มรภ.ราชนครินทร์ จับมือภาคีเครือข่ายฯ ขับเคลื่อนฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมือง’น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าลงทุน’

https://www.naewna.com/local/844536

มรภ.ราชนครินทร์ จับมือภาคีเครือข่ายฯ ขับเคลื่อนฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมือง'น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าลงทุน'

มรภ.ราชนครินทร์ จับมือภาคีเครือข่ายฯ ขับเคลื่อนฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมือง’น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าลงทุน’

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.01 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดงาน”เปิดกล่องของขวัญเมืองวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ สร้างสรรค์ SMEs สู่ Smart city ที่ยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เป็นเมือง“น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าลงทุน”

วันนี้ 29 พ.ย. 67 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์  อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา นางสาวฉัตรประอร  นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดงาน”เปิดกล่องของขวัญเมืองวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ สร้างสรรค์ SMEs สู่ Smart city ที่ยั่งยืน” พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนและแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธี

รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า เนื่องด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ดำเนินแผนการพัฒนาจังหวัดสู่ “เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)” โดยกระจายโอกาสทางการศึกษาไปในทุกช่วงวัย และทุกเพศอย่างเสมอภาคกัน และผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยอาศัยต้นทุนทางวัฒนธรรม มรดกทางวัฒนธรรมย่านชุมชนเก่า ผลิตผลด้านการเกษตร และอาหารพื้นถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งกลายเป็น Soft Power ที่ผลักดันฉะเชิงเทราไปสู่ “Smart City”
 ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่ดำเนินโครงการร่วมกันภายใต้แผนการพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทรา มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จึงได้จัดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินงาน ส่งเสริมและสนับสนุน รวมถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนากลุ่มเป้าหมายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี ผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้รับผิดชอบโครงการ และผู้แทนหน่วยงาน จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ 

1.โครงการส่งเสริมและพัฒนาการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ SME ด้วย Soft Power พร้อมด้วยนวัตกรชุมชน

2.โครงการเปิดกล่องของขวัญเพื่อ SME ปี 2567

3.โครงการอนุรักษ์และพัฒนาย่านชุมชนเก่ามรดกจังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อรักษาคุณค่าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

4.โครงการยกระดับเศรษฐกิจและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราฯ (Reinventing University 67)

ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนั้น จะทำให้จังหวัดฉะเชิงเทรา กลายเป็นเมืองที่ “น่าเที่ยว น่าอยู่ น่าลงทุน” ตามวิสัยทัศน์ของจังหวัดฉะเชิงเทรา อีกทั้งจะช่วยสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวฉะเชิงเทรา ผ่านการบูรณาการของทุกด้าน และทุกภาคส่วน

‘เพิ่มพูน’ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเขต 15 จ.เชียงใหม่

https://www.naewna.com/local/844473

'เพิ่มพูน'ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเขต 15 จ.เชียงใหม่

‘เพิ่มพูน’ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเขต 15 จ.เชียงใหม่

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.56 น.

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ที่จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วย รมว.ศึกษาธิการ ผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และศธ. ณ โรงเรียนแม่แตง  และ โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม ในการประชมคณะรัฐมนตรี (ครม.)สัญจร จ.เชียงใหม่

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่เขต 15 (กลุ่มภาคเหนือตอนบน) ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน และเชียงราย  ที่โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม เพื่อรับฟังการรายงานผล กระทบและการดำเนินการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย  -รับฟังรายงานผลการช่วยเหลือฟื้นฟูสถานศึกษาและประชาชนทึ่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย -มอบนโยบายทางการศึกษา ข้อสั่งการและมาตรการป้องกันและฟื้นฟูสถานศึกษาจากอุทกภัย  โดยมีศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน เข้าร่วมประชุม

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากฟังรายงานการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสถานศึกษาที่ได้รับความเดือนร้อนจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.เชียงราย  พบมีมูลค่าความเสียหาย จำนวน   205,714,812  ล้านบาท  ซึ่งสถานศึกษาในสังกัด ศธ.ได้รับความเสียหายทุกสังกัด  โดยทุกหน่วยงานได้ร่วมบูรณาในการฟื้นฟูสถานศึกษาอย่างเต็มที่ สำหรับเป้าหมายการขับเคลื่อนการศึกษาในพื้นที่นั้น พบว่า การบริหารจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มุ่งสร้างความเป็นเลิศ โดยเฉพาะการวางเป้าหมายการจัดการศึกษาในอีก 20 ปีข้างหน้าที่มีการสำรวจพบว่า ในอนาคตจะเป็นการจัดการศึกษาที่ไร้พรมแดน เพื่อความมั่งคั่ง นั่นคงในชีวิตที่มีความสุข  ขณะที่การแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือ zero drop out ในจังหวัดเชียงใหม่ยังพบว่าเด็กหลุดระบบการศึกษา จำนวน 25,000 คน ซึ่งสำรวจได้เพียงร้อยละ 30 เนื่องจากส่วนหนึ่งไม่พบตัวตนตามช่วงอายุแล้ว มีการอพยพถิ่นฐาน และได้รับรายงานว่าได้มีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด เพื่อติดตามค้นหาเด็กให้เข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป

 รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ส่วนสถานศึกษาที่ได้รับความเดือนร้อนจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.เชียงราย นั้น มีสถานศึกษาได้รับผลกระทบ 205 แห่ง  พบมูลค่าความเสียหาย จำนวน 192.6 ล้านบาท โดยใช้แผนที่จับข้อมูลสถานศึกษาและจัดทำระบบเตือนภัยในการฟื้นฟูสถานศึกษาหลังน้ำลด พร้อมได้รับความช่วยเหลือจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาในพื้นที่ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ตนได้มอบให้สถานศึกษามีขับเคลื่อนโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมตาม พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 ซึ่งแม้สถานศึกษาส่วนใหญ่มองว่า การเป็นโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมจะถูกปิดล็อคด้วยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 จนทำให้ไม่สามารถคิดค้นหลักสูตรหรือนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆได้ หรือแม้กระทั่งการใช้งบประมาณมาดำเนินการ  แต่ตนไม่อยากให้คิดเช่นนั้นและอยากให้ทุกโรงเรียนได้คิดนอกกรอบมากขึ้น  อย่างไรก็ตามจากการติดตามนโยบายการศึกษาทำให้ตนเชื่อว่าสถานศึกษาภาคเหนือตอนบนมีการพัฒนาที่สมบูรณ์อย่างมาก 

‘การลงพื้นที่ครั้งนี้ผมได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี  ซึ่งนอกจากจะติดตามสถานารณ์น้ำท่วมโรงเรียนภาคเหนือแล้ว ผมยังได้รับทราบว่ามีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว แต่ยังไม่ได้รับงบประมาณดูแล ก็จะติดตามเพื่อจัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนฟื้นฟูต่อไป นอกจากนี้ยังได้รับรู้ข้อมูลใหม่ๆในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ถือเป็นประโยช์อย่างยิ่งในการมาติดตามนโยบายในครั้งนี้ทำให้ได้รับรู้ถึงปัญหาต่างๆ และคิดว่าในเขต 15 นี้จะมีการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาได้ดี เนื่องจากภาคการศึกษาทุกส่วน รวมถึงโรงเรียนเอกชนมีความพร้อมมากในการให้ความช่วยเหลือแบ่งปัน“ พล.ต.เพิ่มพูน กล่าว 

‘เพิ่มพูน’ห่วง 331 โรงเรียน วิทยาลัยอาชีวะฯ กว่า 10 แห่ง น้ำท่วมภาคใต้

https://www.naewna.com/local/844363

'เพิ่มพูน'ห่วง 331 โรงเรียน วิทยาลัยอาชีวะฯ กว่า 10 แห่ง น้ำท่วมภาคใต้

‘เพิ่มพูน’ห่วง 331 โรงเรียน วิทยาลัยอาชีวะฯ กว่า 10 แห่ง น้ำท่วมภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 10.33 น.

“เพิ่มพูน”ห่วง 331 โรงเรียน วิทยาลัยอาชีวะฯ กว่า 10 แห่ง พื้นที่ภาคใต้ จ.ยะลา-นราธิวาส น้ำท่วมหนัก
29 พ.ย.2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ว่า ขณะนี้มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้ยพื้นฐาน(สพฐ.)ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแล้วประมาณ 331 แห่ง รวมถึงสังกัดอื่นๆ ซึ่งตนมีความห่วงใยมาก โดยเฉพาะ จ.ยะลา นราธิวาส  ตนก็อยากเดินทางไปดูแลช่วยเหลือโรงเรียนในพื้นที่ภาคใต้  แต่ช่วงนี้ติดมาประชุม ครม.สัญจร ที่ภาคเหนือ ซึ่งหลังเสร็จการประชุม ครม.ที่ภาคเหนือเสร็จ ตนก็จะลงไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนในพื้นที่ภาคใต้  ซึ่งที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ได้เดินทางไปดูแลตรวจเยี่ยมพื้นที่ภาคใต้มาแล้ว ตนก็สบายใจระดับหนึ่ง แต่หลังจากประชุม ครม.เสร็จตนก็จะลงไปตรวจเยี่ยมด้วย

ด้านว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่ถูกน้ำท่วม 331 แห่ง ในบางโรงเรียนถูกน้ำท่วมสูงเกิน 1 เมตร ซึ่งทาง สพฐ.ก็สั่งการให้เตรียมจัดถุงยังชีพเพื่อนำไปช่วยเหลือโรงเรียน ครู และนักเรียนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่น้ำท่วม

ขณะที่ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาในจังหวัดยะลา และ จ.นราธิวาส ถูกน้ำท่วมหนักกว่า 10 แห่ง อย่างไรก็ตาม หลังน้ำลด สอศ.ก็จะระดมนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาเข้าไปให้การช่วยเหลือซ่อมแซมฟื้นฟูพื้นในที่น้ำท่วมต่อไป

‘มทร.พระนคร’มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่‘พล.ร.ต.ดร.กรีฑา พรรธนะแพทย์’

https://www.naewna.com/local/844348

‘มทร.พระนคร’มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่‘พล.ร.ต.ดร.กรีฑา พรรธนะแพทย์’

‘มทร.พระนคร’มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่‘พล.ร.ต.ดร.กรีฑา พรรธนะแพทย์’

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 08.55 น.

‘มทร.พระนคร’มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่‘พล.ร.ต.ดร.กรีฑา พรรธนะแพทย์’ สร้างผลงานวิชาการเรียบเรียงพระประวัติ‘กรมหลวงชุมพรฯ’

เมื่อเร็วๆนี้ พลโท ชัยณรงค์ กิจรุ่งโรจน์เจริญ อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ปฏิบัติหน้าที่นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พร้อมด้วย ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดีฯ , ผศ.ดร.กษิดิ์เดช สุทธิวานิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัย , ผศ.ดร.ยุทธภูมิ สุวรรณเวช และคณะผู้บริหารคณะศิลปศาสตร์ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2566  แด่ พลเรือตรี กรีฑา พรรธนะแพทย์ ณ ถ.พหลโยธิน กรุงเทพฯ

สำหรับ พลเรือตรี กรีฑา พรรธนะแพทย์ ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญวัย 92 ปี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมีผลงานทางวิชาการ และด้านสังคม เป็นผู้ศึกษาและเรียบเรียงข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระประวัติ พลเรือเอก พระเจ้าบรมเธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเชิงประวัติศาสตร์และวงการการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้นักศึกษาได้นำไปใช้ในการเรียนการสอน นอกจากนี้ท่านยังเป็นวิทยากรในการเสวนาในเรื่อง “หมอพร” ในงานวันอาภากรรำลึก เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมาด้วย

‘ชูศักดิ์ ศิรินิล’ สำรวจพื้นที่เตรียมความพร้อม สถานที่อัญเชิญ ‘พระเขี้ยวแก้ว’

https://www.naewna.com/local/844302

'ชูศักดิ์ ศิรินิล' สำรวจพื้นที่เตรียมความพร้อม สถานที่อัญเชิญ 'พระเขี้ยวแก้ว'

‘ชูศักดิ์ ศิรินิล’ สำรวจพื้นที่เตรียมความพร้อม สถานที่อัญเชิญ ‘พระเขี้ยวแก้ว’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.10 น.

28 พ.ย.67 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะสื่อมวลชน สำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม ณ ท้องสนามหลวง

มติสภา’สวนสุนันทา แต่งตั้ง ‘รศ.ดร.สมเดช’ นั่ง ‘คณบดีวิทยาลัยสหเวชฯ’ อีกวาระหนึ่ง

https://www.naewna.com/local/844279

มติสภา’สวนสุนันทา แต่งตั้ง 'รศ.ดร.สมเดช'  นั่ง 'คณบดีวิทยาลัยสหเวชฯ' อีกวาระหนึ่ง

มติสภา’สวนสุนันทา แต่งตั้ง ‘รศ.ดร.สมเดช’ นั่ง ‘คณบดีวิทยาลัยสหเวชฯ’ อีกวาระหนึ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.29 น.

มติสภา’สวนสุนันทา แต่งตั้ง “รศ.ดร.สมเดช”  นั่ง “คณบดีวิทยาลัยสหเวชฯ” อีกวาระหนึ่ง

ในคราวประชุมคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนัรทา โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธาน พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รวมถึงคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม  ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ ดร.สมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยสหเวชศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เพื่อขับเคลื่อนวิทยาลัยสหเวชฯ  ให้เป็นแหล่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพตามศาสตร์แพทย์ทางเลือก วิทยาศาสตร์สุขภาพ สาธารณสุขศาสตร์และตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ที่สำคัญต้องมีความเป็นมืออาชีพ (Professional) สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพได้ และปฏิบัติงานได้จริง มีคุณธรรมจริยธรรม และจิตสำนึกพร้อมช่วยเหลือสังคมต่อไป

วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ เด็ก 68 ระดับปริญญาตรี ภาคปกติ ประจำปีการศึกษา 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 – 7 มกราคม 2567 สมัครผ่านออนไลน์ได้ที่ที่เว็บไซต์ http://admission.ssru.ac.th สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายรับสมัครมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 02-160-1380 หรือ วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา วิทยาเขตสมุทรสงคราม 034-773-904-5

GISTDA ยกระดับสู้โลกร้อน เปิดตัวนวัตกรรมตรวจสอบการสะสมคาร์บอน

https://www.naewna.com/local/844029

GISTDA ยกระดับสู้โลกร้อน  เปิดตัวนวัตกรรมตรวจสอบการสะสมคาร์บอน

GISTDA ยกระดับสู้โลกร้อน เปิดตัวนวัตกรรมตรวจสอบการสะสมคาร์บอน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จัดงานสัมมนา “Carbon Atlas 2024” ภายใต้แนวคิด “Satellite – Powered Carbon MRV for Climate Action” นวัตกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และรายงาน (Monitoring, Reporting, Verification : MRV) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ด้วยเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ณ CDC Ballroom, ถนนประดิษฐ์มนูธรรม กรุงเทพฯ

ดร.ศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล รองผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า ปัจจุบัน GISTDA กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการสำรวจคาร์บอนเครดิตในรูปแบบของการวัดและสำรวจคาร์บอนโดยการใช้คน หรือ Monitoring, Reporting , Verification : MRV ไปสู่การสำรวจในรูปแบบใหม่โดยจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มีชื่อว่า Digital Monitoring, Reporting, Verification : DMRV เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เครื่อง 3D Scanner, LiBackpack และโดรน LiDAR เป็นต้น โดย
ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สถาบันการศึกษา รวมถึงภาคเอกชน ในการประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกป่า ป้องกันไฟป่า และเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน รวมถึงยังมีความร่วมมือกันในการพัฒนาแบบจำลองการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ร่วมกันในอนาคตให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ได้รวดเร็วอีกด้วย นอกจากนี้ GISTDA ยังร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพัฒนาแนวทางและวิธีการที่เหมาะสมสำหรับป่าชุมชนเพื่อสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐาน T-VER และ Premium T-VER

โดย GISTDA ตั้งเป้าที่จะสนับสนุนข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และตรวจสอบได้ เพื่อการจัดทำรายงานแห่งชาติ (National Communication : NC) และรายงานความก้าวหน้ารายสองปี (Biennial Update Report : BUR) สำหรับการดำเนินการด้านการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและนานาชาติสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO

“ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนงาน Carbon Atlas 2024 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นสำหรับประชาชนไทย และร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างยั่งยืน” รองผู้อำนวยการ GISTDAระบุ

ก.ค.ศ.เดินหน้าออกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาศึกษานิเทศก์ก่อนแต่งตั้ง

https://www.naewna.com/local/844031

ก.ค.ศ.เดินหน้าออกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาศึกษานิเทศก์ก่อนแต่งตั้ง

ก.ค.ศ.เดินหน้าออกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาศึกษานิเทศก์ก่อนแต่งตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธานการประชุมสัมมนาจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ณ โรงแรมเบลล่า บีบางกรวย จ.นนทบุรี โดยการประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้ประกาศมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาฉบับใหม่ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ศธ 0206.4/ว 19 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2567 ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งสายงานนิเทศการศึกษาต้องมีใบรับรองการผ่านการพัฒนาสมรรถนะศึกษานิเทศก์และต้องได้รับการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ประกอบกับมติ ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2567 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ได้พิจารณาแนวทางการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูฯ ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ได้ศึกษานิเทศก์ที่มีความรู้ความสามารถและศักยภาพในการแนะนำ ชี้แนะแนวทางให้กับครูและผู้บริหารสถานศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ โดยที่ประชุมร่วมกันพิจารณาใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การกำหนดสมรรถนะและประสบการณ์ของตำแหน่งศึกษานิเทศก์ 2. (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ 3. (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ซึ่งทั้ง3 เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงกันในการพัฒนาการบริหารงานบุคคลฯ สำหรับตำแหน่งศึกษานิเทศก์

“การพัฒนาศึกษานิเทศก์ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะการพัฒนาระบบคัดกรองศึกษานิเทศก์แบบใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งต้องผ่านการพัฒนาสมรรถนะผ่านระบบ e-Learning ก่อนเข้ารับการคัดเลือก และเมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วจะต้องเข้ารับการพัฒนาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 วัน เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริง” ดร.พิเชฐร์กล่าว

รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. ยังเน้นย้ำถึงการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ โดยกำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งต้องมีใบรับรองการผ่านการพัฒนาสมรรถนะศึกษานิเทศก์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของศึกษานิเทศก์และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษา นอกจากนี้ยังมีกรอบแนวคิดในการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพ โดยผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ตามมาตรา 50 สามารถยื่นขอมีวิทยฐานะชำนาญการผ่านระบบ DPA โดยใช้ PA ร่วมกับ Project-based Development ในการประเมิน เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจน

“เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาศึกษานิเทศก์คือการยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยมุ่งให้ศึกษานิเทศก์มีความรู้ความสามารถในการแนะนำและชี้แนะแนวทางให้กับครูและผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศในภาพรวม” ดร.พิเชฐร์ กล่าวทิ้งท้าย

ศธ. คว้า 2 รางวัล‘นวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับประเทศ’

https://www.naewna.com/local/844027

ศธ. คว้า 2 รางวัล‘นวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับประเทศ’

ศธ. คว้า 2 รางวัล‘นวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับประเทศ’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา และรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นำทีมผู้บริหาร สำนักงาน ก.ค.ศ. เข้ารับรางวัลในโครงการ Thailand HR Innovation Award 2024 ในงานวันนักบริหารงานบุคคล (Thailand HR Day 2024) ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า จากนโยบาย “ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา” และ“ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น” (โยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง) สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้แปลงนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” สู่การปฏิบัติ โดยการพัฒนาระบบเพื่อรองรับการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัล ทั้งในส่วนของระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal : DPA) และระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System : TMS) ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการบริหารงานบุคคลให้มีความทันสมัย ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“นับเป็นความภาคภูมิใจที่สำนักงาน ก.ค.ศ. กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ได้เริ่มต้นนำเอานวัตกรรมด้านการบริหารงานบุคคลเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ และยังเป็นปีแรกที่เราได้ส่งนวัตกรรม” ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประกวดในโครงการ Thailand HR Innovation Award 2024 และได้รับรางวัลในระดับ SILVER AWARD จากโครงการระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System: TMS) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคุณครูที่ต้องการขอย้ายสับเปลี่ยนเพื่อกลับไปสอนในภูมิลำเนาของตัวเองผ่านระบบออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานการศึกษาเพื่อยื่นคำร้องข้อย้ายเป็นเอกสาร” รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวและว่า การได้รับรางวัลในระดับ GOLD AWARD จากโครงการระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal : DPA) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยลดความยุ่งยาก ซับซ้อนในการประเมินวิทยฐานะ ประหยัดเวลาในการดำเนินการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดภาระค่าใช้จ่ายทางงบประมาณให้กับประเทศ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกโฉมระบบการประเมินวิทยฐานะ ที่มุ่งเน้นไปที่การสอนและการพัฒนา สร้างความก้าวหน้าในวิชาชีพครูด้วยระบบดิจิทัล

“ทั้ง 2 รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของ สำนักงาน ก.ค.ศ. และกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนากระบวนการดำเนินงานโดยนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อนในการปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและอนาคตของประเทศ” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

สำหรับโครงการรางวัลนวัตกรรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประจำปี พ.ศ. 2567 (THAILAND HR INNOVATION AWARD 2024) จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ (FTPI) คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (HROD-NIDA) สถาบันพัฒนาวิชาชีพทรัพยากรบุคคล (IHPD) และสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) เพื่อเฟ้นหาหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่แสวงหาแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การบริหารขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

ซึ่งในปีนี้ มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 86 โครงการ ผ่านเกณฑ์การประกวดและได้รับรางวัล 13 โครงการ แบ่งเป็น รางวัล SILVER AWARD จำนวน 9 รางวัล และ GOLD AWARD จำนวน 4 รางวัล ทั้งนี้ ผู้จัดโครงการมุ่งหวังให้องค์กรต่างๆ ร่วมกันพัฒนาการดำเนินงานในฐานะผู้ดูแลทรัพยากรบุคคล เพื่อเป็นการร่วมกันพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

‘สพฐ.’เร่งทำพอร์ตฟอลิโอ-บัตรสุขภาพเด็กออนไลน์ เข้าสู่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีความปลอดภัย

https://www.naewna.com/local/844028

‘สพฐ.’เร่งทำพอร์ตฟอลิโอ-บัตรสุขภาพเด็กออนไลน์  เข้าสู่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีความปลอดภัย

‘สพฐ.’เร่งทำพอร์ตฟอลิโอ-บัตรสุขภาพเด็กออนไลน์ เข้าสู่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีความปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ครั้งที่ 47/2567 ณ ห้องประชุมสพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรม Zoom ว่า ที่ประชุมได้ประชุมติดตามขับเคลื่อนนโยบาย จากกรณีที่มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ กลุ่มลูกจ้างของ สพฐ.ประมาณ 7 หมื่นกว่าคน ที่ได้มาชุมนุมเรียกร้องไม่เอาการจ้างแบบเหมาบริการ ซึ่ง สพฐ.ก็ได้รับความเดือดร้อนความต้องการของลูกจ้าง และได้เสนอเรื่องไปที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกรมบัญชีกลาง แล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคคำตอบกลับมา ในขณะที่เวลาล่วงเลยมาแล้ว 2 เดือน ลูกจ้างได้รับผลกระทบและเดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับค่าจ้าง ดังนั้น เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ทาง สพฐ.จึงได้ออกหนังสือไปยัง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้ ผอ.สพท.แจ้งไปยังโรงเรียนในสังกัดที่ได้รับอัตราจ้าง ให้ทำสัญญาจ้าง และให้จ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. 2567 นี้ ดังนั้น ภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ลูกจ้างของ สพฐ. 7 หมื่นกว่าคน ก็จะได้รับเงินค่าจ้าง เพื่อลดความเดือดร้อนของลูกจ้าง แต่หลักการ ให้จ้างตามงบประมาณที่ได้รับในลักษณะจ้างเหมาบริการไปก่อน หาก สำนักงาน กพ.หรือหน่วยงานที่ สพฐ.หารือไป ตกลงว่าให้เปลี่ยนการจ้างได้ สพฐ.ก็จะของบประมาณมาเพิ่มเพื่อมาจ่ายเป็นเงินสมทบค่าประกันสังคมให้ แต่ตอนนี้ต้องจ่ายตามเกณฑ์ของกรมบัญชีกลางคือจ่ายในลักษณะจ้างเหมาบริการ จ่ายตามระเบียบพัสดุไปก่อน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมา สพฐ.ได้คลิกออฟ โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน พาการเรียนไปให้น้อง” หรือ “OBEC Zero Dropout” ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าจนถึงวันนี้ สพฐ. พบว่ามีเด็กกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษา จำนวน 1.2 แสนคนแล้ว ถือว่าเราทำงานเรื่องนี้กันอย่างจริงจังส่วนตัวเลขรวมเด็กที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาของ ศธ.พบว่ามีจำนวน 4 แสนกว่าคนแล้วเช่นกัน

“เมื่อวานนี้ผมได้เปิดงาน “Kick off กรุงเทพเป็นหนึ่ง “พาน้องกลับมาเรียน พาการเรียนไปให้น้อง” (OBEC Zero Dropout) ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร และมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)” กับ 8 หน่วยงาน ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรุงเทพฯก็ทำกันอย่างจริงจัง เป้าหมายก็คือต้องไม่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา สพฐ.ก็ได้ติดตาม ค้นหา พาน้องกลับมาเรียน และพาการเรียนไปให้น้อง ซึ่งตอนนี้ได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่ติดตาม ค้นหา ซึ่งส่วนหนึ่งเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษา ส่วนที่ไม่กลับมา เราก็พาการศึกษาไปให้ ส่วนกลุ่มเด็กที่ป่วยอยู่โรงพยาบาล หรือที่บ้าน สพฐ.ก็ให้จัดสื่อ จัดครูเข้าไปให้บริการ ทุกคนต้องได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงมอบให้ผอ.สำนักต่างๆ ทุกสำนักเตรียมจัดทำคำของบประมาณให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและสอดคร้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และสอดคล้องกับจุดเน้นของ สพฐ. ซึ่งปีนี้ ตนได้ฝากเน้นย้ำให้ทุกสำนักรองจัดทำงบประมาณแนวใหม่ ที่เป็นโครงการใหม่ๆ นโยบายใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การพัฒนาผู้เรียน ตอบโจทย์การพัฒนาครู การพัฒนาสื่อและเป็นไปตามนโยบายใหม่ๆ เช่น นโยบาย Anyway Anytime นโยบายลดภาระครู นโยบายพอร์ตฟอลิโอออนไลน์ ซึ่งในอนาคตเราอยากเห็นเด็กของเราไปสมัครเรียนต่อ ที่ไหนไม่ต้องถือแฟ้มสะสมผลงานไปแล้ว เพียงมีแฟลชไดร์ฟก็ได้แล้ว

โดยในปี 2569 สพฐ.จะเน้นนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนมากขึ้น รวมทั้งจะดูแลสุขภาพเด็ก ในปี 2569 สพฐ.จะทำบัตรสุขภาพเด็กผ่านระบบออนไลน์เช่นกัน โดยเด็กแต่ละคนจะมีข้อมูลว่าป่วยเป็นโรคอะไร หรือมีปัญหาสุขภาพอะไร นำหนัก ส่วนสูง มีปัญหาอะไรในชีวิตเพื่อให้มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนทุกคน จะได้มีความปลอดภัย มีความสุขตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”