‘ศธ.’ยกเลิกเดินสวนสนามงาน 103 ปี‘ยุวกาชาด’ ห่วง PM 2.5 กระทบเด็ก-ครูกว่า 5,000 คน

‘ศธ.’ยกเลิกเดินสวนสนามงาน 103 ปี‘ยุวกาชาด’ ห่วง PM 2.5 กระทบเด็ก-ครูกว่า 5,000 คน

‘ศธ.’ยกเลิกเดินสวนสนามงาน 103 ปี‘ยุวกาชาด’ ห่วง PM 2.5 กระทบเด็ก-ครูกว่า 5,000 คน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.51 น.

‘ศธ.’ยกเลิกเดินสวนสนามงาน 103 ปี‘ยุวกาชาด’ ห่วง PM 2.5 กระทบเด็ก-ครูกว่า 5,000 คน

24 มกราคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เผยข้อห่วงใยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึงสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่รุนแรงระดับสีแดง มีข้อกังวลเรื่องการจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่กระทบต่อสุขภาพของเด็กนักเรียนและครู ซึ่ง ศธ.ได้กำหนดจัดกิจกรรมงานวันคล้ายวันสถาปนายุวกาชาดไทยเป็นประจำทุกปี แต่ด้วยเหตุสุดวิสัยจากฝุ่นพิษจึงต้องยกเลิกกิจกรรมดังกล่าวที่สนามศุภชลาศัย ในปีนี้ เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของผูเข้าร่วมงาน แต่ยังคงกิจกรรมออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ไว้

โฆษก ศธ. กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นว่าการจัดงานครบรอบวันสถาปนายุวกาชาดไทย “103 ปี ร่วมใจสร้างสรรค์ยุวกาชาดไทย” ส่วนกลาง ในวันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2568 ณ สนามศุภชลาศัย กรุงเทพฯ ที่กำหนดให้มีพิธีปฏิญาณตนและสวนสนาม  ซึ่งมียุวกาชาดจากสถานศึกษาสังกัดต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน ต้องยกเลิกการจัดกิจกรรมในส่วนที่เป็นกิจกรรมกลางแจ้งออกไปทั้งหมด จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน

ทั้งนี้ แม้สำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้จัดงานจะเตรียมงานไว้แล้วก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ภัยจากธรรมชาติครั้งนี้เกิดขึ้นรุนแรงในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งสุขภาพของผู้เรียนเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญในการปกป้องคุ้มครองให้มีความปลอดภัยสูงสุด จึงจำเป็นต้องประกาศยกเลิกการจัดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมดที่สนามศุภชลาศัย คือ กิจกรรมปฏิญาณตนและสวนสนามของยุวกาชาด

ในส่วนของพื้นที่จังหวัดอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบ สามารถพิจารณาจัดกิจกรรมดังกล่าวได้ตามกำหนดการที่จัดเตรียมไว้ และในระยะนี้ขอให้สถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ติดตามข่าวสารสภาพอากาศและข้อมูลสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างใกล้ชิด เพื่อวางมาตรการการจัดการกิจกรรมต่าง ๆ ได้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่อาจเป็นอันตราย ปรับกิจกรรมเป็นภายในอาคารเพื่อไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของนักเรียนและครูผู้สอน

“การที่กระทรวงศึกษาธิการตัดสินใจยกเลิกกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของเด็กนักเรียนและครูและบุคลากรทางการศึกษา กว่า 5,000 คน ที่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรม โดยจะคงกิจกรรมรูปแบบออนไลน์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ สอดคล้องกับแนวทางการป้องกันมลพิษทางอากาศ และขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมืออย่างดีที่สุด” โฆษก ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ การจัดงานพิธีสงฆ์ เวลา 9.00 น. จะคงจัดขึ้นที่บริเวณใต้อัฒจันทร์สนามศุภชลาศัย และสามารถร่วมกิจกรรมกาชาดและยุวกาชาดรูปแบบออนไลน์ แบ่งเป็น ระยะที่ 1 วันที่ 20 – 31 มกราคม 2568 โดยรับชมคลิปวิดีโอผ่านช่องทาง Facebook “ศธ.360 องศา” พร้อมแบบประเมินเพื่อรับเกียรติบัตรการเข้าร่วมกิจกรรม ระยะที่ 2 วันที่ 21 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2568 โดยออกแบบกิจกรรมตามความเหมาะสมนำไปจัด กิจกรรมกับนักเรียน บันทึกเป็นคลิปวีดิโอหรือภาพถ่ายอธิบายใต้ภาพ ส่งในช่องทางที่กำหนด เพื่อรับเกียรติบัตรการส่งเสริมกิจกรรมกาชาดและ ยุวกาชาดออนไลน์ดีเด่น จากกระทรวงศึกษาธิการ

TSPCA ร่วมสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง จัดกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน

TSPCA ร่วมสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง จัดกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน

TSPCA ร่วมสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง จัดกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.33 น.

TSPCA ร่วมสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง จัดกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน

24 มกราคม 2568 สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง จัดกิจกรรม รักสัตว์ในโรงเรียนและกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ณ โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 3,000 คน

ศาตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.อัจฉริยา ไศละสูต กรรมการ TSPCA และนายกสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง กล่าวว่า  สมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้ง เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2519 โดยคุณบุณย์พัชรี บุญทรงไพศาลเป็นนายกสมาคมฯ คนแรกได้การรวมตัวของศิษย์เก่าของโรงเรียนฯก่อตั้งขึ้น นับถึงปัจจุบันสมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้งได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 49 ปีแล้ว (พ.ศ. 2519-2568) ได้รับการสนับสนุนอย่างดี จากท่านอาจารย์บุญส่ง วรรธนะสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำผึ้งคนแรกในขณะนั้น และได้รับคำปรึกษาความช่วยเหลือด้านกิจกรรมต่างๆ จากคณะอาจารย์ที่ปรึกษาได้แก่ ท่านรองผู้อำนวยการ (ตำแหน่งในขณะนั้น) คุณหญิงลักขณา แสงสนิท และปัจจุบันท่านเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์ฯ และผู้บริหารทุกท่าน สมาคมผู้ปกครองและครูฯ ชมรมครูอาวุโส มูลนิธิเพื่อการศึกษาโรงเรียนสานน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมี ศาสตราจารย์ สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา ไศละสูต ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ คนปัจจุบัน

สมาคมฯมีวัตถุประสงค์  เพื่อส่งเสริมความสามัคคี  และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก   ความกตัญญูกตเวที และความเคารพต่อครูบาอาจารย์ จัดงานไหว้ครูเป็นประจำทุกปี งานลูกผึ้งคืนรัง รำลึกพระคุณครู เป็นโอกาสให้ศิษย์เก่าและปัจจุบันทั้งหลาย ได้มาร่วมกันทำกิจกรรมดีๆ เกิดความรักความสามัคคีระหว่างกัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการร่วมมือกันทำงานเพื่อโรงเรียน จัดกิจกรรมเสริมให้กับนักเรียนให้มีความพร้อมในการเติบโตเป็นสมาชิกที่ดีในครอบครัว งานวาดรูปให้แม่ สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม  จัดกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เสริมสร้างการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์

ในปีนี้ สมาคมฯ ได้จัดทำพฤกษศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมโดยพืช ในโรงเรียนขึ้น โดยจัดพิธีเปิดสวนโดย คุณหญิงลักขณา แสงสนิทเป็นประธาน เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2568  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสวนนี้จะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนสายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์ฯ  ปลูกฝังทัศนคติ รักการปลูกและคุณประโยชน์ของต้นไม้ในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นวาระของประเทศและของโลกในปัจจุบัน 

นอกจากส่งเสริมด้านการปลูกต้นไม้แล้ว สมาคมฯยังสนับสนุนโครงการรักสัตว์ในโรงเรียน  โดย สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) จัดกิจกรรม “รักสัตว์ในโรงเรียน” ซึ่งเป็นโครงการในการปลูกฝังค่านิยม ให้กับเด็ก เยาวชน ให้มีจิตสำนึกเมตตากรุณาต่อสัตว์และรักสัตว์อย่างรับผิดชอบ โดย TSPCA เป็นองค์กรภาคเอกชนแห่งแรก ของประเทศไทยที่ได้ริเริ่มดำเนินกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมา ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ

คุณหญิง ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา  นำกิจกรรมโครงการ “รักสัตว์ในโรงเรียน” ออกเผยแพร่ตามโรงเรียนต่าง ๆ ที่สังกัดภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นต้น โดยในครั้งนี้จัดขึ้นพร้อมกับงานวันเด็กประจำปี 2568 และงานปีใหม่ของโรงเรียนฯ ในวันที่ 22 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา นักเรียนได้รับความรู้ด้านสวัสดิภาพสัตว์ การเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ เสริมสร้างความเข้าใจด้านคุณภาพชีวิตที่ดีของคนและสัตว์

สมาคมศิษย์เก่าสายน้ำผึ้งขอขอบคุณสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ (TSPCA) Cape & Kantary Hotels  บริษัทเกษมกิจ จำกัด บริษัท บี.เอ็ล.ฮั้ว จำกัด โดยเฉพาะคุณธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ นายก TSPCA  และคณะกรรมการบริหารที่ปรึกษาทุกคน ที่สนับสนุน เงินค่าอาหารกลางวันแก่นักเรียน และของขวัญที่ระลึกจำนวนมาก ในการจัดกิจกรรมดีๆให้กับนักเรียนในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยผู้สนใจสามารถ ติดตามกิจกรรมของสมาคมฯได้ทาง เฟสบุ๊คของสมาคมฯ และ https://sn-aa.or “ความดียิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง”

ด่วน!!! ศธ.สั่งสถานศึกษาทั่วประเทศ ‘งดกิจกรรมกลางแจ้ง’ในสถานการณ์จมฝุ่น PM 2.5

ด่วน!!! ศธ.สั่งสถานศึกษาทั่วประเทศ 'งดกิจกรรมกลางแจ้ง'ในสถานการณ์จมฝุ่น PM 2.5

ด่วน!!! ศธ.สั่งสถานศึกษาทั่วประเทศ ‘งดกิจกรรมกลางแจ้ง’ในสถานการณ์จมฝุ่น PM 2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.02 น.

“โฆษก ศธ.”กำชับสถานศึกษาถ้าปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ยังไม่หมด งดกิจกรรมกลางแจ้งเด็ดขาด สุขภาพผู้เรียนสำคัญที่สุด

วันที่ 23 มกราคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำให้สถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ งดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 มีค่าความเข้มข้นสูงถึงระดับวิกฤตสีแดงเข้ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากค่าฝุ่นที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา หากผู้ปกครองกังวลใจสามารถแจ้งได้ที่เพจ “ศธ. 360 องศา“

โฆษก ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้สภาพอากาศในประเทศไทยเต็มไปด้วยปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ไม่ใช่แค่ใน กทม.แต่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ขอความร่วมมือให้โรงเรียนปรับเปลี่ยนกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การจัดการเข้าแถวหน้าเสาธง การแข่งขันกีฬา วิชาลูกเสือ หรือกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้ง ให้เป็นกิจกรรมภายในอาคารแทน พร้อมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เรียนและครูเรื่องการสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM 2.5 และหลีกเลี่ยงการออกจากอาคารในช่วงที่ฝุ่นละอองมีค่าความเข้มข้นสูง

“พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยผู้เรียนที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และต้องการปกป้องสุขภาพของนักเรียนเป็นลำดับแรก จึงเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียน “งดกิจกรรมกลางแจ้งทุกรูปแบบ”  รวมถึงกำหนดรูปแบบการจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ และจัดกิจกรรมภายในโรงเรียนอย่างเหมาะสมในช่วงที่มีค่าฝุ่นสูงเกินระดับมาตรฐาน สอดคล้องกับมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อป้องกันการสัมผัสกับมลพิษที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว” โฆษก ศธ.กล่าว

และว่า ศธ.ได้ติดตามสถานการณ์อากาศและได้กำชับทุกต้นสัปดาห์มาโดยตลอด และสั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่กำชับกับ สพป. และ สพม.ให้อำนาจโรงเรียนใช้ดุลยพินิจหยุดทำการเรียนการสอนโดยปรับเป็นรูปแบบการเรียนออนไลน์ได้ 100 % ส่วนโรงเรียนโซนกลางเมืองที่มี “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” มีมาตรการรับมือที่พร้อมก็สามารถทำการเรียนการสอนได้ปกติ โดยให้พิจารณายืดหยุ่นตามความจำเป็นยึดถือเรื่องสุขภาพของเด็กเป็นหลัก

โฆษก ศธ.กล่าวอีกว่า ส่วนโรงเรียนสังกัด ศธ.ในกรุงเทพฯ มีทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งช่วงนี้เด็กกำลังเตรียมตัวสอบปลายภาค และสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางโรงเรียนมีความจำเป็นไม่สามารถหยุดการเรียนการสอนได้เนื่องจากเวลาสอนไม่เพียงพอ ก็ขอให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยให้จัดการเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น การสอนแต่ละที่มีข้อจำกัดตามบริบทพื้นที่ต่างกัน หากดำเนินการตามมาตรการที่วางไว้จะช่วยให้การเรียนการสอนและกิจกรรมต่าง ๆภายในโรงเรียนดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสี่ยงกับฝุ่นพิษที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้เรียนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สพฐ.ได้มีคำสั่งให้โรงเรียนในสังกัด ในพื้นที่สีแดงทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษฝุ่น PM 2.5 หยุดเรียนทันทีตั้งแต่วันนี้ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์เป็นระยะเวลา 7 วัน หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยในเขตกรุงเทพฯ ปิดเรียนแล้ว 57 แห่ง แบ่งเป็น สพม. กทม. เขต 1 ปิดเรียน 7 แห่ง สพม. กทม. เขต 2 ปิดเรียนแล้ว 42 แห่ง และ สพป. ปิดแล้ว 8 แห่ง

“สุขภาพของนักเรียนเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด ขอให้งดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูง และกำชับนักเรียนให้สวมหน้ากากอนามัยป้องกันอีกทาง หากผู้ปกครองเกิดความไม่สบายใจ ขอย้ำตรงนี้ว่า ศธ.ได้ประกาศออกไปอย่างชัดเจนว่าให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง ห้ามโรงเรียนใดฝ่าฝืนข้อสั่งการโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะถือว่ามีความผิด และสามารถแจ้งข้อกังวลได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “ศธ. 360 องศา” ได้ทันที เราจะฟังรับความคิดเห็นเพื่อนำมาดำเนินการให้อย่างรวดเร็ว” โฆษก ศธ. กล่าว

สพฐ.ไฟเขียว! สั่งปิดเรียนได้ทันที ถ้าอยู่ในพื้นที่ฝุ่น PM 2.5 อันตรายต่อสุขภาพ

สพฐ.ไฟเขียว! สั่งปิดเรียนได้ทันที ถ้าอยู่ในพื้นที่ฝุ่น PM 2.5 อันตรายต่อสุขภาพ

สพฐ.ไฟเขียว! สั่งปิดเรียนได้ทันที ถ้าอยู่ในพื้นที่ฝุ่น PM 2.5 อันตรายต่อสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.18 น.

“เลขาธิการ กพฐ.” ย้ำ ผอ.โรงเรียนสั่งปิดเรียนได้ทันที ถ้าอยู่ในพื้นที่ฝุ่น PM 2.5 อันตรายต่อสุขภาพ

วันที่ 23 มกราคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการที่ช่วงเดือนมกราคม 2568 นี้ สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในหลายพื้นที่อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล และมีพื้นที่อื่นที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง พื้นที่ภาคตะวันออก ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้กำชับและแจ้งเตือนให้ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาติดตามสถานการณ์และตรวจสอบระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ และให้สถานศึกษาปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 เน้นย้ำให้ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดูแล ติดตามและตรวจสอบให้สถานศึกษาทุกแห่งดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อย่างเข้มแข็ง

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สพฐ. ได้ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ด้วยความห่วงใยในสุขภาพของนักเรียนทุกๆ คน ซึ่งหากโรงเรียนใดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบต่อสุขภาพ (ค่าสีแดง) ได้ให้อำนาจแก่ผู้บริหารโรงเรียน สามารถสั่งปิดเรียนได้ทันทีเป็นเวลา 7 วัน หรือจนกว่าสถานการณ์ฝุ่นจะคลี่คลาย แล้วปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์หรือมอบหมายใบงาน ติดต่อกับครูทางออนไลน์แทน และเน้นย้ำผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตให้กำกับ ติดตามการดำเนินการตามมาตรการอย่างใกล้ชิด

“ช่วงสัปดาห์นี้ จนถึงอย่างน้อยวันที่ 26 มกราคม ในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคเหนือ จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งหลายโรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี มีการปรับกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นแบบออนไลน์และประกาศหยุดเรียนในช่วงสัปดาห์นี้ จำนวน 57 แห่ง เป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.) จำนวน 8 แห่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม.กทม. เขต 1) จำนวน 7 แห่ง และสังกัด สพม.กทม. เขต 2 จำนวน 42 แห่ง จึงขอเน้นย้ำให้ผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ ติดตามระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่อย่างใกล้ชิด สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ซักซ้อมการปฏิบัติตนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ให้แก่นักเรียนและครู สังเกตอาการนักเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ และหากสถานการณ์ค่าฝุ่นอยู่ในระดับวิกฤตสามารถปิดเรียนได้ทันที เพื่อสุขภาพของนักเรียนทุกคนเป็นสำคัญ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘สมาคมนักข่าวฯ-กองทุนสื่อ’เปิดอบรม‘พิราบน้อย รุ่น 27’

‘สมาคมนักข่าวฯ-กองทุนสื่อ’เปิดอบรม‘พิราบน้อย รุ่น 27’

‘สมาคมนักข่าวฯ-กองทุนสื่อ’เปิดอบรม‘พิราบน้อย รุ่น 27’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

‘สมาคมนักข่าวฯ-กองทุนสื่อ’เปิดอบรม‘พิราบน้อย รุ่น 27’ ต้อนรับนักศึกษาเสริมความแกร่งทักษะสู่เส้นทางนักข่าวมืออาชีพ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมมือกันเดินหน้าสานฝันคนรุ่นใหม่ไฟแรง จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “นักข่าวพิราบน้อย” รุ่นที่ 27 ภายใต้โครงการเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่ออัดแน่นเนื้อหา 4 วันเต็ม มุ่งติวเข้มทักษะและเตรียมความพร้อมนักข่าวรุ่นใหม่รับมือภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

สำหรับโครงการอบรมพิราบน้อยรุ่น 27 จัดเต็มเนื้อหาเข้มข้นเจาะลึกทุกมิติของงานสื่อสารมวลชน เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่สนใจอาชีพนักข่าวได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริง โดยมีนักศึกษา 30 คน จาก 22 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งจะได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำข่าวจริง พร้อมรับคำแนะนำจากนักข่าวรุ่นพี่มากประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายกับเพื่อนร่วมอาชีพ

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุนสื่อ มีความยินดีที่ได้สนับสนุนให้เกิดการจัดกิจกรรม การอบรม “พิราบน้อย” รุ่น 27   ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนนักศึกษาได้มาเรียนรู้ทักษะจากมืออาชีพในวงการสื่อมวลชน  สำหรับการจัดงานอบรมพิราบน้อยมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันไม่ได้จำกัดเฉพาะนักศึกษานิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์อีกต่อไป แต่เปิดกว้างสำหรับนักศึกษาจากทุกสาขา ทุกสถาบันการศึกษาเพราะใครๆ ก็สามารถเป็นสื่อได้ในยุคดิจิทัล  น้อง ๆ ที่เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้ทักษะการทำข่าว โดยตรงจากวิทยากรมืออาชีพมากประสบการณ์

นางสาว น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่โครงการพิราบน้อยดำเนินมาถึงรุ่นที่ 27 โดยเฉพาะปีนี้นักศึกษาสนใจสมัครเข้ามาเป็นจำนวนมากจาก 28 สถาบันการศึกษาทำให้คณะกรรมการต้องคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการฯเหลือเพียง 30 คน ดำเนินการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 ม.ค. 2568 ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะเน้นย้ำให้นักข่าวรุ่นใหม่เข้าใจว่านอกจากจะส่งต่อข้อมูลข่าวสารได้แล้วสื่อมวลชนยังต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม จริยธรรม และความถูกต้องของข้อมูล เพื่อนำเสนอข่าวสารที่รอบด้านและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างองค์กรสื่อมวลชนไทย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของนักข่าวรุ่นใหม่ให้เท่าทัน รวมถึงทำความเข้าใจประเด็นต่างๆ อย่างลึกซึ้ง

ปส. จับมือ ปภ.กระบี่ ฝึกเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์-รังสี

ปส. จับมือ ปภ.กระบี่ ฝึกเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์-รังสี

ปส. จับมือ ปภ.กระบี่ ฝึกเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์-รังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมพร้อมคือกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องประชาชน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกระบี่ จัดการประชุมสัมมนาแนวทางการจัดทำแผนเผชิญเหตุด้านนิวเคลียร์และรังสีระดับจังหวัดและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานกรณีฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ตั้งแต่วันที่ 20-23 มกราคม 2568 ณ โรงแรมโกลเด้นบีช รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ เพื่อยกระดับศักยภาพการตอบโต้ต่อภาวะฉุกเฉินทางรังสีสำหรับเจ้าหน้าที่ โดยมี นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ

นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวในพิธีเปิดว่า การสัมมนาในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเจ้าหน้าที่จะได้เรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ การจัดการภาวะฉุกเฉิน ไปจนถึงการดูแลด้านการแพทย์ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความเข้าใจในแผนเผชิญเหตุด้านนิวเคลียร์และรังสีประจำจังหวัดกระบี่ เพื่อให้การตอบสนองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจังหวัดกระบี่ถือเป็นจังหวัดที่มีสถานประกอบการทางรังสีที่นำวัสดุกัมมันตรังสีมาใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี

ด้าน นายภานุพงศ์ พินกฤษ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบทางนิวเคลียร์และรังสี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างแพร่หลาย ทำให้มีความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสีจนอาจเกิดเป็นสาธารณภัยซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าความถี่จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเห็นว่าผลกระทบและความร้ายแรงของอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสี สามารถส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ซึ่งไม่อาจคาดการณ์ว่า อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสีจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถกระทำได้ คือ การเตรียมการให้พร้อมทั้งบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ ปส. ได้ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว จึงจัดการสัมมนาและการฝึกอบรมในครั้งนี้ขึ้น และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปส. ได้จัดการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีร่วมกับ ปภ. มาอย่างสม่ำเสมอครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ.2558 ถึงปัจจุบัน มากกว่า 15 ครั้ง

นอกจากนี้ การฝึกอบรมในครั้งนี้ยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านนิวเคลียร์และรังสี ตลอดจนเป็นการเตรียมพร้อมระงับเหตุฉุกเฉินสาธารณภัยทางรังสีในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง และสามารถรองรับกับภัยรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคตอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

วว. เพิ่มมูลค่า ‘หน่อไม้ฝรั่ง’ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วว. เพิ่มมูลค่า ‘หน่อไม้ฝรั่ง’ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วว. เพิ่มมูลค่า ‘หน่อไม้ฝรั่ง’ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าวัสดุเศษเหลือรวมถึงผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน (เกรดต่ำ/ตกเกรด) ของหน่อไม้ฝรั่ง โดยการสกัดสารสำคัญและนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่ คุกกี้ธัญพืช และเครื่องดื่มผง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ มุ่งเพิ่มช่องทางธุรกิจและเสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการไทย

“หน่อไม้ฝรั่ง” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและนิยมปลูกกันมากในประเทศไทย เป็นพืชที่มีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 120-140 บาทต่อกิโลกรัม) เนื่องจากมีความต้องการในตลาดสูง ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่การเพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่ง 8,908 ไร่ และมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 8,271 ตันต่อปี (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2566) อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการผลิตหน่อไม้ฝรั่งจะมีวัสดุเศษเหลือรวมถึงผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน (เกรดต่ำ/ตกเกรด) ประมาณร้อยละ 30-50 ซึ่งวัสดุเศษเหลือบางส่วนจะถูกทิ้ง เกิดเป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และบางส่วนถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์และปุ๋ย

ทั้งนี้ เศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งจะมีสารอาหารและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ อีกทั้งมีปริมาณเส้นใยอาหารค่อนข้างสูงด้วย โดยเศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งมีปริมาณเส้นใยอาหารทั้งหมดประมาณร้อยละ 58-79 โดยน้ำหนักแห้ง ดังนั้น จึงเป็นวัตถุดิบที่มีความน่าสนใจในการนำมาผลิตเป็นเส้นใยอาหารที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะเส้นใยอาหารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ

จากคุณประโยชน์ของเศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งดังกล่าว วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ จึงได้ศึกษาการสกัดเส้นใยอาหารจากเศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งด้วยวิธีการสกัดด้วยเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส อัลคาเลส และอะไมโลกลูโคซิเดส และการสกัดด้วยน้ำ โดยได้เส้นใยอาหารที่มีความบริสุทธิ์สูงขึ้นและมีคุณสมบัติเชิงหน้าที่ในการอุ้มน้ำและอุ้มน้ำมันดีขึ้น นอกจากนั้น ยังได้ศึกษาการสกัดเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ด้วยวิธีการสกัดด้วยเอนไซม์เซลลูเลส เพื่อให้ได้ผลผลิตเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้สูงและขยายขนาดการสกัดสู่ระดับอุตสาหกรรม อีกทั้งประยุกต์ใช้เส้นใยอาหารที่ผลิตได้นำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ที่ วว. พัฒนา มีดังนี้ 1.คุกกี้ธัญพืชผสมสารสกัดไฟเบอร์จากหน่อไม้ฝรั่ง ให้พลังงาน 528.45 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม และเป็นพลังงานจากไขมัน 312.93 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 10.126-10.319 บาทต่อ 100 กรัม และ 2.ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผงผสมสารสกัดไฟเบอร์จากหน่อไม้ฝรั่ง ให้พลังงาน 346.58 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม และเป็นพลังงานจากไขมัน 23.04 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ ประมาณ 6.231-9.827 บาทต่อ 100 กรัม

ศธ.ปลูกฝังส่งเสริมวินัยการออมให้เด็ก สร้างการรับรู้สิทธิ์พร้อมตั้งรางวัลจูงใจ

ศธ.ปลูกฝังส่งเสริมวินัยการออมให้เด็ก  สร้างการรับรู้สิทธิ์พร้อมตั้งรางวัลจูงใจ

ศธ.ปลูกฝังส่งเสริมวินัยการออมให้เด็ก สร้างการรับรู้สิทธิ์พร้อมตั้งรางวัลจูงใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ และขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมวินัยการออมผ่านสถานศึกษาระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนการออมแห่งชาติ โดยมี ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. และผู้แทนจากกองทุนการออมแห่งชาติ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัด ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เรียนรับทราบถึงสิทธิและโยชน์การเป็นสมาชิก หลักเกณฑ์การสมัคร เงื่อนไขการออม เงินสมทบจากรัฐบาล เพื่อปลูกฝังและส่งเสริมวินัยการออมผ่านสถานศึกษา ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือการส่งเสริมการออมกับ กอช. ดังนี้ 1.บันทึกความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการออม ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับกองทุนการออมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2560, 2.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออม ระหว่างกองทุนการออมแห่งชาติกับ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ระยะเวลาความร่วมมือช่วงละ 5 ปี, 3.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออมระหว่าง กองทุนการออมแห่งชาติ กับ สำนักงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564, 4.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออม โครงการสถานศึกษาส่งเสริมการออมระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับกองทุนการออมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 มีระยะเวลา 3 ปี

ตั้งแต่ดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2560-2567 มีจำนวนสมาชิก กอช. กลุ่มนักเรียน นักศึกษา อายุ 15-20 ปี จำนวนทั้งสิ้น 193,385 ราย คิดเป็นร้อยละ 9.7 จากจำนวนนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และนักเรียนระดับอาชีวศึกษา ซึ่งในปี 2567 ได้ขับเคลื่อนโครงการฯ ร่วมกับนายสมใจ วิเศษทักษิณ และ นายชูสิน วรเดช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 278 แห่ง

และที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาครูแกนนำ “วิทยากรอาสา กอช. เว้าเรื่องออม” จากสถานศึกษา ภายใต้เขตตรวจราชการที่ 10 และ 11 (สพม. จำนวน 7 แห่ง) จำนวน 21 ราย
และมีสถานศึกษา ภายใต้สังกัด สอศ. เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 112 แห่ง รวมถึงสถานศึกษานำร่องเข้าร่วมกิจกรรม “อาชีวะสร้างอาชีพ กอช. เพิ่มเงินออม บสย.ต่อยอดธุรกิจ” จำนวน 15 แห่ง (ปี 2566-2568)

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีประเด็นหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน อาทิ แนวทางความร่วมมือกับผู้ตรวจราชการ 18 เขตรวมถึงการพัฒนาครูแกนนำ “วิทยากรอาสา กอช. เว้าเรื่องออม” ต่อเนื่อง ในปี 2568 จำนวน 100 คน ซึ่งครูแกนนำที่ร่วมโครงการฯ จะได้รับค่าวิทยากรชั่วโมงละ 600 บาท(กิจกรรม 1 ครั้ง ไม่เกิน 2 ชั่วโมง) พร้อมได้รับเกียรติบัตร และผลักดันและส่งเสริมให้มีการนำเนื้อหาเรื่องการวางแผนการเงิน และการออมเงินเพื่ออนาคต ให้อยู่ในแผนการเรียนการสอน วิชาเรียน กิจกรรม หรือชุมนุม ตามความเหมาะสมของสถานศึกษา

โดยในปีนี้จะเพิ่มรางวัลสถานศึกษาส่งเสริมการออมกับ กอช. ยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 (ระยะเวลา 1 ม.ค.-30 ก.ย. 2568) ซึ่งรางวัลสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่มียอดสมัครสมาชิก กอช. รายใหม่ประจำปี 2568 จำนวน 300 คนขึ้นไป สูงสุด 3 อันดับแรก จะได้รับเงินรางวัล สถานศึกษาละ 20,000 บาท และรางวัลสถานศึกษาสังกัด สอศ. ที่มียอดสมัครสมาชิก กอช. รายใหม่ประจำปี 2568 จำนวน 300 คนขึ้นไป สูงสุด 3 อันดับแรก ได้รับเงินรางวัล สถานศึกษาละ 20,000 บาท

ในการนี้ สถานศึกษาสังกัด สพฐ. และ สอศ. ที่มีผลการดำเนินงานส่งเสริมวินัยการออมยอดเยี่ยม มีสมาชิก กอช.รายใหม่ 3 อันดับแรก จะได้รับรางวัลโล่เกียรติคุณในงานวันออมแห่งชาติ และมอบเกียรติบัตรสำหรับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาผู้อำนวยการสถานศึกษา คุณครู อาจารย์ผู้ประสานงานของสถานศึกษาที่ได้รับรางวัล

กรมวิทย์ บริการ เร่งพัฒนาระบบ e-Learning ยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

กรมวิทย์ บริการ เร่งพัฒนาระบบ e-Learning  ยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

กรมวิทย์ บริการ เร่งพัฒนาระบบ e-Learning ยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ (สพนว.) กรมวิทย์ บริการ ได้จัดประชุมหารือเพื่อยกระดับระบบการเรียนรู้ผ่านe-Learning ณ ห้องประชุม 325 อาคารสถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ กรมวิทย์บริการ โดยมี นางสาวปัทมา นพรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านe-Learning จากบริษัท เลิร์นเทค จำกัดกุลฑลี ภาสอาจ กรรมการผู้บริหาร และนภาพร พรพระแก้ว เพื่อร่วมกันหาแนวทางพัฒนาระบบ e-Learning ให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัล

ด้วยระบบ e-Learning จะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาความรู้ที่ทันสมัย ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยเสริมสร้างทักษะและศักยภาพในการพัฒนาตนเองและประเทศอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2567 ระบบ e-Learning ของกรมวิทย์ บริการ มีผู้เข้าเรียนมากถึง 205,603 ราย สะท้อนความนิยมและความสำคัญของแพลตฟอร์มการเรียนรู้นี้ในการสร้างบุคลากรคุณภาพที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า การพัฒนาระบบ e-Learning สอดคล้องกับนโยบายของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่มุ่งเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ฟรีในหลักสูตร Upskill, Reskill และ Newskill รวม43 หลักสูตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรในทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ หลักสูตรผ่านระบบ e-Learning ของกรมวิทย์ บริการ ช่วยพัฒนาทักษะในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมมอบประกาศนียบัตร (e-certificate) สำหรับผู้เรียนจบหลักสูตร เพิ่มคุณค่าและความน่าเชื่อถือในสายงานผู้สนใจสามารถสมัครเรียนฟรีได้ที่ https://dss2.mylearntime.com/xlms_dss/portal/index.jsp

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 21.17 น.

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม เร่งแก้ไขกฎหมายโรงงานหยุดเอื้อโรงงานรีไซเคิล-กำจัดกากมลพิษที่มาตรฐานต่ำ พร้อมเร่งคลอดกฎหมาย PRTR รายงานเคลื่อนย้ายสารมลพิษ “กระทรวงอุตสาหกรรม” รับลูกชงร่างพ.ร.บ จัดการกากอุตสาหกรรมเข้าครม.สัปดาห์หน้านี้

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ทำการชั่วคราว ห้อง 501 ชั้น5 อาคาร The Rice (สะพานควาย) กทม. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนาในหัวข้อ “วิกฤติขยะพิษกับชีวิตประชาชน” โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ นำเสนอปัญหามลพิษจากกากอุตสาหกรรม และแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื้อรังนี้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาอย่างจริงจังจากภาครัฐ

น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า มูลนิธิบูรณะนิเวศติดตามผลกระทบมลพิษจากอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ปี2541 ทำให้เห็นปัญหากากอุตสาหกรรมส่งผลกระทบคุกคามสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอันนำมาซึ่งการสังหารผู้นำชุมชนที่ร่วมกันต่อต้านคัดค้านปัญหากากของเสียอุตสาหกรรมมากที่สุด ทั้งยังมีการคุกคาม และทำร้ายอันมีความสัมพันธ์กับปัญหากากอุตสาหกรรมค่อนข้างชัดเจนมาตลอดในหลายพื้นที่

สิ่งนี้เป็นปัญหาสะท้อนถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลผลักดันให้เกิดการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ไม่ได้ทำควบคู่กับการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้ธุรกิจการจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล ควบคู่กับการทุจริตคอรัปชั่น การออกกฎหมายที่เอื้อต่อการทำโรงงานรีไซเคิล และโรงงานกำจัดกากของเสียอย่างเสรี เพื่อประกอบกิจการได้ในทุกจังหวัด อีกทั้งยังยกเลิกกฎระเบียบที่ให้การกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมทำได้โดยวิธีฝังกลบเท่านั้นก็เปลี่ยนมาเป็นการอนุญาตให้นำมารีไซเคิลได้

โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือคำสั่ง คสชที่ 4/2559 อนุญาตให้โรงงานประเภท 105 คือ โรงงานคัดแยกฝังกลบขยะ และโรงงานประเภท 106 ที่ดำเนินกิจการรีไซเคิลขยะจากอุตสาหกรรมดำเนินกิจการได้ โดยระงับการใช้กฎหมายผังเมืองจนทำให้ผู้ประกอบการจากประเทศจีนจำนวนมากเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัยก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อีกทั้งการละเลยการตรวจสอบการบังคับใช้กฏหมายจากหน่วยงานท้องถิ่นทำให้สถานการณ์แย่ลง

“ทั้งหมดนี้คือมรดกมลพิษที่เกิดจากการบริหารนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่คำนึงถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คิดถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลต้องเร่งรีบแก้ไขปัญหาโดยการปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น ใบอนุญาตประกอบโรงงานต้องมีการต่ออายุ และควรสนับสนุนการออก พ.ร.บ การรายงาน และเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือกฎหมาย PRTR ที่ร่างโดยภาคประชาชนและกำลังนำเข้าสู่สภา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษที่ต้นเหตุ” น.ส. เพ็ญโฉม กล่าว

น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวอีกว่าอยากเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมระงับการออกใบอนุญาตการจัดดำเนินกิจการโรงงานประเภท 105 และ 106 เพราะพบว่ามีบริษัทนายหน้ามาขอใบอนุญาต และปล่อยให้ผู้ประกอบกิจการจากจีนมาขอเช่าพื้นที่ทำกิจการ เมื่อมีความผิดใดๆ ก็ไม่สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เนื่องจากเป็นเพียงผู้เช่าพื้นที่เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากให้กับชุมชน

นางขนิษฐนันท์ อภิหรรษากร รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกับชุมชน โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 หน้าที่ของรัฐ หมวดที่ 5 ในการทำให้สิทธิของประชาชนเป็นสิ่งจับต้องได้ ซึ่งสามารถเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียน โดยขอข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ จัดทำข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข

 โดยสามารถส่งข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือคณะรัฐมนตรี จะต้องมีข้อสั่งการให้หน่อยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติให้เกิดผล เช่น กรณีการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมจากโรงงานแว็กซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด ที่จ.ราชบุรี ได้ส่งข้อเสนอแนะเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว เป็นต้น ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการสั่งการได้โดยตรง มีเพียงหน้าที่ในการให้คำเสนอแนะเท่านั้น

ขณะที่นายสนธิ คชวัฒน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยและชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่าประเทศไทยมีปริมาณขยะจากกากอุตสาหกรรมประมาณ 25 ล้านตัน ซึ่ง 19.8 ล้านตันสามารถนำไปกำจัดได้อย่างเหมาะสม ส่วนที่เหลือไม่ทราบแหล่งกำจัดที่ชัดเจน ทำให้เกิดคำถามว่าขยะเหล่านี้ไปไหน เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีข่าวการเกิดเพลิงไหม้ในโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลในหลายพื้นที่

 โดยเฉพาะโรงงานรีไซเคิล วิน โพเสส ที่อำเภอบ้านค่าย จ. ชลบุรี ส่งผลกระทบให้กับชุมชนกว่าร้อยหลังคาเรือนจากมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ของสารเคมีที่เก็บไว้ในโรงงาน และภาพรวมประเทศไทยมีโรงงานที่รับกำจัด คัดแยกและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมอยู่ประมาณ 2,500 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่มีเงินลงทุนน้อย ประสิทธิภาพต่ำ และระบบการบำบัดมลพิษไม่มีประสิทธิภาพ บางส่วนลักลอบฝังกากอุตสาหกรรมในพื้นที่โรงงานเอง หรือในพื้นที่ดินที่ซื้อไว้ใกล้แหล่งชุมชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการลักลอบการนำเข้ากากอุตสาหกรรม ขยะอิเลกทรอนิกส์ และขยะพลาสติกเข้ามาในประเทศ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถกำกับดูแล ตรวจสอบสั่งการและดำเนินคดีได้ ทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้

“สิ่งเร่งด่วนที่ควรจะทำในตอนนี้คือ รัฐบาลต้องยกเลิกคำสั่งคสชที่ 4/2559  ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อยับยั้งการขยายตัวของโรงงานประเภท 105 และ 106 นอกจากนี้ยังต้องเร่งการแก้ไขข้อกฏหมายให้มีการวางเงินประกัน และการจัดตั้งกองทุนโดยเก็บเงินจากโรงงานเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที”นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะต้องมีการปฏิรูประบบอนุญาตตั้งโรงงานประเภทดังกล่าวให้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพในการขจัดมลพิษ รวมทั้งปฏิรูประบบอนุญาต และการเคลื่อนย้ายกาก ให้มีการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลทั้งการจัดเก็บ การขนย้าย การจัดการกากของแต่ละโรงงานให้สาธารณชนรับทราบด้วย อีกทั้งควรกำหนดให้โรงงานไฟฟ้าความร้อนทุกขนาดที่ผลิตจากเชื้อเพลิงขยะ  รวมถึงโรงงานรีไซเคิลกากของเสียอุตสาหกรรมทุกขนาดต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยุคใหม่ต่างให้ความใส่ใจกับประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยมีนโยบายในการปรับปรุงระเบียบหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เพื่อลดผลกะทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ จัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ… เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยเนื้อหาสำคัญให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นกับโรงงานประเภท 105 และ 106 โดยให้โรงงานประเภทดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ .ร.บ ฉบับนี้  และกากอุตสาหกรรมยังหมายรวมถึง กากอุตสาหกรรมจากการผลิต และกากอุตสาหกกรมที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ เช่น ขยะอิเลกทรอนิกส์ เป็นต้น

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ร่าง พ .ร.บ ดังกล่าวยังมีเรื่องการจัดตั้งกองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืน เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลระทบจากมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยใช้เงินตั้งต้นจากกองทุน SME ประชารัฐ จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐบาล ซึ่งกองทุน SME ประชารัฐจะยังคงอยู่เพียงขยายการดูแลไปยังผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษ  ซึ่งคาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ และมั่นใจว่าจะกฎหมายดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญเพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมที่สะอาดมากขึ้น