหม่ร่วมกับการถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านการแสดงผลงานศิลปะ เป็นต้น นอกจากกิจกรรมต่างๆ สำหรับนักเรียนแล้ว ในตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ยังมีกิจกรรมในมิติของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาและขับเคลื่อนแนวทางการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สามารถพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นพลโลกที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาสำคัญระดับโลกด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้” ดร.วรวรงค์ กล่าว

สพฐ.เร่งสรุปความเห็น’เลื่อนเปิด-ปิดเทอม’ ถ้าเห็นตรงกัน ประกาศภาคเรียน 1 พ.ค.68 ทันที

สพฐ.เร่งสรุปความเห็น'เลื่อนเปิด-ปิดเทอม' ถ้าเห็นตรงกัน ประกาศภาคเรียน 1 พ.ค.68 ทันที

สพฐ.เร่งสรุปความเห็น’เลื่อนเปิด-ปิดเทอม’ ถ้าเห็นตรงกัน ประกาศภาคเรียน 1 พ.ค.68 ทันที

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

สพฐ. เดินหน้ารับฟังความเห็น เลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียน พร้อมเสนอแนวคิดครูช่วงชั้น และสั่งเร่งปรับห้องน้ำเด็กเล็กแล้ว

วันที่ 21 มกราคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ครั้งที่ 3/2568 โดยนำข้อสั่งการของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมี นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ในที่ประชุมวันนี้ได้หารือเรื่องความคืบหน้าการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียน ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักที่เกี่ยวข้องไปประชุมร่วมกับผู้ที่มีผลกระทบกับการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียน ทั้งสังกัดเอกชน อาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตชด. หรือสำนักพระพุทธศาสนา ที่มีโรงเรียนในสังกัด  โดยเชิญมาร่วมรับฟังความคิดเห็น ว่าจะต้องมีการปรับแก้อะไรบ้าง หากเราปรับการเปิดภาคเรียนที่ 1 เป็นวันที่ 1 พฤษภาคม และปิดภาคเรียนวันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นวันสิ้นปีงบประมาณพอดี  ก็จะมีผลดีในเรื่องของการจัดทำแผน การบริหารงบประมาณ การย้ายครู/ผอ.โรงเรียน ขณะที่เด็กนักเรียนก็จะมีเวลาปิดภาคเรียนที่ 1 มากขึ้น ทำให้เด็กได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ครูก็จะได้มีเวลาเตรียมการสอนมากขึ้น ซึ่งหากเป็นไปได้ ก็จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 นี้ 

เรื่องต่อมา คือ เรื่องโครงการบริหารจัดการชั้นเรียนแบบช่วงชั้น (ครูช่วงชั้น) ซึ่งหมายถึงให้ครูติดตามเด็กขึ้นไปเป็นชั้นๆ โดยเริ่มต้นในช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3)ก่อน  อย่างเช่น ปีนี้ครูสอนอยู่ ป.1 พอเด็กจบ ป.1 เลื่อนขึ้นไป ป.2 ครูก็จะเลื่อนชั้นตามเด็กขึ้นไปด้วย เพื่อให้ครูได้ดูแลติดตามนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของพัฒนาการเด็ก การอ่านการเขียน การเรียนการสอน รวมถึงพฤติกรรมต่างๆที่ครูจะได้ดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ.  และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ.  ที่ได้มอบหมายให้ สพฐ. คิดหารูปแบบในการดำเนินการ โดยเราได้เปิดรับสมัครโรงเรียนที่สนใจจะรับการบริหารจัดการแบบครูช่วงชั้นไปดำเนินการ  และเป็นที่น่ายินดีว่าตอนนี้มีโรงเรียนต่างๆสนใจสมัครเข้ามามากกว่า 2,000 โรงเรียนแล้ว ซึ่งต้องมีการเปรียบเทียบผลการวิจัยดูด้วยว่า การจัดการเรียนการสอนแบบครูช่วงชั้น กับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ แบบไหนจะเกิดพัฒนาการกับผู้เรียน และสร้างคุณภาพการศึกษาได้ดีกว่า เราก็จะเลือกวิธีที่เกิดประโยชน์กับเด็กมากที่สุด

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำเรื่องการเฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 โดย สพฐ. ได้แจ้งไปยังสถานศึกษาในสังกัดแล้วว่า หากพื้นที่ใดเป็นพื้นที่สีส้มหรือสีแดงที่อยู่ในขั้นอันตราย ให้ผอ.โรงเรียนสามารถสั่งปิดโรงเรียนได้เลย โดยไม่ต้องรอ สพฐ. สั่งการ  ซึ่งการปิดสถานศึกษาเป็นอำนาจของ ผอ.โรงเรียน ที่จะสั่งปิดได้ทันที และให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “มาตรการป้องกัน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5” อย่างเคร่งครัด 

ส่วนเรื่องห้องน้ำเด็กอนุบาลของโรงเรียนจังหวัดลำปาง นั้น เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีเด็กอนุบาลถึง 534 คน จึงได้จัดห้องน้ำในลักษณะเปิดโล่งเพื่อความปลอดภัยของเด็กเล็ก โดยผ่านความเห็นร่วมกันของคณะครูและผู้ปกครอง ขณะที่ห้องน้ำนักเรียนระดับชั้นอื่น ๆก็เป็นห้องน้ำปกติ ทั้งนี้ สพฐ. ได้สั่งการให้โรงเรียนดำเนินการแก้ไขปรับปรุงแผงที่กั้นให้มิดชิด แบ่งแยกเป็นสัดส่วนแล้ว โดยยังคงมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเด็ก และสุขอนามัย ตามนโยบาย ”สุขาดี มีความสุข” ให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ 

“ส่วนเรื่องการสอบ O-NET และ PISA นั้นก็ได้มีการเน้นย้ำมาโดยตลอด โดยมอบหมายให้สำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ. ทำมาตรการจูงใจและรณรงค์ให้เด็กเข้ามาสอบ O-NET มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเราพบว่าเด็กสอบ O-NET ลดลง หรือบางคนสมัครแล้วไม่มาสอบ ทำให้สูญเสียงบประมาณในการจัดเตรียมข้อสอบ รวมถึงเน้นย้ำเรื่องการสอบทุกอย่าง ทั้ง NT, RT, O-NET ที่จะเข้าไปเชื่อมโยงกับการสอบ PISA โดยเอาแนวข้อสอบ PISA มาใช้ในการสอบอื่นๆ ด้วย เพื่อวางพื้นฐานให้เด็กคุ้นเคยกับแนวข้อสอบ PISA และมีผลการสอบที่สูงขึ้น ส่วนเรื่องที่ครู Live Tiktok ขายสินค้านั้น เราไม่ได้มีการห้ามครูหารายได้เสริม เพียงแต่ให้ทำนอกเวลางาน เช่น หลังเลิกเรียนหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่ควรทำในเวลาราชการ รวมถึงการถ่ายคลิปวิดีโอหรือ Live ที่ติดหน้านักเรียน ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อ พ.ร.บ. PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562) ทั้งนี้ หากเป็นการถ่ายคลิปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ หรือเทคนิคการสอนต่างๆ ถือว่าสามารถทำได้ และสนับสนุน เพื่อจะได้เผยแพร่เนื้อหาความรู้ดีๆ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’ ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’  ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ  พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’ ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 08.22 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ตัวแทนเกษตรกร ภาคีเครือข่ายติดตามการดำเนินงานโครงการ Chiang Mai Greentopia : ต้นแบบการสร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่วิถีการบริโภคอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนา “ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่” ส่งเสริมให้หมุนเวียนสินค้าการเกษตรในพื้นที่ไปสู่การบริโภคที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน พร้อมเยี่ยมชมแปลงผักสาธิต และสุ่มวัดสารเคมีจากตัวอย่างผักผ่านนวัตกรรม “Lab ทดสอบสารเคมีในพืชผัก”

ศ.ดร.พวงรัตน์ แก้วล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ในฐานะผู้จัดการโครงการ Chiang Mai Greentopia สสส. กล่าวว่า โครงการ Chiang Mai Greentopia ดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 ตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหารเพื่อสุขภาวะของ สสส. 4 ด้าน 1.สร้างความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ (Food Literacy) ส่งต่อความรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะให้เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ นำไปสู่การพัฒนาแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยในชุมชน เกิดพลเมืองอาหารและชุมชนอาหารกว่า 500 ราย, 2.สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ (Food Environment) เกิดเครือข่ายตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร โรงแรม กระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคกว่า 200 แห่ง,
3.ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจอาหารชุมชน (Food Economy) เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง และสร้างระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนในภาคบริการอาหารให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากกลุ่มคนรักสุขภาพ และนักท่องเที่ยว, 4.ส่งเสริมการขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหาร (Food Policy Advocacy) ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรผสมผสาน สร้างระบบนิเวศเกษตรไร้สารเคมีการเกษตร ลดการเผาภาคเกษตรต้นเหตุ PM2.5 เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพความปลอดภัยตามมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ PGS และมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9002-2559

“ผลจากการขับเคลื่อนประสบความสำเร็จ จากผลสุ่มตรวจเลือดของชาวเชียงใหม่ 400 คน ล่าสุด เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2567 พบสารเคมีตกค้างในเลือดลดเหลือ 66% จากเดิม 90% ในปี 2565 และพบสารเคมีตกค้างในเลือดอยู่ในระดับที่ปลอดภัยเพิ่มเป็น 34% จากเดิม 10% ในปี 2565 ส่งผลให้การจัดอันดับจังหวัดที่ประชากรมีสารเคมีตกค้างในเลือดของ จ.เชียงใหม่ ลดลงมาอยู่อันดับ 4 จากเดิมสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าขยายผล โดยเพิ่มระดับปลอดภัยของสารเคมีตกค้างในเลือดให้อยู่ที่ 50% ภายในปี 2568 พร้อมเร่งสร้างความตระหนักรู้ให้ข้อมูลชุมชนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากมลพิษและประโยชน์ของการเกษตรอินทรีย์ และขยายผลสร้างพลเมืองอาหารและพื้นที่กระจายผลผลิตที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภคในพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง” ผู้จัดการโครงการ Chiang Mai Greentopia สสส. กล่าว

พญ.วิมาลา วิวัฒน์มงคล แพทย์ประจำศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์ มช. กล่าวว่า สารเคมีการเกษตรที่ใช้ฉีดพ่นพืชผักหลายชนิดสามารถซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ทั้งจากสัมผัส
รับประทาน และสูดดม หากได้รับพิษแบบเฉียบพลันจะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่าซึ่งอาการจะเกิดเร็วหรือมาก ขึ้นอยู่กับปริมาณสารเคมีที่ได้รับ หากมีอาการต้องเร่งพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยโดยทันที หรือหากสะสมสารพิษระยะยาวจะส่งผลอาจทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ ขาดความยืดหยุ่น ความดันโลหิตผิดปกติ เสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดของโลก

“การเลือกปลูก/บริโภคผักพื้นบ้านอินทรีย์ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและปราศจากสารเคมีการเกษตรเป็นวิธีช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการของกลุ่มโรค NCDs อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งตำลึง มะระขี้นก ใบย่านาง กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง ชะพลู มีสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และส่งเสริมสุขภาพ เช่น วิตามินซี วิตามินเอแร่ธาตุ ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลและความดันโลหิต มีใยอาหารสูง ช่วยลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัย รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลระดับครัวเรือนและระดับประเทศ” แพทย์ประจำศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์ มช. กล่าวทิ้งท้าย

‘ชลวิทย์’ รักษาการอธิการบดีใหม่ มศว ปลุกพลังพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ‘LOVES SWU’

‘ชลวิทย์’ รักษาการอธิการบดีใหม่ มศว  ปลุกพลังพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ‘LOVES SWU’

‘ชลวิทย์’ รักษาการอธิการบดีใหม่ มศว ปลุกพลังพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ‘LOVES SWU’

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีรากฐานการศึกษาแข็งแกร่งในการผลิตวิชาชีพครูชั้นสูงแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย กับปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 76 ของมหาวิทยาลัย ภายใต้ปรัชญา “Education is Growth การศึกษาคือความเจริญงอกงาม” ล่าสุด รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) คนใหม่ กล่าวว่า “ผมตั้งใจจะพัฒนามหาวิทยาลัย ให้ตอบโจทย์สังคมและทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อเตรียมตัวให้นิสิตจบออกไปเป็นบัณฑิตที่พร้อมทั้งด้านวิชาการและเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าแก่สังคม พร้อมพัฒนามหาวิทยาลัยทั้งด้านกายภาพ และพัฒนาคุณภาพ การศึกษาให้ก้าวหน้าในระดับสากลด้วยแนวคิดเชิงรุก “Learning University for Society” LOVES SWU Growth for All”

โดยแต่ละประเด็นในการพัฒนาแต่ละด้าน มีรายละเอียดดังนี้ L Lifelong Learning มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตรนานาชาติ กับแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านการร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงศูนย์กลางทางวิชาการเพื่อสังคม (SWU Scholar Hub for Society) มีคณาจารย์และนักวิชาการในฐานะผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ ที่สามารถสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางความรู้ให้กับสังคมไทย มศว พร้อมที่จะให้นักข่าวมาสัมภาษณ์อาจารย์และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเพื่อคืนความรู้สู่สังคม และ Excellent Center ศูนย์กลางนักวิชาการระดับสากลทั้งในไทยและต่างประเทศ และการส่งเสริมและสนับสนุนนิสิตที่มีศักยภาพให้กลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย (One Faculty, One Teacher), Opportunity โอกาสของทุกคน ผู้เรียนนิสิตให้ทุนการศึกษา ให้สวัสดิการต่างๆ ผลักดันนิสิตสู่การเป็นพลเมือง (Global Citizen) และมี Societal Mindset ให้เด็กเห็นคุณค่าสังคมพร้อมออกสู่สังคมอย่างมีความสุข และสานพลังเสริมศักยภาพในระดับนานาชาติ กับการทำความร่วมมือกับสถาบันต่างๆ ที่เสริมสร้างศักยภาพนิสิตและคณาจารย์,

V Value Added ยกระดับคุณค่าขององค์กร พื้นที่การเรียนรู้แห่งอนาคต AI UNIVERSITY และ SWU Holding Company กับการบริหารการลงทุนเพื่อนำองค์ความรู้มาสร้างนวัตกรรมอย่างมืออาชีพ พัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์รัฐบาลและทิศทางของโลก, E Environment กับแนวคิด พื้นที่ของทุกคนเพื่อทุกคน University for all ปรับภูมิทัศน์ให้เป็น Universal Design รองรับการใช้พื้นที่สำหรับคนทุกแบบ และเพิ่มศักยภาพ Green University รวมถึงHealth and Well-being areas,S Social Engagement พันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคม มศว มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมร่วมผลักดัน มหาวิทยาลัยเข้าสู่มาตรฐาน ESG โดยการบริการวิชาการสู่สังคม (OFOC – One Faculty, One Community) 1 คณะ 1 ชุมชน, อโศก โมเดล และ องครักษ์ โมเดล กับการส่งเสริมสุขภาวะทั้งกายและใจ เช่น เปิดพื้นที่การออกกำลังกาย การใช้สนามในการวิ่ง ทำกิจกรรม มีการจัดสอนโยคะ ทุกวันจันทร์และพุธ ช่วง 17.00 น. และแอโรบิกเพื่อสุขภาพ ทุกเย็นวันอังคารและพฤหัสบดี ณ ลาน 400 ล้าน อาคารนวัตกรรมศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี เริ่ม 17.30 น. เป็นต้นไป และ เซิร์ฟสเก็ต สเก็ตบอร์ดทุกเย็นวันพุธ ณ บริเวณลานเล่นล้อ เริ่ม 16.30 น. เป็นต้นไป

GISTDA จับมือ ญี่ปุ่น ร่วมจัดสัมมนาสร้างความรู้กฎหมายอวกาศสากล

GISTDA จับมือ ญี่ปุ่น ร่วมจัดสัมมนาสร้างความรู้กฎหมายอวกาศสากล

GISTDA จับมือ ญี่ปุ่น ร่วมจัดสัมมนาสร้างความรู้กฎหมายอวกาศสากล

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ ร่วมกับสํานักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office for Outer Space Affairs หรือ UNOOSA) และ Ministry of Foreign Affairs of Japan จัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Space Law Technical Advisory Mission in Thailand”
ระหว่างวันที่ 15-17 มกราคม 2568 เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจในกฎหมายอวกาศระดับสากลและการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ให้แก่บุคลากรในหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ณ ห้องบอลลูม โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า อว. ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอวกาศมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีต้องควบคู่กับกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งอวกาศเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องทำงานร่วมกับนานาชาติ งาน Space Law Technical Advisory Mission ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในวันนี้ นับเป็นอีกความก้าวหน้าที่สำคัญของประเทศในด้านกิจการอวกาศ ในงานมีการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านอวกาศ การลงทะเบียนวัตถุอวกาศและตัวอย่างรูปแบบการพัฒนากฎหมายอวกาศจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าพ.ร.บ.กิจการอวกาศของประเทศไทยที่กำลังจะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ จะเป็นเครื่องมือส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนด้านอวกาศทั้งในและต่างประเทศ ตอบสนองนโยบายของทางกระทรวง อว.ที่ต้องการผลักดันให้กระทรวง อว. เป็นหนึ่งในกระทรวงด้านเศรษฐกิจ

“ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมาโดยตลอด งานในครั้งนี้
ไม่เพียงเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับกฎหมายอวกาศและผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอีกด้วยและต้องขอขอบคุณ GISTDA สำหรับความทุ่มเทในการเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในประชาคมอวกาศโลก รวมถึงรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับการสนับสนุนและเป็นผู้สนับสนุนหลักของงานนี้ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือที่ยั่งยืนและแนวทางแก้ไขที่สร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต” ผู้ช่วย รมว.อว. กล่าว

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเพิ่มเติมว่างาน Space Law Technical Advisory Mission นี้เป็นหนึ่งในการดำเนินงานสนับสนุนความรู้ด้านอวกาศของทาง UNOOSA โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประเทศที่กำลังเข้าสู่การดำเนินกิจการอวกาศ ซึ่งเป็นกิจกรรมในระดับสากลได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายอวกาศระหว่างประเทศ รวมไปถึงแนวทางของการบูรณาการกฎหมายและนโยบายด้านอวกาศให้เข้ากับบริบทระดับชาติ โดยในงานจะมีทั้งตัวอย่างของการกำกับดูแล-ออกใบอนุญาตของกิจกรรมด้านอวกาศของประเทศญี่ปุ่น, แนวทางของการทำธุรกิจประกันภัยด้านอวกาศ, รวมไปถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการดำเนินกิจกรรมด้านอวกาศระดับสากล ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ด้านอวกาศในประเทศ และในฐานะหน่วยงานอวกาศแห่งชาติที่ได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนขีดความสามารถด้านอวกาศของประเทศไทย GISTDA มีความมุ่งมั่นไม่เพียงแต่ในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นความร่วมมือ และการเสริมสร้างศักยภาพในการกำกับดูแลกิจการอวกาศอีกด้วย

งานในครั้งนี้จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่อยู่ในวงการอวกาศจากหลากหลายประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมกันหารือและให้ความรู้เกี่ยวกับประเด็นสำคัญด้านกฎหมายอวกาศ ผ่านการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่ผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์, ถกเถียงและแสดงความคิดเห็น มีสถานการณ์จำลองที่น่าสนใจซึ่งผู้เข้าร่วมและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศจะทำการแบ่งปันความรู้ในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับทั้งในระดับสากลและกฎหมายในประเทศ นอกจากนี้ การจัดงานครั้งนี้ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการได้ร่วมงานกับหน่วยงานด้านอวกาศระดับโลก (UNOOSA) ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำคัญต่อการแสดงจุดยืนในการให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอวกาศอย่างมีความรับผิดชอบและจะส่งผลที่ดีต่อการขับเคลื่อนกิจการอวกาศของประเทศไทยในระดับสากลต่อไปในอนาคต ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว