ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812347

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดใหญ่ “อว.แฟร์ SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค” พร้อมโชว์ศักยภาพของไทยในการพัฒนา เศรษฐกิจด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ภายในงานพบกับนิทรรศการ 6 โซน ตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย อาทิ โซน Inspiration by Science ปลุกจินตนาการ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ด้วยคาราวานวิทยาศาสตร์พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำน่าตื่นเต้นไปกับ AR / VR และโดม Immersive Artโซน Science for Lifelong Learning นิทรรศการตลาดนัดหลักสูตร ที่รวมเอาหลักสูตรสมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต เพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อากาศยานไร้คนขับ การพัฒนาอุตสาหกรรม oleochemical ให้สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 ภาค

โซน Startup Launchpad นิทรรศการแสดงสินค้านวัตกรรมจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่สาย deep tech เปิดตลาดเป็นผู้นำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โซน Science for Exponential Growth รวบรวมบริการและกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยแพลตฟอร์มอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และกลไกสนับสนุนของกระทรวง อว. โซน Science for All Well-being แสดงสินค้าและบริการนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และโซน Science for Future Thailand ที่รวมเอาเทคโนโลยี ผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเป็นนวัตกรรมล้ำค่าในอนาคต

โดยประเดิมที่แรก ภาคอีสานระหว่างวันที่ 20-22 มิ.ย.2567 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา และจะมีกำหนดจัดอีก 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ วันที่ 27-29 มิ.ย.2567 ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ภาคใต้วันที่ 4-6 ก.ค.2567 ณ อาคารไทยบุรี ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออก วันที่ 11-13 ก.ค.2567 ณ หอประชุมธำรงบัวศรี ม.บูรพา จ.ชลบุรี และพบกับการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่“อว.แฟร์” ส่วนกลาง ระหว่างวันที่ 22-28ก.ค.2567 เวลา 09.00-20.00 น.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812354

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ  พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดเผยว่า ตามที่ จัดประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2567 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่การเป็นเมืองแห่งศิลปะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในพื้นที่ 3 จังหวัด เมืองแห่งศิลปะ ได้แก่ จ.กระบี่ เชียงราย และนครราชสีมา เพื่อนำโครงการมาสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าทางวัฒนธรรมของแต่ละเมืองมาสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ และสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัด และประเทศอย่างยั่งยืน

โดยขณะนี้ ได้มีการพิจารณาตัดสินโครงการที่ได้รับรางวัลแล้ว จำนวน 18 โครงการ ดังนี้ จ.กระบี่ รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการศาสตร์ศิลป์โนรา มรดกทางภูมิปัญญา จากงาน Local สู่เลอค่า ร่วมสมัย โดย นายวิทวัส ค้าของ รางวัลชมเชย 5 รางวัล ได้แก่ 1.โครงการนิทรรศการจิตรกรรม ตำนาน สืบสานเรือหัวโทง โดย นางอมรรัตน์ ลอเนอร์ 2.โครงการศิลปะเพื่อมวลชน โดย นายคีตการ แก้วเล็ก 3.โครงการจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยริมเขื่อนหน้าเมืองกระบี่ : 3ART in Krabi โดย นายธรรมดิวิชย์ ศรีรุ้ง

4.โครงการกระบี่อาร์ตวีค 2 : ศิลปะเพื่อโลก โดย นายพัฒนศิลป์ ชูทอง และ 5.โครงการทะเลนิยมโดย นายกฤษฎา กันณรงค์ จ.เชียงราย รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการทุกที่คือ แกลลอรี่ พัฒนาสถานประกอบการในจ.เชียงรายให้เป็นพื้นที่ทางเลือกสำหรับจัดแสดงศิลปะร่วมสมัย ไปจนถึงโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก กิจกรรมเวิร์กช็อปด้านศิลปะและที่พำนักศิลปินอย่างยั่งยืน โดย น.ส.กีรติ วุฒิสกุลชัย

รางวัลชมเชย ได้แก่ 1.โครงการแม่ลาว 6.3 โดยกลุ่มศิลปินแม่ลาว 2.โครงการบ่ม เบลนด์ ฟื้นฟูพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ สโมสรสำนักงานยาสูบเมืองเก่าเชียงราย โดยกลุ่ม Blend 3.โครงการออกแบบเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “กาดก้อมเมืองแก้วในม่านหมอก(ควัน)” โดยกลุ่ม Chiangrai Creative Common 4.โครงการสุดยอดบ้านศิลปินถิ่นเชียงราย .. สู่เมืองแห่งศิลปะยั่งยืน โดย สมาคมขัวศิลปะ และ 5.โครงการเชียงรายฟิล์มแลป โดย นางนภกานต์ บุญฑริก

จ.นครราชสีมา รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการ ศิลป์ ดิน สร้างสรรค์มูลค่า ผลผลิตทางวัฒนธรรม โดย นายนิมิต พิพิธกุล รางวัลชมเชย ได้แก่ 1.โครงการแรงบันดาลใจจากภาษาโคราชสู่การออกแบบคาแร็กเตอร์อาร์ตทอยด้วยวัสดุหัตถกรรมงานหล่อหินทรายจากภูมิปัญญาหนองโสน จ.นครราชสีมา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สำหรับครูสอนศิลปะ โดย ผศ.เกรียงไกร ดวงขจร 2.โครงการการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย “ศิลป์อีสาน” ครั้งที่ 2 หัวข้อ ภาพลักษณ์โคราช ภาพลักษณ์อีสาน” โดย ผศ.ชยารัฐ จุลสุคนธ์

3.โครงการการแปรสีธรรมชาติจากขยะดอกไม้สู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเพื่อต่อยอดทักษะทางอาชีพและส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมใน จ.นครราชสีมา โดย น.ส.สิรินภา มิ่งขวัญ 4.โครงการอะซะจั๋นพิมาย : กำเนิดผู้สร้าง สร้างผู้เสพ โดย ภาคีอนุรักษ์เมืองพิมาย และ 5.โครงการนิทรรศการเล่าเรื่องแมวโคราชด้วยไฟดิจิทัล 3D Mapping Projection & Lighing โดย นางอิญชญา คำภาหล้า

‘ศุภมาส’เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812450

'ศุภมาส'เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

‘ศุภมาส’เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.50 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 เตรียมจับมือนำงานวิจัยและนวัตกรรมลดปัญหาอาชญากรรม

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 ซึ่งจัดภายใต้หัวข้อ “การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบังคับใช้กฎหมายในสังคมดิจิทัล” โดยมี พล.ต.ท.ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้บริหารโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ณ ห้องประชุมเตมียเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมโลกสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้พรมแดน ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทำให้การดำรงชีวิตได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมา ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ ต้องรับผลกระทบจากกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ ส่วนหนึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมที่มีรูปแบบที่ซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น ทำให้ยากต่อการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างต่อบุคคล เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ

ดังนั้น หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรม รวมทั้ง ภาคประชาชนที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกันถึงวิธีการบังคับใช้กฎหมาย การวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดอาชญากรรม การบริหารองค์กร ตลอดจนการจัดสรรเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความพร้อมต่อการดำเนินงาน เพื่อควบคุมปัญหาอาชญากรรมให้มีอัตราการเกิดน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปฏิรูปและพัฒนาวิทยาการด้านการอำนวยความยุติธรรมให้ทันสมัย มีการผลักดันการใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมกับงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการสร้างมาตรการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมของประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า การจัดการประชุมวิชาการระดับชาติฯ ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจครั้งนี้ นับว่าเป็นเวทีสำคัญ สำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมและอื่นๆ ได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนผลงานทางวิชาการสู่สาธารณชน ทั้งยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปต่อยอดในการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ซึ่งกระทรวง อว.พร้อมร่วมมือกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในทุกมิติ โดยเฉพาะการนำงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องมาร่วมต่อยอดและพัฒนาการดำเนินการเพื่อลดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ กิจกรรมในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 ประกอบไปด้วย การปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ อาชญากรรมในยุคสังคมดิจิทัล โดย ดร.ปริญญา หอมเอนก การเสวนาในหัวข้อ การเฝ้าระวังภัยในยุคสังคมดิจิทัล จากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล รองอธิการบดีฝ่ายความปลอดภัย มหาวิทยาลัยรังสิต, ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และ ร.ต.อ.ดร.เขมชาติ ประกายหงส์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยและผลงานวิชาการสาขาสังคมศาสตร์ อาชญาวิทยา และการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมาย และนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีนักวิชาการสนใจเข้าร่วมนำเสนอเป็นจำนวนมาก บริเวณงานมีการ จัดแสดงนิทรรศการและแสดงบูธผลงาน อาทิ บูธชมรมไซเบอร์ บูธ กสทช. บูธสำนักงานกิจการยุติธรรมฐานข้อมูลงานวิจัยในกระบวนการยุติธรรม บูธโครงการวิจัย และบูธหลักสูตรคณะต่างๆ ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นต้น

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812427

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.55 น.

“ศธ.” สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ พึ่งพาตนเองได้ในสังคม

วันที่ 24 มิถุนายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  เป็นประธานเปิดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับผู้เรียนพิการ สู่การเปลี่ยนผ่าน (ปฐมนิเทศนักศึกษาพิการ ประจำปีการศึกษา 2567) และแสดงผลงานด้านการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา โดยมี นายยศพล เวณุโกศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงายการดำเนินงาน พร้อมกันนี้มี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน จำนวน 481 คน เข้าร่วม และ Online ทางเพจ Facebook ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี 

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน  กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความมุ่นมั่น ตั้งใจในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกคน ยกระดับการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ภายใต้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยเชื่อมั่นว่าผู้เรียนทุกคนจะมีความสุข ถ้าได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคกัน จึงได้กำหนดนโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ให้สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรีมีงานทำ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  มุ่งสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผู้เรียน และประชาชนได้เรียนตามความสนใจและความถนัดของตนเอง โดยเฉพาะผู้พิการที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง จำเป็นต้องได้รับโอกาสในการเข้าถึงทางการศึกษาและการฝึกทักษะวิชาชีพ เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถพึ่งพาตนเอง ใช้ชีวิตในสังคม และเกิดความมั่นคงของชีวิตได้ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของสังคม 

ด้านนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.  กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นำนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ สู่การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา 8 วาระงานพัฒนาอาชีวะ โดยวาระงานที่ 1 “ส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)”  ขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอาชีวศึกษา (Vocational for All) โดย สอศ. ได้จัดจัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาภาค จำนวน 10 ศูนย์ และศูนย์ส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาจังหวัด จำนวน 77 จังหวัด 

จากการดำเนินงานดังกล่าว สอศ. ได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่าน และแสดงผลงานด้านการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมผู้เรียนพิการในมิติต่างๆ โดยภายในงานจัดให้มีนิทรรศการการดำเนินงานศูนย์บริหารงานการศึกษาพิเศษ (ศพอ.) นิทรรศการ 5 เมืองอาชีพ ได้แก่

เมืองผ้าและผลิตภัณฑ์ เมืองศิลปะ เมืองอาหาร เมืองสุขภาพ และเมืองอุตสาหกรรม นิทรรศการนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เพื่อคนพิการและนิทรรศการสถานศึกษาเฉพาะทาง เช่น วิทยาลัยสารพัดช่าง (วช.) สุรินทร์ เฉพาะทางความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย และทางสติปัญญา, วช.เชียงใหม่ เฉพาะทางทางความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างการ และทางสติปัญญา เป็นต้น ซึ่งมีกลุ่มคนพิการทั้ง 7 ประเภท ได้แก่ พิการทางการเห็น พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย พิการจิตใจหรือพฤติกรรม พิการทางสติปัญญา พิการทางการเรียนรู้ และพิการทางออทิสติก ร่วมแสดงผลงานและสาธิตอาชีพด้วย 

“ในปีการศึกษา 2567 มีคนพิการจำนวน 1,853 คน ได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สอศ. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น 2 % จากปีการศึกษา 2566 เพื่อให้คนพิการและประชาชนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้รับการ (Up Skill, Re Skill) มีหลักสูตร 86 หลักสูตร มีคนพิการผ่านการฝึกอบรมแล้วกว่า 2,000 คน สอศ. ให้ความสำคัญกับคนพิการที่เป็นประชาชนกลุ่มเปราะบางในสังคม เพื่อไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และยังเป็นกลุ่มเป้าหมายต่อพัฒนาการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเชื่อมั่นว่าหากกลุ่มคนเหล่านี้ได้รับการขัดเกลาและพัฒนาให้มีศักยภาพเพียงพอแล้ว จะสามารถเป็นกำลังคนของประเทศที่มีประสิทธิภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการสู่สังคม และช่วยสร้างโอกาส ความเสมอภาคสำหรับคนพิการให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาสายอาชีพมากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากศูนย์บริหารงานการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาภาค ศูนย์ส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาจังหวัด สถานศึกษาเฉพาะทางความพิการ สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนคนพิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านคนพิการ 
 

ศาลเยาวชนฯจับมือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์เปิดโครงการ’การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812268

ศาลเยาวชนฯจับมือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์เปิดโครงการ'การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย'

ศาลเยาวชนฯจับมือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์เปิดโครงการ’การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย’

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 12.11 น.

ศาลเยาวชนฯ จับมือโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ กาญจนบุรี เปิดโครงการ “การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย” ตามแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ.2565 -2568 พร้อมมอบป้าย “ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์” หวังอนาคตข้อพิพาทในนักเรียนลดลง

เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ 24 มิ.ย.67 ที่ห้องประชุมกาญจนิกา อาคาร 4 โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี นางกนกพร ศิลาภากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ “การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย”ตามแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ.2565-2568 โดยมีนายมนัส มนัสปิยะเลิศ ผู้ประนีประนอมประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวรายงาน ดร.สมพงษ์ เตชรัตนวรกุล ผู้อำนวยการ โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ กล่าวให้การต้อนรับ มีนางสายพร อินทนินท์ นางกัลยกร จงสกุล ผู้ประนีประนอมฯ นางสาวสิธยา อนุสนธิ์ นักจิตวิทยาชำนาญการพิเศษ คณะผู้พิพากษาสมทบ คณะผู้ประนีประนอมประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี คณะผู้ไกล่เกลี่ยรุ่นเยาว์โรงเรียนวิสุทธรังษี นักเรียนโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาทั้งชายและหญิง กว่า 200 คน เข้าร่วม นอกจากนี้ นางสาวภัทรนันท์ เพิ่มพูล ผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยกระเจาพิทยาคม ได้มอบหมายให้คณะครูและนักเรียนโรงเรียนห้วยกระเจาพิทยาคมจำนวนหนึ่งเดินทางมาร่วมศึกษาดูงานในครั้งนี้ด้วย

โดยหลังจากที่นางกนกพร ศิลาภากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี เปิดโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ ได้ทำพิธีมอบป้าย “ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์”ให้กับทางโรงเรียน โดยมี ดร.สมพงษ์ เตชรัตนวรกุล ผู้อำนวยการ โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ เป็นผู้รับมอบ

นางกนกพร ศิลาภากุล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณความปรารถนาดีที่ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้ความรู้ในด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แก่เด็กและเยาวชนในสถาบันการศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการระงับข้อพิพาทความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาหรือในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง

การจัดโครงการในวันนี้จึงนับได้ว่าเป็นการรณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือวิธีระงับความขัดแย้งให้เป็นที่รู้จักให้แพร่หลายในหมู่ประชาชน อันเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรมและตามนโยบายท่านประธานศาลฎีกา ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนซึ่งจะเป็นอนาคตของชาติได้มีส่วนร่วมในการระงับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา และเพื่อฝึกและเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถจัดการกับความขัดแย้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ รวมทั้งเป็นการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม และจะเป็นการประสานความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน อีกด้วย

โดย “โครงการสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย” ตามแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ.2565 -2568  ยุทธศาสตร์ T เชื่อมั่นศรัทธาการอำนวยความยุติธรรม มุ่งส่งเสริมและพัฒนาระบบการระงับข้อพิพาททางเลือกโดยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการระงับข้อพิพาท

สำหรับนโยบายท่านประธานศาลฎีกา นโยบายที่ 1 ที่พึ่งศาลยุติธรรมพร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชนในโอกาสแรกที่ได้รับความเดือดร้อนหรือ มีข้อพิพาท โดยส่งเสริมกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกในทุกขั้นตอน เพื่อให้ความขัดแย้งยุติลงด้วยความสมานฉันท์ไม่ก่อภาระค่าใช้จ่ายแก่คู่ความ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามแผนยุทธศาสตร์และนโยบายดังกล่าว จึงต้องมีการรณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือวิธีระงับความขัดแย้งให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ประชาชน

และด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีเล็งเห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชนในสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นอนาคตของชาติและปัจจุบันปัญหาความขัดแย้งหรือข้อพิพาทเกิดมีขึ้นทั้งในสังคมทั่วไปและในสถาบันการศึกษา ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีจึงจัดโครงการ“การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย” ขึ้นในวันนี้ โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีและสถาบันการศึกษาโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์” นางกนกพร ศิลาภากุล  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี กล่าว

ด้าน ดร.สมพงษ์ เตชรัตนวรกุล ผู้อำนวยการ โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ กล่าวว่า การฝึกอบรม“โครงการสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียนด้วยการไกล่เกลี่ย”และการเปิด “ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์”ซึ่งโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ของเรามีห้องเรียนอยู่ทั้งหมด 117 ห้องเรียน โดยคัดเลือกนักเรียนมาอบรมในครั้งนี้ห้องเรียนละ 2 คน ต้องขอขอบคุณศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี ที่กรุณาเลือกโรงเรียนของเราเป็นแหล่งให้ข้อมูลและเพาะพันธุ์ปัญญาให้เยาวชนในการไกล่เกลี่ยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถือว่าโรงเรียนของเราจะเป็นจุดเริ่มต้นในการไกล่เกลี่ย อนาคตหากมีการไกล่เกลี่ยได้สำเร็จจะทำให้คดีพิพาทในเด็กและเยาวชนในโรงเรียนต่างๆก็จะน้อยลง

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนาคนคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812264

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนาคนคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนาคนคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 11.30 น.

‘ศุภมาส’ย้ำ‘สอวช.’จัดสรรงบหนุนพัฒนากำลังคนคุณภาพ สอดคล้องนโยบายรัฐ ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 4/2567 ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร สวทช. (โยธี) และผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.67

รมว.อว. ได้ให้แนวทางการทำงานต่อเนื่องจากการแถลงวิสัยทัศน์ “เตรียมทัพกำลังคน สร้างอุตสาหกรรมอนาคต” IGNITE THAILAND : Future Workforce for Future Industry โดยขอให้มีการจัดทำแผนและจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ตามนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ เช่น ความต้องการ High-Skilled Workforce ตามนโยบาย IGNITE THAILAND รวมถึงในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรม จะต้องให้ความสำคัญกับงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นงานของกระทรวง อว. เป็นหลัก เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลกระทบไปถึงประชาชนโดยตรง

จากนั้น สอวช. ได้นำเสนอการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ด้วยอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ว่า ปี พ.ศ. 2566 ไทยส่งออกอาหารอนาคตมูลค่ามากกว่า 143,000 ล้านบาท สัดส่วนส่งออกมากสุด คือ อาหารสุขภาพและสารประกอบเชิงฟังก์ชัน เป็นร้อยละ 89 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ทั้งนี้กลุ่มอาหารอนาคตมีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 11 ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดของไทย และคาดการณ์ว่าภายปี 2570 การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารอนาคตจะมีมูลค่าถึง 220,000 ล้านบาท จากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารอนาคตเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกลไกสำคัญเพื่อยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และตอบรับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงการบริโภคของโลก

ทั้งนี้ สอวช. ได้วางกรอบแนวคิดในการขับเคลื่อนอาหารอนาคตของไทยด้วย อววน. ร่วมกับเครือข่ายหน่วยงานของรัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ 1. สร้างคอนเซอร์เทียมวิจัยวัตถุดิบต้นน้ำ ผ่านการบริหารจัดสรรทุนวิจัย 2. สร้างแพลตฟอร์มถ่ายทอดเทคโนโลยีและศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ประเมินเทคโนโลยีตลาด วิจัยกระบวนการผลิต โรงงานต้นแบบ บริการตรวจวิเคราะห์ตลอดจนสนับสนุนการขึ้นทะเบียน อย. ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ 3. ส่งเสริมหน่วยบ่มเพาะสตาร์ทอัพ Foodtech & Biotech ยกระดับเป็น Smart Regulation Zone และ 4. พัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม โดยวิเคราะห์ความต้องการกำลังคนเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต นำมาออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะ ทั้งในรูปแบบ Degree และ Non-Degree นำไปสู่การปฏิบัติงานจริงในสถานการประกอบการต่อไป

สอวช. ยังได้นำเสนอการพัฒนากำลังคนเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV-HRD ตามนโยบาย อว. FOR EV ว่า สอวช. จะสนับสนุนการพัฒนาทักษะกำลังคน ร่วมกับหน่วยงานทั้งภายใต้ อว. และหน่วยงานภายนอกตามที่ อว. โดย สอวช. กำลังดำเนินการ เช่น STEMPLUS คือการ Upskill คนในอุตสาหกรรมเดิมมาฝึกอบรมระยะสั้น ใช้เครื่องมือ Higher Education Sandbox ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ การสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ประกอบการฯ ด้วยมาตรการทางภาษี และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับบีโอไอ หลักสูตร EV ในสถานอาชีวศึกษา 51 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นต้น

อีกทั้งยังมีโปรแกรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับผู้ประกอบการ โดยการให้สิทธิพิเศษหรือส่งเสริมบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเดิมเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดิมให้สามารถปรับเปลี่ยนระบบการผลิตให้รองรับอุตสาหกรรม EV และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ ซึ่งเป็นความท้าทายและเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่จำเป็นต้องรีบดำเนินการผลิตและพัฒนาอย่างเร่งด่วน

สพฐ.สัญจรแก้หนี้จังหวัดแพร่ รวมพลังสร้างคุณภาพชีวิตครู-บุคลากร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812222

สพฐ.สัญจรแก้หนี้จังหวัดแพร่ รวมพลังสร้างคุณภาพชีวิตครู-บุคลากร

สพฐ.สัญจรแก้หนี้จังหวัดแพร่ รวมพลังสร้างคุณภาพชีวิตครู-บุคลากร

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.12 น.

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2567 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำทีม สพฐ. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรฯ โดยนำนโยบายสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ร่วมกับสถานีแก้หนี้ครู สพฐ. ภาคเหนือ ร่วมกับ ดร.กิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ดร.ขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย และผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี ร่วมพบปะหารือแนวทางการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือที่ลงทะเบียนเข้ารับการแก้ไขหนี้สินกับ สพฐ. โดยมีข้าราชการและบุคลากรฯในพื้นที่กว่า 800 คน พร้อมด้วยผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาแพร่ ผู้จัดการธนาคารออมสินสาขาแพร่ ผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ โรงเรียนนารีรัตน์ จังหวัดแพร่  พร้อมทั้งถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ Facebook live : ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ. ไปยังผู้ชมที่สนใจทั่วประเทศอีกด้วย

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เร่งขับเคลื่อนนโยบายการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรของ สพฐ. ทั้งบุคลากรที่อยู่ในระบบราชการและข้าราชการบำนาญ เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด

“จากการลงพื้นที่ภาคเหนือครั้งนี้ได้เห็นความเดือดร้อนและความต้องการของบุคลากรเราในพื้นที่หลายเรื่องที่ต้องการได้รับการแก้ไข เช่น การถูกฟ้องร้องบังคับคดี การเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินร้อยละ 6 ของธนาคารพาณิชย์  การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การรวมหนี้สิน การปรับโครงสร้างหนี้ การเจรจาต่อรองลดดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่ออเนกประสงค์สำหรับผู้รับบำนาญ บำเหน็จรายเดือน และผู้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน เป็นต้น ซึ่งปัญหาความต้องการเหล่านี้จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ส่วนไหนเป็นอำนาจหน้าที่ของ สพฐ. จะสั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดำเนินการแก้ไขทันที ส่วนเรื่องไหนที่นอกเหนืออำนาจ สพฐ. ต้องใช้หน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยตามอำนาจหน้าที่ต่อไปโดยเร็ว ซึ่ง ดร.กิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ดร.ขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร  ธนาคารแห่งประเทศไทย ในนามคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อยของรัฐบาล จะร่วมนำประเด็นดังกล่าวไปหารือแนวทางแก้ไขทั้งในระดับรัฐบาล และการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นางเกศทิพย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการลงพื้นที่สัญจรภาคเหนือที่จังหวัดแพร่ครั้งนี้ ยังเห็นความเข้มแข็งของเครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งที่ได้เริ่มดำเนินการ เริ่มพยายามลดอัตราดอกเบี้ยลงมาที่ร้อยละ 4.75 มีการส่งเสริมสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ เพื่อเพิ่มรายได้ด้วยการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ เช่น เสื้อหม้อห้อม เข่ง กาแฟ เครื่องจักสาน เป็นต้น ซึ่งเป็นต้นแบบที่ดีของการแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งระบบ สิ่งสำคัญที่ ทีมแก้หนี้ สพฐ. จะต้องเร่งขับเคลื่อนเพิ่มเติมคือรวบรวมปัญหาข้อเสนอขอความช่วยเหลือของลูกหนี้ไปวิเคราะห์จัดกลุ่ม และกำชับติดตามการหักเงินเดือนที่เหลือไม่ถึงร้อยละ 30 ให้หมดไปโดยเร็ว รวมทั้งสนับสนุนแนวทางการใช้มาตรการกลางในการแก้ไขหนี้ของรัฐบาลและกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดอกเบี้ย 3% ขยายระยะเวลาไปถึง 80 ปี หลังจากอายุ 80 ปี จ่ายคืนเฉพาะส่วนเงินต้น นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างความสำเร็จของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี ในการลดดอกเบี้ยเงินกู้เหลือร้อยละ 4.75 ปรับดอกเบี้ยเงินฝากร้อยละ 2.60 ซึ่งยังมากกว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์ธนาคารพาณิชย์ สามารถสร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้เป็นอย่างดี

นางเกศทิพย์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีครูและบุคลากรทางการศึกษาลงทะเบียนสมัครใจเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้ 7,820 คน ในระบบแก้หนี้ออนไลน์ สพฐ. และมี สพท. ที่สามารถแก้ไขปัญหาสำเร็จอย่างน้อย 1 รายแล้ว 131 แห่ง ซึ่งประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่ม 1 คือ กลุ่มที่ถูกฟ้องดำเนินคดี สพท. สามารถไกล่เกลี่ยเพื่อชะลอการฟ้องร้องก่อนการดำเนินคดีหรือไกล่เกลี่ยระหว่างการพิจารณาคดีหรือไกล่เกลี่ยชะลอการฟ้องล้มละลายหรือประสานงานช่วยเหลือในชั้นบังคับคดีหรือไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้กับครูและผู้ค้ำประกัน และกลุ่ม 2 คือ กลุ่มสีแดงที่ไม่ถูกฟ้อง สพท. สามารถทำให้มีสภาพทางการเงินดีขึ้นหรือมีเงินเดือนเหลือมากกว่าร้อยละ 30 รวมทั้งสิ้น 740 คน คิดเป็นมูลหนี้กว่า 2,220 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2567)

“จึงขอขอบคุณ ดร.กิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ดร.ขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ภาคเหนือ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาแพร่ ผู้จัดการธนาคารออมสินสาขาแพร่ ผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือ และทีมสถานีแก้หนี้ สพฐ. ทุกภาคส่วนที่ร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการในครั้งนี้อย่างเข้มแข็ง เพื่อให้ครูและบุคลากรมีความรู้และทักษะด้านการเงิน สามารถป้องกันและแก้ปัญหาด้านการเงินด้วยตนเองอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีอาชีพเสริม และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างดีมีประสิทธิภาพสูงตามแนวทาง “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘ไม่มีมูล-ไม่น่าเชื่อ’แต่ยัง‘แชร์’เกลื่อนกลุ่มไลน์ สะท้อน‘ความผิดพลาด’การสอน‘วิทยาศาสตร์’ในไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812229

‘ไม่มีมูล-ไม่น่าเชื่อ’แต่ยัง‘แชร์’เกลื่อนกลุ่มไลน์ สะท้อน‘ความผิดพลาด’การสอน‘วิทยาศาสตร์’ในไทย

‘ไม่มีมูล-ไม่น่าเชื่อ’แต่ยัง‘แชร์’เกลื่อนกลุ่มไลน์ สะท้อน‘ความผิดพลาด’การสอน‘วิทยาศาสตร์’ในไทย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.24 น.

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2567 นายนำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เขียนบทความ “ความผิดพลาดใหญ่ในการสอนวิทยาศาสตร์ในไทย” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก “Namchai Chewawiwat” เนื้อหาดังนี้

#ความผิดพลาดใหญ่ในการสอนวิทยาศาสตร์ในไทย

วิทยาศาสตร์แบ่งคร่าวๆ ได้เป็น “กระบวนการวิทยาศาสตร์ (scientific method)” และ “ความรู้ที่ได้จากกระบวนการวิทยาศาสตร์ (scientific knowledge)”

ความผิดพลาดใหญ่ที่สุดในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในไทยคือ ให้ความสำคัญกับตัวความรู้ทางวิทยาศาสตร์ “มากเกินไป” แต่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้กระบวนการวิทยาศาสตร์ “น้อยเกินไป”

ผลลัพธ์ก็คือ (1) ไม่สนุกกับการเรียนวิทยาศาสตร์ เพราะต้องท่องจำมากเกินไป และจำได้น้อยเกินไป เพราะไปมัวจดจำเรื่องจุกจิกที่ไม่ใช่แก่นสาร ซึ่งลืมง่ายมาก สุดท้าย พาลจะรู้สึกว่าอะไรที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ยากไปหมด และเกลียดอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์

(2) ไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับเรื่องต่างๆ รอบตัวได้ เพราะไม่เข้าใจ “แก่นของเรื่อง” และ (3) ทำให้คนไทยไม่ฉุกคิดกับเรื่องต่างๆ จึงโดนหลอกได้ง่าย โดยเฉพาะที่ “อ้างว่า” เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะแยกแยะอะไรไม่ได้ จึงเชื่อแบบตะบี้ตะบันไป

เรื่องที่แชร์ในกลุ่มไลน์ยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะแม้แต่ในกลุ่มที่เรียนจบวิทยาศาสตร์ ก็ยังแชร์อะไรที่ไม่น่าเชื่อ เป็นไปไม่ได้ ไม่มีมูลหรือข้อสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์เพียงพอ

เรื่องพวกนี้ หากต้องการแก้ไข ต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดกับ “สามัญสำนึก” หรือวิธีการสอนวิทยาศาสตร์ที่ทำต่อๆ กันมา

เรื่องแรกสุดที่ทำได้คือ เปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้มี “ความเป็นธรรมชาติ” มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา กล่าวคือในต้นชั่วโมงต้องเปิดมาด้วยการทดลองก่อนเป็นเบื้องต้น ฝึกการสังเกตและตั้งคำถามซ้ำๆ จนติดเป็นนิสัย ต้องให้เวลาส่วนนี้มากๆ

จากนั้นก็ตามด้วย การทดสอบข้อสงสัย ข้อสังเกต สมมุติฐานที่เด็กๆ ตั้งขึ้น ซี่งในขั้นตอนนี้อาจมีการทดลองเพิ่มเติมอีกหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม แล้วจึงตามมาด้วยการให้เด็กๆ พยายามสรุปสิ่งที่เรียนมาทั้งชั่วโมง เพื่อเป็นความรู้ ความเข้าใจ และนำมาใช้งานต่อในอนาคต

มีแต่การทำแบบนี้ จึงจะทำให้เด็กๆ เกิดความสงสัยติดเป็นนิสัย กลายเป็นคนอยากรู้อยากเห็น และรู้วิธีการหาคำตอบ อย่างเป็นขั้นตอน

วิธีการแบบนี้สวนทางกับการสอนในปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา ในบางโรงเรียนอาจจะแทบไม่มีการทดลองเลย จึงทำให้เด็กๆ ติดนิสัยท่องจำสิ่งที่หนังสือหรือครูอาจารย์บอก วิธีการเรียนแบบนี้มีความเป็นไสยศาสตร์หรือศาสนามาก คือคำสอนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผิดพลาดไม่ได้

ขัดกับหลักการสำคัญทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นหัวใจคือ การพยายามเข้าใกล้ “สัจธรรม” ของโลกและจักรวาล ผ่านการสังเกต ทดลอง สรุปผลการทดลอง และทำซ้ำๆ เพื่อตรวจสอบว่า สิ่งที่รู้แล้ว สรุปมาแล้ว เป็นจริงแค่ไหน แล้วอะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็ค่อยๆ แก้ไขไป เป็นการเดินเปะปะซ้ายขวา แต่มีวิธีตรวจสอบการเดินเบี้ยวของตัวเอง เพื่อให้เดินตรงเส้นทางมากที่สุด ซึ่งวิธีการแบบนี้ไม่มีในระบบแบบอื่น ไม่ว่าจะปรัชญา ลัทธิ หรือศาสนา

เป็น self-correction และเป็นจุดแข็งที่สุดของวิทยาศาสตร์

ความรู้วิทยาศาสตร์ใหม่จึงต้องสอดคล้องกับความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีอยู่เดิม เป็นเนื้อเดียวกัน หากมีส่วนที่ไม่เข้ากัน ก็เป็นเพราะมีอะไรบางอย่างผิด ก็แก้ไขความเข้าใจผิดนั้นๆ ไป

ทำแบบนี้ เด็กๆ ก็จะติดนิสัย เคยชินกับการใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ในชีวิต แทนที่จะยึดติดและจมอยู่กับ “ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์” ที่อาจจะผิดได้ มีแต่ทำแบบนี้จึงจะได้คนรุ่นใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ที่มาช่วยชาติได้

หากทำดังนี้ เราก็จะสามารถ “ลด” เนื้อหาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มากมายมหาศาล (และมีแต่มากมายขึ้นเรื่อยๆ) ให้ลดน้อยลง เหลือเท่าที่จำเป็น เพราะคนที่จำเป็นต้องเรียนมากมายจริงๆ ก็มีแต่คนที่จะทำงานในสายงานด้านวิทยาศาสตร์ (นักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, เภสัชกร, แพทย์ ฯลฯ) ต่อไปเท่านั้น

แต่คนทั่วไปหาได้มีความจำเป็น ต้องจดจำอะไรมากมาย เพื่อที่จะ “ลืมในทันทีที่สอบเสร็จ” เลย

หากทำแบบนี้ได้ เด็กๆ ก็จะมีความสุขกับการเรียน ได้เรียนเนื้อหาพอสมควร แต่เข้าไปเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นเลือดในตัว จดจำได้ไปนานๆ หรือแม้แต่จำได้จนตาย ถึง “หลักการ” และความเป็นวิทยาศาสตร์

แต่การเปลี่ยนแปลงให้คนในวงการศึกษาเข้าใจและเห็นด้วยกับข้อเท็จจริงนี้ น่าจะไม่ง่ายเลย

คณะนักศึกษาหลักสูตรJTOPรุ่น2 มอบทุนน้องๆรร.ตชด.บ้านคลองน้อย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812143

คณะนักศึกษาหลักสูตรJTOPรุ่น2 มอบทุนน้องๆรร.ตชด.บ้านคลองน้อย

คณะนักศึกษาหลักสูตรJTOPรุ่น2 มอบทุนน้องๆรร.ตชด.บ้านคลองน้อย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.16 น.

คณะนักศึกษาหลักสูตรJTOPรุ่น2 มอบทุนน้องๆรร.ตชด.บ้านคลองน้อย

22 มิถุนายน 2567 คณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงความร่วมมือ ไทย-ญี่ปุ่น รุ่นที่ 2 (JTOP) โดยมี นายแพทย์ นิธิวัฒน์ กิจศรีอุไร ประธานรุ่น JTOP 2 , ดร.อารดา มหามิตร ครูใหญ่ร่วมหลักสูตร JTOP และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง อดีตที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พร้อมคณะนักศึกษาในหลักสูตร JTOP รุ่นที่2 ร่วมกันจัดกิจกรรมตอบแทนสังคม (CSR) มอบอุปกรณ์การศึกษา การกีฬาพร้อมทุนการศึกษา อาหารกลางวันให้กับน้องๆโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 150 คน และมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากภัยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ในพื้นที่ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ และร่วมกันปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติลดโลกร้อน โดยเป็นไปตามนโยบายของ รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและ รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ประธานที่ปรึกษา

อว.จัด‘มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน.’พัฒนาเศรษฐกิจไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812043

อว.จัด‘มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน.’พัฒนาเศรษฐกิจไทย

อว.จัด‘มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน.’พัฒนาเศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระดมผลงานการปฏิรูปอุดมศึกษาความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โชว์ในงาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCIPOWER FOR FUTURE THAILANDระดับภูมิภาค” เพื่อแสดงศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. เปิดเผยว่า งาน “มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์ อววน. SCI POWER FOR FUTURE THAILAND ระดับภูมิภาค” จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจนวัตกรรม หรือ สตาร์ทอัพไทย ให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก ส่งเสริมให้เกิดการตระหนัก สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถนำไปพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในทุกช่วงวัย อีกทั้ง ขับเคลื่อนให้เกิดผู้ประกอบการฐานเทคโนโลยี และการจัดการสมัยใหม่ รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่เชิงพาณิชย์

โดยงานจะจัดขึ้นใน 4 ภูมิภาคเริ่มที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 20-22 มิ.ย. 2567 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ม.สุรนารี จ.นครราชสีมาภาคเหนือ วันที่ 27-29 มิ.ย. 2567ที่อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ภาคใต้ วันที่ 4-6 ก.ค. 2567 ที่อาคารไทยบุรี ม.วลัยลักษณ์จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออกวันที่ 11-13 ก.ค. 2567 ที่หอประชุมธำรงบัวศรี ม.บูรพา จ.ชลบุรี