ครบรอบ 81 ปี ‘สถาปนาคุรุสภา’ พร้อมนำเทคโนโลยีทันสมัย ยกระดับคุณภาพการศึกษา – ครู – ผู้เรียน

ครบรอบ 81 ปี ‘สถาปนาคุรุสภา’ พร้อมนำเทคโนโลยีทันสมัย ยกระดับคุณภาพการศึกษา - ครู - ผู้เรียน

ครบรอบ 81 ปี ‘สถาปนาคุรุสภา’ พร้อมนำเทคโนโลยีทันสมัย ยกระดับคุณภาพการศึกษา – ครู – ผู้เรียน

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 81 ปี  โดยมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วย คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้รับรางวัล แขกผู้มีเกียรติ และพนักงานเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ​

โดย รมช.ศธ. ได้เป็นประธานพิธีบวงสรวง องค์พระพฤหัสบดี สักการะศาลตายาย พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร และ ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ผู้ก่อตั้งคุรุสภา และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้น รมช.ศธ. พร้อมผู้ร่วมงาน ได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที

ในโอกาสนี้ รมช.ศธ. ได้มอบรางวัล “ครูถิรคุณ” เพื่อประกาศเกียรติคุณยกย่องครูผู้เสียสละและมีอุดมการณ์ในวิชาชีพ โดย รมช.ศธ. ได้มอบรางวัลแด่ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จ.สงขลา โดยมี นายเจษฎา สินสโมสร สามี เป็นผู้รับมอบรางวัลแทน และคณะผู้บริหาร ครู และเจ้าหน้าที่ธุรการ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อีก 4 ท่าน ได้แก่ นายคมคาย แก้วพรหม, นางสาวสุวรรณา รัตนบุรี, นางสาวขนิษฐา เครือวัลย์ และนางทิพวรรณ เพชรหนู ที่ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดปกป้องนักเรียนจากเหตุการณ์อันตราย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 แม้ต้องประสบอันตรายจนผู้อำนวยการโรงเรียนถึงแก่ชีวิต การกระทำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความหมายอันลึกซึ้งของคำว่า “ครู” ที่เป็นทั้งผู้นำและผู้พิทักษ์ศิษย์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ รมช.ศธ. ยังได้มอบรางวัลเพื่อเป็นการยกย่องผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน รวมจำนวน 89 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 30 รางวัล, รางวัลผู้บริหารภารกิจคุรุสภา ส่วนภูมิภาค ดีเด่น 17 รางวัล, รางวัลผู้บริหารการศึกษาที่ส่งเสริม สนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาดีเด่น ประจำปี 2568 จำนวน 34 รางวัล และรางวัล “คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 รางวัล

“รางวัล “ครูถิรคุณ” มิได้เป็นเพียงโล่ประกาศเกียรติคุณ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเชิดชูความกล้าหาญ ความเสียสละ และความมั่นคงในจิตวิญญาณแห่งวิชาชีพครู อันเป็นคุณค่าที่สังคมไทยให้ความเคารพยกย่องอย่างสูงสุด สำหรับก้าวต่อไปของคุรุสภา รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ มีทิศทางมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของครู คุรุสภาจึงต้องมีความพร้อมและปรับตัวสู่การเป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เน้นความคล่องตัว (Agility) ปรับตัวเร็วด้วยข้อมูล (Data-driven) เพื่อนำไปสู่การยกระดับการทำงานและช่วยลดภาระครูได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนเติบโตอย่างมีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน” รมช.ศธ. กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่จัดตั้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2488 จนถึงปัจจุบัน การดำเนินงานของคุรุสภาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่กำหนดมาตรฐานและควบคุมวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างครูที่มีคุณภาพ การจัดงานวันนี้เพื่อเป็นการสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมย์ของการจัดตั้งคุรุสภาให้เป็นสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มุ่งมั่นดำเนินการด้านการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบวิชาชีพและสังคม

“ก้าวต่อไปของคุรุสภาจะมุ่งมั่นพัฒนาและขับเคลื่อนพันธกิจเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และพัฒนาวิชาชีพให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมพัฒนาศักยภาพ ” ครูยุคใหม่“ ที่เปลี่ยนด้วยคุณธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู เพื่อสร้างคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม และพัฒนาการศึกษาไทยให้มั่นคงยั่งยืนสืบไป” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว

วว.พัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัด ‘พรมมิ’ สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

วว.พัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัด ‘พรมมิ’ สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

วว.พัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัด ‘พรมมิ’ สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  และนายแพทย์จักรพงศ์  เอี้ยวตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทจักระ กรุ๊ป จำกัด ร่วมลงนามบริการวิจัยเรื่อง การพัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัดพรมมิสำหรับการใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของความร่วมมือด้านงานวิจัยทางด้านสมุนไพรระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสมุนไพรของประเทศ ณ ห้องประชุม กวท. ชั้น 8  อาคาร RD 1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี 

ความร่วมมือดังกล่าวจะดำเนินงานโดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน

สมุนไพร พรมมิ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri  (L.) Wettst. เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก สูง 10-40 เซนติเมตร ลำต้นเลื้อยทอดไปตามพื้นดินที่ชุ่มชื้น หรือมีน้ำขัง แตกกิ่งก้านมาก งอกรากที่ข้อใกล้พื้นดิน ลำต้นเกลี้ยง อวบน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปช้อน หรือรูปไข่กลับ กว้าง 1-5 มิลลิเมตร ยาว 6-20 มิลลิเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ไม่มีก้านใบ ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กลีบดอกสีม่วงอ่อนเกือบขาวติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นรูปกรวย เกสรเพศผู้มี 4 อัน รังไข่มี 2 ช่อง ภายในมีไข่อ่อนจำนวนมาก ใบประดับ รูปดาบ ยาว 2-3 มิลลิเมตร ผลแห้งแตกได้ รูปไข่ กว้าง 3 มิลลิเมตร ยาว 5 มิลลิเมตร พบตามพรุน้ำร้อน หนองน้ำที่โล่ง และตามริมน้ำทั่วไป

พรมมิ”  เป็นสมุนไพรไทยบำรุงสมอง มีสารสำคัญในกลุ่มบาโคไซด์  (Bacosides)  ที่มีการรายงานเกี่ยวกับการเพิ่มความจำ ชะลออัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อม ลดความวิตกกังวล รวมทั้งต้านอนุมูลอิสระ

โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. จะดำเนินการด้านกระบวนการสกัด การเพิ่มปริมาณสาระสำคัญ การศึกษาความเป็นพิษของสารสกัด รวมถึงการพัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัดพรมมิในรูปแบบอนุภาคนาโนไขมันและรูปแบบแกรนนูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ โดยทั้งสองหน่วยงานเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่ผลสำเร็จ และนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศไทยในระยะยาวต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง ไปสู่ การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

โครงการฯมุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต

นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน

ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

ทั้งนี้ โครงการ UOB My Digital Space เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

นร.13,895คน แห่สอบเข้าม.4 รร.เตรียมอุดมฯ รับได้1,520คน

นร.13,895คน แห่สอบเข้าม.4 รร.เตรียมอุดมฯ รับได้1,520คน

นร.13,895คน แห่สอบเข้าม.4 รร.เตรียมอุดมฯ รับได้1,520คน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นร.13,895คน แห่สอบเข้าม.4 รร.เตรียมอุดมฯ รับได้1,520คน

นร.ทั่วประเทศแห่สอบเข้า ม.4 “เตรียมอุดมศึกษา” 13,895 คน รับได้ 1,520 คน สพฐ. ตรวจเยี่ยม สนามสอบ ย้ำจัดสอบโปร่งใส เป็นธรรม

วันที่ 7 มีนาคม 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2–3 เมืองทองธานี

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้จัดการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2569 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าสอบจำนวน 13,895 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ สามารถรับนักเรียนได้จำนวน 1,520 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 9.14 แบ่งเป็น 8 แผนการเรียน ได้แก่ แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ รับจำนวน 1,000 คน ผู้สมัคร 10,220 คน / แผนการเรียนภาษา–คณิตศาสตร์ รับ 120 คน ผู้สมัคร 1,245 คน / แผนการเรียนภาษา–ฝรั่งเศส รับ 80 คน ผู้สมัคร 431 คน / แผนการเรียนภาษา–เยอรมัน รับ 80 คน ผู้สมัคร 387 คน / แผนการเรียนภาษา–ญี่ปุ่น รับ 80 คน ผู้สมัคร 466 คน / แผนการเรียนภาษา–จีน รับ 80 คน ผู้สมัคร 668 คน / แผนการเรียนภาษา–สเปน รับ 40 คน ผู้สมัคร 228 คน และแผนการเรียนภาษา–เกาหลี รับ 40 คน ผู้สมัคร 250 คน

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมสนามสอบในวันนี้ พบว่าภาพรวมการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการสถานที่สอบ ณ เมืองทองธานี อย่างเป็นระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญและกำชับให้การจัดสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับนักเรียนทุกคน

“ขอให้ผู้ปกครองและนักเรียนทุกคนมั่นใจว่า สพฐ. มีที่เรียนเพียงพอสำหรับเด็กทุกคน ตามนโยบายของ สพฐ. โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสและรักษามาตรฐานทางการศึกษา เพื่อปั้นเยาวชนให้มีความรู้คู่คุณธรรมในอนาคต” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จะประกาศผลสอบภายในวันที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับนักเรียนที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ สามารถสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อชั้น ม.4 ในรอบการสอบห้องเรียนปกติของโรงเรียนทั่วประเทศได้

ผอ.เตรียมอุดมฯ ยันกฎเหล็กเข้าสอบ ห้ามนำของส่วนตัวเข้าห้อง ป้องกันทุจริต

ผอ.เตรียมอุดมฯ ยันกฎเหล็กเข้าสอบ ห้ามนำของส่วนตัวเข้าห้อง ป้องกันทุจริต

ผอ.เตรียมอุดมฯ ยันกฎเหล็กเข้าสอบ ห้ามนำของส่วนตัวเข้าห้อง ป้องกันทุจริต

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แจงมาตรการคุมเข้มการสอบคัดเลือก ป้องกันการทุจริต ย้ำนักเรียนส่วนใหญ่เข้าใจกฎ

7 มี.ค.69 ดร.บุณยพงศ์ โพธิวัฒน์ธนัต ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เปิดเผยถึงภาพรวมการสอบคัดเลือกนักเรียนที่มีผู้สมัครจำนวนมหาศาลกว่า 1.38 หมื่นคน ว่าทางโรงเรียนได้กำหนดข้อบังคับไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อความเป็นธรรมและป้องกันช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทุจริตได้

ผู้อำนวยการฯ ระบุว่า ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นมาตรฐานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาทุกปี ซึ่งผู้ปกครองและนักเรียนส่วนใหญ่ได้รับทราบและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม พบว่ามีนักเรียนส่วนน้อยที่วางสิ่งของไว้หน้าห้องสอบเนื่องจากความเร่งรีบ ซึ่งทางโรงเรียนไม่สามารถผ่อนปรนให้นำสิ่งของต้องห้ามเข้าห้องสอบได้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ทั้งนี้ สนามสอบได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่และจุดบริการฝากของไว้รองรับอย่างเพียงพอ พร้อมกำชับให้นักเรียนตรวจสอบเฉพาะอุปกรณ์ที่อนุญาต ได้แก่ อุปกรณ์เขียนและเอกสารแสดงตนเท่านั้น ส่วนสิ่งของอื่นๆ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า กระเป๋า หรือแม้แต่กระดาษโน้ต ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด

นวัตกรรมจิ๋วแต่แจ๋ว! นร.โชว์ ‘รถรับทุเรียน-เครื่องผ่ามะพร้าว’ แก้โจทย์เกษตรกรในพื้นที่จริง

นวัตกรรมจิ๋วแต่แจ๋ว! นร.โชว์ 'รถรับทุเรียน-เครื่องผ่ามะพร้าว' แก้โจทย์เกษตรกรในพื้นที่จริง

นวัตกรรมจิ๋วแต่แจ๋ว! นร.โชว์ ‘รถรับทุเรียน-เครื่องผ่ามะพร้าว’ แก้โจทย์เกษตรกรในพื้นที่จริง

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

นวัตกรรมจิ๋วแต่แจ๋ว! นร.ยอแซฟวิทยา จันทบุรี โชว์ ‘รถรับทุเรียนอัจฉริยะ-เครื่องผ่ามะพร้าว’ แก้โจทย์เกษตรกรในพื้นที่จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนยอแซฟวิทยา จังหวัดจันทบุรี เปลี่ยนพื้นที่โรงเรียนให้กลายเป็นเวทีแห่งความคิดสร้างสรรค์ จัดงานแสดงผลงานนวัตกรรมนักเรียน โดยได้รับเกียรติจาก นางสาววรรณ คำภา ศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดงาน ท่ามกลางคณะผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองที่เข้าร่วมชมความสามารถของเยาวชนอย่างล้นหลาม

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่ผลงานของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่หยิบยกปัญหาใกล้ตัวและปัญหาในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง อาทิ รถรับลูกทุเรียนอัจฉริยะ: นวัตกรรมที่ช่วยรับผลทุเรียนจากต้นเพื่อลดการกระแทกและเพิ่มความปลอดภัยให้เกษตรกรชาวสวนจันทบุรี , เครื่องผ่าลูกมะพร้าวกึ่งอัตโนมัติ: ช่วยทุ่นแรงและเพิ่มความรวดเร็ว ปลอดภัยในการทำงาน , รถยกขนย้ายเก้าอี้แบบไร้สาย: ลดภาระการใช้แรงงานคนในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์จำนวนมาก และ เครื่องซ้อมตบวอลเลย์บอลอัจฉริยะ: ระบบป้อนบอลและนับจำนวนครั้งอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้นักกีฬา

ซิสเตอร์ณัฐวรรณ อติชาติธานินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดเผยว่า โรงเรียนมุ่งเน้นให้นักเรียนได้คิด ทดลอง และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือกับ เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovator) โดยมี นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ เป็นผู้สนับสนุนแนวทางเทคโนโลยี ซึ่งนายเอกสิทธิ์เชื่อมั่นว่าเด็กไทยมีศักยภาพสูงมากหากได้รับเครื่องมือที่ถูกต้อง

ด้าน ศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี กล่าวชื่นชมว่า นี่คือการเรียนรู้แห่งอนาคตที่นำความรู้มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้อย่างน่าประทับใจ ส่งผลให้ปัจจุบันโรงเรียนยอแซฟวิทยาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมที่สุดของจังหวัด พร้อมเป็นต้นแบบในการสร้างเยาวชนให้เติบโตอย่างมั่นคงในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

/////////////-026

‘สว่างบริบูรณ์วิทยา’ก้าวล้ำ! เปิดหลักสูตร AI ปั้นเด็กไทยสู่ ‘พลเมืองดิจิทัล’

‘สว่างบริบูรณ์วิทยา’ก้าวล้ำ! เปิดหลักสูตร AI ปั้นเด็กไทยสู่ 'พลเมืองดิจิทัล'

‘สว่างบริบูรณ์วิทยา’ก้าวล้ำ! เปิดหลักสูตร AI ปั้นเด็กไทยสู่ ‘พลเมืองดิจิทัล’

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

‘สว่างบริบูรณ์วิทยา’ก้าวล้ำ! จับมือพันธมิตรเทคโนโลยี เปิดตัวหลักสูตร AI และนวัตกรรม ปั้นเด็กไทยสู่ ‘พลเมืองดิจิทัล’ แห่งศตวรรษที่ 21

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนสว่างบริบูรณ์วิทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ ‘ห้องเรียนสู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่’ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมดิจิทัล

ในพิธีดังกล่าว อาจารย์นิติ เรืองรัตนากร ผู้จัดการโรงเรียนสว่างบริบูรณ์วิทยา ได้ร่วมลงนามกับ นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มม่า อลิส (Godlike Innovator) องค์กรชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมการเรียนรู้ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้าน AI เข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งเน้นให้นักเรียนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ผ่านหลักสูตรสมัยใหม่ที่ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) การแก้ปัญหา และการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กๆ เติบโตเป็น พลเมืองดิจิทัล (Digital Citizen) ที่มีประสิทธิภาพในศตวรรษที่ 21

ภายในงานมีคณะผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง อาทิ อาจารย์สินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร (รองผู้จัดการโรงเรียน) , อาจารย์วินัย สิทธิดา (ผู้อำนวยการโรงเรียน) , สิบเอกสุรบดินทร์ ภูผิวฟ้า (ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการศึกษาและองค์กร) , อาจารย์เบ็ญจวรรณ์ เป็งเมืองลวง (ผู้อำนวยการแผนการเรียน ICET) และคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ

ทางด้านห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มม่า อลิส จะทำหน้าที่สนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัย เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่เชื่อมโยงระหว่าง ‘ภาคการศึกษา’ และ ‘ภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี’ เข้าด้วยกัน

โรงเรียนสว่างบริบูรณ์วิทยา เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสูง และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในการสร้างโอกาสให้นักเรียนได้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมั่นคง

////////////-026

แห่สมัคร 13,895 คน มากสุดเป็นประวัติการณ์ สอบเข้าเตรียมอุดมศึกษา สพฐ.ตรวจเยี่ยมสนามสอบ

แห่สมัคร 13,895 คน มากสุดเป็นประวัติการณ์ สอบเข้าเตรียมอุดมศึกษา สพฐ.ตรวจเยี่ยมสนามสอบ

แห่สมัคร 13,895 คน มากสุดเป็นประวัติการณ์ สอบเข้าเตรียมอุดมศึกษา สพฐ.ตรวจเยี่ยมสนามสอบ

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.25 น.

นร.ทั่วประเทศแห่สอบเข้า ม.4 “เตรียมอุดมศึกษา”  13,895 คน รับได้ 1,520 คน สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ย้ำจัดสอบโปร่งใส เป็นธรรม

7 มีนาคม 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2–3 เมืองทองธานี

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้จัดการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2569 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าสอบจำนวน 13,895 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ สามารถรับนักเรียนได้จำนวน 1,520 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 9.14 แบ่งเป็น 8 แผนการเรียน ได้แก่ แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ รับจำนวน 1,000 คน ผู้สมัคร 10,220 คน / แผนการเรียนภาษา–คณิตศาสตร์ รับ 120 คน ผู้สมัคร 1,245 คน / แผนการเรียนภาษา–ฝรั่งเศส รับ 80 คน ผู้สมัคร 431 คน / แผนการเรียนภาษา–เยอรมัน รับ 80 คน ผู้สมัคร 387 คน / แผนการเรียนภาษา–ญี่ปุ่น รับ 80 คน ผู้สมัคร 466 คน / แผนการเรียนภาษา–จีน รับ 80 คน ผู้สมัคร 668 คน / แผนการเรียนภาษา–สเปน รับ 40 คน ผู้สมัคร 228 คน และแผนการเรียนภาษา–เกาหลี รับ 40 คน ผู้สมัคร 250 คน

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมสนามสอบในวันนี้ พบว่าภาพรวมการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการสถานที่สอบ ณ เมืองทองธานี อย่างเป็นระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญและกำชับให้การจัดสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับนักเรียนทุกคน

“ขอให้ผู้ปกครองและนักเรียนทุกคนมั่นใจว่า สพฐ. มีที่เรียนเพียงพอสำหรับเด็กทุกคน ตามนโยบายของ สพฐ. โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสและรักษามาตรฐานทางการศึกษา เพื่อปั้นเยาวชนให้มีความรู้คู่คุณธรรมในอนาคต” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จะประกาศผลสอบภายในวันที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับนักเรียนที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ สามารถสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อชั้น ม.4 ในรอบการสอบห้องเรียนปกติของโรงเรียนทั่วประเทศได้
 

CMUBS ผ่านการประเมินต่ออายุมาตรฐานระดับโลก ‘AACSB’ พร้อมสร้างบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีสากล

CMUBS ผ่านการประเมินต่ออายุมาตรฐานระดับโลก 'AACSB' พร้อมสร้างบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีสากล

CMUBS ผ่านการประเมินต่ออายุมาตรฐานระดับโลก ‘AACSB’ พร้อมสร้างบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีสากล

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.52 น.

CMUBS ผ่านการประเมินต่ออายุมาตรฐานระดับโลก AACSB ตอกย้ำศักยภาพ Business School ไทย สร้างบัณฑิตคุณภาพสู่เวทีสากล พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

6 มีนาคม 2569 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMUBS) ได้รับการประเมินต่ออายุการรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีระดับโลกจาก AACSB (Association to Advance Collegiate Schools of Business) อีกวาระหนึ่ง สะท้อนศักยภาพของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจไทย ในการรักษามาตรฐานคุณภาพการศึกษาตามเกณฑ์สากลอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจและธุรกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย CMUBS นับเป็นหนึ่งใน 9 สถาบันไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก AACSB ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานระดับสากลมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการได้รับการต่ออายุการรับรองในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงเครื่องหมายรับรองคุณภาพ หากแต่เป็นกรอบการพัฒนาที่กำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการดำเนินงานของคณะอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการบริหารจัดการองค์กร การพัฒนาคุณภาพคณาจารย์ การออกแบบและปรับปรุงหลักสูตร ตลอดจนการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงวิสัยทัศน์และพันธกิจสู่การปฏิบัติ ทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ตรวจสอบและวัดผลได้ในระดับสากล

ในมิติของผู้เรียน CMUBS มุ่งพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับการศึกษา ทั้งปริญญาตรี โท และเอกให้สอดคล้องกับมาตรฐานนานาชาติ พร้อมส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Societal Impact) ผ่านงานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศ ความร่วมมือกับภาคธุรกิจและชุมชน ตลอดจนการผลักดันบทบาทผู้นำทางความคิดที่มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จครั้งนี้มิใช่เพียงผลลัพธ์ของกระบวนการประเมิน หากเป็นภาพสะท้อนของความร่วมมือจากคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อน CMUBS อย่างต่อเนื่อง สู่การเป็นสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ทั้งในด้านคุณภาพบัณฑิตและการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภู นิมานันท์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “การผ่านการประเมินต่ออายุ AACSB ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำศักยภาพของ CMUBS ในการดำเนินงานตามมาตรฐานนานาชาติ และนับเป็นความภาคภูมิใจของคณะฯ อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญมิได้หยุดอยู่ที่การได้รับการรับรอง หากคือการนำมาตรฐานดังกล่าวไปต่อยอดสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสร้างบัณฑิตที่มีองค์ความรู้ ความคิดเชิงกลยุทธ์ และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมก้าวสู่บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับประเทศและระดับโลก”

สำหรับ AACSB ถือเป็นองค์กรรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลกเพียงประมาณร้อยละ 6 ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมทั้งคุณภาพหลักสูตร ผลลัพธ์การเรียนรู้ งานวิจัย ความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ และการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล การได้รับการต่ออายุการรับรองในครั้งนี้จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเข้มแข็งของระบบคุณภาพ และศักยภาพในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยสู่เวทีโลก

CMUBS ยังคงมุ่งสู่การเป็นสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจชั้นนำของประเทศ ที่บ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมและผู้นำที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยยึดมั่นในมาตรฐานระดับโลกเป็นรากฐานสำคัญ ภายใต้แนวคิด “มาตรฐานโลก เปิดประตูสู่โอกาสที่กว้างกว่า” เพื่อขยายขอบเขตโอกาสของผู้เรียนและผู้สำเร็จการศึกษาให้ก้าวไกลทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ซาบีดา ลุยปั้น Unseen Thai Thai เปิดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำฯ

ซาบีดา ลุยปั้น Unseen Thai Thai เปิดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำฯ

ซาบีดา ลุยปั้น Unseen Thai Thai เปิดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำฯ

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

“ซาบีดา” ลุยปั้น Unseen Thai Thai เปิดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำฯ หวังช่วยส่งเสริมส่งออกวัฒนธรรมอัตลักษณ์ สู่เวทีนานาชาติ พร้อมยกระดับชุมชน ส่งต่อคนรุ่นใหม่ศึกษาเรียนรู้ มุ่งผลักดันพลังวัฒนธรรม ให้เกิดรายได้จริง สู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำ : ข้าวใหม่ ปลามัน สืบสานตำข้าวเม่า ภูมิปัญญาเก่า ไทยทรงดำ ณ วัดสระบ้านกล้วย ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งประเพณี ตำข้าวเม่าและวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำ นับเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ส่งคุณค่า เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สอดคล้องกับนโนบาย Unseen Thai Thai ในการยกระดับชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน ซึ่งประเพณีพื้นบ้านนี้สะท้อนวิถีชีวิตและความสามัคคีของชาวไทยทรงดำ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษอันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมด้วยนโยบายไท ไทย สืบสานสร้างสรรค์นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน เปลี่ยนพลังวัฒนธรรมให้เป็นรายได้จริง โดยนำทุนทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาส่งเสริมและต่อยอดสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อสังคมที่เข้มแข็งและสนับสนุนเศรษฐกิจวัฒนธรรมให้เติบโต

นางสาวซาบีดา ระบุว่า การจัดประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำ ไม่เพียงเป็นการสืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างงานสร้างรายได้นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน  จึงเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันส่งเสริมผลักดัน ไม่ใช่เพียงในจังหวัดกาญจนบุรี แต่ต้องให้พี่น้องชาวไทยได้รู้จักรับรู้รับทราบ และการที่มีชาวไทยทรงดำ จากจังหวัดใกล้เคียง และจังหวัดอื่นๆในประเทศไทย มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย เป็นการสร้างเครือข่ายที่มีความแน่นแฟ้น สามัคคี และที่สำคัญคือมีความเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นเรื่องง่ายในการส่งออกวัฒนธรรมอัตลักษณ์เหล่านี้ ไปสู่เวทีนานาชาติได้ จึงอยากให้ทุกคนร่วมกันส่งเสริมและรักษาอัตลักษณ์เหล่านี้ไว้ เพื่อจะส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ และที่สำคัญภูมิปัญญาเก่าเราก็ไม่ทิ้ง ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านั้น เมื่อคนรุ่นใหม่ต้องการเรียนรู้ศึกษา จะได้มีแหล่งเรียนรู้ พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำงานบูรณาการร่วมกันทำให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ ขึ้น ซึ่งเป็นความร่วมมือที่น่าชื่นชม 

สำหรับกิจกรรมในงานประเพณีวิถีชีวิตชาวไทยทรงดำ : ข้าวใหม่ ปลามัน สืบสานตำข้าวเม่า ภูมิปัญญาเก่า ไทยทรงดำ มีพิธีแปงขวัญ ร่วมกิจกรรมตำข้าวเม่า การสาธิตภูมิปัญญาไทยทรงดำ รำแคนไทยทรงดำ และการแสดงทางวัฒนธรรม รวมถึงการเดินแบบแฟชั่นโชว์ ชุดไทยทรงดำด้วย