มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขอเชิญชวนสาธุชน ทานสาคูสิริมงคล ทำบุญสะเดาะเคราะห์ในงานตรุษจีนปี68

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขอเชิญชวนสาธุชน ทานสาคูสิริมงคล ทำบุญสะเดาะเคราะห์ในงานตรุษจีนปี68

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขอเชิญชวนสาธุชน ทานสาคูสิริมงคล ทำบุญสะเดาะเคราะห์ในงานตรุษจีนปี68

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขอเชิญชวนสาธุชน ทานสาคูสิริมงคล ทำบุญสะเดาะเคราะห์ในงานตรุษจีนปี68

ระหว่างวันที่ 28 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยนายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ขอเชิญทุกท่าน ร่วม “สักการะหลวงปู่ไต้ฮง” ขอพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่  ลงชื่อ สวดชัยมงคลคาถา หรือ “พะเก่ง” ซึ่งหนึ่งปีมีครั้งเดียวเท่านั้น .. เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้ครอบครัวมีสุข เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา เสริมความมั่นคงสถาพร ตลอดปี  รวมถึงทำบุญสะเดาะเคราะห์และเสริมความเป็นสิริมงคลกับรูปปั้นนักษัตรปีมะเส็ง พร้อม รับประทาน “สาคูสิริมงคล”  เพื่อความกลมเกลียวและอยู่เย็นเป็นสุข   อัญเชิญ “ฮู้แดง” (ยันต์) ของหลวงปู่ไต้ฮง เพื่อนำไปประทับหน้าบ้าน เคหะสถาน หรือพกติดตัวเพื่อคุ้มครอง  “เคาะระฆังทอง” ให้ก้องกังวานเพื่อให้ชีวิตสดใส การงานรุ่งเรืองระบือไกล และ ร่วม “พิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์” เพื่อขอพรเทพยดาฟ้าดินเนื่องในวันประสูติ (ทีกงแซ) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ เช่น หลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ (โดยในวันที่ 28 มกราคม และ 5 กุมภาพันธ์ 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดบริการโต้รุ่ง)

พิธีสวดชัยมงคลคาถา [พะเก่ง] สำหรับท่านที่สะดวกการทำบุญออนไลน์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีการลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา ทำบุญพะเก่งออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ได้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568 ที่  http://www.pttfny.net/cnny  ให้ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านได้ร่วมพิธีเพื่อเสริมความมั่งมีศรีสุขตลอดปีมะเส็ง ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

ติดต่อสอบถาม ตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung

ทั้งนี้ เนื่องจากมีผู้มีจิตศรัทธามาร่วมทำบุญบริจาคเป็นจำนวนมาก  อาจส่งผลให้ผู้ที่ใช้เส้นทางใกล้เคียงมูลนิธิฯ ได้แก่ ถนนพลับพลาไชย  ถนนเจ้าคำรพ  ถนนมังกร  ถนนหลวง  ถนนเสือป่า ไม่ได้รับความสะดวกในการสัญจร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจึงขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้

.

‘โรงเรียนวัดจรเข้ไล่’บูรณาการการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ

‘โรงเรียนวัดจรเข้ไล่’บูรณาการการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ

‘โรงเรียนวัดจรเข้ไล่’บูรณาการการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

‘โรงเรียนวัดจรเข้ไล่’บูรณาการการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ

14 มกราคม 2568 โรงเรียนวัดจรเข้ไล่ พร้อมองค์กรเครือข่าย เช่น วัด องค์การบริหารส่วนตำบล นายอำเภอ ปลัด ภาคธุรกิจเอกชน ผู้นำชุมชน สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) สมาคมโปคาดี้ 35 และผู้ปกครอง ร้านค้าต่างๆ ร่วมบูรณาการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ  ประจำปี 2568 ในวันเสาร์ ที่ 11 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา

โดยมี รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อุปนายก TSPCA ที่ปรึกษาสมาคมโปคาดี้ 35 และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเปิดงาน ความว่า “วันเด็กแห่งชาติ เป็นวันที่สำคัญเพราะทางผู้ใหญ่นั้น คำนึงถึงความสำคัญของเด็กๆ ที่ในอนาคตจะมีบทบาทหน้าที่สำคัญแทนผู้ใหญ่ และจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างครอบครัว พัฒนาสังคมและประเทศชาติ ให้มีความเจริญก้าวหน้า เกิดความสุขสงบต่อไป ฉะนั้น เด็กๆ ต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว พัฒนาตนเอง ให้มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีจิตใจที่ดี พร้อมอยู่ในสังคม และหมั่นศึกษาหาความรู้ เพื่อให้เกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาและใช้ชีวิตและช่วยผู้อื่นให้มีความสุขตลอดไป”

สำหรับกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ได้มีการมอบของขวัญจำนวนมาก เช่น รถจักยาน ตุ๊กตา ของเล่น ขนม เงินทุนการศึกษา จากผู้สนับสนุนกิจกรรมของทางโรงเรียน โดยสมาคมโปคาดี้ 35 ได้จัดกิจกรรม หมอและยาเพื่อชีวิต ครั้งที่ 206 การนำของนายชัยวัฒน์ หอมกลิ่นแก้ว และคณะ ด้วยการจัดกิจกรรมลานเยาวชน ลานศิลปะ คลีนิกฟุตบอล  บริการตัดผมฟรี โดยสถาบันสอนตัดผม เสริมสวยนิรันดร์รัตน์ ในส่วนของสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ร่วมจัดกิจกรรมรักสัตว์ในโรงเรียน เพื่อให้ความรู้ ปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชน ได้มีความเมตตาและเห็นคุณค่าในทุกๆ ชีวิต 

นอกจากนั้นภายในงานยังมีการแสดงของนักเรียนทุกระดับชั้นปี มีการออกซุ้มอาหารและเครื่องดื่ม จากผู้ปกครอง ห้างร้านในพื้นที่รอบๆบริเวณโรงเรียนเป็นจำนวนมาก เพื่อบริการแก่นักเรียนและผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้  ทำให้นักเรียน มีความสุขและสนุกกับการทำกิจกรรมในครั้งนี้เป็นอย่างมาก

สำหรับโรงเรียนวัดจรเข้ไล่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ต. ดอนทอง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นโรงเรียนชนิดนายอำเภอจัดตั้ง (โรงเรียนประชาบาล) ใช้ศาลาการเปรียญของวัดจระเข้ไล่เป็นที่เล่าเรียน เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการอนุเคราะห์ของพระอธิการสมชาย จตฺตมโล เจ้าอาวาสวัดจรเข้ไล่ ในขณะนั้นโรงเรียนได้เปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2474 มีนักเรียนทั้งสิ้น 37 คน มีนายสงวน อบรมทรัพย์เป็นครูใหญ่

พ.ศ. 2512 นายไพบูลย์ วัฒนพานิช นายอำเภอเสนาได้พิจารณาเห็นว่าศาลาการเปรียญของวัดจรเข้ไล่ที่ใช้เป็นสถานที่เล่าเรียนเกิดการชำรุดทรุดโทรมลงเป็นอย่างมากหากมีการใช้เป็นสถานที่เล่าเรียนต่อไปจะเกิดอันตรายต่อนักเรียน จึงได้วางโครงการปลูกสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ให้เป็นเอกเทศเพื่อใช้เป็นสถานที่เล่าเรียนของนักเรียน โดยการขอเงินอุดหนุนจากกรมการปกครองและเงินบำรุงภาษีท้องที่ผ่านนายผดุง สุวานิช สมาชิกสภาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้เป็นผู้ประสานงาน

การก่อสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่จะต้องมีที่ดินสำหรับปลูกสร้างอาคารเรียน คณะกรรมการจึงได้ประชุมชี้แจงกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเพื่อขอรับบริจาคที่ดินและได้รับความอนุเคราะห์จากบุคคลต่อไปนี้ที่บริจาคที่ดิน (จำนวน 15 ไร่ – งาน 10 ตารางวา) เพื่อให้เป็นสถานที่แก่โรงเรียนวัดจระเข้ไล่

ปัจจุบันเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึง ที่มัธยมศึกษาปีที่ 3 มี นางสาวรัชนี ธาระนารถ ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา มีข้าราชการครูและบุคลากร จำนวน 18 คน มีนักเรียนทั้งหมด 143 คน

อว. ร่วมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อว. ร่วมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อว. ร่วมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

อว. ร่วมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568 นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อถวายพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคล พระชนมายุ 26,469 วัน เท่ากับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 ในวันที่ 14 มกราคม 2568 โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมพิธี ณ พระอุโบสถวัดคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

พระราชพิธีสมมงคล เป็นราชประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบกันมาช้านาน พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ จะทรงอนุสรณ์คำนึงถึงพระราชกรณียกิจ ของสมเด็จพระบรมราชบุพการีในวาระต่าง ๆ เช่น ในวันที่ตรงกับการครองราชย์ โดยโอกาสที่เวียนมาครั้งแรกมักเรียกว่า “สมมงคล” หรือ “สมภาคา” หมายถึง เสมอกัน หากเวียนมาเป็นครั้งที่สองจะเรียกว่า “ทวิภาคา” หรือ “ทวีธาภิเษก”

สาครรักษ์ศิลป์จัดงานแสดง‘โขนเรื่องรามเกียรติ์’สืบสานศิลปะวัฒนธรรมไทย

สาครรักษ์ศิลป์จัดงานแสดง‘โขนเรื่องรามเกียรติ์’สืบสานศิลปะวัฒนธรรมไทย

สาครรักษ์ศิลป์จัดงานแสดง‘โขนเรื่องรามเกียรติ์’สืบสานศิลปะวัฒนธรรมไทย

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยนางภิช์ตรา ชาญศิลป์ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสาครเป็นประธานร่วมชมการแสดงในงาน สาคร รักษ์ “ศิลป์” ที่บริเวณลานวัฒนธรรมสมุทรสาคร ข้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรจังหวัดสมุทรสาคร โดยมีนายชาธิป ตั้งกุลไพศาล ประธานหอการค้า นายชัยพร ศิริพงษ์เวคิน ประธานสภาวัฒนธรรม นายณัฐวุฒิ เอกจิโรภาส นายกสมาคมผู้สื่อข่าว องค์การบริหารส่วนจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด ผอ.ททท.สำนักงานสมุทรสงคราม ตลอดจนภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป เข้าร่วมชมเป็นจำนวนมาก

การจัดงานสาคร รักษ์ ศิลป์ หอการค้าจังหวัดสมุทรสาครร่วมกับสภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกันจัดงานขึ้นโดยภายในงานได้มีการแสดงชุดรำทะแยงมอญ การแสดงวิถีชีวิตการทำนาเกลือ โดยนักเรียนโรงเรียนเทศบาลวัดช่องลม , การขับร้องและบรรเลงดนตรีชิมโฟนีออร์เคสตร้า โดย CDA Sumphonic Band จากวิทยาลัยนาฏศิลป์ศาลายา

จากนั้นเป็นไฮไลท์ของการจัดงานคือ การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุดวายุบุตรวุฒิไกร “ภายใต้การจัดการโครงการโขนทั่วทิศแผ่นดินไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” นำแสดงโดยนักเรียน นักศึกษาจากวิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งอำนวยการแสดงโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติ อัตถาผล ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปฯ  ทั้งนี้ โครงการโขนทั่วทิศแผ่นดินไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษา สืบสาน และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมการแสดงโขน,เพื่อสร้างความตระหนักด้านศิลปวัฒนธรรมไทยให้กับเยาวชน และประชาชนเกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และเกิดเจตคติที่ดีต่อศิลปวัฒนธรรมไทย และเพื่อประชาสัมพันธ์วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักและยอมรับของสังคมไทย อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางและต้นแบบการเรียนรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรมประเภทโขนต่อไป

เด็กลำปางเจ๋งคว้า 4 รางวัลระดับประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 68

https://www.naewna.com/local/852930

เด็กลำปางเจ๋งคว้า 4 รางวัลระดับประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 68

เด็กลำปางเจ๋งคว้า 4 รางวัลระดับประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 68

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

เป็นอีกหนึ่งปีที่นักเรียนโรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ ได้คว้ารางวัลอันทรงเกียรติระดับประเทศเนื่องในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568” เป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดลำปาง

ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ นักเรียนจากโรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ จังหวัดลำปาง ได้รับเกียรติบัตรระดับประเทศ เนื่องในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568” โดยเด็กหญิงนันทิกานต์ ถ้ำทอง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/Mep1 โรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ ได้ รับโล่เกียรติคุณ “เด็กและเยาวชนดีเด่น” พร้อมเข้ารับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี และจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

เด็กหญิงสุเมธิกา สุภาจันทร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/Mep1 ได้รับมอบเกียรติบัตร “เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาให้ประเทศ” จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และเด็กหญิงวิรัญดา ตระกูลพิทักษ์กิจ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/MEP2 โรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ ได้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติถึง 2 รางวัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ได้แก่ รางวัล Young Smart : Young ทำดี ประจำปี 2567 รางวัลวัฒนธรรมวินิต ประจำปี 2568

ซึ่งการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติและส่งเสริมเด็กและเยาวชนที่มีผลงานโดดเด่น พร้อมเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ตลอดจนตอกย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และศักยภาพด้านการเรียนรู้ของเยาวชนไทย

ความสำเร็จของนักเรียนทั้ง 3 คน ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจแก่ครอบครัว แต่ยังแสดงถึงศักยภาพของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิต ทุกคนต้องเตรียมตัวให้พร้อม ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลง และรู้จักคุณค่าของตัวเอง เพื่อที่จะก้าวสู่อนาคตที่สดใสและเหมาะสม มีอนาคตที่สดใส โดยมีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองอย่างถูกต้อง เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศชาติในอนาคตต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.35 น.

“อยากบอกว่าผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดพ่อเพราะผมเชื่อว่าตอนนั้นพ่อก็เป็นเด็กเหมือนผมตอนนี้”

ความในใจจาก “เอ (นามสมมุติ)” เยาวชนชายที่ “ก้าวพลาด” ถูกจับในคดีใช้ความรุนแรง แต่ยังได้รับ “โอกาสที่ 2” เมื่อถูกส่งไปอยู่ที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก และได้เข้ากระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเจ้าตัวยังยกตัวอย่าง “กิจกรรมวิเคราะห์ข่าว” ที่ในแต่ละวันเยาวชนทุกคนจะได้รับโจทย์เป็นข่าวต่างๆ ที่คนทั่วไปพบเห็นผ่านสื่อ ซึ่งหลายครั้งก็เหมือนกับเห็นตนเองไปอยู่ในเนื้อข่าวเหล่านั้น เป็นการทบทวนชีวิตของตนเองไปในตัว

แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เด็กชายเอเติบโตมาในสภาพที่คลอดได้เพียง 3 วัน พ่อแม่ก็แยกทางกันเด็กชายเอถูกส่งไปอยู่กับย่าซึ่งมีกิจการร้านขายของชำ แต่ย่าก็ป่วยเป็นโรคไต ร้านของย่าอยู่ในชุมชนแออัด สภาพบ้านเรือนชิดกันเกือบจะดูคล้ายกับสลัม และมีปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดย่าเลี้ยงเด็กชายเอจนถึงเรียนจบชั้น ป.3 จึงส่งออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะเห็นว่าตนมีปัญหาติดเกม วันๆ ไปอยู่แต่ที่ร้านเกม

เด็กชายเอไปอยู่ต่างจังหวัด เรียนจนจบชั้น ป.6 จากนั้นเมื่อเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษา เริ่มคบเพื่อนซึ่งพบว่าเพื่อนมีพฤติกรรม “เล่นยา” ใช้สารเสพติดแต่เวลานั้นเด็กชายเอยังคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแม้จะใช้ชีวิตกับอยู่เพื่อนกลุ่มนี้ก็ตาม แต่พฤติกรรมติดเพื่อนนั้นก็รุนแรงขนาดไม่ยอมเข้าบ้าน ไปอยู่แต่ที่บ้านเพื่อนตลอด และ “โดดเรียน” ไม่ยอมไปโรงเรียน ซึ่งตนก็บอกพ่อว่าขอ “ดร็อป”ในตอนแรกพ่อไม่ยอม ตนก็ไม่ไปเรียนเสียดื้อๆ จนท้ายที่สุดพ่อก็ต้องยอม

จากต่างจังหวัด เด็กชายเอหวนกลับมาอยู่ในกรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้พ่อพาไปฝากกับผู้เป็นอาและพาไปสมัครเรียน แต่เวลานั้นเป็นช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และต้องจัดการเรียนการสอนทางออนไลน์ เอยอมรับว่าตนไม่ได้เรียนหนังสือเลย จับคอมพิวเตอร์ทีไรก็ใช้เพื่อเล่นเกมเท่านั้น แต่ก็ยังผ่านชั้น ม.1 มาได้ กระทั่งเมื่อขึ้นชั้น ม.2 คราวนี้อาการหนักเพราะติดทั้งเพื่อนและผู้หญิงจนโดดเรียนทุกวัน โดยที่อาก็ไม่รู้เพราะออกไปทำงานก่อนที่ตนจะออกจากบ้าน หรือวันที่ตนออกจากบ้านก่อนก็จะแต่งชุดนักเรียน

“ครูเขาโทรไปบอกพ่อว่าทำไมผมไม่เข้าเรียนเลย พอเขาคุยกับครูเสร็จพ่อก็โทรมาหาผมบอกว่าถ้าไม่ไปโรงเรียนก็แต่งชุดอยู่บ้านไปเลย นอนอยู่บ้านไปเลยไม่ต้องไปเรียน (พ่อประชด) แต่ก็เข้าทางผม เช้าวันต่อมาผมแต่งตัวปกติไปนั่งกับเพื่อนที่ใส่ชุดนักเรียนซึ่งโดดเรียนมา ก็พากันใช้ความรุนแรง เกาะกลุ่มใช้สารเสพติด มีกัญชา น้ำกระท่อม อย่างอื่นผมไม่ยุ่ง” เอ กล่าว

เด็กชายเอเติบโตเป็นนายเอ พฤติกรรมติดเพื่อนหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ไม่ยอมเข้าบ้าน รวมกลุ่มเพื่อนใช้ความรุนแรงจนถูกจับในคดีทำร้ายร่างกาย ในตอนแรกถูกส่งเข้าไป “คุกเด็ก” หรือสถานพินิจและคุ้มครองเด็กแห่งอื่น และยังคงมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งก่อเรื่องข้างในนั้นจนถูกจับขังเดี่ยว แต่ในใจก็คิดว่าไม่อยากอยู่ในสถานพินิจฯ แห่งนั้นแล้ว ทำอย่างไรจึงจะออกไปได้ ซึ่งก็เป็นจังหวะที่ทางบ้านกาญจนาฯเข้ามาสอบถามหาคนสมัครใจไปอยู่พอดี

สิ่งที่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าบ้านกาญจนาฯ แตกต่างจากสถานพินิจฯ แห่งอื่น คือ “บรรยากาศที่เป็นมิตร”สัมผัสได้ถึงความใส่ใจมากกว่าจะเป็นการคุมเข้ม ดังที่นายเอให้นิยามสถานที่แห่งนี้ว่า “ไม่เล่นกับด้านมืด..แต่พยายามแสวงหาแสงสว่างในตัวคน”จนเมื่อเวลาผ่านไป พ่อที่มาเยี่ยมก็ถึงกับถามว่า “ทำไมเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้?” เพราะเห็นว่าดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งน้อยลง ทั้งนี้ นายเอย้ำว่า ที่นำเรื่องของตนเองมาบอกเล่า ก็หวังให้เด็กและเยาวชนคนอื่นๆ ไม่เดินซ้ำรอย และหากวันนั้นตนตั้งใจเรียนหนังสือ ชีวิตน่าจะดีกว่านี้เพราะพ่อก็ตั้งใจส่งเสียเต็มที่

นายเอ บอกเล่าชีวิตของตนในงานกิจกรรมรณรงค์ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2568 เสวนา“ความรุนแรงในครอบครัวกับอนาคตเด็กไทย…ที่ขาดแคลนการลงทุน” ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน และมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 8 ม.ค. 2568ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ

จากเรื่องราวของนายเอที่ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น“ปุ๊” เป็นชื่อเล่นของชายวัยสามสิบเศษ ที่ชีวิตผ่านเรื่องหนักๆ มาเช่นกัน นายปุ๊ บอกเล่าในงานนี้ว่าตนเองเป็น “ลูกคนกลาง” มีพี่ชายกับน้องสาว ทั้ง 3 ชีวิตเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ใช้ความรุนแรงเนื่องจาก “พ่อติดเหล้า” เมาแล้วชอบทำร้ายร่างกายแม่ จนในที่สุดแม่ทนไม่ไหวก็หนีไป ขณะที่พ่อกับลูกๆ ทั้ง 3 คน ย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ แต่เป็นการย้ายเข้ามาแบบไร้จุดหมาย พ่อทำงานก่อสร้างแต่ก็ทำๆ หยุดๆ อาศัยหลับนอนตามวัดพึ่งพาข้าวปลาอาหารจากพระ และถึงขั้นที่เด็กชายปุ๊เคยไปนั่งขอทานบนสะพานลอย

“มีพลเมืองดีไปแจ้งตำรวจ ผมก็โดนจับส่งไปที่มูลนิธิ แต่ให้แยกกันอยู่ (พี่สาวและน้องชายไปอยู่อีกที่หนึ่ง) ตอนนั้นยังเล็กมากไม่รู้ความเลยว่าไปแล้วต้องเจออะไรบ้าง พ่อก็หายไปสักพักหนึ่งแล้วก็พอเขารู้ว่าเราอยู่จุดไหนเขาก็มาเยี่ยมบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่นานก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย ผมก็ไม่ทราบว่าเขาไปอยู่อย่างไรบ้าง”ปุ๊ กล่าว

แม้ชีวิตในมูลนิธิแห่งนั้นทำให้ปุ๊ได้รับโอกาส นั่นคือ “การศึกษา” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการเติบโต เพราะ “บาดแผลทางกายและใจที่เคยได้รับในวัยเด็ก” สมัยที่ยังอยู่กับพ่อและมักถูกพ่อที่เมาสุราทำร้ายร่างกาย นายปุ๊ เล่าต่อไปถึงชีวิตในโรงเรียน แม้จะมีเพื่อนแต่เวลาเรียนก็มักเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง “ชีวิตไม่มีเป้าหมาย..ไม่รู้จะเรียนไปเพื่ออะไร” และแม้โดยนิสัยจะไม่ชอบใช้ความรุนแรง แต่บางครั้งก็อดไม่ได้เมื่อถูกเพื่อนล้อเลียนเรื่องการเป็นเด็กกำพร้า ทำให้มีเรื่องชกต่อยอยู่บ้าง

เมื่อข้ามพ้นวัยเด็กเข้าสู่วัยหนุ่มเต็มตัว ปุ๊เริ่มคิดได้แล้วว่า “มีแต่การเรียนเท่านั้นที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากชะตากรรมที่เป็นอยู่” เด็กหนุ่มสามารถเรียนจนจบชั้น ม.6 พร้อมๆ กับช่วยเหลืองานมูลนิธิในการดูแลเด็กๆ ที่ก็ถือเป็นรุ่นน้องไปด้วย จากนั้นปุ๊ตัดสินใจออกไปหางานทำพร้อมๆ กับส่งตัวเองเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วย และใช้เวลา 5 ปี จึงเรียนจบระดับ ป.ตรี และสิ่งที่คัดสินใจทำหลังจากเรียนจบคือการ “ตามหาแม่” ซึ่งปุ๊ก็สืบจนรู้ว่าแม่ที่พลัดพรากกันไปตั้งแต่ยังเด็กอยู่ที่ใด แต่ก็ต้องแลกมาด้วย “ความจริงอันเจ็บปวด” เมื่อได้พบ

“เราก็ไปสืบที่เขต เขาก็อำนวยความสะดวกช่วยเหลือ จนเราได้ไปเจอเขา เราก็มีทุนในส่วนหนึ่งบ้าง เงินเก็บเราบ้าง ก็ไปสร้างห้องน้ำซ่อมแซมบ้านให้ แต่สิ่งที่เราไปเจอ มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเลย สิ่งที่เราเห็นวันนั้น แม่พูดกับเราว่าเขาตั้งใจที่จะทิ้งเรา วันต่อมาพี่สาวกับน้องชายก็มองหน้ากัน นี่หรือคือสิ่งที่เราโหยหามาทั้งชีวิต?ถ้าเราเจอแม่ก็คงได้มีอย่างคนอื่นเขาบ้าง ก็เลยกลับกรุงเทพฯ ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย” ปุ๊ เล่าถึงวินาทีที่พบกับผู้เป็นแม่

หลังรับรู้ความจริงที่เจ็บปวดจากปากผู้เป็นแม่ แม้ในใจจะไม่ได้กล่าวโทษแม่และคิดว่าด้วยช่วงวัยและเวลาแบบนั้นแม่อาจมีเหตุผลหรือความจำเป็นบางอย่างที่ทิ้งตนไป และตนก็พยายามรวบรวมกำลังใจเพื่อจะ “ยืนหยัด” มีชีวิตอยู่ต่อไปไห้ได้ด้วยทัศนคติที่ดี แต่ชายหนุ่มก็ยอมรับว่า “เสียศูนย์” ไปช่วงระยะเวลาหนึ่งเหมือนกันก่อนจะกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว “หากวันนั้นไม่ตั้งใจเรียนวันนี้ก็คงไม่มีอนาคต” ชีวิตอาจไปจบลงด้วยการติดคุกตะราง แต่การได้เรียนหนังสือทำให้ตนมีวิธีคิดมากขึ้น

ขณะที่ เตชาติ์ มีชัย ประธานมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีความผูกพันกับนายปุ๊ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยทำงานในมูลนิธิแห่งนั้นที่ปุ๊เติบโตมา กล่าวเสริมว่า ในเวลานั้นตนเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เข้าทำงานในมูลนิธิในภารกิจช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนและเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน “เมื่อครอบครัวไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่..เด็กจึงตัดสินใจออกจากบ้านมาเร่ร่อน” โดยงานของตนคือการเป็น “ครูอาสา” ให้กับเด็กเหล่านี้ทั้งที่ยังเร่ร่อนอยู่และที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิแล้ว

คำถามที่ เตชาติ์ ได้ยินจากปากเด็กๆ อยู่บ่อยครั้งคือ “เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน?”, “เมื่อไหร่จะได้มีบัตรประชาชน?”, “เมื่อไหร่พ่อแม่จะมารับ?”,“จะเรียนไปเพื่ออะไร?” แม้กระทั่งกรณีของปุ๊กว่าจะเรียนจบได้ ในช่วงวัยรุ่นที่เป็นเวลา “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ก็ถึงขั้นต้องไปนั่งเฝ้าหน้าห้องสอบบ้าง ไปตามตัวจากร้านเกมบ้าง พยายามหาเวลาพูดคุยอบรมกัน จนได้รู้ว่า ปุ๊อยากเป็นนักกีฬา จึงแนะนำว่าหากอยากเป็นก็ต้องตั้งใจเรียน และแม้เราจะเลือกเกิดไม่ได้แต่สามารถเลือกทางเดินได้

“หลายคนก็ไปจบ ป.โท เป็นครูบาอาจารย์แต่ส่วนน้อยไม่เกิน 3% อีก 97% คือหลุดจากสังคม เขารู้สึกว่าเขาไม่มีรากเหง้า ตรงนี้ก็หมายความว่ามันยังวนเวียน แล้วพอมารู้จักป้ามล (ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก)ก็ยังเห็นเด็กที่หนักขึ้นไปอีก หลังจากที่เราเห็นเด็กที่มีปัญหา ครอบครัวมีปัญหา เราเห็นแค่ปัญหาของเด็กกลุ่มนี้ แต่เราไม่เห็นปลายทาง ถ้าไม่มีคนดูแล ปลายทางก็เหมือนน้องเอ (ก่อคดีแล้วถูกจับกุมต้องไปอยู่ในสถานพินิจฯ)” เตชาติ์ กล่าว

มุมมองจากแพทย์ “หมอโอ๋” ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้ก่อตั้งเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” กล่าวถึงแนวคิดที่ว่า “อาชญากรเด็ก..เด็กเป็นเองไม่ได้” การที่เด็กคนหนึ่งติดเพื่อน ติดเกม ไม่เรียนหนังสือ ฯลฯ มันมีรากของปัญหาเสมอ “เมื่อเด็กไม่ได้โตมากับความรัก..เมื่อคนที่ควรจะรักเขาที่สุดไม่ได้ให้สิ่งนั้น..เด็กจึงไปโหยหาเอากับสิ่งอื่น” เพราะมนุษย์ทุกคนต้องการความรัก ต้องการมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ใช้ได้และมีความหมาย

แต่เมื่อคนคนหนึ่งไปแสวงหาความรักจากสิ่งอื่นภายนอก (เช่น เพื่อน) ก็ต้องแล้วแต่ว่า“สิ่งนั้นจะพาไปทางไหน?” อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของทั้ง 2 คนข้างต้น ก็ทำให้เห็นความสำคัญของ“การมีอะไรบางอย่างเป็นหลักให้ยึด” ดังกรณีของนายเอ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ไปอยู่ในบ้านกาญจนาฯ ทำให้เห็นว่า ท่ามกลางความวุ่นวายจากปัญหาต่างๆ ที่คนคนหนึ่งต้องเผชิญจริงๆ แล้วคนคนนั้นก็ยังมีแสงสว่างอยู่ภายใน และได้เริ่มเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งแสงสว่างขึ้น ณ ที่แห่งนั้น รดน้ำพรวนดินจนงอกงาม

“วันหนึ่งที่เขาขึ้นมาเล่า วันหนึ่งที่เขาพูดว่าเขาเข้าใจพ่อ “พ่อคือเด็กคนหนึ่งเหมือนกัน” เอาจริงๆ มันเกิดจากการเติบโตที่ไม่ได้เกิดจากการไปชี้ด่าว่าทำไมแกมันไม่ได้เรื่อง? ทำไมถึงเละเทะแบบนี้? ทำไมถึงเป็นอันธพาล? ทำไมถึงใช้ความรุนแรง? แต่มันเป็นการสร้างแล้วก็บ่มเพาะจากการเชื่อมั่นว่าทุกคนมีด้านสว่างในตัวเองแล้วพอเขาเติบโตอย่างมั่นคงภายใน เขาสามารถที่จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ในบุคคลอื่นๆ” หมอโอ๋ ยกตัวอย่างเรื่องเล่าของเอ

หมอโอ๋กล่าวต่อไปว่า “พ่อแม่ไม่ใช่พระอรหันต์..แต่เป็นมนุษย์ที่สามารถทำผิดพลาดล้มเหลวได้” หรือกรณีของปุ๊ก็เป็นตัวอย่างว่าไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่รักลูก ดังนั้น หากเข้าใจว่าพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่ต่างจากตัวเรา เมื่อนั้นเราก็อาจเลือกที่จะให้อภัยและเข้าใจว่าเขาก็ทำดีที่สุดของเขาได้เท่านั้น ซึ่งการให้อภัยไม่ได้หมายความว่าทำให้เขาพ้นผิด แต่เพื่อละวางความทุกข์ที่ตัวเราแบกไว้

ด้าน ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษกกล่าวว่า กรณีของปุ๊ที่รู้สึก “ดิ่ง” เมื่อตามหาแม่จนพบแต่แม่กลับบอกว่าตั้งใจทิ้งไปเอง เรื่องนี้ทำให้มีคำถามต่อไปว่า “ชีวิตของแม่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร?..กระท่อนกระแท่นมาขนาดไหน?..และใครได้เยียวยาแผลใจของแม่บ้าง?” มุมมองเหล่านี้อาจไม่เคยมีในสังคมไทย และเป็นมุมกลับเช่นกัน แต่การที่ให้อภัยคนเป็นแม่ก็เท่ากับให้อภัยตนเองและอาจเชื่อมโยงกับการที่ตัวเราจะมีอนาคตต่อไปด้วย

“กว่าผู้หญิงหรือผู้ชายคนหนึ่งตัดสินใจจะปฏิเสธลูกตัวเอง หันมาบอกกับเราแล้วเราก็ดิ่งไปเลยว่า ‘ฉันตั้งใจจะทิ้งเธอนะ!’ มันกำลังเล่าว่าในอดีต ในวันที่แม่เป็นเด็ก แม่เป็นลูกของใครสักคนหนึ่ง แม่ก็ต้องบาดเจ็บน่าดูเลย ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ที่มันไม่ถูกเยียวยา มันจะอยู่กับเขายาวตลอดไป ดังนั้นเขาไม่สมควรที่จะถูกเกลียดชัง แต่สมควรที่จะได้รับการให้อภัย” ผอ.บ้านกาญจนาฯ กล่าว

ผอ.บ้านกาญจนาฯ กล่าวต่อไปว่า อย่างในกรณีของเอ ที่สามารถพูดออกมาได้ว่าพ่อของตนในวันนั้นก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งเหมือนกับตนในวันนี้ ซึ่งก็คงไม่รู้อะไรเลย ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตนมีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อของเอ ก่อนที่เอจะมาบอกเล่าชีวิตในงานนี้ ซึ่งพ่อก็บอกว่าอยากรู้เหมือนกันว่าตนได้ทำอะไรให้ลูกชายบาดเจ็บขนาดไหน เพราะตนกับลูกที่ผ่านมาก็ไม่เคยคุยกัน ดังนั้น จึงเห็นว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กหากถูกนำมาพูดคุยกัน ไม่ซุกไว้ใต้พรมก็คงไม่กลายเป็นของเน่าเหม็น

ยังมีเสียงสะท้อนจากตัวแทน “กลุ่มผู้ถูกเจียระไน” ซึ่งเป็นอดีตเยาวชนที่เคยอยู่ในบ้านกาญจนาฯ ที่กล่าวเสริมว่า ในขณะที่สถานพินิจฯ ใช้งบประมาณวันละ 4-5 ล้านบาท หรือเรือนจำที่ใช้งบประมาณวันละ 20 ล้านบาท “แต่เมื่อดูต้นตอของปัญหาจะพบรูปแบบที่เหมือนกันเช่น เผชิญความรุนแรงในบ้าน บ้านไม่น่าอยู่ อยู่แล้วไม่มีตัวตน ก็ไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่คิดว่าเป็นบ้าน แล้วก็พากันไปทำผิดกฎหมายถูกจับและโดนตีตราว่าเป็นเด็กมีปัญหา” คำถามคือปัญหามาจากเด็กหรือผู้ใหญ่? หากมองเข้าไปลึกๆ ถึงระบบโครงสร้าง

รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. ตั้งคำถามว่า “ในขณะที่ผู้ใหญ่คาดหวังกับเด็ก..คำถามคือผู้ใหญ่ได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอและดีพอกับการคาดหวังนั้นหรือไม่?” เพราะเมื่อมองไปรอบด้านจะเห็นปัญหาอบายมุขเข้ามาใกล้ตัวมากเช่น ข้อมูลในปี 2565 ชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงตัวเด็กเพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่า ภายในเวลาเพียง 7 ปี

ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งต้องยอมรับว่าทำการตลาดทำมาดีมาก และมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนเป็นสำคัญเพราะต้องการผู้บริโภครายใหม่โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ตามที่มีข้อมูล ณ ปี 2564 พบว่า มีผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเฉลี่ย 2,200 รายต่อปี

“เห็นไหมว่ามันเพียงพอไหมกับที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องดูแลอนาคตเด็กให้ปลอดภัย ให้อยู่รอด เราทำกันดีพอแล้วหรือยัง? ในอีกหลายๆ เรื่อง เรื่องการพนันก็ไม่แพ้กัน เรามีตัวเลขอยู่ประมาณ 7 แสนกว่าคน ที่มีโอกาสเข้าสู่วงจรนักพนันหน้าใหม่ ไม่น้อยนะที่เขาจะก้าวเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยังไม่นับกลุ่มที่ถูกหลอกลวงจากออนไลน์ทั้งหลาย ผู้ใหญ่ยังถูกเลยในการถูกหลอกลวง เยาวชนก็ถูกหลอกลวงด้วยเช่นกัน” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า จากกิจกรรมวันเด็กตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น ถามคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรี เด็กคนไหนตอบได้มีรางวัลให้ ทำให้เกิดคำถามว่าเราสามารถทำอะไรมากกว่านี้ได้บ้างหรือไม่ และคิดว่าในงานวันเด็กที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารวมกันเป็นจำนวนมาก “ทำอย่างไรจะให้รับรู้ถึงสิทธิเด็ก แน่นอนว่าคงไม่ได้หวังให้เด็กเล็กๆ รับรู้อะไรมาก ที่สำคัญกว่าคือพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ต่างๆ ที่นำของขวัญมาให้เด็ก ทราบกันหรือไม่ว่าสิทธิเด็กคืออะไร” ซึ่งประเทศไทยไปลงนามในอนุสัญญาแล้ว

หรือ “ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เด็กได้รับผลกระทบ มีใครนำปัจจัยร่วมต่างๆ มาคุยกันหรือไม่ ความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นบ่มเพาะอะไร สร้างบาดแผลให้เด็กบ้างหรือไม่” จึงเกิดแนวคิดว่าจะใช้โอกาสของวันเด็กแห่งชาติสื่อสารเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร แต่เรื่องนี้ทำเองไม่ได้ ในขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน มีบ้านพักเด็กและครอบครัวอยู่ทุกจังหวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในที่พึ่งเมื่อเด็กมีปัญหา อีกทั้งกลไกของบ้านพักเด็กซึ่งจัดงานวันเด็กร่วมกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ในพื้นที่ ก็สามารถสอดแทรกสิ่งเหล่านี้ลงไปได้

อภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในปี 2567ที่ผ่านมา ได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูล ราว 188,000 เรื่อง ในจำนวนนี้ 26,000 เรื่องเกี่ยวข้องกับปัญหาเด็กและเยาวชน และจากเรื่องขอความช่วยเหลือทั้งหมด พบว่า ความรุนแรงติด 1 ใน 5 อันดับแรก

“กรมกิจการเด็กและเยาวชน ร่วมกับ สสส. ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ได้จัดกิจกรรมขึ้นโดยใช้โอกาสสำคัญคือวันเด็กแห่งชาติ เป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการที่จะมาดูเรื่องความรุนแรงในครอบครัวกับอนาคตเด็กไทยที่ขาดแคลนการลงทุนร่วมกันซึ่งก็คิดว่าโอกาสในครั้งนี้ที่ใช้วันสำคัญของเด็กๆ ของเรา ก็คือวันเด็กแห่งชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบที่มันเกิดขึ้นจากความรุนแรงในครอบครัว ที่มันจะส่งไปถึงเด็กแล้วก็จะกลายเป็นความรุนแรงข้ามรุ่นของเด็กและเยาวชน” อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว

นายกฯประกาศเดินหน้าช่วยเด็กนอกระบบทั้ง 77 จว. ผ่านนโยบาย Thailand Zero Dropout

นายกฯประกาศเดินหน้าช่วยเด็กนอกระบบทั้ง 77 จว. ผ่านนโยบาย Thailand Zero Dropout

นายกฯประกาศเดินหน้าช่วยเด็กนอกระบบทั้ง 77 จว. ผ่านนโยบาย Thailand Zero Dropout

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.47 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นำตัวแทนเด็กๆ จากโครงการ Thailand Zero Dropout  ที่ได้รับการช่วยเหลือให้กลับสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีทางเลือก ตอบโจทย์ชีวิต เข้าพบนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในงานวันเด็กแห่งชาติ 2568 ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล  

 โดย นางสาวไลลา ไชยสุนทรี อายุ 15 ปี ตัวแทนเด็กๆ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี  ที่มีนโยบายช่วยเหลือเด็กนอกระบบทุกคนได้มีโอกาสเลือกเส้นทางการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และกลับมามีเป้าหมายในชีวิตอีกครั้ง 

และได้มอบตุ๊กตาครอบครัวนายกรัฐมนตรี ผลงานของเด็ก ๆ จากศูนย์การเรียนชุมชน จังหวัดบึงกาฬ เป็นของขวัญแทนคำขอบคุณจากเด็ก ๆ และ จดหมายของเด็กๆ ถึงนายกรัฐมนตรี ขอบคุณที่สร้างโอกาสการศึกษา เพื่อเด็กทุกคนได้กลับมาเรียน

ทั้งนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล ภายใต้ธีม “ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมวางอนาคต” พร้อมให้โอวาทแก่เด็กและเยาวชน ว่าวันเด็กปีนี้ได้มอบคำขวัญไว้ว่า “ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง” ขอให้เยาวชนมีสิทธิเลือกอนาคตของตนเอง โดยให้ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ คอยให้คำปรึกษา เลือกอนาคตที่เราชอบด้วยคุณค่าที่ตนเองมี

นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นในการสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งในขั้นแรกจะรื้อฟื้นและออกแบบการให้ทุน ODOS ในรูปแบบใหม่ โดยมุ่งกระจายโอกาสให้แก่นักเรียนที่มีฐานะยากจนและมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับมัธยมปลาย ปวช. ปวส. และมหาวิทยาลัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 ทุนต่อรุ่นทั่วประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเริ่มโครงการ “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุนการศึกษาภาคฤดูร้อน” เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนจากทุกอำเภอทั่วประเทศได้เข้าถึงการเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก โดยเชื่อว่าจะเป็นการเปิดโลกให้เด็ก ๆ ได้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

พร้อมผลักดันนโยบาย Thailand Zero Dropout” ที่มุ่งเน้นให้เด็กทุกคนได้เรียน โดยจะขยายผลการค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้มีทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิต และโอกาสพัฒนาเต็มศักยภาพ ควบคู่ไปกับการทำงานเพื่อมีรายได้เสริมในระหว่างการศึกษา เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม

“โดยจะเดินหน้านโยบาย Thailand Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน ที่ริเริ่มโดย นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568  นี้ รัฐบาลได้ขยายผลการค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่หลุดจากระบบการศึกษา จาก 25 จังหวัด ในปี 2567 เป็น 77 จังหวัดทั่วประเทศ  ให้สมกับที่ประเทศไทยเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ โดยปัจจุบันรัฐบาลได้ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา กลับมาเรียนจำนวน 304,083 คน

ด้าน ด.ช.เมธา โสดาวงษ์ นักเรียนระบบ Mobile School ศูนย์การเรียน CYF   กล่าวว่า  ตนเองออกจากโรงเรียนตอน ม.ต้น เนื่องจากปัญหาครอบครัว ทำให้ต้องหยุดเรียนไป 2 ปี ระหว่างนั้น ไปรับจ้างทำเกษตรเพื่อช่วยเหลือครอบครัว และพยายามเรียนรู้การเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซต์ จนได้รับการช่วยเหลือแนะนำให้กลับมาเรียน Mobile School  ห้องเรียนเติมฝัน เป็นหลักสูตรที่ใช้ประสบการณ์การทำงาน  การเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน   และเรียนออนไลน์กับคุณครูอาทิตย์ละ 3 วัน  ทำให้ตนกำลังจะเรียนจบม.3 ในเดือนเมษายนนี้   ตั้งใจว่า จะเรียนสายอาชีพในสาขาช่าง  

“โอกาสที่ได้กลับมาเรียนครั้งนี้ ทำให้ผมมองเห็นอนาคตของตัวเอง   ผมขอพูดเพื่อเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาทุกคน พวกเราทุกคนมีศักยภาพ มีความฝัน ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือพวกเราทุกคนให้ได้มีโอกาสเหมือนที่ผมได้รับครับ”

อบต.คลองสาม ‘จัดวันเด็ก 2568’ สนุกสุดจิ๊ด!!! สร้างรอยยิ้มทั่วตำบล

อบต.คลองสาม 'จัดวันเด็ก 2568' สนุกสุดจิ๊ด!!! สร้างรอยยิ้มทั่วตำบล

อบต.คลองสาม ‘จัดวันเด็ก 2568’ สนุกสุดจิ๊ด!!! สร้างรอยยิ้มทั่วตำบล

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

อบต.คลองสาม “จัดวันเด็ก 2568” สนุกสุดจิ๊ด!!! สร้างรอยยิ้มทั่วตำบล

11 มกราคม 2568 รศ.วิระศักด์ ฮาดดา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม นำทีมสร้างความสุขให้กับเด็กและครอบครัว ในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ตลาดจัมโบ้ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่นำบุตรหลานมาร่วมกิจกรรมวันเด็กในปีนี้เป็นจำนวนมาก

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ โดยมีกิจกรรมหลากหลายให้เด็ก ๆ ได้ร่วมกิจกรรม ซึ่งแบ่งเป็นฐานกิจกรรม 8 ฐาน พร้อมมอบของรางวัล บูธโชว์พิเศษจากเท่งน้อย เอนจอยโชว์ ที่เรียกเสียงหัวเราะจากทุกเพศทุกวัย อีกทั้ง การแสดงบนเวทีจากน้อง ๆ นักเรียนโรงเรียน อบต.คลองสาม และโรงเรียนสามัคคีราษฎร์บำรุง เรียกเสียงปรบมือ และความประทับใจแก่ผู้ชมด้วย นอกจากนี้ ยังอาหารและเครื่องดื่ม บริการฟรีตลอดงาน เพิ่มความอิ่มอร่อยและความสุขให้ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย 

รศ.วิระศักด์ ฮาดดา กล่าวว่า “งานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก การได้เห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ และความสุขของครอบครัวในตำบลคลองสาม เป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เรามุ่งมั่นพัฒนากิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ต่อไปในอนาคต และส่งต่อคุณค่าให้เยาวชน งานวันเด็กแห่งชาติครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความสนุกสนาน แต่ยังเน้นย้ำให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของตนเอง และตระหนักถึงบทบาทสำคัญในสังคม อบต.คลองสาม ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมมือกันทำให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ พร้อมตั้งเป้าจัดงานที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ในปีถัดไป เพื่อส่งมอบความสุขให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง”

น้องๆหนูๆ สุดเอนจอย งานวันเด็ก กฟผ.2568 ได้ความรู้รักษ์พลังงานเพียบ

น้องๆหนูๆ สุดเอนจอย งานวันเด็ก กฟผ.2568 ได้ความรู้รักษ์พลังงานเพียบ

น้องๆหนูๆ สุดเอนจอย งานวันเด็ก กฟผ.2568 ได้ความรู้รักษ์พลังงานเพียบ

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

11 มกราคม 2568 นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำทีมผู้บริหาร กฟผ. ร่วมส่งมอบความสุขแก่ให้เด็ก ๆ ในงานวันเด็กแห่งชาติ กฟผ. ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “EGAT Land ดินแดนประหยัดพลังงาน” มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการอนุรักษ์พลังงานและแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้า โดยเปิดพื้นที่ 3 โซนใหญ่บริเวณสำนักงานกลาง กฟผ. ให้ได้สนุกกันอย่างเต็มอิ่ม ได้แก่ 1) ลาน ENGY Patio กับขบวนพาเหรดและซุ้มกิจกรรมมากมาย 2) โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ที่เปิดให้เข้าเยี่ยมชมห้องควบคุมการผลิตไฟฟ้าเพียงครั้งเดียวในรอบปี และ 3) ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ที่จะพาเด็ก ๆ ท่องโลกพลังงานไฟฟ้าด้วยสื่อการเรียนรู้สุดล้ำสมัย

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจำลองบรรยากาศห้องเรียนสีเขียว เพื่อส่งมอบความรู้เรื่องพลังงานผ่านกิจกรรมและเกมแสนสนุก ลุ้นรับของรางวัลและของที่ระลึกอย่างจุใจ

‘คิง เพาเวอร์’แจกลูกบอล ฉลองวันเด็กแห่งชาติปี68 สนับสนุนเด็กไทยเล่นกีฬา

'คิง เพาเวอร์'แจกลูกบอล ฉลองวันเด็กแห่งชาติปี68 สนับสนุนเด็กไทยเล่นกีฬา

‘คิง เพาเวอร์’แจกลูกบอล ฉลองวันเด็กแห่งชาติปี68 สนับสนุนเด็กไทยเล่นกีฬา

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

คิง เพาเวอร์ แจกลูกฟุตบอล ฉลองวันเด็กแห่งชาติปี 68 มากกว่าการแจกลูกฟุตบอล คือ การส่งต่อแรงบันดาลใจ

11 มกราคม 2568 – คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย จัดเต็มความสนุก ฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ด้วยการแจกลูกฟุตบอลมาตรฐานสากล ภายใต้โครงการ ล้านลูก ล้านพลัง สร้างฝันเด็กไทย ให้กับน้อง ๆ ที่มีอายุระหว่าง 3-15 ปี ที่มาร่วมสนุกในงานวันเด็ก ณ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ, กระทรวงศึกษาธิการ, องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ รังสิตคลอง 5 (อพวช.) และกองบิน 6 ฝูงบิน 601 ท่าอากาศยานดอนเมือง พร้อมชวน KOLs สายกีฬา ที่เป็นไอดอลขวัญใจเด็ก ๆ มาร่วมกิจกรรมแจกลูกฟุตบอล เพื่อสร้างแรงบันดาลใจทางด้านกีฬา เพราะเชื่อว่าลูกฟุตบอลลูกเล็ก ๆ นี้ จะสามารถจุดประกายความฝันอันยิ่งใหญ่ของเด็ก ๆ ได้ และส่งเสริมให้เด็กไทยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ซึ่งได้รับความสนใจจากเยาวชนเข้าร่วมรับลูกฟุตบอลกันอย่างคึกคัก

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขัน Football Hero Challenge ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ นำมาปลุกพลัง การเล่นอย่างสร้างสรรค์ สนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้ปล่อยพลังอย่างเต็มที่ผ่านการโชว์สกิลเดาะลูกฟุตบอล โดยนักเตะวัยจิ๋ว ที่เดาะบอลได้จำนวนมากที่สุดคือ ด.ช. กัณฑ์อเนก อ่วมพรม โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา (บดินทร 3) สามารถเดาะบอลได้ 169 ครั้ง กล่าวว่า ผมมีความสุขและดีใจมาก ๆ ครับที่วันนี้ได้รับลูกฟุตบอลลูกใหม่ไปแบ่งปันเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน  และผมตั้งใจจะนำลูกฟุตบอลจากคิง เพาเวอร์ ไปไว้ใช้ฝึกซ้อมพัฒนาฝีเท้าให้เก่งยิ่งขึ้น เพราะอยากทำตามความฝันของตัวเองที่อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ในอนาคต ทั้งนี้ ผู้ชนะจะได้รับลูกฟุตบอลจำนวน 50 ลูกไปฝากเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ถือเป็นการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน พร้อมนำลูกฟุตบอลคุณภาพดีไปไว้ใช้พัฒนาทักษะทางด้านกีฬาฟุตบอลร่วมกับเพื่อน ๆ ต่อไป  

โครงการ ‘ล้านลูก ล้านพลัง สร้างฝันเด็กไทย’ เป็นหนึ่งในกิจกรรม CSR ของคิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย โดยในงานแจกลูกฟุตบอลฉลองวันเด็กแห่งชาติปี 2568 ถือเป็นการประเดิมนับถอยหลังเข้าสู่ลูกที่ล้าน! ตามเป้าหมายของโครงการฯ ทั้งนี้ คิง เพาเวอร์ เตรียมเดินหน้าแจกลูกฟุตบอลครบ 1 ล้านลูกภายในปีนี้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ้ค
King Power Thai Power พลังคนไทย หรือ อินสตาแกรม kingpowerthaipower