โรงเรียนอัสสัมชัญเปิดให้บริการ AC Counseling and Wellbeing Center

โรงเรียนอัสสัมชัญเปิดให้บริการ AC Counseling and Wellbeing Center

โรงเรียนอัสสัมชัญเปิดให้บริการ AC Counseling and Wellbeing Center

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 18.28 น.

โรงเรียนอัสสัมชัญ เปิดให้บริการ AC Counseling and Wellbeing Center

“เพราะการพัฒนาด้านจิตใจ อารมณ์ สุขภาพจิต เป็นเรื่องสำคัญสำหรับวัยรุ่นในยุคนี้ การมีคนเข้าใจให้คำปรึกษา จะทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ผ่านพ้นไปด้วยดี” โรงเรียนอัสสัมชัญ เล็งความสำคัญด้านสุขภาพจิตของนักเรียน ที่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาประจำที่โรงเรียน จึงเกิดความร่วมกันระหว่างโรงเรียนอัสสัมชัญ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างบัณฑิตวิทยาลัยมนุษยศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดย ดร.กิติกร ดาวพิเศษ รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ กับ โรงเรียนอัสสัมชัญ โดย ภราดา ดร.อาวุธ ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ จัดผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาประจำ ณ AC Counseling and Wellbeing Center

สำหรับ AC Counseling and Wellbeing มีห้องให้คำปรึกษา จำนวน 3 ห้อง ภายในชั้น 4 ห้องสมุดมาร์ติน เดอ ตูรส์ อาคารนักบุญหลุยส์-มารีย์ โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ มีนักจิตวิทยาวิชาชีพ ประจำจำนวน 1 ท่าน ในวันอังคาร-พุธ โดยจะเพิ่มนักจิตวิทยาวิชาชีพ อีก 1 ท่าน ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้คำปรึกษา เป็น วันจันทร์, อังคาร, พุธและศุกร์ พร้อมด้วย อาจารย์และนักศึกษา คณะบัณฑิตวิทยาลัยมนุษยศาสตร์ (Graduate School of Human Science) หลักสูตร Master of Science in Counseling Psychology มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ประจำวันจันทร์-ศุกร์ โดยเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่คุณครูฝ่ายแนะแนวและฝ่ายจิตวิทยาของโรงเรียนอัสสัมชัญ ในการดูแล นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา หรือผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการ “คลินิกให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต” หรือ “Mental Health Clinic” ซึ่งเป็นการให้คำปรึกษาเพื่อการดูแลควบคู่ ไปกับนักจิตวิทยาอาชีพ โรงเรียนอัสสัมชัญ มีกระบวนการดูแล และลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตให้กับนักเรียน ผ่าน AC Counseling and Wellbeing Center ประกอบด้วย 

– Mental Health Development : การพัฒนาสุขภาพจิต

– Counseling : การให้คำปรึกษา

– Training : การอบรม

โดยก่อนหน้านี้ ทาง ภราดา ดร.อาวุธ ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้มอบหมายให้ ภราดาพัชรปกรณ์ ลังบุบผา รองผู้อำนวยการ/หัวหน้าฝ่ายธุรการ-การเงิน/หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ และฝ่ายโปรแกรมภาษาอังกฤษ ลงนามความร่วมมือระหว่าง โรงเรียนอัสสัมชัญ กับ City College Plymouth พร้อมร่วมหารือกับทาง กับ City College Plymouth และ University of PLYMOUTH เป็น Site Reference ในการจัดตั้งศูนย์ AC Counceling and Well-Being Center คุณครู บุคลากร หรือนักเรียนและผู้ปกครองที่สนใจ เข้ารับบริการให้คำปรึกษา สามารถนัดหมายได้ที่ คุณครูแนะแนว โรงเรียนอัสสัมชัญ

เคาะเลื่อน‘ปิดเทอม’เร็วขึ้นเป็น 30 ก.ย. ‘เปิดเรียน’คงเดิม เฝ้าระวังนักเรียน‘วันวาเลนไทน์’

เคาะเลื่อน‘ปิดเทอม’เร็วขึ้นเป็น 30 ก.ย. ‘เปิดเรียน’คงเดิม เฝ้าระวังนักเรียน‘วันวาเลนไทน์’

เคาะเลื่อน‘ปิดเทอม’เร็วขึ้นเป็น 30 ก.ย. ‘เปิดเรียน’คงเดิม เฝ้าระวังนักเรียน‘วันวาเลนไทน์’

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.36 น.

‘สพฐ.’เคาะแล้ว‘เปิดเทอมแรก’ 16 พ.ค.เหมือนเดิม เลื่อน‘ปิดเทอม’เป็น 30 ก.ย.ของทุกปี กำชับโรงเรียนให้‘0-ร.-มส.’ตามมาตรฐาน ลดภาระนักเรียน-ผู้ปกครอง

4 กุมภาพันธ์ 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ครั้งที่ 5/2568 ว่า จากการสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Educational Test: O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 เมื่อวันที่ 2 และ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมสนามสอบที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ส่วนนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมสนามสอบที่โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ พบว่า ภาพรวมการสอบในครั้งนี้มีนักเรียนชั้น ป.6 สมัครเข้าสอบรวม 476,000 คน คิดเป็นร้อย 91.37 มีนักเรียนชั้น ม.3 สมัครเข้าสอบ 424,000 กว่าคน คิดเป็นร้อยละ 81.51 โดยการสอบครั้งนี้ ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยดีทั้ง ป. 6 และ ม.3

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สพฐ. ยังได้มีหนังสือซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้และการสอนซ่อมเสริม โดยมีเจตนากระตุ้นให้สถานศึกษากำกับ ติดตาม ช่วยเหลือ สอนซ่อมเสริมและดำเนินการวัดและประเมินผลกรณีนักเรียนมีผลการเรียนไม่สมบูรณ์ (ติด 0 , ร. , มส.) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งผู้เรียนและผู้สอน เพื่อให้การเรียนดีขึ้น ลดปัญหาของผู้เรียนในการติด 0 , ร. , มส. โดยขอให้ทุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แจ้งไปยังสถานศึกษาให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เพื่อลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน พาการเรียนไปให้น้อง”  “OBEC Zero Dropout” ขณะนี้ทุกเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ  ได้ดำเนินการค้นหาติดตามนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา อย่างเข้มข้น และได้กำหนดว่าภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ทั้ง 245 เขต จะต้องติดตามเด็กให้ครบ 100% ในแต่ละเขตพื้นที่  ซึ่งขณะนี้มี 138 เขตที่ติดตามเด็กได้ครบ 100%แล้ว ดังนั้น 14 กุมภาพันธ์ นี้ ทั้ง  245 เขต ต้องทำให้ครบ 100%

สำหรับการเฝ้าระวังฝุ่นขนาดเล็ก PM  2.5 อย่างต่อเนื่องตามที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้  โดย สพฐ.ได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่ ทุกโรงเรียนและทุกเขตพื้นที่เฝ้าระวังในเรื่องนี้ ถ้าพบว่าที่ใดเป็นพื้นที่สีแดงผอ.โรงเรียนก็สามารถสั่งปิดโรงเรียนได้ ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต สพฐ. โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนเป็นหลัก

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวด้วยว่า ตนได้เน้นย้ำการ ดูแล เฝ้าระวังเหตุ ในช่วงวันวาเลนไทน์ วันที่ 14 กุมภาพันธุ์ นี้ ซึ่งทุกปี สพฐ.จะมีการเฝ้าระวังน้องๆนักเรียนให้อยู่ในความประพฤติที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม โดยได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นจากปีที่ผ่านมานำมาถอดบทเรียน และหาทางป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงการ เปิดปิดภาคเรียน ว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา สพฐ. ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการศึกษา อาทิ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กระทรวง อว., กรุงเทพมหานคร, สำนักงานพระพุทธศาสนา โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นด้วย ที่จะให้เปิดภาคเรียนแรกในวันที่ 16 พ.ค. เหมือนเดิม แต่ให้เลื่อนการปิดภาคเรียน เป็นวันที่ 30 ก.ย. ของทุกปี  จากเดิมจะปิดภาคเรียนในวันที่ 11 ตุลาคม ส่วนเทอมที่ 2 เปิดเทอมวันที่ 1 พ.ย. และปิดภาคเรียน วันที่  31 มี.ค.ในปีถัดไป

“ดังนั้นเทอมที่ 2 ยังเหมือนเดิม ความต่างที่เกิดขึ้น คือ ในภาคเรียนที่ 1 เด็กจะได้หยุดประมาณ 1 เดือนเต็ม และการปิดเทอมในวันที่ 30 ก.ย. ก็สอดคล้องกับการบริหารอัตรากำลัง สอดคล้องกับครูที่จะเกษียณ 30 กันยายน สอดคล้องกับการย้ายครู  สอดคล้องกับปีงบประมาณ ซึ่งมีข้อดีอีกหลายอย่าง  ทั้งนี้ สพฐ. กำลัง ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อรายงานให้ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าจะเริ่มใช้เมื่อไหร่อย่างไร ขณะนี้กำลังทำรายละเอียดเนื่องจาก รมว.ศึกษาธิการ มีความเป็นห่วง จึงให้วิเคราะห์ศึกษาให้ละเอียดรอบครอบก่อนตัดสินใจว่าจะต้องปรับแก้ระเบียบอะไรอย่างอย่างไรบ้าง”

เลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนโครงการอำเภอ หนึ่งโรงเรียนคุณภาพ จากที่ Kick off ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไปแล้วซึ่งมีโรงเรียนพาร์ทเนอร์มาจับคู่กับโรงเรียนที่จะส่งเสริมพัฒนาคุณภาพโรงเรียน จึงได้เน้นย้ำว่าให้ขยายผลให้ครบทั้ง 77 จังหวัด

ผลงานวิจัย ASIA-AQ เผย ‘PM2.5 ภาคเหนือ’ มาจากการเผาชีวมวล

ผลงานวิจัย ASIA-AQ เผย ‘PM2.5 ภาคเหนือ’ มาจากการเผาชีวมวล

ผลงานวิจัย ASIA-AQ เผย ‘PM2.5 ภาคเหนือ’ มาจากการเผาชีวมวล

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังเสร็จสิ้นภารกิจบินสำรวจและเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศภายใต้โครงการ ASIA-AQ เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ทีมประเทศไทยโดย GISTDA และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงเดินหน้าศึกษาวิจัยข้อมูลต่างๆ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องร่วมกับ NASA อย่างต่อเนื่องและล่าสุดได้มีการจัดงาน ASIA-AQScience Team Meeting โดยมีทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ ในประเทศไทย รวมถึง GISTDA เข้าร่วมและได้มีพบกับทีมนักวิทยาศาสตร์จาก NASA นำโดย James H. Crawford และนักวิทยาศาสตร์จากประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ASIA-AQ เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ในเบื้องต้น

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นดังกล่าวได้ถูกนำเสนอในการประชุม ASIA-AQ Science Team ซึ่งพบว่า การเผาชีวมวล (Biomass Burning) เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดมลพิษจากฝุ่นละอองในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งข้อสรุปนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานหลายประการ รวมถึงปริมาณละอองลอยอินทรีย์ (Organic Aerosol) ปฐมภูมิและทุติยภูมิที่วัดได้จากอุปกรณ์บนเครื่องบินของ NASA ตลอดจนสารประกอบในบรรยากาศที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้ รวมถึงการข้อมูลการตรวจวัดภาคพื้นดินที่ดำเนินการโดยนักวิจัยจากสหพันธ์สาธารณรัฐเกาหลีในจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วง ASIA-AQ Campaignอีกด้วย

ขณะที่มลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ร่วมกับการเผาชีวมวล ซึ่งความแตกต่างกันของแหล่งที่มาเหล่านี้ เน้นย้ำให้เห็นความจำเป็นในการเข้าใจถึงความแตกต่างของการเกิดมลพิษในระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดการวางกลยุทธ์ในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบที่เหมาะสมทั้งนี้ การทำความเข้าใจในแหล่งที่มาของมลพิษทางอากาศต้องมีความระมัดระวังในการแยกแยะละอองลอยจากแหล่งกำเนิดโดยตรง และละอองลอยทุติยภูมิ ซึ่งเบื้องต้นในช่วง ASIA-AQ Campaign พบว่า PM2.5ส่วนใหญ่เป็นละอองลอยที่ผ่านปฏิกิริยาเคมีในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์และควันเก่าจากการเผาชีวมวล เน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจและให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากการเผาไหม้

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการGISTDA กล่าวว่า ตลอดระยะเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา GISTDA ได้ร่วมมือกับทีมนักวิทยาศาสตร์ไทยที่มาจากหลายหน่วยงาน และได้ทำงานกับ NASA อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในประเทศไทย โดยผลการวิจัยเหล่านี้จะอยู่ในรายงานที่ GISTDA-NASA จัดทำร่วมกัน และมีกำหนดจะเผยแพร่ต่อสาธารณชนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และในระหว่างนี้การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ยังต้องดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สาธารณะเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับพลวัตของมลพิษทางอากาศในประเทศไทยที่มาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และผลการวิจัยที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’ ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’  ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’ ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชน(พช.) เตรียมจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” ภายใต้ แนวคิด “OTOP ช้อปสนุก สุขทุกภาค” ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.อุดรธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.บุรีรัมย์ จ.เชียงใหม่ และ จ.พระนครศรีอยุธยา พบกับสุดยอดสินค้าภูมิปัญญาที่มีคุณภาพ และสินค้าที่บ่งบอกอัตลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ OTOP ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย คาดสร้างรายได้รวม 100 ล้านบาท

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า งาน “OTOP ภูมิภาค 2568” จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3-5 ดาวจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ คัดสรรผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาที่มีคุณภาพ มาร่วมแสดงและจำหน่ายให้แก่ประชาชนทุกภูมิภาคได้ชมและเลือกซื้อในราคาพิเศษ จำนวนกว่า 300 ร้านค้า แบ่งเป็น 5 ประเภทผลิตภัณฑ์ได้แก่ อาหาร/เครื่องดื่ม/ผ้า เครื่องแต่งกาย/ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก/สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และ OTOP ชวนชิม ที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัด ยกทัพรวมพลกันมาจัดแสดงและจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นจุดจัดงาน ภายในเต็นท์โดมขนาดใหญ่ติดแอร์ตลอดงาน

โดยในงานจะตกแต่งด้วยสีสันที่สดใส สนุกสนาน สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีความสุขและสนุกกับการช้อป และเพลิดเพลินกับการชมกิจกรรมโชว์การสาธิตต่างๆ อาทิ การสาธิตการย้อมเย็นด้วยสีธรรมชาติ จากดอกอัญชัน โดยกลุ่มดีเทล ชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมหนองไผ่ล้อม จ.นครราชสีมา และโชว์การสาธิตการปักผ้าลายวิธีถิ่นล้านนา โดยกลุ่มแสงแก้วล้านนา จ.ลำพูน เพื่อเป็นการเชื่อมโยงภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่นซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศในการช้อป และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

นายสยาม กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” กำหนดจัดงานรวม 5 ครั้ง ครั้งละ 7 วัน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 6-12 กุมภาพันธ์ ณ สนามทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี,ครั้งที่ 2 วันที่ 15 – 21 กุมภาพันธ์ ณ ลานจอดรถ หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช,ครั้งที่ 3 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคมณ สนามช้างอารีน่า จ.บุรีรัมย์, ครั้งที่ 4วันที่ 10-16 มีนาคม ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ82 พรรษา จ.เชียงใหม่ และครั้งที่ 5 วันที่ 1 – 7 พฤษภาคม ณ ลานข้างวัดพระราม จ.พระนครศรีอยุธยา โดยการจัดงานทั้ง5 ครั้ง ตั้งเป้ายอดจำหน่ายภายในงานรวม 100 ล้านบาท

ภายในงาน นอกจากจะพบกับผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้ง 5 ประเภท และ OTOP ชวนชิมที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัดแล้ว ยังมีการสาธิตและจัดแสดงกระบวนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น เพื่อเพิ่มเสน่ห์ ดึงดูดความสนใจ ให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงจากเยาวชนในจังหวัด รวมถึงการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินนักร้อง และกิจกรรมส่งเสริมการขายเช่น สินค้าดีนาทีทอง สินค้าโปรโมชั่นที่สำคัญผู้ที่มาร่วมช้อป ชม ชิม กับกิจกรรมภายในงาน สามารถลุ้นรับโชคกับรางวัล GIFT VOUCHER ในทุกวัน และรางวัลใหญ่ในวันสุดท้ายของการจัดงาน รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท อีกด้วย

“โอกาสนี้ อยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ด้วยการอุดหนุนสินค้าในงาน OTOP ภูมิภาค ที่จะจัดขึ้นทั้ง 5 จังหวัดในเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวทิ้งท้าย

‘ดร.วรวรงค์’ผอ.MWIT สร้างประวัติศาสตร์คนไทยคนแรกนั่งปธ.เครือข่ายรร.วิทยาศาสตร์ชั้นนำโลก

‘ดร.วรวรงค์’ผอ.MWIT สร้างประวัติศาสตร์คนไทยคนแรกนั่งปธ.เครือข่ายรร.วิทยาศาสตร์ชั้นนำโลก

‘ดร.วรวรงค์’ผอ.MWIT สร้างประวัติศาสตร์คนไทยคนแรกนั่งปธ.เครือข่ายรร.วิทยาศาสตร์ชั้นนำโลก

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.43 น.

‘ดร.วรวรงค์’ผอ.MWIT สร้างประวัติศาสตร์คนไทยคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นประธานเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก

3 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์นานาชาติ International Students Science Fair (ISSF 2025) เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 26-31 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำจาก 17 ประเทศทั่วโลก รวม 26 โรงเรียนเข้าร่วม ซึ่งล้วนเป็นสถาบันการศึกษาที่มีมาตรฐานสูงจากประเทศชั้นนำ อาทิ สิงคโปร์ อังกฤษ เกาหลี และออสเตรเลีย

“ที่ประชุมเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลกได้มีมติเลือก ดร.วรวรงค์ ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายฯ คนใหม่ แทนผู้ดำรงตำแหน่งเดิมที่เกษียณอายุ หลังจากทำหน้าที่มานานถึง 11 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งเครือข่ายในปี 2014 นับเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้” ผู้อำนวยการ MWIT กล่าว

ดร.วรวรงค์ ระบุว่า จากนี้ไป ตนจะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เพื่อส่งเสริมชื่อเสียงของประเทศไทยและวงการวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ พร้อมนำองค์ความรู้จากการแลกเปลี่ยนภายในงาน ISSF มาพัฒนา “หลักสูตรแห่งอนาคต” ที่ได้มาตรฐานสากล และนำไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รวมถึงขยายผลไปยังโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของไทย เช่น โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาที่เน้นหลักสูตรวิทยาศาสตร์เชิงลึกทั่วประเทศ ///-005

‘ครูอุ้ม’ เปิดศึกชิงแชมป์ OBEC ESPORTS TOURNAMENT 2024 ‘กีฬาอีสปอร์ต’

'ครูอุ้ม' เปิดศึกชิงแชมป์ OBEC ESPORTS TOURNAMENT 2024 'กีฬาอีสปอร์ต'

‘ครูอุ้ม’ เปิดศึกชิงแชมป์ OBEC ESPORTS TOURNAMENT 2024 ‘กีฬาอีสปอร์ต’

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.37 น.

“ครูอุ้ม” เปิดศึกชิงแชมป์ OBEC ESPORTS TOURNAMENT 2024 รอบตัดสิน ชูกีฬาอีสปอร์ตสร้างรายได้ ต่อยอดอาชีพได้หลากหลาย

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน OBEC ESPORTS TOURNAMENT 2024 รอบชิงชนะเลิศ  โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ  กพฐ.),  รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย  ผู้บริหารของ สพฐ. ผู้บริหาร คณะกรรมการ ครูที่ปรึกษา และนักกีฬา เข้าร่วม ณ ไอส์แลนด์ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพมหานคร

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า  ในปัจจุบัน “อีสปอร์ต” เป็นสิ่งที่เด็กและเยาวชนของเราให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น อีสปอร์ตจึงไม่เพียงแต่เป็นกีฬารูปแบบหนึ่ง แต่เป็นโอกาสให้กับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และการต่อยอดสู่อาชีพที่หลากหลาย ตอบสนองต่อความต้องการในปัจจุบัน อีสปอร์ตสามารถเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ต่อยอดไปสู่นวัตกรรมทางการศึกษาได้เช่นกัน โดยการจัดการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดโอกาสให้กับนักเรียนได้สัมผัสกับประสบการณ์จริง ผ่านการฝึกฝนและการลงมือปฏิบัติ ช่วยสร้างคุณค่าที่สำคัญ เช่น การมีวินัย การคิดวิเคราะห์ และการแสดงน้ำใจนักกีฬา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยพัฒนานักเรียนให้เป็นทรัพยากรบุคคล ที่มีคุณภาพและสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติต่อไป

“ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาทั้ง 20 ทีม ที่ได้ผ่านเข้ารอบ จากการแข่งขันรอบคัดเลือกตัวแทนภูมิภาค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ การที่ทุกท่านสามารถก้าวมาถึงรอบชิงชนะเลิศในวันนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความสามารถและความพยายามของนักกีฬาทุกคน และขอเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทุกคน ขอให้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และรักษาความมีน้ำใจนักกีฬา พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ได้รับจากการแข่งขันครั้งนี้ไปพัฒนาตนเองให้เติบโตต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา (มร.สส.)  และสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้แสดงศักยภาพและพัฒนาทักษะในกีฬาอีสปอร์ต ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นผลงานสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและโรงเรียน นักเรียนที่รักในกีฬาอีสปอร์ตสามารถค้นพบตัวเองและมุ่งพัฒนาตนเองให้ไปสู่การศึกษาต่อในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยมีโรงเรียนจากทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขันตั้งแต่รอบคัดเลือกในเดือนธันวาคม 2567 – มกราคม 2568 และขับเคี่ยวกันจนได้ทีมที่ดีที่สุดมาสู่รอบสุดท้าย โดยมี 20 ทีมอีสปอร์ตสุดแกร่งจาก 5 ภูมิภาค ที่ผ่านการคัดเลือกจาก 1,404 ทีม มาร่วมชิงชัยเพื่อคว้าตำแหน่งแชมป์แห่งปี 2024 โดยในวันพรุ่งนี้ (2 ก.พ.68) รู้ผล 

.-008 

คนแรก! นักบินพลเรือนหญิง บรรจุเข้าสังกัด’กรมแผนที่ทหาร’

คนแรก! นักบินพลเรือนหญิง บรรจุเข้าสังกัด'กรมแผนที่ทหาร'

คนแรก! นักบินพลเรือนหญิง บรรจุเข้าสังกัด’กรมแผนที่ทหาร’

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.56 น.

กองบัญชาการกองทัพไทย มุ่งสร้างนักบินคุณภาพ เสริมขีดความสามารถทางอากาศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ

กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมแผนที่ทหาร มุ่งมั่นเสริมสร้างศักยภาพด้านการบินของกองทัพ ด้วยการบรรจุบุคคลพลเรือนที่สำเร็จการศึกษาด้านการบินและผ่านการรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนฯ เข้ารับราชการในตำแหน่งนักบินสังกัด กองบินภาพถ่ายทางอากาศ กรมแผนที่ทหาร จำนวน 2 นาย

สำหรับนักบินใหม่ที่ได้รับการบรรจุในครั้งนี้ ได้แก่

1.ร้อยตรี ยศนันท์ เอมะสุวรรณ อายุ 26 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสำเร็จการศึกษาด้านการบินจาก Asia Aviation Academy (AAA/AAT) จังหวัดชุมพร

2.นางสาว นันทิชา สุภาชัย อายุ 29 ปี (นักบินหญิงคนแรกของ บก.ทท.) จบการศึกษาปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และสำเร็จการศึกษาด้านการบินจากบางกอกแอร์ เอวิเอชั่น เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จังหวัดสุโขทัย

โดยนักบินทั้งสองนายมีคุณวุฒิทางด้านการบินระดับสูง พร้อมใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ (CPL) และหลักสูตรเฉพาะทางที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติภารกิจในกองทัพ เพื่อเสริมทักษะยุทธวิธี สู่ภารกิจเพื่อชาติ

ซึ่งนักบินทั้งสองนายจะเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกบินทางยุทธวิธีเครื่องบินปีกติดลำตัว โดยใช้ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2567 – 28 กุมภาพันธ์ 2568 มีเนื้อหาการฝึกฯ ครอบคลุมทั้งภาควิชาการ ภาคอากาศ และการฝึกการดำรงชีพในป่า เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้านการบินอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย มุ่งมั่นในการพัฒนากำลังพลคุณภาพ ด้วยการบรรจุนักบินพลเรือนเข้ารับราชการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางในการพัฒนาบุคลากรทางการบินของกองทัพไทย โดยมุ่งมั่นคัดสรรและพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางอากาศ สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง พร้อมดำรงความช่วยเหลือแก่ประชาชน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติต่อไป
 

เปิดตัว ‘Event Think Tank’ แพลตฟอร์ม Community ออนไลน์แห่งใหม่

เปิดตัว 'Event Think Tank' แพลตฟอร์ม Community ออนไลน์แห่งใหม่

เปิดตัว ‘Event Think Tank’ แพลตฟอร์ม Community ออนไลน์แห่งใหม่

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 08.00 น.

เปิดตัว “Event Think Tank” แพลตฟอร์ม Community ออนไลน์แห่งใหม่ ผลักดันไทยสู่การเป็น Festival Country พร้อมสร้าง Soft Power 

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้เปิดตัว “Event Think Tank” แพลตฟอร์ม Community ออนไลน์ใหม่ล่าสุด ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรและสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) สำหรับอุตสาหกรรมเทศกาลไทย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Festival Country ระดับโลก และสร้างเศรษฐกิจเทศกาล (Festival Economy) ที่แข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2570 อุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ในภาพรวม จะสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วนได้ประมาณ 10 ล้านล้านบาท ด้วยผู้ที่ผ่านการ Upskill ด้านซอฟต์พาวเวอร์กว่า 20 ล้านคน

“Event Think Tank” เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขยายผลนโยบาย OFOS (One Family One Soft Power)  ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนให้เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมุ่งเสริมสร้างความสามารถของบุคลากรในทุกครัวเรือน ไปสู่การปฏิบัติจริง  ผ่านการ Upskill และ Reskill บุคลากรในอุตสาหกรรมเทศกาลและไมซ์ เพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ที่ทันสมัย รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในระดับสากล และวางรากฐานของระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สมบูรณ์ โดยมีการจัดทำฐานข้อมูลผู้จัดงานเทศกาล ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และเครือข่ายมืออาชีพอิสระ (Freelancer) พร้อมทั้งสร้าง Online Community สำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานเทศกาลไทยให้สามารถแข่งขันในระดับโลก ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเทศกาลไทยให้เป็น Soft Power ที่ทรงพลังในระดับโลก สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศไทยในสายตาของประชาคมโลก 

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานเทศกาลไทย ถือเป็น Soft Power ที่ทรงพลัง เป็นเครื่องมือสำคัญที่ไม่เพียงแค่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเผยแพร่วัฒนธรรม วิถึชีวิต และศิลปะของไทยสู่สายตาชาวโลก นอกจากนี้ เศรษฐกิจเทศกาล หรือ Festival Economy คือ กลไกช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้าง National Branding ที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทย โดยโครงการ Event Think Tank นี้จะช่วยผลักดัน Soft Power ไทยในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านงานเทศกาล ผ่านการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP)  จากงานเทศกาลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น เทศกาลสงกรานต์ และงานดอกไม้เชียงใหม่ ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และเพิ่มความได้เปรียบของไทยในตลาดโลกได้”

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหรรมด้านเฟสติวัล ซอฟต์พาวเวอร์ด้านเทศกาล กล่าวเสริมว่า คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล    ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand as  The World’s BEST Festival Country” สร้างต้นแบบการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ  สมาคมต่างๆ และภาคเอกชนเพื่อสร้าง ECOSYSTEM ในการผลักดันงานเทศกาลของไทยสู่เวทีโลก  สร้างหลักสูตรยกระดับความเป็นมืออาชีพให้บุคคลากรในอุตสาหกรรมผู้จัดงานเทศกาล ให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งในใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ  

“Soft Power ด้านงานเทศกาลมีศักยภาพมหาศาลในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคม   ครอบคลุมตั้งแต่การดึงดูดนักท่องเที่ยว  การสร้างโอกาสการจ้างงานไปจนถึงการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน 77 จังหวัดทั่วประเทศ Event Think Tank จะเป็นศูนย์กลางในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเทศกาล โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การพัฒนาฐานข้อมูลผู้จัดงาน  สร้างเครือข่ายมืออาชีพอิสระ (Freelancer) ไปจนถึงการเปิดพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ Online Community นอกจากนี้ยังเน้นการผสมผสานความคิดสร้างสรรค์และโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนเทศกาลไทยให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมให้เทศกาลไทยมีความโดดเด่นมากขึ้น ชนะใจคนทั่วโลก ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ อาทิ การดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติให้ซื้อลิขสิทธิ์เทศกาลไทยไปจัดที่ประเทศของตน โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุน และร่วมมือกับทีเส็บอย่างเต็มที่ เพื่อให้เทศกาลไทยเป็นที่กล่าวขวัญถึงทั่วโลก”

คุณจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินโครงการ Upskill บุคลากรเพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์เทศกาลที่เชิดชู Soft Power ไทยในสาขาเฟสติวัล เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของงานเทศกาลในฐานะตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่า “ประเทศไทยเริ่มต้นเดินหน้าสู่การเป็น Festival Destination มาตั้งแต่ปี 2562 โดยทีเส็บได้ริเริ่มแนวคิด Festival Economy เพื่อสร้างเศรษฐกิจเมืองด้วยงานเทศกาลและอีเวนต์ของไทย เราเชื่อว่าบุคลากรคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน Soft Power การพัฒนางานเทศกาลให้ได้มาตรฐานระดับโลก การ Upskill และ Reskill   ผ่าน Event Think Tank จะช่วยเสริมทักษะและความรู้ที่ทันสมัยให้กับผู้จัดงานและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม กิจกรรมของโครงการครอบคลุมการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่เจาะลึกการออกแบบงานเทศกาล การสัมมนา (Seminar) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างมืออาชีพ และกิจกรรม Networking เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการและเครือข่ายในอุตสาหกรรมเทศกาลทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ทีเส็บตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลและอีเวนต์ รวมถึงเครือข่ายมืออาชีพอิสระ (Freelancer) รวมกว่า 450 ราย ทีเส็บพร้อมเป็นพันธมิตรหลักในการผลักดัน Creative Economy ของประเทศไทย และเรามั่นใจว่า “Event Think Tank” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” 

ติดตามข่าวสาร และ กิจกรรม ของ Event Think Tank ได้ที่:  https://www.facebook.com/EventThinkTankhttps://www.facebook.com/EventThinkTank
 

5ปีที่รอคอยบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ นัดประวัติศาสตร์

5ปีที่รอคอยบอลประเพณี  ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ  นัดประวัติศาสตร์

5ปีที่รอคอยบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ นัดประวัติศาสตร์

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

5ปีที่รอคอยบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ นัดประวัติศาสตร์ ฟาดแข้งเสาร์15ก.พ.

5 ปีที่รอคอย! ความยิ่งใหญ่ที่หวนคืนกลับ ฟุตบอลประเพณี นัดประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์-จุฬาลงกรณ์” กลับมาร่วมสร้างความทรงจำครั้งใหม่ สมาคมธรรมศาสตร์ฯรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ ณ สนามศุภชลาศัย “สมชาย พูลสวัสดิ์” ผจก.ธรรมศาสตร์ ประกาศทวงแชมป์คืน จุฬาฯลั่นของคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกัน

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 งานแถลงข่าวการจัดแข่งขันฟุตบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 75 ที่ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ งานนี้ถือเป็นการกลับมาอีกครั้งของฟุตบอลประเพณีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน หลังจากไม่ได้จัดมากว่า 5 ปี เนื่องจากสถานการณ์โควิด19

ปีนี้ทางสมาคมธรรมศาสตร์ฯ จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ สลับกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เป็นเจ้าภาพในครั้งที่ผ่านมา โดยจะแข่งวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ณ สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ

การกลับมาในครั้งนี้ จึงถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Dawn of Memory” ซึ่งเป็นแนวคิดหลัก ของการจัดงานในครั้งนี้

โดยทั้งสองมหาวิทยาลัย ได้หยิบยกแนวคิดนี้มาตีความในมุมมองที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ ฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตีความออกมาได้ว่า “ความทรงจำในวันใหม่” และ ฝั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในแนวคิด “The Time of Tapestry อดีต อนาคต ของปัจจุบัน”

สำหรับทีมฟุตบอลธรรมศาสตร์จะนำทัพโดย นาย สมชาย พูลสวัสดิ์ ทำหน้าที่ผู้จัดการทีม โดยมี “โค้ชวัง”ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ขณะที่ทางฝั่งจุฬาฯ นำโดย “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย และ สมปอง สอเหลบ 2 อดีตกองหน้าที่ชาติไทย และมี “เสี่ยเซฟ”สุทธิพันธ์ วรรณวินเวศร์ รับหน้าที่ผู้จัดการทีม ส่วนผู้ฝึกสอนได้แก่ ทรงยศ กลิ่นศรีสุข

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลธรรมศาสตร์ เผยว่าสถิติที่ผ่านมาธรรมศาสตร์ คว้าแชมป์ฟุตบอลประเพณีได้มากกว่าถึง 24 ครั้ง และครั้งนี้จะทวงตำแหน่งแชมป์กลับคืนมาหลังพลาดให้จุฬาฯในครั้งที่แล้ว

ด้าน นายสุทธิพันธ์ วรรณวินเวศน์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลฝั่งจุฬาฯก็มั่นใจว่า ด้วยนักฟุตบอลที่มีจะสามารถรักษาตำแหน่งแชมป์ได้อีก ที่ผ่านมาจุฬาลงกรณ์วิทยาลัย เป็นแชมป์มาแล้ว 2 สมัยติด และหวังว่าจะสามารถทำแฮททริกแชมป์ 3 ครั้งติดได้

สำหรับสถิติที่ผ่านมา ธรรมศาสตร์ ชนะ 24 ครั้ง จุฬาฯ ชนะ 18 ครั้ง เสมอ 32 ครั้ง

ส่วนไฮไลต์สำคัญของงานยังคงเป็นกิจกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนเฝ้ารอ ไม่ว่าจะเป็นการแปรอักษร ซึ่งบอกเล่าถึงเรื่องราวของสังคมผ่านพลังมวลชนบนสแตนด์เชียร์ของทั้งสองฝั่ง ขบวนพาเหรดอันยิ่งใหญ่ ประกอบด้วย ขบวนพระเกี้ยวแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขบวนธรรมจักรแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขบวนเฉลิมพระเกียรติ ขบวนล้อการเมือง และขบวนสะท้อนสังคม

พร้อมด้วยกิจกรรมที่จะมาสร้างสีสันตลอดทั้งงานอย่าง ดรัมเมเยอร์ ผู้อัญเชิญพานนำขบวนธรรมจักร ผู้แทนถือป้ายนามมหาวิทยาลัย จุฬาฯ คทากร เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีหน้าที่นำเสียงเชียร์จากผู้ชมบนสแตนด์ทั้งสองฝั่งส่งไปถึงนักกีฬา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความทรงจำครั้งใหม่ไปพร้อมกัน ในงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 75 ขอเชิญชวนทุกท่ามมาร่วมส่งเสียงเชียร์ และกำลังใจให้แก่ทีมธรรมศาสตร์และจุฬาฯ ในการแข่งขันนัดล้างตาแห่งประวัติศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ณ สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ ประตู 5 (ฝั่งธรรมศาสตร์) และประตู 18 (ฝั่งจุฬาฯ)

‘นายกฯ’ร่วมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

'นายกฯ'ร่วมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติ'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

‘นายกฯ’ร่วมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.37 น.

“นายกฯ”ร่วมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชจักรีวงศ์ พุทธศักราช 2568

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 31 มกราคม 2568 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ คู่สมรส เป็นประธานในกิจกรรมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชจักรีวงศ์ พุทธศักราช 2568 โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ประธานองค์กรอิสระ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมด้วย

เมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคู่สมรส เดินทางมาถึงอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ นายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมกิจกรรม ถวายความเคารพ และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ต่อมานายกรัฐมนตรีถวายความเคารพ ถวายธูปเทียนแพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกล่าวถวายพระพรชัยมงคล เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

จากนั้น นายกรัฐมนตรี และผู้เข้าร่วมกิจกรรม เดินทางไปยังพื้นที่ที่กำหนด เพื่อปลูกต้นไม้ ซึ่งต้นไม้ที่ใช้ปลูกในกิจกรรมเป็นต้นไม้มงคลหายาก และควรค่าแก่การอนุรักษ์ อาทิ กัลปพฤกษ์ แคฝรั่ง ชัยพฤกษ์ ตะเคียนทอง พุดชมพู บัวสวรรค์ และมะค่าโมง เป็นต้น โดยนายกรัฐมนตรีและคู่สมรสปลูกต้นขนุนไพศาลทักษิณ และเดินทางกลับ

กิจกรรมปลูกต้นไม้ครั้งนี้ เป็นหนึ่งใน 7 กิจกรรม เฉลิมพระเกียรติฯ ในนามรัฐบาล ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 26,469 วัน ในวันที่ 14 มกราคม 2568 ถือเป็นวันสมมงคล (สะ-มะ-มง-คน) เท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ตลอดจนเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยบรรเทามลพิษ เพื่อประโยชน์สุขและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน

– 006