‘สสส.’ผนึก 17 หน่วยงานชวนทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนต้นไม้ งดจุดธูป-เทียนลดฝุ่น PM2.5

'สสส.'ผนึก 17 หน่วยงานชวนทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนต้นไม้ งดจุดธูป-เทียนลดฝุ่น PM2.5

‘สสส.’ผนึก 17 หน่วยงานชวนทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนต้นไม้ งดจุดธูป-เทียนลดฝุ่น PM2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.59 น.

สสส.สานพลัง มูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ ผนึกกำลัง 17 หน่วยงาน ชวนทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนต้นไม้ ลดฝุ่น PM2.5 งดจุดธูป-เทียน ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาตลอดปี 68 หลังพบ คนไทย 38 ล้านคน อยู่ในพื้นที่ PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน กระทบปัญหาสุขภาพ อายุเฉลี่ยคนไทยลดลง 1.78 ปี ชี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิต อันดับ 5 ของโลก ดันแก้ปัญหาฝุ่นเป็นวาระแห่งชาติ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 ม.ค. 2568 ที่ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ และภาคีเครือข่าย 17 หน่วยงาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ ลดฝุ่น ส่งเสริมการทำบุญวิถีใหม่ที่บูรณาการการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดฝุ่น PM2.5 และสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับสังคม ตามแนวทางพระพุทธศาสนาและการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มลพิษอากาศ เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อ NCDs และเป็นปัจจัยเสี่ยงก่อโรคมะเร็ง ทั้งยังทำให้อายุเฉลี่ยของคนไทยลดลง 1.78 ปี โดยสถานการณ์มลพิษอากาศของประเทศไทยเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง และภาคเหนือ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ 38 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก รวม 15 ล้านคน

“โครงการทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ ลดฝุ่น เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 โดยการรณรงค์ให้งดจุดธูปเทียนที่สร้างมลพิษในทุกวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาตลอดปี 2568 โดยเฉพาะ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา ที่มีการเวียนเทียน และนำต้นกล้าไปปลูกในชุมชน วัด และพื้นที่สาธารณะ เพราะแค่ 1 ใน 4 ของวัดทั่วประเทศ ที่จัดกิจกรรมเวียนเทียนด้วยต้นไม้ ปีละ3 วัน ก็จะทำให้มีการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 3 ล้านต้น ดังนั้น การสร้างพื้นที่สีเขียวสร้างป่า จึงมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้ สอดคล้องกับการแก้ไขและลดมลพิษในอากาศที่ สสส. ดำเนินงานอยู่ เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้กับประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ดี ต่อสุขภาพกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม ของประชาชนทั่วประเทศ” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

นายธวัชชัย โตสิตระกูล ผู้อำนวยการมูลนิธิปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ กล่าวว่า พระพุทธศาสนามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำบุญ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของคนไทย หากวัดและพระสงฆ์สามารถมีบทบาทในการส่งเสริมค่านิยมใหม่ ให้มีการทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเวียนเทียนด้วยต้นไม้ คือ การได้นำกล้าไม้ที่ใช้ในการเวียนเทียนไปปลูกต่อ ซึ่งผู้เวียนเทียนสามารถนำต้นไม้มาจากบ้าน หรือมารับในงานได้ เมื่อเวียนเทียนเสร็จก็สามารถนำกลับไปปลูกที่บ้านเพื่อเป็นสิริมงคล หรือมอบกล้าไม้ให้วัดหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมได้เช่นกัน เพื่อสร้างความร่มรื่น สร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับสังคม ตามแนวทางพระพุทธศาสนาและการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ฝุ่นควัน หรือมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รัฐบาลไทยเล็งเห็นถึงความรุนแรงของปัญหานี้ และได้ยกระดับขึ้นเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและครบทุกมิติ โครงการทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ ลดฝุ่น เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมทางสังคมที่เชื่อมโยงศรัทธาในพระพุทธศาสนาเข้ากับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการปลูกต้นไม้แทนที่การใช้ธูปเทียนในพิธีกรรมทางศาสนา เนื่องจากต้นไม้มีคุณสมบัติในการช่วยเก็บกักฝุ่น ใบและลำต้น ถือเป็นเครื่องฟอกอากาศธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังดีต่อสุขภาพพระสงฆ์และประชาชนที่ร่วมกิจกรรมอีกด้วย

เปิด 20 ตัวชี้วัดดัชนี‘ครูไทย’ปี67 คะแนนกระเตื้อง กาง‘จุดเด่น-ด้อย’

เปิด 20 ตัวชี้วัดดัชนี‘ครูไทย’ปี67 คะแนนกระเตื้อง กาง‘จุดเด่น-ด้อย’

เปิด 20 ตัวชี้วัดดัชนี‘ครูไทย’ปี67 คะแนนกระเตื้อง กาง‘จุดเด่น-ด้อย’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

เปิด 20 ตัวชี้วัดดัชนี‘ครูไทย’ปี67 คะแนนกระเตื้อง กาง‘จุดเด่น-ด้อย’

16 มกราคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 3,089 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-26 ธันวาคม 2567 ตัวชี้วัด 20 ประเด็นบ่งบอกถึง “ความเชื่อมั่นต่อครูไทย” ทั้งในด้านส่วนตัว การพัฒนาตนเองและการพัฒนาวิชาชีพในรอบปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 สรุปเรียงลำดับจากความเชื่อมั่นสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

1. ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น “ดัชนีครูไทย” ปี 2567  เต็ม 10 ได้ 7.94 คะแนน (ปี 63 7.35 คะแนน , ปี 64 7.75 คะแนน , ปี 65 7.52 คะแนน , ปี 66 7.90 คะแนน)

2. ประชาชนให้คะแนน 20 ตัวชี้วัด “ดัชนีครูไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

อันดับ 1 บุคลิกภาพดี แต่งกายเหมาะสมกับอาชีพ 8.22 คะแนน

อันดับ 2 มีความเมตตา มีจิตใจโอบอ้อมอารี 8.18 คะแนน

อันดับ 3 มีเป้าหมาย ประเมินและปรับปรุงพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง 8.14 คะแนน

อันดับ 4 ทันสมัย ทันเหตุการณ์ รู้ข้อมูลใหม่ ๆ 8.11 คะแนน

อันดับ 5 รักในวิชาชีพครู มีอุดมการณ์ความเป็นครู 8.10 คะแนน

อันดับ 6 ขยันขันแข็ง อดทน เสียสละ ซื่อสัตย์ สุจริต 8.09 คะแนน

อันดับ 7 มนุษยสัมพันธ์ดี เข้ากับผู้อื่นได้ 8.08 คะแนน

อันดับ 8 ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม 8.06 คะแนน

อันดับ 9 ดูแลตนเองทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ 8.04 คะแนน

อันดับ 10 ความรู้ความสามารถในการสอนและการถ่ายทอดความรู้ 8.01 คะแนน

อันดับ 11 ช่วยเหลือนักเรียน เพื่อนร่วมงาน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 8.00 คะแนน

อันดับ 12 มีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าเปลี่ยนแปลง 7.94 คะแนน

อันดับ 13 สามารถทำงานเป็นทีมได้ 7.87 คะแนน

อันดับ 14 ปรับตัวได้เร็ว แก้ปัญหาได้ดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 7.82 คะแนน

อันดับ 15 อบรม พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 7.80 คะแนน

อันดับ 16 การประพฤติปฏิบัติตนถูกต้องตามหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครู 7.75 คะแนน

อันดับ 16 มีความน่าเชื่อถือ เป็นแบบอย่างที่ดี 7.75 คะแนน

อันดับ 18 มีทัศนคติที่ดี เข้าใจและคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน 7.68 คะแนน

อันดับ 19 ควบคุมอารมณ์ได้ดี แสดงออกอย่างเหมาะสม 7.60 คะแนน

อันดับ 20 ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน 7.54 คะแนน

3. “จุดเด่น-จุดด้อย” ของ “ครูไทย” วันนี้ คือ

#“จุดเด่น”

1. ขยัน อดทน ทุ่มเท เสียสละ 60.70%

2. เข้าใจผู้เรียน เข้าใจการเปลี่ยนแปลง 52.13%

3. ใช้เทคโนโลยีในการสอน 51.31%

#“จุดด้อย”

1. ขาดงบประมาณสนับสุนน 55.33%

2. ภาระงานมาก ไม่มีเวลา 53.42%

3. มีปัญหาหนี้สิน 50.15%

4. ประชาชนคิดว่า “เรียนดี มีความสุข” มีความสำคัญต่อคุณครูและนักเรียนอย่างไร

1. นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย 63.32%

2. ช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น 58.60%

3. ทำให้บรรยากาศการเรียนเต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน 56.65%

5. ตลอดปี 2567 สิ่งที่ประชาชนภูมิใจในตัวครู คือเรื่องใด

1. เข้าใจผู้เรียน รับฟังความเห็น ให้คำปรึกษา 51.57%

2. พัฒนาการสอนให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีมาใช้ 48.53%

3. ทุ่มเทในการสอนและถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน 45.40%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากคะแนนดัชนีความเชื่อมั่นต่อครูไทย 5 ปี พบว่า คะแนน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้คะแนนในปี 2565 ลดลง เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ครูต้องปรับตัวสู่การสอนออนไลน์ ซึ่งมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การฟื้นตัวในปี 2566 และ 2567 ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามของครูในการพัฒนาตนเอง โดยในปี 2567 คะแนนอยู่ที่ 7.94 คะแนน สูงที่สุดในรอบ 5 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและความเชื่อมั่นในบทบาทของครูจากประชาชน แม้จะเผชิญกับข้อจำกัด เช่น ขาดงบประมาณ และภาระงานที่หนักเกินไป แต่ครูไทยก็ยังมีศักยภาพและปรับตัวได้ดี ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งส่งเสริมการพัฒนาครูในทุกมิติ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

ด้าน ผศ.ดร.วีณัฐ สกุลหอม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีครูไทย  ปี 2567 แสดงให้เห็นว่า แม้คะแนนความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.94 คะแนน แต่ยังมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่ได้คะแนนระดับกลางค่อนต่ำ ที่น่าห่วงคือปัญหาหนี้สินของครูที่สะท้อนผ่านคะแนนต่ำสุดต่อเนื่อง 5 ปี (7.54 คะแนน) รวมถึงการควบคุมอารมณ์ (7.60 คะแนน) และทัศนคติต่อความแตกต่างของผู้เรียน (7.68 คะแนน) สถาบันผลิตครูควรต้องปรับกระบวนการผลิตและพัฒนาครูให้มีความเข้มแข็งทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และการจัดการทางการเงิน พร้อมกับผลักดันให้มีการปรับระบบการศึกษาที่ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและสนับสนุนทรัพยากรให้เพียงพอ เพื่อให้ครูสามารถขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” และสร้างผู้เรียนที่ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศธ.ร่วมขับเคลื่อนทุน ODOS-นโยบาย ‘Thailand Zero Dropout’

ศธ.ร่วมขับเคลื่อนทุน ODOS-นโยบาย ‘Thailand Zero Dropout’

ศธ.ร่วมขับเคลื่อนทุน ODOS-นโยบาย ‘Thailand Zero Dropout’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวให้โอวาทแก่เด็กและเยาวชนในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่ารัฐบาลมุ่งมั่นในการสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ ในขั้นแรกจะรื้อฟื้นและออกแบบการให้ทุน ODOS ในรูปแบบใหม่ มุ่งกระจายโอกาสให้นักเรียนที่มีฐานะยากจนและมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับ ม.ปลาย, ปวช., ปวส. และมหาวิทยาลัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ต่ำกว่า 1,000 ทุนต่อรุ่นทั่วประเทศ พร้อมผลักดันนโยบาย “Thailand Zero Dropout” ที่มุ่งให้เด็กทุกคนได้เรียน

โดยในปี 2568 นี้ รัฐบาลขยายผลการค้นหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ให้สมกับประเทศไทยเป็นปีแห่งโอกาสของทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมอย่างแท้จริงนั้น พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ในส่วนของศธ.ก็จะรวบรวมข้อมูลและคัดเด็กที่จะได้รับทุน ODOS ตามเกณฑ์ที่นายกรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งขณะนี้ศธ.ได้เตรียมข้อมูลเก่าและโครงสร้างความเป็นมาไว้ทั้งหมดแล้ว และได้ให้ไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อด้วย เพื่อจะได้ปรับเรทเท่าไหร่อย่างไร ขณะนี้ก็รอข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีว่าจะให้เริ่มดำเนินการเมื่อไหร่อย่างไรต่อไป รวมถึงจะนำข้อเสนอต่างๆ ของสภานักเรียนที่เสนอในงานวันเด็กแห่งชาติไปขับเคลื่อนด้วย

ด้าน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ปลัดทุกกระทรวงร่วมเป็นกรรมการในการขับเคลื่อนการให้ทุน ODOS และนโยบาย “Thailand Zero Dropout” ซึ่งขณะนี้เรื่องการให้ทุน ODOS คณะกรรมการที่นายกฯตั้งขึ้นใหม่ยังไม่ได้มีการประชุม ซึ่งการดำเนินการก็จะมีการบูรณาการในเรื่องยุทธศาสตร์ให้ไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนเรื่อง “Thailand Zero Dropout” ศธ.ค้นหาเด็กทั้ง 77 จังหวัดอยู่แล้ว ซึ่งตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจของครอบครัว เด็กจึงออกจากระบบการศึกษา และตัวเด็กมีความบกพร่องทางร่างกายจึงไม่ได้เข้าเรียน

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร.นำคณะผู้บริหารศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) เข้าศึกษาดูงานการจัดกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำมาพัฒนาและปรับใช้กับการดำเนินงานของศูนย์ฝึกฯ ทั้งการจัดการเรียนรู้ การบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ โดยเฉพาะการส่งเสริมการเรียนรู้ของคนในชุมชน ตลอดจนการเป็นต้นแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอาชีพที่มีคุณภาพในการขับเคลื่อนงานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป ณ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จ.ปทุมธานี

มจพ.จัดงานนัดพบแหล่งงานพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครั้งที่ 32

มจพ.จัดงานนัดพบแหล่งงานพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครั้งที่ 32

มจพ.จัดงานนัดพบแหล่งงานพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครั้งที่ 32

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมกับ บริษัท ซูเปอร์ เรซูเม่ จำกัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 9 จัดงาน “นัดพบแหล่งงานพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครั้งที่ 32”ในวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.00- 16.00 น. ณ ลานชั้น 1 อาคารอเนกประสงค์ มจพ. กรุงเทพฯ กิจกรรมประกอบด้วย การรับสมัครงานกว่า 120 บริษัท การขึ้นทะเบียนผู้หางานทำผ่านเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ” โดยกรมการจัดหางานhttps://thaimengaantam.doe.go.th/นิทรรศการศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ นิทรรศการศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษา มจพ. ตลาดนัดอาหารอร่อย ฯลฯ สำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไป

โดยสมัครงานทางออนไลน์ ในระบบ Super Hitech ระหว่างวันที่ 5-28 กุมภาพันธ์ 2568 นักศึกษาและผู้สมัครงาน ทำเรซูเม่ได้ที่ https://www.jobtopgun.com/super-resume สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานแนะแนวการศึกษาและอาชีพกองกิจการนักศึกษา โทร.02-5552000 ต่อ 1314, 1169, 1131 ติดตามข้อมูลข่าวงานได้ที่ Facebook แนะแนว ลิงก์ https://www.facebook.com/guidanceKMUTNB

มทร.ธัญบุรี จัดงาน ‘RMUTT Open House 2025’ เปิดประตูสู่การเรียนรู้และนวัตกรรม

มทร.ธัญบุรี จัดงาน ‘RMUTT Open House 2025’  เปิดประตูสู่การเรียนรู้และนวัตกรรม

มทร.ธัญบุรี จัดงาน ‘RMUTT Open House 2025’ เปิดประตูสู่การเรียนรู้และนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษาผู้ปกครอง และผู้สนใจทุกท่านร่วมงาน RMUTT Open House 2025-เปิดประตูสู่ มทร.ธัญบุรีในวันที่ 17-18 มกราคม 2568 เต็มพื้นที่มหาวิทยาลัย ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี งานนี้เป็นโอกาสพิเศษที่จะพาทุกคนเข้าสู่โลกของนวัตกรรมและการเรียนรู้ยุคใหม่ พร้อมกิจกรรมสนุกสนานและสร้างแรงบันดาลใจมากมาย

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาการในตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี เผยว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ตรงจาก 12 คณะของมหาวิทยาลัย ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การทดลองเทคโนโลยี การเข้าร่วมเวิร์กช็อปสร้างสรรค์ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์กับผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ของนักศึกษาและอาจารย์ ที่ได้ไปแข่งขันและได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ ภายในงานยังมีข้อมูลแนะแนวหลักสูตรที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นเส้นทางการเรียนรู้และอาชีพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อ และวางเป้าหมายอาชีพในอนาคต รวมถึงการร่วมสนุกแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการ

RMUTT Open House 2025 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงผลงานทางวิชาการ แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดี สนุกสนาน และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ มาร่วมค้นพบโอกาสและความสนุกที่รอคุณอยู่! งานนี้เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์มหาวิทยาลัย http://www.rmutt.ac.th หรือสอบถามโทร.02-5493610, 02-5493611 และ02-5493612

ศธ.ห่วงหมอกควันหน้าหนาว วางมาตรการตั้งรับ PM2.5 ปกป้องครู-นักเรียนให้ปลอดภัย

ศธ.ห่วงหมอกควันหน้าหนาว  วางมาตรการตั้งรับ PM2.5  ปกป้องครู-นักเรียนให้ปลอดภัย

ศธ.ห่วงหมอกควันหน้าหนาว วางมาตรการตั้งรับ PM2.5 ปกป้องครู-นักเรียนให้ปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยความห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถึงผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ไปจนถึงหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ เรื่องการรับมืออากาศหนาวเย็นจัดในประเทศไทยรอบสัปดาห์นี้ พร้อมเน้นย้ำดูแลสุขภาพจากภัยฝุ่นพิษ PM2.5 ที่แผ่คลุมหลายพื้นที่ หากโรงเรียนใดเข้าขั้นวิกฤตต้องการปิดการเรียนการสอนเพื่อความปลอดภัยของผู้เรียน ให้พิจารณาจัดสอนรูปแบบ On-site/On-hand/Online ตามความเหมาะสม

โฆษก ศธ. กล่าวว่า จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาที่พบว่าช่วงสัปดาห์นี้อากาศหนาวเย็นที่สุดในรอบปีและรอบหลายปีที่ผ่านมาโรงเรียนทุกพื้นที่ทั่วประเทศควรตั้งรับอากาศหนาวเป็นพิเศษโดยเฉพาะโซนพื้นที่สูงที่มีอุณหภูมิหนาวจัดหรือมีลมหนาวกำลังแรงที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะในกลุ่มเด็กและเยาวชนมีภูมิคุ้มกันและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ การดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โรงเรียนควรกำชับให้ผู้เรียนสวมเสื้อกันหนาว ถุงมือ ผ้าพันคอ และหมวก เพื่อช่วยให้ร่างกายรักษาความอบอุ่นได้ดีขึ้น

ในช่วงหน้าหนาวของทุกปีหลายพื้นที่ในประเทศไทยมักเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 จนถึงขั้นรุนแรง สาเหตุเกิดจาก “การล้อมเกาะของอากาศ” ทำให้ฝุ่นและมลพิษที่สะสมอยู่ในอากาศไม่สามารถกระจายออกไปได้และอยู่ในพื้นที่จุดนั้นเป็นเวลานานปริมาณฝุ่นในอากาศจึงสูงขึ้น เกิดผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนที่เปราะบางต่อการเจ็บป่วยและโรคทางเดินหายใจ ทำให้เด็กมีอาการแสบแน่นจมูก แสบตา ตาแดง มีไข้ ตัวร้อน หากทิ้งอาการเหล่านี้ไว้นานเด็กจะนอนกรน หลับไม่ลึก สมองขาดออกซิเจนทำให้ง่วง ความจำไม่ดี ส่งผลต่อการเรียน สมาธิสั้น มีพัฒนาการช้าหรือร้ายแรงสุดคือเสียหายถาวร

สิ่งสำคัญที่ต้องการเน้นย้ำคือหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่เด็กต้องเผชิญกับฝุ่นและควันพิษโดยตรง เช่น การเข้าแถวหน้าเสาธงตอนเช้า การออกกำลังกายในที่โล่งแจ้ง กิจกรรมวิชาลูกเสือ ครูควรให้เด็กอยู่ภายในอาคารให้มากที่สุด หรือหากมีความจำเป็นควรสวมหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่นละอองขนาด PM2.5 และหากค่าฝุ่นสูงจนถึงขั้นวิกฤตให้สถานศึกษาพิจารณา เปิด-ปิดการเรียนการสอนตามที่เห็นสมควร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ฝุ่นในพื้นที่เพราะมีความเข้มข้นของปริมาณค่าฝุ่นไม่เท่ากัน หากพื้นที่ใดอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายอาจเรียน On-site ปกติที่โรงเรียน นำส่งเอกสารแบบ On-hand ที่บ้านนักเรียน เรียน Online หรือเรียนแบบผสมผสานหลายรูปแบบแล้วแต่การวางมาตรการของสถานศึกษาเพื่อหลีกเลี่ยงการให้เด็กต้องอยู่กลางแจ้งในสภาพอากาศที่มีมลพิษสูง

ขณะเดียวกันขอชื่นชมโรงเรียนบางแห่งที่ได้เตรียมมาตรการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ซึ่งมีการวางแผนที่ดีด้านระบบกรองอากาศที่ได้มาตรฐาน มีห้องปิดมิดชิด เสริมความปลอดภัยให้ห้องเรียนด้วยการใช้พัดลมดูดอากาศฉีดละอองน้ำจับฝุ่น เปิดช่องระบายให้อากาศถ่ายเทเล็กๆ เพื่อให้ฝุ่นเข้าได้น้อยที่สุด รวมถึงมีการสื่อสารสร้างการรับรู้ให้ผู้เรียนตระหนักถึงปัญหาฝุ่นพิษ พร้อมวางแนวทางการป้องกันและติดตามผลกระทบด้านสุขภาพ เพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในช่วงวิกฤตและเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“กระทรวงศึกษาธิการ เข้าใจถึงผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนจึงได้วางมาตรการปกป้องดูแล และมอบอำนาจให้โรงเรียนทั่วประเทศตัดสินใจได้อย่างอิสระในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน การรับมือกับฝุ่น PM2.5 และอากาศหนาวในปีนี้ ถือเป็นการทดสอบความยืดหยุ่นและการปรับตัวของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการศึกษา ซึ่งเราได้เตรียมมาตรการที่ช่วยให้โรงเรียนสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้” โฆษก ศธ. กล่าว

‘ศธ.-รร.มหิดลวิทยานุสรณ์’จัดมหกรรมวิทยาศาสตร์ ISSF2025 ตั้งเป้าปั้นหลักสูตรแห่งอนาคต

‘ศธ.-รร.มหิดลวิทยานุสรณ์’จัดมหกรรมวิทยาศาสตร์ ISSF2025 ตั้งเป้าปั้นหลักสูตรแห่งอนาคต

‘ศธ.-รร.มหิดลวิทยานุสรณ์’จัดมหกรรมวิทยาศาสตร์ ISSF2025 ตั้งเป้าปั้นหลักสูตรแห่งอนาคต

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.39 น.

กระทรวงศึกษาธิการโดย‘โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์’จัดกิจกรรมมหกรรมวิทยาศาสตร์นานาชาติ International Students Science Fair (ISSF 2025) เทิดพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ดึงความสำเร็จจากโรงเรียนชั้นนำทั่วโลก ตั้งเป้าปั้นหลักสูตรแห่งอนาคต ขยายผลต่อโรงเรียนไทย

15 มกราคม 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ครั้งที่ 20 The 20th International Students Science Fair (ISSF 2025) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 31 มกราคม พ.ศ. 2568 โดยโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เป็นเจ้าภาพ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในปีมหามงคลแห่งการเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์นับแต่ก่อตั้งโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ.2533 และต่อวงการการศึกษาวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ISSF ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2548 (ISSF 2005) ครั้งที่ 7 เมื่อปี พ.ศ. 2554 (ISSF 2011) และในครั้งนี้ ปี พ.ศ. 2568 (ISSF 2025) อันเป็นการจัดงานครบรอบ 20 ปี ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานในวันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568 ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมจำนวน 227 คน จาก 18 ประเทศ มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 43 โรงเรียน เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับนานาชาติจะช่วยพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมการศึกษาวิทยาศาสตร์ในระดับนานาชาติได้

ด้าน ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นโรงเรียนที่เป็นองค์การมหาชนแห่งเดียวของรัฐ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนต้นแบบในการพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา ดังนั้น การทำงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลกในงาน ISSF จะทำให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เห็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรแห่งอนาคตที่เป็นมาตรฐานนานาชาติ และนำกลับมาทดลองใช้กับหลักสูตรของโรงเรียน เพื่อขยายผลต่อยอดให้กับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของไทย เช่น โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นต่าง ๆ ในประเทศต่อไป

“ในงาน ISSF 2025 จะมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา ปาฐกถาพิเศษโดยนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล การนำเสนอผลงานวิจัยโครงงานวิทยาศาสตร์ในมิติใหม่ร่วมกับการถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านการแสดงผลงานศิลปะ เป็นต้น นอกจากกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับนักเรียนแล้ว ในตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ยังมีกิจกรรมในมิติของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเน้นการพัฒนาและขับเคลื่อนแนวทางการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สามารถพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นพลโลกที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาสำคัญระดับโลกด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้” ดร.วรวรงค์ กล่าว

ศธ.จับมือ Google for Education พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย

ศธ.จับมือ Google for Education พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย

ศธ.จับมือ Google for Education พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานประกาศความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับ Google for Education เพื่อร่วมกันพลิกโฉมอนาคตการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ, สจวร์ต มิลเลอร์,สกอตต์ หว่อง หัวหน้าฝ่ายด้านการศึกษา Google Asia Pacifc และแจ็คกี้ หวาง Country DirectorGoogle ประเทศไทย เข้าร่วม ณ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทยอาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ. และ Google for Education ได้ร่วมกันขยายผลความร่วมมือ 2 โครงการ ที่เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือ 4 เสาหลักระหว่าง Google และรัฐบาลไทยเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ โดยได้เปิดตัวหลักสูตรและประกาศนียบัตรสำหรับนักเรียน นับเป็นที่แรกในโลก โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และสอบวัดระดับความรู้เกี่ยวกับ Google Workspace for Education และ Chrome OS ผ่านระบบ Massive Open Online Courses (MOOC) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลของ Google ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และได้รับประกาศนียบัตรหลังเรียนจบหลักสูตร

และอีกโครงการสำคัญที่ร่วมมือกันขยายผล คือ การใช้ Chromebook ในกลุ่มโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ มุ่งเน้นการนำ Chromebook ไปใช้ในการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสนุกสนานในการเรียนรู้ และลดภาระงานของครูผู้สอน ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายขยายผลไปยังโรงเรียนในกลุ่มดังกล่าวอีก 20 แห่งทั่วประเทศ

“ความร่วมมือกับ Google จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะมาเติมเต็มนโยบาย “Anywhere Anytime”และการพัฒนาครูผู้สอน ทำให้ข้อมูลเข้าถึงผู้เรียน ครู และผู้บริหารทุกระดับถือเป็นประโยชน์มากการใช้ Google Classroom และ Chromebook ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนและสอดรับกับเทคโนโลยี AI ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน แจ็คกี้ หวาง Country Director, Google ประเทศไทย กล่าวว่า Google เชื่อว่าการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของโอกาสและความเท่าเทียม Google จึงมุ่งมั่นที่จะนำผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมสำหรับการเรียนการสอนและสร้างทักษะดิจิทัลให้เยาวชน ซึ่งเรามีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ ศธ.มาหลายปี ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในห้องเรียน เช่น Google Classroom และ Chromebook ไปจนถึงการวิจัยพัฒนาการเรียนการสอน โดยเฉพาะในช่วง COVID-19

“การประกาศลงทุนสร้าง Data Center และ Cloud Region ในประเทศไทยมูลค่า กว่า 3.6 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือนกันยายน ปีที่ผ่านมา โดย Ruth Porat ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการศึกษาและเศรษฐกิจไทย โดยเชื่อมั่นว่าการลงนามในวันนี้จะช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ของการศึกษาไทยให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบาย Anywhere Anytime ได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมก้าวไปสู่สังคมที่เท่าเทียมและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น” 

ทั้งนี้ Google for Education มุ่งยกระดับทักษะครูผู้สอนให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีหลักสูตรและการสอบวัดระดับ รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนอย่างเหมาะสม โดย Google for Education เป็นการนำเสนอนวัตกรรมที่ดีที่สุดของ Google มาสู่ด้านการศึกษา เพื่อช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และการสอนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ กระทรวงศึกษาธิการมีความมุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสให้นวัตกรรมเทคโนโลยีเข้าถึงโรงเรียนอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักการศึกษาใช้งานด้วยเครื่องมือที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ศธ.ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จึงมีการประกาศแนวทางการใช้ AI ฉบับชั่วคราวเพื่อเป็นกรอบแนวทางให้กับนักการศึกษาในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมที่สุด

คุรุสภาจัดงาน ‘วันครู’ ครั้งที่ 69 ปฎิวัติการศึกษา สร้างเด็กยุคใหม่

คุรุสภาจัดงาน ‘วันครู’ ครั้งที่ 69 ปฎิวัติการศึกษา สร้างเด็กยุคใหม่

คุรุสภาจัดงาน ‘วันครู’ ครั้งที่ 69 ปฎิวัติการศึกษา สร้างเด็กยุคใหม่

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีแถลงข่าวการจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ. 2568 โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ., นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ.,นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดงานวันครู 2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภาผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.เปิดเผยว่า การจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 นี้ ศธ.โดย คุรุสภา องค์กรหลักและองค์กรในกำกับร่วมจัดงานวันครูทั้งส่วนกลางที่หอประชุมคุรุสภา และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ในรูปแบบผสมผสาน ทั้ง Onsite และ Online ภายใต้แนวคิด “ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา : สร้างเด็ก “ฉลาดรู้ฉลาดคิด ฉลาดทำ” โดยเชื่อว่าเมื่อครูทุกคนร่วมใจกันสร้างความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จะส่งผลให้ศิษย์ฉลาดรู้ คือ รู้ในสิ่งที่ควรรู้ รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ฉลาดคิด คือ คิดอย่างมีเหตุมีผล ฉลาดทำ คือ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ซึ่งศธ.ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษา อย่างมีคุณภาพ โดยครูคุณภาพ ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ทำดี ทำได้ทำทันที และภายใต้ในการทำงานร่วมกัน คือ จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน มีเป้าหมายสูงสุดที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยจะได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งในด้านโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาคความปลอดภัย และมีการศึกษาที่เป็นเลิศสามารถสร้างความมั่นคงของชีวิต เพื่อการพัฒนาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยในวันครูปีนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานงานวันครูของส่วนกลาง ในวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมคุรุสภา

และเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 69 นี้ ศธ.ได้จัดเตรียมของขวัญที่จะมอบให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา จากหน่วยงานต่างๆในสังกัด และในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 11 หน่วยงาน ดังนี้ 1.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดบริการระบบย้ายข้าราชการครู ออนไลน์ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) ลดภาระการจัดทำเอกสารคำร้องขอย้าย ความยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ปิดช่องทางการเรียกรับผลประโยชน์, 2.สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา Spark and Share Idea แจกฟรี รวมไอเดียการสอนและการบริหารจัดการสถานศึกษา Upskills ครูมืออาชีพสู่การพัฒนา DOE เด็กไทย และคลังความรู้สำหรับครูยุคดิจิทัล, 3.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อบรมภาษาอังกฤษพร้อมสอบวัดระดับ CEFR ฟรี 10,000 Users, 4.สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดกิจกรรม 1 ครู 1 วิชาชีพ ฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น Upskill กว่า 800 หลักสูตร ให้กับครูที่สนใจ คนละ 1 หลักสูตร เพื่อเพิ่มทักษะใหม่ๆ สำหรับใช้ในการสอน และการสร้างอาชีพเสริม, 5.สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เปิดอบรมหลักสูตรวันครู รับเกียรติบัตรและชั่วโมงต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฟรี รับสิทธิ์เข้าใช้งาน Smart Education Hub คณิตศาสตร์สิงคโปร์ ฟรี เรียนภาษาอังกฤษจาก Voxy Platform ฟรี คูปองการเรียนใน Coursera Platform (International Certified) หลักสูตร AI Essentials

6.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา แจกสื่อการเรียนการสอนให้กับคุณครูฟรี และ องค์การค้าของ สกสค. ลดสินค้าราคาพิเศษ สูงสุด 50% ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา, 7.สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ โครงการเยียวยาให้ครูมีคุณวุฒิทางการลูกเสือ จัดทบทวนผู้ที่ผ่านการอบรม บุคลากรทางการลูกเสือที่ยังไม่ได้คุณวุฒิวูดแบดจ์ จำนวน 1,000 คน, 8.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลดราคา E-book สูงสุด 30% ลดราคาสื่อและบอร์ดเกม 15% และพัฒนาทักษะการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Formative Assessment) ในรูปแบบออนไลน์พร้อมแจกฟรี ChatBot MathMeow (แบบทดสอบคณิตศาสตร์พื้นฐาน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย) และดาวน์โหลดฟรี สื่อดิจิทัลสถานการณ์จำลองแบบมีปฏิสัมพันธ์วิชาฟิสิกส์ และสื่อที่น่าสนใจอีกมากมาย, 9.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ฟรี อบรมผ่านระบบ E – learning ของ สมศ. เรื่อง “การจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยในสถานศึกษา” เพื่อนำไปใช้จัดการกับความปลอดภัยของนักเรียน, 10.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ บริการจัดการทดสอบโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการสอบ 200 บาท ในการดำเนินการจัดสอบ ครู บุคลากรทางการศึกษา นิสิต นักศึกษาและบุคคลทั่วไป จำนวน 10,000 ที่นั่งและ 11.โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ฟรีวารสาร MWIT ในรูปแบบ e-Magazine เน้นสาระด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย และเรียนฟรีหลักสูตร MWIT ผ่าน MWIT Media

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า คุรุสภาจัดงานวันครูขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 และได้มีการจัดงานวันครูอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อจัดพิธีระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ยกย่องเชิดชูเกียรติครูและพัฒนาวิชาชีพครู เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างครู และครูกับประชาชน และเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรม เพื่อปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนของชาติ

สำหรับการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา คุรุสภาจัดให้มีพิธีมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ประจำปี 2568 เข็มคุรุสภาสดุดีและเกียรติบัตร รางวัลคุรุสภา “ระดับดี” ประจำปี 2567, รางวัลครูผู้สอนดีเด่นประจำปี 2567, รางวัล “คุรุสดุดี” ประจำปี 2567,รางวัลผลงาน “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม” ประจำปี 2567, รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา ประจำปี 2567, รางวัลพระพฤหัสบดี ระดับประเทศ ประจำปี 2567 รางวัล “ครูดีในดวงใจ” และรางวัลครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์และเป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา จำนวน 10 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,217 คน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ทั้งนี้ พิธีการงานวันครู ครั้งที่ 69 ในวันที่ 16 มกราคม 2568 จะมีการถ่ายทอดสดเวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และแบบออนไลน์ผ่านช่องทางออนไลน์ยูทูบและเฟซบุ๊กแฟนเพจคุรุสภา พร้อมล่ามภาษามือ

ทีมนักวิจัยกะละแม ม.นครพนม รังสรรค์เมนูพิเศษจาก ‘กะละแมโบราณ’

ทีมนักวิจัยกะละแม ม.นครพนม  รังสรรค์เมนูพิเศษจาก ‘กะละแมโบราณ’

ทีมนักวิจัยกะละแม ม.นครพนม รังสรรค์เมนูพิเศษจาก ‘กะละแมโบราณ’

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.ดร.รุ้งลาวัลย์ เอี่ยมกุศลกิจ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประกันคุณภาพการศึกษา เป็นประธาน กิจกรรมการพัฒนาเมนูอาหารและเครื่องดื่มกะละแมโบราณนครพนม เพื่อต่อยอดการพัฒนาเมนูอาหารและเครื่องดื่มกะละแมนครพนม โดยมี ผศ.ดร.คมศักดิ์ หารไชย อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนากรอบรมการวิจัย การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตลอดสายโซ่ผลิตภัณฑ์กะละแมโบราณนครพนม ด้วยกลไกขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่น (ปีที่ 2) นำเสนอกิจกรรม ณ Posh Café & Bistro ซอยประชาสุขสันต์ ถ.กลางเมือง ต.หนองแสง อ.เมือง จ.นครพนม

ซึ่งการพัฒนาเมนูอาหารและเครื่องดื่มกะละแมโบราณ เป็นกิจกรรมภายใต้กรอบการวิจัย “การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตลอดสายโซ่ผลิตภัณฑ์กะละแมโบราณนครพนม ด้วยกลไกขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทุนทรัพยากรพื้นถิ่น ปีที่ 2” โดยเป็นความร่วมมือระหว่างทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยนครพนม ภายใต้แบรนด์ “กะละแมโบราณ” ร่วมกับ ตุ๊กตากะละแมโบราณ และ Posh Café & Bistro เพื่อพัฒนาต่อยอดเมนูอาหารและเครื่องดื่มจากกะละแม จำนวน 4 เมนู ได้แก่ กะละแมนมนัวนมกะละแมปั่น โรตีกะละแม และเค้กโรลกะละแม ซึ่งให้คณะกรรมการร่วมชิมรสชาติจากส่วนผสมที่ทำจากกะละแม พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะในการพัฒนารสชาติและต่อยอดไปเป็นเมนูอื่นๆ ได้อีกต่อไป

ผศ.ดร.รุ้งลาวัลย์ เอี่ยมกุศลกิจ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณทีมนักวิจัยในการเข้ามาพัฒนากระบวนการต่างๆ ได้แบบครบวงจรตั้งแต่ ต้นน้ำ (การปลูก) กลางน้ำ (กระบวนการผลิต) และปลายน้ำ (การจัดจำหน่าย) โดยงานวิจัยชิ้นนี้สามารถเป็นผลงานโดดเด่นของจังหวัดได้ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับพื้นที่ (SDGs) ทำให้ประชาชนมีโอกาสขยายและยกระดับมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ซึ่งในนามมหาวิทยาลัยนครพนมขอบคุณทุกคนในจังหวัด ที่ร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ “กะละแม”ซึ่งเป็นสินค้าจากชุมชนท้องถิ่น

ด้าน ผศ.ดร.คมศักดิ์ หารไชย เปิดเผยว่า โครงการวิจัยดังกล่าว เป็นการพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการให้เป็นไปตามความถนัด และ DNA ย่อยของแต่ละแบรนด์ย่อย (ซึ่งอยู่ในกลยุทธ์ที่ 2 ที่ว่าด้วยเรื่อง Entrepreneurship) โดยการพัฒนาผู้ประกอบการในกลยุทธ์ที่ 2 นี้มีการพัฒนาแบรนด์ย่อย จำนวน 3 แบรนด์ ได้แก่ กะละแมทูลใจ (มีความเด่นในเรื่องของ Innovation) ตุ๊กตากะละแมโบราณ ร่วมมือกับร้าน Posh Café & Bistro (มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเนื้อกะละแมที่เป็นส่วนผสมในเมนูต่างๆ) และกะละแมครูน้อย (มีความถนัดในด้านของการเป็นศูนย์การเรียนรู้) ซึ่งทั้ง 3 แบรนด์ อยู่ภายใต้แบรนด์ใหญ่ คือ “กะละแมโบราณนครพนม” ซึ่งมีหัวใจ และ DNA ร่วมกัน ในการสืบสานต่อยอด เชิดชู สวีท และเสน่ห์อันเป็นตำนานของนครพนม เพราะการทำกะละแมช่วยส่งเสริมให้คนในชุมชนมีรายได้ทุกระดับ

ทั้งนี้ กิจกรรม “การพัฒนาเมนูอาหารและเครื่องดื่มกะละแมโบราณ” เป็นการพัฒนาความสามารถผู้ประกอบการให้เป็นไปตามความถนัด และ DNA ย่อยของแต่ละแบรนด์ย่อย เพื่อพัฒนาแนวทางให้ตุ๊กตากะละแมโบราณ สามารถนำกะละแมโบราณนครพนม ไปรังสรรค์เมนูแบบพิเศษและเมนูที่แปลกใหม่ด้วยสูตรเฉพาะของร้านนั้นๆ ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการรับรู้และเชิดชูให้ “กะละแม” เป็นสินค้าที่ต้องห้ามพลาดของนครพนม และเป็นสินค้าของฝากสำคัญของประเทศ ซึ่งการพัฒนาที่ผ่านมาใน Entrepreneurshipได้รับการอนุเคราะห์จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนมและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม ที่ให้ความกรุณาในการจัดกิจกรรมอื่นๆ ส่งเสริมความร่วมมือ ทำให้งานวิจัยมหาวิทยาลัยนครพนม ดำเนินการได้อย่างง่ายในหลายกิจกรรม

น.ส.กฤษฎิ์ฐิตา ชนะมี ผู้จัดการร้าน Posh Café & Bistro กล่าวว่า หลังจากพูดคุยและร่วมวางแผนกับทีมนักวิจัย ม.นครพนม จึงตกผลึกเป็น 4 เมนูใหม่นำร่องคือ กะละแมนมนัว นมกะละแมปั่น โรตีกะละแมและเค้กโรลกะละแม โดยทั้ง 4 เมนูนี้ มีระดับความหวานให้ลูกค้าได้เลือก ซึ่งได้ทำการทดลองกับลูกค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปรากฏว่าได้เสียงตอบรับที่ดี อีกทั้งยังได้รับคำชมจากลูกค้าด้วย

นอกจากกิจกรรมการพัฒนาเมนูอาหารและเครื่องดื่มกะละแมโบราณ มหาวิทยาลัยนครพนม โดยทีมนักวิจัยยังได้ร่วมกับจังหวัดจัดกิจกรรม “พาสายมูดูกะละแมโบราณนครพนม ตามรอยขนมแห่งศรัทธาสู่มรดกภูมิปัญญาแห่งเมืองธาตุพนม” ภายใต้โครงการการส่งเสริมและพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาอาหารถิ่นจังหวัดนครพนม ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อส่งเสริมเส้นทางการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน ในวันที่ 15 มกราคม 2568 นี้ด้วย