สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

สอศ.มอบโล่เชิดชูเกียรติ 102 สถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ‘ITA 2567’ ตอกย้ำองค์กรคุณธรรม-โปร่งใส

วันพุธ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานมอบโล่เชิดชูเกียรติให้แก่ 102 สถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อเป็นต้นแบบในการเสริมสร้างคุณธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา และเป็นแนวทางให้กับสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศในการบริหารจัดการที่โปร่งใส โดยมี นายวรวุฒิ ดำขำ ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการ พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 200 คน เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติขึ้น เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการบริหารงานด้วยคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสถานศึกษาอาชีวศึกษา ในการผลิตบุคลากรคุณภาพสู่สังคม การมีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ จะช่วยส่งเสริมให้สถานศึกษาสามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของสังคม

โดยปีงบประมาณ 2567 สอศ. ได้มอบหมายให้หน่วยศึกษานิเทศก์ ดำเนินงานภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในการคัดเลือกสถานศึกษาอาชีวศึกษาที่มีความโดดเด่นด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ผ่านเกณฑ์การประเมิน Integrity and Transparency Assessment (ITA) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 เป็นมาตรฐานสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กร ซึ่งมีจำนวน 102 สถานศึกษาที่ได้รับโล่เชิดชูเกียรติในปีนี้

สำหรับปีงบประมาณ 2568 จะขยายผลการดำเนินงานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสไปยังสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ โดยจะนำเครื่องมือ ITA มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ส่งเสริมการบริหารงานอย่างมีจริยธรรม ปลูกฝังแนวคิด “ไม่ทนต่อการทุจริต” ให้แก่บุคลากรและนักเรียน นักศึกษา ส่วนเกณฑ์การประเมิน Integrity and Transparency Assessment (ITA) ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ขึ้นไป จะได้เป็นสถานศึกษาอาชีวศึกษาต้นแบบ ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

“สอศ. ตั้งเป้าหมายให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน สถาบันการอาชีวศึกษา และหน่วยงานในกำกับ ทุกแห่ง นำแนวปฏิบัตินี้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้การบริหารงานมีความโปร่งใส ลดโอกาสในการเกิดการทุจริต และสร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านคุณธรรมและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การมอบโล่เชิดชูเกียรติในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ สอศ. ในการส่งเสริมความโปร่งใสในภาคการศึกษา ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและซื่อสัตย์ต่อสังคม” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

‘สพฐ.’ปูพรม’พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง’

'สพฐ.'ปูพรม'พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง'

‘สพฐ.’ปูพรม’พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.11 น.

เลขาธิการ กพฐ. เผยเร่งขยายเครือข่ายโรงเรียนจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ปูพรมแผนปฏิบัติการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” สพฐ. ไม่มีเด็กตกหล่น-ออกกลางคัน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ นำนโยบาย “OBEC Zero Dropout” หรือ “สพฐ. ไม่มีเด็กตกหล่นหรือออกกลางคัน” ไปสู่แผนการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของทุกเขตพื้นที่การศึกษา โดยใช้ชื่อโครงการว่า “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ซึ่งมีเป้าหมายให้เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา และมีโอกาสได้เรียนในทุกพื้นที่ นั้น จากการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รอบที่ 1 ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 พบว่า การติดตามเด็กตกหล่น อายุระหว่าง 3-18 ปี จำนวน 616,625 คน พบตัวแล้ว 195,432 คน คิดเป็นร้อยละ 31.69 ไม่พบตัว 421,193 คน คิดเป็นร้อยละ 68.31 ในจำนวนที่พบตัวได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว 54,629 คน คิดเป็นร้อยละ 8.87 ซึ่งตนได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาเร่งติดตามค้นหาเด็กตกหล่นเหล่านี้ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้เร็วที่สุด โดยจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นเข้ามารองรับ เช่น ใช้แนวทาง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งมีทั้งการเรียนในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพราะเด็กแต่ละคนก็มีความจำเป็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราก็จะพาการศึกษาไปหาเด็กๆ ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า Thailand Zero Dropout เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนมั่นใจว่า โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” จะสามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครองที่มีความจำเป็นแตกต่างกันได้ ทั้งนี้ “นำการเรียนไปให้น้อง” จะจัดสำหรับนักเรียนที่มีความจำเป็นเฉพาะไม่สามารถกลับเข้ามาเรียนในระบบได้ โรงเรียนก็จะนำการเรียนไปให้นักเรียนได้เรียนที่บ้าน หรือเรียนออนไลน์ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โดยปัจจุบันมีการนำร่องนำการเรียนไปให้น้องในรูปแบบต่างๆ เช่น โรงเรียนมือถือ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา, ห้องเรียน/บวรสร้างโอกาส, ห้องเรียนเคลื่อนที่ ห้องเรียนสาขา, เครดิตแบงก์/เทียบโอนหน่วยกิต และเปลี่ยนบ้านเป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู โดยครูประจำชั้น ครูฝ่ายวิชาการ ร่วมจัดหาสื่อการเรียนรู้ นำแบบฝึกใบงานไปให้นักเรียนที่บ้าน ผู้ปกครองช่วยสอนและทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียน มีการประเมินนักเรียนจากคลิปวิดีโอที่ผู้ปกครองส่งให้ เป็นต้น 

ปัจจุบันมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. จำนวน 54 โรงเรียน ใน 16 เขตตรวจราชการ ที่เป็นโรงเรียนต้นแบบจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และมีโรงเรียน จำนวน 927 โรงเรียนที่สมัครพัฒนาโมเดลการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งตนได้เน้นย้ำให้ ผอ.สพท.ทั่วประเทศ มีการบูรณาการดำเนินงานแก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยเชิญชวนประสานกับภาคีเครือข่าย หรือชุมชนมาร่วมค้นหา จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น และมีการชี้เป้า เฝ้าระวัง เด็กเยาวชนที่มีลักษณะที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เพื่อพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง ให้ได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง สู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout หรือ เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ให้เร็วที่สุด.

‘กัญจนา’มอบ 1 ล้านบาท ช่วย ‘ด.ต.เกษม บัวเทศ’ EOD ถูกลอบบึ้มที่ปัตตานี

'กัญจนา'มอบ 1 ล้านบาท ช่วย 'ด.ต.เกษม บัวเทศ' EOD ถูกลอบบึ้มที่ปัตตานี

‘กัญจนา’มอบ 1 ล้านบาท ช่วย ‘ด.ต.เกษม บัวเทศ’ EOD ถูกลอบบึ้มที่ปัตตานี

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

วันที่ 25 มีนาคม 2568  กัญจนา ศิลปอาชา ในฐานะประธานมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า  เมื่อบอกแล้วว่าสงสารมากก็ต้องมาช่วยและทำทันที ด.ต. เกษม บัวเทศ เจ้าหน้าที่ EOD แล้วโดนระเบิดที่ปัตตานี บาดเจ็บอาการสาหัส เพื่อให้ชาวบ้านปลอดภัย จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ ด.ต.เกษม ตามองไม่เห็นทั้ง 2 ข้าง เสียแขนไปหนึ่ง เสียหูเรื่องการได้ยินไปหนึ่งข้าง และขาโดนสะเก็ดระเบิดเป็นแผลจำนวนมาก

เหตุลอบวางระเบิดที่ทำให้ ด.ต.เกษม ได้รับบาดเจ็บเป็นเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2565 แต่ ด.ต.เกษม ยังคงต้องทำงานจนกว่าจะไปทำเรื่องปลดตัวเองออกจากราชการ ซึ่งก็จะลงไปปัตตานี เพื่อทำเรื่องวันนี้ ความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐก็มีเพียงเรื่องรักษาพยาบาล และเงินอีกไม่เท่าไหร่ ด.ต.เกษม ยังเป็นหนี้สหกรณ์ถึง 1.7 ล้านบาท

“วันนี้ดิฉันในฐานะประธานมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย พร้อมด้วยนายนิกร จำนง กรรมการมูลนิธิฯ จึงได้นำเงินจำนวน 1 ล้านบาท มามอบให้ ด.ต.เกษม ด้วยเงินจำนวนนี้ และเงินที่พ่อแม่พี่น้องทั่วประเทศช่วยกันบริจาค ด.ต.เกษมก็จะปลดหนี้สหกรณ์ได้ และเมื่อออกจากราชการก็จะไปใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาและครอบครัวที่ จ.เชียงราย แต่ก็ยังต้องเดินทางลงมารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ เป็นระยะ” กัญจนา ศิลปอาชา ระบุ

กัญจนา ศิลปอาชา บอกด้วย ตอนที่ไปเยี่ยมได้พูดคุยกับ ด.ค.เกษม ได้บอกเขาว่าขอบคุณมากนะคะที่ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ ด.ต.เกษม บอกว่า “แม้ชีวิตก็สละให้ได้” คำพูดดังกล่าวทำเอาดิฉันน้ำตาซึม ถ้าท่านใดอยากช่วยบริจาคเพิ่มเติมให้ สามารถบริจาคได้ บัญชีธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 929-0-64917-8 ชื่อบัญชีนายเกษม บัวเทศ

‘เครือซีพี-ทรู’เปิดตัว 12 เยาวชนก้าวสู่ สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11 20 เม.ย.นี้

‘เครือซีพี-ทรู’เปิดตัว 12 เยาวชนก้าวสู่ สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11 20 เม.ย.นี้

‘เครือซีพี-ทรู’เปิดตัว 12 เยาวชนก้าวสู่ สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11 20 เม.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.51 น.

เครือซีพีและทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดตัว 12 เยาวชนก้าวสู่ สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11 20 เม.ย.นี้ พบห้องเรียนธรรมะเรียลลิตี ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม จ.นครราชสีมา รับชมสดตลอด 24 ชม. ผ่านทรูวิชั่นส์ TrueID TrueVisions NOW และออนไลน์ที่ http://www.truelittlemonk.com

24 มีนาคม 2568 ให้ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว…เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสานต่อ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” เรียลลิตีธรรมะแห่งแรกของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เผยโฉม 12 เยาวชนชายที่ผ่านการคัดเลือกจากกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ พร้อมออกเดินทางสู่ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา  ปีนี้ได้รับความเมตตาจาก พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ใหญ่ นำพาสามเณรทั้ง 12 รูป เรียนรู้และฝึกฝนธรรมะ ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” โดยได้น้อมนำหลักพุทธพจน์ “ความกตัญญูกตเวที” อันเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี ซึ่งเป็นคติธรรมที่ได้รับประทานจากสมเด็จพระสังฆราชฯ มาเป็นแนวคิดในการดำเนินโครงการฯ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ 4 สัปดาห์

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ด้วยความเชื่อว่า คุณค่าที่เกิดขึ้นจากโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม จะเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งล้ำค่าที่คนรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้ รวมทั้งเป็นที่พึ่งพาหลักยึดของผู้ใหญ่และประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกัน ผู้ชมรายการเรียลลิตีธรรมะจะได้นำข้อคิดคติธรรมไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต สร้างพลังแห่งศรัทธาเพื่อให้พระพุทธศาสนาคงอยู่สืบไป เครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น จึงเดินหน้าโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินมาเป็นปีที่ 11  ด้วยความเมตตาจากพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ซึ่งรับหน้าที่เป็นพระอาจารย์ใหญ่ ได้วางหลักสูตรและหัวข้อธรรมให้กับสามเณรทั้ง 12 รูป ตลอด 31 วัน ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” โดยน้อมนำหลักพุทธพจน์ที่ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี” มาเป็นแนวทางหลักในการเรียนรู้ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ เพื่อให้สามเณรได้ตระหนักถึงคุณค่าของผู้มีพระคุณ และสามารถตอบแทนพระคุณนั้นผ่านการประพฤติปฏิบัติดี ปลูกฝังคุณธรรมในจิตใจ และเติบโตเป็นผู้มีศีลธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์คุณงามความดีให้แก่ครอบครัวและสังคมโดยรวม

ในปีนี้ ยังคงมุ่งเน้นแนวทาง “ธรรมะ ธรรมดา ธรรมชาติ” โดยเปิดโอกาสให้สามเณรได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ฝึกฝนตนเอง ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง และบำเพ็ญเพียรเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ผ่านกิจกรรมทางธรรมที่เข้มข้น อาทิ การเดินธุดงค์ ปักกลด และบำเพ็ญเพียรบารมี ณ วัดถ้ำไตรรัตน์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันวิสาขบูชา นอกจากนี้ ยังมีการจัดบรรยายธรรมทุกสัปดาห์ โดยในแต่ละวันสามเณร 3 รูปจะเป็นผู้ถ่ายทอดธรรมะในหัวข้อ “กตัญญูคู่ความดี” พร้อมสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการบรรพชา รวมถึงกิจกรรมเสริมที่ช่วยให้เข้าใจหลักธรรมได้ลึกซึ้งและสนุกสนานยิ่งขึ้น

โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 11 นี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น ตั้งใจสานต่อ เพื่อบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และเพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568  สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 47 พรรษา

ในวันที่ 3 มิถุนายน 2568 และบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรสำหรับพระอุปัชฌาย์ในพิธีบรรพชา ในวันที่ 20 เมษายนนี้”

นอกจากนี้ ยังได้รับความเมตตาจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และพระพรหมวชิรสุธี เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เป็นที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ รวมถึงคณะพระอาจารย์และวิทยากรที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศ อาทิ พระเทพปวรเมธี, พระราชวัชรธรรมภาณี, พระราชภาวนาวชิรญาณ, พระเมธีวชิโรดม, พระสุธีวชิรปฏิภาณ, พระมหาภูมิชาย อัคคปัญโญ, ดร.พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี, พระครูปลัดทรัพย์ชู มหาวีโร รวมทั้งพระวิทยากรกลุ่มธรรมะอารมณ์ดี มาให้ความรู้และดูแลความประพฤติอย่างใกล้ชิด 

ซึ่งการจัดโครงการฯ ครั้งนี้มี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส  ตลอดจนมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศมาร่วมรายการ อาทิ ครูเบิร์ด-บุญพงษ์ พานิช ผู้ก่อตั้งโรงละครเพื่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบนักปราชญ์ ร่วมด้วย คุณนที เอกวิจิตร (อุ๋ย บุดด้า เบลส)  คุณแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ เปรมานนท์ ศิลปินผู้ดำเนินรายการ ที่จะมาร่วมศึกษาธรรมะไปกับเหล่าสามเณรอีกด้วย

โดยจะมีการถ่ายทอดสดเรื่องราวการศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้งอกงามในจิตใจ ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 18 พฤษภาคมนี้ ร่วมเรียนรู้หลักธรรม พร้อมเป็นกำลังใจ ชื่นชมความสดใส น่ารัก และความมุ่งมั่นของเหล่าสามเณรน้อย รับชมกิจวัตรของสามเณรได้ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 119 หรือ 333  และช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60 หรือ 99  หรือทางออนไลน์ที่มีช่องทางเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ให้สามารถรับชมได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอปพลิเคชันสามเณรปลูกปัญญาธรรม TrueID, TrueVisions NOW, ออนไลน์ที่ http://www.truelittlemonk.com เช่นกัน..เตรียมเต็มอิ่มกับรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11 ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่

• เวลา 6.00 – 21.00 น. ถ่ายทอดสดกิจวัตรประจำวันและการปฏิบัติธรรมทุกวัน

• เวลา 21.00 – 21.45 น. ช่วงไฮไลต์ประจำวัน (Daily Highlight) สรุปเหตุการณ์และเรื่องเด่นรวมถึงหลักธรรมประจำวัน

• เวลา 21.45 – 22.15 น. พบกับรายการ “ถามธรรม ตอบธรรม” พูดคุยถึงตอบคำถามธรรมะจากผู้ชมทางบ้าน ผ่านมุมมองธรรมะจากคณะพระอาจารย์ และวิทยากรสอนธรรมะ

• เวลา 22.15 – 6.00 น. รายการธรรมะต่าง ๆ ได้แก่ พุทธสุภาษิต คติธรรม บรรยายธรรม นิทานธรรม เพลงธรรม พร้อมฉายช่วงไฮไลต์ประจำวันซ้ำ (Rerun)

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารของโครงการได้ที่ http://www.facebook.com/truelittlemonkthailand และ TikTok สามเณรปลูกปัญญาธรรม หรือโทร. 02-858-8339 (ในวันและเวลาทำการ)

#สามเณรปลูกปัญญาธรรม #ทรูปลูกปัญญา #บวชสามเณรภาคฤดูร้อน

สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยฯ จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง Pink Blue Run

สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยฯ จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง Pink Blue Run

สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยฯ จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง Pink Blue Run

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยฯ จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง Pink Blue Run

สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยคณะศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยในรุ่นต่าง ๆ ได้จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง (Pink Blue Run) มาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายของศิษย์เก่า ฯ ผู้ปกครอง คณะครู นักเรียนและประชาชนทั่วไป อีกทั้งเพื่อหารายได้ในการจัดงานมุทิตาจิตให้กับคณะครูที่เกษียณอายุราชการ   ตรงกับปีที่จัดกิจกรรมวิ่งชมพูฟ้ารันนิ่ง (Pink Blue Run) นั้น ๆ

ด้วยโรงเรียนสวนกุหลาบฯมีอัตลักษณ์ของสุภาพบุรุษสวนกุหลาบเป็นที่ประจักษ์อันได้แก่ เป็นผู้นำ รักเพื่อน นับถือพี่ เคารพครู กตัญญูพ่อแม่ ดูแลน้อง สนองคุณแผ่นดิน

สำหรับในปีนี้ คณะศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัยรุ่นที่ 123 นำโดยนายพลภัทร์ เตชะหรูวิจิตร ประธานรุ่น 123 และประธานจัดงานมุทิตาจิต 68 มีความตั้งใจที่จะรักษาซึ่งประเพณีที่ดีงามสร้างสรรค์กิจกรรมมุทิตาจิตประจำปี 2568 ในแบบฉบับของพวกเราเพื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นอีกครั้งที่ พวกเราศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯรุ่น 123 ได้มีโอกาสตอบแทนคุณโรงเรียนที่อบรมสั่งสอนพวกเรามา กิจกรรมต่างๆจะสร้างความสามัคคีและสานสัมพันธ์อันดีกับโรงเรียนครูอาจารย์และพี่น้องเพื่อให้สมกับ สุภาพบุรุษสวนกุหลาบที่จบจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยภายใต้มโนทัศน์ เพราะเกิดจากใจ…ไม่จาง

ชมพูฟ้ารันนิ่ง 2568 (Pink Blue Run 2025) กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2568 โดยเริ่มต้น ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย มีกิจกรรมวิ่งทั้งสิ้น 2 ระยะ คือ ระยะ fun run (3 กม.) และระยะ mini marathon (10 กม.)  โดยจะมีเส้นทางวิ่งบนถนนที่ผ่านพระบรมมหาราชวัง ผ่านบริเวณท้องสนามหลวงและผ่านสะพานพระพุทธยอดฟ้า

ในการนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายยามเช้ามากกว่า 3,500 คน มีทั้งประชาชนทั่วไป ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน โรงเรียนในเครือจตุรมิตรสามัคคี บุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิเช่น อาทิวราห์ คงมาลัย(ตูน บอดี้สแลม) OSK115 และ เต๋า สมชาย เข็มกลัด DSA106 โดยงานชมพูฟ้ารันนิ่ง 2568 จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ประชาชน ได้มีโอกาสเข้าถึง การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้เข้าถึงโอกาสในการออกกำลังกายและเล่นกีฬา ตลอดจนเพื่อใช้กิจกรรมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาเป็นสื่อในการปลูกฝังให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความมีน้ำใจ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

‘แรงงาน-กลาโหม-หอการค้า’เซ็นMOU หนุนทหารมีงานทำหลังปลดประจำการ

‘แรงงาน-กลาโหม-หอการค้า’เซ็นMOU หนุนทหารมีงานทำหลังปลดประจำการ

‘แรงงาน-กลาโหม-หอการค้า’เซ็นMOU หนุนทหารมีงานทำหลังปลดประจำการ

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานร่วม ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการมีงานทำให้แก่ทหารกองประจำการ ระหว่างกรมการจัดหางานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงกลาโหม หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

โดยมีนายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม นายสมชาย มรกต ศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางานผู้บริหารกระทรวงแรงงาน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศ ผู้บริหารเหล่าทัพ ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุมกระทรวงแรงงาน ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานดำเนินนโยบายตามรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่มุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มมีงานทำโดยเฉพาะทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีระเบียบวินัยและคุณภาพ เมื่อปลดประจำการแล้ว ควรได้รับการส่งเสริมให้มีอาชีพ รายได้ และสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม กระทรวงฯ จึงให้บริการจัดหางานทั้งในและต่างประเทศ พร้อมให้คำปรึกษาด้านอาชีพ ทดสอบความพร้อม ฝึกอบรม และพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้ได้รับการจ้างงานที่มีคุณภาพ ค่าตอบแทนเหมาะสม และได้รับสิทธิประกันสังคม

ในปัจจุบัน หลายภาคธุรกิจสนใจรับทหารเข้าทำงาน เช่น อุตสาหกรรมการผลิต ยานยนต์ โลจิสติกส์ งานบริการ ความปลอดภัย วิศวกรรม ช่างฝีมือค้าปลีก และธุรกิจอาหาร กระทรวงฯจึงจัดโครงการฝึกอบรมฟรีในสาขาต่างๆเช่น ช่างยนต์ ไฟฟ้า เชื่อมโลหะ บริหารธุรกิจ การตลาดออนไลน์ และภาษาต่างประเทศ เพื่อให้ทหารมีศักยภาพในการแข่งขัน และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ด้าน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า สำหรับการลงนามในครั้งนี้ มีตำแหน่งงานว่างไว้รองรับทหารกองประจำการหลังปลดประจำการ รวม 33,665 อัตรา และภายในงานมีสถานประกอบการเข้าร่วมจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานว่าง จำนวน 11 แห่ง ประกอบด้วย 1) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด (มหาชน) 2) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) 3) บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด 4) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) 5) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด 6) บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 7) บริษัท รักษาความปลอดภัย เอเอสเอ็ม แมเนจเมนท์ จำกัด 8) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) 9) บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด 10) บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด 11) บริษัท ยูนิคอร์ด จำกัด (มหาชน) รวมทั้งให้บริการจัดหางานในประเทศและต่างประเทศ แนะแนวอาชีพ ให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การทดสอบความพร้อมทางอาชีพ สาธิตการประกอบอาชีพ ตลอดจนการพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้มีความรู้ ความสามารถ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน จนสามารถนำไปประกอบอาชีพ ภายหลังปลดประจำการได้

ทั้งนี้ สามารถสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

ม.สวนดุสิต ปรับรูปแบบการเรียนการสอน GenEd นำร่องรายวิชา ‘คุณค่าของความสุข’ ตอบโจทย์นักศึกษา

ม.สวนดุสิต ปรับรูปแบบการเรียนการสอน GenEd นำร่องรายวิชา ‘คุณค่าของความสุข’ ตอบโจทย์นักศึกษา

ม.สวนดุสิต ปรับรูปแบบการเรียนการสอน GenEd นำร่องรายวิชา ‘คุณค่าของความสุข’ ตอบโจทย์นักศึกษา

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กับการปรับรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ในรายวิชา GenEd นำโดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่มอบแนวคิดและนโยบายให้ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ ร่วมกับ สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน เป็นแกนหลักในการปรับรูปใหม่ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชา คุณค่าของความสุข (VALUES OF HAPPINESS) สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในปีนี้ โดยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน ช่วยค้นหาความสุข หรือ ร่วมหาความสุขให้กับนักศึกษา โดยวางเป้าหมายสำคัญของการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ คือ อาจารย์ได้รู้จักนักศึกษา และนักศึกษาได้รู้จักอาจารย์ (มากกว่าในชั้นเรียนปกติ) ส่งผลให้อาจารย์ผลักดันตนเอง ขยับ และปรับเปลี่ยนแนวคิดการสอน เร่งพัฒนาเทคนิคการเรียนการสอน เพื่อดึงดูดให้นักศึกษามาเรียนกับตนในการแบ่งฐานกิจกรรม การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่นี้ เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง และการฝึกปฏิบัติกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนากรอบความคิดเชิงสร้างสรรค์ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยเชิญวิทยากรผู้มีชื่อเสียงและเชี่ยวชาญมาบรรยายสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาในการค้นหาความสุข อาทิ ความสุขกับน้าเน็ก – เกตุเสพย์สวัสดิ์,ความสุขกับเอม – ตามใจตุ๊ด, ความสุขกับพี่อ้อย – นภาพร, ความสุขกับเชฟอิน – กำลังอิน ความสุขกับเติ๊ก – ภาษาอังกฤษแบบหยาบๆ และความสุขกับเต๋อ – ไดอารี่ตุ๊ดซี่

โดย ชมพู่-ธันยพร โสภาวัตร นักศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวว่า การปรับการเรียนการสอนแบบใหม่ ทำให้ตนไม่รู้สึกเบื่อ แต่มีความสุขทุกครั้งที่ได้เข้าเรียนในรายวิชา คุณค่าของความสุข โดยเฉพาะกิจกรรมการแบ่งฐาน “ความรักบนโซเซียลมีเดีย…รักแท้หรือแค่ภาพลวงตา” ซึ่งเป็นการเข้าฐานกิจกรรมวันวาเลนไทน์พอดี เป็นฐานที่ทำให้ทุกคนได้ทำงานเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือกันประกอบหัวใจหนึ่งดวงขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจและสามัคคีกัน อยากให้ในอนาคตทางมหาวิทยาลัย จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบนี้อีกค่ะ ตอบโจทย์นักศึกษายุคใหม่จริงๆ เพราะเรียนแบบสนุก ไม่มีคำว่าเบื่อ ทั้งอาจารย์ วิทยากรที่เชิญมาบรรยาย ก็ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการหาความสุขของตัวเราเองได้อย่างแท้จริง ซึ่งวันนี้ได้รู้แล้ว ว่า ความสุขในแบบของชมพู่ คือ การได้มีรอยยิ้มที่สดใส มีความสุขเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเราเอง ทั้งกับเพื่อนและครอบครัวค่ะ

ด้าน ฟิวส์-รวิสรา ขอนทอง นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะพยาบาลศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเรียนรายวิชา คุณค่าของความสุข ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และกิจกรรมต่างๆ ก็สนุกมาก เพราะตลอดสัปดาห์จะเรียนวิชาที่ต้องอาศัยความเข้าใจเยอะ เนื้อหาซับซ้อน บางทีก็เครียดกับการเรียนค่ะ การได้มาเรียนในรูปแบบใหม่ของรายวิชานี้ เหมือนเป็นการใช้ฮิลใจตัวเองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะฐานกิจกรรม “การค้นหาตัวเอง”สอนให้นักศึกษาได้พูด และได้ทำในสิ่งที่เราชื่นชอบ ถึงแม้สิ่งนั้นเราอาจไม่ถนัดแต่เป็นสิ่งที่นักศึกษารู้สึกทำแล้วมีความสุขค่ะ ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยฯ ที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของรายวิชา คุณค่าของความสุข และปรับรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ตรงใจนักศึกษา เลยทำให้เพื่อนรู้จักเพื่อน (ต่างคณะ) อาจารย์รู้จักนักศึกษามากขึ้น และทำให้ฟิวส์เองได้เรียนรู้ว่า การมีครอบครัวอยู่คอยซัพพอร์ต การมีเพื่อนที่เรียนไปด้วย และการมีแฟนข้างกาย มันคือความสุขในแบบฉบับของฟิวส์ค่ะ

ต่อด้วย ขุนพล-ธนพล สุขโนนจารย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาอนามัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวต่อว่า ความรู้สึกที่ได้เรียนรายวิชา คุณค่าของความสุข ก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเพื่อนๆ ครับ เป็นวิชาที่สนุกและผ่อนคลายมากๆ และผมยังมีโอกาสได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์มุมมองจากเพื่อนๆ ต่างคณะ ซึ่งผมประทับใจกิจกรรมฐาน สวิตเกม (Switch Game) เพราะช่วยฝึกการคิดวิเคราะห์และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างรวดเร็วฝึกความสามารถในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่มีประโยชน์ในชีวิตจริง จึงอยากให้ทางมหาวิทยาลัยฯ จัดการเรียนการสอนแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะการช่วยนักศึกษาค้นหาความสุขผ่านกระบวนการเรียนในรูปแบบใหม่ ช่วยให้นักศึกษาได้เห็นความสุขหลายมิติ เช่น ความสุขทางอารมณ์ จิตใจ ปัญญา หรือสังคม ซึ่งเป็นมุมมองที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ ช่วยให้นักศึกษาได้เข้าใจตนเอง และสามารถรับมือกับปัญหาชีวิตได้ดีขึ้นครับ

และปิดท้ายด้วย โอ๋เอ๋-ประดับดาว ดวงพิมพ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาภาษาอังฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวว่า ตนรู้สึกโชคดีที่ทางมหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่ลงทะเบียนไม่ทันในรายวิชาดังกล่าว สามารถเข้าร่วมฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกิจกรรมได้ ซึ่งตนมองว่าการเชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงมาบรรยายสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาเป็นความสำเร็จเชิงประจักษ์ จึงทำให้การเรียนรายวิชา คุณค่าของความสุข ไม่ใช้แค่สนุก แต่ยังคุ้มค่าและมีประโยชน์กับนักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะนักศึกษาจะข้อคิดจากการฟังเรื่องราวจากวิทยากรที่มาบรรยาย ได้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับความสุข และช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับความสุขของตัวเอง ไม่ใช่แค่เรื่องของความสุขชั่วคราว แต่เป็นความสุขที่ยั่งยืนโดยเริ่มต้นได้จากตัวเราเอง ซึ่งในเทอมหน้าตั้งใจจะลงเรียนในรายวิชา คุณค่าของความสุข จึงอยากให้มหาวิทยาลัยยังจัดรูปแบบการสอนการสอนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นรายวิชาที่ให้ความรู้มากกว่าในตำรา และบรรยากาศในการเรียนรูปแบบใหม่ ก็เสริมประสิทธิภาพในการเรียนอย่างดีเยี่ยมค่ะ

บทสรุปของการปรับการเรียนการสอนในรูปแบบใหม่ นำร่องด้วยรายวิชา คุณค่าของความสุข นั้น นับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการสอนอย่างเป็นรูปธรรม เพราะนักศึกษาในยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างพลวัต การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความสุขในการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบเดิมที่เน้นการบรรยายในห้องเรียนอาจไม่เพียงพอต่อการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ในยุคปัจจุบัน การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนนอกห้องเรียนที่เน้นประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติจริงกับผู้เชี่ยวชาญในรายวิชาคุณค่าความสุข จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่จะนำไปสู่การผลิตบัณฑิตที่มีความสุขในการเรียนรู้ สามารถสำเร็จการศึกษาได้ตามเป้าหมาย และพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สดร.จับมือบางกอกแอร์เวย์ส สานฝันผู้บกพร่องทางการมองเห็น บินลัดฟ้าสัมผัสความหนาว ‘ดูดาวยอดดอยอินทนนท์’ ปีที่ 2

สดร.จับมือบางกอกแอร์เวย์ส สานฝันผู้บกพร่องทางการมองเห็น  บินลัดฟ้าสัมผัสความหนาว ‘ดูดาวยอดดอยอินทนนท์’ ปีที่ 2

สดร.จับมือบางกอกแอร์เวย์ส สานฝันผู้บกพร่องทางการมองเห็น บินลัดฟ้าสัมผัสความหนาว ‘ดูดาวยอดดอยอินทนนท์’ ปีที่ 2

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) ร่วมกับบางกอกแอร์เวย์ส และกลุ่มธุรกิจ TCP ขยายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์สู่ผู้บกพร่องทางการเห็น จัดโครงการ “แม้มองไม่เห็นแสงจันทร์ แต่สัมผัสได้ถึงดวงดาว” ปีที่ 2 นำคณะนักเรียน และครูจากโรงเรียนธรรมิกวิทยา อ. เขาย้อย จ. เพชรบุรี เดินทางมาเรียนรู้ดาราศาสตร์ ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จ.เชียงใหม่ และสัมผัสประสบการณ์จริงในการสังเกตวัตถุท้องฟ้า บนยอดดอยอินทนนท์ พื้นที่ที่มีฟ้าดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า กิจกรรม “แม้มองไม่เห็นแสงจันทร์ แต่สัมผัสได้ถึงดวงดาว” นี้ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากการสนับสนุนของบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบางกอกแอร์เวย์ส และกลุ่มธุรกิจ TCP ที่เล็งเห็นความสำคัญของการขยายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ให้กับบุคคลผู้มีความบกพร่องทางกาย สุขภาพ หรือบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษอื่นๆ เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงดาราศาสตร์ได้ทัดเทียมบุคคลทั่วไป สอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินงานของ NARIT ที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ สำหรับดาราศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่ใช้จินตนาการเพื่อทำความเข้าใจธรรมชาตินักดาราศาสตร์เองก็ศึกษาเอกภพโดยที่ไม่ได้ออกไปจากโลก ดังนั้นความบกพร่องทางการเห็นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ ซึ่ง NARIT ได้ออกแบบและพัฒนากิจกรรมสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษอย่างต่อเนื่อง

นางกรกนก ศิริวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมิกวิทยา อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี กล่าวว่า ขอขอบคุณสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ บางกอกแอร์เวย์ส และกลุ่มธุรกิจ TCP ที่มอบโอกาสให้กับเด็กๆ ตาบอด ได้มาเรียนรู้ดาราศาสตร์ เรียนรู้การใช้ชีวิตนอกห้องเรียน รู้สึกประทับใจตั้งแต่ชื่อโครงการที่ว่า แม้มองไม่เห็นแสงจันทร์ แต่สัมผัสได้ถึงดวงดาว ซึ่งเป็นจริงตามนั้น เนื่องจากคนตาบอดมองไม่เห็น จึงต้องเรียนกับของจริง ผ่านการสัมผัส หรือสิ่งที่จำลองขึ้น ซึ่งในที่นี้คือสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ และกิจกรรมต่างๆ ในโครงการนี้โอกาสเช่นนี้เป็นโอกาสพิเศษที่ทางโรงเรียน และคณะครูไม่สามารถมอบให้เด็กๆ ได้ นับเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่เด็กๆ จะประทับใจไปอีกนานแสนนาน

การมาเยือนเชียงใหม่ในครั้งนี้ นักเรียนและคณะครูจากโรงเรียนธรรมิกวิทยา รวมถึงอาสาสมัครจากบางกอกแอร์เวย์ส ได้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 2 วันเต็ม วันแรกได้เดินทางสู่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เพื่อร่วมกิจกรรมดาราศาสตร์ “ท้องฟ้าในมือฉัน” ภายในท้องฟ้าจำลอง เรียนรู้การดูดาวเบื้องต้น รู้จักกลุ่มดาวในหกเหลี่ยมฤดูหนาว ด้วยมือสัมผัสผ่านอุปกรณ์ทรงกลมท้องฟ้าที่ NARIT ได้พัฒนาขึ้น กิจกรรม “ย่อส่วนระบบสุริยะ” เปรียบเทียบขนาดของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะผ่านการสัมผัส และกิจกรรม “สร้างแบบจำลองดาวหาง” เรียนรู้องค์ประกอบและปั้นดาวหางเสมือนจริง

วันที่สอง เยี่ยมชมนิทรรศการดาราศาสตร์ และกิจกรรม “กาแล็กซีในมือฉัน” ช่วงบ่ายเดินทางสู่ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และความดันอากาศจากถุงขนม สัมผัสธรรมชาติ และละอองน้ำตกบริเวณน้ำตกวชิรธาร จากนั้นเข้าเยี่ยมชมหอดูดาวแห่งชาติ เรียนรู้ และสัมผัสกล้องโทรทรรศน์ชนิดต่างๆ สัมผัสและโอบฐานกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ ช่วงค่ำเดินทางสู่ยอดดอย เรียนรู้ และสัมผัสแบบจำลองหลุมดวงจันทร์ก่อนสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าจริง อาทิ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์ ผ่านกล้องโทรทรรศน์ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น หากแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น น้องๆ เหล่านี้ ไม่ได้ตาบอด 100% ส่วนใหญ่สามารถเห็นได้ลางๆ สามารถแยกความสว่างของวัตถุได้ หากเป็นดวงจันทร์ ก็จะเห็นเป็นจุดสว่างใหญ่ ส่วนดาวฤกษ์ หรือดาวเคราะห์ดวงอื่นก็เห็นเป็นจุดสว่างเล็ก

‘บ้านสุขาวดี’จัดเต็ม! ‘เทศกาลมหาสงกรานต์ 68’ แต่งชุดไทย-เล่นน้ำ-ปาร์ตี้โฟมสุดมันส์

‘บ้านสุขาวดี’จัดเต็ม! ‘เทศกาลมหาสงกรานต์ 68’ แต่งชุดไทย-เล่นน้ำ-ปาร์ตี้โฟมสุดมันส์

‘บ้านสุขาวดี’จัดเต็ม! ‘เทศกาลมหาสงกรานต์ 68’ แต่งชุดไทย-เล่นน้ำ-ปาร์ตี้โฟมสุดมันส์

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.37 น.

‘บ้านสุขาวดี’จัดเต็ม! ‘เทศกาลมหาสงกรานต์ 68’ แต่งชุดไทย-เล่นน้ำ-ปาร์ตี้โฟมสุดมันส์

บ้านสุขาวดี เตรียมต้อนรับเทศกาลมหาสงกรานต์ 2568 อย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 เชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศไทยแท้ กับกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย โดยไฮไลต์เด่นของงาน เปิดให้แต่งชุดไทยฟรี! เพียงวางค่ามัดจำ 250 บาท พร้อมเจ้าหน้าที่ช่วยแต่งตัวให้สวยงาม ก่อนเดินถ่ายภาพในบรรยากาศไทยโบราณที่ ลานวัฒนธรรมไทย กิจกรรมสรงน้ำพระแก้วมรกต ครบทั้ง 3 ฤดู เสริมสิริมงคลตลอดปี และเล่นน้ำสงกรานต์สุดชุ่มฉ่ำ กับม่านสายน้ำ สาดน้ำอบไทยหอมละมุน และกลีบดอกไม้ เพิ่มความสนุกโดยสาวสวยบ้านสุขาวดี นอกจากนี้ชวนสนุกไปกับปาร์ตี้โฟมสุดมันส์ พร้อมกิจกรรมพื้นบ้าน เช่น หนุ่มน้อยตกน้ำ ยิงปืน ปาลูกโป่ง ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

บ้านสุขาวดีชวนมาร่วมเช็กอิน-แชร์ภาพ กด Like & Share เพจบ้านสุขาวดี รับของชำร่วยกลับบ้านฟรี ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ บ้านสุขาวดี เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสนุกสนานกับสงกรานต์แบบไทยๆ ได้ที่นี่!

‘ศาลปกครองสูงสุด’รับคำฟ้อง ยกเลิกประกาศคะแนน TCAS A-Level 67 คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1

‘ศาลปกครองสูงสุด’รับคำฟ้อง ยกเลิกประกาศคะแนน TCAS A-Level 67 คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1

‘ศาลปกครองสูงสุด’รับคำฟ้อง ยกเลิกประกาศคะแนน TCAS A-Level 67 คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.21 น.

‘ศาลปกครองสูงสุด’มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดีฟ้องขอยกเลิกประกาศคะแนนสอบ TCAS A-Level 2567 คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 1 หลัง‘ที่ประชุม ทปอ.’ประกาศแก้ไขคะแนน ทำผู้ฟ้องคดีคะแนนลด จนพลาดโควตาสถาบัน

จากกรณีก่อนหน้าที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ประกาศผลสอบ A-Level ผ่านทางเว็บไซต์ MyTCAS ได้ประกาศผลคะแนนสอบข้อสอบ A-Level ซึ่งเป็นข้อสอบเพื่อใช้เป็นหนึ่งในการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากประกาศผลสอบไปไม่นาน มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อผิดพลาดต่างๆในการสอบครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น มีคนไม่ได้เข้าสอบในวิชา “คณิตศาสตร์ 1” แต่กลับได้คะแนน หรือมีคนเข้าสอบ “คณิตศาสตร์ 1” แต่กลับไม่ได้คะแนน

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองสูงสุด  รับคำฟ้อง คดีขอยกเลิกประกาศคะแนนสอบTCAS A-Level 67 คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 1  โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568  ศาลปกครองพิษณุโลกอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 206/2568ที่ 207/2568 และที่208/2568 ซึ่งผู้ฟ้องคดีฟ้องประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กับผู้จัดการระบบสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (TCAS67) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยฟ้องว่า ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ดำเนินการจัดสอบ TCAS67 และประกาศผลสอบวิชา A-Level คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ 1 ของผู้ฟ้องคดีผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะได้เข้าเรียนหรือได้รับโควตาสายสุขภาพของสถาบันที่ยื่นโควตาไว้แล้ว

แต่ต่อมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยประกาศแก้ไขคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์1 เป็นผลให้ ผู้ฟ้องคดีถูกปรับลดคะแนนวิชาดังกล่าวลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะได้รับเข้าเรียนหรือได้รับโควตาสายสุขภาพ ของสถาบันที่ได้ยื่นโควตาไว้ ทำให้เสียสิทธิเข้าเรียนในสถาบันดังกล่าว

จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษายกเลิกประกาศที่แก้ไขปรับลดคะแนนสอบของผู้ฟ้องคดี และปรับคะแนนของผู้ฟ้องคดีให้เป็นไปตามเดิม พร้อมขอให้ยกเลิกการนำคะแนนสอบ A-Level วิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์1 ไปใช้ในทุกสถาบัน และขอให้เปิดเผยข้อสอบและผลการตรวจข้อสอบทุกรายวิชาของผู้ฟ้องคดี

ส่วนคดีที่ฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้น ฟ้องว่า รัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยละเลยไม่ควบคุมการดำเนินการระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาโดยปล่อยให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยออกกฎเกณฑ์จำกัดสิทธิและละเมิดสิทธิในการศึกษาของเด็ก รวมทั้งไม่ตรวจสอบปัญหาการแก้ไขคะแนน ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ คำฟ้องไว้พิจารณา  ในคดีที่ฟ้องประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และคดีที่ฟ้องผู้จัดการระบบ TCAS67 นั้น

ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า การคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาเป็นอำนาจและหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายของแต่ละสถาบัน โดยมีอธิการบดีของแต่ละสถาบันเป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของสถาบันอุดมศึกษาในขณะนั้น ก็ได้มอบหมายให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยพิจารณาปรับรูปแบบการรับนักเรียนเข้าศึกษา ในสถาบันอุดมศึกษาด้วย

ซึ่งต่อมา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยก็ได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายนั้น โดยใช้ระบบคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) เป็นระบบ การคัดเลือก แสดงให้เห็นว่าอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่ประกอบเป็นที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยได้ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาของตนในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาต่อ และมอบหมายให้ผู้จัดการระบบ TCAS67 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบวัดผลและคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาแทนตน โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของบริการสาธารณะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นการดำเนินกิจการทางปกครอง มิใช่เป็นเพียงความร่วมมือประสานงานหรือส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาตามวัตถุประสงค์เดิมของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ไม่มีกฎหมายก่อตั้งหรือให้อำนาจและไม่ได้สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ดังนั้น การที่สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อโดยไม่ได้จัดการสอบเอง

แต่ยอมรับใช้ระบบการคัดเลือกกลาง ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการระบบฯ มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา2567 ตามภารกิจและวัตถุประสงค์ของระบบ TCAS67 ซึ่งเป็นกิจการทางปกครองและบริการสาธารณะด้านการศึกษา โดยได้รับมอบหมายหน้าที่จากทั้งรัฐมนตรีและจากอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง การกระทำของที่ประชุมอธิการบดี แห่งประเทศไทย (ทปอ.) และผู้จัดการระบบ TCAS จึงเป็นการกระทำทางปกครองและอยู่ในอำนาจของ ศาลปกครองที่จะตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้

ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่าเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา

สำหรับคดีที่ฟ้องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัตินั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การศึกษาของชาติเป็นหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 รัฐมนตรีจึงมีหน้าที่กำหนดนโยบายและกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาในการนำนโยบายไปปฏิบัติซึ่งรวมตลอดตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้ารับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นต้นไป รัฐมนตรีฯ ไม่อาจปล่อยให้ภารกิจดังกล่าวดำเนินไปโดยปราศจากการกำกับดูแลจากรัฐ

เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่เห็นพ้องกับศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี