‘เพิ่มพูน’นำผู้บริหาร สพฐ.ร่วมน้อมรำลึกวัน ‘สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า’ ผู้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย

https://www.naewna.com/local/843535

'เพิ่มพูน'นำผู้บริหาร สพฐ.ร่วมน้อมรำลึกวัน 'สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า' ผู้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย

‘เพิ่มพูน’นำผู้บริหาร สพฐ.ร่วมน้อมรำลึกวัน ‘สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า’ ผู้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.40 น.

“เพิ่มพูน” นำผู้บริหาร สพฐ.ร่วมน้อมรำลึกวัน “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” พระผู้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธาน กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ (จิตอาสา) “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” ทำดี ทำได้ ทำทันที เนื่องในวัน “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”  ณ  สวนรมณีนาถ เขตพระนคร  ซึ่งจัดโดย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่นที่ 96 ได้ร่วมมอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร และโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ  อาทิ ร.ร.วัดชนะสงคราม  ร.ร.ชัยชนะสงคราม  ร.ร.อนุบาลวัดปรินายก  ร.ร.วัดพลับพลาชัย   ร.ร.อนุบาลวัดนางนอง ร.ร.วัดราชบูรณะ

และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 อาทิ  ร.ร.มักกะสันพิทยา  ร.ร.วัดสังเวช  ร.ร.วัดสระเกศ  ร.ร.สุวรรณารามวิทยาคม  ร.ร.วัดน้อยนพคุณ  ร.ร.ศีลาจารพิพัฒน์  และ ร.ร.อุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย กรุงเทพฯ  โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. พร้อมผู้บริหาร สพฐ.เข้าร่วมกิจกรรม

ต่อจากนั้น พล.ต.อ.เพิ่มพูน พร้อมคณะผู้บริหาร สพฐ. ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ (จิตอาสา) “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” ทำดี ทำได้ ทำทันที  ที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม  เขตสาทร กรุงเทพฯ โดยมี ลูกเสือ จาก ร.ร.วัดสุทธิวราราม  และเนตรนารี ร.ร.สตรีศรีสุริโยทัย ร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ภายในวัดสุทธิวราราม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า เนื่องในวัน “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” เป็นวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในช่วงเช้าตนพร้อมผู้บริหารศธ.และผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และลูกเสือ ได้วางพวงมาลาถวายสักการะ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ หน้าสวนลุมพินี และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. วางพวงมาลาถวายสักการะ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย นอกจากนี้ลูกเสือ และเนตรนารีทั่วประเทศได้ร่วมกันทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม  ตามคำสัตย์ปฏิญาณของลูกเสือก็คือ  “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ”  และแนวทางของตนที่ฝากไว้คือ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” ซึ่งสิ่งต่างๆที่ทำก็เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”ของเรา และเป็นการปลูกจิตสำนึกให้กับลูกเสือ เนตรนารี ให้มีจิตใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ รวมถึงความมีระเบียบวินัย การตรงต่อเวลา ความรักชาติ บ้านเมือง

รมว.ศธ. กล่าวถึงกรณี ศธ.จะออกกฏกระทรวงใหม่ เกี่ยวกับการแต่งกายของลูกเสือ ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอตามขั้นตอน โดยสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ(สลช.) นำไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงความเหมาะสมถูกต้อง หากกฤษฎีกาส่งคืนกลับมาแล้ว สลช.ก็จะส่งให้ รมว.ศธ. เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเห็นชอบออกเป็นกฏกระทรวง เพื่อปลดล็อคเครื่องแต่งกายสำหรับลูกเสือ จะมีเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ชุดปกติ(ชุดลูกเสือเดิม) ชุดปฏิบัติการ และชุดลำลอง โดยให้สถานศึกษาพิจารณาเลือกได้ตามบริบทของสถานศึกษานั้นๆ 

“ผมก็จะพยายามทำกฏกระทรวงใหม่นี้ให้เสร็จทันปีการศึกษาหน้านี้ และให้เสร็จทันในสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ”  รมว.ศธ. กล่าว 
 

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’เผยผู้เรียนเพิ่มขึ้น20% ชูจุดเด่น3สาขาฝึกปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่จริง

https://www.naewna.com/local/843364

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’เผยผู้เรียนเพิ่มขึ้น20%  ชูจุดเด่น3สาขาฝึกปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่จริง

‘ท่องเที่ยวฯมธบ.’เผยผู้เรียนเพิ่มขึ้น20% ชูจุดเด่น3สาขาฝึกปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่จริง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ยุวรี โชคสวนทรัพย์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) เปิดเผยว่า การขาดแคลนบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการโรงแรม ประกอบกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารท่องเที่ยวทรงอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาอย่าง Travel + Leisure ให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแห่งปี 2568 (Destination of the Year 2025) ส่งผลให้ปีนี้มีผู้สนใจสมัครเข้าศึกษาในคณะฯ เพิ่มขึ้นกว่า 20%

“โดยสาขาการโรงแรมได้รับความนิยมอันดับ 1 ตามด้วยสาขาการท่องเที่ยวและศิลปะการประกอบอาหาร สำหรับรูปแบบการท่องเที่ยวในปัจจุบันมีแนวโน้มเป็นการท่องเที่ยวแบบอิสระและกลุ่มเล็ก โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นกลุ่มหลัก และมีการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวชาวสเปน ส่งผลให้ตลาดท่องเที่ยวมีความต้องการไกด์ภาษาสเปนเพิ่มขึ้น

“ทางคณะฯเล็งเห็นโอกาสนี้ จึงได้เปิดหลักสูตรอบรมมัคคุเทศก์ทั่วไป (ต่างประเทศ) สำหรับบุคคลทั่วไประยะเวลา 6 เดือน โดยปัจจุบันดำเนินการเป็นรุ่นที่ 2 และได้จัดให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าอบรมและนักศึกษาระดับปริญญาตรี เพื่อสร้างความเข้าใจในวิชาชีพมัคคุเทศก์อย่างกว้างขวาง” คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. กล่าว

ดร.ยุวรี กล่าวต่อไปว่า ในปีการศึกษา 2567 ได้ปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตรในระดับปริญญาตรีจากเดิมมี 2 สาขาวิชา ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ และ 2. การโรงแรมและธุรกิจอาหาร เป็น 3 สาขาวิชา โดยเพิ่มสาขาวิชาศิลปะการประกอบอาหาร เป็นสาขาใหม่ล่าสุด ทั้งนี้ ทุกสาขาวิชาได้เพิ่มแนวคิดการเพิ่มการบริการมูลค่าสูง (High Value Added Services) เข้าไปในหลักสูตร

โดยนักศึกษาแต่ละหลักสูตรจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน กล่าวคือ สาขาการท่องเที่ยวจะเข้าใจกระบวนการจัดการและระบบการทำงาน ส่วนสาขาการโรงแรมจะมีความเชี่ยวชาญด้านงานบริการ ขณะที่สาขาอาหารจะมีความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบอาหาร ดังนั้น ทางคณะฯ จึงเน้นส่งเสริมให้นักศึกษาทั้ง 3 หลักสูตรได้ฝึกปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่จริงเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาทักษะให้ครอบคลุมทุกด้าน

สำหรับการพัฒนาหลักสูตรการท่องเที่ยว จะมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านมัคคุเทศก์และความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม พร้อมเสริมการให้บริการมูลค่าสูงสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวชุมชน ผ่านความร่วมมือกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

“ล่าสุดได้รับเกียรติจาก ททท. สำนักงานนครนายก ในฐานะสถาบันการศึกษาเพียงแห่งเดียวที่ได้รับเชิญให้ร่วมทดสอบและให้คำแนะนำเส้นทางการท่องเที่ยว อีกทั้งยังร่วมมือกับ ททท. สำนักงานจันทบุรี ในการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงชุมชนบางสระเก้า ผู้ผลิตเสื่อกกจันทบูร กับชุมชนหนองบัว หรือชุมชนขนมแปลก ผ่านการท่องเที่ยวทางน้ำ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชน” ดร.ยุวรี ระบุ

คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของหลักสูตรศิลปะการประกอบอาหารนั้น ปัจจุบันตลาดแรงงานมีความต้องการบุคลากรด้านการทำอาหารสูง ทางคณะฯจึงได้มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญและเชฟมืออาชีพมาถ่ายทอดความรู้ พร้อมผนวกแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มและการบริการที่มีคุณภาพสูงโดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) เข้ามามีบทบาทในทุกสายอาชีพ แต่งานด้านการบริการยังคงต้องอาศัยทักษะความเข้าใจมนุษย์เป็นสำคัญ

ซึ่งจุดเด่นของคณะฯ คือ การมีพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีชื่อเสียงระดับสากล เพื่อเพิ่มโอกาสในการฝึกงานและการประกอบอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ ทางคณะฯ ยังได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ หลังจากได้รับเชิญให้เป็นผู้ฝึกสอนมารยาทบนโต๊ะอาหาร (Table Manners) ให้แก่ทีมงานผู้ผลิตซีรี่ส์ “สืบสันดาน” ของ Netflix ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจในการบริการจัดเลี้ยง ลูกค้า VIP และผู้บริหารระดับสูง จากบริษัทต่างๆ อาทิ จูเลียส แบร์, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น

ทั้งนี้ ยังได้พัฒนาความร่วมมือกับโรงแรมระดับ 5 ดาว โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับโรงแรมแมริออท พร้อมส่งนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ Fast Track จำนวน 4 คน ซึ่งโครงการนี้ได้คัดเลือกนักศึกษาตามความสมัครใจและความพร้อม โดยนักศึกษาจะต้องเรียนภาคทฤษฎีอย่างเข้มข้น 3 ปี และปฏิบัติงานจริง 1 ปี และเป็นการฝึกงานแบบ CWIE (Cooperative and Work Integrated Education) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานในทุกแผนก

และยังมีความร่วมมือกับโรงแรมระดับ 5 ดาวอื่นๆ อาทิ โรงแรมเซ็นทารา และโรงแรมบันยันทรี ซึ่งมีมาตรฐานการบริการระดับสากล เพื่อเพิ่มโอกาสในการฝึกงานในโรงแรมระดับนานาชาติให้แก่นักศึกษาในอนาคต โดยผู้สนใจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://tourism.dpu.ac.th/

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

‘เทศบาลเมืองมหาสารคาม’ สร้างสุขภาวะชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/843365

‘เทศบาลเมืองมหาสารคาม’  สร้างสุขภาวะชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน

‘เทศบาลเมืองมหาสารคาม’ สร้างสุขภาวะชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับ “เวทีจัดการความรู้สุขภาวะชุมชนเมืองตักสิลา ภายใต้โครงการสร้างสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนเทศบาลเมืองมหาสารคาม” จัดโดยเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีภาคีเครือข่ายจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมกว่า 600 คน ณ ห้องประชุมตักสิลาคอนเวนชั่นฮอลล์ อ.เมือง จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการความรู้นวัตกรรมการบริการสาธารณะที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยการสานพลังทางวิชาการและปฏิบัติการสู่พลังทางนโยบาย พร้อมร่วมประกาศวาระการสร้างเสริมสุขภาพเมืองตักสิลา ซึ่งโครงการสร้างสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนเทศบาลเมืองมหาสารคาม ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน มุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานเสริมความเข้มแข็งและสร้างสุขภาวะชุมชนเขตเมือง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการจัดการพื้นที่ด้วยการใช้ทุนและศักยภาพที่มีอยู่

พร้อมทั้งออกแบบระบบการจัดการและพัฒนานวัตกรรมเชิงนโยบาย ผ่านการดำเนินงาน 4 มิติหลักได้แก่ การลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยส่งเสริมชุมชนปลอดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มพื้นที่ออกกำลังกาย และจัดการอาหารปลอดภัยในชุมชน การสร้างสังคมสุขภาวะ ผ่านการพัฒนาระบบดูแลเด็กปฐมวัย สร้างครอบครัวอบอุ่น และดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนาความน่าอยู่ของชุมชน ด้วยการจัดการขยะ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ

สำหรับการขับเคลื่อนโครงการครั้งนี้ เทศบาลเมืองมหาสารคามได้ร่วมมือกับเครือข่าย 5 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีพื้นที่ต่อเนื่องกันจำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย อบต.แก่งเลิงจาน อบต.เกิ้ง อบต.เขวา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาล จำนวน 2 อำเภอ ประกอบด้วยเทศบาลตำบลบรบือ อำเภอบรบือ และเทศบาลตำบลโกสุมพิสัย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากจะสามารถลดจำนวนการเจ็บป่วยของประชาชนในพื้นที่แล้วยังเกิดนวัตกรรมการเสริมสร้างสุขภาวะสู่เมืองน่าอยู่ที่ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่จนส่งผลให้เทศบาลเมืองมหาสารคามก้าวสู่การเป็นพื้นที่เรียนรู้การจัดการสุขภาวะชุมชนเขตเมืองตามแนวทางSmart City โดย นายวิบูรณ์ แววบัณฑิตผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นประธานเปิดงาน กล่าวชื่นชมเทศบาลเมืองมหาสารคามที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนโครงการสร้างสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดมหาสารคาม 20 ปีที่มุ่งเน้นการสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีและให้ความสำคัญกับการป้องกันสุขภาพก่อนการรักษา อันเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสร้างสังคมที่มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ การเพิ่มอายุเฉลี่ยการมีสุขภาพดีของประชาชนในจังหวัดให้สูงขึ้น โดยหวังว่าการทำงานในระยะ 2 ปีครึ่งที่ผ่านมาจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะได้ก้าวต่อไปข้างหน้า เป็นจังหวัดสุขภาพดี สามารถลดจำนวนการเจ็บป่วย และมีอายุยืนได้

นายภาคิน ติระพงศ์ไพบูลย์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม กล่าวในการแสดงปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “เทศบาลเมืองมหาสารคาม เมือง Smart City น่าอยู่อย่างยั่งยืน” ว่า การขับเคลื่อนโครงการสร้างสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนเทศบาลเมืองมหาสารคาม ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในหลายด้าน ทั้งการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ การเพิ่มพื้นที่ออกกำลังกาย การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ และการส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัย โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพในชุมชน และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ ซึ่งนำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งโดยเป้าหมายคือการประกาศให้มหาสารคามเป็นเมืองสุขภาวะอย่างแท้จริง ภายในปี 2030 (2573) เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ตรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส.กล่าวถึงเป้าหมายการสนับสนุนการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนเขตเมือง ว่า ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ความเป็นเมืองมีสุขภาพดี คุณภาพชีวิตดี และเข้าถึงบริการสุขภาพ ด้วยหลักการและจุดเน้นในการทำงานที่ สสส. เข้ามาร่วมขบวนขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับสำนัก/กองของเทศบาลร่วมกับกลุ่ม/ชุมชน แกนนำ สถาบันวิชาการ ภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ผ่านข้อมูล ความรู้ ทักษะ และปฏิบัติการร่วมกัน

ด้วยกฎ กติกา การสร้างข้อตกลง การกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการพัฒนางาน/บริการ/กิจกรรม ด้วยการสนับสนุนทรัพยากรร่วมกันตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการจัดการสุขภาวะเขตเมืองร่วมกัน ซึ่งสำหรับประเด็นการจัดการสุขภาวะของชุมชน มหาสารคาม เพื่อลดการเจ็บป่วย และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนั้นสสส. มีแนวทางการสนับสนุนโดยใช้พื้นที่เป็นฐานในการพัฒนา ผ่านการใช้ทุนทางสังคมและศักยภาพของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายกระจายไปในทุกอำเภอของจังหวัดมหาสารคาม รวม 61 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 42.96 โดยเครือข่ายเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาเมืองที่คำนึงถึงสุขภาพของประชาชนในทุกนโยบายของการพัฒนาเมืองมหาสารคามร่วมกันทั้งนี้ มีตัวอย่างผลการดำเนินงานของเทศบาลเมืองมหาสารคามที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายมาอย่างต่อเนื่องจากปี 2565 จนถึงปัจจุบัน อาทิ

1.ลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ จากเดิม 3,078 คน เหลือ 2,059 คน ลดลง 1,019 คน (ร้อยละ 33.11) 2.ลดควบคุมจำนวนผู้ป่วยเรื้อรัง จากเดิม 2,062 คน เหลือ 1,856 คน ลดลง 206 คน (ร้อยละ 10) 3.ลดจำนวนผู้ว่างงาน จากเดิม 348 คน เหลือ222 คน ลดลง 126 คน (ร้อยละ 36.21) 4.เพิ่มจำนวนผู้ออกกำลังกาย จากเดิม 17,035 คน เป็น 19,127 คน เพิ่มขึ้น 2,092 คน (ร้อยละ 12.28)

5.เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กปฐมวัย จากเดิม 177 คน เป็น 350 คน เพิ่มขึ้น 173 คน (ร้อยละ97.74) 6.เพิ่มวันจำหน่วยตลาดเขียว และมีการส่งเสริมการผลิตพืช ผักระดับครัวเรือนและเพิ่มวันจำหน่วยตลาดเขียว จากเดิม 2 แห่ง เป็น7 แห่ง เพิ่มขึ้น 5 แห่ง (ร้อยละ 250) 7.เพิ่มครัวเรือนทำเกษตรอินทรีย์และลดปริมาณการใช้สารเคมี จากเดิม 157 ครัวเรือน เป็น 520 ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 363 ครัวเรือน (ร้อยละ 231.21)

8.เพิ่มจำนวนครัวเรือนที่มีการจัดการขยะเองได้ จากเดิม 5,282 ครัวเรือน เป็น 12,060 ครัวเรือน เพิ่มขึ้น 6,778 ครัวเรือน (ร้อยละ128.32) 9.มีระบบการดูแลสุขภาพเพื่อลดปัญหาความเจ็บป่วยในผู้สูงอายุได้จำนวน 14,996 คน ร้อยละ 100 และ 10.มีแผนรับมือการเกิดภัยพิบัติของเทศบาลเมืองมหาสารคาม และมีความพร้อมในการช่วยเหลือภายในพื้นที่และเครือข่าย เป็นต้น

ภายในงานมีการจัดเวทีเสวนา “สุขภาวะชุมชนเมืองตักศิลา” เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันและร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนาท้องถิ่นสุขภาวะสู่จังหวัดสุขภาวะ พร้อมระดมข้อเสนอต่อยอดและยกระดับการดำเนินงานเพื่อลดปัญหาการเจ็บป่วยของประชาชน นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนเมือง” เพื่อให้ภาคีเครือข่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านบทเรียนการทำงาน แบ่งเป็น 3 ห้องย่อย ประกอบด้วย

ห้องที่ 1 : Smart City : Smart Healthy, ห้องที่ 2 : การลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ครอบคลุมประเด็นการลดบุหรี่และแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารปลอดภัย และการรับมือภัยพิบัติ และห้องที่ 3 : การสร้างสังคมสุขภาวะ นำเสนอบทเรียนการจัดการศึกษาเพื่อเด็กปฐมวัยและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งการจัดเวทีจัดการความรู้สุขภาวะชุมชนเมืองตักสิลาในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับการพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะ

กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นโอกาสในการแบ่งปันประสบการณ์และองค์ความรู้แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและพัฒนาแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ จะนำไปสู่การสร้างสุขภาวะที่ดีและยั่งยืนให้กับประชาชนชาวเมืองมหาสารคามต่อไปได้!!!

‘อธ.อัยการคดียาเสพติด’นำข้าราชการอัยการร่วมปล่อยพันธุ์ปลา เฉลิมพระเกียรติ ครบ 6 รอบ’ในหลวง ร.10’

https://www.naewna.com/local/842994

'อธ.อัยการคดียาเสพติด'นำข้าราชการอัยการร่วมปล่อยพันธุ์ปลา เฉลิมพระเกียรติ ครบ 6 รอบ'ในหลวง ร.10'

‘อธ.อัยการคดียาเสพติด’นำข้าราชการอัยการร่วมปล่อยพันธุ์ปลา เฉลิมพระเกียรติ ครบ 6 รอบ’ในหลวง ร.10’

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.11 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่บริเวณท่าน้ำเทเวศน์ ใกล้ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายพงษ์พิเชษฐ์ จันทรพรกิจ อธิบดีอัยการสำนักงานคดียาเสพติด ได้นำข้าราชการอัยการสำนักงานคดียาเสพติด สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการจัดกิจกรรม เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี นายไชโย วรยศอำไพ , นายธวัชชัย  หัตถะปนิตร์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดียาเสพติด , น.ส.สุภาภรณ์ นิปวณิชย์ อัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานคดียาเสพติด พร้อมคณะข้าราชการ เข้าร่วมกันจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลา เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

สำหรับกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6รอบ 28 กรกฎาคม2567 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ได้แก่กิจกรรมทางศาสนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลโดยมีการตักบาตรพระสงค์ 73 รูป และกิจกรรมเพิ่มพื้นที่สีเขียวลดภาวะโลกร้อน ด้วยการปลูกต้นไม้ประจำรัชกาลต้นรวงผึ้ง และต้นไม้นานาพันธุ์ จำนวน 72,000 ต้น

ในส่วนการดำเนินการจัดกิจกรรมวันนี้เป็นกิจกรรมสาธารณกุศลหรือสาธารณประโยชน์ เพื่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคมและจิตใจ หรือส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรม ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสืบไป

– 006

สิ้น’ตรี อภิรุม’! ราชานวนิยายลึกลับ เจ้าของผลงาน’แก้วขนเหล็ก-นาคี’

https://www.naewna.com/local/842836

สิ้น'ตรี อภิรุม'! ราชานวนิยายลึกลับ เจ้าของผลงาน'แก้วขนเหล็ก-นาคี'

สิ้น’ตรี อภิรุม’! ราชานวนิยายลึกลับ เจ้าของผลงาน’แก้วขนเหล็ก-นาคี’

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.33 น.

ปิดตำนาน “ราชานวนิยายลึกลับสยองขวัญ และเจ้าของผลงาน “นาคี” ถึงแก่กรรมอย่างสงบด้วยวัย 94

21 พฤศจิกายน 2567 นายประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า นายเทพ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (นวนิยาย) พุทธศักราช 2562 นามปากกา “ตรี อภิรุม” หรือ “นายเทพ ชุมสาย ณ อยุธยา” เจ้าของผลงาน “นาคี” ซึ่งทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 นำมาดัดแปลงสร้างเป็นละครโทรทัศน์อันโด่งดัง  ในปี พ.ศ. 2559  ถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 เวลาประมาณ ๑๓.๐๕ น. ณ โรงพยาบาลคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สิริอายุ 94 ปี

โดยมีกำหนดสวดพระอภิธรรม ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๙.๐๐ น. ณ ศาลา ๑ วัดเต็มรักสามัคคี อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีและมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๖.๐๐ น. ณ เมรุวัดเต็มรักสามัคคี อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี

อธิบดี สวธ. เปิดเผยอีกว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แล้ว ในกรณีศิลปินแห่งชาติเสียชีวิต จะได้รับสวัสดิการช่วยเหลือตามกฎกระทรวงกำหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก และประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ดังนี้ มอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ค่าเครื่องเคารพศพ ๓,๐๐๐ บาท และค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ด้วย

นายเทพ ชุมสาย ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ขณะศึกษาชั้นมัธยม ณ โรงเรียนสีตบุตรบำรุง ถนนรองเมือง จังหวัดพระนคร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗ โรงเรียนปิดลงเนื่องจากภัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงลี้ภัยไปอยู่ต่างจังหวัดและมิได้ศึกษาต่ออีก เมื่ออายุ ๒๔ ปี เริ่มเขียนเรื่องสั้นครั้งแรกลงหนังสือพิมพ์หลักเมืองรายวัน ชื่อเรื่อง “หาดจอมเทียน” ใช้นามปากกา “เทพเทวีวิจิตร” ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “เทพเทวี” และใช้สำหรับ เขียนนวนิยายพาฝัน พ.ศ. ๒๕๐๒ เริ่มเขียนนวนิยายสยองขวัญเรื่องแรกคือ “กายทิพย์” ตีพิมพ์ ในนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ ใช้นามปากกา “ตรี อภิรุม” 

จากนั้นเขียนนวนิยายแนวพาฝัน และแนวสยองขวัญตีพิมพ์ในนิตยสารต่าง ๆ อาทิ ชีวิตจริง อัลบั้มชีวิตคารา คู่รักคู่ชีวิต ดาราภาพยนตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๗ มีผลงานนวนิยายนับร้อยเรื่อง ตีพิมพ์ เป็นเล่มรวมทั้งสิ้น ๕๘ เรื่อง ผลงานโดดเด่น เช่น แก้วขนเหล็ก ทายาทอสูร นาที ผลงาน ถูกสร้างเป็นละครวิทยุ ภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์ รวม ๑๙ เรื่อง เทพได้รับรางวัลนราธิป จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๖

ผลงานนวนิยายลึกลับสยองขวัญของเทพ เป็นหมุดหมายเรื่องลึกลับสยองขวัญของไทย เทพมีความสามารถทางวรรณศิลป์ สร้างสัญลักษณ์เชิงอำนาจที่ก่อให้เกิดความสยองขวัญ เทพสร้างสรรค์ผลงานนับร้อยเรื่องจนได้สมญาว่า “ราชานวนิยายลึกลับสยองขวัญแห่งประเทศไทย” ยืนหยัดในความเป็นนักเขียนอาชีพที่มีผลงานตั้งแต่อายุ ๒๔ ปี จนถึงอายุ ๙๐ ปี และยังคง ทำงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ กล่าวได้ว่า เทพ ชุมสาย ณ อยุธยา เป็นนักเขียนผู้สร้างสรรค์วรรณศิลป์ ข้ามผ่านกาลเวลาอย่างแท้จริง  นายเทพ ชุมสาย ณ อยุธยา จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช ๒๕๖๒

‘โรงพยาบาล-เลี้ยงเด็กกำพร้า-บวชสามเณร’กฐินวัดพระธรรมกาย สังคมสงเคราะห์ในอินเดีย

https://www.naewna.com/local/842739

‘โรงพยาบาล-เลี้ยงเด็กกำพร้า-บวชสามเณร’กฐินวัดพระธรรมกาย สังคมสงเคราะห์ในอินเดีย

‘โรงพยาบาล-เลี้ยงเด็กกำพร้า-บวชสามเณร’กฐินวัดพระธรรมกาย สังคมสงเคราะห์ในอินเดีย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.16 น.

‘โรงพยาบาล-เลี้ยงเด็กกำพร้า-บวชสามเณร’กฐินวัดพระธรรมกาย สังคมสงเคราะห์ในอินเดีย

20 พฤศจิกายน 2567 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า ช่วงเทศกาลทอดกฐินสามัคคีที่ผ่านมา วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้บูชาธรรม 80 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ด้วยการร่วมทอดกฐิน 30,000 วัดทั่วไทย และทอดกฐินนานาชาติ 21 ประเทศ 500 กว่าวัดในภูมิภาคต่าง ๆ เฉพาะในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นดินแดนพุทธภูมิ ต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา ได้ถวายกฐิน จำนวนกว่า 50 วัด ใน 5 รัฐ ได้แก่ รัฐมหาราช, รัฐพิหาร, รัฐอุตรประเทศ, รัฐมัธยประเทศ และรัฐเวสเบงกอล

ทั้งนี้ จตุปัจจัยไทยธรรมที่เป็นบริวารกฐิน ส่วนใหญ่นำไปสร้างและทำนุบำรุงเสนาสนะ ศาสนสถาน อาคารสถานที่ และเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ภายในวัดนานัปการ นอกจากนี้ ที่น่าปลื้มใจ ในส่วนการประสานงานของ พระพรชัย พลวธมฺโม, ดร. ประธานเครือข่ายองค์กรพุทธโลก มีวัดที่นำปัจจัยไปสนับสนุนงานสังคมสงเคราะห์ที่วัดนั้น ๆ ได้ทำ อาทิ สร้างโรงพยาบาล เลี้ยงเด็กกำพร้า ดูแลเยาวชนให้โอกาสบวชเรียนเป็นสามเณร ดังนี้

ในส่วนของ วัดสันตินิเกตัน ประเทศอินเดีย นำไปจัดสร้างโรงพยาบาลสำหรับชุมชน ณ Santiniketan Temple & Santiniketan Ambedga Buddhist welfare mission  จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา โดย พระวินัยยะสิริ มหาเถโร (Binaysree Maha Thero) อายุ 65 ปี 45 พรรษา เจ้าอาวาส เป็นประธานสงฆ์กล่าวว่า “ขอบคุณหลวงพ่อธัมมชโย และคณะลูกศิษย์ที่มาทอดกฐินถวายผ้ากฐินและบริวารกฐิน โดยปัจจัยจากบุญกฐินจะนำสร้างโรงพยาบาลเพื่อชุมชน เป็นที่พึ่งของพระและชาวบ้าน ขออวยพรให้หลวงพ่อธัมมชโยแข็งแรงๆ และปีหน้าขอให้ชาววัดพระธรรมกายมาทอดกฐินอีก” สำหรับวัดสันตินิเกตัน เป็นวัดที่ทำกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี มีศาสนสถานสำคัญ 10 กว่าแห่ง

อาทิ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ศาลาปฏิบัติธรรม ห้องนั่งสมาธิ พระสถูป พระเจดีย์ พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ อาคารผู้สูงอายุ อนุสาวรีย์ผู้วายชนม์ ต้นโพธิ์ตรัสรู้ธรรม เป็นต้น และชุมชนนี้ ยังเป็นสถานที่ บ้านเกิดของ รพินทรนาถ ฐากูร นักปรัชญาชื่อดังของอินเดีย ฯลฯ ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยบริวารกฐิน ในครั้งนี้ท่านได้นำไปใช้โครงการ โรงพยาบาลสำหรับชุมชน (Hospital for Santiniketan Community) ซึ่งจัดสร้างอยู่ในบริเวณวัด โดยในวันฉลองกฐินได้ทำพิธีวางศิลาเริ่ม (Foundation Stone) โดยคณะสงฆ์และคณะเจ้าภาพจากเมืองไทย รวมทั้งชุมชนมาร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

ด้าน วัดสิทธัตถะ เมืองกัลกัตตา รัฐเบงกอลตะวันตก จัดในวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2567 โดย มีคณะสงฆ์นานาชาติร่วมงาน 10 ประเทศ นำโดย ท่านพระพุทธปิยะ มหาเถโร อายุ 65 ปี พรรษา 44 เจ้าอาวาสเป็นประธานในพิธี ท่านกล่าวว่ารู้สึกภาคภูมิใจ และปลื้มใจมาก ๆ ที่คณะผู้แทนมูลนิธิธรรมกาย มาทอดกฐินที่นี่ ตัวท่านเองเคยมาอยู่ศึกษาเรียนรู้ที่วัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ประมาณ  1 ปี ในปี พ.ศ. 2532 โดยพักอยู่ที่กุฏิหลังคาจาก รู้สึกประทับใจมาก ๆ ในคำสอนของทั้งหลวงพ่อธัมมชโย และ หลวงพ่อทัตตะชีโว โดยเฉพาะการนั่งสมาธิตามเส้นทางสายกลาง (Middle Way) ด้วยวิธีการนึกนิมิตเป็นดวงแก้วและภาวนา “สัมมาอะระหัง” ซึ่งเข้าใจและปฏิบัติได้ง่ายแต่ได้ผล ส่วนการทอดกฐินในปีนี้มีงานถึง 3 วัน เพื่อประชาสัมพันธ์ ถึงคณะที่มาจากประเทศไทย ท่านได้นิมนต์พระภิกษุนานาชาติจากพุทธคยาร่วมงาน 10 ชาติ กว่า 30 รูป ทั้งพระภิกษุชาวไทย, เวียดนาม , เมียนมา , กัมพูชา, มองโกเลีย , ธิเบต, ภูฏาน, อินเดีย , เนปาล, บังกลาเทศ ทั้งนี้ ท่านพระพุทธปิยะ มหาเถโร เป็นเลขาธิการองค์กร Bharati Sangharaja Bhikkhu Mahasapha (สังฆราชาภิกษุมหาสภาแห่งอินเดีย) มีสมาชิกเป็นวัดต่างๆ ในอินเดีย เป็นสมาชิก กว่า 100 วัด

ทั้งใน รัฐเบงกอลตะวันตก และ รัฐอุตตรประเทศ และท่านได้ตั้งองค์กร SUSWM หรือ Siddhart United Social Welfare Mission

เพื่อทำงานควบคู่กันไปกับการเผยแผ่ธรรมะและงานสังคมสงเคราะห์ โดยเฉพาะวัดท่าน ซึ่งเป็นอาคารตึกแฝด 5ชั้น เพื่อดูแลเด็กกำพร้า ประมาณ 100 คนอีกด้วย และในระหว่างงานท่านได้กล่าวถึงวัดพระธรรมกายกว่า 20 ครั้ง ด้วยความปลื้มใจ รวมถึงบนประรำพิธีทอดกฐิน ท่านได้ติดรูปขนาดใหญ่ของทั้งหลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโว คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง คณะสงฆ์จากวัดพระธรรมกาย และอุบาสก อุบาสิกา ที่มาร่วมพิธีด้วย

ส่วน วัดพุทธรัตนางกูร พิหาร เมืองกัลกัตตา (Bouddha Ratnangkur Bihar) โดยมีหลวงพ่อ พระกิตติรัตนะ มหาเถโร อายุ 68 ปี พรรษา 24 เป็นเจ้าอาวาสเป็นประธานสงฆ์ วัดท่านได้ช่วยเหลือเยาวชนให้ได้มีโอกาสบวชสามเณรและศึกษาธรรมะ เป็นการสร้างศาสนทายาทและสืบอายุพระพุทธศาสนา โดยมีสามเณรอยู่ในความดูแลกว่า 30 รูป จัดกิจกรรมทอดกฐิน 3 วัน มีจุดทอผ้าจีวร จากชนเผ่าจักมา ซึ่งมีชื่อเสียงด้านทอผ้า มานั่งทอผ้าด้วยกี่ภายในงานถึง 4 เครื่อง มีผู้ร่วมงานกว่า 7,000 คน

“ปีนี้ คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ตั้งใจบูชาธรรม 80 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ด้วยการทอดกฐินสามัคคีในประเทศไทย 30,000 วัด และส่งผู้แทนทอดกฐินสมทบนานาชาติ ใน 21 ประเทศ กว่า 500 วัด ได้แก่ เมียนมา 193 วัด  ลาว 91 วัด  อินเดีย 50 วัด บังคลาเทศ 32 วัด เวียดนาม 27 วัด กัมพูชา 24 วัด เนปาล 15 วัด มาเลเซีย 11 วัด อังกฤษ 11 วัด อเมริกา 8 วัด จีน 7 วัด ออสเตรเลีย 4 วัด ฝรั่งเศส 2 วัด อินโดนีเซีย 1 วัด ญี่ปุ่น 1 วัด นิวซีแลนด์ 1 วัด นอร์เวย์ 1 วัด เนเธอร์แลนด์ 1 วัด เยอรมัน 1 วัด และสวิสเซอร์แลนด์ 1 วัด เพื่อร่วมบุญกับกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาของทุกวัด เป็นการทำนุบำรุงและสืบอายุพระพุทธศาสนาให้เกิดความสามัคคี มั่นคง ยั่งยืน สถาพรสืบไป ดังพุทธพจน์ที่ว่า สุขา สังฆัสสะ สามัคคี ความพร้อมเพรียงของหมู่ ทำให้เกิดความสุข” พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าว

‘วิจัยนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์’ สุดล้ำจาก มทร.ธัญบุรี กวาด 5 รางวัล เวที Innoweek2024 อุซเบกิสถาน

https://www.naewna.com/local/842593

‘วิจัยนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์’ สุดล้ำจาก มทร.ธัญบุรี  กวาด 5 รางวัล เวที Innoweek2024 อุซเบกิสถาน

‘วิจัยนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์’ สุดล้ำจาก มทร.ธัญบุรี กวาด 5 รางวัล เวที Innoweek2024 อุซเบกิสถาน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มทร.ธัญบุรี สร้างชื่อระดับโลกอีกครั้ง คว้า 5 รางวัลจากเวที “International Week of Innovative Ideas-Innoweek 2024” ที่กรุงทาชเคนต์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน โดยมีผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม กว่า 500 ผลงานทั่วโลกเข้าร่วม

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาการในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการผลักดันการวิจัยและนวัตกรรม โดยสนับสนุนงานวิจัยที่เน้นการแก้ปัญหาจริงในสังคม เริ่มจากการพัฒนาผลงานที่ตอบโจทย์ความต้องการในระดับชุมชนและท้องถิ่น ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จากนั้นต่อยอดสู่การแก้ไขปัญหาในระดับประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักวิจัยสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีศักยภาพสูง สามารถนำไปแสดงและแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติได้ โดยส่งคณะนักวิจัยที่ผ่านการคัดเลือกผลงาน จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปเข้าร่วมครั้งนี้ การที่ผลงานของเราสามารถคว้ารางวัลถึง 5 สาขาไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาต่อยอดงานวิจัย และสร้างความยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจและสังคมในระดับโลก

สำหรับ 5 รางวัลที่ได้รับประกอบด้วย 1.รางวัล Top Sustainable Economy Product ผลงาน “Traffic barriers from multi-layer film plastic packaging waste containing aluminum using rotational molding process” โดย รศ.ดร.อนินท์ มีมนต์, ผศ.ศุภเอกประมูลมาก, ผศ.บุญส่ง จงกลณี, ดร.พลภัทร ทิพย์บุญศรี(คณะวิศวกรรมศาสตร์), ดร.วลัญช์รัก พุ่มชลิต (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์), อ.จิรวัฒน์ ใจอู่ (คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม), รศ.ดร.วรรธนพร ชีววุฒิพงศ์(คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย) และนายวิศรุจน์ จันแป้น (บริษัท แอดวานซ์ แมท จำกัด), 2.รางวัล Best Therapeutic Product for Mobility ผลงาน “Therapeutic fabric strip specifically designed to alleviate shoulder stiffness associated with adhesive capsulitis” โดย น.ส.กุลปริยา ขวัญสุข, น.ส.เบญจวรรณ นามวงศ์, นายปฤณโสภาสพ และผศ.ดร.ปิยนุช จริงจิตร (คณะวิศวกรรมศาสตร์), 3.รางวัล Best Eco-friendly Industrial Innovation ผลงาน “Innovative green biopolymer microcapsules for enzyme recovery in industrial processes” โดย น.ส.กัลปังหา รัตนไทรแก้ว,รศ.ดร.อมร ไชยสัตย์ และรศ.ดร.ปรียาภรณ์ ไชยสัตย์ (คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี), 4.รางวัล BestPlant-Based Nutrition Solution ผลงาน “High-proteinplant-based surimi product for anti-muscle atrophy”โดย น.ส.ขวัญสิริ นามเคน, น.ส.โสภา อินทร์พรหม, น.ส.พรนัชชา มากหมู่, น.ส.พัณณิตา จันติ้ว, น.ส.จุฑาทิพมณีเนตร, น.ส.นภัสสร วิรุฬห์พุทธวงศ์ และผศ.ดร.อัฏฐพล อิสสระ (คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) และ 5.รางวัล Outstanding Anti-Aging Skincare Innovationผลงาน “A-SHINE Anti-Aging Nanoemulgel”โดย ผศ.ณกันต์วลัย วิศิฏศรี และผศ.สุรัติวดี ทั่งมั่งมี (คณะการแพทย์บูรณาการ)

“ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของนักวิจัยไทยในการนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ที่มุ่งเน้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คน แสดงถึงความสร้างสรรค์นวัตกรรมของนักวิจัยไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ความยั่งยืน” รศ.ดร.สมหมาย กล่าวทิ้งท้าย

อาชีวะฯ เปิดเวทีประชันทักษะ พร้อมโชว์นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่

https://www.naewna.com/local/842586

อาชีวะฯ เปิดเวทีประชันทักษะ  พร้อมโชว์นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่

อาชีวะฯ เปิดเวทีประชันทักษะ พร้อมโชว์นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับภาคเหนือ ครั้งที่ 45 โดยมี นายประกอบ ยอดยา นายอำเภอแม่ทา นายทองอาบ บุญอาจ ประธานกรรมการอำนวยการ อกท.ภาคเหนือ ประธานกรรมการอำนวยการ อกท.หน่วย คณะกรรมการ คณะครู และบุคลากรอาชีวศึกษา และสมาชิกองค์การฯ เข้าร่วมงาน ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. เปิดเผยว่า การประชุมวิชาการองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับภาคเหนือ เป็นกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเกษตรของชาติ เป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยในอนาคตให้ดีขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์ด้านวิชาการของสมาชิก เชิดชูเกียรติสมาชิกและหน่วยที่ประสบผลสำเร็จ เผยแพร่ผลงานกิจกรรมต่างๆ อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ รวมถึงคัดเลือกตัวแทนสมาชิกระดับภาคไปร่วมการประชุมวิชาการ อกท. ระดับชาติ

“การประชุมในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเกษตรกลุ่มภาคเหนือ 12 แห่ง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 2,859 คน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการประกวด แสดง แข่งขัน และเชิดชูเกียรติมากมาย อาทิ การสัมมนาผลงานทางวิชาการ การแข่งขันทักษะวิชาชีพ 8 สาขา ได้แก่ สาขาพืชศาสตร์ สาขาสัตวศาสตร์ สาขาช่างกลเกษตร สาขาศิลปเกษตร สาขาอุตสาหกรรมเกษตร สาขาบริหารธุรกิจ สาขาประมง และสาขาพื้นฐาน รวม 60 ทักษะ การจัดนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการ การประกวดสิ่งประดิษฐ์ทางการเกษตร การประกวดโคบาล ขวัญใจโคบาล การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งไทย และศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านเมืองเหนือ” เลขาธิการ กอศ.

ในโอกาสนี้ เลขาธิการ กอศ. ได้มอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้กับผู้สนับสนุนการจัดงาน หน่วย อกท.ดีเด่น สมาชิก อกท.ดีเด่น สมาชิกพัฒนาสังคมและบริการชุมชนดีเด่น สมาชิกศิษย์เก่า อกท.ดีเด่น และมอบเกียรติบัตรเหรียญทองแก่หน่วยมาตรฐาน สำหรับการประชุมวิชาการองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระดับภาคเหนือ ครั้งที่ 45 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 พฤศจิกายน 2567 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน โดยผู้ชนะการแข่งขันจะได้เป็นตัวแทนภาคเหนือเข้าร่วมการประชุมวิชาการ อกท. ระดับชาติ ครั้งที่ 45 ในระหว่างวันที่ 4-9 กุมภาพันธ์ 2568 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูล

‘ดรุณาราชบุรี’เปิดงานมหกรรมวิชาการปีการศึกษา 2567

https://www.naewna.com/local/842667

'ดรุณาราชบุรี'เปิดงานมหกรรมวิชาการปีการศึกษา 2567

‘ดรุณาราชบุรี’เปิดงานมหกรรมวิชาการปีการศึกษา 2567

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.20 น.

“ดรุณาราชบุรี”เปิดงานมหกรรมวิชาการปีการศึกษา 2567 จัดการแข่งขันทักษะวิชาการ ให้นักเรียนแสดงทักษะความรู้ , พัฒนาศักยภาพ เน้นคุณธรรมนำวิชาพัฒนาสุขเพื่อ “Love to Learn, Learn to Live, and Live to Love /-“รักที่จะเรียนรู้ เรียนรู้ที่จะอยู่ และอยู่เพื่อรัก””

บิชอป ซิลวีโอ สิริพงษ์  จรัสศรี  เปิดเผยว่า มหกรรมวิชาการโรงเรียนดรุณาราชบุรี ประจำปีการศึกษา 2567 นับว่าเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ และเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงทักษะความรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองผ่านการจัดกิจกรรม ซึ่งโรงเรียนในเครือคาทอลิกสังฆมณฑลราชบุรีจะจัดการศึกษาโดยเน้นคุณธรรมควบคู่กับความรู้ โดยใช้คติคำขวัญเดียวกันว่า “คุณธรรมนำวิชาพัฒนาสุข” เพื่อให้เด็กนักเรียนได้พัฒนาในส่วนทั้งความรู้ ความดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หมายความว่าเราจะเน้นความเป็นเลิศในเรื่องของคุณงามความดีรับใช้สังคม

“การเรียนรู้แบบ Active Learning คือ กระบวนการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนได้ร่วมกับครูวางแผนจัดการเรียนด้วยกัน ให้นักเรียนมีบทบาทร่วมกับคุณครูทำโครงการ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทำให้คนรุ่นใหม่มีบทบาทในการทำงานมากขึ้น ต่างจากสมัยก่อนที่นักเรียนจะเป็นผู้รับแล้วครูเป็นผู้ถ่ายทอด แต่ปัจจุบันครูกับนักเรียนวางแผนร่วมกัน บางครั้งครูก็ต้องเรียนจากนักเรียน เด็กก็เรียนเป็นโครงงาน ซึ่งจะทำให้เด็กมีความสุขในการเรียน อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนมากขึ้นมีห้อง AI ที่จะให้นักเรียนได้เรียนรู้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ายังเน้นเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมอยู่W

ด้านบาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ประธานฝ่ายอบรมศึกษาสังฆมณฑลราชบุรี ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี เปิดเผยว่า สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ได้มาช่วยโรงเรียนอบรมเรื่องของการเรียนรู้แบบ Active Learning ทางโรงเรียนจึงให้เป็นนโยบายว่า ครูจะต้อง Active แล้วไปเรียนรู้พร้อมกับเด็ก โดยมีเด็กเป็นเจ้าของโครงการ ครูและนักเรียนเรียนศึกษาไปพร้อมกัน

ด้านบาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์  กล่าวด้วยว่าความรู้ของเด็กและครูจะต้องมาคู่กัน เริ่มต้น คือ ให้นักเรียนช่วยกันคิดว่าจะเรียนเรื่องอะไรแล้วมาวางแผนร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก ทำให้การเรียนการสอนไม่เป็น Passive แต่เป็น Active  เพราะครูกับเด็กจะต้องลงมือทำร่วมกัน ทำให้เด็กมีความสุขในการเรียนเพราะเขาได้ทำ โรงเรียน

“ผมเคยสัมภาษณ์เด็กว่าทำไมถึงเลือกมาเรียนที่นี่เด็กบอกว่าเพราะได้ลงมือทำจริง พอเรียนก็จะมีความสุข ทำให้โรงเรียนตั้งเป็นนโยบายว่าเรากำลังจะสร้างนวัตกรรมในการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กเป็นนวัตกรที่จะสร้างองค์ความรู้ได้เอง พัฒนาได้เอง  เพราะเด็กบอกว่ามีความสุข เวลาเรียนในห้องเรียนไม่ได้นั่งเรียนอย่างเดียว แต่ได้ทำกิจกรรม เป็นการเรียนที่มีความสุข ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเกิดการพัฒนา และเด็กก็มีคุณธรรม รู้จักการแบ่งปัน มีจิตอาสา ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องบังคับ  และการที่เด็กได้เรียนรู้กระบวนการก็จะทำให้สามารถไปต่อยอดได้ เมื่อเขาสามารถต่อยอดสำเร็จเค้าก็จะเป็นนวัตกรที่จะสามารถไปสร้างอาชีพได้ เพราะการเรียนแบบ Active Learning เด็กจะต้องมีโปรเจค ที่สำคัญโปรเจคที่คิดจะไม่ใช่คิดเพื่อตัวเอง แต่คิดเพื่อต่อยอดไปยังคนอื่นและสังคม โดยอาจจะเริ่มจากคนที่รัก คนที่ชอบ หรือคนที่ใกล้ตัวก่อน แล้วต่อยอดไปถึงสังคม เช่น Theme งานมหกรรมวิชาการวันนี้ คือ รักษ์โลก ซึ่งก็ไม่ใช่เฉพาะตัวเรา แต่หมายถึงโลกทั้งโลกที่เด็กจะต้องดูแล เด็กก็จะไปคิดโปรเจค เช่น คนที่เลี้ยงสัตว์เค้าก็ทำเครื่องป้อนอาหารอัตโนมัติ ซึ่งนอกจากเป็นประโยชน์กับตัวเองก็เผื่อไปยังคนอื่นด้วย เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นการต่อยอดความคิดจากองค์ความรู้ที่มี Active Learning ก็คือกระบวนการเรียนรู้ที่จะสามารถต่อยอดองค์ความรู้ได้ และทำให้เด็กได้มีความสุขในการเรียน สอดคล้องกับหลักการของคริสตจักรที่ว่าเรียนเพื่อช่วยคนอื่น”

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เปิดเผยว่า การพัฒนาคนยุคใหม่เป็นการพัฒนาผ่านกระบวนการเรียนรู้ โดยการให้ผู้เรียนเกิดความสามารถเป็นผู้สร้างความรู้เองได้ทุกมิติ ทั้งมิติของการคิด มิติของคุณธรรม ค่านิยม และมิติของทักษะกระบวนการ ซึ่งโรงเรียนในเครือสังฆมณฑลราชบุรี สามารถจัดการศึกษาโดยหลอมรวมทั้งสามมิติให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ ไม่คิดแบบแยกส่วน มีเหตุมีผล และมีคุณธรรม ค่านิยม จริยธรรม ทำให้เด็กคิดไปถึงมุมกว้าง ไปถึงสังคม ไปถึงธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศชั้นนำทั่วโลกต้องการให้คนคิดแบบนี้ ถ้าเป็นนักคิดนักประดิษฐ์ที่ทำเพื่อประโยชน์แก่คนทั้งโลกได้ สามารถควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ งานของเค้าจะมีคุณค่าต่อคนทั้งโลกทันทีและมีมูลค่าสูง

“เท่าที่คุยกับผู้บริหารโรงเรียนดรุณาราชบุรี โรงเรียนได้จัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กเข้าถึงนวัตกรรม ไม่ใช่เอาผลงานนวัตกรรมมาโชว์ แต่นักเรียนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงนวัตกรรมโดยการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะแบบกลุ่ม แบบเดี่ยว กลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ แต่ทุกคนต้องเข้าถึงผ่านสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่ม เป็นจุดเริ่มต้นที่สัมพันธ์กับความฉลาดของเด็กแต่ละด้าน เช่น เด็กฉลาดคณิตศาสตร์เริ่มที่คณิตศาสตร์ ถ้าฉลาดภาษาก็เริ่มที่ภาษา แต่ทั้งหมดนี้จะพัฒนาไปสู่กระบวนการเรียนรู้เดียวกันผ่าน การเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ดร.ศักดิ์สิน กล่าวและว่า โรงเรียนดรุณาราชบุรีสามารถบรรลุเป้าหมายมาตรฐานตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาและเป็นโรงเรียนต้นแบบของประเทศได้ เพราะหัวใจของประเทศขณะนี้คือการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ตามมาตรฐานสากลซึ่งหลายประเทศนำมาใช้และบรรลุเป้าหมายจนตอนนี้เค้าเริ่มต่อยอดแล้ว แต่โรงเรียนในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถบรรลุได้แม้แต่มาตรฐานเดียว เพราะยังไม่สอนแบบ Active Learning”

‘จิราพร’ชวนปชช.ชมความงดงามศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านโขนเฉลิมพระเกียรติ ตอน’พระจักราวตาร’

https://www.naewna.com/local/842642

'จิราพร'ชวนปชช.ชมความงดงามศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านโขนเฉลิมพระเกียรติ ตอน'พระจักราวตาร'

‘จิราพร’ชวนปชช.ชมความงดงามศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านโขนเฉลิมพระเกียรติ ตอน’พระจักราวตาร’

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.26 น.

‘จิราพร’ชวนประชาชนชื่นชมความงดงามศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านการแสดง โขนเฉลิมพระเกียรติ ตอน’พระจักราวตาร’ 

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2567 น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในปี 2567 นี้ นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยที่ได้ร่วมเฉลิมฉลอง 2 โอกาสมหามงคล ได้แก่ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567 และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567  โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ ด้วยการจัดการแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอน “พระจักราวตาร”  ระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน – วันที่ 8 ธันวาคม 2567 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับการแสดงโขนตอนพระจักราวตารเป็นการแสดงกฤดาภินิหารของพระนารายณ์ ที่อวตารลงมาเป็นพระราม กษัตริย์แห่งกรุงอโยธยา เพื่อปราบฝ่ายอธรรม เปรียบดั่งพระราชวงศ์จักรีที่ผดุงความสุขและความสงบของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา โดยการแสดงที่งดงามครั้งนี้แสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจากผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ อีกทั้งการแสดงครั้งนี้ยังขนทัพนำเอาการบรรเลงดนตรีและเสียงขับร้องอันไพเราะ เครื่องแต่งการอันประณีต และสุดยอดฉากการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตระการตา มาสร้างความประทับใจ ให้ชาวไทยได้ดื่มด่ำกับความงดงามของศิลปะวัฒนธรรมดั้งเดิม

“นับเป็นความโชคดีของชาวไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงส่งเสริมการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เพื่อสืบสานและรักษาศิลปะอันทรงคุณค่าของชาติ” นางสาวจิราพร กล่าว 

ทั้งนี้ การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน พระจักราวตาร เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ โดยราคาบัตรจะเริ่มต้นที่ 600 บาท ไปจนถึง 2,000 บาท และพิเศษสำหรับรอบนักเรียน ราคาบัตรจะอยู่ที่ 180 บาทเท่านั้น สามารถจองได้ทางไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร 0-2262-3456 และ http://www.thaiticketmajor.com