ถอดบทเรียน‘ทรู’กับการศึกษาไทย ร่วมพลิกโฉมผ่าน CONNEXT ED

https://www.naewna.com/local/842554

ถอดบทเรียน‘ทรู’กับการศึกษาไทย ร่วมพลิกโฉมผ่าน CONNEXT ED

ถอดบทเรียน‘ทรู’กับการศึกษาไทย ร่วมพลิกโฉมผ่าน CONNEXT ED

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.20 น.

ถอดบทเรียน‘ทรู’กับการศึกษาไทย นำพลังเทคโนโลยี สร้างโรงเรียนต้นแบบแห่งอนาคต ร่วมพลิกโฉมการศึกษาไทย ผ่าน CONNEXT ED ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ต สื่อไอซีที ICT Talent และ School Partner

ทรู คอร์ปอเรชั่น อยู่คู่การศึกษาไทยมาอย่างยาวนาน…อีกหนึ่งโครงการที่เห็นได้ชัด คือ CONNEXT ED ที่ทรู เป็นหนึ่งใน 12 องค์กรเอกชน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ภายใต้ความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน สานต่อความมุ่งมั่นในการเป็นเทคคอมปานีไทย นำศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มาร่วมสนับสนุนการศึกษา ดูแลโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีของทรู 1,101 แห่ง ครอบคลุม 70 จังหวัดทั่วประเทศ สร้างผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) กว่า 80 คน พร้อมด้วยผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) อีก 250 คน ที่พร้อมเคียงบ่าเคียงไหล่ ทำงานร่วมกับผู้บริหาร ครู นักเรียน และชุมชน เพื่อวางแผนพัฒนาโรงเรียนให้เกิดขึ้นจริงอย่างยั่งยืน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี กล่าวว่า “โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน รวมถึงด้านการศึกษา ที่ไม่ใช่มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้เพียงแค่ “จำให้ได้ สอบให้ผ่าน ทำการบ้านให้เสร็จ” แต่ควรเป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและลงมือทำเพื่อให้ได้ประสบการณ์จริง โดยบทบาทของครู จะกลายเป็นโค้ชออกแบบการสอนให้ผู้เรียนได้เพิ่มพูนประสบการณ์และสนุกไปกับการเรียนที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง ซึ่งแม้ประเทศของเราอาจจะยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ที่ครอบคลุมด้านต่างๆ มากมาย ให้เด็กได้เลือกเรียนตามความสนใจ แต่ถ้าภาคเอกชน สามารถทำให้มีศูนย์ Learning  Center เกิดขึ้น และปรับหลักสูตรร่วมกับภาคการศึกษา ก็จะทำให้องค์ความรู้จากภาคเอกชนเชื่อมโยงเข้าไปพัฒนาระบบทรัพยากรมนุษย์ได้”

#ดึงศักยภาพทรู บุกเบิกโครงการ ร่วมพลิกโฉมการศึกษาไทย

ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจยกระดับการศึกษาไทย ผ่านความร่วมมือมูลนิธิฯ ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นโมเดลต้นแบบให้ภาครัฐและองค์กรเอกชนอื่นๆ ได้นำไปประยุกต์ใช้ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนไทยยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น นำร่องสร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชน (Learning Center) ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อสร้างระบบนิเวศและเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยจากเดิมมี 9 แห่ง ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 20 แห่งทั่วประเทศ หรือโครงการผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ที่ทำหน้าที่ผลักดันให้ครูและนักเรียนใช้สื่อไอซีทีอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์สูงสุด

นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี สอดคล้องตามแนวทาง 5 ยุทธศาสตร์หลักมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 5 (Digital Infrastructures) นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านไอซีทีและเทคโนโลยีที่มีอยู่ของทรู เข้าไปร่วมสนับสนุนภาคการศึกษา แต่ขณะเดียวกัน ต้องปลูกฝังเยาวชนเรื่องการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งในทุกด้าน ดังนั้นการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจเรื่องการใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างมีจริยธรรม มีความรับผิดชอบ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง”

#ส่อง ร.ร.บ้านตำหรุ (วิงประชาสงเคราะห์) จ.ประจวบฯ สู่โรงเรียนต้นแบบคอนเน็กซ์อีดี

หนึ่งในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีต้นแบบ คือ โรงเรียนบ้านตำหรุ (วิงประชาสงเคราะห์) จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของทรู นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างโมเดลโรงเรียนที่สะท้อนให้เห็นชัดถึงการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา คุณครู นักเรียน ICT Talent และ School Partner ที่สามารถนำแนวทางยุทธศาสตร์ 5 หลัก ไปประยุกต์ใช้จนเกิดผลและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

1.ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะ (Transparency) นำระบบ School Management System (SMS) มาใช้ พร้อมกรอกข้อมูล และตรวจสอบข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็ง มาวางแผนพัฒนาโรงเรียนต่อไป

2.ยุทธศาสตร์ที่ 2 : กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม (Market Mechanisms) โรงเรียนแห่งนี้ทำงานร่วมกับชุมชนอย่างเข้มแข็ง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้การสนับสนุน เช่น คอมพิวเตอร์ งบประมาณ และองค์ความรู้จากชาวบ้าน มีกรรมการสถานศึกษาร่วมติดตามในทุกด้าน รวมถึงมี SP ร่วมคิดพัฒนา ทำงานกันอย่างใกล้ชิด

3.ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน (High Quality Principals & Teachers) ICT Talent ผลักดันให้ครูมีทักษะดิจิทัล และผลักดันครูทุกคนมี Blog ของตนเองในเว็บไซต์โรงเรียน เพื่ออัปโหลดคลิปวิดีโอ  สื่อการสอน และกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าไปทบทวนบทเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ผู้ปกครองยังสามารถเข้ามาดูบรรยากาศในห้องเรียนของบุตรหลานได้ด้วย ครูบางส่วน สามารถใช้ AI ทำสื่อการสอนให้เด็กๆ อีกทั้งยังสามารถต่อยอดทักษะการใช้อุปกรณ์บอร์ด Micro:bit มาสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เป็นต้น ล่าสุด โรงเรียนได้รับการประเมินจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ให้เป็นโรงเรียน Digital Platform ต้นแบบ นอกจากนี้ ICT Talent ยังทำงานร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ ICT Talent ภาครัฐ อบรมให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่บุคลากรการศึกษาในพื้นที่อีกด้วย

4.ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ (Child Centric & Curriculum)  จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning เด็กนักเรียนสามารถนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการเรียนรู้ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดับประเทศ เช่น นำ AI มาใช้ในการแต่งและเล่านิทาน ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำลังมีแผนนำห้องสมุดมาปรับเป็นศูนย์ Learning Center โดยสามารถระดมทุนและจัดหางบประมาณได้ด้วยตนเองจากการจัดกิจกรรมฟุตบอล ผ่านความร่วมแรงร่วมใจกับคนในชุมชน

5.ยุทธศาสตร์ที่ 5 : การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Infrastructures) เข้าถึงสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เด็กนักเรียนมีห้องคอมพิวเตอร์ ห้องวิทยาศาสตร์ และห้องออกอากาศ เพื่อการเรียนรู้และอัปเดตข่าวสารของโรงเรียน

นางบุษบา มณีวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตำหรุ (วิงประชาสงเคราะห์) จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า “โรงเรียนบ้านตำหรุ (วิงประชาสงเคราะห์) พัฒนาในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยนำ 5 ยุทธศาสตร์หลักของคอนเน็กซ์อีดีมาปรับใช้ และที่สำคัญมี ICT Talent และ School Partner จากทรู ที่เปรียบเสมือนเพื่อนคู่คิด ทำให้โรงเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบวกในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของครูและนักเรียน รวมถึงการสนับสนุนที่เข้มแข็งจากชุมชน ทั้งนี้ เชื่อว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการเป็นโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี จะช่วยส่งเสริมระบบการศึกษาของโรงเรียนอย่างแน่นอน”

#มูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี #CONNEXTEDfoundation #CONNEXTED #True

เปิดใจ..‘น้องเฟิร์น’ นิสิตเภสัชศาสตร์ มมส ออกแบบ ‘โลโก้หมูเด้ง’ เด้งไกลทั่วโลก

https://www.naewna.com/local/842393

เปิดใจ..‘น้องเฟิร์น’ นิสิตเภสัชศาสตร์ มมส  ออกแบบ ‘โลโก้หมูเด้ง’ เด้งไกลทั่วโลก

เปิดใจ..‘น้องเฟิร์น’ นิสิตเภสัชศาสตร์ มมส ออกแบบ ‘โลโก้หมูเด้ง’ เด้งไกลทั่วโลก

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 08.00 น.

หลังจากที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ร่วมแสดงความยินดีกับ “นางสาวปิยภัสราแก้วตีนแท่น” หรือน้องเฟิร์น นิสิตคณะเภสัชศาสตร์ ที่ชนะการประกวด logo หมูเด้ง ชนะใจแฟนคลับทั่วประเทศ กว่า 57,520 คน จากผู้โหวตกว่า 100,000 คน รับเงินรางวัล 10,000 บาท จากองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา โดยนอกจากโลโก้จะเป็นที่ชื่นชอบถูกใจหลายๆ คนแล้วยังชื่นชมน้องเฟิร์นที่เรียนด้านเภสัชศาสตร์ แต่สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะได้เป็นอย่างดีด้วย

โดย น้องเฟิร์น-ปิยภัสรา แก้วตีนแท่นเจ้าของผลงานการออกแบบโลโก้หมูเด้งดังกล่าว เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้ติดตามน้องหมูเด้งมาตลอดดูทุกวัน โดยติดตามผ่านเพจเฟซบุ๊ก ขาหมูแอนด์เดอะแก๊ง ดูพัฒนาการและความน่ารักของน้องหมูเด้งที่เล่นอยู่กับแม่ จากนั้นเห็นมีการประชาสัมพันธ์เรื่องการประกวดออกแบบโลโก้ จึงมีความสนใจ เพราะส่วนตัวก็เป็นคนชอบศิลปะและหัดวาดภาพเป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว จึงลองส่งเข้าประกวดดู โดยใช้อุปกรณ์ในการวาดภาพก็มี iPad (ไอแพด) 1 เครื่อง พร้อมโปรแกรม Procreate ซึ่งเป็นแอปสำหรับทำกราฟิกและออกแบบวาดภาพด้วยปากกาที่มีไว้ใช้กับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเลต

นึกถึงหมูเด้ง นึกถึงอะไร? นั่นคือโจทย์ที่ต้องคิดให้ออก ก่อนที่จะมาลงมือวาด นั่นคือ “นึกถึงน้องหมูเด้งมีแก้มสีชมพู มีแก้มเยอะๆ มีเหนียงด้วย ลำตัวอ้วนกลม กำลังเงยหน้าอ้าปากรอรับอาหาร หรือกำลังทักทายผู้ชมอยู่” จากนั้นก็ลงมือวาดซึ่งทำไว้หลายแบบ แต่นำมาตัดเส้นทำจริงจัง จำนวน 2 แบบ ในภาพก็จะมีแค่ตัวรูปน้องหมูเด้งและตัวอักษรเขียนว่า MOO DENG อยู่ด้านบนตัวหมูเด้ง ด้วยความที่เป็นโลโก้ อยากให้เป็นทรงกลม มีชื่อด้านบน มีรูปด้านล่างมีขอบเขตเป็นวงกลม

จากนั้นก็มาลุ้นว่าจะได้รับรางวัลหรือไม่ซึ่งในใจก็คิดว่ามีสิทธิ์ลุ้นรางวัล เพราะส่งให้เพื่อนดู เพื่อนก็ชอบด้วยและบอกว่าสวยและติดตามว่าจะประกาศผลวันไหน หลังประกาศเห็นผลโหวตของตัวเองนำโดดเลย ทำให้ดีใจมากๆ โดยกรรมการได้เลือก 10 ผลงานมาก่อนและมาให้ประชาชนทั่วประเทศโหวตทางเพจองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และก็ปรากฏว่าได้รับเลือกด้วยคะแนนผลโหวตที่มากที่สุด จำนวน 57,520 คน จากผู้โหวตกว่า 100,000 คน

“โดยหลังไปรับรางวัล ได้มีโอกาสไปเจอหมูเด้งตัวจริงมาแล้วตัวเล็กกว่าที่คิด น้องน่ารักมาก ไปเจอตอนน้องกำลังหัดเคี้ยวหญ้าอยู่พยายามชะเง้อดู เพราะคนเยอะมาก และถ่ายรูปคู่กับน้องมาด้วย ประทับใจมาก” น้องเฟิร์น กล่าว

“ฝากถึงเพื่อนๆ ที่อาจจะเครียดด้านการเรียน ลองหากิจกรรมที่ชอบทำในเวลาว่าง เช่น งานศิลปะ ดนตรี หรือกีฬา จะช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียด เพราะว่าเป็นงานอดิเรกที่เราทำอย่างมีความสุขทำควบคู่กับการเรียนได้ ให้เกิดความบาลานซ์ สร้างสมดุลชีวิตการเรียนและชีวิตส่วนตัวให้ลงตัว” น้องเฟิร์น-ปิยภัสรา กล่าวทิ้งท้าย

หลังจากนี้ เราก็จะได้เห็นผลงานการออกแบบโลโก้หมูเด้ง ในผลิตภัณฑ์หมูเด้ง ฮิปโปโปเตมัสแคระ เพื่อนำไปใช้เป็นตราสัญลักษณ์ประกอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยต่อไป

เดินหน้าโครงการ ‘ติวเตอร์’ ปีที่ 14 แนะเส้นทางสู่รั้วมหาวิทยาลัย

https://www.naewna.com/local/842390

เดินหน้าโครงการ ‘ติวเตอร์’ ปีที่ 14 แนะเส้นทางสู่รั้วมหาวิทยาลัย

เดินหน้าโครงการ ‘ติวเตอร์’ ปีที่ 14 แนะเส้นทางสู่รั้วมหาวิทยาลัย

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมาคมเพื่อนชุมชน โดย กลุ่มปตท. เอสซีจี โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กลุ่ม จีพีเอสซี และบริษัทสมาชิกสมทบอีก 13 บริษัท จัดพิธีเปิดโครงการเพื่อนชุมชนติวเตอร์ ปีที่ 14 ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “The Empower for the new chapter เสริมพลังเพิ่มความพร้อม สู่บทบาทใหม่ของชีวิต” เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนในจังหวัดระยองกว่า 35,000 คนหวังยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างงาน สร้างอาชีพ และลดปัญหาสังคมในพื้นที่ สะท้อนความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาคเอกชนและชุมชน เพื่อพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.พิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช อุปนายกสมาคมเพื่อนชุมชน ร่วมเปิดงาน พร้อมด้วยนายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม ปลัดจังหวัดระยอง ณ แพชชั่น ฮอลล์ ชั้น 3ศูนย์การค้าแพชชั่น ช้อปปิ้ง เดสติเนชัน

ดร.พิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช อุปนายกสมาคมเพื่อนชุมชน กล่าวว่าทางสมาคมเพื่อนชุมชน ได้ดำเนินการจัดโครงการเพื่อนชุมชนติวเตอร์ ประจำปี 2567 ซึ่งเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการศึกษาและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนที่อยู่ใน จ.ระยอง ซึ่งที่ผ่านมาทางสมาคมฯ ได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนด้านการศึกษามาโดยตลอด เป็นการเสริมสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อาทิ โครงการเพื่อนชุมชนติวเตอร์สำหรับแนะแนวศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โครงการ CPA V-Camp สำหรับแนะแนวศึกษาต่อในระดับอาชีวศึกษา การมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานในจังหวัดระยองที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งในระดับปริญญาตรี บุคลากรด้านสาธารณสุข จนสามารถพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการจัดโครงการดังกล่าวมีเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 35,000 คน โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ตั้งแต่วันที่ 14-17 พฤศจิกายน 2567 เพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชนในจังหวัดระยองและทั่วประเทศสามารถเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ได้อย่างทั่วถึง และยังได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงนรีกุลเกตุประภากร หรือหมอฟรัง เป็นวิทยากรสุดพิเศษมาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ และแนะนำการเรียนการสอบ TCAS68 รวมถึงการจัดกวดวิชาครอบคลุม 7 สาขาวิชาหลัก โดยติวเตอร์ชั้นนำระดับประเทศ

ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ ขอขอบคุณผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดระยอง ทั้ง 26 แห่ง ที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนนักเรียนมาเข้าร่วมโครงการฯ ในครั้งนี้ซึ่งสมาคมฯยังคงยึดมั่นในพันธกิจเพื่อการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนในจังหวัดระยอง รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่เข้าร่วมผ่านช่องทาง Online โดยมุ่งหวังให้เยาวชนนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนา จ.ระยอง ในอนาคต และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ “เพื่อให้บ้านเราน่าอยู่ สังคมยั่งยืน”

นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม ปลัดจังหวัดระยอง กล่าวเสริมว่า การดำเนินงานโครงการเพื่อนชุมชนติวเตอร์ เข้าสู่ปีที่ 14 ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด The Empower for the new chapter เสริมพลังเพิ่มความพร้อม สู่บทบาทใหม่ของชีวิต จัดขึ้นโดยสมาคมเพื่อนชุมชน เป็นความร่วมมือของภาคเอกชน ที่มุ่งในการพัฒนาด้านการศึกษาให้กับเยาวชนใน จ.ระยอง ซึ่งได้รับความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดโครงการด้านการเสริมทักษะด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนใน จ.ระยอง และใกล้เคียง ทั้งในระดับอุดมศึกษา อาชีวศึกษา บุคลากรด้านสาธารณสุข และหลักสูตรพยาบาลวิชาชีพ ได้สามารถเข้าศึกษาต่อในสาขาที่เหมาะสมกับตนเอง เป็นช่องทางการสร้างโอกาสให้กับเยาวชนได้นำความรู้ที่เรียนมาเพื่อประกอบอาชีพและพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดระยองให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมามีเยาวชนใน จ.ระยอง ที่ได้มีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมเป็นจำนวนมาก โครงการฯในครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญ ให้เยาวชนได้มีโอกาสค้นพบตัวเอง และประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน ตามคณะหรือสาขาที่ตั้งใจไว้ และเป็นบุคลากรที่ดีมีคุณภาพ พร้อมสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติต่อไปนายเรืองฤทธิ์ กล่าวปิดท้าย

กภช.ดัน ‘NGIS Platform’ เพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

https://www.naewna.com/local/842394

กภช.ดัน ‘NGIS Platform’ เพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

กภช.ดัน ‘NGIS Platform’ เพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ หรือ กภช. จัดงานสัมมนาเปิดตัวแพลตฟอร์มกลางเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภูมิสารสนเทศ (NGIS Platform) พร้อมบูรณาการข้อมูลให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านภูมิสารสนเทศของประเทศ ระยะ 5 ปี และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นกรอบทิศทางและแนวทางดำเนินงาน โดยภายใต้แผนดังกล่าวได้กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยมีความพร้อมด้านระบบภูมิสารสนเทศเพื่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยแผนฯ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ได้แก่ 1.การพัฒนาชั้นข้อมูลพื้นฐานของประเทศให้มีความพร้อม 2.การพัฒนาระบบให้บริการกลางของประเทศ รวมถึงส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลภูมิสารสนเทศ 3.การพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ และ 4.การส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจด้วยภูมิสารสนเทศ ซึ่งงานในวันนี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จตามเป้าหมายของแผน

ทุกวันนี้ ข้อมูลเชิงพื้นที่มีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายของรัฐ การพัฒนาประเทศทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการภัยพิบัติ การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่เนื่องจากข้อมูลทั้งหลายกระจัดกระจายกันอยู่ในแต่ละหน่วยงาน รวมถึงยังบูรณาการอยู่ในเฉพาะภาครัฐทำให้ประชาชนทั่วไปหรือหน่วยงานเอกชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แต่ในอนาคตคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติกำลังทบทวนนโยบายในการกำหนดชั้นข้อมูล การจัดทำ ปรับปรุงข้อมูล รวมถึงนโยบายในการให้บริการที่ต้องเกิดการเผยแพร่ให้ภาคเอกชน ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ในทุกมิติ

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการGISTDA ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กภช. กล่าวว่าระบบ NGIS Platform เป็นระบบกลางของประเทศที่ทำหน้าที่บูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งการบูรณาการนี้ไม่ได้เป็นการนำข้อมูลมาไว้ที่ GISTDA แต่เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากต้นทางโดยตรง ซึ่งการเปิดตัวระบบในวันนี้ถือเป็นก้าวแรกในการบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศสำหรับประชาชน แต่ความสำคัญของการขับเคลื่อนคือการสร้างความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเข้ามาและการแบ่งปันทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการทำงานในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ และการศึกษาของประเทศ

โดยที่ผ่านมา กภช. ได้ดำเนินการพัฒนามาตรฐานภูมิสารสนเทศ การพัฒนาระบบสืบค้นและบริการภูมิสารสนเทศกลางของประเทศ การพัฒนาองค์ความรู้ให้กับบุคลากรภาครัฐในระดับท้องถิ่นให้สามารถเข้าถึงการบริการทางภาครัฐและนำโครงสร้างพื้นฐานภูมิสารสนเทศของประเทศไปพัฒนากระบวนงานบริหารจัดการเชิงพื้นที่และสนับสนุนข้อมูลต่อการตัดสินใจในระดับนโยบาย ซึ่งแผนปฏิบัติการด้านภูมิสารสนเทศของประเทศนี้ มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ของประเทศตามนโยบายรัฐบาลที่จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

‘สพฐ.’เดินหน้านำเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา ดูแลสุขภาพจิต พร้อมเตรียมของขวัญลดภาระครู-นร.

https://www.naewna.com/local/842434

'สพฐ.'เดินหน้านำเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา ดูแลสุขภาพจิต พร้อมเตรียมของขวัญลดภาระครู-นร.

‘สพฐ.’เดินหน้านำเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา ดูแลสุขภาพจิต พร้อมเตรียมของขวัญลดภาระครู-นร.

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.25 น.

‘สพฐ.’เดินหน้านำเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา ดูแลสุขภาพจิตนักเรียน พร้อมเตรียมของขวัญลดภาระครู-นักเรียน

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ครั้งที่ 46/2567 โดยนำข้อสั่งการของ รมว.ศธ. แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ zoom meeting 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า วันนี้ ที่ประชุมได้ติดตามประเด็น Thailand zero dropout การแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบและเด็กออกกลางคัน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ซึ่งนับจากการประกาศ Kick off นโยบาย สพฐ. “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ในการประชุม ผอ.สพท.ทั่วประเทศ ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการดำเนินการสำรวจและติดตามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ค้นพบเด็กที่หลุดออกจากระบบ และนำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ได้มากกว่า 4,000 ราย นอกจากนี้ ยังมีเด็กอีกกลุ่ม คือ เด็กที่มีปัญหาอุปสรรค ไม่สามารถมาเรียนที่โรงเรียน ก็ได้มีการนำการศึกษาไปให้ถึงบ้าน เช่น เด็กที่เป็นคนไข้ต้องรักษาตัวระยะยาวที่โรงพยาบาล หรือเด็กที่มีภาระทางบ้าน มีปัญหาทางเศรษฐกิจ เพราะ สพฐ. ต้องการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา ไม่ให้มีใครตกหล่นและออกนอกระบบ ให้โอกาสทางการศึกษาเข้าถึงเด็กทุกคนในทุกพื้นที่

เรื่องต่อมา คือ สุขภาพและความปลอดภัยของนักเรียน ได้เน้นย้ำให้ทุกเขตพื้นที่ประสานกับกรมสุขภาพจิตและนักจิตวิทยา จัดทำระบบดูแลนักเรียนให้เข้มแข็ง มีข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะนักเรียนกลุ่มที่มีแนวโน้มเกิดอาการเครียด ต้องมีแนวทางการดูแล ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น รวมถึง ประเด็นข่าวที่ผู้ปกครองเครียดเนื่องจากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เตรียมที่จะปิดตัวเพื่อเปลี่ยนเป็นโรงเรียนนานาชาติ ทาง สพฐ. ก็ได้เตรียมพร้อมโรงเรียนใกล้เคียงไว้รองรับ หากผู้ปกครองมีความประสงค์จะย้ายบุตรหลานไปโรงเรียนอื่นหลังจากที่โรงเรียนนี้ปิดตัวไป โดยเน้นย้ำให้ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลในประเด็นนี้ 

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามเรื่องของ ผอ.โรงเรียนที่มีข่าวทุจริตค่าอาหารกลางวันนักเรียนและพกอาวุธเข้ามาในโรงเรียน ล่าสุดวันนี้ สพฐ. กำลังพิจารณาให้ผอ.คนดังกล่าวเข้ามารายงานตัวที่ สพฐ. เพื่อให้เขตพื้นที่ดำเนินการสอบสวนทางวินัยในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิดก็จะมีการดำเนินการอย่างถึงที่สุด เพราะเป็นกรณีตัวอย่างในเรื่องของโครงการอาหารกลางวันและการสร้างสถานศึกษาปลอดภัย ปราศจากอาวุธและการทำร้าย เป็นนโยบายสำคัญและข้อสั่งการของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนทุกคน

 “สุดท้ายคือเรื่องของขวัญวันปีใหม่ ของขวัญวันเด็ก และของขวัญวันครู เราตั้งใจว่าสิ่งใดที่เป็นการลดภาระครู ก็จะให้เป็นของขวัญวันครู สิ่งใดที่เป็นการลดภาระนักเรียนก็จะให้เป็นของขวัญวันเด็ก ซึ่งทาง สพฐ. ยังมีอีกหลายโครงการที่ทำเพื่อเป็นการลดภาระนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ ยกตัวอย่างสิ่งที่เป็นของขวัญให้เด็กอย่างชัดเจนตอนนี้ก็คือ Learn to Earn การมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งตอนนี้ได้เริ่มดำเนินการไปบางส่วนแล้ว และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญจากพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. คือการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ไปสู่ห้องเรียน ซึ่งตอนนี้กำลังออกแบบว่าจะทำอย่างไรให้นโยบายนี้ลงไปถึงตัวครูและนักเรียน รวมถึงพี่น้องประชาชนด้วย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘มหาวิทยาลัยรังสิต’จัดการแข่งขันวิชาการ ‘รังสิตวิชาการ 67’นักออกแบบอนาคต

https://www.naewna.com/local/842341

'มหาวิทยาลัยรังสิต'จัดการแข่งขันวิชาการ 'รังสิตวิชาการ 67'นักออกแบบอนาคต

‘มหาวิทยาลัยรังสิต’จัดการแข่งขันวิชาการ ‘รังสิตวิชาการ 67’นักออกแบบอนาคต

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.34 น.

มหาวิทยาลัยรังสิตจัดการแข่งขันวิชาการภายใต้ชื่องาน “รังสิตวิชาการ ‘67” โดยเปิดพื้นที่โชว์ความสามารถเด็ก Gen Z และผลงานนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอน เวทีนำเสนอแนวคิดนักออกแบบรุ่นใหม่โดยนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาเวทีการแข่งขันวิชาการ (RSU Academic Competition) มีการนำเสนอหมุดหมายชี้นำสังคมแห่งอนาคตที่น่าสนใจ 6 ด้าน ได้แก่ อนาคตด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Future of Health Science) อนาคตด้านเศรษฐกิจและธุรกิจ (Future of Economy and Business) อนาคตด้านนวัตกรรมทางสังคม (Future of Social Innovation) อนาคตด้านศิลปะและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Future of Creative Arts and Culture) อนาคตด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (Future of Technology and Environment) และอนาคตด้านความเป็นสากล (Future of Internationalization) ซึ่งมีโรงเรียนมัธยมศึกษากว่า 70 โรงเรียนทั่วประเทศเข้าแข่งขันนำเสนอมุมมอง วิธีคิด แนวทางการ แก้ปัญหาสังคม โดยทีมที่คว้าแชมป์นักออกแบบอนาคต แข่งขันวิชาการปี 67 ม.รังสิต คือ โรงเรียน The Newton Sixth Form School ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.นฤพนธ์ ไชยยศ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและพัฒนา เป็นประธานและมอบรางวัล ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ผลการแข่งขัน

รางวัลแกรนด์แชมปเปี้ยน พร้อมทุนการศึกษา 30,000 บาท ได้แก่ ทีม COMBO โรงเรียน The Newton Sixth Form School นำเสนอประเด็นอนาคตด้านความเป็นสากล (Future of Internationalization)

รางวัลชนะเลิศ พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาท ได้แก่ ทีม COMBO โรงเรียน The Newton Sixth Form School ทีม DSSCs-Carbon Dot โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ทีม อุ่นใจ เอลเดอร์แคร์ Oonjai Eldercare โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ทีม EYE CONNECT โรงเรียนวิเชียรมาตุ ทีม Skr back dev duck โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล ทีม ปลาเกร็ดว่าอร่อย โรงเรียนวัดสุทธิวราราม

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 พร้อมทุนการศึกษา 5,000 บาท ได้แก่ ทีม Affordable Drone โรงเรียน The Newton Sixth Form School ทีม SHI ME JO DAI โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ทีม Tree Oceans โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ทีม Phuenrak โรงเรียนพิบูลวิทยาลัยทีม Ayutthaya : Last of The Empire โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย ทีม No matrix team โรงเรียนสิรินธร

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 พร้อมทุนการศึกษา 3,000 บาท ได้แก่ ทีม TakeMed  โรงเรียน The Newton Sixth Form School ทีม ฉิ่งฉับพาทัวร์ โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ทีม Velociraptor โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยามคม ทีม Gen Z-SAP โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ทีม The Royal Doll Artisan โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ทีม KB คนชอบเผือก โรงเรียนค่ายบางระจันวิทยาคม

รางวัลชมเชย พร้อมทุนการศึกษา 2,000 บาท ได้แก่ ทีม Newton Tech โรงเรียนThe Newton Sixth Form School ทีม ตาตี๋ตกต้นตาลตอตาลตำตูดตาตี๋ตายใต้ต้นตาล โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยามคม ทีม หมูหัน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ฝ่ายมัธยม ทีม Gollum โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี ทีม K.B. Sology โรงเรียนค่ายบางระจันวิทยาคม ทีม โชคดี V.2 โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม

นอกจากนี้ เวทีแสดงความสามารถสร้างสรรค์ (RSU Expo Showcase) ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความสามารถภายใต้แนวคิด “Creative Freedom Space” มอบพื้นที่เสรี สู่การแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ในรูปแบบการแข่งขันแบบ การกล่าวสุนทรพจน์ (Speech Talent) การแสดงความสามารถทางภาษาและวัฒนธรรม (Language & Culture Talent Show) และ การแสดงความสามารถพิเศษ (Performance Show) โดยผลการแข่งขัน มีดังนี้

ประเภทการกล่าวสุนทรพจน์ : รางวัลชนะเลิศ พร้อมทุนการศึกษา 8,000 บาท ได้แก่ นางสาวชมชนก เผือกโฉลง โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง จังหวัดสมุทรปราการ รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 พร้อมทุนการศึกษา 5,000 บาท ได้แก่ นางสาวเขมลดารินทร์ อันทอง โรงเรียนบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 พร้อมทุนการศึกษา 3,000 บาท ได้แก่ นายก้องกิดากร ปั้นเจริญ โรงเรียนซับนกแก้ววิทยา จังหวัดสระแก้ว รางวัลชมเชย พร้อมทุนการศึกษา 2,000 บาท ได้แก่ นายเมษัณฑ์  จักษุวิจิตรกร โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร และนางสาววาสนา จันทร์สด โรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ประเภทการแสดงความสามารถทางภาษาและวัฒนธรรม : รางวัลชนะเลิศ พร้อมทุนการศึกษา 8,000 บาท (ประเภททีม) ได้แก่ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศบดินทรเดชา กรุงเทพมหานคร รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 พร้อมทุนการศึกษา 5,000 บาท ได้แก่ โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง จังหวัดสมุทรปราการ รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 พร้อมทุนการศึกษา 3,000 บาท ได้แก่ โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง จังหวัดสมุทรปราการ รางวัลชมเชย พร้อมทุนการศึกษา 2,000 บาท ได้แก่ โรงเรียนบางมดวิทยา “สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์“ กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนซับนกแก้ววิทยา จังหวัดสระแก้ว

ประเภทการแสดงความสามารถพิเศษ : รางวัลชนะเลิศ พร้อมทุนการศึกษา 8,000 บาท (ประเภทเดี่ยว) ได้แก่ นางสาววนิดา สินสุข โรงเรียนวิเชียรกลิ่นสุคนธ์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 พร้อมทุนการศึกษา 5,000 บาท ได้แก่ นางสาวรันชยา ขาวดี โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กรุงเทพมหานคร รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 พร้อมทุนการศึกษา 3,000 บาท ได้แก่ นางสาวมารีน อูเอโนะ โรงเรียนศรีราชา จังหวัดชลบุรี รางวัลชมเชย พร้อมทุนการศึกษา 2,000 บาท ได้แก่ นางสาวสิรินภา อมาตยกุล โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา และนางสาวจูบีรี อู้ โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม กรุงเทพมหานคร

มหาวิทยาลัยรังสิตพร้อมสนับสนุน นักเรียน และนักออกแบบรุ่นใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถในเด็ก Gen Z เพื่อพร้อมก้าวมีอนาคตที่ดี และเป็นบุคคลากรที่ดีในประเทศอีกต่อไป

ปั้น Young Smart IoT Technician พร้อมก้าวสู่ยุคดิจิทัล

https://www.naewna.com/local/842221

ปั้น Young Smart IoT Technician พร้อมก้าวสู่ยุคดิจิทัล

ปั้น Young Smart IoT Technician พร้อมก้าวสู่ยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 08.45 น.

ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีปิดพร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตร โครงการ “ต่อกล้าอาชีวะ” ปี 2567 : พัฒนา Young Smart IoT Technicianในการนี้ ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นางปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สอศ. ผู้แทนสถานประกอบการ คณาจารย์ นักศึกษา และผู้พัฒนาโครงการ ร่วมงาน ณ โถงนิทรรศการ ชั้น 2 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

ดร.สิริพงศ์ กล่าวว่า โครงการนี้มีความสำคัญในการพัฒนา Young Smart IoT Technician รุ่นใหม่ ที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมก้าวสู่ยุคดิจิทัล มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยในยุค 4.0 ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างนักเทคนิค IoT ที่มีความรู้ความสามารถเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการจัดการอาชีวศึกษาที่ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง สอดคล้องกับพันธกิจและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับคุณภาพการศึกษาอาชีวศึกษา โดยเฉพาะการปรับปรุงหลักสูตรอาชีวศึกษาให้ทันสมัย และการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะในสภาพแวดล้อมการทำงาน และพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างแท้จริง

“การได้เห็นความมุ่งมั่นของนักศึกษา ทั้ง 19 ทีมและความทุ่มเทของอาจารย์ที่ปรึกษาที่คอยดูแลให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เป็นความสำเร็จของโครงการจากความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นของทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสร้างโอกาสและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และเป็นเวทีเรียนรู้ พัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรม โดยใช้เทคโนโลยี IoT เป็นเครื่องมือหลัก จึงเป็นต้นแบบที่ดีในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเรียนการสอน และนำไปขยายผลเทคโนโลยีด้าน IoT เทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมใช้ต่างๆ ในการจัดการเรียนการสอนในอาชีวศึกษาให้ยั่งยืนต่อไป ท้ายนี้ ขอขอบคุณมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ และทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้ เนคเทค สวทช. ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขอแสดงความชื่นชมทุกท่าน และให้ความสำเร็จในวันนี้เป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป” ดร.สิริพงศ์ กล่าว

ด้าน ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา กล่าวว่า โครงการ “ต่อกล้าอาชีวะ” ปี 2567: พัฒนา Young Smart IoT Technician มี 19 ทีม จากสถานศึกษา 12 แห่ง ทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพและความสามารถด้านเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) อย่างเต็มความสามารถและผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้นถึงการแก้ไขปัญหาสถานการณ์จริงจากโจทย์ของภาคอุตสาหกรรม โดยโครงการนี้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2560-2579 ที่มุ่งผลิตและพัฒนากำลังคนด้านวิชาชีพทุกระดับ ตั้งแต่ ปวช. ปวส. จนถึงระดับปริญญาตรี โดยเน้นคุณภาพและมาตรฐานสากล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อนภารกิจปฏิวัตการศึกษาไทย จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแมป ปี 2568

https://www.naewna.com/local/842217

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อนภารกิจปฏิวัตการศึกษาไทย  จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแมป ปี 2568

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อนภารกิจปฏิวัตการศึกษาไทย จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแมป ปี 2568

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นำโดยพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ จัดการประชุม “ความร่วมมือ 3 ภาคส่วน รวมพลังสานอนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน” ประจำปี 2567 ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี คณะที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ นำโดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่นในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง อาทิ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีบี เอกซ์ นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุลประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหม่ บมจ.เบอร์ลี่ยุคเกอร์ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ประธานกรรมการ บจก.ทรูดิจิทัล กรุ๊ป และนายมนัสส์มานะวุฒิเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตร 55 องค์กร ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หารือและวางแผนการดำเนินงานในระยะต่อไปอันได้แก่ การใช้ระบบ School Management System ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การระดมทุนในโครงการ “โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ให้ครบตามเป้าหมาย 88 ล้านบาทอีกทั้งจัดตั้งศูนย์ Learning Center นำร่องในโรงเรียนคุณภาพทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัดสพฐ. ภายในปี 2570 ควบคู่กับการจัดหลักสูตรอบรมเพิ่มพูนทักษะการบริหารและการสอนร่วมกับสพฐ. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ภายใต้ความร่วมมืออันเข้มแข็งต่อเนื่องของทุกภาคส่วน ปัจจุบันมีโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่อยู่ในสังกัดสพฐ. เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 6,949 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาสะสมแล้วกว่า 2.31 ล้านคน ขณะที่มีผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) จำนวน 1,900 คน พร้อมด้วย ICT Talent อีก 2,400 คน เพื่อติดตามและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ อีกทั้ง ยังพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา 82,000 คน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ รวม 3,757.59 ล้านบาท ในระยะดำเนินงานที่ผ่านมา

โดยผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ 5 ยุทธศาสตร์หลัก ผ่านความร่วมมือในการดำเนินงานของ 5 คณะทำงาน ภาครัฐ-เอกชน ที่มาช่วยเสริมแกร่งให้เป็นไปตามเป้าหมายของมูลนิธิฯ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะอย่างโปร่งใส (Transparency) มุ่งเน้นให้มีการนำระบบ School Management System (SMS) มาใช้กับโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการพร้อมสร้างมาตรฐานการประเมินเชิงคุณภาพด้วย Chula Model และการปรับตัวชี้วัดตามบริบทโรงเรียน  ทั้งนี้ ยังวางแผนถอดบทเรียนโรงเรียนต้นแบบเพื่อขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป, 2.ยุทธศาสตร์ที่ 2 : กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม (Market Mechanisms) ส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยเปิดโอกาสให้ร่วมระดมทุนในโครงการ “โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” โดยมีเป้าหมายจัดหาโน้ตบุ๊กให้โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ระดมทุนได้แล้วกว่า 23 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังพัฒนาศักยภาพ School Partner พนักงานจิตอาสา ให้มีส่วนร่วมวิเคราะห์และประเมินโรงเรียนตามหลักยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

3.ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน (High Quality Principals & Teachers) มูลนิธิฯ มีนโยบายพัฒนา “ICT Talent ภาครัฐ” ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนภายในปี 2570 รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์การโอนย้าย การประเมินวิทยฐานะ และการปรับเงินเดือนให้กับครูและผู้บริหาร นอกจากนี้ ยังมีโครงการอบรมเข้มข้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้สอนสู่การเป็นครูผู้ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี, 4.ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เด็กเป็นศูนย์กลางเสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ (Child Centric & Curriculum) สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ Learning Center ในโรงเรียนคุณภาพ 1 โรงเรียนต่อ 1 เขตพื้นที่เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้เด็กได้เรียนตามความสนใจ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล และ 5.ยุทธศาสตร์ที่ 5 : การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Infrastructures) มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในโรงเรียน เพื่อรองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต รวมถึงการติดตั้งการคัดกรองข้อมูล (Filtering Software) เพื่อให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย พร้อมส่งเสริมหลักสูตรด้านเทคโนโลยี AI และทักษะดิจิทัล

แนวทางยุทธศาสตร์ 5 หลักนี้ ได้นำมาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี จนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบคอนเน็กซ์อีดีสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังเช่น โรงเรียนบ้านตำหรุ (วิงประชาสงเคราะห์) จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนคณะครูและนักเรียน ได้มาร่วมนำเสนอแนวทางความสำเร็จในการพัฒนาโรงเรียนตามแนวทางดังกล่าว ทั้งนี้ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ยังคงยืนหยัดในการพัฒนาการศึกษาไทย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงนโยบาย การสนับสนุนโรงเรียนและบุคลากร ตลอดจนการมอบโอกาสให้เยาวชนทุกคนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อสร้างสรรค์สังคมและประเทศให้ก้าวไกล

สำหรับองค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-8581881-2 หรืออีเมล : Partners.connexted@gmail.com รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิฯได้ที่ connexted.org

พร้อมลุย! ขับเคลื่อนการศึกษา 2568 ‘ปฏิวัตการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ’ ปั้นคนไทย ‘ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ’

https://www.naewna.com/local/842219

พร้อมลุย! ขับเคลื่อนการศึกษา 2568 ‘ปฏิวัตการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ’ ปั้นคนไทย ‘ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ’

พร้อมลุย! ขับเคลื่อนการศึกษา 2568 ‘ปฏิวัตการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ’ ปั้นคนไทย ‘ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ’

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมนโยบายด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาของคนไทยทุกช่วงวัย ร่วมด้วย นายสุเทพแก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัด ศธ. นายธนู ขวัญเดช รองปลัด ศธ. และผู้บริหารระดับสูง โดยมี นายปิยะ ปิจนำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ให้การต้อนรับ และมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ประมาณ 330 คน ณ โรงแรมเทพนคร (อัลวาเรซ)จังหวัดบุรีรัมย์

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กลไกในการทำงานในภูมิภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กำหนดทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับภูมิภาคหรือจังหวัดแล้ว

ยังมีสำนักงานศึกษาธิการภาค และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่เสนาธิการในการวางแผนและขับเคลื่อนการศึกษาในกลุ่มจังหวัดและจังหวัด โดยอาศัยกลไกของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด หรือ กศจ. ในการอำนวยการ ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการศึกษาแบบร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งกลไกนี้ถือเป็นจุดแข็งของกระทรวงศึกษาธิการ ในการประสานการบริหารงานระหว่างส่วน สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ขอให้ส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ นำนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการไปเป็นกรอบแนวทางในการจัดการศึกษา และดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำ Action Plan ให้สอดคล้องกับนโยบาย ซึ่งในการขับเคลื่อนนโยบาย ไม่จำเป็นว่าทุกหน่วยงานจะต้องดำเนินการทุกนโยบาย ให้ดำเนินการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง และให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

“ส่วนการลงพื้นที่ตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยมให้ดำเนินการอย่างเรียบง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม โดยให้ดำเนินการอย่างเรียบง่าย และประหยัด ยึดบทบาทเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และให้ข้อเสนอแนะแก่ศึกษาธิการจังหวัด เพื่อให้สามารถหาแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเรื่องเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา รมว.ศธ. ได้สั่งการให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นหน่วยงานหลักในการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ที่มีสถานศึกษาในสังกัดในพื้นที่ โดยต้องพยายามนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้หมด ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่ทุกท่านจะได้ช่วยกันระดมความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป”

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ กล่าวว่า โครงการ “ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่” ประจำปีงบประมาณ 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการขยายโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยทุกคน ด้วยการสร้างการรับรู้และความเข้าใจเชิงลึกแก่ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกัน ทำให้สามารถกำหนดโครงการและกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ นำไปสู่กี่สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้และเตรียมพร้อมสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศไทย

‘รมช.ศึกษาฯ’เดินหน้าดันขับเคลื่อนรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย เล็งขยายผล20แห่งทั่วไทย

https://www.naewna.com/local/842216

‘รมช.ศึกษาฯ’เดินหน้าดันขับเคลื่อนรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย เล็งขยายผล20แห่งทั่วไทย

‘รมช.ศึกษาฯ’เดินหน้าดันขับเคลื่อนรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย เล็งขยายผล20แห่งทั่วไทย

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.02 น.

‘รมช.ศึกษาฯ’ เดินหน้าดันขับเคลื่อนรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ผนึก ‘สสส.-สภาองค์กรของผู้บริโภค’ ชูโมเดลนำร่อง ‘ศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย จ.อยุธยา’ ต้นแบบนักเรียนเดินทางไร้อุบัติเหตุ เล็งขยายผลไป 20 แห่ง กระจายไปทั่วไทย

18พ.ย.2567 ที่ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดศูนย์การเรียนรู้การจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ภายในงานเวทีสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย จ.พระนครศรีอยุธยา จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สภาองค์กรของผู้บริโภค ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จ.พระนครศรีอยุธยา 

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ข้อมูลการเฝ้าระวังของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ปี 2565-2566 พบรถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยปีละ 30 ครั้ง เฉพาะ ช่วง ม.ค.- มี.ค. ปี 2567 รถรับส่งนักเรียนเกิดอุบัติเหตุสูงถึง 15 ครั้ง มีนักเรียนเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 153 คน เป็นอัตราความรุนแรงมากกว่าปี 2566 ในทุกด้าน สาเหตุเกิดจาก 1.ความประมาทของผู้ประกอบการ หรือคนขับรถ 2.สภาพรถที่ไม่ปลอดภัย 3.ขาดการจัดการที่เป็นระบบอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง และขาดการจัดการอย่างเร่งด่วน 

“ความรุนแรงจากอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนในรอบหลายปีที่ผ่านมา เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และสิทธิขั้นพื้นฐาน จึงจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการสร้างมาตรการ และนโยบาย เพื่อสร้างความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทุกภาคส่วนไม่ต้องการเห็นความสูญเสียเหมือนกรณีอุบัติเหตุรถบัสไฟไหม้เมื่อ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมาอีกจึงต้องเร่งป้องกันและแก้ไขอย่างเร่งด่วน สสส. สภาองค์กรของผู้บริโภค และภาคีเครือข่าย ได้พัฒนา “ศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย” จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจ แนวคิด และแนวทางขับเคลื่อนการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ระหว่างโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน นำไปสู่การพัฒนาการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน” นายสุรศักดิ์ กล่าว

ด้านนายศรีสุวรรณ ควรขจร รองประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า ข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566 ระบุว่า มีรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะที่ได้รับขออนุญาตให้ใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนเพียง 3,342 คัน แต่ยังมีรถรับส่งนักเรียนอีกจำนวนมาก                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                              ที่ไม่ได้รับการขออนุญาตให้บริการรับส่งนักเรียนกระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่งผลต่อการกำกับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน และเป็นปัจจัยเสริมพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับรถรับส่งนักเรียนที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ใช้รถผิดประเภท หลีกเลี่ยงการจัดทำประกันภัย ประมาทเลินเล่อ ตลอดจนดัดแปลงสภาพรถเพื่อให้รับนักเรียนได้มากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียนในการเดินทาง การผลักดันให้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโรงเรียน และผู้ปกครอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง

“สสส. สานพลังสภาผู้บริโภค และเครือข่ายผู้บริโภค 33 จังหวัด ภายใต้โครงการแผนงานร่วมทุนสนับสนุนองค์กรผู้บริโภค ได้พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและเป็นธรรม พัฒนาโรงเรียนศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กนักเรียนด้วยรถโรงเรียน โดยพัฒนาองค์ความรู้ และมาตรการไปถึงผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลานด้วยตนเอง เช่น สวมหมวกกันน็อก 100% คาดเข็มขัดนิรภัย และจะขยายไปสู่โรงเรียนในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางให้กับเด็ก และเยาวชนทั่วประเทศ ” นายศรีสุวรรณ กล่าว

ขณะที่น.ส.ชลดา บุญเกษม กรรมการนโยบายสภาผู้บริโภค ผู้แทนเขตภาคกลาง กล่าวว่า เวทีสร้างความร่วมมือฯ รถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจ แนวคิด และแนวทางขับเคลื่อนโรงเรียนศูนย์เรียนรู้การจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยให้กับกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยระหว่างโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้ขับเคลื่อนและทำเรื่องรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยร่วมกับ 6 ภูมิภาค ใน 148 โรงเรียน และมีโรงเรียนที่สามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นศูนย์เรียนรู้ 20 โรงเรียน โดยมีเป้าหมายสำคัญที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของเด็กนักเรียน โดยโรงเรียนที่จะพัฒนาไปเป็นศูนย์เรียนรู้ได้ ต้องมีคุณสมบัติ 5 เกณฑ์ คือ 1. มีพื้นที่เรียนรู้ทางกายภาพ มีรถรับส่งนักเรียน มีพื้นที่จุดจอด 2. มีองค์ความรู้ในเรื่องการจัดการรถรับส่งนักเรียน 3. มีบุคลากรจัดการที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ 4. มีรูปแบบการจัดการศูนย์เรียนรู้ 5. มีแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

“สำหรับองค์ประกอบ 9 ด้านที่เป็นกรอบการพัฒนาโรงเรียนศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัยนั้น มาจากการทำงานตลอด 7 ปี ซึ่งประกอบไปด้วย 1. มีระบบข้อมูลนักเรียน รถ คนขับ เส้นทาง พฤติกรรมคนขับ 2. ระบบเฝ้าระวัง ให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยรายงานปัญหาได้ 3. มีระบบการดูแลนักเรียนในรถที่ถูกต้อง ทั่วถึง 4. มีการรวมกลุ่มคนขับ สร้างข้อปฏิบัติหรือวางแผนร่วมกันในการดำเนินการเพื่อสร้างความปลอดภัย 5. ต้องมีมาตรฐาน มีขั้นตอนตรวจสอบสภาพรถ และขึ้นทะเบียนกับขนส่ง 6. มีจุดจอดรถที่ปลอดภัย และระบบความปลอดภัยหน้าโรงเรียน 7. มีระบบคณะทำงาน และหลักเกณฑ์เพื่อติดตามประเมินผลทั้งระบบ 8. มีกลไกจัดการโดย ครู นักเรียน กรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง 9. มีคณะทำงานระดับอำเภอหรือจังหวัด” นายคงศักดิ์ กล่าว