รายงานพิเศษ : อว.เดินหน้าพัฒนาอาหารพื้นถิ่น – อาหารฟังก์ชั่น สู่นวัตกรรม ‘อาหารปลอดภัย’ ด้วยการฉายรังสี

รายงานพิเศษ : อว.เดินหน้าพัฒนาอาหารพื้นถิ่น - อาหารฟังก์ชั่น  สู่นวัตกรรม ‘อาหารปลอดภัย’ ด้วยการฉายรังสี

รายงานพิเศษ : อว.เดินหน้าพัฒนาอาหารพื้นถิ่น – อาหารฟังก์ชั่น สู่นวัตกรรม ‘อาหารปลอดภัย’ ด้วยการฉายรังสี

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวง อว. เดินหน้ายกระดับอาหารพื้นถิ่น และอาหารฟังก์ชั่น สู่นวัตกรรมอาหารปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี เพื่อเพิ่มโอกาสการตลาด ผ่านความร่วมมือ 5 หน่วยงานหลัก นำโดย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือสทน. พร้อมด้วยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน(องค์การมหาชน) หรือ สซ. และ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ได้แก่ มรภ.เลย มรภ.ชัยภูมิ และ มรภ.มหาสารคาม

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “การบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคแนวตรง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์” ภายใต้แนวคิด “ฉายรังสีปลอดภัย อาหารพื้นถิ่นปลอดโรค” ปี 2568 โดยมี รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสทน., รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสซ., รศ.สมเจตน์ ดวงพิทักษ์ อธิการบดี มรภ.เลย, ผศ.ดร.สานนท์ ด่านภักดี อธิการบดี มรภ.ชัยภูมิ และ ดร.เนตรชนก จันทร์สว่างผู้รักษาการแทนอธิการบดี มรภ.มหาสารคาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สทน. สซ. และ มรภ. เข้าร่วมงาน

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. เปิดเผยว่า กระทรวง อว. เป็นกระทรวงที่ดูแลและขับเคลื่อนองค์ความรู้ของประเทศ ทั้งการพัฒนากำลังคนขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา การนำผลงานวิจัยและพัฒนาไปใช้ประโยชน์ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในการขับเคลื่อนการวิจัย การลงนามความร่วมมือของทั้ง 5 องค์กรนี้ เป็นโอกาสดีในการที่องค์กรด้านวิทยาศาสตร์และภาคการศึกษาได้มาสนับสนุนซึ่งกันและกัน สิ่งที่อยากจะมุ่งเน้น คือ การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ซึ่งจะต้องพึ่งพาข้อมูล ความรู้ และวิทยาการด้วยอย่างมาก เช่น เทคโนโลยีนิวเคลียร์ซึ่งหลายท่านอาจจะมองว่าไกลตัว แต่ก็สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการได้โดย อว. จะส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่มีคุณค่า สนับสนุนความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยให้การสนับสนุน การรวมตัวในการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อเพิ่มมูลค่าและต่อยอดผลิตภัณฑ์ได้อย่างยั่งยืนรศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสทน. กล่าวเพิ่มเติมว่า เทรนด์ Soft Power ที่ต้องการยกระดับอาหารพื้นถิ่นไทยสู่สากล และเทรนด์อาหารฟังก์ชั่น (Functional Food) กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สร้างโอกาสทองให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพออกมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง สทน. จึงเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีการฉายรังสี มาร่วมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งในด้านช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ก่อโรค ช่วยชะลอการสุกและช่วยยืดอายุการเก็บ ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพออกมาจำหน่าย ให้คนไทยได้มีสุขภาพที่ดีต่อไปด้วย พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงฯในวันนี้ จึงเกิดขึ้นเพื่อให้การฉายรังสีในอาหารเป็นที่ยอมรับและมีการใช้ประโยชน์แพร่หลายมากขึ้น โดย สทน.ได้ดำเนินการโครงการฯ มาแล้วตั้งแต่ปี 2564 และได้ลงพื้นที่ขยายผลต่อเนื่องเป็นประ

สำหรับการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ทุกหน่วยงานจะทำงานร่วมกันทั้งในเรื่องการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ การสร้างการยอมรับเรื่องประโยชน์ของการฉายรังสี และประสานงานอำนวยความสะดวก ในการส่งผลิตภัณฑ์เพื่อมาฉายรังสี รวมทั้งมีการใช้พื้นที่และทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การวิจัยและพัฒนาตัวสินค้า จนสามารถขยายไปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะนำไปจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ นับจากปี 2564 ที่ สทน. ได้ร่วมกับสถาบันราชภัฏ นำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้านการฉายรังสีอาหาร ลงไปส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตอาหารพื้นถิ่น และกลุ่มผู้ประกอบการ SME ภายใต้โครงการ “การสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่น และอาหารฟังก์ชั่น ด้วยการฉายรังสีอาหาร” ทำให้ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการแล้ว รวมทั้งสิ้น 786 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น ภาคกลาง 179 ผลิตภัณฑ์ ภาคใต้ 122 ผลิตภัณฑ์ ภาคเหนือ 131 ผลิตภัณฑ์ ภาคอีสาน354 ผลิตภัณฑ์

โดยในจำนวน 786 ผลิตภัณฑ์ มีเพียง 266 ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งเป็นอาหารพื้นถิ่นจำนวน 251 ผลิตภัณฑ์ และอาหารฟังก์ชั่นจำนวน 15 ผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ในกลุ่มอาหารฟังก์ชั่น สทน. ได้ริเริ่มเพิ่มเติมขึ้นในปี 2567 ที่ผ่านมา

ด้าน ดร.กนกพร บุญศิริชัย รองผู้อำนวยการ สทน. กล่าวเพิ่มเติมว่า นวัตกรรมการฉายรังสี เป็นความพยายามของ สทน. ในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปช่วยผู้ประกอบการที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทุกภาค ที่มีอาหารในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสมุนไพรเพื่อช่วยยกระดับสินค้าเพื่อให้สะอาด ปลอดภัยและมีมาตรฐาน และสามารถเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการได้ซึ่งจากการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการที่แม้หลังสิ้นสุดโครงการฯ แล้ว ยังคงใช้เทคโนโลยีการฉายรังสีอย่างต่อเนื่อง เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องแกงไตปลาก้อนบ้านบนนบ จ.พัทลุง ผลิตภัณฑ์น้ำพริกข่าพร้อมทาน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ผลิตภัณฑ์น่ำตั๊บหมู จ.นครราชสีมา เป็นต้น

“สทน.และหน่วยงานภาคีที่ MOUร่วมกันในวันนี้ พร้อมแล้วที่จะนำองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีอยู่ มาช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการทุกท่าน ทั้งกลุ่ม OTOP วิสาหกิจชุมชนและ SME ให้เป็นธุรกิจชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ท่านมีทางเลือก มีโอกาสในการทำตลาดเพิ่มมากขึ้น ในโอกาสนี้ผมก็ขอเชิญชวนผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชั่น สมัครเข้าร่วมโครงการฯได้นะครับ” ผอ.สทน.กล่าวทิ้งท้าย

มทร.ธัญบุรี ‘ปั้นเชฟมืออาชีพ’ หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย

มทร.ธัญบุรี ‘ปั้นเชฟมืออาชีพ’  หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย

มทร.ธัญบุรี ‘ปั้นเชฟมืออาชีพ’ หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีจัดอบรมหลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ (Master Thai Chef Program) ภายใต้โครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมผลักดันอาหารไทยให้เป็นหนึ่งใน Soft Power ระดับโลก ภายใต้นโยบาย “One Family One Soft Power (OFOS)” ของรัฐบาล โดยศูนย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับการตอบรับและมีผู้เข้าอบรมกว่า100 คน รองศาสตราจารย์ ดร.สาคร ชลสาคร คณบดีคณะเทคโนโลยี คหกรรมศาสตร์ เผยว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ทางสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ จัดตั้งศูนย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อจัดอบรม On-Site หลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ (Master Thai Chef Program) ภายใต้โครงการ หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย เพื่อ THAI Soft Power และอุตสาหกรรมอาหารไทย อย่างยั่งยืน สร้างคนสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจ เพื่อประเทศไทย มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้กับผู้เข้าอบรมให้ได้รับมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสาขาผู้ประกอบอาหารไทย สมรรถนะที่สำคัญในวิชาชีพและหลักสูตรจากสถาบันการศึกษา และสมรรถะผู้ประกอบอาหารไทยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

ผศ.อรวรรณ พึ่งคำ หัวหน้าสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ และทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านอาหารไทยผู้รับผิดชอบโครงการ เผยว่า ทางศูนย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีจัดฝึกอบรมให้กับผู้ฝึกอบรม เน้นการเรียนในศาสตร์พื้นฐานของอาหารไทย ความเป็นไทยที่ปรากฏอยู่ในอาหารแบบต่างๆ เรียนรู้เทคนิค พื้นฐานของการประกอบอาหารไทย เพื่อสร้างพื้นฐานการเป็น Master Chef อาหารไทยที่ดี ให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติอาหารประเภทนั้นๆ ได้อย่างแท้จริง โดยการเตรียม และปฏิบัติเป็นรายบุคคลตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอาหารแต่ละจาน ตลอดจนสามารถจัดการการผลิตอาหาร ทั้งแบบการทำต่อจานและการทำอาหารปริมาณมากให้เหมาะสมทั้งเวลาและคุณภาพจำนวนรายการอาหารที่เรียน 75 รายการ เช่น ต้มยำกุ้งไข่พะโล้ ผัดกะเพรา ผู้ที่ผ่านการอบรมได้รับประกาศนียบัตรในหลักสูตร ผู้ประกอบอาหารไทยมืออาชีพ

น.ส.นารีรัตน์ ทับทิม เจ้าของธุรกิจภูพร้อมดาวฟาร์มสเตย์ ผู้เข้าร่วมอบรม เผยว่าปัจจุบันทำธุรกิจฟาร์ม ภูพร้อมดาวฟาร์มสเตย์เป็นที่พัก และแปรรูปอาหารต่างๆ ใน อ.เทพสถิตจ.ชัยภูมิ โดยทางฟาร์มได้รับรางวัลเกียรติยศ “SME Soft Power Star ปี 2567” จากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เมื่อทราบข่าวโครงการสนใจที่จะเข้ารับการอบรม เพื่อเรียนรู้และเทคนิคต่างๆ ในการทำอาหารให้ได้ตำหรับเป็นของตนเอง ความรู้ที่ได้หลากหลายเมนู ตลอดจนเทคนิคต่างๆ เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำอาหารให้ได้รสชาติที่ดี และการเลือกวัตถุดิบเพื่อชูให้รสชาติดีและอร่อย นำมาใช้ในฟาร์มต่อไป

ทางด้าน น.ส.จิราวรรณ อบมาลี นักศึกษาสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ มทร.ธัญบุรี เผยว่า เป็นโครงการที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารไทยโบราณ ได้ฝึกฝนฝีมือ และยังสามารถนำความรู้ตรงนี้ไปประกอบอาชีพในอนาคต และยังมีเกียรติบัตรไว้เป็นผลงานการันตีอีกด้วยการอบรมได้เรียนรู้การประกอบอาหารไทยโบราณของทุกภาคทักษะ การจัดการเวลาในการประกอบอาหารและการทำงานเป็นทีม นำความรู้ที่ได้ไปต่อยอด สามารถประกอบอาหารไว้รับประทานกับครอบครัว ประกอบอาชีพ และยังสามารถสร้างเป็นธุรกิจอีกด้วย

‘ขยะพิษ’กระทบชีวิตคน-สิ่งแวดล้อม ‘อุตสาหกรรมยั่งยืน’เรื่องนี้ต้องคุมเข้ม

‘ขยะพิษ’กระทบชีวิตคน-สิ่งแวดล้อม ‘อุตสาหกรรมยั่งยืน’เรื่องนี้ต้องคุมเข้ม

‘ขยะพิษ’กระทบชีวิตคน-สิ่งแวดล้อม ‘อุตสาหกรรมยั่งยืน’เรื่องนี้ต้องคุมเข้ม

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ปัญหาขยะอุตสาหกรรมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น สะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย คือรัฐบาลพยายามที่จะเร่งรัดการขยายตัวของการพัฒนาอุตสาหกรรม การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจ พยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่ว่าน่าเสียดายที่ว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนไม่ได้ควบคู่กับการจัดการสิ่งแวดล้อม”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวในกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “วิกฤตขยะพิษกับชีวิตประชาชน”สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (ที่ทำการชั่วคราว) ห้อง 501 ชั้น 5 อาคาร The Rice สะพานควาย) เมื่อเร็วๆ นี้ฉายภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยซึ่งมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา แต่ท่ามกลางความพยายามเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากประเทศเกษตรกรรมเป็นประเทศอุตสาหกรรม มีโรงงานกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ มาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมกลับตามไม่ทันจนเกิดปัญหาขึ้นมากมาย

เมื่อประกอบกับการที่คนบางกลุ่มมองเห็นผลประโยชน์มหาศาล ปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากกากขยะอุตสาหกรรมจึงแยกไม่ออกจากปัญหาคอร์รัปชั่น จากนั้นเมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2540 ก็เริ่มมีการทยอยแก้ไขกฎหมาย เช่น แต่เดิมมีเพียงโรงงานประเภท 101 (โรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม) ในปี 2544 ก็มีการออกกฎกระทรวงฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2544) ออกตามความใน พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535

ตามด้วยปี 2545 ที่มีการออก ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตประเภทหรือชนิดของโรงงาน ลำดับที่ 105 และลำดับที่ 106 ทำให้มีโรงงานเพิ่มมาอีก 2 ประเภท คือ โรงงานประเภท 105 (โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่มีลักษณะและคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 พ.ศ.2535)

และโรงงานประเภท 106 (โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม)อีกทั้งอนุญาตให้สร้างได้ทุกจังหวัด กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2559 ได้มีการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ก็ยิ่งทำให้การก่อสร้างโรงงานกลุ่มนี้ทำได้ง่ายขึ้น

“การกระจายตัวของโรงงานกลุ่มนี้มันเริ่มมาก่อนหน้านั้น เพียงแต่ว่าไปติดที่กฎหมายผังเมืองที่ว่ามีพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่เกษตร ไม่สามารถสร้างโรงงานกลุ่มนี้ได้ แล้วมันทำให้โรงงานอุตสาหกรรมหรือผู้ที่เล็งเห็นประโยชน์ในการทำธุรกิจตรงนี้เห็นว่าเป็นตัวที่ปิดกั้นการกระจายตัวหรือการเติบโตของธุรกิจกลุ่มนี้ ฉะนั้นข้อมูลที่ถูกป้อนกับทางรัฐบาลจึงมองว่ากฎหมายผังเมืองเป็นอุปสรรค แล้วพอมีคำสั่งที่ 4/2559 ก็ทำให้โรงงาน 105 และ 106 สามารถที่จะกระจายตัวไปเร็วมาก เพิ่มขึ้นเป็นหลายร้อยโรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” เพ็ญโฉม ระบุ

อย่างไรก็ตาม ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศมองว่า หลังจากกระทรวงอุตสาหกรรมเริ่มเอาจริงเอาจัง มีการดำเนินการตามกฎหมาย แม้โทษจะเบาแต่ก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มวางใจมากขึ้น และหากมี “กฎหมายจัดการกากอุตสาหกรรม” ออกมาบังคับใช้ ก็น่าจะเป็นแนวทางที่สำคัญอันหนึ่งในการแก้ไขปัญหา นอกจากนั้นแล้ว อีกสิ่งที่รอกอยู่คือการแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน รวมถึงการมี “กฎหมายรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR)” ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (UN) ส่งเสริมให้ทุกประเทศมีกฎหมายนี้

อีกทั้งการเข้าร่วมเป็นชาติสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งไทยก็พยายามจะเข้าร่วม ก็มีเงื่อนไขว่าชาติที่จะเข้าร่วมต้องมีกฎหมาย PRTR ซึ่งการไม่มีกฎหมายนี้ การแก้ไขปัญหามลพิษก็ยังมีช่องโหว่อยู่ ซึ่งภาคประชาชนได้ผลักดันร่างกฎหมายเข้าสู่กลไกรัฐสภาแล้ว และรออยู่ว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเรียกตัวแทนผู้เสนอร่างกฎหมายเข้าไปนำเสนอเมื่อใด

“เรื่องของกากอุตสาหกรรมทำให้เกิดการปนเปื้อนมลพิษในประเทศไทยเยอะมาก หากประเทศไทยกล้าที่จะเปิดเผยข้อมูลตรงนี้ออกมา ทำอย่างที่อเมริกา ยุโรป เยอรมนี ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ เขาทำแผนที่ออกมาเลย เป็น Hotspot (จุดเสี่ยง) ว่าแต่ละพื้นที่ของแต่ละประเทศมี Hotspot เกิดขึ้นในกี่พื้นที่ สถานภาพของ Hotspot เหล่านี้อยู่ที่ระดับใด เพื่อที่จะได้วางแผนที่จะทำความสะอาดพื้นที่ ตั้งงบประมาณที่จะแก้ไข และพยายามที่จะผลักดันขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจที่สีเขียวมากขึ้น ยั่งยืนมากขึ้น เราไม่มีฐานข้อมูลนี้เลย” เพ็ญโฉม กล่าว

ข้อสังเกตเรื่องธุรกิจกำจัดขยะอุตสาหกรรม (หรือกากอุตสาหกรรม) พัวพันกับผลประโยชน์มหาศาล ดูจะสอดคล้องกับเรื่องเล่าของ ขนิษฐนันท์ อภิหรรษากรรองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบโดยทีมงานของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีมีประชาชนร้องเรียนเข้ามา ซึ่งในช่วง 3-4 ปีล่าสุด ผู้ตรวจการแผ่นดินให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องขยะพลาสติก ขยะสารเคมีและกากอุตสาหกรรม

“ปัญหาหนึ่งที่เราพบโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ส่วนมากผู้ประกอบการมักจะเป็นผู้ที่ต้องเรียกว่ามีอิทธิพลในพื้นที่พอสมควร บางครั้งเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในพื้นที่ก็จะไม่ค่อยกล้าลงไปยุ่งอะไรมากนัก หรือว่าเราเคยเจอเคสว่ามีการขออนุญาตจัดตั้งหรือประกอบการประเภทหนึ่ง แล้วทางจังหวัดมองว่าไม่น่าทำได้ บอกว่าไม่อนุญาตได้ไหม? คือจังหวัดบอกว่าไม่อนุญาตผู้ประกอบการก็ไปอุทธรณ์กับรัฐมนตรีบ้างอะไรบ้าง ไปอุทธรณ์เสร็จ ในกรณีที่เราเจอ รัฐมนตรีก็อนุญาตกลับมา” ขนิษฐนันท์ กล่าว

โดยเมื่อรัฐมนตรีอนุญาต ผู้ประกอบการก็มาประกอบกิจการในพื้นที่ แต่เมื่อทำแล้วเกิดปัญหา มีคนร้องเรียนมายังผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ลงไปตรวจสอบทั้งสถานที่ประกอบการ พูดคุยกับประชาชน ในกรณีที่เจอคือกิจการอยู่ติดกับหมู่บ้าน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เจาะจงว่าหมายถึงรัฐมนตรีคนใด แต่จะบอกว่ามีกระบวนการแบบนี้เกิดขึ้น โดยมีหน่วยงานรัฐให้ข้อมูลว่าที่กิจการเปิดได้เพราะอะไร

ทั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจไปสั่งการให้ดำเนินการใดๆ ได้ โดยทำได้เพียง 1.มีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เสนอแนะให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน กับ 2.จัดทำข้อเสนอแนะในประเด็นหน้าที่ของรัฐ ตามหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ซึ่งเสนอได้ถึงระดับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ครม. จะมีอำนาจในการแจ้งหรือสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ

ส่วนการติดตามภายหลังที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีข้อเสนอแนะไปแล้ว เสียงสะท้อนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือปัญหาด้านงบประมาณ ซึ่งเหตุที่ต้องใช้งบประมาณของรัฐเพราะเมื่อเกิดเรื่องขึ้นโรงงานก็ปิดตัวหายไป แม้จะมีการฟ้องต่อศาลจนมีคำพิพากษาให้ผู้ประกอบการเยียวยาผลกระทบ แต่สิ่งที่พบคือบริษัทแจ้งล้มละลาย แม้จะยึดทรัพย์สินที่มีอยู่มาได้ก็ยังไม่เพียงพอจะเยียวยาประชาชน ยังไม่นับบางรายที่หัวหมอ หาช่องทางอุทธรณ์ต่างๆ นานา เวลาผ่านไปตามคดีก็ยังไม่ถึงที่สุดเสียที

ด้าน สนธิ คชวัฒน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยและชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดกากอุตสาหกรรมทั้ง 3 ประเภท ประมาณ 2,500 โรง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่ลงทุนน้อยและมีประสิทธิภาพในการบำบัดต่ำ บางส่วนเก็บไว้ในโรงงาน และบางส่วนก็ไปลักลอบทิ้ง ซึ่งหากเป็นไปได้ โรงงานกลุ่มนี้ควรตั้งในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพราะเป็นพื้นที่ปิด ต้องมีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

และควรยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวเมื่อบวกกับกฎหมายอำนาจความสะดวก ให้ปิดประกาศ 15-30 วัน ในหน่วยราชการ 3 แห่ง หากไม่มีใครคัดค้านก็ตั้งได้ เอื้อให้เกิดการตั้งโรงงานกลุ่มนี้ติดชุมชนเต็มไปหมด อีกทั้งการประกอบกิจการกลุ่มนี้จะทำได้ก็ต้องกำหนดให้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ มีเงินลงทุนสูงและมีระบบที่บำบัดมลพิษได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

“กำหนดว่าโรงงานทุกแห่งจะต้องทำประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อม พวกนี้มีความเสี่ยงสูง เรารู้อยู่แล้ว เดี๋ยวไฟไหม้ เดี๋ยวแอบทิ้ง แล้วบริษัทประกันภัยจะมาตรวจสอบแทนหน่วยราชการเอง นี่คือถ้าเกิดปัญหาเมื่อไรประกันภัยจ่ายชดเชยแก่ประชาชน ไฟไหม้หรือแอบเผาเมื่อไร อย่างนี้จ่ายหรืออะไรก็ว่าไป อีกอันคือตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม ให้โรงงานทั้งหลายจ่ายเงินเข้ากองทุนตามข้อกำหนด เมื่อเกิดอุบัติภัยสิ่งแวดล้อม รัฐเอาเงินจากกองทุนจ่ายเยียวยา ไม่ใช่ไปรอให้ชาวบ้านฟ้องศาลหลายปี” สนธิ กล่าว

ในวงเสวนาครั้งนี้ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการจัดทำ “ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม” โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1.วิธีคิด หลักการของร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม คือแยกกิจการกำจัดกากของเสียออกจากกิจการปกติทั่วไป กล่าวคือ การขออนุญาตประกอบกิจการ หากเป็นโรงงานทั่วไป ให้อยู่บนหลักความง่ายในการประกอบธุรกิจ แต่หากเป็นโรงงานกำจัดกากของเสียต้องมีการควบคุมที่เข้มงวด กิจกการการกำจัดกากอุตสาหกรรมจึงต้องถูกแยกออกมาจากกฎหมาย พ.ร.บ.โรงงาน

2.ครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน หมายถึงกำกับกากของเหลือใน 2 ด้าน ทั้งจากการผลิต เช่นเศษเหล็กเหลือจากการผลิตรถยนต์ในโรงงาน และจากการบริโภค หมายถึงสินค้าที่ซื้อมาใช้สอยแล้วต่อมากลายเป็นขยะ เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ สายไฟ แผงวงจร ซากรถยนต์ 3.เพิ่มบทลงโทษการลักลอบนำเข้ากากอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ โดยกำหนดห้ามนำเข้ากากอุตสาหกรรม (เว้นแต่เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิต)

โดยอัตราโทษของผู้ฝ่าฝืน ในส่วนของโทษจำคุกจะอิงมาจากกฎหมายศุลกากร ซึ่งการสำแดงเท็จมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี แต่ในส่วนของโทษปรับนั้น ร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม ตั้งไว้ที่สูงสุด 1 ล้านบาท และโทษปรับจะหนักขึ้นเป็นสูงสุด 2 ล้านบาท กรณีเป็นกากอุตสาหกรรมที่เป็นอันตราย มากกว่ากฎหมายศุลกากรซึ่งอยู่ที่ 5 แสนบาท เพื่อป้องปรามไม่ให้นำเข้ามา เพราะเมื่อนำเข้ามาแล้วการผลักดันออกไป การจัดการนั้นมีต้นทุนสูงมาก

4.กำหนดอำนาจตรวจสอบและดำเนินการแม้เป็นพื้นที่ “เขตปลอดอากร (Free Zone)” เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหามาก เพราะเขตปลอดอากรอยู่ภายใต้กรมศุลกากร แต่กฎหมายนี้ใช้หลักคิดเรื่องความปลอดภัย เพราะเขตปลอดอากรก็ยังอยู่ในประเทศไทย แบบเดียวกับเรื่องโรคติดต่อของสัตว์หากมีโรคระบาดออกมายังพื้นที่รอบๆ กากอุตสาหกรรมก็สามารถซึมออกมาภายนอกได้เช่นกัน ดังนั้นหากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ ก็จะเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อตรวจยึดแล้วจะผลักดันออกหรือทำลาย ไม่มีปล่อยค้างอีกต่อไป

5.ใบอนุญาตประกอบกิจการเป็นแบบต่ออายุ ไม่ใช่ให้ครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป เพื่อเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ทั้งจากภาครัฐหรือผู้ตรวจสอบของเอกชนเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของโรงงานได้ 6.ควบคุมตามลักษณะของกิจการ ไม่ใช่ขนาดของสถานประกอบการ โดยแยกใบอนุญาตระหว่างสถานที่รวบรวมกับสถานที่กำจัด กล่าวคือ หากขอใบอนุญาตเป็นสถานที่รวบรวม จะทำได้เพียงรวบรวมเท่านั้น ไม่สามารถแกะแยกชิ้นส่วนได้

ในขณะที่การแกะแยกชิ้นส่วนจะเป็นใบอนุญาตแบบที่ต้องควบคุมสถานที่ตั้ง เพื่อป้องกันปัญหา เช่น ผลกระทบจากการแยกชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชน 7.ส่งเสริมให้มีสถานที่รวบรวมและกำจัดกากอุตสาหกรรมของโรงงานภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อลดการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมออกไปนอกพื้นที่ โดยให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นผู้กำกับดูแล แต่หากเป็นโรงงานที่ตั้งอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม การเคลื่อนย้ายและกำจัดกากอุตสาหกรรมก็จะต้องมีระบบการแจ้งและตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น

และ 8.ตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผลกระทบหากเกิดความเสียหายจากกากอุตสาหกรรม และเป็นเจ้าภาพในการดำเนินคดีกับผู้ก่อความเสียหาย ที่ผ่านมาการเยียวยาประชาชนทุลักทุเลมาก เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีงบประมาณรับมือภัยพิบัติอยู่เพียง 10 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น งบประมาณที่ต้องนำมาใช้เยียวยาผลกระทบตามความเป็นจริงมักสูงกว่านั้นมาก ซึ่งก็ต้องใช้เวลานานในการทำเรื่องของบกลางจากนายกรัฐมนตรี

ดังนั้นสิ่งที่จะตั้งขึ้นตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเรียกว่า “กองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืน” ก็จะเข้าไปทำหน้าที่ฟ้องดำเนินคดีเป็นตัวแทนชาวบ้าน และกองทุนจะใช้เงินของตนเองไปดำเนินการก่อนระหว่างรอเงินจากการไปฟ้องคดีแล้วเรียกกลับมา นอกจากนั้นกองทุนยังทำหน้าที่ของบอุดหนุนประจำปีด้วย ทั้งนี้ “การเกิดขึ้นของกองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืน จะไม่ใช่การตั้งขึ้นมาใหม่ แต่ใช้กลไกที่มีอยู่แล้วคือกองทุนพัฒนา SME ตามแนวประชารัฐ” ที่มีเงินอยู่แล้วราว 2 หมื่นล้านบาท

โดยร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม จะเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้กองทุนดังกล่าวเข้าไปเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบและเป็นตัวกลางในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรม ขณะที่ “ผู้ประกอบการเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรม จะถูกกำหนดให้ต้องวางเงินประกันและทำประกันภัย” ซึ่งในส่วนของประกันภัย นอกจากจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น เช่น ค่าเก็บกวาดกรณีเกิดเหตุแล้ว ยังรวมถึงการเยียวยาประชาชน แต่ก่อนจะจ่ายก็ต้องมีการตรวจสอบโรงงานด้วย

“เราไม่ได้ให้เป็นธุระของบริษัทประกันภัยอย่างเดียว เราให้เขาวางประกัน สมมุติ 100 คน ให้วางเงิน 5 ล้าน เราก็มี 500 ล้าน แล้วถ้าโรงไหนมีปัญหาก็หยิบเงินนี้ไปใช้ก่อนแล้ววนกลับมา ผมจะบอกว่าเราสร้างบรรยากาศให้บริษัทประกันภัยรับภาระน้อยลงด้วยจากเงินประกันที่วาง เพราะหากทำแบบนี้ก็เกิดการประกันได้จริง หัวใจคือให้ทำประกัน แต่หัวใจสำคัญคือวางประกัน การรวมเงินประกันตรงกลาง สมมุติมีคนหนึ่งเป็นเด็กเกเร คิดว่าจะโดนฟ้องไหม? จะโดนรังเกียจไหม? เพราะมันเป็นตัวนำเงินกองทุนเราออกไป” อรรถวิชช์ กล่าว

หมายเหตุ : ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 29 ม.ค. 2568 มีการบรรจุร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. …. (น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 11,685 คน เป็นผู้เสนอ) และร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. ….(น.ส.กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ซึ่งก็ต้องติดตามกันว่าจะมีถูกเลื่อนออกไปหรือจะได้พิจารณาในวันดังกล่าว รวมถึงร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม จะถูกเสนอเข้าสู่กลไกสภาฯ ด้วยหรือไม่

‘Novice Accountant Camp’ ปั้น‘นักบัญชีดิจิทัล’พร้อมสู่ตลาดแรงงาน

‘Novice Accountant Camp’  ปั้น‘นักบัญชีดิจิทัล’พร้อมสู่ตลาดแรงงาน

‘Novice Accountant Camp’ ปั้น‘นักบัญชีดิจิทัล’พร้อมสู่ตลาดแรงงาน

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับสมาคมสำนักงานบัญชีไทย (Thai Accounting Firms Association : TAFA) จัดอบรมภายใต้โครงการ “Novice Accountant Camp” ระหว่างวันที่ 16-17 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) ให้กับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 2 และปวส.(พิเศษ) 2 สาขาการบัญชี จำนวนกว่า 200 คน

สำหรับแคมป์นักบัญชีมือใหม่ (Novice Accountant Camp) 2 วัน ที่จัดขึ้นดังกล่าว จะเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ผ่านการเวิร์กช็อปเพื่อเติมเต็มทักษะที่จำเป็นสำหรับนักบัญชีดิจิทัลไม่ว่าจะเป็น จรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี การจดทะเบียนนิติบุคคล ความรู้เกี่ยวกับบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนิติบุคคล การคำนวณและกรอกแบบภาษีหักณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมทั้งเวิร์กช็อปกรณีศึกษาการประกอบธุรกิจขายเสื้อผ้าแฟชั่น มีหน้าร้านและขายออนไลน์ รวมถึงแนะนำหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานด้านบัญชี เช่น กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นต้น

ดร.อรัญญา นาคหล่อ ผู้จัดการสถาบันพัฒนานักวิชาชีพบัญชี และอาจารย์ประจำหลักสูตรการบัญชียุคดิจิทัล วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวว่า การเรียนการสอนด้านบัญชี ส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนรู้ตามหลักสูตรตำราเรียนที่เน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ แต่สำหรับนักบัญชีในยุคใหม่ การเรียนรู้จากตำราเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ซึ่งการอบรมในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ได้มีการจัดในรูปแบบของแคมป์นักบัญชีมือใหม่ (Novice Accountant Camp) เพื่อต้องการพัฒนานักวิชาชีพบัญชีให้กลายเป็นนักบัญชีดิจิทัล ที่มีความรู้พื้นฐานด้านบัญชีและรู้จักการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“ในการปัจฉิมนิเทศปีนี้ของนักศึกษาบัญชีระดับ ปวส.ชั้นปีที่ 2 ของ วิทยาลัย อี.เทค ทางสมาคม TAFA และ CIBA DPU ได้จัดอบรมให้คำแนะนำและเตรียมความพร้อมในการออกไปศึกษาต่อหรือเข้าสู่ตลาดแรงงาน ให้กับน้องๆ โดยปัจจุบันนักบัญชีต้องแตกต่างไปจากเดิม การมีความรู้พื้นฐานยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องรู้จักเรียนรู้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligenc : AI) หรือ คลาวด์ (Cloud) และต้องเป็นผู้ใช้งานเทคโนโลยีเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรมากที่สุด” ดร.อรัญญา กล่าว

ดร.อรัญญา กล่าวต่อไปว่า ภายใต้โครงการนี้น้องๆ จะได้เตรียมพร้อมและฝึกปฏิบัติจริง รวมทั้งเรียนรู้ว่าจะนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติด้านบัญชีอย่างไรได้บ้าง ซึ่งปัจจุบันนักบัญชีจะมาทำหน้าที่เพียงจดบันทึกไม่ได้แล้ว และนอกจากทักษะพื้นฐานวิชาชีพ ยังต้องรู้จักการใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ ปัจจุบันมีการนำเรื่อง AI OCR (AI-Optical Character Recognition) เทคโนโลยีสำหรับอ่านข้อมูลบนเอกสารกระดาษแล้วดึงข้อมูลออกมาเป็นไฟล์

หรือจะต่อยอดด้วยการนำ RPA (Robotic Process Automation) มาป้อนข้อมูลเข้าระบบอื่นโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้งานบัญชีสะดวกขึ้น หรือมีการนำคลาวด์มาใช้ นักบัญชียุคใหม่ไม่จำเป็นต้องมาเขียนบันทึกบัญชีเอง เพียงแต่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน โดยมีนักบัญชีเป็นผู้สั่งการ และตนเชื่อว่านักบัญชีเป็นอาชีพที่ไม่ตกงาน เพราะทุกสถานประกอบการ บริษัท องค์กรจำเป็นต้องมีบัญชี และต้องมีนักวิชาชีพบัญชีซึ่งเป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบอนุญาต

“สิ่งที่เทคโนโลยีจะเข้ามาดิสรัปชันนักบัญชีได้นั้น คือ การไม่เรียนรู้เพิ่มเติม ไม่ปรับตัว หรือความไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยีของนักบัญชี หากนักบัญชีปรับตัว เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ พัฒนาทักษะของตัวเองตลอดเวลา เปลี่ยนตัวเองเป็นนักบัญชีดิจิทัล สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยี รู้จักวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีทำให้งานเร็วขึ้น สะดวกมากขึ้น และช่วยการตัดสินใจแก่นักธุรกิจเพื่อประโยชน์ขององค์กร เชื่อว่านักบัญชีดิจิทัลจะเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการอย่างแน่นอน” ดร.อรัญญา กล่าว

ทั้งนี้ หลักสูตรการบัญชียุคดิจิทัลของ CIBA DPU เน้นการเรียนการสอนด้านบัญชีดิจิทัล และเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อตอบโจทย์ยุค Digital Transformation เช่น การนำเสนอข้อมูลทางบัญชีง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว ด้วยโปรแกรม Power BI for Data Analytics หรือสรุปข้อมูลให้เข้าใจง่ายด้วยการใช้งาน Dashboard ประเภทต่างๆ จาก Cloud Accounting Software ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน รวมถึงมีการเพิ่มทักษะด้านบัญชีดิจิทัลให้ผู้เรียน

โดยได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มบัญชีชั้นนำ อาทิ ระบบจัดการทรัพยากรองค์กรภายในบริษัท (SAP ERP), Express Software, FlowAccount, PEAK, NEXTTO รวมทั้ง การนำ Optical character recognition (OCR) และ ระบบการจัดการร้านบนมือถือ (Point of Sale System : POS on Mobile) มาใช้ในการเรียนการสอน และเชิญผู้เชี่ยวชาญมาสอนเสริม ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีควบคู่กับองค์ความรู้ด้านบัญชี พร้อมเป็นนักบัญชีดิจิทัลที่สามารถทำงานได้จริง!!!

‘ม.มหานคร-คคพ.เขตหนองจอก’ ให้ความรู้-มอบเตาเผาขยะ37โรงเรียน

‘ม.มหานคร-คคพ.เขตหนองจอก’ ให้ความรู้-มอบเตาเผาขยะ37โรงเรียน

‘ม.มหานคร-คคพ.เขตหนองจอก’ ให้ความรู้-มอบเตาเผาขยะ37โรงเรียน

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทม.) ในฐานะประธานคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขตหนองจอก (คคพ.เขตหนองจอก)จัดพิธีลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดสร้าง-ส่งมอบเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ ระหว่าง คคพ.เขตหนองจอก กับโรงเรียนเครือข่ายในสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก จำนวน 37 แห่ง” เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา ณ ห้อง Auditorium ชั้น 5 อาคาร MIIX มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

โดย รศ.ดร.ภานวีย์ กล่าวว่า การเผาขยะครั้งเดียวอาจจะดูเป็นการกระทำเพียงเล็กน้อยแต่อาจส่งผลกระทบยิ่งใหญ่ได้ เหมือนทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีก ที่ผีเสื้อกระพือปีกจากซีกโลกหนึ่งอาจก่อให้เกิดพายุในอีกซีกโลกได้ การเผาก็เช่นกันหากเกิดขึ้นบ่อยครั้งย่อมก่อให้เกิดหมอกควัน ปริมาณมาก ก่อมลพิษในอากาศ ที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชาวชุมชน

ดังนั้น การใช้เตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษจึงเป็นทางออกสำคัญในการแก้ปัญหามลพิษจากการเผาในที่โล่ง โดยคุณวรเกียรติ สุจิวโรดม นักธุรกิจเจ้าของชาวนามหานคร’ประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ ได้นำร่องโครงการนี้ โดยการถ่ายทอดองความรู้ด้านการจัดการขยะอย่างถูกหลักสุขาภิบาล และการระดมทุนเพื่อสร้างและส่งมอบเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ โดยเน้นการจัดการขยะอย่างถูกวิธี ทั้งการคัดแยกขยะให้ถูกต้องตามประเภท และการนำไปใช้ประโยชน์สูงสุด

“ถ้าถามว่าทำไมต้องถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างและส่งมอบเตาเผาให้โรงเรียน ผมในฐานะที่เป็นภาคส่วนด้านการศึกษา มีหน้าที่รับช่วงเยาวชนจากโรงเรียน มาปั้นแต่งให้เป็นอนาคตที่มีศักยภาพของสังคมประเทศชาติ หากเยาวชนได้รับการปลูกฝัง วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ และมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมใด งานของผมจะง่ายขึ้น” รศ.ดร.ภานวีย์ กล่าว

อาจารย์โกศล แสงทอง ผู้นำเสนอแนวคิดนำเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษมาใช้ และเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการออกแบบเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ กล่าวว่า เตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ ถูกออกแบบให้มีผนังสองชั้น ชั้นในจะมีช่องเติมอากาศทั้งสี่ด้านและตะแกรงด้านล่างของเตาที่ยกสูงขึ้นเพื่อให้อากาศไหลผ่านช่องด้านล่างเข้าไปช่วยในกระบวนการเผาไหม้ ผนังชั้นนอกจะเป็นฉนวนเป็นตัวช่วยให้อากาศร้อนหมุนเวียนและนำควันกลับมาเผาซ้ำในห้องเผาไหม้ชั้นใน

ซึ่งเมื่อมีการหมุนเวียนความร้อนภายในเตาระยะหนึ่งจะช่วยให้อุณหภูมิภายในเตาเพิ่มขึ้นประมาณ 350 องศา ซึ่งเพียงพอที่จะสลายสารพิษในขยะก่อนปล่อยออกภายนอก โดยปล่องควันเจาะช่องเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ โดยรอบเพื่อดึงอากาศมาช่วยเผาไหม้ควันที่มีก๊าซพิษปะปนอยู่ที่ปลายปล่องอีกครั้ง ทำให้เหลือควันน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย ซึ่งขึ้นอยู่กับความชื้นของขยะเป็นสำคัญ

“การใช้งานจะเติมขยะด้านบนโดยจะเน้นเผาขยะแห้งทั่วไปประมาณ 3% ของขยะที่มีอยู่ในโรงเรียนหรือชุมชน เตาจะก่อสร้างโดยใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น โรงเรียน ชุมชน สามารถสร้างได้ ซ่อมบำรุงได้ วัสดุประกอบด้วย อิฐแดง 1,100 ก้อนปูนก่อ 5 ลูก ปูนฉาบ 3 ลูก หิน 1 ลบ.ม. ทรายหยาบ 1 คิว เหล็กเส้น 2 หุนเต็ม 7 เส้น เหล็กข้ออ้อย 4 หุนเต็ม 3 เส้น กระเบื้องแผ่นเรียบ 1 แผ่นอิฐบล็อก 20 ก้อน ลวดผูก 1/2 กก. เหล็กปล่องควันรวมต้นทุนประมาณ 7,500-8,000 บาท” อาจารย์โกศลระบุ

สานพลังฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสาบสงขลา เพิ่มจำนวนสัตว์นํ้าเสริมเศรษฐกิจครัวเรือน

สานพลังฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสาบสงขลา เพิ่มจำนวนสัตว์นํ้าเสริมเศรษฐกิจครัวเรือน

สานพลังฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสาบสงขลา เพิ่มจำนวนสัตว์นํ้าเสริมเศรษฐกิจครัวเรือน

วันจันทร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ได้มีการจัดเวทีขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายสาธารณะการฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาโดยชุมชนท้องถิ่น โดยองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมากเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเครือข่ายรอบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พร้อมภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ให้การสนับสนุน โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน

เวทีขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายสาธารณะการฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาโดยชุมชนท้องถิ่นมีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ ให้เกิดการตระหนักในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ซึ่งงานนี้มี ดร.นพ.พิสิษฐ์ ศรีประเสริฐ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมแลกเปลี่ยนและหนุนเสริมการขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายการฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาด้วย

นายภัคเอื้ออิชณน์ สอนสังข์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เปิดเผยว่า เวทีขับเคลื่อนข้อเสนอนโยบายสาธารณะที่จัดขึ้นนี้ ต้องการเผยให้เห็นข้อค้นพบที่อบต.เกาะหมาก ดำเนินการเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำร่วมกับเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เช่น ทต.เกาะนางคำ, ทต.ปากพะยูน,อบต.คลองรี, อบต.เกาะใหญ่ พร้อมเครือข่าย ซึ่งผลการดำเนินการเหล่านี้ จึงอยากเสนอให้กับภาครัฐและเอกชนได้รับทราบ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการต่อไปในอนาคต

ข้อค้นพบจนนำไปสู่ข้อเสนอมีหลายประการด้วยกัน อาทิ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างความเข้มแข็งของกลไกทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล และเครือข่าย, การพัฒนาศักยภาพผู้นำ, การพัฒนาระบบข้อมูล, การจัดทำเขตรักษาและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ, การกำหนดกติกาชุมชน, การสนับสนุนการจัดทำบ้านปลาด้วยการบรรจุเข้าสู่แผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, การเพาะพันธุ์และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ, การอนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่ป่ารอบทะเลสาบสงขลา, การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการรณรงค์และประชาสัมพันธ์

นายภัคเอื้ออิชณน์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุที่ตั้งของตำบลเกาะหมากอยู่ในเขตลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และทั้ง 11 หมู่บ้านที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของอบต.เกาะหมาก ล้วนมีพื้นที่เชื่อมต่อกับทะเลสาบ ขณะเดียวกันประชาชนต่างใช้ทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งหารายได้เลี้ยงครอบครัว ต่อมาเมื่อทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลาลดลง ชาวบ้านออกเรือไปจับปลาจับกุ้งได้น้อยมีรายได้เพียง 150-200 บาทต่อการออกเรือหนึ่งครั้ง

ซึ่งเมื่อตนเข้ามารับตำแหล่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมากเมื่อปี 2565 จึงได้กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาให้มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น ชาวบ้านจะได้ประกอบอาชีพประมงได้อย่างมั่นคง มีรายได้สม่ำเสมอ โดยโครงการแรกที่ดำเนินการ คือการสร้างศูนย์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ โดยการเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม

“ศูนย์เพาะพันธุ์แห่งนี้ เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวที่บริหารจัดการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการจัดสรรงบประมาณให้ปีละประมาณ2 ล้านบาท สามารถปล่อยลูกกุ้งที่ผ่านการอนุบาลแล้วลงสู่ทะเลสาบสงขลาเดือนละ 2 ครั้ง รวม 10 ล้านตัวต่อเดือน เราเริ่มปล่อยกุ้งครั้งแรกเมื่อเดือนมี.ค. 2566 ถึงวันนี้ก็เกือบ 2 ปีแล้ว การเปลี่ยนแปลงก็เห็นได้ชัดขึ้น ผมได้รับเสียงสะท้อนจากพี่น้องกลับมาว่าทุกวันนี้ออกเรือครั้งหนึ่งก็มีรายได้ 500-1,000 บาท บางช่วงก็อาจจะได้ถึง 3,000-5,000 บาท จากเมื่อก่อนที่จับกุ้งได้ตัวหนึ่งเหมือนถูกหวยรางวัลใหญ่” นายภัคเอื้ออิชณน์ กล่าว

ทางด้าน ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) กล่าวว่า การจัดเวทีเพื่อเสนอข้อค้นพบและขับเคลื่อนสู่นโยบายสาธารณะขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมากในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายๆ เวที หลายภูมิภาคที่แผนสนับสนุนสุขภาวะชุมชนให้การสนับสนุน เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนมีส่วนร่วม และสร้างประเด็นที่น่าสนใจกับสื่อมวลชนระดับชาติ ด้วยหวังว่าสาธารณะจะได้นำข้อค้นพบจากตำบลเกาะหมากและเกาะใหญ่ ไปเป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนอื่นๆ

“พื้นที่เกาะหมาก ได้ใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น เศรษฐกิจ อาชีพ สภาพภูมินิเวศ มาเป็นแนวทางในการจัดการปัญหา สร้างแนวทางปฏิบัติ และใช้กลไกเครือข่าย ผลักดันนโยบายจนนำไปสู่ข้อบัญญัติท้องถิ่น” รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) กล่าว

ดร.นิสา กล่าวด้วยว่า การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นผ่านหลักการ 3 สร้าง สร้างการเรียนรู้ สร้างการมีความรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลง หนุนเสริมการทำงานของภาคีเครือข่ายตามยุทธศาสตร์เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น (S-II) ด้วยการหนุนเสริมการสร้างกลไกพัฒนาคน ผู้นำ 4 องค์กรหลัก สนับสนุนการพัฒนาและนำใช้ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหา ตลอดจนผลักดันงานสู่งานประจำและระดับนโยบายบูรณาการงานฟื้นฟู ซึ่งอบต.เกาะหมาก เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นด้วยหลักการดังกล่าว!!!

‘คุรุสภา’จ่อถอนใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า

'คุรุสภา'จ่อถอนใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า

‘คุรุสภา’จ่อถอนใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

‘คุรุสภา’สั่งพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ ผอ.รร.ค้ายาบ้า หากผิดจริงสั่งเพิกถอน หมดสิทธิ์ประกอบวิชาชีพ

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน กรณีผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.ขอนแก่น ถูกจับกุมตัว ข้อหาค้ายาเสพติด พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 369 เม็ด ณ บริเวณห้องพักใน อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น นั้น

ล่าสุดวันที่ 26 ม.ค.2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นข่าว พบว่า เป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หมดอายุใบอนุญาต 30 พ.ค.2568 และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา หมดอายุใบอนุญาต 25 มิ.ย.2570 และจากการประสานข้อมูลกับศูนย์บริหารความสุข และความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทราบว่า หน่วยงานต้นสังกัด ได้ตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ และเร่งเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทไว้ก่อนโดยไม่รอผลการสอบสวน เนื่องจากเป็นกรณีร้ายแรง และหน่วยงานต้นสังกัดมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว พร้อมทั้งมีหนังสือไปยังหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อขอทราบข้อเท็จจริง เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวด้วยว่า หลังจากพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาแล้ว คณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพจะเร่งดำเนินการพิจารณาการประพฤติผิดฯ ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และหากดำเนินการครบขั้นตอนตามกฎหมายกำหนดแล้วพบว่ามีความผิดจริง ก็จะเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทุกประเภทของผู้บริหารสถานศึกษาคนดังกล่าวต่อไป 

“ขอเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้บริหารสถานศึกษา รวมไปถึงบุคลากรทางการศึกษาทุกคน จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และไม่ประพฤติตนไปในทางที่เสื่อมเสีย ในกรณีนี้ที่มีผู้บริหารสถานศึกษาไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ยอมรับไม่ได้ ต้องรีบดำเนินการเอาผิดทางด้านจรรยาบรรณของวิชาชีพทันที เพราะผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์และสังคม อีกทั้งโรงเรียนก็จะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดพื้นที่รับนักศึกษาหลักสูตร มส.17

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดพื้นที่รับนักศึกษาหลักสูตร มส.17

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดพื้นที่รับนักศึกษาหลักสูตร มส.17

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.31 น.

พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร. ) เปิดพื้นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับทีมนักศึกษาหลักสูตรความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 17 เข้าเยี่ยมชมพร้อมบรรยายให้ความรู้นโยบายและทิศทางสร้างตำรวจไทยให้ทันสมัยเท่าทันอาชญากรรมในโลกออนไลน์

คณะนักศึกษาการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง (มส.) รุ่นที่ 17 (มส.17) จัดกิจกรรมเสริมองค์ความรู้ด้านความมั่นคง โดยหลังจากได้เยี่ยมชมกองทัพอากาศแล้ว ครั้งนี้คณะนักศึกษาและอาจารย์ เข้าเยี่ยมชมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยปีนี้พิเศษมากเพราะ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้เกียรติเป็นผู้นำบรรยายและตอบคำถามนักศึกษาด้วยตนเอง โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกล่าวตอนหนึ่งว่า มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาศักยภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีความทันสมัย ทัดเทียมนานาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ที่มีการพัฒนารูปแบบในการกระทำความผิดที่หลากหลายมากขึ้น  

พลเอก ดร. มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง กล่าวว่า “ปีนี้หลักสูตรของเราดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 17 เป็น 17 ปีแห่งคุณภาพที่สร้างนักศึกษาคุณภาพมากมายต่อเนื่องนับเป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของเรา การมาศึกษาดูงาน ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปีนี้เป็นอีกปีที่พิเศษมากๆ เพราะว่าท่าน พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้เกียรติมาต้อนรับ บรรยายสรุป และตอบคำถามให้กับคณะนักศึกษาด้วยตนเอง ในนามหลักสูตร ต้องขอขอบคุณท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างสูงนะครับ หลักสูตรของเราเน้นการจัดการด้านความมั่นคงระดับสูง ดังนั้น นอกจากจะให้นักศึกษาได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว เรายังมีการจัดให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่จริงเพื่อเรียนรู้การจัดการด้านความมั่นคงกับหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับชาติเช่นกองทัพอากาศ,กองทัพเรือ ,กองทัพบก เป็นต้น และยังมีการศึกษาดูงานที่สามารถนำผลการดูงานมาปรับใช้กับการทำงานของนักศึกษาได้จริงในทุกๆ ปีครับ”

หลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง(มส.) เป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐ เอกชน เหล่าทัพต่างๆ ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ นักธุรกิจ โดยมีการศึกษาครบด้านทั้งความมั่นคงด้านทหาร ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านสังคม ฯลฯ มีวิสัยทัศน์หลักสูตร 4 สร้าง ได้แก่ สร้างความมั่นคงแห่งชาติ,สร้างความมั่นคงของมนุษย์,สร้างความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

โดยมีคณาจารย์ผู้มากประสบการณ์หลากหลายด้าน นำโดย พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ ประธานมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง/ประธานหลักสูตรฯ , พลเอก ดร. มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหารจัดการด้านความมั่นคงขั้นสูง มูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง ,พลเรือเอก ไพโรจน์ แก่นสาร รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ ,พลอากาศเอก อภิสิทธิ์ จุลโมกข์ รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ ,พลโท ดร.กฤษฏา สุทธานินทร์ รองผู้อำนวยการหลักสูตร ฝ่ายวิชาการ , พลอากาศตรีหญิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรี พิพิธสุขสันต์ รองผู้อำนวยการหลักสูตรฝ่ายบริหาร , ดร.วรวุฒิ ไชยศร ผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตร ,อาจารย์ลัดดาวัลย์ ชูช่วย ผู้ช่วยผู้อำนวยการหลักสูตร ,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พรรณราย แสงวิเชียร กรรมการอำนวยการ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานวิภา อินทรทัต กรรมการอำนวยการ ,อาจารย์รัชพล สุวรรณโชติ กรรมการอำนวยการ และอาจารย์ประเวศ พิพิธสุขสันต์ เหรัญญิกหลักสูตร เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงอยู่แล้วได้เพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ ให้การดำเนินชีวิตและการทำงานประสบความสำเร็จมากขึ้น นอกจากนี้หลักสูตรยังดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 17 รุ่น ทำให้มีเครือข่ายรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นผู้บริหารระดับสูงในทุกภาคส่วน ที่จะสามารถร่วมมือประสานกันในการนำประสบการณ์ ความรู้ความสามารถมาร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป ตามหลักการที่สำคัญข้อหนึ่งของหลักสูตรคือ การทำความดีเพื่อสังคม

‘OKMD’ จับมือ ‘ธนาคารออมสิน’ ให้เด็กและเยาวชนบนเกาะลิบง จ.ตรัง

'OKMD' จับมือ 'ธนาคารออมสิน' ให้เด็กและเยาวชนบนเกาะลิบง จ.ตรัง

‘OKMD’ จับมือ ‘ธนาคารออมสิน’ ให้เด็กและเยาวชนบนเกาะลิบง จ.ตรัง

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

“OKMD” จับมือ “ธนาคารออมสิน” พัฒนามุมความรู้บนเกาะลิบง จ.ตรัง ให้ความรู้ ทักษะ วางแผนการเงิน ติดอาวุธทางปัญญาให้เด็กและเยาวชน

ในระหว่างวันที่ 22-23 มกราคม 2568 ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD พร้อมด้วยผู้บริหารธนาคารออมสินและคณะ นำทีมลงพื้นที่ เกาะลิบง จ.ตรัง เพื่อร่วมกิจกรรม SOFT OPENNING “มุมความรู้ลิบง” ภายใต้โครงการ พัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เกาะลิบง 

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก OKMD และธนาคารออมสินซึ่งเป็นหนึ่งภาคีเครือข่ายความรู้ด้านการเงินการลงทุน สำหรับเด็กและเยาวชน และได้ร่วมกันดำเนินโครงการคาราวานความรู้ตลาดทุนรุกสู่ภูมิภาค และบ่มเพาะต้นแบบ คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดทุน (Fin Lab) โดยมีกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เป็นผู้สนับสนุนหลัก ซึ่งได้ดำเนินการมาตลอดปี 2567 และประสบความสำเร็จโดยมีเด็กเข้าร่วมกิจกรรมทะลุเป้าที่ตั้งไว้ และได้ปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา 

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารออมสินนั้น ได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในมิติต่างๆ บนพื้นที่เกาะลิบง  ในฐานะสถาบันการเงินเพื่อการออมของประเทศ และเป็นธนาคารเพื่อสังคมที่เป็นผู้นำด้านการส่งเสริม การออมและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนนั้น สอดรับกับภารกิจของ OKMD ในการจัดระบบการเรียนรู้สาธารณะและการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ภูมิปัญญาของประชาชนโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ทันสมัย และพัฒนาขยายผลแหล่งบริการองค์ความรู้รูปแบบใหม่ที่ทันสมัย มีชีวิตชีวาและอุดมด้วยความรู้ที่สร้างสรรค์สอดประสานกันอย่างลงตัว 
“OKMD จึงผนึกกำลังกับธนาคารออมสินร่วมกันพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) เพื่อจัดให้มีพื้นที่

การเรียนรู้ของชุมชนที่มีคุณภาพ ให้บริการองค์ความรู้แก่คนในชุมชน ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตให้กับคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ ได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีความต้องการด้านการศึกษาและการเรียนรู้ และค้นหาพันธมิตรในการร่วมดำเนินงาน ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ตำบลเกาะลิบง สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการศึกษานอกระบบที่ให้การสนับสนุนการเรียนรู้ บริการความรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัยในพื้นที่ด้วย” ดร.ทวารัฐ กล่าว

ดร.ทวารัฐ กล่าวถึงเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่ที่มีความต้องการด้านการศึกษาและการเรียนรู้ ตลอดจนค้นหาพันธมิตร ในการร่วมดำเนินงาน ว่า เราได้คัดเลือก ศูนย์การเรียนรู้ตำบลเกาะลิบง สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการศึกษานอกระบบที่ให้การสนับสนุนการเรียนรู้ บริการความรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัยในพื้นที่ ส่วนแนวทางการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เกาะลิบง มีแนวทางในการพัฒนา 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านพื้นที่กายภาพ โดยการ ปรับปรุงพื้นที่การเรียนรู้ ในรูปแบบ “มุมความรู้ลิบง” เพื่อให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของชุมชน สร้างบรรยากาศเพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ 2) ด้านองค์ความรู้ โดยการสนับสนุนอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้ภายในมุมความรู้ ให้มีเนื้อหาความรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย อาทิ หนังสือ บอร์ดเกม สื่อมัลติมีเดียต่างๆ 3) ด้านบริการ โดยการ ถ่ายทอดความรู้ด้วยกิจกรรมที่สร้างสรรค์และเหมาะสม สนับสนุนองค์ความรู้และ จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ Creative Workshop สำรับเด็ก เยาวชน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือผู้ประกอบการ 

ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การดำเนินงาน ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ของชุมชน ในรูปแบบ “มุมความรู้ ลิบง” 2) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้สำคัญในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ เช่น ความรู้ด้านการเงินการลงทุน ความรู้ด้านอาชีพหรือทักษะจำเป็นในศรวรรษที่ 21 และ 3) เพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันจะเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับการบริการความรู้ที่เหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดเพื่อพัฒนาการเรียนการศึกษา การประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ รวมถึงส่งเสริมการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ดร.ทวารัฐ กล่าวทิ้งท้าย

นายวัชรพันธ์ สมพงศ์ ผู้อำนวยเขต ธนาคารออมสินเขตตรัง กล่าวว่า ในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ณ ศูนย์การเรียนรู้ตำบลเกาะลิบง ธนาคารออมสินให้การสนับสนุนในการพัฒนาพื้นที่ในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การปรับปรุงพื้นที่พร้อมใช้งานและการสนับสนุนคอมพิวเตอร์เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยีและการเรียนรู้ผ่านการเข้าถึงองค์ความรู้ที่น่าสนใจผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัยเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและการใช้งาน อันนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพและทักษะของคนทุกช่วงวัยสำหรับการพัฒนาทักษะ การสร้างรายได้ และการพัฒนาอาชีพอันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และสังคมได้ในอนาคต
นางสาวทิวาวรรณ พิทักษ์จินดา ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอกันตัง กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับตำบลเกาะลิบง จัดการศึกษาในรูปแบบ การจัดการเรียนรู้นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ปัจจุบันมีนักศึกษาจำนวน 61 คน  

สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีกิจกรรมที่สนใจมากมาย อาทิ “CPR การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ด้วย Game-based Learning จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ การถ่ายภาพและการตลาดออนไลน์ กิจกรรม “เพื่อนสอนเพื่อน” และ “กิจกรรมพี่สอนน้อง” โดยคณะนักเรียนชมรม “BudgetBuddy” จาก NIST International school ในเรื่อง Financial Literacy ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ 

โดยกิจกรรม “เพื่อนสอนเพื่อน” เป็นกิจกรรมที่ถ่ายทอดความรู้ด้าน Financial Literacy ให้กับโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนบาตูปูเต๊ะ โดยน้อง ๆ จาก NIST ได้ถ่ายทอดแนวทางส่งเสริมการออม ที่ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความจำเป็น และความต้องการ (Need & Want) สร้างทัศนคติที่ดีด้านการเงิน การออม เพื่อให้เข้าใจและมีแนวทางในการตั้งเป้าหมายชีวิต และเป้าหมายทางการเงินของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย อีกทั้งยังได้ตระหนักถึงความสำคัญวิธีสร้างรายได้เพื่อความยั่งยืนในการออม นอกจากนี้ยังสอนให้เพื่อน ๆ ได้เรียนรู้ทักษะด้านภาษาอังกฤษสำหรับการสื่อสารที่ดี และต่อยอดรายได้ในอนาคต ซึ่งเป็นช่องทางโอกาสโดยเฉพาะในพื้นที่เกาะลิบง ซึ่งมีชาวต่างชาติเข้ามาพักผ่อนระยะยาวกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากการจัดกิจกรรมในพื้นที่แล้ว น้อง ๆ จาก NIST ยังมีการให้คำปรึกษาและติดตามความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอผ่านการพูดคุยออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมจิตอาสาที่น่าชื่นชมมาก 

ส่วนกิจกรรม “พี่สอนน้อง”เป็นกิจกรรมที่สร้างการเรียนรู้ที่สนุกสนานด้านการเงินและการออมให้กับน้อง ๆ ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านเกาะลิบง ให้มีความรู้เกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายชีวิตและการเพื่อสิ่งจำเป็นมากกว่าการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยตามความต้องการที่ไม่ตอบโจทย์เป้าหมายของตนเอง และยังได้สนุกสนานกับการเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษอย่างง่ายให้กล้าพูด กล้าสนทนา และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้และการสื่อสารภาษาต่างประเทศ ในยุคการสื่อสารไร้พรหมแดนเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตประจำวัน 
“การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นถึงพลังของเครือข่าย และศักยภาพของเด็ก เยาวชน ตลอดจนชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ที่สามารถพัฒนาได้ หากได้รับโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม สอดรับกับเป้าหมายหลักของโครงการนี้คือ การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ เสริมทักษะการเงิน การอาชีพ และส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบนเกาะลิบง”

‘คุรุสภา’มอบ’รางวัลถิรคุณ’ยกย่องเชิดชูเกียรติ ‘2 ครู ตชด.’พ่อลูกผู้เสียสละ

'คุรุสภา'มอบ'รางวัลถิรคุณ'ยกย่องเชิดชูเกียรติ '2 ครู ตชด.'พ่อลูกผู้เสียสละ

‘คุรุสภา’มอบ’รางวัลถิรคุณ’ยกย่องเชิดชูเกียรติ ‘2 ครู ตชด.’พ่อลูกผู้เสียสละ

วันเสาร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.18 น.

“คุรุสภา” มอบ “รางวัลถิรคุณ” แก่ 2 ครูตชด.พ่อลูก ผู้เสียสละ มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณในวิชาชีพครูรมว.ศธ. ลงพื้นที่ มอบรางวัลด้วยตนเอง สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวช่วยเทวฤทธิ์

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดรถยนต์ของตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้พ.ต.ท.สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ ครูใหญ่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตืองอช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ 13 และ ด.ต.โดม ช่วยเทวฤทธิ์ ครู โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตืองอช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ 13 บุตรชาย เสียชีวิต เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมานั้น คุรุสภาได้พิจารณาและเห็นว่า บุคคลทั้ง 2 ท่าน เป็นบุคคลที่ปฏิบัติตนและปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณความเป็นครูดูแล ช่วยเหลือนักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดในสังคม จึงเห็นชอบให้ประกาศเกียรติคุณยกย่อง พ.ต.ท. สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์ และ ด.ต. โดม ช่วยเทวฤทธิ์ เป็นผู้ได้รับ “รางวัลครูถิรคุณ”

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและติดตามการขับเคลื่อนนโยบาการศึกษา ที่วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง จ.พัทลุง พร้อมทั้งได้มอบ “รางวัลครูถิรคุณ” ให้แก่พ.ต.ท.สุวิทย์ และ ด.ต.โดม โดยมีภรรยาของบุคคลทั้ง 2 ท่าน เป็นผู้รับมอบรางวัล ซึ่ง รมว.ศธ. กล่าวยกย่องพ.ต.ท.สุวิทย์ และ ด.ต.โดม ว่า เป็นผู้ที่อุทิศตนในการปฏิบัติงาน มีความเสียสละ เป็นต้นแบบให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครู ตลอดจนมอบเงินช่วยเหลือส่วนตัวเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวช่วยเทวฤทธิ์ด้วย

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า สำหรับ “รางวัลครูถิรคุณ” เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลปฏิบัติตนและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มีอุดมการณ์ และมีจิตวิญญาณความเป็นครู ดูแลช่วยเหลือผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม ให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพแบบองค์รวมและมีวิถีชีวิตที่เป็นสุขจนเป็นที่ประจักษ์ชัดและเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกจาก1.เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ มีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณ รักและศรัทธาในวิชาชีพ จนเป็นที่ประจักษ์ 2.เป็นผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน 3.เป็นผู้ที่ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจแก่เพื่อนครู และผู้เรียน 4.เป็นผู้ได้รับความเชื่อถือศรัทธา ยกย่องยอมรับของผู้เรียน เพื่อนครูและสังคมว่าเป็นต้นแบบของผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครู เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างค่านิยมให้สังคมยอมรับ 5.เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ หรือประกอบวิชาชีพในพื้นที่ที่มีชุมชนและสังคมที่มีความแตกต่างทั้งทางภาษาและวัฒนธรรม หรือในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือทุรกันดาร รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาภัยสังคมหรือความมั่นคงของชาติ หรือมีความเสี่ยงต่อการปฏิบัติงานอย่างสูงด้วยความเสียสละ และอุตสาหะเป็นเวลานาน และปรากฏผลงานเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง หรือ 6.เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือประกอบวิชาชีพจนได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายหรือสูญเสียอวัยวะ หรือถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่หรือในการประกอบวิชาชีพ หรือเพราะเหตุกระทำการ ตามหน้าที่เป็นกรณีพิเศษจนเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำ หรือเพราะเหตุปฏิบัติตามหน้าที่ หรือได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่การประสบเหตุนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจากความผิดของตนหรือจากเหตุที่ตนมีส่วนร่วมในการกระทำนั้นด้วย ทั้งนี้ ผู้ได้รับ “รางวัลครูถิรคุณ” จะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติและรับโล่ประกาศเกียรติคุณจาก รมว.ศึกษาธิการ ประธานกรรมการคุรุสภา.