สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก  PM 2.5  โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. วว. และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ที่ได้ร่วมกันพัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผา มาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่ “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพอากาศที่ยั่งยืนต่อไป

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ระบบที่ปลอดการเผา โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นวัสดุปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 และลดจุดความร้อน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่การเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาสวนลดฝุ่นในเขตเมือง เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพของนักเรียนและประชาชนในชุมชน

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมนักวิจัย วว. พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อใช้ประโยชน์จากพรรณไม้ดอกไม้ประดับและข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย มาประยุกต์ใช้ในการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงเรียน ให้เป็นสวนต้นแบบที่สามารถป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับนักเรียน อาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และพร้อมเดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก โดยทีมนักวิจัย วว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ได้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.59 น.

นายพิสุทธ์ ยงค์กมล กรรมการบริหารกลุ่มสถาบันการศึกษาในเครือสารสาสน์ เป็นประธานเปิดงาน “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” โดยมี ดร.ยงสิทธิ์ ยงค์กมล และ พระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ร่วมเปิดงาน ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต

นายพิสุทธ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันครู สถาบันในเครือสารสาสน์ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมคุณค่าความเป็นครู จึงจัดทำโครงการ “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” เพื่อเทิดพระเกียรติ “พ่อครูแห่งแผ่นดิน” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “แม่ครูแห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงเป็นต้นแบบของครูผู้ให้ ทั้งด้านความเมตตา ความเสียสละ และการทำนุบำรุงการศึกษาไทย

โครงการนี้มุ่งปลูกจิตสำนึกแห่งการให้แก่ผู้เข้าร่วม ผ่านการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตระหนักถึงคุณค่าความเป็นครู ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันแก่ผู้ขาดแคลนและผู้พิการ การจัดโครงการ “Pay It Forward” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมวันครู หากแต่เป็นการสืบสานพลังแห่งความดี จากครูสู่ศิษย์ จากสถานศึกษาสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเกื้อกูลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการยังได้รับพลังขับเคลื่อนสำคัญจากเยาวชนผู้นำนักเรียนในโครงการ Sarasas Youth Leadership ซึ่งมีบทบาทในการร่วมวางแผนและดำเนินกิจกรรมระดมทุนด้วยจิตอาสา เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนยากไร้และผู้ด้อยโอกาส การมีส่วนร่วมของเยาวชนในครั้งนี้สะท้อนถึงการปลูกฝังคุณค่าความเป็น “ผู้ให้” การพัฒนาภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมในอนาคต

อีกทั้ง โครงการดังกล่าวยังมุ่งสืบสานคุณค่าความเป็นครูผู้ให้ ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรมและจิตสำนึกรักสังคม (CSR) โดยมุ่งเน้นให้ผู้พิการและเด็กด้อยโอกาสที่ขาดแคลน จำนวน 1 ภาค / 1 โรงเรียน ได้รับความสุข แรงบันดาลใจ และพลังบวกในการดำเนินชีวิต ผ่านการบรรเลงดนตรีและการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม อาทิ

                •             Sarasas Jazz Big Band (SJB) วงแจ๊สในเครือสารสาสน์

                •             Sarasas Cantabile Chorus (SCC) วงขับร้องประสานเสียงครูในเครือสารสาสน์

                •             Sarasas Affiliated Chorus (SAC) วงขับร้องประสานเสียงนักเรียนในเครือสารสาสน์

                •             วง Symphony Orchestra จากตัวแทน 3 โรงเรียนในเครือสารสาสน์ ได้แก่ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา โรงเรียนสารสาสน์พิทยา และโรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน

ภายในงานยังมีการฉายภาพยนตร์สั้น “Pay It Forward” ซึ่งจัดสร้างโดยคณะกรรมการบริหารสถาบันการศึกษาในเครือสารสาสน์ ภายใต้แนวคิดการส่งต่อความงดงามแห่งการเรียนรู้ สะท้อนคุณค่าการดูแลตนเองและผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม ภาพยนตร์ดังกล่าวสร้างสรรค์ขึ้นในปี พ.ศ. 2568 ณ โรงเรียนในเครือสารสาสน์ โดยความร่วมมือของนักเรียน คุณครู และบุคลากรทุกฝ่าย ร่วมกับบริษัท สตูดิโอคำม่วน จำกัด เพื่อส่งเสริมแนวคิดการเป็น “ผู้ให้” และการแบ่งปันความปรารถนาดีอย่างต่อเนื่องในสังคม

ในโอกาสนี้ ยังได้มีพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนผู้พิการและโรงเรียนผู้ด้อยโอกาส เพื่อเป็นการส่งต่อโอกาสทางการศึกษา และตอกย้ำเจตนารมณ์ของโครงการ “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” ที่มุ่งสร้างคุณค่าทางใจ ควบคู่กับการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

“ในหลวง-พระราชินี” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบผู้บาดเจ็บจากเหตุเครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่ม และทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พร้อมพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่มลงบริเวณเกาะกลางถนนพระราม 2  อำเภอเมืองสมุทรสาคร   จังหวัดสมุทรสาคร และทับรถยนต์ที่แล่นผ่านมา ทำให้มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิต  ในการนี้  ทรงรับผู้บาดเจ็บทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  และทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้งพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

วันที่  17 มกราคม 2569   เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ นางศรีไพร นามกรณ์  ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่มลงบริเวณเกาะกลางถนนพระราม 2  หน้าโรงแรมปารีส การ์เด้นท์ อินน์  เชิงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน  อำเภอเมืองสมุทรสาคร   จังหวัดสมุทรสาคร และทับรถยนต์ที่แล่นผ่านมา  เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ  โรงพยาบาลเจษฎา 2 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากนั้น

เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำนาจ เจริญศรี  ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ นายไหน่ อู ( MR.NAING OO) ชาวเมียนมาร์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลมหาชัย 1 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  กับทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ กับพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพ รายละ 20,000 บาท  แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย  การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

‘เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ’ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึง ‘บัณฑิตจบใหม่’ ทั่วประเทศ

        ปัจจุบันสถานการณ์สังคมและโลกกำลังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากการที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในชีวิตมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้โลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ โดยงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) ที่เผยแพร่เมื่อ พ.ย. 2568 ชี้ว่า AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้แล้วถึง 11.7% ของตลาดแรงงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ปี 2568 ยังได้กลายเป็นอีกปีที่สร้างปรากฏการณ์เลิกจ้างคนมหาศาลทั่วโลก อย่างบริษัทในสหรัฐฯ มีการเลย์ออฟพนักงานแล้วกว่า 1.17 ล้านตำแหน่ง โดยสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ยังมีการปลดพนักงานถึง 1.4 หมื่น – 3 หมื่นคน เพื่อลดโครงสร้างองค์กร และสนับสนุนการใช้ AI หรือ Nissan เอง ก็มีแผนจะลดจำนวนพนักงานราว 2 หมื่นตำแหน่งทั่วโลก คลื่นเลิกจ้างเหล่านี้ยังมาพร้อมกับการลดตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นอีกด้วย

        เนื่องในบรรยากาศวันรับปริญญาของบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในปี 2569 นี้ คนธรรมศาสตร์หลายช่วงวัย (Generation) ตั้งแต่ Gen Alpha ไปจนถึง Gen Baby boomer จึงขอมอบถ้อยความกำลังใจ รวมถึงเช็กลิสต์ทักษะจำเป็นที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงาน เพื่อเป็นของขวัญให้กับบัณฑิตทั่วประเทศที่กำลังจะผลัดใบไปสู่ชีวิตการทำงาน

— อย่าหยุดเรียนรู้ อย่าท้อเมื่อล้มเหลว —

เริ่มกันที่ Gen Baby boomer อย่าง . (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กลั่นกรองประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยถ้อยความกระชับว่า การเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ไม่ใช่การต้องหยุดเรียนรู้ หากแต่เป็นการเรียนรู้ในขณะที่ประกอบอาชีพไปด้วย ฉะนั้น สิ่งสำคัญคืออย่า

หยุดที่จะเรียนรู้ และจงหมั่นทบทวน ขวนขวายความรู้อยู่เสมอ นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ควรต้องเตรียมก็คือ ทักษะในการแก้ไขปัญหา อันถือเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะสำหรับชีวิตส่วนตัว หรือชีวิตการทำงาน ในการทำงานมีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ เมื่อล้มเหลวก็อย่าได้ท้อ ให้ใช้ความล้มเหลวเป็นครูหาทางแก้ไขเพื่อไปสู่ความสำเร็จ

“บัณฑิตปัจจุบันถือเป็นอนาคตของชาติ กล่าวคืออนาคตของประเทศอยู่ในมือของเขาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้มีการนำความรู้ที่ได้มาและความตั้งใจไปใช้ในการทำงาน และไม่ใช่แค่เพื่อครอบครัวหรือตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น หรือสังคมและประเทศด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถไปด้วยกันได้” อาจารย์นรนิติ กล่าวเสริม

— เทคโนโลยีและจริยธรรมในการใช้งาน —

ต่อมาที่ Gen X ทาง . ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า จากการที่ AI เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของทุกคนในปัจจุบัน และจะเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบงานในทุกอาชีพ ทักษะที่ทุกคนควรจะมีคือ การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่องานหรือหน้าที่ความรับผิดชอบ และที่สำคัญคือการใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม       มีจริยธรรม รวมถึงเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สามารถอยู่รอดในตลาดแรงงานได้ในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น ถึงแม้ทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทักษะพื้นฐาน อย่างการคิดแบบมีเหตุมีผล การวิเคราะห์และแยกแยะ การมีวินัย การเคารพตัวเองและผู้อื่น  การทำงานร่วมกับคนอื่น ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งและจะขาดไปไม่ได้ เพื่อเป็นทั้งหลักยึดในการทำงาน และหลักยึดในการดำเนินชีวิตต่อไปหลังจากนี้

— 3 สิ่งที่ควรมี กับ 3 สิ่งที่ควรทิ้งไป —

ในส่วน Gen Y ผศ. ดร.สุภมาส สุชาตานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า 3 สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่โลกการทำงาน คือ 1. การมีใจสู้พร้อมรับทุกความผิดหวังที่เจอ 2. อย่าหยุดเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง แต่ให้เป็นนักเรียนของโลกใบนี้ไป

ตลอดชีวิต (Live Long Learning) และ 3. ขอให้ทุกคนเปิดใจยอมรับความแตกต่าง มีความเข้าอกเข้าใจ และให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะโลกในการทำงานจะมีคนหลากหลายทั้งในแง่อายุ และความคิด

เมื่อมีสิ่งที่ต้องเตรียมแล้ว ผศ. ดร.สุภมาส มองว่า มีอีก 3 สิ่งที่ควรทิ้งไปด้วย ได้แก่ 1. ความคิดที่ตายตัว และเป็นสูตรสำเร็จ เพราะในชีวิตจริงไม่มีเฉลยท้ายบทเหมือนในห้องเรียน แต่เต็มไปด้วยทางเลือก และคำตอบนับไม่ถ้วน ซึ่งจะต้องตัดสินใจตามบริบทที่เกิดขึ้นขณะนั้น 2. ทิ้งการละเลยสุขภาพทั้งกายและใจ เพราะสุขภาพเป็นต้นทุนสำคัญในการทำงานที่นำกลับมาได้ยากหากไม่มีการดูแลตอนอยู่ในช่วงวัยที่ยังทำได้ และ 3. ทิ้งการปล่อยโอกาส โดยถ้าเจอโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิตอย่าปล่อยให้หลุดมือ และอย่ากลัวที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา หรือคิดว่ายังไม่เก่งพอ แต่ให้ทำให้ตัวเองดีพอจะรับโอกาส หรือสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองและผู้อื่นได้

— อย่ากดดัน ทำในสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ —

ขณะที่ Gen ซึ่งอยู่ในช่วงวัยเดียวกันบัณฑิตทั่วประเทศในปีนี้อย่าง Gen Z นั้น ดลยวัต สร้อยสนธิ์ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกปัจจุบันคือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน ความตึงเครียดและความขัดแย้ง (Disruptive Era) จากสถานการณ์ของภูมิรัฐศาสตร์ และระบบเศรษฐกิจทั่วโลก จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ บัณฑิตในยุคปัจจุบันจึงถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะควบคุม หรือกำหนดสถานการณ์ของโลกหลังจากนี้ต่อไป

ดังนั้น จึงอยากให้ขอเสนอให้บัณฑิตมีการเตรียมตัวใน 5 เรื่องก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยแนวคิด GRAD+ โดย G คือ Good Principle หรือการมีหลักการที่ดีและมั่นคง รวมถึงรู้จักรักและเคารพตัวเอง ส่วน R คือ Resilience หรือการล้มแล้วลุกได้ แม้เจอความผิดหวังและเสียใจ ขณะที่ A คือ Accept หรือการยอมรับความแตกต่างหลากหลายอื่นๆ นอกจากกรอบความคิดเดิมของตัวเอง และ D คือ Delight หรือ ความสุขและความปีติ โดยมองโลกในแง่บวกอย่างสมเหตุสมผลและอยู่ในความเป็นจริง และสุดท้าย + คือ การยึด 4 เรื่องต่อไปไม่ให้เปลี่ยนแปลง เพื่อจะร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดีไปด้วยกัน

Gen Z อีกคนหนึ่งอย่าง สริตา ชนกนำชัย บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 ผู้ได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมิพล ซึ่งเข้าสู่โลกการทำงานแล้ว ได้สื่อสารถึงเพื่อนบัณฑิตว่า อยากให้บัณฑิตทุกคนเตรียมสภาพใจให้พร้อมรับสิ่งที่จะต้องเจอในโลกการทำงาน เนื่องจากไม่ว่าตอนเรียนจะมีการเตรียมตัว และเรียนรู้มามากขนาดไหน แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริงจะพบแต่ความท้าทาย สิ่งที่อาจทำให้

ผิดหวัง ความเหนื่อยล้า และความเสียใจ รวมถึงสภาพแวดล้อมจะแตกต่างจากการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง

“แม้ด้วยสถานการณ์ภายนอกต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเศรษฐกิจหรือสังคม แต่อยากบอกบัณฑิตทุกคนว่าอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป และทำสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ให้ดีที่สุด อย่าไปกังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มากนัก” สริตา กล่าวให้กำลังใจบัณฑิตทุกคน

— จงเชื่อมั่นในตนเอง —

ปิดท้ายด้วยน้องเล็กสุดอย่าง Gen Alpha ชินวีร์ วิเศษสรรค์ หรือ น้องชิน นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 และประธานคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้สะท้อนความคาดหวังถึงบัณฑิตจบใหม่ว่า คาดหวังว่าบัณฑิตที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยความสดใหม่ของความรู้ แนวคิด และอุดมคติ จะนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้การทำงาน สร้างอิทธิพลเชิงบวก และขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอนาคตให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

“ขอเป็นกำลังใจให้บัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ และอยากให้เชื่อมั่นในตัวเอง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะโลกน่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากในอนาคตจากเทคโนโลยี และปัจจัยต่างๆ และในฐานะคนรุ่นถัดไปการได้เห็นพี่ๆ บัณฑิตเติบโต เรียนรู้ และปรับตัวกับโลกจะเป็นอีกแรงบันดาล จะบทเรียนสำหรับการเรียนรู้ได้อย่างดีในอนาคต” ชินวีร์ กล่าวในตอนท้าย

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ ‘แม่ทัพกุ้ง’ มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ 'แม่ทัพกุ้ง' มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ ‘แม่ทัพกุ้ง’ มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ม.วงษ์ชวลิตกุล มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ‘พล.อ.บุญสิน พาดกลาง’ เชิดชูเกียรติผู้สร้างคุณูปการ ต้นแบบผู้จัดการความมั่นคงยุคใหม่

วันที่ 17 มกราคม 2569 สภามหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล มีมติเห็นชอบมอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ ประจำปีการศึกษา 2567 แด่ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาหารทหารบกเพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ และอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสังคมอย่างต่อเนื่อง

การมอบปริญญากิตติมศักดิ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทของ พลเอก บุญสิน ในการเป็นแบบอย่างของ “ผู้จัดการความมั่นคงยุคใหม่” ที่สามารถบูรณาการศาสตร์ด้านการจัดการเข้ากับภารกิจความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล รอบคอบ และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นศูนย์กลาง

สภามหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ได้หม้อปริญญาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในครั้ง ไม่เพียงเป็นการเชิดชูเกียรติบุคคลผู้สร้างคุณูปการ หากยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมคุณค่าแห่งความเป็นผู้นำ การเสียสละ และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา

พิธีมอบปริญญาดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ สะท้อนเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยในการยกย่องบุคคลต้นแบบ และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เช็คเลย! พื้นที่ไหนบ้าง หมอกหนา-ฝุ่นหนัก พยากรณ์อากาศ 24 ชม.นี้

เช็คเลย! พื้นที่ไหนบ้าง หมอกหนา-ฝุ่นหนัก พยากรณ์อากาศ 24 ชม.นี้

เช็คเลย! พื้นที่ไหนบ้าง หมอกหนา-ฝุ่นหนัก พยากรณ์อากาศ 24 ชม.นี้

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.14 น.

17 มกราคม 2569 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่ลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือตอนบนและลาวตอนบน ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออก ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง  และเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอก รวมทั้งระวังอันตรายจากอัคคีภัยเนื่องจากสภาพอากาศแห้งไว้ด้วย 

สำหรับภาคใต้มีฝนเล็กน้อยบางพื้นที่ เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังอ่อนปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ โดยคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในเดินเรือด้วยไว้ด้วย

ฝุ่นละอองในระยะนี้ ประเทศไทยตอนบนมีการสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงมาก เนื่องจากการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี และมีลมอ่อน

สำหรับ พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06:00 น. วันนี้ ถึง 06:00 น. วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ

อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 14-19 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส  บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-14 องศาเซลเซียส  ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 15-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-15 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคกลาง

อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออก

อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ส่วนมากตามแนวชายฝั่งทะเล  อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)

อากาศเย็นในตอนเช้าทางตอนบนของภาค โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 19-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นมา: ลมตะวันออก ความเร็ว 15–30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร  ตั้งแต่จังหวัดสงขลา ลงไป: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15–30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร 

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก)

อากาศเย็นในตอนเช้าทางตอนบนของภาค โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

กรุงเทพและปริมณฑล

อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

‘ในหลวง–พระราชินี’ พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบผู้บาดเจ็บเครนถล่มรถไฟสีคิ้ว

'ในหลวง–พระราชินี' พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบผู้บาดเจ็บเครนถล่มรถไฟสีคิ้ว

‘ในหลวง–พระราชินี’ พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบผู้บาดเจ็บเครนถล่มรถไฟสีคิ้ว

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

มหามงคลปลื้มปีติ ‘ในหลวง–พระราชินี’ พระราชทานตะกร้าสิ่งของเยี่ยมผู้บาดเจ็บเหตุเครนถล่มรถไฟสีคิ้ว ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

16 มกราคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ นางกิรณา สมใจ ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟเหตุเกิดบริเวณบ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา และไปมอบแก่ นางเสาวลักษณ์ อุทัยรังษี ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา และไปมอบแก่ นางสุดใจ ชาลา , นายอนันต์ นาคาพงษ์ , นางต้อย กนกฉันท์ , นายสมชาย วัฒนวรเดช , นางสาวธัญวลัย จำแน่น , นางสุพัตรา แสงฤทธิ์ , นางหยัด บุญกิด , นางสมปอง บังเอิญ , นายสงบ  บังเอิญ , นางสายที เกตุเปีย , เด็กชายจันทร์พิสุข เกตุเปีย และเด็กหญิงชนิสรา ทิษะสุข ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

สมเด็จพระสังฆราช ประทานคติธรรม เนื่องในโอกาสวันครู 2569

สมเด็จพระสังฆราช ประทานคติธรรม เนื่องในโอกาสวันครู 2569

สมเด็จพระสังฆราช ประทานคติธรรม เนื่องในโอกาสวันครู 2569

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานคติธรรม เนื่องในวันครู 16 มกราคม 2569 ความว่า 

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบริบูรณ์ด้วยพระคุณาลังการครบถ้วนทุกสถาน ทรงเป็น “บรมครู” ผู้ประเสริฐสูงสุดของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยเหตุที่ทรงพระพุทธคุณอันนักปราชญ์ได้ร้อยกรองสรรเสริญไว้จำแนกได้ ๙ ประการ ที่เรียกว่า “นวารหาทิคุณ” ทั้งนี้ หนึ่งในพระพุทธคุณ ๙ อันบุคคลผู้อยู่ในฐานะครูอาจารย์ พึงน้อมนำมาเป็นแบบอย่างทางประพฤติของตนๆ ให้ได้แม้เศษเสี้ยวหนึ่งแห่งพระคุณสมบัติก็ยังดี ได้แก่ พระพุทธคุณข้อที่ว่า “วิชชาจรณสมุนโน” อันหมายถึงการที่ทรงเพียบพร้อมด้วย “วิชชา” คือความรู้ดีและรู้ชอบ ตั้งแต่ความรู้ระดับพื้นฐานจนกระทั่งความรู้ระดับสูงสุด เพื่อจักได้สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่งและ “จรณะ” คือความประพฤติดี สามารถประพฤติได้ตามที่รู้ เช่น ความสำรวมในศีล มีจรรรยามารยาทเรียบร้อย เป็นต้นเพื่อจักได้เป็นแบบอย่างอันดีงามให้ผู้รับได้เจริญรอยตามได้อย่างใจ

ครูทุกคนมีหน้าที่อบรมสั่งสอนศิษย์ ให้เจริญก้าวหน้าทั้งทางความรู้และความประพฤติดี จึงจำเป็นต้องหมั่นพัฒนาตนเองให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทั้งสองประการอย่าให้ย่อหย่อนหรือถดถอยได้ เมื่อครูเป็นทั้งคนเก่งและคนดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย สมฐานะแห่งคุรุฐานียะแล้ว ย่อมเป็นแม่พิมพ์ที่สามารถผลิตบุคลากรที่เก่งและดีออกมารับใช้สังคมไทยให้วัฒนาสถาพรได้สมดังปณิธานปรารถนา

เนื่องในวันครู พุทธศักราช 2569 ขออนุโมทนากุศลจริยาของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนและขออำนวยพรให้ท่านจงเจริญด้วยกำลังแห่งวิชชาและจรณะ เพื่อเป็นกำลังอุดหนุนค้ำจุนสังคมไทยสืบสืบไป เทอญ

นักศึกษาเภสัชศาสตร์ ม.สยาม คว้ารางวัลระดับนานาชาติ ‘UN SDGs Ideathon’ ที่เกาหลีใต้

นักศึกษาเภสัชศาสตร์ ม.สยาม คว้ารางวัลระดับนานาชาติ ‘UN SDGs Ideathon’ ที่เกาหลีใต้

นักศึกษาเภสัชศาสตร์ ม.สยาม คว้ารางวัลระดับนานาชาติ ‘UN SDGs Ideathon’ ที่เกาหลีใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

นักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม  สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันด้วยการคว้ารางวัลจากเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ UN SDGs Ideathon for Bio-Healthcare Solutions ซึ่งเป็นการแข่งขันพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)

ในการแข่งขันครั้งนี้

1.            นายรติภัทร นภานุรักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้รับ รางวัลชนะเลิศ (First Prize) พร้อม รางวัล Sustainability Award

2.            นางสาวพิมพิศา อัครมหาโชติ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 (First Runner-Up Prize) พร้อม รางวัล Sustainability Award

3.            นายหฤษฎ์ มหาโชคเลิศวัฒนา นักศึกษาชั้นปีที่ 5 ได้รับ รางวัล Innovation Award

การแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–10 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ Daegu Health College เมืองแทกู สาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยมีนักศึกษาและผู้เข้าร่วมจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมเสนอแนวคิดและนวัตกรรมด้านชีวการแพทย์และการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถของนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและระบบสุขภาพในระดับนานาชาติ อันเป็นความภาคภูมิใจของสถาบันและวงการการศึกษาไทยอย่างยิ่ง

-(016)

ในหลวง พระราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต เหตุเครนรถไฟถล่ม ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวง พระราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต เหตุเครนรถไฟถล่ม ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวง พระราชินี ทรงรับผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต เหตุเครนรถไฟถล่ม ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

“ในหลวง-พระราชินี”ทรงห่วงใยและทรงเสียพระราชหฤทัย  ต่อเหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟ ทรงรับผู้เจ็บจากไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และทรงรับศพผู้เสียชีวิต ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ทรงห่วงใยและทรงเสียพระราชหฤทัย  ต่อเหตุการณ์เครนใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ถล่มทับรถไฟ                     ขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี ที่ตำบลสีคิ้ว  อำเภอสีคิ้ว  จังหวัดนครราชสีมา   ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก  ในการนี้  ทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  และทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์  รวมทั้ง พระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

ตามที่เกิดเหตุการณ์เครนใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ถล่มทับรถไฟ ขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี ขณะกำลังแล่นผ่าน ช่วง กม.รถไฟที่ 220 หลัก 9 หมู่ที่ 11 บ้านถนนคต  ตำบลสีคิ้ว  อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ และรถไฟตกราง ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงติดตามสถานการณ์  ทรงห่วงใยและทรงเสียพระราชหฤทัย ด้วยทรงทราบว่ามีประชาชนเสียชีวิตและ ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก 

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และทรงรับศพผู้เสียชีวิต ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์  รวมทั้งพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพ รายละ จำนวน 20,000 บาท แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย