สสว.ผนึกพันธมิตรสร้างโอกาส SME ไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805976

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้จัดงาน “SME Privilege Club Business Matching – กิจกรรมเจรจาธุรกิจด้านเงินทุนและการตลาด” เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ได้มีโอกาสส่งเสริมและเสริมสร้างความเข้มแข็งการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการพร้อมเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนกับผู้ประกอบการ พร้อมจัดให้มีการเจรจาธุรกิจ และพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจ ภายใต้งานพัฒนาสิทธิประโยชน์ และมุ่งหวังผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงเพื่อการประกอบการ ประจำปีงบประมาณ 2567

โดยมุ่งเน้นใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านการเพิ่มผลิตภาพ/ลดต้นทุน ด้านการขยายช่องทางการตลาด และด้านการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน ซึ่งถือเป็นกลไกหนึ่งในการส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจยุคใหม่ รวมถึงเมื่อผู้ประกอบการเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์ ผ่านการสมัคร SME One ID ทำให้ สสว. รับทราบถึงข้อมูลและความต้องการของผู้ประกอบการที่เข้ามาสู่ระบบการส่งเสริม เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการที่จะพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกสุดยอด SMEs ไทย 51 ธุรกิจ ทาง สสว.กำหนดไว้ 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1.เป็นสมาชิกของ สสว. และมีการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 2.มีการรับรองตามมาตรฐานชั้นนำต่างๆ ของประเทศหรือนานาชาติ 3.เป็นกลุ่มภาคการผลิตและพัฒนาแบรนด์และสินค้าของตัวเอง และ 4.มีความต้องการกำลังขยายตลาดและ/หรือต้องการขยายธุรกิจในประเทศไทย และ/หรือต่างประเทศ

‘ศุภมาส’ ชู ‘อว. For EV’ นำไทยเป็น EV Hub ใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805977

‘ศุภมาส’ ชู ‘อว. For EV’ นำไทยเป็น EV Hub ใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

‘ศุภมาส’ ชู ‘อว. For EV’ นำไทยเป็น EV Hub ใหญ่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Science and Technology for Energy Transition” ในงานประชุมสัมมนาเชิงวิชาการสมรรถนะด้านพลังงานระหว่างประเทศ ประจำปี 2567 (ERC Forum 2024) ภายใต้หัวข้อ “Renewable and Sustainable Energy Transition” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เทคโนโลยีและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้วางเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก หรือ EV Hub โดยกำหนดนโยบายที่ท้าทาย 30@30 ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดของไทย ภายในปี ค.ศ. 2030

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า นโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความเอาจริงเอาจัง ในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ในวงกว้าง เพื่อพัฒนาคุณภาพอากาศของประเทศ ซึ่งกระทรวง อว. มีหน้าที่ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูง ร่วมกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ และขับเคลื่อนการดำเนินงานในด้านต่างๆ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

โดยนโยบาย “อว. For EV” วางกรอบการทำงานออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่1. EV-Innovation : กระทรวง อว. กำลังลงทุนเชิงกลยุทธ์ ในด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ด้วยการให้ทุนวิจัย สำหรับการพัฒนาแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานทดแทน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีชาร์จ การนำส่งไฟฟ้า เป็นต้น 2.EV-HRD : กระทรวง อว. ได้ริเริ่มผลิตกำลังคนที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดหลักสูตรการศึกษาและการอบรมที่มุ่งเน้นด้านพลังงานทดแทน เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และการวางแผนการคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืน 3.EV-Transformation :กระทรวง อว. ได้นำร่องปรับเปลี่ยนการใช้ยานยนต์สันดาปมาเป็น EV ภายในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ภายใต้กระทรวง ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศส่งผลให้เกิดสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าการริเริ่มนี้ จะเป็นจุดเริ่ม ของการขยายการใช้งานไปทั่วประเทศ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถ EV อย่างแท้จริง

สานสัมพันธ์ ‘ไทย–ฝรั่งเศส’ ดันลงทุนอวกาศในไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805974

สานสัมพันธ์ ‘ไทย–ฝรั่งเศส’ ดันลงทุนอวกาศในไทย

สานสัมพันธ์ ‘ไทย–ฝรั่งเศส’ ดันลงทุนอวกาศในไทย

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ พบ นาย Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และร่วมงาน Thailand – France Business Forum ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางธุรกิจและอุตสาหกรรมล้ำหน้า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมพลังงานรวมถึงอุตสาหกรรมอวกาศ และเร่งสร้างธุรกิจเชิงนวัตกรรม โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่ง ระบุว่า “ไทยต้องการร่วมมือกับฝรั่งเศสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย และการเยือนฝรั่งเศสในครั้งนี้ได้นำคณะนักธุรกิจและคณะที่เกี่ยวข้องด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมของไทยเข้าร่วมด้วย ถือเป็นความมุ่งมั่นร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ ที่ต้องการสร้างเวทีให้ภาคเอกชนชั้นนำได้พบปะ เชื่อมโยง และร่วมงานกันซึ่งเชื่อมั่นว่างาน Thailand – France Business Forum จะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี”

โดยภายในงานได้มีการลงนามความร่วมมือ 3 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือ ความร่วมมือด้านการสร้างเศรษฐกิจอวกาศเพื่อเอื้อต่อการลงทุนอุตสาหกรรมอวกาศในไทย ระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กับบริษัท Starburst ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญในการเชื่อมโยงบริษัทและสตาร์ทอัพด้านการบินและอวกาศจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 3 ของฝรั่งเศสในอาเซียน ซึ่งเชื่อมั่นว่าในการนำของรัฐบาลไทยจะเป็นพันธมิตรที่ใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดของฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้ได้

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมอวกาศ และหวังที่จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ในการพัฒนาประเทศไทยทั้งระบบ ให้เกิดเป็นเศรษฐกิจอวกาศ หรือ Space Economy ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนขั้นสูงสำหรับดาวเทียมและอากาศยานจากในประเทศ จาก Know-how ของศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมของ GISTDAตลอดจนการนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น นำมาใช้ใน smart farming รวมทั้งการใช้เพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความตื่นตัวในธุรกิจอวกาศมากขึ้นเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยสิ่งที่ GISTDA ขับเคลื่อนมาตลอดเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ธุรกิจอวกาศกลายเป็นแนวทางที่เอกชนให้ความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ดังนั้น ความร่วมมือกับ Starburst ในครั้งนี้ เราคาดหวังในการวาง eco system ด้านกิจการอวกาศให้กับประเทศไทย เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอวกาศของอาเซียน โดยให้ Starburst เป็นข้อต่อในการดึงนักลงทุนบริษัทต่างชาตินำธุรกิจอวกาศเข้ามาขยายผลในประเทศไทย จับคู่บริษัทในไทยและใช้นวัตกรรมของบริษัทเหล่านั้นมาต่อยอดและขยายผล

ด้าน Mr.Francois Chopard ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Starburst กล่าวว่า Starburst มีฐานข้อมูลบริษัทและ Startup ในธุรกิจอวกาศเพื่อเข้าไปร่วมลงทุนกว่า 140 บริษัทและเป็นบริษัทจากทั่วโลก ตัวอย่างที่ Starburst ทำสำเร็จที่ญี่ปุ่น เช่น Voyager Space ไประดมทุนจาก Mitsubishi ทำให้สามารถขยายธุรกิจในญี่ปุ่นได้ ซึ่งเรามั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย และหวังจะเกิดการลงทุนธุรกิจอวกาศแบบนี้เช่นกันในประเทศไทย หากเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมเราจะนำไปเข้าโครงการ France 2030 และเพิ่มการลงทุนจากทางฝรั่งเศสด้วย

อย่างไรก็ตาม หากมีการลงทุนในอุตสาหกรรมอวกาศเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย BOI ก็พร้อมให้การส่งเสริม ล่าสุดเมื่อปีแล้ว BOI เปิดประเภทกิจการอวกาศโดยเฉพาะไว้ 5 ประเภท และบางประเภทกิจการ BOI ให้การส่งเสริมในระดับสูงที่สุด เพราะถือเป็นกิจการเป้าหมายที่มุ่งหวังให้ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมล้ำหน้า

ปลัดมหาดไทย ชวนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์-เวียนเทียน ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805931

ปลัดมหาดไทย ชวนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์-เวียนเทียน ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

ปลัดมหาดไทย ชวนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์-เวียนเทียน ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.02 น.

ปลัดมหาดไทย เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก 22 พ.ค. 2567 เวลา 19.00 น. พร้อมกันทุกวัดทั่วประเท

วันที่ 21 พฤศภาคม 2567 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปีพุทธศักราช 2567 ตรงกับวันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2567 กระทรวงมหาดไทยร่วมกับมหาเถรสมาคม กำหนดจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปีพุทธศักราช 2567 ในเวลา 19.00 น. พร้อมกันทั่วประเทศ โดยในส่วนกลาง กระทรวงมหาดไทยได้รับพระเมตตาจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วรวิหาร ประทานพระอนุญาตให้จัดพิธีฯ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ ส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ได้รับความเมตตาจากเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี พ.ศ. 2567 ณ วัดที่จังหวัดและอำเภอกำหนด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เป็นประธานในพิธี

“กระทรวงมหาดไทยมีภารกิจในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชน ดูแลรักษาความมั่นคงภายในประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่หนุนเสริมเติมเต็มให้งานของกระทรวงมหาดไทยสำเร็จได้มาโดยตลอดนั้น พระพุทธศาสนาและทุกศาสนาถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งพระพุทธศาสนาทำให้คนในสังคม ในชุมชนมีความรัก ความสามัคคี มีจิตใจเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นปฐมบททำให้ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศไทยและนานาชาติเป็นสังคมที่มีความสุข ไม่เบียดเบียนกัน ดังนั้นในวาระพิเศษ คือ วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ “วันวิสาขบูชา” จึงเป็นวาระพิเศษ เป็นวันสำคัญยิ่งของชาวพุทธและคนไทยทั้งมวล” นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอเชิญชวนพี่น้องพุทธศาสนิกชนคนไทยทั่วประเทศ เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ร่วมกันน้อมรำลึกถึงหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รักษาศีล ปฏิบัติสิ่งที่ดีงาม เข้าวัด ทำบุญตักบาตร บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ชุมชน และสังคม เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี พ.ศ. 2567 ในวันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2567 เวลา 19.00 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดที่จังหวัด/อำเภอ กำหนด” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย
 

นักเรียนบุรีรัมย์กว่า 170,000 คน พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805923

นักเรียนบุรีรัมย์กว่า 170,000 คน พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

นักเรียนบุรีรัมย์กว่า 170,000 คน พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.45 น.

‘10 ลูกของพ่อ’ นักเรียนจ.บุรีรัมย์กว่า 170,000 คน พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28ก.ค.

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2567 ที่โรงเรียนมารีย์อนุสรณ์ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ คณะผู้บริหาร คณะครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักเรียน พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อเหลือง  “๑๐ ลูกของพ่อ” ไปโรงเรียน เข้าแถวเคารพธงชาติ หลังจากนั้นทำกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และร่วมกันทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งในและนอกโรงเรียน  ตามโครงการปลูกจิตสำนึกในความจงรักภักดีต่อสถาบัน  เพื่อปลูกจิตสำนึกในความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน นักเรียน มีส่วนร่วมการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน นักเรียน ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯและแสดงออกถึงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ28 กรกฎาคม

ส่วนโรงเรียนบ้านโนนงิ้วตลาดใหม่สามัคคีตำบลห้วยหิน อำเภอหนองหงส์ นักเรียนพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองไปโรงเรียน และร่วมกับคณะครูทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ดูแลรักษาความสะอาดทั้งในและนอกโรงเรียน เนื่องจากเป็นระยะแรกของการเปิดภาคเรียนสัปดาห์แรก และที่โรงเรียนอนุบาลโรงเรียนอนุบาลกัลยาประสิทธิ์ อำเภอประโคนชัย จัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกในความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ทุกวันจันทร์ โดยมีกิจกรรม อ่านเก่งเขียนเก่งเฉลิมพระเกียรติ กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กิจกรรมฐานเรียนรู้พี่สอนน้องคัดแยกขยะ กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์และสวดมนต์เฉลิมพระเกียรติ

ด้านนายนฤชา  โฆษาศิวิไลซ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ บริษัท บุรีรัมย์ยูไนเต็ด จำกัด  สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ และสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกันจัดทำโครงการปลูกจิตสำนึก ในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยส่งเสริม สนับสนุนปลูกฝังให้เด็กนักเรียนทุกเรียนทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในการเปิดภาคเรียนใหม่ในปีนี้ มีกิจกรรมให้เด็กตั้งแต่ชั้น ป.1 – ม.3 ทุกคนสวมเสื้อสีเหลือง “ลูกของพ่อ” โดยเป็นความร่วมมือของภาคราชการ และภาคเอกชน ร่วมจัดทำโครงการนี้ขึ้น โดยภาคเอกชนได้สนับสนุนเสื้อให้กับเด็กนักเรียน จำนวนกว่า 175,250 คน ได้สวมใส่ทุกวันจันทร์ด้วยความภาคภูมิใจ

มทร.ธัญบุรี พัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ ด้วย AI สร้าง Adaptive Learning เกิดการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805756

มทร.ธัญบุรี พัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ ด้วย AI  สร้าง Adaptive Learning เกิดการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา

มทร.ธัญบุรี พัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ ด้วย AI สร้าง Adaptive Learning เกิดการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดโครงการพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา 4 ภูมิภาค จุดประกายนวัตกรรมการศึกษา สร้างโรงเรียนต้นแบบ 36 แห่งทั่วประเทศ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสร้าง Adaptive Learning พัฒนาบุคลากร การจัดการห้องเรียน และสร้างเยาวชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ได้แล้วกว่า 12,600 คน

ดร.สุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจะส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยครูสามารถสื่อสารและใช้สื่อทรัพยากรการเรียนรู้สมัยใหม่ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และมีศักยภาพสูงในการขยายผลการเรียนรู้ และยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ  ข้อสำคัญคือการได้ร่วมพัฒนาเยาวชน ซึ่งในโครงการนี้ได้ฉายภาพการเรียนรู้ของเด็กกว่า 12,600 คน เป็นจุดตั้งต้นที่ชัดเจน และมีบุคลากรการศึกษากว่า 150 คน จาก 36 โรงเรียนในทั้ง 4 ภูมิภาค ได้มีการเรียนรู้และปรับตัวไปสู่การเรียนรู้ที่เรียกว่า Adaptive Learning ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คือ โดยเน้นการปรับกระบวนการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้เรียน และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาเป็นเครื่องมือกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยไม่จำกัดเพียงแค่ในโรงเรียน แต่เรียนรู้ได้จากทุกที่ และสามารถที่จะเรียนรู้ได้ไม่จำกัดเวลา

ด้าน ผศ.ดร.มโน สุวรรณคำ ผู้ช่วยอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า มทร.ธัญบุรี ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินโครงการนี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจพื้นฐานและฝึกอบรมจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ทำให้ครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนการสอนและใช้ชุดสื่อการสอนได้ ซึ่งหลังจากได้ทดลองจัดการเรียนตลอด 1 ภาคการศึกษา ในการใช้แพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษ เช่น โปรแกรม English Galaxy, Chivox, Edmodoworldจอสัมผัส แท็บเลต และหูฟัง ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ เราพบแนวปฏิบัติที่ดี จากครู 36 โรงเรียน ซึ่งมี 5 ประเด็นสำคัญคือ (1) การใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจสำหรับนักเรียน (2) บทเรียนที่เน้นการเรียนรู้แบบปฏิสัมพันธ์ เช่น กิจกรรมกลุ่ม การฝึกภาษาในสถานการณ์จริง และการใช้สื่อต่างๆช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ (3) การสร้างและสนับสนุนแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทำให้นักเรียนมีโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะกับรูปแบบการเรียนของแต่ละคน (4) การใช้ข้อมูลในการติดตามความก้าวหน้าของนักเรียน และประเมินผลของการเรียนรู้ได้ตลอดและต่อเนื่อง เป็นการปรับปรุงกระบวนการการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพขึ้น และ (5) การสร้างพื้นที่ที่สนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักเรียนและครู และสร้างสถานการณ์ที่กระตุ้นการสนทนาและการทำงานกลุ่ม ทำให้นักเรียนมีความสุขและสนุกกับการเรียน

ทั้งนี้ ผลการทดลองของครูผู้สอนในภาพรวม พบว่า ชุดสื่อมีความทันสมัย น่าสนใจ ทำให้เด็กนักเรียนอยากเรียนรู้และสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และยังเสริมสร้างทักษะการรู้ดิจิทัล ในระหว่างการเรียนวิชาภาษาอังกฤษสนับสนุนครูในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงการวัดและประเมินผลได้อย่างดีมาก มองเห็นความสำคัญของชุดสื่อและกำลังวางแผนการขยายผลการใช้งานอย่างยั่งยืนต่อไปครูผู้สอนส่วนมากมีทัศนคติที่ดีต่อการบูรณาการชุดสื่อเทคโนโลยีของโครงการ การสวมบทบาทการเป็นผู้นำการสอน จึงเกิดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ผ่อนคลายและสนุกสนาน เนื่องจากการลดบทบาทของความเป็นผู้สอน และเพิ่มบทบาทของการเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ของครูผู้สอน ซึ่งนำไปสู่สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ และข้อสำคัญยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในเชิงนโยบายจากฝ่ายบริหารในทุกระดับ ทั้งในระดับสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อสร้างสังคมการเรียนรู้อย่างยั่งยืนต่อไป 

อว.ยกระดับสาธารณสุขไทยผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805752

อว.ยกระดับสาธารณสุขไทยผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย

อว.ยกระดับสาธารณสุขไทยผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ The Annual Meeting of International Conference on Gnomics (ICG-19) จัดโดย BGI Genomics ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พร้อมประกาศเจตจำนงในการดำเนินการ (LOI) เกี่ยวกับความร่วมมือด้านนวัตกรรมที่ใช้ในการคัดกรอง ป้องกัน และจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร รักษาการแทนอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Professor Yang Huanming, Academician of Chinese Academyof Sciences Co – founder of BGI Groupนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้นำในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1210ชั้น 12 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในด้านจีโนมิกส์และเทคโนโลยีชีวภาพ ก่อให้เกิดความสำเร็จอันโดดเด่นในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์แม่นยาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งนวัตกรรมที่ใช้ในการคัดกรอง ป้องกัน และจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทยด้วย ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติการป้องกันและจัดการโรคหัวใจและหลอดเลือด ผ่านความร่วมมือระหว่างศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และแบงกอกจีโนมิกส์ อินโนเวชัน (BKGI) ที่ได้ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมใหม่ เป็นเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้นของโรคหัวใจและหลอดเลือดแดง (ASCVD) ที่เรียกว่าการตรวจ Trimethylamine N-Oxide (TMAO) ในเลือด ซึ่งเป็นสารเมตาบอไลต์ที่ผลิตโดยแบคทีเรียในลำไส้ โดยได้รับการระบุว่าเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพใหม่สำหรับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด การนำการตรวจนี้ไปใช้ในระบบการดูแลสุขภาพของไทยจะช่วยในการคัดกรองบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ก่อนที่จะมีอาการ ทำให้สามารถดูแลเชิงป้องกันได้อย่างเหมาะสม

“เนื่องจากโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในประเทศไทยมีผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันประมาณ 100,000 รายต่อปี โรคหลอดเลือดสมองมีผู้ป่วยประมาณ 300,000 รายต่อปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายของภาครัฐไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี โดยค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่รวมถึงค่าเสียโอกาสและค่าใช้จ่ายอื่นๆในการดูแลประคับประคองด้วย นวัตกรรมนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมืองเท่านั้น แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย” รมว.อว. กล่าว

ศธ.เปิดระบบ SCS วางแผนอัตรากำลังสู่การผลิตครูในอนาคต

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805755

ศธ.เปิดระบบ SCS วางแผนอัตรากำลังสู่การผลิตครูในอนาคต

ศธ.เปิดระบบ SCS วางแผนอัตรากำลังสู่การผลิตครูในอนาคต

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานแถลงเปิดตัวระบบการบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (School Capacity System : SCS) ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า นโยบาย “เรียนดีมีความสุข” เป็นนโยบายหลักที่ศธ.ใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวง โดยเฉพาะการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ศธ.ได้ให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการ เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีเวลาอยู่ในชั้นเรียนมากขึ้น สามารถจัดการเรียนการสอนโดยไม่ต้องกังวลในภาระงานด้านอื่นๆ รวมทั้งการขับเคลื่อนแนวทางในการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นความ “ถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ และประหยัด” จึงได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ศึกษารูปแบบและแนวทางปฏิบัติในการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน ทั้งการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างส่วนราชการ และภาคส่วนต่างๆ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ระบบ SCS จะทำหน้าที่ดึงข้อมูลจากระบบบริหารทรัพยากรบุคคลและระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล ของสำนักงาน ก.ค.ศ. มาประมวลผลตามเงื่อนไขเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อำนวยความสะดวกให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ บริหารอัตรากำลังได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ เป็นไปตามมาตรฐานวิชาเอก และสามารถนำข้อมูลจากระบบ SCS ไปใช้ในการวางแผนบริหารอัตรากำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับภาระงานและบริบทของสถานศึกษา ถือเป็นจุดตั้งต้นในการแก้ปัญหาอัตรากำลังในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่การจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คืนครูสู่ห้องเรียนได้อย่างแท้จริง” รมว.ศธ. ระบุ

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติม ว่า ระบบ SCS เป็นระบบที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการทำงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน ประหยัดเวลา และลดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนและประกอบการตัดสินใจ ทำให้กระบวนการบริหารจัดการอัตรากำลังในสถานศึกษาทำได้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านการบริหารสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอน ช่วยให้สถานศึกษามีสภาพอัตรากำลังที่มีความเหมาะสมกับภาระงานตามสภาพบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะตำแหน่งครูที่จะมีข้อมูลรองรับความขาดแคลนวิชาเอกต่างๆ และถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่จะนำไปสู่การวางแผนผลิตและพัฒนากำลังคนเข้าสู่วิชาชีพครูในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศให้สูงขึ้นตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการศึกษา สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและยุทธศาสตร์ชาติต่อไป

ดันศูนย์เลี้ยงเด็กคัดกรองความบกพร่องก่อนเติมเต็มพัฒนาการ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805758

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 2/2567 ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี คณะผู้บริหารศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 2/2567 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยมี นางเกศทิพย์ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานอนุกรรมการฯ ซึ่งมีหน้าที่จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษาทุกรูปแบบสำหรับคนพิการ การผลิตและพัฒนาครูการศึกษาพิเศษ และบุคลากรทางการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาจัดทำข้อเสนอการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ จัดทำแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ แนวทางการพัฒนาการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ แนวทางการพัฒนาความก้าวหน้าของครู ครูการศึกษาพิเศษและบุคลากรทางการศึกษา จัดทำแนวทางบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

“นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการว่า ถ้าเริ่มตั้งแต่ศูนย์เลี้ยงเด็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้มีการคัดกรองตั้งแต่เด็กเล็กจะทำให้เห็นถึงความบกพร่องของเด็กได้แต่แรกๆ ก็จะสามารถเติมเต็มและพัฒนาได้มากขึ้น ซึ่ง นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ซึ่งดูแลองค์กรปกครองบริหารส่วนท้องถิ่นรับหน้าที่จะไปหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อหาวิธีในการคัดกรองและพัฒนาเด็กที่มีความบกพร่องต่อไป” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 10’ลาสิกขาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมธวีธรรม บทสรุป‘รัก-เรียน-เพียร-ให้’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805644

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 10’ลาสิกขาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมธวีธรรม บทสรุป‘รัก-เรียน-เพียร-ให้’

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 10’ลาสิกขาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมธวีธรรม บทสรุป‘รัก-เรียน-เพียร-ให้’

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.09 น.

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 10’ลาสิกขาที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมธวีธรรม บทสรุป‘รัก-เรียน-เพียร-ให้’

20 พฤษภาคม 2567 เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นเจ้าภาพจัดพิธีลาสิกขาแก่สามเณร ที่เข้าร่วม “โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 10”  ในวาระครบรอบ “๑ ทศวรรษแห่งความดี  ๑๐ ปีแห่งความยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด “ความรักจักรวาล: รัก-เรียน-เพียร-ให้” ซึ่งสามเณรได้เรียนรู้ธรรมะ “ทศบารมี คุณธรรมความดี 10 ประการ”  อันเป็นหลักธรรมคำสอนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญ ขณะเดียวกันมุ่งเน้นฝึกทำสมาธิ เจริญสติ เพื่อถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นแบบอย่างอันดียิ่งที่สามเณรทั้ง 12 รูป ที่พร่ำเพียรฝึกปฏิบัติธรรมมาตลอด 4 สัปดาห์ ภายใต้การดูแลอย่างดียิ่งของพระอาจารย์ใหญ่ประจำโครงการ พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี ) เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้กล่าวสัมโมทนียกถา และให้โอวาทแก่เหล่าสามเณรทั้ง 12 รูป ร่วมด้วย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ พร้อมกันนี้สามเณรทั้ง 12 รูปยังได้บรรยายธรรมเป็นครั้งแรก ในหัวข้อ ทศบารมี รวมไปถึง รักกตัญญูและรักจักรวาล เพื่อตอบแทนความรัก ความเมตตา ให้กับบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ สาธุชนผู้ศรัทธา และผู้ชมทางบ้านที่ติดตามชมมาตลอด ก่อนเข้าพิธีลาสิกขา รวมถึงให้ข้อคิดและคติสอนใจอีกด้วย 

ทั้งนี้ เป็นที่น่ายินดี ทางโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ร่วมน้อมใจอนุโมทนาบุญกับสามเณรสกาย กวีพัฒน์ ช่างทำ ที่ขอมุ่งสู่ทางธรรม และตั้งใจทำตามความฝันในการเป็นพระธรรมฑูต และเป็นสามเณรเปรียญธรรม 9 ประโยค ไม่ประสงค์ลาสิกขาพร้อมเพื่อนๆ โดยยังคงบรรพชาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ต่อไป

ในโอกาสนี้ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสของโครงการ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ดร. อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรมจนมาถึง 10 ปีในครั้งนี้ ตลอดจนผู้สนับสนุนโครงการ ร่วมอนุโมทนาบุญด้วย ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) โดย มูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์ และมูลนิธิปลูกปัญญา อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ของการดำเนินโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ได้บรรพชาสามเณรและแม่ชี รวมแล้วกว่า 130 รูป และบรรลุผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม อาทิ การสร้างเยาวชนต้นแบบให้แก่คนในสังคม ทั้งสามเณรที่เข้าร่วมรายการ ได้เรียนรู้ธรรมะ บ่มเพาะให้เป็นคนดี บนพื้นฐานของการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม พร้อมยังเป็นตัวแทนในการเรียนรู้ธรรมะที่เข้าใจง่าย เป็นตัวอย่างให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปนำไปปฏิบัติตาม และอดีตสามเณรปลูกปัญญาธรรม รวมถึงอดีตแม่ชีน้อย ที่เคยเข้าร่วมโครงการล้วนเติบโต นำธรรมะที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและเป็นที่พึ่งของชีวิต นอกจากนี้ ยังมีส่วนเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศ โดยสามเณรทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่ได้ชมรายการ ได้นำบทเรียนธรรมะไปเป็นแนวทางเรียนรู้ ทำให้เหล่าสามเณรเจริญธรรมได้อย่างเข้าใจและสนุกยิ่งขึ้น อีกทั้งด้วยรูปแบบเรียลลิตี้ธรรมะที่ถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงรูปแบบออนไลน์ ทำให้พุทธศาสนิกชนทุกคนทั้งในประเทศและทั่วโลก สามารถเข้าถึงธรรมะได้อย่างทั่วถึง ซึ่งกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างคลังพระธรรมคำสอนขนาดใหญ่จากพระอาจารย์ที่เป็นที่เคารพมากมาย เป็นศูนย์รวมธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถเข้าถึงได้ครบภายในที่เดียว ซึ่งมีทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน และถูกนำไปเผยแพร่ในต่างประเทศ อาทิ ประเทศศรีลังกา และประเทศอังกฤษอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเปิดให้ติดตามภาพความประทับใจและชมสรุปกิจวัตรประจำวันย้อนหลัง โดยจะฉายซ้ำ (Rerun) ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน 2567 ทางช่องเรียลลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และช่องเรียลลิตี้ เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119 หรือ 333 รวมถึงช่องทรูปลูกปัญญา (ทรูวิชั่นส์ 37) ตลอดจนสามารถรับชมผ่านทางออนไลน์ได้ที่ http://www.trueplookpanya.com/truelittlemonk และ http://www.youtube.com Truelittlemonkthailand และแอปพลิเคชันทรูไอดี ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถติดตามข่าวสารของโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ได้ที่ http://www.facebook.com/truelittlemonkthailand หรือแอปพลิเคชันสามเณรปลูกปัญญาธรรม