บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เฮนั่งเก้าอี้ผู้บริหารได้แล้ว

บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เฮนั่งเก้าอี้ผู้บริหารได้แล้ว

บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เฮนั่งเก้าอี้ผู้บริหารได้แล้ว

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

“อมลวรรณ” เผยข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้แล้ว เปิดช่องให้บุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่ม รวมถึงบุคลาทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)เข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ได้

ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า จากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2567 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ซึ่งประกาศดังกล่าวจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 เพื่อกำหนดมาตรฐานวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาขึ้นใหม่ สาระสำคัญของการปรับแก้ไขข้อบังคับฉบับนี้ คือมีการยกเลิกข้อความใน (ข) มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพข้อ 7 ของข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ในส่วนของมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ที่กำหนดมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพไว้เดิมนั้น ปรับปรุงแก้ไขใหม่เป็น 1) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ 2) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและต้องมีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้าหมวด หรือหัวหน้าสาย หรือหัวหน้างาน หรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ 3) มีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้างาน หรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในหน่วยงานการศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และผ่านการพัฒนาตามหลักสูตรที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภากำหนด ซึ่งการปรับข้อความดังกล่าวเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่บุคลากรทางการศึกษาที่มีประสบการณ์เป็นหัวหน้างานหรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในหน่วยงานการศึกษามาแล้ว สามารถใช้ประสบการณ์ที่ดำรงตำแหน่งเป็นคุณสมบัติในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาได้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากการเพิ่มโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถเข้าสู่เส้นทางผู้บริหารสถานศึกษาได้แล้ว ในข้อบังคับเดียวกันยังได้ยกเลิกความใน (ข) ของข้อ 9 ในส่วนของมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพศึกษานิเทศก์ด้วย โดยแก้ไข 1) มีประสบการณ์ตามข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1.1) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 1.2) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและมีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา รวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 1.3) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาหรือสถาบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และมีประสบการณ์การนิเทศ หรือการกำกับติดตาม หรือการวิจัยร่วมกับสถานศึกษา และ 2) มีผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพและมีการเผยแพร่ ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการนิเทศ การกำกับติดตาม และการวิจัย สามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวมาใช้เป็นคุณสมบัติในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ได้เช่นกัน

“การปรับแก้ข้อบังคับมาตรฐานวิชาชีพ ฉบับที่ 6 นี้ จะส่งผลให้บุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่ม รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์และมีจิตสำนึกดี จะมีโอกาส มีความก้าวหน้าเข้ามาเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ได้ โดยเฉพาะบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและสำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาบริหารการศึกษา สามารถนำประสบการณ์การบริหารในหน่วยงานเขตพื้นที่ เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาได้ และผู้ที่มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนในสถาบันและมีประสบการณ์การนิเทศ หรือการกำกับติดตาม หรือการวิจัยร่วมกับสถานศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู สามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ได้ด้วย ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถเลือกเปลี่ยนสายงานได้ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาสู่วิชาชีพทางการศึกษามากขึ้นอีกด้วย รวมทั้งเป็นการส่งเสริมคนดี คนเก่ง ให้มาร่วมกันสร้างและพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นไป” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.

‘ครม.’อนุมัติงบด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี69กว่า 160,000 ล้านบาท

‘ครม.’อนุมัติงบด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี69กว่า 160,000 ล้านบาท

‘ครม.’อนุมัติงบด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี69กว่า 160,000 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.58 น.

‘ครม.’อนุมัติงบด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี69กว่า 160,000 ล้านบาท มุ่งพัฒนากำลังคนตอบความต้องการอุตสาหกรรมเป้าหมาย-อุตสาหกรรมอนาคต พัฒนาเศรษฐกิจ และเตรียมพร้อมแก้ไขประเด็นวิกฤตเร่งด่วนของประเทศ

30 มกราคม 2568 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองประธานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ คนที่ 2 เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 มกราคม 2568 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า จากการประชุม คณะรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณด้านการอุดมศึกษา และกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนรวมทั้งสิ้น 160,136 ล้านบาท ตามที่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เสนอขออนุมัติ

ทั้งนี้ งบประมาณด้านการอุดมศึกษาประมาณ 115,000 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ในการผลิตและพัฒนากำลังคนทั้งในระบบปริญญา (Degree Program) และหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree Program) ตั้งเป้าผลิตนักศึกษาในหลักสูตรที่สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศกว่า 670,000 คน และกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์กว่า 133,000 คน นอกจากนี้ งบประมาณดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและการผลิตกำลังคนระดับสูงเฉพาะทางตามความต้องการของประเทศ เช่น การสร้างกำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ และยานยนต์ไฟฟ้า ไม่น้อยกว่า 20,000 คน รวมถึงการสร้างบัณฑิตที่ตอบโจทย์การพัฒนาเชิงพื้นที่ ไม่น้อยกว่า 1,000 คน และการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีทักษะสมัยใหม่ ไม่น้อยกว่า 1,000 วิสาหกิจ เป็นต้น

ในส่วนของงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) 44,900 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และการแก้ไขประเด็นวิกฤตและเร่งด่วนของประเทศ บนพื้นฐานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีตัวอย่างผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับจากงบด้าน ววน. ครอบคลุมประเด็นการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น การสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพการแพทย์ที่เกิดจากการผลิตและจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ภายในประเทศ การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร การเตรียมความพร้อมประเทศไทยเข้าสู่ Net Zero เป็นต้น

สำหรับกรอบงบประมาณด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ที่เสนอ ครม. ในครั้งนี้ ได้ผ่านการเห็นชอบจากการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา

วว.ยกระดับการท่องเที่ยวพื้นที่ชายหาดสู่สากล

วว.ยกระดับการท่องเที่ยวพื้นที่ชายหาดสู่สากล

วว.ยกระดับการท่องเที่ยวพื้นที่ชายหาดสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาด” เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก เพราะด้วยความหลากหลายและความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จึงมีความน่าสนใจทั้งทางด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ รูปแบบการจัดกิจกรรมตามแนวชายหาด และแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงต่างๆ ซึ่งเป็นที่สนใจสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีหลากหลายและมีความต้องการเฉพาะในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้
เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2567 อย่างต่อเนื่องเกิดการสร้างรายได้ในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและเกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่บนพื้นฐานบริบทด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และกระจายรายได้สู่ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในฐานะหน่วยรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย และกรมการท่องเที่ยว ได้ร่วมกันยกระดับแหล่งท่องเที่ยวประเภทชายหาดสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานที่สอดคล้องตามมาตรฐาน ISO เพื่อการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้ดำเนินการ ตรวจประเมินและรับรองตามมาตรฐาน ISO 13009 : 2015 Tourism and related services-Requirements and recommendations for beach operation ซึ่งมาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานด้านการจัดการชายหาดเพื่อการท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่ที่มีหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายหรือผู้ประกอบการเอกชนซึ่งมีพื้นที่ติดแนวชายหาดสาธารณะ

ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าว มุ่งเน้นการดำเนินงานด้านการบริการ ด้านความปลอดภัย ความถูกสุขลักษณะสำหรับนักท่องเที่ยวและเป็นการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมาตรฐานฉบับนี้ยังมีส่วนช่วยให้องค์กรที่ผ่านการรับรองเกิดการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตามเป้าหมายที่ 8, 11, 14 และ 15 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ช่วยให้การท่องเที่ยวประเภทชายหาดเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ปัจจุบัน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยสำนักรับรองระบบคุณภาพ สามารถให้บริการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐาน ISO 13009 : 2015 สำหรับหน่วยงานกำกับดูแลพื้นที่ชายหาดหรือผู้ประกอบการเอกชนที่มีพื้นที่บริการติดกับแนวชายหาดสาธารณะ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นสำหรับนักท่องเที่ยวและสร้างความน่าเชื่อถือในการมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ชายหาดสาธารณะโดยผลการดำเนินงานในปี 2567 มีแหล่งท่องเที่ยวประเภทชายหาดจำนวน 11 ชายหาด ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 13009 : 2015 เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ได้แก่ 1.หาดพัทยา เมืองพัทยา 2.หาดน้ำใส หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ 3.หาดบิเละ (เกาะห้อง) อุทยานแห่งชาติแห่งชาติธารโบกขรณี 4.อ่าวมาหยา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี 5.หาดป่าตอง เทศบาลเมืองป่าตอง 6.หาดเล็ก อุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ 7.หาดท้ายเหมือง (พื้นที่ลานพลับพลึงและปาง) อุทยานแห่งชาติหาดท้ายเหมือง-เขาลําปี 8.หาดเกาะสี่ อุทยานแห่งชาติสิมิลัน 9.หาดไม้งาม อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ 10.หาดเกาะละวะใหญ่ อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา 11.พื้นที่บริการนักท่องเที่ยวหลังแนวชายหาดสาธารณะ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์ สปา พัทยา

จากการดำเนินงานของ สำนักรับรองระบบคุณภาพ วว. นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่สามารถยกระดับด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายหาด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยมาตรฐานระดับสากล ซึ่งจะช่วยกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมให้กับคนในท้องถิ่น พร้อมๆ กับการส่งเสริมประสบการณ์ที่มีคุณค่ากับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอย่างเป็นรูปธรรม

ม.เกษตรฯ จัดงาน ‘เกษตรแฟร์ 2568’ เผยแพร่ผลงานวิจัย-นวัตกรรม ถ่ายทอดความรู้ทุกมิติจากห้องเรียน

ม.เกษตรฯ จัดงาน ‘เกษตรแฟร์ 2568’  เผยแพร่ผลงานวิจัย-นวัตกรรม  ถ่ายทอดความรู้ทุกมิติจากห้องเรียน

ม.เกษตรฯ จัดงาน ‘เกษตรแฟร์ 2568’ เผยแพร่ผลงานวิจัย-นวัตกรรม ถ่ายทอดความรู้ทุกมิติจากห้องเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความเป็นกลางทางคาร์บอน ประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดงาน “เกษตรแฟร์ประจำปี 2568” ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2568 โดยมี ผศ.ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและบริหารทรัพย์สิน ประธานอนุกรรมการฝ่ายฝ่ายตลาดนัดและสิทธิประโยชน์ ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม ประธานอนุกรรมการฝ่ายจัดแสดงผลงานนวัตกรรม ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน ประธานอนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมนิสิต ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2568 เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยออกสู่สังคม เปิดการเรียนรู้นอกชั้นเรียนให้กับนิสิต บุคลากร และอาจารย์ โดยใช้งานเกษตรแฟร์เป็นห้องปฏิบัติการภาคสนามเพื่อถ่ายทอดความรู้ทุกมิติจากห้องเรียน ช่วยเหลือสังคมประชาชน อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลับไปสู่ชุมชน และสังคม สร้างความสุขให้กับครอบครัว โดยในปีนี้ ได้ยกระดับงานเกษตรแฟร์สู่สากลเป็นปีที่ 3 ได้รับการตอบรับจากสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศ 15 ประเทศ นำสินค้าพื้นเมือง สินค้าท้องถิ่นมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างคับคั่ง

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความเป็นกลางทางคาร์บอน กล่าวว่า การจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2568 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจเจริญก้าวไกล สังคมไทยไร้คาร์บอน” ระหว่างวันที่ 31 มกราคม-8 กุมภาพันธ์ 2568 รวม 9 วัน 9 คืน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยออกสู่สังคม อีกทั้งอาจารย์และนิสิตได้ฝึกการทำงานจริงเกิดการเรียนรู้ทุกรูปแบบในงานเกษตรแฟร์ซึ่งเป็นเสมือนห้องปฏิบัติการภาคสนาม ได้นำผลงานวิจัย ผลลัพธ์การเรียนจากห้องเรียนช่วยเหลือสังคม นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน มูลนิธิฯ ให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลับไปสู่ชุมชน และสังคม สร้างความสุขให้กับครอบครัว

สำหรับพื้นที่การจัดงานในปีนี้ จะเริ่มต้นตั้งแต่บริเวณหอประชุมใหญ่ ประตูพหลโยธิน ไปจนถึงบริเวณประตูวิภาวดีรังสิต แบ่งออกเป็น 13 โซน จำนวนประมาณ 2,000 ร้านค้าซึ่งประกอบด้วยร้านค้านิสิต 255 ร้านค้าร้านอาหารนิสิต 17 สโมสรนิสิต และ 1 ชมรม นอกจากนี้ ทุกคณะและสถาบัน ของ ม.เกษตรฯ ยังจัดแสดงผลงานและถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชน ในโซน H1 และ H2 บริเวณหน้าอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ และบริเวณที่ตั้งของคณะต่างๆ ที่มีเส้นทางผ่านตลอดการจัดงานเกษตรแฟร์ นับเป็นการพลิกฟื้นบรรยากาศการจัดงานเกษตรแฟร์แบบดั้งเดิมให้ทุกคนได้มาสัมผัสผลงานนวัตกรรม และสอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้จากอาจารย์ นักวิจัยและนิสิตโดยตรง

โดยกิจกรรมประกอบด้วย การจัดแสดงผลงานวิจัยนวัตกรรมของมหา’ลัย การจัดแสดงนิทรรศการผลงานของคณะ สำนัก สถาบันมุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่อสังคมสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน อาทิ พันธุ์ข้าวลดโลกร้อน และข้าวโภชนาการสูง ข้าวสีเพื่อสุขภาพ สายพันธุ์ใหม่ “KU80 นิลกาฬ” ข้าวเจ้าที่ไม่ไวต่อช่วงแสง มีปริมาณอมิโลสต่ำ ร้อยละ 15.23 เครื่องกรองอากาศและฆ่าเชื้อ UVC เรือไฟฟ้า กฟผ.ชลพัฒน์ 1 ยานสำรวจทางอุทกศาสตร์ไร้คนขับ (Unmanned surface vehicle for hydrographic survey) อุปกรณ์จ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ถ่านชีวภาพไบโอชาร์ อุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ การประกวดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม TGDA Awards 2025

ภายในงานยังจัดให้มีการประกวดพืชและสัตว์เศรษฐกิจ เพื่อแสดงความก้าวหน้าด้านการปรับปรุงพันธุ์ ได้แก่ การประกวดไม้ประดับการประกวดกล้วยไม้ต้น การประกวดกล้วยไม้ตัดดอก การประกวดผลไม้ การประกวดเครื่องจักรกลเกษตร การประกวดแพะ การประกวดปลากัด และการประกวดสุนัข ทั้งนี้ ตลอด 9 วัน ของการจัดงานเกษตรแฟร์จะมีการสาธิต การบรรยาย การเสวนา การอบรมให้ความรู้ ให้คำปรึกษาในองค์ความรู้ต่างๆ ของศาสตร์แห่งแผ่นดิน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย กลุ่มร้านค้านิสิต การแสดงศิลปะและวัฒนธรรม ดนตรี นาฏศิลป์ และการจำหน่ายสินค้ากลุ่มร้านค้าตลาดนัดสินค้าทางการเกษตรจากเกษตรกร ตลาดน้ำ สินค้าอุปโภค-บริโภค สินค้าเบ็ดเตล็ดจากผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ข้อมูลการจัดงานเกษตรแฟร์ทั้งหมด รวมทั้งแผนผังการจัดงานจะถูกรวบรวมไว้ในแอปพลิเคชั่น InsideKU ฟีเจอร์“เกษตรแฟร์” สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งใช้งานได้ทั้ง Android และ iOS

มว.เสริมทัพ ‘คาราวานวิทยาศาสตร์ จ.ลำปาง’ นำความรู้คู่ความสนุก สู่เด็กและเยาวชนภาคเหนือ

มว.เสริมทัพ ‘คาราวานวิทยาศาสตร์ จ.ลำปาง’  นำความรู้คู่ความสนุก สู่เด็กและเยาวชนภาคเหนือ

มว.เสริมทัพ ‘คาราวานวิทยาศาสตร์ จ.ลำปาง’ นำความรู้คู่ความสนุก สู่เด็กและเยาวชนภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.นิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วย ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)นายวิโรจ หลักมั่น ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปางกัลยาณี น.ส.ฐานิยา คัมภิรานนท์ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์การมว. และผู้บริหารหน่วยงานร่วมจัดฯ ร่วมเปิดงาน “คาราวานวิทยาศาสตร์ จ.ลำปาง” ณ โรงเรียนลำปางกัลยาณี อ.เมือง จ.ลำปาง

โดยกิจกรรมนี้ อพวช. และหน่วยงานร่วมจัด นำความรู้คู่ความสนุกมหัศจรรย์ด้านวิทยาศาสตร์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยได้พบกับความมหัศจรรย์ที่ไม่มีให้เห็นในห้องเรียน ได้เรียนรู้ผ่านการทดลองเล่นและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ผ่านกิจกรรมมากมาย อาทิ นิทรรศการวิทยาศาสตร์เคลื่อนที่ ชุด Science for Fun, นิทรรศการสนุกกับอาชีพวิทย์, กิจกรรมการแสดงทางวิทยาศาสตร์, กิจกรรมเปิดฟ้ามองดาว , กิจกรรมมุมประดิษฐ์, กิจกรรมเกมและของเล่นวิทยาศาสตร์

ซึ่งงานนี้ มว. ได้จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “หนูน้อยนักคิด…มาตรวิทย์ มาตรวัด” ที่มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กและเยาวชนได้มีความรู้ ความเข้าใจในงานด้านมาตรวิทยา หรือวิทยาศาสตร์การวัด ผ่านเกม “ถอดรหัส QR Code” ที่สอดแทรกความรู้ควบคู่ไปกับการเล่นเกม เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับงานด้านการวัด และสามารถเลือกใช้เครื่องมือวัดได้อย่างเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ เครื่องมือวัดด้านอุณหภูมิ ความยาว และนํ้าหนัก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ร่วมฝึกสมองกับเกม crossword และเกมเขาวงกตมาตรวิทยา ที่สอดแทรกสาระความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ด้านมาตรวิทยา และหน่วยวัด SI ทั้ง 7 หน่วยลงไปด้วย

งาน “คาราวานวิทยาศาสตร์” จะช่วยกระจายโอกาสและส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กและเยาวชน ให้มีใจรักวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น
พร้อมพัฒนาตนเองให้เติบโตเป็นคนคุณภาพของสังคมไทยในอนาคตต่อไป

วธ.ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส จัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน

วธ.ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส จัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน

วธ.ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส จัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.42 น.

วธ.ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส จัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน อย่างยิ่งใหญ่ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรม สานสัมพันธ์ไทย – จีน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส จัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์แบบจีน โดยมี พระอาจารย์ จู้เติง ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการนักศึกษาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานฝ่ายสงฑ์ฝ่ายจีน Mr. Zhao Mengtao (จ้าว เหมิ่งเทา) ที่ปรึกษาประจำสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาสฝ่ายจีน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะสงฆ์จีนนิกายวัดมังกรกมลาวาส หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายสภาวัฒนธรรม ประชาชน เข้าร่วม ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ รัฐบาล โดยสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับ ภาคคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568

ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้รับมอบหมายให้จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 29 – 30 มกราคม 2568 โดยมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์แบบจีน ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส และมีกิจกรรมสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ประกอบด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมจีน ได้แก่ เชิดสิงโต 9 สี 9 มงคล ประกอบด้วยเชิดสิงโตอวยพร สิงโตต่อตัวกายกรรม สิงโตมอบส้มมงคล สิงโตปล่อยป้ายอวยพร เชิดมังกรทอง มังกรทองภาคพื้น มังกรลอยฟ้า มังกรเล่นท่าลีลาสวยงาม มังกรภาคพื้นไหว้สี่ทิศ มังกรต่อตัวปล่อยป้ายอวยพร การแสดงทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ไทย – จีน ชุดถวายพุทธบูชาศรัทธาพระเขี้ยวแก้ว และร่ายหลงหงส์ลอดลายจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และวันที่ 30 มกราคม 2568 เวลา 18.30 น.มีการแสดงทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ไทย – จีน ทั้งนี้ เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ตั้งแต่ 07.00 – 20.00 น.เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยประชาชนสามารถนำบัตรประชาชนแลก ณ จุดคัดกรอง ด้านศาลฎีกา ซึ่งมีจุดบริการดอกไม้สำหรับสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ให้บริเวณทางเข้า

จากข้อมูลการศึกษาเรื่อง “ตรุษจีนในสังคมไทย” ของสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พบว่า คนไทยรับประเพณีวัฒนธรรมจีนเข้ามาในสังคมไทยมาเป็นเวลานานแล้ว ผสมกลมกลืนจนคนไทยไม่รู้สึกว่าประเพณีจีนเป็นสิ่งแปลกในวิถีชีวิต แต่ไม่สามารถจะระบุได้แน่ชัดว่าวัฒนธรรมจีนมีอิทธิพลในสังคมไทยตั้งแต่เมื่อใด คนไทยเชื้อสายจีนยังคงดำรงรักษาวิถีการดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรมจีน และการประกอบพิธีกรรมตามธรรมเนียมประเพณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่เป็นเทศกาลหลักของคนจีน ร่วมกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ เทศกาลสารทจีน เทศกาลเช็งเม้ง หรือกระทั่งเทศกาลถือศีลกินเจ ซึ่งคนไทยในปัจจุบันคุ้นเคยกับเทศกาลต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี เป็นการฉลองวันขึ้นปีใหม่ตามธรรมเนียมจีน ซึ่งถือเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญมากในวัฒนธรรมจีน โดยเฉลิมฉลองด้วยหลักการพื้นฐานในเรื่องความกตัญญูกตเวที ความยึดถือในวงศ์สกุลและบรรพบุรุษของตระกูล โดยมีความเชื่อว่าถ้าปฏิบัติธรรมเนียมได้อย่างถูกต้องตามประเพณีจะเกิดความเจริญมั่งคั่ง ความสันติสุข และความไพบูลย์วงศ์ตระกูล ตลอดจนความรุ่งเรืองของกิจการการค้าต่างๆ และความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งคติความเชื่อต่างๆ ในเทศกาลตรุษจีนมีความคล้ายคลึงกับเทศกาลสงกรานต์ของคนไทย ที่ถือเป็นการฉลองวันขึ้นปีใหม่และการแสดงออกในความเคารพนับถือต่อบรรพบุรุษและความยืดถือในความเป็นครอบครัว

“ตรุษจีน” ถือเป็นเทศกาลและประเพณีสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีนที่ยึดถือกันมาช้านาน ซึ่งแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ ความสามัคคีปรองดองของครอบครัว เครือญาติ และเจริญรุ่งเรืองของวงศ์ตระกูล กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม รับนโยบายของรัฐบาล ในการนำหลักธรรมและมิติทางศาสนา วัฒนธรรม มาพัฒนาคนให้มีศีลธรรม ค่านิยมที่ดีงาม เพื่อเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรม รวมทั้งร่วมรักษาสิ่งเดิม “เชิดชูเทศกาลตรุษจีน” ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า” รวมทั้งเพิ่มเติมสิ่งใหม่ “ส่งเสริมอาชีพ กระจายรายได้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมที่ต้องการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมสู่การเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

– 006

โปรดทราบ!! ‘บิ๊ก สพฐ.’กำชับสถานศึกษาต้องเป็นกลางทางการเมือง

โปรดทราบ!! 'บิ๊ก สพฐ.'กำชับสถานศึกษาต้องเป็นกลางทางการเมือง

โปรดทราบ!! ‘บิ๊ก สพฐ.’กำชับสถานศึกษาต้องเป็นกลางทางการเมือง

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.52 น.

โปรดทราบ!! ‘บิ๊ก สพฐ.’กำชับสถานศึกษา-บุคลากร ช่วงเลือกตั้งท้องถิ่นต้องเป็นกลางทางการเมือง ปฏิบัติเท่าเทียมทุกพรรค

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า เนื่องด้วยขณะนี้อยู่ในห้วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง วางตนเป็นกลางทางการเมือง ด้วยความเท่าเทียม โดยปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนของทางราชการ และหน่วยงานทางการศึกษา ที่กำหนดให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน โดยต้องไม่อาศัยอำนาจ และหน้าที่ราชการของตนแสดงการฝักใฝ่ ส่งเสริม เกื้อกูล สนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคล หรือพรรคการเมืองใด ตามมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 

ทั้งนี้ สพฐ. ได้แจ้งแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อาคารสถานที่ของสถานศึกษา โดยขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง แจ้งสถานศึกษาในสังกัดให้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการขอใช้อาคารสถานที่ของบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกเพื่อแสดงกิจกรรม การแสดงออกทางการเมือง การปราศรัยหรือหาเสียงเลือกตั้งในการเลือกตั้งต่าง ๆ โดยต้องไม่มีลักษณะเป็นการขัดต่อความมั่นคง หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม 

นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา สามารถพิจารณาอนุญาตให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้สถานศึกษาเป็นสถานที่เปิดเวทีปราศรัยหรือหาเสียงได้ แต่ต้องดำเนินการด้วยความเป็นกลาง โดยให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองมีโอกาสเท่าเทียมกัน รวมทั้งต้องระมัดระวังมิให้มีกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 เพื่อให้สถานศึกษาในสังกัดทุกแห่งได้รับทราบและปฏิบัติต่อไป

‘รมช.ศธ.’กางปฏิทินแจก’แท็บเล็ต-โน๊ตบุ๊ก’ให้นักเรียน

‘รมช.ศธ.’กางปฏิทินแจก'แท็บเล็ต-โน๊ตบุ๊ก'ให้นักเรียน

‘รมช.ศธ.’กางปฏิทินแจก’แท็บเล็ต-โน๊ตบุ๊ก’ให้นักเรียน

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมประสานภารกิจของ ศธ. ว่า  ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา ได้อนุมัติเห็นชอบ โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit  Portfolio: Empowering Educations) โดยอนุมัติงบประมาณ 4,214,738,090  บาท  และโครงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime  งบประมาณ ระยะที่ 2 ปี เป็นงบผูกพัน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2569-2573  จำนวน  29,765,253,600  บาท ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอขอ สำหรับการแจกอุปกรณ์เสริมการสอนของนักเรียนและครูไม่ว่าจะเป็น แท็บเล็ต แล็บท็อป โน้ตบุค หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ในรูปแบบเช่าใช้งาน พร้อมสัญญาณอินเตอร์เน็ตคุณภาพสูง โดยในปี 2568 ได้ขอจัดสรรเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่นักเรียน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ในกลุ่มโรงเรียนคุณภาพชุมชน และโรงเรียนขยายโอกาส  จำนวนกว่า 6 แสนคน

ส่วนในปี 2569 ได้ขอจัดสรรงบประมาณไปจำนวน 2.9 หมื่นล้านบาท สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เหลือทั้งหมด ประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งในงบประมาณปี 2569 จะขยายผลไปยังนักเรียนชั้นมัธยมต้น(ม.1-ม.3) ในโรงเรียนคุณภาพ และโรงเรียนขยายโอกาสอีกจำนวนหนึ่งด้วย  ดังนั้น โครงการต่อเนื่องในปี 2568-2569 คาดว่าเด็กและครูจะได้ใช้อุปกรณ์นี้ประมาณ 1.8 ล้านคน โดยเราจะเป็นประเทศต้นๆ ที่ได้ใช้แอปพลิเคชั่นนี้ เพื่อประโยชน์หลายด้านในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทย ซึ่งปีนี้ก็น่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้ ศธ. โดย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ดำเนินโครงการส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ ทุกเวลา งบประมาณ 3,302 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา 3,212 ล้านบาท สำหรับแจกให้ครูและนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)1-3 ประมาณ 159,332 ราย และโครงการผลิตสื่อวิดีทัศน์หรือสื่อโทรทัศน์เพื่อการศึกษาอาชีวศึกษา 90,000 บาท โดยอนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ระยะเวลา 4 ปี (ปีงบประมาณ 2569-2572) เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว

“ต่อจากนี้ ศธ.จะไปคุยกับสำนักงบประมาณ เพื่อจะบรรจุงบประมาฯส่วนนี้ในปี 2569 สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการนั้น ในส่วนงบปี 2567 ศธ. ได้รับงบสำหรับเช่า คลาวด์และพัฒนาคอนเทนต์ ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างตรวจรับงาน คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด ส่วนปีงบ 2568 นั้น จะเริ่มดำเนินการเช่าอุปกรณ์เสริมเพื่อแจกนักเรียนและครู โดยมีการกำหนดสเปกและจัดทำร่างขอบเขตงาน หรือทีโออาร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะเป็นแท็บเล็ต หรือโน๊ตบุ๊ก เพียงแต่ขอให้เป็นไปตามสเปก คุณสมบัติ ซอฟต์แวร์ภายในที่กำหนด ซึ่งคาดว่า จะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ เหลือเพียงหารือรายละเอียดบางส่วนกับกรมบัญชีกลาง ที่ยังมีข้อกังวลอีกเล็กน้อย  สำหรับในส่วนของคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-บิดดิ้งนั้น  ศธ.ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพ โดยบริษัทที่จะเข้าร่วมอี-บิดดิ้ง จะต้องเป็นบริษัทที่ได้มาตรฐาน มีผลงานและไม่เคยมีปัญหากับภาครัฐ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย  เน้นข้อกฏหมาย ซึ่งหากกรมบัญชีกลางให้ความเห็นชอบ ก็สามารถดำเนินการได้ทันที  เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา หากทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน คาดว่าจะสามารถเช่าอุปกรณ์เสริม เพื่อแจกนักเรียนได้ทันภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2568” นายสุรศักดิ์ กล่าว

รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า  ตามที่เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) รายงานให้ที่ประขุมรับทราบการวิเคราะห์สภาวะการศึกษาไทย ของ Thai Education Situation Analysis (TESA) DASHBOARD รายงานสภาวะการศึกษาไทย ไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2568 ชี้ให้เห็นว่า ผลการวิเคราะห์ลึกลงไปในการสอบ PISA 2022 ประเทศไทย มีกลุ่มเด็กช้างเผือกอยู่ถึง 15% ซึ่งมากกว่ากลุ่มประเทศสมาชิกที่มีอยู่เพียง 10%  นั้น พล.ต.อ.เพิ่มพูน รมว.ศธ.จึงฝากให้แต่ละองค์กรหลัก ของศธ. ช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอแนะเพื่อส่งเสริมเด็กกลุ่มดังกล่าว และพัฒนาการจัดการศึกษาเด็กทั่วไป ส่วนการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาเชิงระบบ ตนได้ชี้แจงการดำเนินการดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แล้ว ซึ่งก็ได้รับความชื่นชม  อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ศธ. จะสามารถดูข้อมูลเด็กที่หบุดจากระบบการศึกษาตามทะเบียนราษฎรทั้งหมด100% ดังนั้น ก็จะทำให้รู้ว่าเด็กมีปัญหาอะไร และจะมารถตามตัวเด็กที่สมัครใจกลับเข้าระบบการศึกษาได้มากขึ้น ส่วนเด็กคนใดไม่สามรรถมาเรียนในระบบได้ก็จะสามารถจัดการศึกษาให้ตามบริบทของผู้เรียนได้

จีเอเบิลร่วมผลักดันเยาวชนไทย คว้าชัยบนเวที PDPA Hackathon 2024

จีเอเบิลร่วมผลักดันเยาวชนไทย คว้าชัยบนเวที PDPA Hackathon 2024

จีเอเบิลร่วมผลักดันเยาวชนไทย คว้าชัยบนเวที PDPA Hackathon 2024

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 11.05 น.

จีเอเบิล เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจและผลักดันศักยภาพเยาวชนไทย สู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในเวทีระดับประเทศ ในฐานะ Driving Agent ผู้ให้การสนับสนุนทีมเยาวชนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในชื่อทีมว่า “Right Track” ซึ่งเป็นความร่วมมือกันออกแบบสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการปกป้องและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคมในปัจจุบัน จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมถ้วยรางวัลทรงเกียรติจากนายกรัฐมนตรีและเงินรางวัล 100,000 บาท บนเวที PDPA Hackathon 2024 ที่จัดขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย ภายใต้ธีมการแข่งขัน “Trust and Sustainability”

นายธีระพงษ์ จันทร Vice President – Cloud Business Development บริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “ชัยชนะของทีมเยาวชนที่เราให้การสนับสนุนในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพและพลังของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าของทีมงานจีเอเบิลที่มุ่งมั่นสร้างแรงผลักดันให้เยาวชนสามารถพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะเราเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และเราจะยืนหยัดในการเป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีที่ต่อยอดสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยทีมงาน “RightTrack” ทุกคนได้ใช้ความสามารถที่หลากหลายทั้งในแง่ของทักษะและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างโซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบระบบความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึง การใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งสอดคล้องกับ WhiteFact Solution ของจีเอเบิล ที่มีการส่งทีมงานเข้าไปแนะแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือแพลตฟอร์มที่เป็นที่ต้องการของตลาด ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย PDPA ทำให้การนำเสนอผลงานนวัตกรรมโซลูชันของทีมเยาวชนจากทั้งสองมหาวิทยาลัยเป็นที่ประจักษ์แก่คณะกรรมการว่าเป็นโซลูชันที่ทันสมัยและใช้งานได้จริง สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนานวัตกรรมในระดับองค์กรและสังคมวงกว้างได้จริง”

ซึ่งการแข่งขัน PDPA Hackathon 2024 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการรวมเรื่องของกฎหมายกับเทคโนโลยีให้สอดประสานกัน และสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน ในการช่วยผลักดันศักยภาพของเยาวชนไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับโลกได้ในอนาคต รางวัลนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งของทีมที่เข้าแข่งขัน แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย ที่ได้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีมากขนาดไหน

“จีเอเบิล ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนคนรุ่นใหม่และสร้างโอกาสในด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อที่ว่าเยาวชนคือพลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนอนาคตของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาทักษะและความคิดสร้างสรรค์ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคมและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต” นายธีระพงษ์ กล่าวเสริม

อาลัย! ‘ดร.จงรัก’อธิการบดี ม.เกษตรฯ เสียชีวิตในวัย 55 ปี

อาลัย! 'ดร.จงรัก'อธิการบดี ม.เกษตรฯ เสียชีวิตในวัย 55 ปี

อาลัย! ‘ดร.จงรัก’อธิการบดี ม.เกษตรฯ เสียชีวิตในวัย 55 ปี

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 09.30 น.

วันที่ 29 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหารคณาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ได้ ส่งข้อความแจ้งการเสียชีวิตของ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดี มก. (2563-ปัจจุบัน) อายุ 55 ปี (ย่าง 56 ปี) โดยระบุว่า

“อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดี เป็นผู้นำ ในการนำพามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้มีความเจริญก้าวหน้า สร้างชื่อเสียงให้ทั้งระดับชาติและนานาชาติให้สถาบันแห่งนี้อย่างสุดความสามารถ ทั้งสร้างความรัก ความสามัคคี ให้เกิดในมวลหมู่เชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บัดนี้ ท่านได้ถึงแก่กรรมลงด้วยอาการอันสงบ ในเวลาประมาณ 04.15 น. ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์”

สำหรับ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2512 เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต และวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประกาศนียบัตรหลักสูตรนักบริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นที่ 3 ปี 2544 เริ่มทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าสถานีวิจัยและฝึกอบรมวนเกษตรตราด คณะวนศาสตร์ เมื่อปี 2544

เคยเป็นรองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวนศาสตร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาการขั้นสูงด้านทรัพยากรธรรมชาติเขตร้อน สถาบันวิทยาการขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณบดีคณะวนศาสตร์ กระทั่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนที่ 15 เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2563 และได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา