‘ชูศักดิ์’สั่ง 8 ข้อ พศ.ลุยป้องกันคุ้มครองพระพุทธศาสนา

https://www.naewna.com/local/843915

‘ชูศักดิ์’สั่ง 8 ข้อ พศ.ลุยป้องกันคุ้มครองพระพุทธศาสนา

‘ชูศักดิ์’สั่ง 8 ข้อ พศ.ลุยป้องกันคุ้มครองพระพุทธศาสนา

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.08 น.

“ชูศักดิ์”สั่ง 8 ข้อ พศ.ลุยป้องกันคุ้มครองพระพุทธศาสนา หาแนวทางป้องทำผิดกม.ในวัด ดำเนินการเด็ดขาดพวกแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ เกาะติดบิดเบือนคำสอน คัดกรองคนมีคดีก่อนบวช ลั่นจากนี้เลิกอยู่ในที่ตั้ง ต้องทำงานเชิงรุก เร่งตั้งกก.ระดับชาติแก้ปัญหาที่ดินวัด-สำนักสงฆ์

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อม นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.พศ.ร่วมกันแถลงถึงนโยบายป้องกันและคุ้มครองพระพุทธศาสนา

โดย นายชูศักดิ์ แถลงว่า ได้มีข้อสั่งการ 8 ข้อ ไปยัง พศ.ดังนี้ 1.ขอให้มีมาตรการกำหนดแนวทางป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การเสพยาเสพติด การเล่นการพนันในบริเวณวัด 2.ป้องกันการกระทำผิดพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะการเสพเมถุน รวมถึงการใช้สื่อออนไลน์ 3.ติดตามเรื่องการนำคำสอนของพระพุทธศาสนาไปบิดเบือน ไม่ให้ศาสนิกชนหลงผิดในคำสอนของพระพุทธศาสนา หรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของพระสงฆ์ 4.ดำเนินการกับผู้ที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์เด็ดขาด

5.ออกมาตรการคุ้มครองดูแลพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดีไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งด้วยวิธีการใด 6.กำหนดมาตรการร่วมกับผู้ปกครองคณะสงฆ์ โดยใช้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคัดกรองกับผู้ที่จะอุปสมบท ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องคดี ผู้ติดยาเสพติด อาศัยวัดเป็นเครื่องมือเพื่อหลบหลีกความผิด 7.ขอให้ พศ.จัดตั้งและปรับปรุงศูนย์ร้องเรียนเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและทันท่วงที และ 8.หาแนวทางให้ศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 8 ข้อ เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐบาลออกมาตรการป้องกันการทำลายพระพุทธศาสนา ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกสอดส่องดูแล ที่ผ่านมา พศ.อาจอยู่ในที่ตั้ง แต่ต่อไปนี้จะทำงานเชิงรุก คอยดูพฤติกรรมที่คิดว่าไม่ถูกต้อง

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนอีกเรื่องที่กำลังดำเนินการอยู่ คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินของวัดและสำนักสงฆ์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ เช่น ที่ดินที่ทับซ้อนกับที่ดินของรัฐจนเกิดเป็นปัญหาข้อพิพาท เมื่อถามถึงแนวทางการปรับปรุง พศ. นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในนโยบายอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ได้ทำงานได้ง่าย เพราะ พศ.เป็นระบบราชการ ดังนั้น ต้องคำนึงถึงระบบภาพรวม

‘สหพัฒน์แอดมิชชั่น’ จัด 17 ติวเตอร์ทบทวน 12 วิชาหลัก

https://www.naewna.com/local/843783

‘สหพัฒน์แอดมิชชั่น’ จัด 17 ติวเตอร์ทบทวน 12 วิชาหลัก

‘สหพัฒน์แอดมิชชั่น’ จัด 17 ติวเตอร์ทบทวน 12 วิชาหลัก

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการให้เด็กไทยมีโอกาสเท่าเทียมกันทางด้านการศึกษา บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC จึงได้จัดทำโครงการ “สหพัฒน์แอดมิชชั่น ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัย” โครงการทบทวนความรู้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายให้นักเรียนก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนานถึง 27 ปี มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 แห่ง และมีนักเรียนเข้าร่วมมากกว่า 3,000,000 คน

“สหพัฒน์แอดมิชชั่น” ครั้งที่ 27 นี้ ได้จัดติวเตอร์แถวหน้าของประเทศ 17 คน สำหรับการติว 12 วิชาหลัก ใน “ติวสด 6 วันติด” จัดติวทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ ระหว่างวันที่ 7-12 ตุลาคมที่ผ่านมา เวลา 09.00-16.00 น.โดยส่งสัญญาณถ่ายทอดสดจากหอประชุม ดร.เทียมโชควัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย DEK68 สามารถรับชมพร้อมกันทั่วประเทศได้ทาง http://www.sahapatadmission.com

นอกจากการติวสดจากติวเตอร์ขั้นเทพที่ติวเนื้อหาอย่างเข้มข้น เพื่อเติมเต็มความรู้ทุกเรื่องสำคัญ พร้อมฝึกทำโจทย์และแนะนำเทคนิคการทำข้อสอบ เสริมความมั่นใจให้เด็กไทยก่อนลงสนามสอบจริง ทางโครงการยังได้จัดบูธแนะนำด้านการศึกษาโดยมีสถาบันด้านการศึกษาชื่อดังหลายแห่งมาแนะแนวแก่น้องๆ และยังมีบูธจากโรงพยาบาลนวเวชในวันแรก นำทีมพี่ๆ พยาบาลมาช่วยดูแลน้องๆ รวมถึงบูธของสหพัฒน์ ที่บริการอาหาร เครื่องดื่ม ฟรีแก่น้องๆ ทุกคนอีกด้วย

สหพัฒน์แอดมิชชั่นปีนี้ ได้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการต่อยอดเปิดมุมมองอาชีพด้วยการค้นหาตัวเองให้ความสำคัญกับการออกแบบการวางแผนเส้นทางอาชีพของเยาวชนด้วยกิจกรรมค้นหาตัวตน ที่มีนักจิตวิทยา และโค้ชสอบติดมาแนะแนวการค้นหาตัวเองและการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอดคล้องกับแนวคิดของการจัดงานปีนี้ คือ “Sahapat Admission ครั้งที่ 27 “ติว FEST FREE เว่อร์” ให้ #DEK68 เจ๋ง IN YOUR WAY! นอกจากการติวสด 6 วันติดแล้ว ก่อนหน้านี้มีติวระดับภูมิภาค และยังจะมี Exclusive Clip คลิปตะลุยโจทย์ชีววิทยาและวิชาความถนัดแพทย์ ชมได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รวมถึงกิจกรรม Q&A ถาม-ตอบโค้งสุดท้ายก่อนลงสนามสอบจริง และทั้งหมดนี้สามารถรับชมย้อนหลังได้ทาง http://www.sahapatadmission.com

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ SPC กล่าวว่า ตราบใดที่การเข้ามหาวิทยาลัยยังเป็นความใฝ่ฝันของเด็กๆ ทุกคน เราเชื่อว่านอกเหนือจากการศึกษา
ในโรงเรียนแล้ว สิ่งที่เด็กๆ ได้รับเพิ่มเติมคือการติวโดยติวเตอร์ชื่อดังที่มีเทคนิค มีวิธีการพิเศษต่างๆ และเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้รับความรู้ดีๆ แบบนี้อย่างเท่าเทียมกัน จึงได้ทำมาต่อเนื่องถึง 27 ปี และขอส่งกำลังใจให้ DEK68 ทุกคนใช้เวลาและตั้งใจกับการติวครั้งนี้อย่างเต็มที่ เมื่อเลือกคณะที่ชอบแล้วมุ่งไปศึกษาตามที่ชอบ เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จได้ทุกคน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองประธานกรรมการ SPC กล่าวว่า จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดการจัดการศึกษาทั้งหมด หวังว่าการจัดทำกฎหมายการศึกษาแห่งชาติจะมีการปรับปรุงคุณภาพด้านการศึกษาให้สามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลง เพราะการศึกษาต่อไปจะจัดเฉพาะเด็กและเยาวชนไม่ได้ แต่จำเป็นต้องยกระดับทักษะของประชากรทุกคนด้วย

นายธนกร ธรรมธุระ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล จ.สกลนคร กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วตั้งเป้าอยากเรียนต่อทางด้านกายภาพบำบัด เพราะมีแรงบันดาลใจจากการที่เคยเป็นจิตอาสาไปฝึกงานแล้วได้เห็นพี่พยาบาลที่เป็นนักกายภาพบำบัดช่วยเหลือผู้ป่วย จึงสนใจโดยเฉพาะกายภาพบำบัดสำหรับนักกีฬา เพราะเป็นคนเล่นกีฬาด้วย คิดว่าอาชีพนี้ตอบโจทย์ความชอบของตนเอง สำหรับการมาร่วมติวในวันนี้ได้ความรู้กลับไปมาก เมื่อติวจบแล้วก็ต้องกลับไปอ่านเองเพิ่มเติมอีกจนกว่าจะถึงวันสอบ ซึ่งหากไม่ได้มาร่วมติวในโครงการนี้ก็ไม่ได้ไปเรียนพิเศษที่ไหน แต่จะซื้อหนังสือมาอ่านเองและฝึกทำข้อสอบด้วยตัวเอง

นางสาววนัทปรียา เอี่ยมจ้อย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสามโคก จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ตนเองอยากเรียนวิศวกรรมเคมี สำหรับการมาติวครั้งนี้ทำให้ได้ทบทวนความจำที่อ่านมาก่อนหน้านี้ และได้เทคนิคดีๆ เพิ่มขึ้น เพราะปกติแล้วตนเองจะเน้นอ่านหนังสือเองเป็นหลัก มีไปเรียนพิเศษบ้างแต่ไม่ได้ซื้อคอร์ส จะเป็นคอร์สติวฟรีที่สรุปเนื้อหาเพื่อช่วยเสริมที่อ่านมาเอง การมาติวครั้งนี้ก็ทำให้ได้เทคนิคดีๆไปฝึกทำข้อสอบด้วย เพราะติวเตอร์ที่มาติวในโครงการนี้เป็นติวเตอร์ดังๆ ทั้งหมด

‘เพิ่มพูน’ เชื่อการยกระดับ PISA ทำให้คุณภาพศึกษาดีขึ้นเกินเป้าที่ตั้งไว้

https://www.naewna.com/local/843785

‘เพิ่มพูน’ เชื่อการยกระดับ PISA  ทำให้คุณภาพศึกษาดีขึ้นเกินเป้าที่ตั้งไว้

‘เพิ่มพูน’ เชื่อการยกระดับ PISA ทำให้คุณภาพศึกษาดีขึ้นเกินเป้าที่ตั้งไว้

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ครั้งที่ 7/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมได้รายงานการดำเนินงานของแต่ละหน่วยซึ่งก็มีความคืบหน้าอย่างยิ่ง และได้มีแนวทางหารือร่วมกันที่จะขับเคลื่อนในมิติของการออกข้อสอบ และการขยายผลตามโมเดลการพัฒนาและสร้างข้อสอบความฉลาดรู้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ดำเนินการไปได้ด้วยดี โดยจะมีการขยายผลไปให้ครบทุกคน ทั้งครูและผู้บริหารรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการ

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ในส่วนของการทดสอบการขยายผลพัฒนาและสร้างข้อสอบความฉลาดรู้ต่างๆ นั้น ก็มีการดำเนินการและมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์เบสก็มีการขับเคลื่อนรายงาน และได้มีการมอบหมายให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดทำคลังข้อสอบและเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งในช่วงเดือนพ.ค. 2568 ก็จะโอนภารกิจนี้ไปให้กับทางสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ดำเนินการต่อ เนื่องจาก สสวท.จะต้องไปทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสอบและการประเมิน ซึ่งจะมีส่วนได้ส่วนเสียจึงต้องให้ออกมา

“เราพัฒนาเด็กและครูของไม่ใช่ทำให้ตอบโจทย์ในการสอบ PISA ปี 2025 แต่เราทำเพื่อตอบโจทย์ ณ ปัจจุบัน ว่าเราจะยกระดับคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ปัจจุบัน ส่วนปีหน้าจะเลื่อนมาเร็วหรือช้าก็ไม่เกี่ยว แต่เชื่อว่าคุณภาพการศึกษาของเราจะมีการพัฒนาที่ดีขึ้นกว่าปีก่อนๆ เพราะหลักการทำงานของรัฐมนตรีคือ “มุ่งมั่น ศรัทธา” ผมจึงเชื่อว่าทุกคนจะช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องนี้ และผมก็เชื่อว่าไม่เกินมิติ ถ้าเราร่วมมือกันในการบูรณาการไม่ใช่ทำเฉพาะ สพฐ. แต่ทำทุกหน่วยการศึกษา ถ้าอันดับ PISA ดีขึ้นก็จะทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นเกินเป้าหมายที่เราวางไว้” พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าว

MOU พัฒนางานวิจัยในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

https://www.naewna.com/local/843781

MOU พัฒนางานวิจัยในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

MOU พัฒนางานวิจัยในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุรักษ์ ถุงทอง ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วย นายพิสิษฐ์ จรัสพงศ์ถาวร กรรมการบริหาร บริษัท จีเอฟอาร์พีคิงส์ และนายประเสริฐ ตั้งเด่นไชย กรรมการผู้จัดการบริษัท ปัญญาคอนกรีต จำกัด ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมวัสดุแท่งคอมโพสิตและคอนกรีต โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประธานในพิธี มีผู้บริหารของทั้ง 2 ฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องINNOVATION HUB อุทยานวิทยาศาสตร์ฯและห้องเกียรติยศ รพ.ศูนย์การแพทย์ม.วลัยลักษณ์

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาวัสดุแท่งคอมโพสิตในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ศึกษาและวิจัยต่อยอดผลิตภัณฑ์วัสดุแท่งคอมโพสิต พัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้างคอนกรีตและนวัตกรรมการก่อสร้าง ศึกษาและวิจัยต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ได้จากคอนกรีตรีไซเคิล พร้อมทั้งการสนับสนุนความร่วมมือการทำวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต ภายใต้กรอบเวลา 3 ปี

โอกาสเดียวกันนี้ ทั้ง 2 บริษัทและม.วลัยลักษณ์ ยังได้มีการลงนามในสัญญาโครงการวิจัย จำนวน 2 โครงการ พร้อมสนับสนุนทุนการวิจัยให้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์อิ่มใจ ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย รวมทั้งสิ้น 1,075,000 บาท ด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ กล่าวถึงความสำคัญของโครงการวิจัยในครั้งนี้ว่า อุตสาหกรรมการก่อสร้างเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก การนำวัสดุคอนกรีตรีไซเคิลและวัสดุแท่งคอมโพสิตมาใช้ จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทยได้

“ในอนาคตเรามีแผนในการก่อสร้างอาคารจริงขนาด 3 ชั้น ที่ใช้วัสดุแท่งคอมโพสิต 100% เป็นโครงสร้างเสริมแรง โดยจะตรวจวัดและติดตามผลด้านความทนทานและประสิทธิภาพของวัสดุต่อสภาพแวดล้อมจริงเป็นระยะเวลา 12 เดือน เพื่อประเมินความทนทานและความสามารถในการรองรับน้ำหนักในระยะยาว” รองศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ กล่าว

ส่วนการใช้คอนกรีตรีไซเคิลสำหรับผลิตลูกปูนหนุนเหล็กเสริมในโครงสร้างคอนกรีต จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่และลดขยะก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการสึกกร่อนของเหล็กเสริมในคอนกรีต ทนทานต่อการกัดกร่อนในสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง ที่สำคัญจะช่วยยืดอายุการใช้งานของโครงสร้างได้อีกด้วย

ม.นครพนม จัดประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 19

https://www.naewna.com/local/843784

ม.นครพนม จัดประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 19

ม.นครพนม จัดประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 19

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม จัดประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 19 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เป็นประธาน มี ศาสตราจารย์ ดร.อัมพรธำรงลักษณ์ นายกสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวรายงาน ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พลตำรวจเอกอดุลย์แสงสิงแก้ว ประธานกรรมการมูลนิธิพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมพิธีเปิดงาน ณ ห้องพนมศิลป์ ชั้น M คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่มรุกขนคร)

สำหรับการประชุมวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ระดับชาติ ครั้งที่ 19 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “บูรณาการ AI and Soft Power ในการบริหารภาครัฐ” เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนครพนม และเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ อาทิ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันพระปกเกล้า และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร.ศุภชัยยาวะประภาษ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นองค์ปาฐกถา ในหัวข้อ “ดิจิทัลกับการบริหารงานภาครัฐ”

ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่า การนำเสนองานเชิงวิชาการมีบทบาทสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้มี
นักวิชาการและบุคคลมากมายหันมาให้ความสนใจในการศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านต่างๆ หลากหลายแง่มุม การประชุมทางวิชาการระดับชาติในครั้งนี้จะเป็นเวทีเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ รวมถึงศาสตร์ความรู้ด้านอื่นๆ ตลอดจนเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างเครือข่ายทางวิชาการให้เกิดความเข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.อัมพร ธำรงลักษณ์ นายกสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นเวทีวิชาการที่เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำมาสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางด้านรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ จากผู้นำเสนอบทความที่มาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ จากทุกภูมิภาคในประเทศไทย และมีโอกาสได้พบปะขยายเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างบุคลากรในแวดวงวิชาการ ซึ่งปีนี้มหาวิทยาลัยนครพนมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมมีบทความนำเสนอมากถึง 96 บทความ โดยได้รับเกียรติการวิพากษ์เพื่อการพัฒนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์ในแวดวงรัฐประศาสนศาสตร์มาอย่างยาวนาน

รัฐมนตรีแรงงาน หนุนพัฒนาเยาวชน เน้นพัฒนาทักษะใหม่เพื่อสร้างคน สร้างอาชีพ สร้างชาติ

https://www.naewna.com/local/843817

รัฐมนตรีแรงงาน หนุนพัฒนาเยาวชน เน้นพัฒนาทักษะใหม่เพื่อสร้างคน สร้างอาชีพ สร้างชาติ

รัฐมนตรีแรงงาน หนุนพัฒนาเยาวชน เน้นพัฒนาทักษะใหม่เพื่อสร้างคน สร้างอาชีพ สร้างชาติ

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.06 น.

รัฐมนตรีแรงงาน หนุนพัฒนาเยาวชน เน้นพัฒนาทักษะใหม่เพื่อสร้างคน สร้างอาชีพ สร้างชาติ

ศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ส่งทีมนักข่าวเยาวชน บุกถึงกระทรวงแรงงาน สัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประเด็นนโยบายด้านการพัฒนาเด็กเยาวชน เพื่อก้าวไปสู่แรงงานฝีมือช่วยพัฒนาชาติในการแข่งขันระดับโลกต่อไป

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดโอกาสให้ทีมนักข่าวเยาวชน จากศูนย์ข่าวเยาวชนไทย โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก กรุงเทพฯ และ โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง เข้าพบเพื่อสัมภาษณ์ถึงแนวนโยบายในการทำงานในฐานะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานในส่วนที่จะส่งเสริมพัฒนาเยาวชนไทย โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “ ทางกระทรวงแรงงานเรามีนโยบายในการพัฒนาแรงงานรุ่นใหม่  มีการลงนามระหว่าง 4 กระทรวงคือ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ(อว.) และกระทรวงแรงงาน เพื่อทำงานร่วมกันในการพัฒนาเด็กและเยาวชน เราเองมุ่งปูพื้นตั้งแต่ระดับมัธยมต้น เพื่อให้รู้ทิศทางว่าจะไปต่อมัธยมปลาย หรือสายอาชีพ สายอาชีวะ ยังมีการดำเนินการด้าน up skill , re skill และ new skill คือความรู้ใหม่ๆ ในวิชาชีพใหม่ เช่น ด้าน AI รวมถึงเรื่อง BCG (Bio-Circular-Green Economy) เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ที่จะเป็นโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ต้องการปูพื้นด้านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบใหม่ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ด้วย นำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาช่วยพัฒนาเด็กเยาวชนให้สามารถเข้าสู่ระบบงานเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศที่รอบด้าน เท่าทันโลกต่อไป กระทรวงแรงงานเอง คำนึงถึงเด็กเยาวชน ว่าควรได้มีโอกาสปูพื้นฐานด้านอาชีพ ตั้งแต่มัธยมศึกษา ให้ได้เรียนรู้ตัวเอง ความถนัด ความชอบในสาขาวิชาชีพใด จะทำให้เด็กๆ สามารถมุ่งเป้า และเดินไปทิศทางสาขาอาชีพที่ชอบและประสบความสำเร็จได้ แต่ต้องรู้จักตัวเอง ไม่ตั้งเป้าหมายเดียว เผื่อหลายๆ ทาง ทุกอย่างมีโอกาสพลาด แต่ขอให้ลุกขึ้นมาสู้ อย่าท้อ ยังมีหนทางอื่นๆ ไปสู่เป้าหมายของเราได้นะครับ”

ดร.ธีระวิทย์ วงศ์เพชร คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “ดีใจมากๆ ที่ได้เห็นเด็กๆ มีโอกาสแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการใช้สื่อในทางสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเด็กเอง และส่วนร่วม เพราะการได้มีโอกาสมาทำหน้าที่นักข่าวเยาวชน สัมภาษณ์ผู้ใหญ่ระดับรัฐมนตรี ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เด็กๆ จึงตั้งใจในการเรียนรู้ ฝึกฝน หาข้อมูล และพัฒนาทักษะหลากหลายด้าน จนสามารถมาทำหน้าที่นักข่าวเยาวชนสัมภาษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ในวันนี้ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรี ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก อาจารย์ทุกท่านที่สนับสนุนส่งเสริมเด็กๆ และขอขอบใจเด็กๆ นักข่าวเยาวชนทุกคนที่ตั้งใจทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีในวันนี้ครับ”

ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากๆ ที่ได้มีโอกาสมาสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีในวันนี้ แม้ว่าจะเคยทำหน้าที่ยุวทูตสันติภาพ เดินทางไปเข้าพบสมเด็จพระสันตะปาปา และรายงานข่าวที่นครวาติกันและประเทศอิตาลีมาแล้ว แต่การได้มาสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรีครั้งนี้แตกต่างกัน ทำให้ได้เรียนรู้บทบาทของการเป็นผู้สื่อข่าวเยาวชนในอีกรูปแบบ ได้ประสบการณ์ที่ดี ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ใจดีมากๆ เปิดโอกาสให้พวกเราได้มาพบ ได้มาสัมภาษณ์ และตอบคำถามเด็กๆ ให้ความรู้มากมายเลยครับ”

นางสาวเพชลดา วารินทร์ ม.4 โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก กล่าวว่า “รู้สึกตื่นเต้นมากๆ ค่ะ ที่วันนี้ได้รับโอกาสสำคัญในการเป็นตัวแทนศูนย์ข่าวเยาวชนไทย มาสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรี ท่านใจดีมากๆ ตอบคำถามให้ความรู้กับเด็กๆ เยอะมากๆ ค่ะ ขอบคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก และอาจารย์ทุกๆ ท่าน ที่เมตตาให้โอกาสพวกเราได้เข้าร่วมโครงการศูนย์ข่าวเยาวชนไทย โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก และได้มาทำหน้าที่สำคัญในวันนี้ค่ะ”

การสัมภาษณ์นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยทีมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย จะได้รับการเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และสื่อโซเซียลช่องทางต่างๆ อีกด้วย

‘ทนายอนันต์ชัย’ นำสมาชิกสมาคมฮินดูฯ ยื่น ปค.จี้เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

https://www.naewna.com/local/843767

'ทนายอนันต์ชัย' นำสมาชิกสมาคมฮินดูฯ ยื่น ปค.จี้เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

‘ทนายอนันต์ชัย’ นำสมาชิกสมาคมฮินดูฯ ยื่น ปค.จี้เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.28 น.

สมาชิกสมาคมฮินดูฯยื่น ปค.จี้เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2567  นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ พร้อม นายรามลลิต สุกุลพราหมณ์ ในฐานะผู้แทนสมาชิกสมาคมฮินดูธรรมสภา (วัดวิษณุ) และคณะได้มายื่นหนังสือร้องเรียนกับ นายชัยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง เพื่อตรวจสอบประธาน และคณะกรรมการชุดเดิมที่หมดวาระ และจะตามคดีทุก 30 วัน โดย นายมนู บุญสนอง หัวหน้ากลุ่มทะเบียนสมาคม เป็นผู้รับแทน กรณีคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2566 แต่ไม่จัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่

ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า ตามข้อบังคับสมาคมฮินดูธรรมสภา กำหนดให้กรรมการทุกคนของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เป็นสมาชิกของสมาคมฯ โดยกำหนดให้คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี เมื่อครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ต้องจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้สมาชิกเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ครบวาระ แต่เมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระแล้ว คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดปัจจุบัน กลับไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับสมาคมฯ 

นอกจากนี้ ยังได้พยายามแก้ไขข้อบังคับของสมาคมฮินดูธรรมสภา เพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจบริหารต่อไปได้ โดยขอแก้ไขเพิ่มบทเฉพาะกาล “ให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันรักษาการต่อไปอีกเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป” โดยอ้างเหตุผลเดียวกัน แต่ปรากฏว่านายทะเบียนฯ ได้ปฏิเสธในการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว จึงตั้งข้อสังเกตว่ามีเจตนาฝ่าฝืนต่อข้อบังคับ และขัดต่อวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ อันมีลักษณะเป็นการยึดติด เหนี่ยวรั้งตำแหน่ง หน่วงเวลาเพื่อรักษาอำนาจไม่ให้จัดการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ เข้ามาบริหารต่อหรือไม่ 

สมาคมฮินดูธรรมสภาไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคล หรือกลุ่มใด การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐทางศาสนาหรือไม่ เพราะสมาคมฯ มีทรัพย์สินมูลค่าสูงมาก และยังมียอดเงินบริจาคเป็นจำนวนเงินที่สูงมากด้วย จึงต้องมีข้อบังคับของสมาคมฯ กำหนดให้หมุนเวียนตำแหน่งบริหารสมาคมฯ เพื่อให้สมาชิกสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารสมาคมฯ เพื่อให้เกิดความสุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล

ทนายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า ยังปรากฏว่าในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เกิดความขัดแย้งของชาวฮินดูที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย มีการแบ่งพวกแบ่งกลุ่มกัน เพื่อแย่งชิงอำนาจสร้างความแตกแยกในหมู่ชาวฮินดู ซึ่งตรวจสอบข้อเท็จจริงจากสมาชิกของสมาคมฯ และนายทะเบียนท้องถิ่นได้ โดยพบว่ามีการทำหนังสือร้องเรียนเป็นจำนวนมาก ซึ่งความขัดแย้งในสมาคมฯ ก่อให้เกิดการแตกสามัคคีของสมาชิกสมาคมฯ ทั้งยังสร้างความสับสนต่อประชาชนผู้นับถือศาสนาฮินดู ซึ่งมาประกอบศาสนกิจในสมาคมฯ เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ จึงเป็นเหตุให้กรรมการทยอยลาออก และจำนวนสมาชิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม จึงขอให้นายทะเบียนสมาคมในกรุงเทพมหานคร ได้โปรดพิจารณาตรวจสอบ และดำเนินการดังนี้ 1. พิจารณามีคำสั่งให้เลิกสมาคมฮินดูธรรมสภา (วัดวิษณุ) 2.ขอให้คุ้มครองชั่วคราว โดยมีคำสั่งให้คณะกรรมการบริหารชุดที่หมดวาระไปแล้ว หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที 3. มอบหมายให้กรมการปกครอง และกรมศาสนา ร่วมกันแต่งตั้งคณะบุคคลชาวฮินดูสัญชาติไทย จากสมาคมฮินดู สมาคมอื่นๆ ตามที่เห็นสมควร เข้ามาบริหารกิจการของสมาคมฮินดูธรรมสภา ในระหว่างพิจารณาออกคำสั่งให้เลิกสมาคมฮินดูธรรมสภาโดยชอบ และ 4. มีคำสั่งให้ดำเนินการตามข้อบังคับของสมาคมฮินดูธรรมสภาแห่งประเทศไทยโดยเคร่งครัด 

ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 101 ประกอบมาตรา 102 (1)-(5) มาตรา 103 มาตรา 104 และขอให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ วิธิปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษานิติรัฐ และความสงบเรียบร้อย รวมถึงศีลธรรมอันดีของประชาชนอีกด้วย.

ทีม ‘ScamStop’ คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘Hackathon : Innovative Application 2024’

https://www.naewna.com/local/843583

ทีม ‘ScamStop’ คว้ารางวัลชนะเลิศ  ‘Hackathon : Innovative Application 2024’

ทีม ‘ScamStop’ คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘Hackathon : Innovative Application 2024’

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บมจ. ไอร่า แอนด์ ไอฟุล จับมือ ไอฟุล คอร์ปอเรชั่น และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น จัดกิจกรรม “Hackathon: Innovative Application 2024” เปิดเวทีให้นักศึกษาประชันไอเดียการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชั่น ตีโจทย์ “AI Application for Smart Health” เพื่อการสร้างสุขภาพชีวิตที่ดีแบบ Smart พร้อมสนับสนุนนักศึกษาพัฒนาความรู้และสั่งสมประสบการณ์ด้านไอทีต่อยอดการประกอบอาชีพในอนาคต

นายวุฒิชัย สถิรแพทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ไอร่า แอนด์ ไอฟุล จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการบัตรกดเงินสด “เอมันนี่” (A money)
ภายใต้คอนเซ็ปต์ “A money บัดดี้เรื่องเงิน” เปิดเผยว่าบริษัท ไอร่า แอนด์ ไอฟุล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท ไอฟุล คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำจากญี่ปุ่น และ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น จัดกิจกรรมการแข่งขัน “Hackathon: Innovative Application 2024” ในหัวข้อ “AI Application for Smart Health” เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโททุกคณะทุกชั้นปี ร่วมแข่งขันประชันไอเดียการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันที่สามารถตอบโจทย์การสร้างสุขภาพชีวิตที่ดีแบบ Smart เพื่อชิงทุนการศึกษารวมกว่า 100,000 บาท

สำหรับการแข่งขัน “Hackathon : Innovative Application 2024” มีผู้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ จำนวน 10 ทีม โดยทีมที่ได้รับ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม ScamStop กับผลงานแอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถคัดกรองแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยนำ AI มาช่วยตรวจจับรูปแบบแพทเทิร์นการพูดแล้วนำมาคาดการณ์บริบทและจำแนกว่าผู้ที่คุยด้วยเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ รับรางวัล 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม YOLO กับผลงาน แอปพลิเคชั่น ISIS ช่วยแก้ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุ ด้วยฟังก์ชั่นสุดสร้างสรรค์ ทั้งเซนเซอร์ตรวจจับระบบแจ้งเตือนนัดจอง และประเมินความเสี่ยงรายวันที่สามารถส่งตรงให้แก่ผู้ดูแลได้ทันที รับรางวัล 20,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม TheraphySpace กับผลงานแอปพลิเคชั่นช่วยประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงจากออฟฟิศซินโดรมและการบาดเจ็บทางร่างกายจากการเล่นกีฬา รวมถึงการนำเสนอแผนกายภาพบำบัดในรูปแบบของตัวการ์ตูนวีดีโอที่เข้าใจง่าย รับรางวัล 15,000 บาท ส่วนอีก 7 ทีม ได้รับรางวัลชมเชยทีมละ 5,000 บาท

“ตลาดงานไอทีในไทยยังคงเปิดกว้างและมีอนาคตสดใส จะเห็นได้จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Amazon และ Microsoft ก็กำลังจะเข้ามาลงทุนทำ Data Center ระบบคลาวด์ในประเทศไทย ดังนั้น การเปิดโอกาสหรือสร้างเวทีให้นักศึกษาได้แสดงความสามารถ สั่งสมประสบการณ์ รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะดีๆ จากผู้เชี่ยวชาญและคณะกรรมการ ก็จะเป็นอีกประสบการณ์สำคัญที่คนรุ่นใหม่จะสามารถนำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ และบริษัทฯ รู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมในครั้งนี้ พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ นักศึกษาพัฒนาตนเองในด้านไอทีและประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพต่อไป” นายวุฒิชัย กล่าว

ยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง สู่ฮับการผลิต PCB แห่งอาเซียน

https://www.naewna.com/local/843584

ยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์  เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง  สู่ฮับการผลิต PCB แห่งอาเซียน

ยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง สู่ฮับการผลิต PCB แห่งอาเซียน

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมแผงวงจรไต้หวัน (TPCA) พัฒนากำลังคนและยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ของไทย พร้อมร่วมงาน TPCA Show 2024 แสดงศักยภาพความพร้อมของไทยในการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของภูมิภาค นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงของประเทศไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ นักยุทธศาสตร์ระดับสูงรักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สอวช. พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัยนำโดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนและเทคโนโลยีกับภาคอุตสาหกรรม PCB ของไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โดยคณะผู้แทนไทยได้เยี่ยมชมโรงงานผลิต PCB ชั้นนำของไต้หวัน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและแนวโน้มการพัฒนาของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังได้เข้าเยี่ยมชมภาควิชา Semiconductor Engineering คณะวิศวกรรมศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหลงหัว ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรและการผลิตบุคลากรให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม

เป้าหมายของการเยือนครั้งนี้คือการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง TPCA กับหน่วยงานไทย ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือในหลายมิติ ได้แก่ การพัฒนาโปรแกรมการฝึกอบรมเฉพาะทางด้าน PCB สำหรับนักศึกษาและบุคลากรไทย การจับคู่การฝึกงานระหว่างนักศึกษาไทยกับบริษัทผู้ผลิต PCB ชั้นนำ การส่งเสริมการจ้างงานบัณฑิตไทยในอุตสาหกรรม PCB และการจัดการศึกษาแบบบูรณาการระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา

ผศ.ดร.พูลศักดิ์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ไต้หวัน โดยที่ผ่านมากระทรวง อว. ได้ร่วมกับ BOI และ TPCA จัดโครงการ Online Job Matching เชื่อมโยงบัณฑิตไทยกับบริษัท PCB ชั้นนำจากไต้หวันที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยจากทุกภูมิภาคในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการพัฒนากำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม PCB ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญของประเทศ

ในส่วนของการร่วมงาน TPCA Show 2024 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้าน PCB ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย สอวช. และมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ได้เข้าร่วมการจัดแสดงนิทรรศการในโซน “Thai Pavilion” เพื่อนำเสนอ STEMPlus แพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม อุดมศึกษา และภาครัฐ โดย นางสาวภาณิศา หาญพัฒนนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมอุดมศึกษาและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สอวช. ได้นำเสนอบทบาทของ สอวช. และ STEMPlus แพลตฟอร์ม ในการเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมกับการผลิตบัณฑิตของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนในด้านความพร้อมของกำลังคนคุณภาพสูง

นอกจากนี้ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยยังได้นำเสนอศักยภาพในการผลิตบุคลากรคุณภาพสูงป้อนสู่อุตสาหกรรม ทั้งในด้านหลักสูตรการเรียนการสอน การวิจัยและพัฒนา และความพร้อมของห้องปฏิบัติการและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม PCB ไทย ผ่านการพัฒนากำลังคนทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับมาตรฐานการศึกษา อันจะนำไปสู่การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การสร้างงานคุณภาพสูงสำหรับกำลังแรงงานไทย และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : CGI แนะนำหลักสูตร ‘CGI Open House 2025’

https://www.naewna.com/local/843582

รายงานพิเศษ : CGI แนะนำหลักสูตร ‘CGI Open House 2025’

รายงานพิเศษ : CGI แนะนำหลักสูตร ‘CGI Open House 2025’

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องและมีผลงานดีเด่นในระดับนานาชาติ ทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่จะสร้างสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ให้เป็นสถาบันการศึกษาที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา โดยใช้การวิจัยนำ และจะเป็นศูนย์ความเป็นเลิศ (Center Excellence) ของเอเชียแปซิฟิกในการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาค ในสาขาที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ให้มีความรอบรู้และสามารถถ่ายทอดความรู้ออกเป็นรูปธรรม และนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศได้

ในปีพุทธศักราช 2548 จึงมีการก่อตั้งสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชันษาครบ 4 รอบ โดยมีสถานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ทำหน้าที่จัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาหลักสูตรนานาชาติ ใน 3 สาขาวิชาคือ วิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์ : อนามัยสิ่งแวดล้อม (AppliedBiological Sciences :Environmental Health) วิทยาศาสตร์เคมี (Chemical Sciences) และพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม (Environmental Toxicology) โดยมุ่งมั่นที่จะเป็นแหล่งผลิตบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาที่มีความต้องการสูงตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ

ซึ่งทั้ง 3 สาขาวิชาดังกล่าว เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษในสิ่งแวดล้อม การเกิดโรคจากสิ่งแวดล้อม และการพัฒนายาโมเลกุลขนาดเล็กและยาชีววัตถุเพื่อการรักษาและป้องกันโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม การจัดการเรียนการสอนของสถาบันเป็นระดับนานาชาติซึ่งได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ วิทยาลัยการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค และมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยฟลอริดา และมหาวิทยาลัยอูเทร็คประเทศเนเธอร์แลนด์ มหาวิทยาลัยอาร์ฮุส ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และการแพทย์อิมพีเรียล สหราชอาณาจักร เป็นต้น ตลอดระยะเวลาเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันได้ผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศมาแล้วมาแล้วกว่า 300 คน และได้เข้าทำงานกับสถาบันและหน่วยงานที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนเรศวร บริษัทจัดการสิ่งแวดล้อม CP Groups, Ministry of Environment-Indonesia, Amed Forces Research Institute of Med. Sciencesนอกจากนี้ บางส่วนได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ต่างประเทศอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วยการแนะนำหลักสูตรโดยคณาจารย์และศิษย์เก่าจากสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการที่เพรียบพร้อมด้วยเครื่องมืออันทันสมัยสุดล้ำ นิทรรศการแสดงผลงานวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษา อีกทั้งยังได้ลุ้นรับสิทธิ์ในการส่งวิเคราะห์สาร มูลค่ารวม 40,000.- บาท สำหรับนักศึกษา 2 รางวัล และภาควิชาที่มีนักศึกษาร่วมงานมากที่สุด 1 รางวัลนอกจากนี้ ยังได้ร่วมลุ้นรางวัลตอบคำถามเพื่อรับของที่ระลึกสถาบันอีกด้วย ทั้งนี้ นักศึกษาที่เข้าร่วมงานสามารถสมัครขอรับทุนการศึกษาได้ในวันงาน หรือยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารประกอบการสมัครได้ด้วยตนเอง จนถึงวันที่31 มีนาคม 2568 และหากได้รับการคัดเลือกให้รับทุนมีโอกาสได้ฝึกงานวิจัย ณ มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำที่สหรัฐอเมริกา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02-5541900 ต่อ 2144, 2128 และ 2712 หรือ www.cgi.ac.th ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร 02-5541900 ต่อ 2112