อว.เปิดตัว ‘e-Testing Center’ ยกระดับ Thai MOOC สู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา’

อว.เปิดตัว 'e-Testing Center' ยกระดับ Thai MOOC สู่ 'โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา'

อว.เปิดตัว ‘e-Testing Center’ ยกระดับ Thai MOOC สู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

อว. พลิกโฉมการศึกษาไทย เปิดตัว “e-Testing Center” มาตรฐานสากล พร้อมยกระดับ Thai MOOC สู่ “โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา” ปูพรม AI Literacy และ Credit Bank เต็มรูปแบบ

ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ให้เป็นประธานเปิดศูนย์สอบความร่วมมือ (e-Testing Center) และประชุมระดับนโยบายเพื่อวางรากฐาน Thai MOOC Ecosystem ปี 2569 ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยชั้นนำและภาคเอกชน มุ่งสร้างทักษะ AI และระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อคนไทยทุกคน โดยมี ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ ผู้อำนวยการโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ดร.เจษฎา อานิล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วม ณ อาคารศูนย์เรียนรวม 1 (อาคารอินทรีจันทรสถิตย์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร.วันนี กล่าวว่า ศูนย์สอบออนไลน์ e-Testing Center มาตรฐานสากลนี้ เกิดจากความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย (TCU) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนรายวิชาออนไลน์ด้านความเข้าใจปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนของประเทศใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. AI for Education 2. AI Workforce Development และ 3. AI Innovation ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และรองรับการเทียบโอนหน่วยกิตผ่านระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.วันนี กล่าวต่อว่า ความร่วมมือแบบบูรณาการ (Synergetic Collaboration) ในครั้งนี้ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะยกระดับ Thai MOOC จากการเป็นเพียงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญาของประเทศ” โดยดำเนินการผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1. การทลายกำแพงวิชาการ (National Credit Bank) เชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษากว่า 40 แห่ง เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นพันธมิตร เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและเปิดกว้างให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตข้ามสถาบันได้อย่างไร้ขีดจำกัด 2. การเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม (Micro-credentials) ดึงภาคเอกชนร่วมเป็น “ผู้ร่วมออกแบบ” (Co-designer) หลักสูตร เพื่อให้ใบประกาศนียบัตรจาก Thai MOOC เป็นเครื่องยืนยันสมรรถนะที่ภาคธุรกิจยอมรับและพร้อมทำงานได้ทันที 3. นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อความเท่าเทียม (AI-Driven Learning) ยกระดับจากการเรียนผ่านวิดีโอทั่วไป สู่ระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน (Learning Analytics) ที่แนะนำบทเรียนตามศักยภาพรายบุคคล ลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสให้คนไทยทุกพื้นที่เข้าถึงความรู้มาตรฐานเดียวกับคนในเมืองหลวงได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง และ 4. ความร่วมมือระดับสากล (Global Partnership) ขยายเครือข่ายกับ MOOC ระดับโลก อาทิ JMOOC (ญี่ปุ่น) และ K-MOOC (เกาหลีใต้) เพื่อยกระดับมาตรฐานรายวิชาของไทยสู่เวทีสากล

“แม้การขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้จะมีความท้าทายทั้งด้านกฎระเบียบและเทคนิค แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือความคุ้มค่ามหาศาล เมื่อคนไทยเข้าถึงแหล่งความรู้คุณภาพได้ไร้ขีดจำกัด เศรษฐกิจฐานรากจะเข้มแข็ง และนวัตกรรมจะเกิดขึ้นจากทุกมุมของประเทศ ขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา มาร่วมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีวันเกษียณ เพื่อให้ Thai MOOC เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างแท้จริง” ดร.วันนี กล่าว

-(016)

มช.โชว์ศักยภาพระดับเอเชีย 3 ผลงาน ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ‘THE Awards Asia 2026’

มช.โชว์ศักยภาพระดับเอเชีย 3 ผลงาน ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 'THE Awards Asia 2026'

มช.โชว์ศักยภาพระดับเอเชีย 3 ผลงาน ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ‘THE Awards Asia 2026’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) สร้างความภาคภูมิใจบนเวทีการศึกษาเอเชียอีกครั้ง หลังผลงานทางวิชาการและโครงการพัฒนาสังคมของมหาวิทยาลัยได้รับการคัดเลือกจาก Times Higher Education (THE) ให้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย (Shotlist) การพิจารณารางวัล THE Awards Asia 2026 จำนวน 3 ผลงาน ใน 3 ประเภทรางวัล สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นานาชาติ การดูแลนักศึกษา และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับภูมิภาคสู่เวทีเอเชีย

ผลงานแรกที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายคือรางวัล International Strategy of the Year จากผลงาน “CMU’s International Strategy: A Multi-Tiered Architecture for Global Impact” โดยศูนย์บริหารพันธกิจสากล ซึ่งสะท้อนแนวทางการวางยุทธศาสตร์ความร่วมมือระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ มุ่งยกระดับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จากความร่วมมือเชิงนามธรรมไปสู่การดำเนินงานที่สร้างผลลัพธ์จริงและยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับฐานรากจนถึงพันธมิตรชั้นนำระดับโลก

รางวัล Outstanding Support for Students เป็นผลงานของกองพัฒนานักศึกษา ภายใต้ชื่อ “Token to Care – No Money No Hunger” โครงการนวัตกรรมด้านสวัสดิการที่มุ่งช่วยเหลือนักศึกษาซึ่งประสบปัญหาการเงินฉุกเฉิน ผ่านระบบคูปองอาหารดิจิทัล พร้อมทั้งเชื่อมโยงนักศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเข้าสู่โอกาสด้านทุนการศึกษา ที่พักอาศัย และการทำงาน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการศึกษาอย่างรอบด้าน

ในด้านการพัฒนาภูมิภาค ผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในรางวัล Outstanding Contribution to Regional Development ได้แก่ “SMART BEE SDGs – Enhancing Food Security and Beekeeper Livelihoods in the Mekong Region” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.เทิด ดิษยธนูวัฒน์ คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เลี้ยงผึ้งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)

ความสำเร็จจากการผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้ง 3 ประเภทรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการบูรณาการการศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และการทำงานเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชียที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ Times Higher Education (THE) มีกำหนดประกาศผลผู้ชนะและจัดพิธีมอบรางวัล THE Awards Asia 2026 ในวันที่ 22 เมษายน 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง

-(016)

มกธ.– ศิริเวลเนส คลินิก จับมือ MOU เชื่อมโยง ‘ความรู้–ความงาม’ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่อย่างยั่งยืน

มกธ.– ศิริเวลเนส คลินิก จับมือ MOU เชื่อมโยง ‘ความรู้–ความงาม’ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่อย่างยั่งยืน

มกธ.– ศิริเวลเนส คลินิก จับมือ MOU เชื่อมโยง ‘ความรู้–ความงาม’ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุคใหม่อย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ร่วมกับ ศิริเวลเนส  คลินิก(SiriWellness Clinic) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคใหม่อย่างรอบด้าน ทั้งด้านองค์ความรู้ ความสามารถทางวิชาการ บุคลิกภาพ ความมั่นใจ และความสุข อันเป็นรากฐานสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำแนวคิด

“ความงามคู่ความรู้… ส่งเสริมบุคลากรความรู้คู่ความงาม งามอย่างมีคุณค่า”

ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างสมดุล ทั้งภายในและภายนอก เพื่อสร้างคุณค่าให้ตนเองอย่างสง่างามและสังคมอย่างยั่งยืน

ในการนี้ ศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง ได้ให้เกียรติร่วมงานในครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวแสดงความยินดีในการลงนามความร่วมมือระหว่างม.กรุงเทพธนบุรีกับศิริเวลเนส คลินิก ในครั้งนี้ด้วย

การลงนามในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีมอบหมายให้ ผู้ช่วยศ.ดร.เสงี่ยม บุษบาบาน รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัย ร่วมลงนามกับ ดร.นิริน พลวัน ผู้บริหารศิริเวลเนส โดยมี นางสาววาสิตา พิชิตวัฒนา ผู้อำนวยการสำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ นพ.วรวรรธน์ แก้ววิเชียร แพทย์ศิริเวลเนส ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาทางวิชาการของทั้งสองหน่วยงาน ในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการศึกษา ความสุขและความงาม เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่การศึกษา การทำงาน และการดำเนินชีวิต ผ่านโครงการ “SiriWellness Education Fund – ความสวยที่สร้างอนาคต”

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีเป้าหมายร่วมกันในการสนับสนุนทุนการศึกษา และจัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพบัณฑิตให้มีความพร้อมรอบด้าน ภายใต้แนวคิด “Smart & Stunning” อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ผู้บริหารศิริเวลเนส  คณาจารย์ นักศึกษา และสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามอย่างพร้อมเพรียง ณ หอประชุม BTU Hall มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

​GISTDA เปิดพิมพ์เขียว ‘Thailand Spaceport’ วางรากฐานเศรษฐกิจอวกาศไทยสู่เวทีโลก

​GISTDA เปิดพิมพ์เขียว ‘Thailand Spaceport’ วางรากฐานเศรษฐกิจอวกาศไทยสู่เวทีโลก

​GISTDA เปิดพิมพ์เขียว ‘Thailand Spaceport’ วางรากฐานเศรษฐกิจอวกาศไทยสู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด เปิดเผยผลการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งท่าอวกาศยาน (Spaceport) ของประเทศไทย ระบุ ศักยภาพของโครงการ ด้วยการเริ่มต้นลงทุนพร้อมผลวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่เป็นบวก และผลตอบแทนทางสังคม (SROI) 1.79 เท่า เสนอแผนโรดแมปเริ่มจากระดับ Suborbital เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ก่อนก้าวสู่การเป็นฮับอวกาศเต็มรูปแบบในอนาคต ณ ห้องเพลินจิต โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เพลินจิต เซ็นเตอร์พ้อยท์เอ็กเซ็กคูทีฟ กรุงเทพมหานคร

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า รายงานผลการศึกษาฉบับนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ “เศรษฐกิจอวกาศใหม่” โดยสาระสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัว หรือต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป โดยผลการศึกษาชี้ชัดว่าประเทศไทยสามารถเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการนำส่งแบบ Suborbital บนพื้นที่ที่มีความพร้อมทางกายภาพและภูมิศาสตร์ ซึ่งโครงการนี้ฯ ได้ศึกษาถึงการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และผลกระทบทางสังคม เพื่อหาโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริบทของประเทศไทย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นว่า เรามีศักยภาพที่จะเปลี่ยนพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือพื้นที่ภาคใต้ให้กลายเป็นประตูสู่อวกาศได้

การศึกษาได้ทำการประเมินพื้นที่ศักยภาพ จำนวน 3 แห่งด้วยกัน โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย เส้นทางการบิน และต้นทุนการลงทุน ผลการเปรียบเทียบปรากฏว่า พื้นที่แรกคือ “เกาะจวง – เกาะจาน จ.ชลบุรี” เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสูงสุด โดยมีต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นต่ำที่สุดอยู่ที่ 376 ล้านบาท เนื่องจากเป็นพื้นที่ราชพัสดุและอยู่ในเขตภูมิประเทศที่เอื้อต่อการปล่อยจรวด ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเวนคืนที่ดินและการปรับสภาพพื้นที่ ,ถัดมาคือพื้นที่ “สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง” แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินรองรับ แต่ต้องใช้งบประมาณลงทุนปรับปรุงกว่า 828 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอวกาศและไม่กระทบต่อการบินพาณิชย์ และพื้นที่สุดท้ายคือ “แหลมสนอ่อน จงสงขลา” แม้จะมีพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่น่าสนใจ (ใกล้เส้นศูนย์สูตร) แต่พบข้อจำกัดด้านต้นทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นทุนจากการจัดซื้อที่ดินของเอกชน ทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนระยะเริ่มต้นลดต่ำลง หากลงทุนจะใช้เวลาในการสร้างไม่เกิน 5 ปี

ในส่วนของมุมมองการวิเคราะห์ทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ รายงานได้จำแนกผลตอบแทนออกเป็นสองส่วนสำคัญ เพื่อสะท้อนภาพจริงของการลงทุนภาครัฐ ซึ่งมูลค่าปัจจุบันสุทธิทางเศรษฐกิจของพื้นที่เกาะจวง–เกาะจาน เป็นเพียงพื้นที่เดียวที่มีค่า Economic NPV เป็นบวก สะท้อนว่าเมื่อนับรวมผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การจ้างงานในอุตสาหกรรมไฮเทค การเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน และการท่องเที่ยวเชิงอวกาศ ประเทศจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไป ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิทางการเงินในทุกพื้นที่ศึกษา ค่า Financial NPV ยังคงติดลบ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่เน้นผลกำไรเชิงพาณิชย์ แต่เน้นการสร้างฐานรากเพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนในระยะยาว

ในด้านผลตอบแทนทางสังคมจุดเด่นสำคัญของรายงานฉบับนี้คือการวิเคราะห์ ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) ซึ่งพบว่าการพัฒนา Spaceport ที่เกาะจวง–เกาะจาน จะสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้ถึง 1.79 เท่า นั่นหมายถึง เงินลงทุนทุก 1 บาท จะสร้างคุณค่าทางสังคมกลับคืนมาประมาณ 1.79 บาท ผ่านกลไกต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ การสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ให้กับเยาวชนและบุคลากรในประเทศ ,ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและวิศวกรไทย ,ด้านความยั่งยืนของชุมชน การวางแผนลดผลกระทบต่อชุมชนและการสร้างรายได้ใหม่ในพื้นที่รอบโครงการ

ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า คณะผู้จัดทำรายงานเสนอแนวทางการพัฒนาแบบ Phased Approach โดยแนะนำให้ประเทศไทยเริ่มต้นจากการพัฒนาขีดความสามารถในการทดสอบและปล่อยจรวดระดับ Suborbital (วงโคจรย่อย) ในระยะแรก (คาดว่าใช้เวลา 2-5 ปี) โดยเป็นการลดความเสี่ยงซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนเท่าการส่งเข้าวงโคจรและใช้งบประมาณน้อยกว่า ,การสร้าง Experience & Expertise เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงด้านการปฏิบัติการ การบริหารจัดการน่านฟ้า การทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย และเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรเป็นสนามฝึกซ้อมที่ดีที่สุดสำหรับวิศวกรและนักวิจัยไทยก่อนขยับไปสู่ภารกิจที่ใหญ่ขึ้น

แม้โครงการ Thailand Spaceport จะมีความท้าทายรออยู่ ทั้งในด้านความซับซ้อนทางเทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และสภาพภูมิศาสตร์ แต่ผลการศึกษานี้ยืนยันว่า “ความเป็นไปได้มีอยู่จริงและคุ้มค่า” การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างฐานปล่อยจรวด แต่คือการ “ปักหมุด” ประเทศไทยลงบนแผนที่อวกาศโลก เป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมอวกาศ และเป็นการเปิดประตูโอกาสมหาศาลให้กับคนรุ่นใหม่ และการตัดสินใจเดินหน้าโครงการนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศในอีกทศวรรษข้างหน้า

สกร.จัดประชุมโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ

สกร.จัดประชุมโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ

สกร.จัดประชุมโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริฯ เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดประชุมวิชาการ “โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “13 ปี พระเมตตา สร้างป่า สร้างรายได้ สร้างถิ่นไทยให้เข้มแข็ง” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 – 31 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษาฯ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมี นายอุปดิศร์ ฉัตรคำ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ไม้ในเขตพระราชทานและพื้นที่พิเศษ กรมป่าไม้  และ ศ.ดร.ดุสิต เวชกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. เปิดเผยว่า โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยในทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมจากการถูกบุกรุกและทำไร่เลื่อนลอย โดยทรงมีพระราชดำรัส ณ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา จ.น่าน เมื่อปี 2555 ความตอนหนึ่งว่า…

“ป่านี้เป็นสมบัติของชุมชน ของชาติของเรา ของคนพื้นที่ เป็นของชาวบ้าน ต้องรักษาไว้เป็นของลูกหลาน ต้องปลูกป่าเลยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ชาวบ้านพยายามจะคิดหาพืชใหม่ที่มีราคาแพง แดดไม่กลัวระหว่างที่ปลูกให้ชาวบ้านมีรายได้จริงๆ”

จากการน้อมนำแนวทางดังกล่าว สกร. ได้บูรณาการร่วมกับกรมป่าไม้ และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนโครงการมาตั้งแต่ปี 2556 โดยมีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอบ่อเกลือ จ.น่าน เป็นหน่วยงานนำร่อง และขยายผลจนครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน ตาก แม่ฮ่องสอน และเลย รวม 38 อำเภอ ปัจจุบันมีเกษตรกรร่วมโครงการฯกว่า 62,000 ครัวเรือน

สำหรับการจัดงานในปีนี้ สกร. ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สกร. จัดงานประชุมดังกล่าว เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่ พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน เป็นองค์ประธาน ในการประชุมฯ

“สกร. มุ่งมั่นขับเคลื่อนโครงการนี้เพื่อสนองพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง 13 ปีที่ผ่าน จากที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยเรื่องของการบุกรุกป่า การใช้สารเคมี การดำเนินการที่ทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย จึงมีโครงการสร้างป่า สร้างรายได้เกิดขึ้น โดยการบูรณาการร่วมกันระหว่าง สกร.กรมป่าไม้ กรมวิชาการเกษตร ฯ มสธ.และภาคีเครือข่าย เข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้ป่า มีการวางแผน ต้นน้ำคืออนุรักษ์พื้นที่ป่า ส่วนกลางน้ำ คือ มีการจัดทำหลักสูตรให้เกิดการเรียนรู้ และสามารถต่อยอดให้สอดคล้องกับเครดิตแบงค์ และความรู้ที่สามารถปฏิบัติได้จริง เป็นการปลูกป่าภายในใจให้ทุกคนมองเห็นได้ว่า ป่า นอกจากช่วยในเรื่องอากาศแล้วยังทำให้เกิดองค์ความรู้และสร้างแบรนของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากป่า เพื่อสร้างรายได้ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อป่าที่สมบูรณ์และชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” อธิบดี สกร.กล่าวและว่า มสธ.ได้มีการติดตามผลการดำเนินการ ว่าอะไรที่เป็นตังชี้วัดของความสำเร็จ ในพื้นที่ 5 จังหวัด และอะไรที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้โครงการนี้เกิดความยั่งยืนสมกับพระปณิธานของพระองค์ท่าน และสามารถสร้างป่า สร้างรายได้ในทุกๆที่และในอนาคนจะขยายผลต่อยอดเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่ง สกร.ถือว่าบทเรียนนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญ ทำให้เกิดการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและสามารถทำให้เกิดองค์ประกอบของ “เลิร์นทูเอิร์น” มีรายได้ระหว่างเรียน ได้ต่อไปในอนาคต“ อธิบดี สกร.กล่าว

ด้าน นายอุปดิศร์ ฉัตรคำ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ไม้ฯ กล่าวว่า เราเริ่มต้นโครงการนี้จากปัญหาที่ป่าไม้ถูกบุกรุกและทำลายป่า ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ เช่น เกิดภัยแล้ง ไฟป่า น้ำท่วม ผลผลิตเกิดความเสียหาย หรือผลผลิตได้น้อยลง กรมป่าไม้ได้มีการเข้าไปดูแลในเรื่องการปลูกป่า โดยกรมป่าไม้ได้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนและชุมชนและให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการดูแลรักษาผืนป่า ซึ่งโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ตามพระราชดำริฯ เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 มีการปลูกป่าใหม่ขึ้นมา และสร้างจิตสำนึกประชาชน หรือปลูกป่าในใจคน โดยให้ประชาชนช่วยกันดูแลรักษาป่าในพื้นที่ โดยกรมป่าไม้ได้เข้าไปดูแลเกษตรกรในชุมชน เป้าหมายเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมต้นกล้าพันธุ์ที่เหมาะสมในการปลูกแต่ละพื้นที่ และเข้าไปดูแลพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่ ศ.ดร.ดุสิต เวชกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิ มสธ. กล่าวว่า มสธ.มีการสอนด้านการเกษตรตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก มสธ. จึงเข้าไปช่วยในการพัฒนาเชิงวิชาการร่วมกับครู สกร. และกรมป่าไม้ เพราะแต่ละชุมชนมีความต้องการความรู้ที่แตกต่างกัน มสธ.ก็ไปให้ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ มสธ. ยังได้ทำแบบประเมินการดำเนินงานของโครงการฯแต่ละพื้นที่ เพื่อดูว่าอะไรที่เป็นตังชี้วัดของความสำเร็จ และอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข พร้อมสอดแทรกความรู้ความคิดเพื่อให้นำไปต่อยอดได้ ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ประสบความสำเร็จมากขึ้น

ทูตสหรัฐ วางพวงมาลา นักรบไทย ยกย่องเชิดชู ความกล้าหาญ

ทูตสหรัฐ วางพวงมาลา นักรบไทย ยกย่องเชิดชู ความกล้าหาญ

ทูตสหรัฐ วางพวงมาลา นักรบไทย ยกย่องเชิดชู ความกล้าหาญ

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

“ทูตสหรัฐ” วางพวงมาลาดวงวิญญาณนักรบไทย รบเคียงบ่าเคียงไหล่สหรัฐ ยกย่องเชิดชู ความกล้าหาญ เล่า ประสบการณ์สูญเสีย อัพกานิสถาน- อิรัก

วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น.ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จังหวัดปทุมธานี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ร่วมกับ นาย ฌอน เค. โอนีลล์ (SEAN K. O’NEILL) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วม พิธีวางพวงมาลาดวงวิญญาณนักรบไทยพลีชีพในสมรภูมิต่างๆ

นาย ฌอน เค. โอนีลล์ กล่าวว่า ตนได้ร่วมพิธีวางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณนักรบไทยที่ได้สละชีวิตของตนเพื่อประเทศชาติ ดังเช่นที่เราแสดงความเคารพและระลึกถึงวีรบุรุษผู้วายชนม์สหรัฐพร้อมเชิดชูความกล้าหาญและการเสียสละของนักรบไทยที่ยืนหยัดเพื่อเสรีภาพและความมั่นคงของชาติตลอดหลายปีที่ผ่านมาทหารไทยและทหารสหรัฐได้รบเคียงบาทเคียงไหล่กันมาในหลายสมรภูมิเพื่อผดุงไว้เสรีภาพความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคนี้

พร้อมย้ำว่า ในพิธีวางพวงมาลาเป็นการเคารพสดุดียกย่องให้เกียรติแก่ทหารไทยที่สละชีพเพื่อชาติในทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของไทย เป็นการยกย่องสดุดีความเสียสละของทหารไทยในทุก ๆ การสู้รบ

“อยากจะขอเล่าย้อนไปในตอนที่ผมเป็นเด็กชายอายุ6ขวบ ในสมัยนั้น พ่อแม่ของผมพาผมไป สดุดียกย่องที่อนุสรณ์สถานแห่งหนึ่งที่กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา กับทหารกล้า2นายที่สูญเสียชีวิต

คุณพ่อคุณแม่ของผมสอนตั้งแต่เด็กให้เคารพและยกย่องถึงวีรกรรมของทหารที่ต้องปกป้องและสูญเสียชีวิตเพราะปกป้องประเทศของเรา หลังจากนั้นได้มีโอกาสไปทํางานเป็นนักการทูตอยู่ในต่างประเทศ โดยได้ไปอยู่อัฟกานิสถาน 1ปี ตอนนั้นมีเพื่อนที่เป็นเพื่อนร่วมภาคีหน่วยงานต้องสูญเสียชีวิต ทั้งอาฟกีสถานและอิรัก ดังนั้นผมก็อยากจะกล่าวถึง ผบ.สูงสุดและเพื่อนร่วมเหล่าทัพทุกคน ท่านได้แสดงวีรกรรมที่ยอดเยี่ยมมากๆ และเป็นที่เคารพท่านแสดงวีรกรรมในการปกป้องอธิปไตยและประเทศของท่าน ดังนั้นจึงขอแสดงความยกย่องต่อทุกคนที่ปกป้องรักชายประเทศชาติและปกป้องประเทศของตน ประเทศไทยประเทศสหรัฐและทุกๆประเทศในประวัติศาสตร์”นาย ฌอน เค. โอนีลล์ กล่าว

​มวล.รับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพ จัดศึกกีฬาปัญญาชน ครั้งที่ 52 ‘ตุมปังเกมส์’

​มวล.รับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพ จัดศึกกีฬาปัญญาชน ครั้งที่ 52 ‘ตุมปังเกมส์’

​มวล.รับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพ จัดศึกกีฬาปัญญาชน ครั้งที่ 52 ‘ตุมปังเกมส์’

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ม.วลัยลักษณ์ รับธงเป็นเจ้าภาพจัดกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยครั้งที่ 52 “ตุมปังเกมส์” ต่อจากม.แม่โจ้ เตรียมเปิดบ้านต้อนรับทัพนักกีฬาปัญญาชน จากกว่า 100 สถาบันทั่วประเทศ ปลายเดือนมกราคมปีหน้า

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นำทีมคณะผู้บริหาร บุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัย เข้ารับมอบธงเจ้าภาพการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 52 จาก รองศาสตราจารย์ ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ ประธานคณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 51 “อินทนิลเกมส์” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้  จ.เชียงใหม่

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า มวล.ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่แข่งขัน สนามกีฬา อาคารกีฬาที่เป็นไปตามมาตรฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก บุคลากร นักศึกษา ระบบการจัดการ พร้อมสำหรับการต้อนรับนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้เกี่ยวข้องจากสถาบันทั่วประเทศให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัยและประทับใจ

“เรามุ่งมั่นที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของการแข่งขันครั้งนี้ ให้เป็นการแข่งขันกีฬาแห่งมิตรภาพ ความสามัคคี และการพัฒนากีฬาสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น และขอเชิญนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้เกี่ยวข้องที่พักจากการแข่งขัน หรือหมดโปรแกรมแข่งขันแต่ละวันได้สัมผัสกับความสวยงาม Campus ที่สวยที่สุดในประเทศไทย อาทิ จุดเช็คอินต่าง ๆ  สิรินมิวเซียม อาคารแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรมภาคใต้   ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานตุมปัง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่  12-13  และเป็นที่มาของชื่อการแข่งขัน  “ตุมปังเกมส์’” อธิการบดี มวล. กล่าว

สำหรับการแข่งขันการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 52 “ตุมปังเกมส์” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-30 มกราคม 2570” ภายใต้แนวคิด “Spirit of Equality, Glory of Excellence” ซึ่งมีการแข่งขันทั้งกีฬาบังคับ กีฬาเลือกสากล กีฬาเลือกทั่วไป กีฬาสาธิตและกีฬาไทยรวมกว่า 30 ชนิดกีฬา

เสริมพลังสภานักเรียน ยกระดับทักษะครูด้วย Canva

เสริมพลังสภานักเรียน ยกระดับทักษะครูด้วย Canva

เสริมพลังสภานักเรียน ยกระดับทักษะครูด้วย Canva

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายพิเชฐร์ วันทอง, นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ, นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. ร่วมประชุม พร้อมผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

นายพิเชฐ เผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบผลการอบรมสัมมนาสภานักเรียนระดับประเทศ ประจำปี 2569 มีผู้เข้าร่วม 164 คน ประกอบด้วยนักเรียน ครูที่ปรึกษา และนักเรียนกลุ่มพิเศษ โดยสภานักเรียนได้นำเสนอ 3 แนวคิดสำคัญ ได้แก่ การทำความดีเพื่อชาติ ผ่านกิจกรรมที่จับต้องได้, การทำความดีเพื่อศาสนา ด้วยแนวคิด “ฮีลใจ” เชื่อมหลักธรรมสู่ Gen Z และการทำความดีเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ น้อมนำแนวพระราชดำริสู่การพัฒนาตนเอง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความร่วมมือระหว่าง Canva และ สพฐ. ในการนำ Canva สู่ทุกห้องเรียน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เชิงรุก พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ลดภาระงานครู และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร โดยได้อบรมบุคลากรและครูทั่วประเทศแล้วกว่า 400,000 คน พร้อมแผนอบรมต่อเนื่องตลอดปี 2569 อาทิ การอบรมพัฒนาทักษะครู ตลอดปี 2569, การสร้างผู้เชี่ยวชาญและครูต้นแบบ, การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านการคิดเชิงออกแบบ และการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ออนไลน์ระดับประเทศ เป็นต้น.

พร้อมกันนี้ ยังติดตามผลการดำเนินงานโรงเรียนในโครงการพระราชดำริและโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 620 แห่ง ครอบคลุม 20 กลุ่มโรงเรียน โดยเน้นการจัดสรรงบประมาณ การยกระดับคุณภาพการศึกษา การสนับสนุนทรัพยากร และการกำกับติดตามอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การศึกษาของเยาวชนไทยก้าวหน้าอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

​กอศ.เร่งพัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการ เพิ่มศักยภาพการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี

​กอศ.เร่งพัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการ เพิ่มศักยภาพการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี

​กอศ.เร่งพัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการ เพิ่มศักยภาพการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับวิทยาลัยพณิชยการธนบุรี จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการ (จำนวน 30 ชั่วโมง) เพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีสู่คุณภาพมาตรฐาน ณ โรงแรมรอยัล ซิตี้ กรุงเทพมหานคร

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ปัจจุบันสถานประกอบการมีความต้องการกำลังคนที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งด้านความรู้ ทักษะวิชาชีพ ทักษะการทำงานจริง รวมถึงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการปฏิบัติงาน อาชีวศึกษาระบบทวิภาคีจึงเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคน โดยอาศัยการบูรณาการการจัดการเรียนรู้ระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ และผลักดันนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ โดย สอศ. มีหน้าที่จัดการศึกษาในสายวิชาชีพ ผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาในสาขาต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจบริการ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ให้มีสมรรถนะตอบโจทย์ความต้องการของภาคประกอบการ

“ครูฝึกในสถานประกอบการ คือ กลไกสำคัญของการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ที่เป็นบุคลากรของสถานประกอบการ ทำหน้าที่ ถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และประสบการณ์วิชาชีพแก่ผู้เรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี โดยมีบทบาทสำคัญในการกำกับ ดูแล ฝึกปฏิบัติงานจริง ให้คำแนะนำในการทำงาน นิเทศ ติดตาม และประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เป็นไปตามสมรรถนะและมาตรฐานอาชีพที่กำหนด รวมถึงปลูกฝังวินัย คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมการทำงาน เชื่อมโยงการเรียนรู้ในสถานศึกษากับการทำงานจริง การพัฒนาศักยภาพครูฝึกในสถานประกอบการจึงมีส่วนให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาทวิภาคีมีคุณภาพ มีความพร้อมในการเข้าสู่การทำงาน สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพและความต้องการของภาคธุรกิจ”

สำหรับโครงการฝึกอบรมฯ มีหลักสูตรครอบคลุมการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี การเขียนแผนการฝึกอาชีพ การประเมินผลการฝึกอาชีพ การกำกับดูแลนักศึกษา และเทคนิคการสอนงาน โดยมีวิทยากรจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ และศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน รวม 30 ชั่วโมง มีครูฝึกในสถานประกอบการจากเครือ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และภาคีเครือข่าย ในแบรนด์ GAGA, The Pizza Company, The Steak & More, Dairy Queen, The Coffee Club, Bonchon, Sunnies รวมทั้ง บมจ.อาฟเตอร์ ยู , บจก.ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เข้าร่วม จำนวน 88 คน โดยมุ่งหวังให้ทุกท่านได้นำความรู้และประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้มีความพร้อมในการเข้าสู่ภาคประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สกร.เปิดผลสำรวจ ‘คนไทยกับหน้าที่พลเมือง – ประชาธิปไตย’ ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกครัวเรือน

สกร.เปิดผลสำรวจ ‘คนไทยกับหน้าที่พลเมือง - ประชาธิปไตย’ ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกครัวเรือน

สกร.เปิดผลสำรวจ ‘คนไทยกับหน้าที่พลเมือง – ประชาธิปไตย’ ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกครัวเรือน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมหน้าที่พลเมืองที่ดีและประชาธิปไตยในสังคมไทย” ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568 ถึงมกราคม พ.ศ.2569 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,400 ตำบลทั่วประเทศ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติจากประชาชนรวมทั้งสิ้น 1,362,902 คน นับเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านพฤติกรรมและทัศนคติของพลเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนภาพรวมของการตื่นตัวทางการเมืองของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน

การดำเนินงานในระยะแรก ซึ่งจัดเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 7,451 คน พบว่า ผู้ตอบแบบประเมินส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 4,631 คน คิดเป็นร้อยละ 62.15 รองลงมาเป็นเพศชาย 2,729 คน คิดเป็นร้อยละ 36.63 และเพศสภาพอื่น 91 คน คิดเป็นร้อยละ 1.22 โดยกลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดคือ ช่วงอายุ 36–45 ปี จำนวน 2,390 คน หรือร้อยละ 32.08 รองลงมาคือช่วงอายุ 26–35 ปี จำนวน 1,846 คน คิดเป็นร้อยละ 24.78 และช่วงอายุ 46–59 ปี จำนวน 1,597 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 ขณะที่กลุ่มอายุ 18–25 ปี มีจำนวน 1,007 คน และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 611 คน

ด้านระดับการศึกษา พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 2,918 คน คิดเป็นร้อยละ 39.16 รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2,122 คน คิดเป็นร้อยละ 28.48 และประถมศึกษาหรือต่ำกว่า จำนวน 991 คน คิดเป็นร้อยละ 13.30 ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีจำนวน 792 คน อนุปริญญา 578 คน และสูงกว่าปริญญาตรี 50 คน

ส่วนด้านอาชีพ พบว่ากลุ่มใหญ่ที่สุดคือเกษตรกรหรือประมง จำนวน 2,651 คน คิดเป็นร้อยละ 35.58 รองลงมาคือแรงงานหรือรับจ้างทั่วไป 1,468 คน คิดเป็นร้อยละ 19.70 และผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของธุรกิจ 1,063 คน คิดเป็นร้อยละ 14.27

เมื่อสอบถามถึงแหล่งรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบว่าประชาชนรับข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมากที่สุด จำนวน 4,767 คน คิดเป็นร้อยละ 63.98 รองลงมาคือบุคคลในชุมชน เช่น ผู้นำ ครู หรืออาสาสมัคร จำนวน 4,361 คน คิดเป็นร้อยละ 58.53 และป้ายประชาสัมพันธ์หรือรถแห่ จำนวน 4,345 คน คิดเป็นร้อยละ 58.31 ขณะที่โทรทัศน์และวิทยุมี จำนวน 2,511 คน

ในประเด็นการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. พบว่าผู้ตอบแบบประเมินถึง 7,194 คน หรือร้อยละ 96.55 ระบุว่าจะไปใช้สิทธิ ขณะที่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิมีเพียง 96 คน และผู้ที่ยังไม่แน่ใจ 10 คน สะท้อนให้เห็นถึงระดับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระดับสูงมาก ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ จำนวน 5,707 คน คิดเป็นร้อยละ 76.59 รองลงมาคือด้านเกษตรกรรม 3,837 คน ด้านสังคม 3,125 คน ด้านสุขภาพ 1,302 คน ด้านการศึกษา 1,253 คน และด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมตามลำดับ

ต่อมาในระยะที่สอง ซึ่งเป็นการประเมินในวงกว้างระหว่างวันที่ 14–17 มกราคม 2569 มีผู้ตอบแบบประเมินจำนวนถึง 1,362,902 คน โดยเป็นเพศหญิง 717,132 คน เพศชาย 598,714 คน และเพศสภาพอื่น 31,264 คน กลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดยังคงเป็นช่วง 36–45 ปี จำนวน 387,934 คน รองลงมาคือ 46–59 ปี จำนวน 318,914 คน และ 26–35 ปี จำนวน 262,844 คน ขณะที่กลุ่มอาชีพหลักยังคงเป็นเกษตรกรและประมง จำนวน 460,254 คน รองลงมาคือแรงงานรับจ้าง 393,274 คน และผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว 156,848 คน

ด้านฐานะทางเศรษฐกิจ พบว่าผู้มีรายได้ต่อเดือน 5,000–9,999 บาท มีจำนวนมากที่สุด 375,357 คน รองลงมาคือรายได้ 10,000–14,999 บาท จำนวน 306,167 คน และผู้มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท จำนวน 187,481 คน โดยมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 536,293 คน สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างประชากรฐานรากที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาพลเมือง

ในด้านความรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ พบว่าผู้ตอบแบบประเมินมีความรู้ในระดับมากและมากที่สุด รวมกันถึง 778,209 คน หรือกว่าร้อยละ 57 ขณะที่ผู้ที่มีความรู้ในระดับปานกลางมี จำนวน 472,536 คน และมีเพียงส่วนน้อยที่มีความรู้ในระดับต่ำ ทั้งนี้ แนวโน้มการไปใช้สิทธิเลือกตั้งยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีผู้ยืนยันว่าจะไปใช้สิทธิถึง 1,274,821 คน หรือร้อยละ 93.54

ข้อมูลยังสะท้อนบทบาทของพลเมืองในมิติที่กว้างขึ้น โดยประชาชนกว่าครึ่งระบุว่า ตนเองมีบทบาทเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม รองลงมาคือการชักชวนคนรอบข้างให้มีส่วนร่วมทางการเมือง การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ และการเป็นอาสาสมัครในชุมชน ขณะที่ปัจจัยในการเลือกผู้แทน พบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายและแนวคิดมากที่สุด รองลงมาคือผลงานและประสบการณ์ โดยคุณลักษณะที่ต้องการเห็นในผู้แทนคือความเข้าใจปัญหาพื้นที่ ความซื่อสัตย์สุจริต และการมีผลงานที่เป็นรูปธรรม

จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเป็นพลเมืองของคนไทยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น แต่ขยายไปสู่บทบาทเชิงสังคม การมีส่วนร่วมในชุมชน และการตื่นรู้ทางประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประชาชนยังคาดหวังให้ระบบการเมืองสามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง

อธิบดี สกร. ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการครั้งนี้ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนานโยบายด้านการส่งเสริมพลเมืองในอนาคต โดยชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตยที่จับต้องได้ ต้องการการเมืองที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และต้องการการเรียนรู้เรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง หากสามารถนำข้อมูลชุดนี้ไปต่อยอดเชิงนโยบายได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ประชาธิปไตยไทยหยั่งรากลึกในสังคม และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

ผลสำรวจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเมือง แต่คือ “เสียงของประชาชน” ที่สะท้อนความต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตร สุขภาพ สังคม และการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงของทุกครัวเรือน โดย สกร. จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานเชิงนโยบายในการออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง เสริมทักษะอาชีพ การเงิน และดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิและหน้าที่ เพื่อพัฒนาประชาชนให้เป็น “พลเมืองคุณภาพ” พร้อมย้ำว่า บทบาทของ สกร. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คือการเสริมสร้าง “สมรรถนะพลเมือง” ให้รู้เท่าทัน ใช้สิทธิอย่างรับผิดชอบ และร่วมสร้างสังคมสุจริตโปร่งใส อันเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ตามเจตนารมณ์พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเติบโตอย่างมั่นคงบนฐานคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน