อัปเดตไต้ฝุ่น‘หม่านหยี่’ ศธ.เตือน‘โรงเรียนโซนปักษ์ใต้’รับมือฝนฟ้าคะนอง

https://www.naewna.com/local/842141

อัปเดตไต้ฝุ่น‘หม่านหยี่’ ศธ.เตือน‘โรงเรียนโซนปักษ์ใต้’รับมือฝนฟ้าคะนอง

อัปเดตไต้ฝุ่น‘หม่านหยี่’ ศธ.เตือน‘โรงเรียนโซนปักษ์ใต้’รับมือฝนฟ้าคะนอง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.13 น.

อัปเดตไต้ฝุ่น”หม่านหยี่” ศธ.เตือน”โรงเรียนโซนปักษ์ใต้”รับมือฝนฟ้าคะนอง เตรียมตั้งรับมวลอากาศเย็นทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ฝากข้อห่วงใยถึงสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครองในพื้นที่ภาคใต้ ให้เตรียมตัวรับมือมรสุมจากสภาพอากาศแปรปรวนหลังพายุไต้ฝุ่น “หม่านหยี่” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าเกาะไหหลำในสัปดาห์นี้ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนัก ลมแรง อาจเกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ตั้งอยู่ในโซนภาคใต้ รวมทั้งอากาศเย็นทั่วประเทศ แนะนำให้ดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยที่ควรปฏิบัติ

โฆษก ศธ.กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนเรื่องพายุไต้ฝุ่น “หม่านหยี่” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน แม้พายุลูกนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่ก็มีผลกระทบที่ตามมาทั้งฝนฟ้าคะนอง คลื่นลมกำลังแรง อันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากอาจเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันได้ นอกจากภาคใต้แล้ว พื้นที่ภาคอื่นก็ควรเตรียมรับมือเช่นกัน เพราะจากการเคลื่อนผ่านของพายุลูกนี้ ส่งผลให้เกิดมวลอากาศเย็นระลอกใหม่ จนอุณหภูมิในประเทศลดลง 1 – 5 องศาเซลเซียส และมีลมแรงขึ้น

สถานศึกษาในพื้นที่ควรติดตามข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อรับทราบสถานการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับพายุและสภาพอากาศประจำสัปดาห์ จะได้วางมาตรการความปลอดภัยของผู้เรียน ดูแลความพร้อมของอาคารสถานที่ ตรวจสอบความมั่นคงของหลังคาหรือโครงสร้างที่อาจได้รับผลกระทบจากลมแรง หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงที่มีฝนตกหนักขณะเกิดพายุหรือน้ำท่วม หากมีการประกาศหยุดเรียนหรือเลิกเรียนก่อนเวลาจะได้แจ้งผู้ปกครองให้เตรียมพร้อมในการรับ – ส่งบุตรหลาน รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพด้วยเพราะผู้เรียนอาจป่วยจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าเดิม

ขอเน้นย้ำให้ทุกสถานศึกษาดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ทุกคน เพื่อลดผลกระทบจากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ หากจำเป็นต้องเดินทางไปยังภาคใต้ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย ส่วนโรงเรียนแถบตอนบนของประเทศที่เผชิญกับอากาศหนาวฉับพลันก็ต้องดูแลด้านสุขภาพผู้เรียนเป็นพิเศษ เพราะโรงเรียนควรเป็นเซฟโซนให้นักเรียนตามนโยบาย “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ

‘จิราพร’เผยคนไทยปลื้มใจได้เฝ้ารับเสด็จและชมความงดงาม’ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’

https://www.naewna.com/local/842115

'จิราพร'เผยคนไทยปลื้มใจได้เฝ้ารับเสด็จและชมความงดงาม'ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค'

‘จิราพร’เผยคนไทยปลื้มใจได้เฝ้ารับเสด็จและชมความงดงาม’ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’

วันจันทร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.15 น.

‘จิราพร’เผยคนไทยปลื้มใจได้เฝ้ารับเสด็จและชมความงดงาม’ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’ แนะเข้าเว็บ’พระลาน’แหล่งรวมข้อมูล-ภาพถ่าย เปิดให้ประชาชนศึกษาค้นคว้า

เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2567 น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567   ซึ่งส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่สนใจและเดินทางไปเฝ้ารับเสด็จฯ ตลอดเส้นทางพยุหยาตราทางชลมารคเป็นจำนวนมาก นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของราชอาณาจักรไทย ที่ได้มีเปิดโอกาสให้ประชาขนได้เห็น ความสวยงามของขบวนเรือ ตามโบราณราชประเพณีที่มีมาอย่างช้านานและได้แสดงออกถึงความรักจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ของไทย
.
“ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ถือเป็นพระราชพิธีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ โดยริ้วขบวนเรือพระราชพิธีจัดขึ้นสำหรับพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์และพระราชพิธี นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของประเทศไทย เพราะนอกจากเต็มไปด้วยความวิจิตรงดงาม และสมพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินและราชอาณาจักรไทย สมควรแก่การถูกจารึกไว้เป็น ประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” นางสาวจิราพรกล่าว 

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปยังสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ได้จากเว็บไซต์ “พระลาน” https://www.phralan.in.th โดยกรมประชาสัมพันธ์ ที่รวบรวมเนื้อหา ข้อมูล รูปขบวนเรือ และภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคไว้เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษา ค้นคว้า และนำไปใช้อ้างอิงต่อไป

‘ผู้แทนรบ.ไทย’ร่วมประชุมคณะทำงานฝ่ายจีน สำรวจสถานที่ประกอบพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาประดิษฐานในไทยเป็นการชั่วคราว

https://www.naewna.com/local/841986

'ผู้แทนรบ.ไทย'ร่วมประชุมคณะทำงานฝ่ายจีน สำรวจสถานที่ประกอบพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาประดิษฐานในไทยเป็นการชั่วคราว

‘ผู้แทนรบ.ไทย’ร่วมประชุมคณะทำงานฝ่ายจีน สำรวจสถานที่ประกอบพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาประดิษฐานในไทยเป็นการชั่วคราว

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.09 น.

‘ผู้แทนรัฐบาลไทย’ร่วมประชุมหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายจีน เพื่อเตรียมการและสำรวจสถานที่ประกอบพิธีที่เกี่ยวกับการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาประดิษฐานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2567 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประสานการดำเนินโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาประดิษฐานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ได้นำคณะเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง โดยมี นายวัฒนา เตียงกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายธเนศ กิตติธเนศวร เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัยยง จันทวีภากร คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมเดินทางด้วย พร้อมคณะทำงานฝ่ายไทย ประกอบด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการแทนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพอากาศ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง และสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารอากาศ

ในการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งครั้งนี้ สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล ในฐานะประธานกรรมการประสานการดำเนินโครงการฯ เป็นผู้แทนรัฐบาลไทย เดินทางมาร่วมประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายจีน เพื่อร่วมเตรียมการและสำรวจสถานที่ประกอบพิธีที่เกี่ยวข้องกับการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว พร้อมทั้งได้ขอทราบผลสรุปและความคืบหน้าการจัดทำร่างความตกลงและติดตามข้อมูลจากการประชุมร่วมกันของคณะทำงานทั้งสองฝ่ายที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 – 12 ต.ค.2567 เพื่อที่ฝ่ายไทยจะได้ประสานงานและเตรียมการที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับวาระโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 ก.ค.2567 และเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน

โดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล ได้นำคณะเดินทางไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ณ   วัดหลิงกวง และนมัสการพระอาจารย์ฉางจ้าง รองประธานพุทธสมาคมจีน เจ้าอาวาสวัดหลิงกวง และหารือเกี่ยวกับแนวทางการประกอบพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว โดยเจ้าอาวาสวัดหลิงกวง ได้นำสาธิตพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว เพื่อให้คณะผู้แทนฝ่ายไทยได้บันทึกวิธีการและขั้นตอนปฏิบัติอย่างละเอียด เนื่องจากเมื่ออัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาถึงประเทศไทยแล้ว คณะทำงานฝ่ายไทยต้องมีหน้าที่อัญเชิญไปประดิษฐานยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งก่อสร้างมณฑปรองรับไว้แล้ว โดยจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามวิธีการและขั้นตอนที่ทางวัดหลิงกวงกำหนดไว้ หลังจากนั้นเจ้าอาวาสวัดหลิงกวงได้นำคณะเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว  ขึ้นเครื่องบินมายังประเทศไทย ซึ่งพิธีจะจัดขึ้นในวันที่ 4 ธ.ค.2567 ทั้งนี้ เพื่อซักซ้อมและแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติ จากนั้นในช่วงเย็นของวันที่ 15 พ.ย.2567 คณะผู้แทนฝ่ายไทยและคณะผู้แทนฝ่ายจีนได้ประชุมหารือในรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ตรงกันอันจะนำไปสู่การทำความตกลงร่วมในการอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 4 ธ.ค.2567 ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงปักกิ่ง

ไทยรับมอบ 4 วัตถุโบราณบ้านเชียงคืนจากสหรัฐฯ อายุกว่า 3,500 ปี

https://www.naewna.com/local/841950

ไทยรับมอบ 4 วัตถุโบราณบ้านเชียงคืนจากสหรัฐฯ อายุกว่า 3,500 ปี

ไทยรับมอบ 4 วัตถุโบราณบ้านเชียงคืนจากสหรัฐฯ อายุกว่า 3,500 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.05 น.

ไทยรับมอบ 4 วัตถุโบราณบ้านเชียงคืนจากสหรัฐฯ อายุกว่า 3,500 ปี ย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2567 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมรับมอบโบราณวัตถุบ้านเชียง 4 ชิ้น จากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ประกอบด้วย ภาชนะดินเผา กำไลข้อมือ และลูกกลิ้งทรงกระบอก 2 ชิ้น ที่ยังไม่ทราบการใช้งานที่แน่ชัด โดยวัตถุโบราณดังกล่าว มีลวดลายเขียนสีแดงที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และได้รับยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม สังคม และเทคโนโลยีของมนุษย์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุกว่า 3,500 ปี 

“พิธีการส่งคืนโบราณวัตถุบ้านเชียงพิธีครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงการให้ความสำคัญต่อแหล่งที่มาของโบราณวัตถุแล้ว ถือเป็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมมาต่อเนื่อง ต่อจากการส่งคืนโบราณวัตถุประติมากรรมสำริดรูปพระศิวะ (The Standing Shiva) หรือ โกลเด้นบอย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งการนำวัตถุโบราณที่ห่างไกลจากประเทศไทย ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสถานทูตสหรัฐฯ ที่ติดต่อ และส่งคืนวัตถุโบราณล้ำค่าชิ้นนี้ รวมถึงหน่วยงานทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือโดยเฉพาะองค์การยูเนสโก” น.ส.ศศิกานต์ ระบุ
 
น.ส.ศศิกานต์ กล่าวว่า คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุในต่างประเทศ ได้วางแนวทางติดตามวัตถุโบราณคืนสู่ประเทศไทยทุก ๆ สามเดือน และได้รับแจ้งว่าสหรัฐฯ จะส่งคืนโบราณสถานให้ไทยอีก 2 ชิ้น เป็นประติมากรรมรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์ และภายหลังการรับมอบโบราณวัตถุทั้ง 4 ชิ้น จะมีการจัดแสดงให้ผู้สนใจได้เข้าชมยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่อไป

เปิดโลก‘ข้อมูล’ใช้เป็นเกิดประโยชน์หลากหลาย ตอบโจทย์บริหารจัดการทั้งรัฐ-เอกชน

https://www.naewna.com/local/841779

เปิดโลก‘ข้อมูล’ใช้เป็นเกิดประโยชน์หลากหลาย ตอบโจทย์บริหารจัดการทั้งรัฐ-เอกชน

เปิดโลก‘ข้อมูล’ใช้เป็นเกิดประโยชน์หลากหลาย ตอบโจทย์บริหารจัดการทั้งรัฐ-เอกชน

วันเสาร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 00.20 น.

16 พ.ย. 2567 ที่คอนเวนชั่น ฮอลล์ 2 ไทยพีบีเอส มีการจัดงาน The Visual Talk Data is All Around เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 15 พ.ย. 2567 ชวนวิทยากรจากภาคส่วนต่างๆ มาฉายภาพความสำคัญของการใช้ข้อมูลต่อการออกแบบนโยบาย โดย นายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ยกตัวอย่างอิทธิพลของบุคคลที่มีชื่อเสียง หรืออินฟลูเอนเซอร์ ต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ที่พบว่า คนไทยร้อยละ 81 ติดตามอินฟลูเอนเซอร์ โดยมีเพียงร้อยละ 11 ไม่ได้ติดตาม และร้อยละ 7 ที่ไม่รู้ว่าอินฟลูเอนเซอร์คือใครและทำอะไร

ข้อมูลยังระบุด้วยว่า เหตุผลในการเลือกซื้อสินค้า ร้อยละ 36.35 ต้องการซื้ออยู่แล้ว แต่รองลงมา  ร้อยละ 29.92 ซื้อเพราะเชื่ออินฟลูเอนเซอร์ และที่ใกล้เคียงกันมากคือร้อยละ 29.31 ซื้อเพราะถูกอินฟลูเอนเซอร์โน้มน้าว ถามว่าจำประโยคที่ว่า ฉันซื้อเพราะฉันเชื่อ ฉันลงทุนเพราะฉันเชื่อคนนี้  ได้หรือไม่? จาก 1 ใน 10 เรื่องราวที่สังคมไทยให้ความสนใจที่สุดประจำ 10 เดือนแรกของปี 2567 แต่เป็นเรื่องที่มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมากเพราะยอมลงทุนเนื่องจากเชื่ออินฟลูเอนเซอร์ ข้อมูลนี้จึงชี้ว่าอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลต่อการซื้อ-ขายสินค้าจริงๆ

โดยงานของไวซ์ไซท์คือการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ไหลเวียนอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่ง 10 เดือนแรกของปี 2567 10 อันดับเรื่องราวที่สังคมไทยให้ความสนใจที่สุด อ้างอิงยอดการมีส่วนร่วมของผู้คน (Engagement) พบว่า อันดับ 1 โอลิมปิกที่ปารีส 171 ล้าน อันดับ 2 หมูเด้ง 165 ล้าน อันดับ 3 หมีเนย 124 ล้าน อันดับ 4 น้ำท่วมภาคเหนือ 100 ล้าน อันดับ 5 ดิไอคอน 99 ล้าน อันดับ 6 วันสงกรานต์ 95 ล้าน อันดับ 7 ลิซ่า 93 ล้าน อันดับ 8 Boy Group วง The Bus 85 ล้าน อันดับ 9 วันแม่ 49 ล้าน  อันดับ 10 รถบัสนักเรียนไฟไหม้ 14 ล้าน

เมื่อดูถึงการเติบโตของการซื้อ-ขายสินค้าทางออนไลน์ มูลค่าในไทย ปี 2562 อยู่ที่ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อผ่านไปเพียง 4 ปี ในปี 2566 โตขึ้นเป็น 2.65 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยช่องทางหลัก ร้อยละ 55 แพลตฟอร์มซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์โดยตรง รองลงมา ร้อยละ 28 แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นลักษณะที่ผู้เล่นต่างชาติรวบวงการตลาดดิจิทัลของประเทศไทยไปเรียบหมด ดังนั้นเมื่อแพลตฟอร์มขอเก็บค่าส่วนต่างเพิ่มก็จะได้รับผลกระทบโดยเฉพาะผู้ค้ารายเล็กๆ ที่ใช้บริการแพลตฟอร์ม

“ภาพที่น่าเป็นห่วงกว่าก็คือหนึ่งในปุ่มที่น่าจะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต คือปุ่ม Pay Later (ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง) เรารู้ว่าปุ่ม Pay Now (จ่ายตอนนี้) มันสะดวกมาก จ่ายปุ๊บไม่ต้องกรอกอะไรเลยได้ของ แต่ในปี 2566-2567 ปุ่มที่สะดวกกว่าคือ Pay Later กดปุ๊บได้ของยังไม่ต้องจ่ายเงินด้วยซ้ำ แต่เรื่องนี้มันจะตามมาด้วยบริการทางการเงิน ปุ่มนี้จะไม่มีผลกระทบในเชิงลบสำหรับผู้บริโภคที่มีทักษะทางการเงินที่ดี เพราะเขารู้ว่าจะเริ่มเป็นเครดิตแล้ว เป็นหนี้ในระยะสั้นแล้ว บัตรเครดิตเรายังต้องเดินไปซื้อที่ร้าน ปุ่มนี้กดได้แม้กระทั่งบนเตียงนอน” นายกล้า กล่าว

ดร.วินน์ วรวุฒิคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Botnoi Group กล่าวถึงประโยชน์ของข้อมูล ได้แก่ 1.สร้างความตื่นตัว เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ปริมาณฝุ่น PM2.5 จะได้หลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน 2.อธิบายปรากฏการณ์ เช่น  การระบาดของไวรัสโควิด-19 ไล่ตั้งแต่ระลอกแรกช่วงต้นปี 2563 ตามด้วยการใช้มาตรการล็อกดาวน์ จากนั้นสถานการณ์เบาลง ก่อนจะมาระบาดระลอก 2 ช่วงเข้าสู่ปีใหม่ 2564 ที่ จ.สมุทรสาคร จากนั้นอีกไม่นานก็มีการระบาดจากสถานบันเทิง เป็นต้น เมื่อทำเป็นกราฟแล้วก็ทำให้เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าเกิดอะไรขึ้น

3.ค้นพบ เช่น น้ำมัน ยาชนิดใหม่ๆ ดาวดวงใหม่ๆ ในจักรวาล 4.จัดกลุ่มหรือจัดระเบียบ เช่น นำข้อมูลลูกค้ามาแบ่งเป็นกลุ่มๆ เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยมีตัวอย่างข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างชาติชอบอะไรในประเทศไทย โดยดูจากสิ่งที่นักท่องเที่ยวโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ ชาวเยอรมันพูดถึงความเป็นมิตรของคนไทย (Friendly) มากที่สุด ขณะที่ชาวอเมริกันกับชาวออสเตรเลียพูดถึงสินค้าในไทยมีราคาถูก (Cheep) มากที่สุด เป็นต้น และ 5.ทำนาย เช่น ดูว่ามีโอกาสเกิดน้ำท่วมหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อรวบรวมข้อมูลมาแล้วก็ต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้อง หรือการทำความสะอาดข้อมูล (Cleansing) ก่อนใช้ เช่น เคยมีกรณีผู้ให้บริการสินเชื่อ ที่มีตั้งแต่ 12 งวด 18 งวด 24 งวด  และ 36 งวด ตนไปเห็นข้อมูลก็แปลกใจว่าเหตุใดยอดสินเชื่อกลุ่ม 18 งวดสูงกว่ากลุ่มอื่น แทนที่จะเป็น 12 งวด และ 36 งวด แต่เมื่อสอบถามไปก็ได้ทราบว่า สินเชื่อ 18 งวด เป็นค่าตั้งต้น (Default) กล่าวคือ ในกรณีที่ผู้ขอสินเชื่อไม่เปลี่ยนไปเลือกแบบอื่น ผู้ให้บริการก็จะอนุมัติแบบ 18 งวดให้

“สิ่งที่ผมอยากฝากน้องๆ ที่อยากทำ Data Science (วิทยาศาสตร์ข้อมูล) คือลองหัดสงสัยเยอะๆ เวลาเราได้ข้อมูลมา ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้? เพราะอะไร? ตั้งคำถาม” ดร.วินน์ กล่าว

นายกษิดิศ สตางค์มงคล นักวิเคราะห์ข้อมูล และบล็อกเกอร์ เจ้าของเพจ DataRockie กล่าวถึงความสำคัญของการตั้งคำถามกับการทำงานด้านข้อมูล ว่า หากตั้งคำถามผิดตั้งแต่แรกงานที่ทำก็ผิดทั้งหมด แต่หากตั้งคำถามได้ดีก็จะไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยมีตัวอย่าง เช่น มิยาโมโต มูซาชิ นักดาบระดับตำนานคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ตั้งคำถามว่าทำไมซามูไรถึงไม่ใช้ทั้งดาบยาวและดาบสั้นในการต่อสู้ โดยสมัยนั้นซามูไรมักจะใช้แต่ดาบยาวในขณะที่ดาบสั้นเพียงพกไว้เฉยๆ

หรือ ทาเครุ โคบายาชิ นักแข่งกินจุชาวญี่ปุ่น เคยเป็นแชมป์กินราเม็งที่บ้านเกิดแต่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปแข่งกินฮอทด็อกที่สหรัฐอเมริกา กติกาคือให้เวลา 12 นาที ใครกินได้มากที่สุดเป็นผู้ชนะ คว้าเงินรางวัล 1 แสนเหรียญสหรัฐ สถิติเดิมในปีก่อนหน้าคือ 25 กับอีก 1 ส่วน 8 ชิ้น แต่โคบายาชิทำลายสถิติไปที่ 50 ชิ้น ทั้งที่ชาวญี่ปุ่นตัวเล็กกว่าชาวอเมริกันเสียด้วยซ้ำไป แต่ที่เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ เพราะเกิดจากวิธีการตั้งคำถามของโคบายาชิ ว่าจะกินฮ็อทด็อกให้ง่ายขึ้นได้อย่างไร ตามด้วยการคิดคำตอบ คือขนมปังบิดชุบน้ำให้นุ่มกลืนง่าย ส่วนฮ็อทด็อกแยกกินก็กลืนง่าย

“คำถามที่ดีจะนำไปสู่การทำสิ่งใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ถ้าเกิดว่าเราทำสิ่งเดียวซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ แต่เราคาดหวังผลลัพธ์ที่ต่างไปจากเดิม ไอน์สไตน์บอกว่าไม่บ้าก็โง่” นายกษิดิศ กล่าว

ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอราไลน์ จำกัด กล่าวถึงความสำคัญของการธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำหากต้องการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนองค์กร ก็คือการมีนโยบายดูแลทรัพยากรข้อมูล เช่นเดียวกับนโยบายดูแลทรัพยากรบุคคล ไล่ตั้งแต่การจัดตั้งคณะทำงานจากคนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล มีมาตรฐานกระบวนคัดกรองข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือใช้งาน เพราะการไม่มีมาตรฐานจะเกิดปัญหา เช่น ข้อมูลสกปรกไม่สามารถนำไปใช้ได้ หรือข้อมูลหลุดรั่วเพราะไม่มีกฎเกณฑ์การนำไปใช้

“ข้อมูลจะมีคุณภาพในการใช้งาน เพราะจะมีกฎระเบียบว่าข้อมูลที่ถูกนำไปใช้จะต้องผ่านการกระบวนการกำกับดูแลก่อน เราจะได้มั่นใจว่าข้อมูลชุดนี้ใช้งานได้ ไม่เช่นนั้นข้อมูลไม่สะอาด เอาไปวิเคราะห์กัน Garbage In – Garbage Out (ใส่ของเสียเข้าไปก็ได้ของเสียกลับออกมา) ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เสียพลังงานในการวิเคราะห์เปล่าๆ สุดท้ายมีแนวทางชัดเจนและมันจะเกิดการแบ่งปันข้อมูล เพราะมีการจัดลำดับชั้นแล้ว ข้อมูลชุดนี้ต้องเผยแพร่ ชุดนี้ต้องเป็นความลับ ดังนั้นจะไม่มีคำพูดว่าข้อมูลนี้แชร์ได้หรือไม่” ดร.อสมา กล่าว

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และอดีตทีมงานเทคโนโลยีดิจิทัลพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการปรับเปลี่ยน 3 ข้อด้านข้อมูล ที่จะทำให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับนโยบายต่างๆ ของประเทศมากขึ้น คือ 1.ประสิทธิภาพ เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมที่ภาคเหนือ แม้รัฐบาลจะทำได้รวดเร็วเรื่องเบิกจ่ายงบประมาณเยียวยา แต่กระบวนการยังเป็นแบบดั้งเดิม คือต้องมีใบรับรองว่าเป็นผู้ประสบภัย ผ่านกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กลไกประชาคมหมู่บ้าน แล้วจึงทำเรื่องขอรับการเยียวยา

แต่จริงๆ แล้วสามารถทำให้ดีกว่านั้นได้ คือการแปลงที่อยู่จริงให้เป็นพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Geocoding) หรือแปลงเลขที่บ้านให้เป็นค่า GPS ซึ่งมีตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา แคนาดาและอังกฤษ ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยก็มีแผนที่ดาวเทียมที่จัดทำโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA อยู่แล้ว ที่แสดงให้เห็นว่าจุดใดมีน้ำท่วมบ้าง หากนำ 2 อย่างนี้มารวมกัน รู้บ้านเลขที่ รู้ตัวเจ้าบ้าน รัฐบาลก็สามารถจ่ายเงินเยียวยาผ่านระบบพร้อมเพย์ได้เลย

2.โปร่งใส ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐของไทยจะจัดซื้ออะไรก็ต้องทำ TOR ซึ่งเอื้อต่อการใช้ดุลพินิจกำหนดคุณสมบัติ (Spec) สิ่งของต่างๆ จนเกิดคำถามเรื่องการจัดซื้อในราคาแพงกว่าท้องตลาดอย่างผิดปกติอยู่บ่อยครั้ง เช่น ถาดหลุมจัดซื้อใบละ 500 บาท แต่ในท้องตลาดขายใบละ 300 บาท หรือเครื่องออกกำลังกายจัดซื้อราคาหลักแสนบาท ทั้งที่ของอย่างเดียวกันในท้องตลาดราคาเพียงหลักหมื่นบาท หรือกำหนดขึ้นเพื่อให้เหลือเฉพาะคนในกลุ่มพวกเดียวกันที่เข้าประมูลงานได้ เป็นต้น

แต่ที่ประเทศเกาหลีใต้ การจัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐจะมี 2 รูปแบบ คือ 1.สิ่งที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องทำ TOR ก็ทำไป 2.สิ่งที่เป็นสินค้าสำเร็จรูปทั่วไป เช่น ถาดหลุม โต๊ะ-เก้าอี้ ซึ่งร้อยละ 64 ของการจัดซื้อภาครัฐในเกาหลีใต้อยู่ในประเภทนี้ ซึ่งมีการจัดทำแพลตฟอร์มกลาง เชื่อมระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่ต้องการสั่งซื้อ กับบริษัทห้างร้านที่มีสินค้านั้นพร้อมขาย โดยการปรับเปลี่ยนมาใช้รูปแบบนี้ ทำให้เกาหลีใต้ประหยัดงบประมาณได้มาก

“นอกเหนือจากการประหยัดงบประมาณ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทุกวันนี้กระบวนการยกร่าง TOR กว่าจะยกร่าง กว่าจะประกาศ กว่าจะประมูล กว่าจะเซ็นสัญญา 2 เดือน เราก็ลดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจาก 2 เดือนเหลือ 1 ชั่วโมง ผมคิดว่ามันจะเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการด้วย ทุกวันนี้นึกภาพเราผลิตโต๊ะ-เก้าอี้อยากขายให้ภาครัฐ มันเข้ายากนะถ้าไม่รู้จักใครในหน่วยงานที่จะเป็นคณะกรรมการยกร่าง TOR ผมเชื่อว่าเราแทบจะเข้าไปประมูลงานภาครัฐยากมาก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า และ 3.ประชาธิปไตย ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตโดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีระบบกลางทางกฎหมาย (Law Portal) ที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำหรับเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอยู่แล้ว แต่สามารถทำให้ดีกว่าปัจจุบันที่ประชาชนต้องเข้าไปคอยดูในเว็บไซต์เป็นระยะๆ ได้ โดยรัฐจัดทำแอปพลิเคชั่นที่ช่วยแจ้งเตือน เพื่อให้ผู้สนใจได้เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น

น.ส.อาทิตยา บุญยรัตน์ ทีม กทม. ยกตัวอย่างโครงการ “ร้านนี้ไม่เทรวม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม  https://greener.bangkok.go.th/ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับภาคเอกชนคือ Line Man Wongnai เปิดลงทะเบียนร้านอาหารทุกประเภทในกรุงเทพฯ เพื่อร่วมมือกับ กทม. ในการแยกขยะจากการประกอบอาหาร ข้อมูลนี้ช่วยให้ กทม. รู้ว่ามีร้านอาหารหนาแน่นในย่านใดบ้างของแต่ละเขต ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคในฐานะพลเมืองได้เห็นว่าร้านใดมีการแยกขยะและเลือกสนับสนุนร้านเหล่านี้

“กทม. มีปัญหาเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือปัญหาขยะที่มันเกิดจากเราทุกคน ปีๆ หนึ่ง กทม. ใช้เงินภาษีสูงถึง 8 พันล้านบาทในการกำจัดขยะ ถ้าเราสามารถลดขยะได้เราจะสามารถลดทั้งเงินภาษีในการกำจัดขยะ และลดผลกระทบที่มันจะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมได้ กทม. ก็เลยมีความจริงจังในการดำเนินการเรื่องขยะด้วยโครงการไม่เทรวม ขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานซึ่ง กทม. สามารถทำได้ในการแยกขยะ ซึ่งขยะที่แยกออกมา ขยะอินทรีย์สามารถกำจัดได้ด้วยกรรมวิธีทางธรรมชาติ ทำให้ในปี 2566 ลดเงินภาษีได้ถึง 141 ล้านบาท” น.ส.อาทิตยา ระบุ

น.ส.อาทิตยา ยังกล่าวอีกว่า อยากชวนทุกคนมาช่วยกันทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน ซึ่งขอฝากโครงการร้านนี้ไม่เทรวม เชื่อว่าทุกคนมีโอกาสกินข้าวนอกบ้าน อย่างน้อยๆ ก็อาหารตามสั่ง จึงอยากให้ทุกคนเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนผู้ประกอบการ แยกขยะและสมัครเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ คณะผู้บริหาร กทม. มีวิธีคิดการทำงานด้วยข้อมูล ขณะที่ตนซึ่งทำงานฝั่งสื่อสาร สิ่งที่ทีมสื่อสารของ กทม. พยายามทำคือสร้างการสื่อสารที่นำไปสู่การมีส่วนร่วม (Engage) ของผู้คน รวมถึงเพื่อให้ได้ข้อมูลมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมือง

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) กล่าวว่า ไทยพีบีเอส มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่อยากนำเสนอนวัตกรรมสื่อที่นำข้อมูลมาออกแบบและพัฒนาเพื่อเล่าเรื่องให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะเชื่อว่าในยุคดิจิทัลแบบนี้ประชาชนคือผู้กำหนดข้อมูลข่าวสารตัวจริง สิ่งที่ทำจึงอาจถือเป็นสื่อสาธารณะในยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยประกาศเข้าสู่แผน Digital Transformation (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) มาตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีก่อน และพัฒนาเรื่อยมา

“ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ใช้ชื่อว่า The Visual ThaiPBS เป็นหนึ่งในหมุดหมาย หรืออาจจะบอกว่าเป็นหนึ่งในผลผลิตและผลงานที่น่าภาคภูมิใจของ ThaiPBS ที่ทำให้เห็นว่าการปรับตัวเองไปสู่สื่อสาธารณะที่ยังคงทำพันธกิจสำคัญคือเป็นพื้นที่เพื่อระดมการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังคงยึดมั่นพันธกิจนี้อยู่ แต่เปลี่ยนไปใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลมากขึ้น” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

อนึ่ง ภายในงานดังกล่าว The Visual ThaiPBS ยังได้นำตัวอย่างผลงานการเล่าเรื่องด้วยข้อมูลมาจัดแสดงด้วย ได้แก่ 1.The Bag (สัม) ภาระหนัก บนบ่าเด็ก :สะท้อนปัญหาการแบกน้ำหนักกระเป๋านักเรียนของเด็กไทย 2.Thrones of Thorn ศึกชิงบัลลังก์ราชาหนาม ปอกเรื่องราวใต้เปลืองทุกเรียนไทย : บอกเล่าประวัติศาสตร์ของทุเรียน หนึ่งในพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงของไทย 3.เธอไม่เปลี่ยนแปลง..ร้อนนี้จึงเปลี่ยนไป : ฉายภาพอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าในอดีต และมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญเพียงใดกับการเปลี่ยนแปลงนี้

4.นกเงือก..นักปลูกป่าผู้คลั่งรัก : ข้อมูลวิเคราะห์พฤติกรรมของนกเงือกที่ช่วยกระจายพันธุ์ไม้และเพิ่มพื้นที่ป่า และ 5.วัยเด็ก วันเด็ก กับความหวังที่ผู้ใหญ่อยากให้เป็น : รวบรวมคำขวัญวันเด็กจากนายกรัฐมนตรีแต่ละท่าน มาถอดรหัสหาความคาดหวังของผู้ใหญ่ต่อเด็ก และคำขวัญของแต่ละยุคสมัยสัมพันธ์กับสถานการณ์ของประเทศเพียงใด

‘ปธ.ศาลฎีกา’ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทานวัดพระยายัง ยอดบริจาคกว่า 5.3 ล้าน

https://www.naewna.com/local/841660

'ปธ.ศาลฎีกา'ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทานวัดพระยายัง ยอดบริจาคกว่า 5.3 ล้าน

‘ปธ.ศาลฎีกา’ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทานวัดพระยายัง ยอดบริจาคกว่า 5.3 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.52 น.

ประธานศาลฎีกา พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2567 ณ วัดพระยายัง กรุงเทพมหานคร ยอดบริจาคกว่า 5.3 ล้านบาท

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้ศาลยุติธรรม น้อมนำถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดพระยายัง แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โดยมีนางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2567 พร้อมด้วยคณะผู้บริหารศาลยุติธรรม คณะผู้พิพากษา ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ลูกจ้างและพนักงานราชการศาลยุติธรรมในสังกัด ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธี

สำหรับพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2567 สำนักงานศาลยุติธรรมได้รวบรวมจตุปัจจัย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,349,999 บาท นอกจากนี้ ยอดเงินส่วนหนึ่งยังถูกจัดสรรเพื่อนำไปส่งเสริมโครงการด้านการศึกษา การรักษาพยาบาลแก่พระสงฆ์ และการพัฒนาสาธารณูปโภคต่าง ๆ ภายในวัด เพื่อให้การปฏิบัติศาสนกิจสามารถดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  

ในโอกาสนี้ศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ได้ร่วมทำบุญมหากุศลครั้งนี้

ทั้งนี้ วัดพระยายังเป็นวัดราษฎร์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3ประมาณปีพุทธศักราช 2390 ผู้สร้างคือพระยามหานิเวศนานุรักษ์ (ยัง รักตะประจิตต์) เป็นคุณตาของพระพี่นางเธอ พระองค์เจ้า
วรลักษณาวดีในเจ้าจอมมารดาสุดของรัชกาลที่ 5 เมื่อสร้างวัดแล้วเสร็จ ชาวบ้านจึงขนานนามวัดตามนามเดิมของผู้สร้างว่า “วัดพระยายัง”.

มีผลทันที! เจ้าอาวาสมีคำสั่ง ‘พระครูปลัดธีระ’ พ้นสังกัดวัดสามชุก ชี้พฤติกรรม‘ไม่มีความละอาย’​

https://www.naewna.com/local/841652

มีผลทันที! เจ้าอาวาสมีคำสั่ง ‘พระครูปลัดธีระ’ พ้นสังกัดวัดสามชุก ชี้พฤติกรรม‘ไม่มีความละอาย’​

มีผลทันที! เจ้าอาวาสมีคำสั่ง ‘พระครูปลัดธีระ’ พ้นสังกัดวัดสามชุก ชี้พฤติกรรม‘ไม่มีความละอาย’​

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.14 น.

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 พระครูสุวรรณวิจิตร เจ้าอาวาสวัดสามชุก จ.สุพรรณบุรี ได้มีหนังสือแจ้ง พระครูปลัดธีรธนัชณฤทธา เมตฺตธมฺโม หรือ “พระครูปลัดธีระ” หรือที่มักถูกเรียกว่า “พระปีนเสาไฟ” ระบุว่า ตามที่ ท่านได้มาขอเข้าสังกัดวัดสามชุก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เมื่อทำหนังสือสุทธิเรียบร้อยแล้ว ท่านไม่เคยมาพักค้างอยู่จำวัตรหรือจำพรรษาในวัดสามชุกเลย และไม่เคยบอกให้ทราบว่าไปทำกิจใดอยู่ที่ไหน จวบจนกระทั่งเกิดปัญหาออกสื่อไปทั่วโลกเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2567 จึงได้มีหนังสือให้ท่านกลับไปที่วัด ท่านก็กลับไปในวันที่ 4 พ.ย. 2567 เพียงระยะเวลาสั้นๆ ถ่ายคลิปเอาไปเป็นหลักฐานให้ตนเองว่ากลับไปตามที่มีหนังสือเรียกแล้ว โดยในวันนั้นก็ได้แนะนำให้ยุติการกระทําที่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ท่านก็รับปากว่าจะหยุด แต่วันที่ 5 พ.ย. 2567 ท่านก็ไปยืนแถลงข่าวที่หน้ากองบังคับการตำรวจกองปราบปราม ตามที่ท่านทราบดีอยู่แล้ว

ดังนั้นในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาสเจ้าสังกัดก็ยังมีเมตตาได้มีหนังสือลงวันที่ 15 พ.ย. 2567 สั่งให้ท่านกลับไปอยู่ประจำที่วัดเช่นพระภิกษุผู้อยู่ในสังกัดรูปอื่นๆ ภายใน 7 วัน และมีคำสั่งห้าม 3 ข้อ แนะนำให้ปฏิบัติ 1 ข้อ พร้อมกับกำชับมาด้วยว่า หากไม่กลับหรือไม่เชื่อฟังคำสั่ง ไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสจะสั่งให้ท่านพ้นจากสังกัดวัดสามชุก  แม้วันนี้จะยังไม่ครบ 7 วันตามเงื่อนไขแรก แต่ดูจากพฤติกรรมแล้ว ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจะรีบกลับอยู่ที่วัด ยังคงเดินทางไปปรากฏตัวตามที่ต่างๆ และที่สำคัญท่านได้แสดงออกทางกายและวาจาผ่านสื่อโซเชียลละเมิดข้อห้ามอย่างไม่สนใจในคำสั่ง อันแสดงให้เห็นว่าท่านไม่ให้ความสำคัญกับคำสั่งของเจ้าอาวาส จงใจจะฝ่าฝืนคำสั่ง

เมื่อเป็นดังนี้ จึงเท่ากับว่า ท่านเพียงขอเอาชื่อมาเข้าสังกัดไว้พอให้ได้ชื่อว่าเป็นพระมีสังกัด ส่วนท่านเองจะไปแสดงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรคณะสงฆ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเสียหายร้ายแรงเสื่อมเสียเพียงใด ท่านก็ไม่สะทกสะท้าน แม้สังคมจะรุมประณามตำหนิติเตียนอย่างไรท่านก็ไม่มีความละอาย ไม่มีสมณสัญญาตามที่ควรจะเป็นเลยแม้แต่น้อย ผลจากการกระทำของท่านทำให้เจ้าอาวาสเจ้าสังกัดของท่านและผู้ปกครองตั้งแต่เจ้าคณะตำบลขึ้นไป และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพลอยถูกตำหนิติเตียนอย่างรุนแรงไปด้วย และเสี่ยงต่อการที่จะถูกร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไปด้วย  

ด้วยเหตุผลดังกล่าวโดยย่อ โดยหนังสือฉบับนี้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 38 (2) แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ความว่า “สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด” ออกคำสั่งให้ท่านพ้นจากสังกัดวัดสามชุก ต.สามชุก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ทันที ที่ท่านได้อ่านหนังสือฉบับนี้ ไม่ว่าจะโดยทางช่องทางใดก็ตาม เนื่องจากไม่สามารถส่งเอกสารไปให้ท่านได้เพราะท่านไม่เคยบอกและไม่เคยให้ที่อยู่สำหรับการติดต่อส่งเอกสาร แม้โดยหนังสือฉบับนี้ จะถือได้ว่าท่านได้พ้นจากสังกัดมิใช่เป็นพระภิกษุ ผู้อยู่ในสังกัดวัดสามชุกแล้วก็ตาม แต่เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบมหาเถรสมาคม ให้ท่านรีบนำหนังสือสุทธิมาย้ายชื่อออกจากสังกัดวัดสามชุกโดยเร็ว

‘เฉลิมชัย’ นำ ‘พระแม่พาติว’ ติดอาวุธ- สานฝัน ม.ปลาย สู่รั้วมหาวิทยาลัย

https://www.naewna.com/local/841628

'เฉลิมชัย'  นำ 'พระแม่พาติว' ติดอาวุธ- สานฝัน  ม.ปลาย  สู่รั้วมหาวิทยาลัย

‘เฉลิมชัย’ นำ ‘พระแม่พาติว’ ติดอาวุธ- สานฝัน ม.ปลาย สู่รั้วมหาวิทยาลัย

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.08 น.

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ที่โรงเรียนวัดบวรมงคล  เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร  ดร.เฉลิมชัย  ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  พร้อมด้วย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค ผศ.ดร.เจนจิรา รัตนเพียร  โฆษกพรรค  นายธนิตพล  ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรค และนางเจิมมาศ จึงเลิศสิริ อดีต สส. กทม.  ร่วมกับ พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิตย์ สก. บางพลัด พรรคประชาธิปัตย์ นำติวเตอร์ชั้นนำระดับประเทศ  พร้อมมอบหนังสือคู่มือการติวเข้ม ผ่าน โครงการพระแม่พาติว ส่งตรงให้กับนักเรียนมัธยม 4-6 ในพื้นที่เขตบางพลัด กทม.ซึ่งกำลังเตรียมตัวลงสู่สนามสอบเข้ามหาวิทยาลัยเร็ว ๆ นี้

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า พรรคประชาธิปัตย์อยากให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในด้านการศึกษา จึงจัดโครงการพระแม่พาติว  เป็น โครงการที่พรรคประชาธิปัตย์ จับมือกับติวเตอร์ชั้นนำของประเทศ โดยการประสานงานของ ผศ.ดร.เจนจิรา รัตนเพียร  รองอธิการบดี  มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ในฐานะโฆษกพรรคประชาธิปัตย์  ซึ่งจัดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจะขยายไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ เนื่องจากการให้โอกาสด้านการศึกษาเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และพรรคเชื่อว่าการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องบวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้เรียน จะทำให้ประสบผลสำเร็จได้  

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้พรรคยังได้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดแนวทางและทิศทางขับเคลื่อนพรรค  ที่ผ่านมาได้มีการจัดสัมมนาหารือประเด็นปัญหาที่เป็นประโยชน์กับประเทศแล้วหลายครั้ง เช่น การพูดคุยเรื่อง PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบกับชีวิตประชาชน   การจัดเสวนาหาทางรอด กทม. ที่หลายคนคาดการณ์ว่า มีโอกาสจมน้ำสูง  เพื่อหาแนวทางแก้ไขก่อนที่จะเกิดปัญหาในอนาคต ซึ่งทั้งหมดเป็นมิติใหม่ในการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์

รวมพลังระดับชาติ!มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแม็ปปี68

https://www.naewna.com/local/841627

รวมพลังระดับชาติ!มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแม็ปปี68

รวมพลังระดับชาติ!มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแม็ปปี68

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.03 น.

รวมพลังระดับชาติ…ทั้ง ภาครัฐ ประชาสังคม และ 55 องค์กรเอกชน เร่งขับเคลื่อนภารกิจปฏิวัติการศึกษาไทย ผ่านความร่วมมือ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี จัดประชุมเข้ม เดินหน้าวางโรดแม็ป ปี 2568

15 พฤศจิกายน 2567 ผนึกความร่วมมือ รวมพลังระดับประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 มุ่งขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่ความยั่งยืน…มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นำโดย องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ จัดการประชุม “ความร่วมมือ 3 ภาคส่วน รวมพลังสานอนาคตการศึกษาไทยที่ยั่งยืน” ประจำปี 2567 ณ ห้องประชุมบุณยเกต หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีคณะที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง อาทิ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอสซีบี เอกซ์ นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมผู้จัดการใหม่ บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท ทรูดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด และนายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตร 55 องค์กร ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หารือและวางแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป

อันได้แก่ การใช้ระบบ School Management System ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัดสพฐ. เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การระดมทุนในโครงการ “โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ให้ครบตามเป้าหมาย 88 ล้านบาท อีกทั้งจัดตั้งศูนย์ Learning Center นำร่องในโรงเรียนคุณภาพทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัดสพฐ. ภายในปี 2570 ควบคู่กับการจัดหลักสูตรอบรมเพิ่มพูนทักษะการบริหารและการสอนร่วมกับสพฐ. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ภายใต้ความร่วมมืออันเข้มแข็งต่อเนื่องของทุกภาคส่วน ปัจจุบัน มีโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีที่อยู่ในสังกัดสพฐ. เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 6,949 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาสะสมแล้วกว่า 2.31 ล้านคน ขณะที่มีผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) จำนวน 1,900 คน พร้อมด้วย ICT Talent อีก 2,400 คน เพื่อติดตามและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ อีกทั้ง ยังพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา 82,000 คน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ รวม 3,757.59 ล้านบาทในระยะดำเนินงานที่ผ่านมา โดยผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ 5 ยุทธศาสตร์หลัก ผ่านความร่วมมือในการดำเนินงานของ 5 คณะทำงาน ภาครัฐ-เอกชน ที่มาช่วยเสริมแกร่งให้เป็นไปตามเป้าหมายของมูลนิธิฯ ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะอย่างโปร่งใส (Transparency) มุ่งเน้นให้มีการนำระบบ School Management System (SMS) มาใช้กับโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการ พร้อมสร้างมาตรฐานการประเมินเชิงคุณภาพด้วย Chula Model และการปรับตัวชี้วัดตามบริบทโรงเรียน  ทั้งนี้ ยังวางแผนถอดบทเรียนโรงเรียนต้นแบบเพื่อขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป

2.ยุทธศาสตร์ที่ 2 : กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม (Market Mechanisms) ส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยเปิดโอกาสให้ร่วมระดมทุนในโครงการ “โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” โดยมีเป้าหมายจัดหาโน้ตบุ๊กให้โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ระดมทุนได้แล้วกว่า 23 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังพัฒนาศักยภาพ School Partner พนักงานจิตอาสา ให้มีส่วนร่วมวิเคราะห์และประเมินโรงเรียนตามหลักยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

3.ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน (High Quality Principals & Teachers) มูลนิธิฯ มีนโยบายพัฒนา “ICT Talent ภาครัฐ” ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนภายในปี 2570 รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์การโอนย้าย การประเมินวิทยฐานะ และการปรับเงินเดือนให้กับครูและผู้บริหาร นอกจากนี้ ยังมีโครงการอบรมเข้มข้นเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้สอนสู่การเป็นครูผู้ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

4.ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ (Child Centric & Curriculum)  สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ Learning Center ในโรงเรียนคุณภาพ 1 โรงเรียนต่อ 1 เขตพื้นที่เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้เด็กได้เรียนตามความสนใจ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล

5.ยุทธศาสตร์ที่ 5 : การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Infrastructures) มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในโรงเรียน เพื่อรองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต รวมถึงการติดตั้งการคัดกรองข้อมูล (Filtering Software) เพื่อให้เยาวชนเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย พร้อมส่งเสริมหลักสูตรด้านเทคโนโลยี AI และทักษะดิจิทัล

แนวทางยุทธศาสตร์ 5 หลักนี้ ได้นำมาประยุกต์ใช้ในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี จนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบคอนเน็กซ์อีดีสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังเช่น โรงเรียนบ้านตำหรุ (วิงประชาสงเคราะห์) จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนคณะครูและนักเรียน ได้มาร่วมนำเสนอแนวทางความสำเร็จในการพัฒนาโรงเรียนตามแนวทางดังกล่าว ทั้งนี้ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ยังคงยืนหยัดในการพัฒนาการศึกษาไทย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ทั้งในเชิงนโยบาย การสนับสนุนโรงเรียนและบุคลากร ตลอดจนการมอบโอกาสให้เยาวชนทุกคนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อสร้างสรรค์สังคมและประเทศให้ก้าวไกล

สำหรับองค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-858-1881-2 หรืออีเมล : Partners.connexted@gmail.com รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิฯ ได้ที่ connexted.org

#มูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี #CONNEXTEDfoundation

เว็บไซต์: http://connexted.org

FB: CONNEXT ED

‘ร้านกาแฟเด็กน้อย’ทำมือ‘รร.บ้านราษฎร์ดำเนิน’ชัยภูมิ ฝีกทักษะนักเรียนปูทางสร้างอนาคต

https://www.naewna.com/local/841626

‘ร้านกาแฟเด็กน้อย’ทำมือ‘รร.บ้านราษฎร์ดำเนิน’ชัยภูมิ ฝีกทักษะนักเรียนปูทางสร้างอนาคต

‘ร้านกาแฟเด็กน้อย’ทำมือ‘รร.บ้านราษฎร์ดำเนิน’ชัยภูมิ ฝีกทักษะนักเรียนปูทางสร้างอนาคต

วันศุกร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.57 น.

‘ร้านกาแฟเด็กน้อย’ทำมือ‘รร.บ้านราษฎร์ดำเนิน’ชัยภูมิ ฝีกทักษะนักเรียนปูทางสร้างอนาคต

การปูทางสร้างอาชีพให้กับเด็กและเยาวชนตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียน กลายเป็นการเรียนรู้วิถีใหม่ที่หลายๆโรงเรียนเลือกนำมาปรับใช้ในกระบวนการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน “รร.บ้านราษฎร์ดำเนิน” ต.หนองบัวแดง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นอีกสถาบันการศึกษาที่นำแนวทางดังกล่าวมาปฏิบัติจนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

พิไลลักษณ์ ตาปราบ ผู้อำนวยการ รร.บ้านราษฎร์ดำเนิน เล่าว่า พื้นฐานของชุมชนทำอาชีพเกษตรกรรม ครอบครัวของนักเรียนไม่ได้มีฐานมากนัก เด็กหลายคนขาดโอกาสในการเรียนรู้และการเพิ่มประสบการต่างๆ ในเมื่อโรงเรียนถือเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเขา เราจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสและประสบการณ์ชีวิตให้แก่นักเรียนให้ได้มากที่สุด และถือเป็นโอกาสดีที่ทางโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED) เมื่อปี 2561 โดยได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟ เมื่อปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ในโครงการอนุรักษ์ขนมไทยใส่ใจเยาวชนก่อน และต่อยอดสู่ โครงการขนมหวานและเบเกอรี โครงการกาแฟเด็กน้อยทำมือ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้แบบครบวงจร เพื่อให้มีทักษะในการทำเครื่องดื่มชนิดต่างๆ เกิดทักษะการค้าขาย การทำบัญชี และการบริการ เป็นพื้นฐานอาชีพให้กับนักเรียน

“แม้ว่าโรงเรียนของเราจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนรวม 58 คน แต่เราหวังอย่างยิ่งว่านักเรียนที่จบไปจากที่นี่ ต้องมีความรู้ที่เป็นแนวทางประกอบอาชีพในอนาคต จึงขอเข้าร่วมโครงการ CONNEXT ED เพื่อให้เด็กๆ มีความรู้ในวิชาชีพต่างๆ ให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้และปฏิบัติจริง ฝึกความสามัคคี ความซื่อสัตย์  ความอดทน และยังได้เรียนรู้ด้านการบริการ สามารถหารายได้ระหว่างเรียน ได้รู้เรื่องการทำบัญชีรายรับรายจ่าย และในที่สุดจะนำความรู้ไปต่อยอดเป็นอาชีพ สร้างรายได้นำมาพัฒนาชุมชนของตนเอง วันนี้ทั้ง 3 โครงการ ถูกจัดเข้าไปในกิจกรรมชุมนุม ทำให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง เรียนรู้อย่างมีความสุข และเป็นงานอาชีพที่ทันสมัยเหมาะกับยุคปัจจุบัน” ผอ.พิไลลักษณ์ กล่าว

ผอ.พิไลลักษณ์ บอกอีกว่า ตอนนี้โรงเรียนบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการฯ ที่ต้องการให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ได้ลงมือทำมากกว่าการเรียนการสอนบนกระดาษ ที่จะกลายเป็นพื้นฐานความรู้ติดตัวพวกเขาตลอดไป และยังได้ขยายผลสำเร็จของโครงการฯ ด้วยการช่วยเหลือสังคม ผ่านการทำโรงทาน รวมถึงการที่เด็กๆเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ ส่วนเป้าหมายต่อไปในการดำเนินโครงการ คือ การบริการนอกสถานที่ อาทิ จัดบูธ ขายสินค้าและบริการในกิจกรรมของชุมชน อย่างเช่น ถนนคนเดิน และงานร้องเพลงในสวน

สำหรับตัวแทนนักเรียนในโครงการฯ ดญ.กนกกาญน์ บุญกุล นักเรียนชั้น ป.6 บอกถึงความรู้สึกว่า ทั้งตื่นเต้นและดีใจที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบทั้งการชงกาแฟ การทำน้ำสมุนไพร การทำน้ำผลไม้ ขนมไทย เบเกอรี และยิ่งได้ไปออกบูธในงานต่างๆ ก็ยิ่งภูมิใจมาก และถือว่าได้ฝึกการบริการแก่ลูกค้า ทั้งได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้แก่กัน และยังได้ฝึกการทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ด้าน ดญ.พูลทรัพย์ แสนภูงา ชั้น ป.4กล่าวขอขอบคุณซีพีเอฟที่สนับสนุนให้ทุนเริ่มต้นโครงการฯ ทำให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ เป็นพื้นฐานอาชีพ สิ่งที่ไม่เคยทำก็ได้ ทำได้เรียนรู้ และภูมิใจมากที่น้ำชง และขนมที่พวกเราได้ลงมือทำด้วยตนเอง สามารถสร้างรายได้เข้าเป็นกองทุนให้กับร้าน และต่อยอดทำกิจกรรมอื่นๆได้

โรงเรียนบ้านราษฎร์ดำเนิน ยังคงต่อยอดพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างยั่งยืน และผลักดันให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และต้นแบบในการส่งเสริมทักษะอาชีพด้านการทำกาแฟและเบเกอรีอย่างครบวงจร รวมทั้งการทำขนมไทย ที่กลายเป็นพื้นฐานให้เด็กและเยาวชน สู่การเป็นนักธุรกิจน้อย ที่ใช้ประกอบอาชีพของตนเองต่อไปในอนาคต