สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805550

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

สกู๊ปพิเศษ : ‘แลนด์บริดจ์’เชื่อมขนส่งสองฝั่งทะเล ชั่งนํ้าหนัก‘ผลกำไร-ทุนที่เสีย’คุ้มหรือไม่?

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

“แลนด์บริดจ์ (Land Bridge)” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “โครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน” โดยมีการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง คือ ฝั่งอ่าวไทย ที่ จ.ชุมพร และฝั่งทะเลอันดามัน ที่ จ.ระนอง พร้อมกับเชื่อมท่าเรือทั้ง 2 ด้วยทางรถไฟและถนนมอเตอร์เวย์ โดยคาดหวังว่า โครงการนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยการเป็น “ฮับ (Hub)” ศูนย์กลางการขนส่งทางทะเล ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า “โครงการนี้จะคุ้มค่าจริงหรือ?” เพราะนี่คือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุน” ที่มีอยู่เดิมของ “ภาคใต้” นั่นคือ “สิ่งแวดล้อม” ที่เชื่อมโยงกับทั้ง “เศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว” และการเป็น “แหล่งอาหารทะเล” ในอุตสาหกรรมประมงชายฝั่ง

ดังตัวอย่างจากเวทีนำเสนอความคิดเห็นทางวิชาการ เรื่อง “มองรอบด้านกับโครงการแลนด์บริดจ์” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และ The Active ThaiPBS เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2567 ที่ผ่านมา ก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านร่วมให้ข้อมูล อาทิ พล.ร.ต.จตุพรศุขเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญการบริหารงานท่าเรือและขนส่งทางทะเล ที่ชี้ว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่คู่ขนานไปกับอีกแนวคิดหนึ่ง คือการขุดคลองเชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นโครงการแลนด์บริดจ์ที่เป็นการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง แล้วเชื่อมระหว่างกันด้วยถนนและทางรถไฟ หรือโครงการขุดคลองเชื่อมทั้ง 2 ฝั่งโดยตรง พล.ร.ต.จตุพร ยืนยันว่า ล้วนตั้งอยู่บน “ความเข้าใจผิด” ทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ 1.ที่ผ่านมาผู้คนมักเชื่อกันว่า ท่าเรือของประเทศสิงคโปร์ บริเวณช่องแคบมะละกานั้นแออัด ซึ่งความเชื่อดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง”โดยช่องแคบมะละกามีเรือแล่นผ่านเฉลี่ย 8 หมื่นลำต่อปี หรือประมาณ 120-200 ลำต่อวัน และแทบไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยสถิติเรือแล่นผ่านเป็นเช่นนี้มาแล้ว 17-18 ปี อัตราการเติบโตมีเพียงร้อยละ 2 ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นแสนลำอย่างที่เข้าใจกัน อย่างประเทศญี่ปุ่นเคยคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีเรือแล่นผ่าน 1.4 แสนลำ แต่ข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2567 ยังพบว่าแล่นผ่านเพียง 8 หมื่นลำเท่านั้น หรือการคาดการณ์ของทั้งธนาคารโลก (World Bank)รวมถึงของประเทศมาเลเซีย ก็คาดการณ์กว่าจะมีเรือแล่นผ่านช่องแคบมะละกา 1.2 แสนลำ ผลคือคาดการณ์ผิดกันไปหมด

พล.ร.ต.จตุพร อธิบายความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ว่า ผู้ทำการศึกษาจะต้องเข้าใจ “วัฏจักรการขนส่งทางทะเล” ที่เริ่มจาก “การเช่าเรือ” กระแสนี้จะมาในช่วงที่มีปริมาณสินค้ามาก จากนั้นคือ “การซื้อเรือ” พอผู้เช่าเห็นว่าค่าเช่าแพงขึ้นก็หันไปหาซื้อเรือของตนเอง โดยเฉพาะเรือมือ 2 ซึ่งในบางครั้งจะมีราคาใกล้เคียงเรือต่อใหม่ ต่อมาพอจำนวนเรือมีมากขึ้นกว่าสินค้าที่ต้องการขนส่ง ก็จะเริ่มมีการปลดระวางเรือ

ในช่วงนี้ก็เป็นช่วงเวลาของธุรกิจ “การทำลายซากเรือ และการซื้อ-ขายซากเรือ” ซึ่งเรือบางลำเพิ่งสั่งต่อ ยังไม่ทันได้ลงน้ำแล่นจริงก็ถูกสั่งให้ทำลายขายเป็นเศษเหล็กแล้ว ก่อนที่สุดท้ายก็จะวนกลับไปเริ่มที่การเช่าเรืออีกครั้ง โดยนักเศรษฐศาสตร์ด้านการขนส่งทางทะเล คำนวณ วัฏจักรนี้ไว้ว่าวงจรรอบหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 12-15 ปี นอกจากนั้น “ช่องแคบมะละกายังกว้างมาก เรือบรรทุกเครื่องบิน 5 ลำ แล่นสวนกันยังได้” และที่ผ่านมาก็มีอุบัติเหตุทางเรือเกิดขึ้นน้อยมาก

2.มูลค่าที่จะได้รับจากการแล่นผ่านของเรือ จะทำให้ประเทศไทยร่ำรวยในระดับที่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไปจริงหรือ? ซึ่งเอาเข้าจริง “รายได้อาจไม่สูงอย่างที่คาดหวัง” ดังตัวอย่างท่าเรือที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ กำไรต่อปีเพียงประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งตู้สินค้าที่จะเกิดรายได้หรือประโยชน์ทางผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทย คือตู้สินค้าที่ถูกยกจากเรือลงมาและถูกขนส่งต่อเพื่อนำไปใช้ประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนแผ่นดินไทย

แต่หากเป็นตู้ที่ถ่ายจากเรือลำหนึ่งไปยังเรืออีกลำหนึ่งแล้วแล่นออกไป แบบนี้แทบไม่ก่อให้เกิดรายได้กับประเทศไทย ยกเว้นกับหน่วยงานที่ให้บริการยกตู้ขึ้น-ลงเท่านั้น และค่ายกตู้ก็ไม่ได้สูงถึง 5,000 บาทต่อตู้อย่างที่พูดกัน แต่อยู่ที่เพียง 860 บาทเท่านั้น หรือต่อให้เพิ่มค่ายกเป็นตู้ละ 1,000 บาท ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้มากมายนักหรือมากที่สุด กรณีเรือยังไม่มารับ มีตู้สินค้าถูกวางทิ้งไว้ ตู้นั้นก็จะถูกลากไปเก็บที่ลานด้านนอก จะเสียค่าลากอีกประมาณพันกว่าบาท จึงเป็นไปไม่ได้ที่ไทยจะได้ค่าบริหารจัดการตู้สินค้าถึงตู้ละ 5,000 บาท

3.การค้าขายทางทะเลไม่อาจคิดแบบเดียวกับการตั้งตลาดนัด พล.ร.ต.จตุพร อธิบายข้อนี้ว่า โดยปกติการพัฒนาท่าเรือไม่ใช่ทำทีเดียวให้เสร็จทุกอย่าง แต่แบ่งการพัฒนาออกเป็นระยะๆ เพื่อให้ตอบโจทย์สินค้าแต่ละประเภท เมื่อสินค้าเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ก็เปลี่ยน เรือที่ใช้ขนส่งเปลี่ยน และท่าเรือก็ต้องเปลี่ยน เช่น ท่าเรือน้ำมัน ท่าเรือเทกองแห้ง ท่าเรือตู้คอนเทนเนอร์ การค้าขายทางทะเลจึงต้องอาศัยเวลาในการพัฒนา และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องทำคู่ขนานไปกับความต้องการใช้งาน อีกทั้งต้องทำในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่ทำโดดๆ นำไปก่อนยาวๆ

4.แนวโน้มการค้าในยุคหลังๆ เน้นการค้าในภูมิภาคเดียวกัน (Regional Trade) มากขึ้นโดยนักลงทุนจากที่ไกลๆ เช่น ทวีปยุโรปหรือทวีปอเมริกา จะสอนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศในภูมิภาคนั้นมากขึ้น ส่วนที่พูดกันว่าแลนด์บริดจ์จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ในความเป็นจริงอุตสาหกรรมที่ว่านั้นเน้นเรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (Automation)ไม่จำเป็นต้องเจาะจงตั้งฐานประกอบการเฉพาะบริเวณที่จะมีโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้นแต่อย่างใด

5.กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ที่คาดหวังเรื่องความประหยัดเวลาถ้าเทียบกับการไปอ้อมช่องแคบมะละกา ในความเป็นจริง “ไม่ได้ประหยัดเวลาลงอย่างที่เข้าใจกัน” พล.ร.ต.จตุพรอธิบาย “ข้อจำกัด” เช่น ยังมีเรื่องของการยกตู้สินค้าขึ้น-ลงเรือสินค้าของแต่ละฝั่ง และการขนส่งด้วยรถยนต์หรือรถไฟระหว่างทั้ง 2 ฝั่ง รวมถึงเรือแล่นมาส่งตู้สินค้าแล้วคงไม่ตีเรือเปล่ากลับไป แต่ต้องรอขนตู้สินค้าลอตใหม่ด้วย แม้จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็จะใช้เวลาเฉลี่ย 7 วันต่อฝั่ง หรือมากกว่า 10 วันหากรวมทั้ง 2 ฝั่ง

และ 6.มีความเชื่อกันมานานว่า โครงการเชื่อมด้ามขวาน 2 ฝั่ง หากทำแล้วไทยจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้โครงการทำนองนี้เกิดขึ้น ถึงขั้นมีการกล่าวหาว่าใครที่คัดค้านคือรับงานสิงคโปร์มา แต่ในความเป็นจริง “ผู้ประกอบการหรือสายเรือต้องคำนวณก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่ที่จะเปลี่ยนจากท่าเรือสิงคโปร์มาผ่านประเทศไทย” โดยในหนึ่งในตัวแปรคือ “บริเวณอ่าวไทยมีแท่นขุดเจาะน้ำมันมากถึง 400 แท่น ซึ่งเรือก็ต้องแล่นอ้อมแท่นเหล่านี้”นั่นหมายถึงการเสียเวลาเพิ่มอีกอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

“สรุปสั้นๆ นะ สมมุติฐานโจทย์ที่ตั้งกันมาผิดทุกข้อ ช่องแคบมะละกาไม่ได้แออัด ปริมาณเรือไม่ได้มาก ช่องแคบมะละกาไม่ได้แคบ ไปทางด้ามขวานเราจะช้ากว่าด้วยเพราะต้องหลีกแท่นขุดเจาะอีก 4-5 ชั่วโมง คอยคิวนำร่องอีก เยอะ! ยืนยันฟันธงเลย เพราะมันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ สรุปว่าไปมะละกาไวกว่า” พล.ร.ต.จตุพร กล่าว

อัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ วิศวกรอิสระฉายภาพข้อห่วงใยเรื่อง “สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว” โดยเมื่อดูแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ ปี 2566-2570 ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะแบ่งออกเป็น 6 ข้อ คือ 1.ยกระดับการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัยและมีมูลค่าสูง 2.อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นฐานการผลิตสำหรับสาขาเศรษฐกิจสำคัญของภาค 3.ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

4.ส่งเสริมการใช้งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการแปรรูปสินค้าเกษตรหลักของภาคเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 5.พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจชายแดนใต้ (SEC) และ 6.เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี แต่โครงการแลนด์บริดจ์จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว เช่น ฝั่ง จ.ระนอง พื้นที่ก่อสร้างจำนวนมากอยู่ในเขตอนุรักษ์ อาทิ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง เกาะพยาม พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแหลมสน

ป่าชายเลนบริเวณปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งในปี 2540 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลของโลก อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา รวมไปถึงหมู่เกาะสุรินทร์ ในพื้นที่ จ.พังงา เช่น การตัดถนนผ่านพื้นที่อนุรักษ์ รถบรรทุกจำนวนมากลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์แล่นผ่าน มลพิษทางอากาศและทางเสียงจะส่งผลกระทบมากเพียงใด หรือการสร้างท่าเรือน้ำลึก ซึ่งกระทบกับแหล่งท่องเที่ยวอย่างเกาะพยาม น้ำทะเล ปะการังหายหมด ช่วงก่อสร้างน้ำทะเลก็ไม่ใส ก่อสร้าง 3 ปี ธุรกิจแถวนั้นคงจบกันหมด

“อีกอันก็คือหมู่เกาะสุรินทร์ที่อยู่ตอนล่างถามว่าเกี่ยวอะไร? เรือใหญ่เขาต้องวิ่งผ่านร่องน้ำลึก เพราะคุณไม่ได้ขุดทะเลเหมือนเลนรถยนต์ เรือมันต้องหาร่องน้ำลึกวิ่ง ฉะนั้นร่องน้ำลึกที่สุดคืออยู่ระหว่างภูเขา หรืออุทยาน 2 แห่ง ผมก็ประมาณการเส้นทางเดินเรือขึ้นมาเรือสินค้าใหญ่ๆ จะวิ่งอย่างไรจากทะเลอันดามันจะเห็นว่ามันผ่านสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านหมู่เกาะสำคัญ ผ่านอุทยาน สมมุติคุณไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ เราต้องการความสบายตา-สบายใจ แต่เห็นเรือสินค้าวิ่งอยู่เต็มไปหมด เราจะเสียรายได้จากตรงนี้ไหม?” นายอัตถพงษ์กล่าว

จากฝั่ง จ.ระนอง ข้ามไปฝั่ง จ.ชุมพร อัตถพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ จ.ชุมพร ก็มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร และยังมีแนวปะการัง อยู่นอกเขตอนุรักษ์กว่า 6,000 ไร่ และในเขตอนุรักษ์อีกกว่า 3,000 ไร่ รวมถึงมีป่าชายเลนและหญ้าทะเล อันเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมประมง อนึ่ง “ผลกระทบยังอาจลงไปถึง จ.สุราษฎร์ธานี” เพราะเรือสินค้าต้องแล่นหลบแท่นจุดเจาะน้ำมัน นักท่องเที่ยวที่ไปเยือน “เกาะสมุย-เกาะนางยวน” จะรู้สึกอย่างไรหากเห็นเรือสินค้าแล่นผ่านไป-มา

ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า พื้นที่ฝั่งอันดามัน ทั้งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง แหลมสน หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน หาดท้ายเหมือง ป่าชายเลนพื้นที่สงวนชีวมณฑล พื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพในการเตรียมการเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อย่างใน จ.ระนอง เคยขึ้นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ด้วยซ้ำว่าป่าชายเลนสู่มรดกโลก เรื่องนี้คุยกันมาหลายปีและเป็นความเห็นพ้องของคนในท้องถิ่น มีผลการศึกษาจากทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมหาวิทยาลัย ว่าด้วยความโดดเด่นของพื้นที่

ซึ่งการเป็นมรดกโลกจะมีเกณฑ์ เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน มีแนวปะการังขนาดใหญ่ที่สวยงาม เป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็มีคุณค่าด้านการท่องเที่ยวและความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่ จ.ระนอง มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ มีการกระจายพันธุ์ของพืชและสัตว์ในเขตอินโด-แปซิฟิก กับเขตซุนดรา โดยมีรอยต่ออยู่ตรงลำน้ำกระบุรี หรืออย่างหาดท้ายเหมือง จ.พังงา มีสันทรายโบราณ มีร่องรอยวิวัฒนาการของชายฝั่งทะเล

“ถ้าเราดูพื้นที่ทะเลจำนวนมาก กรมอุทยานฯ ไม่ได้ห้ามเรื่องของประมงพื้นบ้าน กฎหมาย พ.ร.บ. 2562 ฉบับใหม่ ให้ประโยชน์กับประชาชนชุมชนชายฝั่งได้ประโยชน์จากพื้นที่ทะเล ไม่ว่าจะเป็นแหลมสนหรือหมู่เกาะระนอง ก็เป็นพื้นที่ที่มันไม่ใช่พื้นที่อนุรักษ์ห้ามใช้ มันเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งบริเวณนี้ได้ประโยชน์จากทะเลหมู่เกาะระนองเป็นจำนวนมาก”ศักดิ์อนันต์ กล่าว

ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวว่าในบริเวณชายฝั่งทั้ง จ.ระนอง และ จ.ชุมพรมีผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ตามที่ลงทะเบียนไว้กับกรมประมง รวมกันไม่ต่ำกว่า 2,000 คน มีมูลค่าการผลิตแต่ละปีประมาณ 1,000 ล้านบาทยังไม่นับรวมการกระจายรายได้ยังกลุ่มคนฐานรากอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมองว่า การเปลี่ยนจากระบบนิเวศที่ดีไปเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ผลประโยชน์ก็จะเปลี่ยนไปอยู่ในมือกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน อีกทั้งความคุ้มทุนจากการสร้างท่าเรือมีความเป็นไปได้เพียงใด

“ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทั้ง 2 ฝั่งไป ทั้งในเรื่องของป่าชายเลนขนาดใหญ่แล้วก็ชายฝั่ง ซึ่งประโยชน์เชิงนิเวศก็มีนอกเหนือจากการประมง การท่องเที่ยวเราจะใช้ประโยชน์ได้ชั่วระยะยาว แต่ถ้าจะใช้ประโยชน์เรื่องของการเป็นท่าเรือหรือว่าโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ มันมีความไม่แน่นอนในเรื่องของทางเศรษฐกิจ หรือว่าสถานการณ์ต่างๆ อาจจะทำให้โครงการเหล่านี้ใช้ประโยชน์ได้น้อยลง” ชวลิต กล่าว

พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งข้อสังเกตว่า หากไปดูผลการศึกษาของสภาพัฒน์ จะมีขมวดไว้ในหน้าท้ายๆ ว่าลำพังสิ่งอำนวยความสะดวกที่จัดให้ตามปกติแก่ผู้ลงทุนไม่น่าจะเพียงพอ จะต้องมีบริบทอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งน่าเป็นห่วงการตีความคำว่า “บริบทอื่นๆ” เพราะหากบอกว่าลำพังสิทธิบีโอไอนำเข้าเครื่องจักรโดยไม่ต้องเสียภาษี หรือยกเว้นภาษี 8 ปี บวกอีก 5 ปี แล้วยังไม่เพียงพอกับนักลงทุนในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนก่อสร้างในโครงการ คำถามคือนักลงทุนจะขออะไรเพิ่มเติม และสิ่งที่ขอจะก่อปัญหาหรือไม่

“ถ้าสมมุติว่าคนที่จะมาลงทุน ถ้าบอกว่าตลอดแนวฝั่งอันดามัน 100 กิโลเมตร เขาขอสร้างเป็นกาสิโน เป็นรีสอร์ท โดยให้สิทธิ์เขา 90 ปี แบบนี้ชาวบ้านเขาจะยอมไหม? ถ้ามันเกิดปัญหาความขัดแย้งแบบนี้ แล้วเราปล่อยทีโออาร์ออกไปในลักษณะนี้โดยที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนว่ารัฐสามารถที่จะตอบแทนประโยชน์อะไรให้กับผู้ลงทุนได้บ้าง ตรงนี้พอหลังจากออกทีโออาร์แล้วรับข้อเสนอขึ้นมา มันก็จะเกิดความขัดแย้งแล้วก็เป็นความขัดแย้งใหญ่รวมทั้งความขัดแย้งที่เราจะต้องดึงเอาต่างประเทศมาขัดแย้งกับคนภายในประเทศด้วย” พิรียุตม์ ยกตัวอย่าง

สมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ถอดบทเรียนโครงการแลนด์บริดจ์ เส้นทางเชื่อมระหว่าง จ.สงขลา (ฝั่งอ่าวไทย) กับ จ.สตูล (ฝั่งทะเลอันดามัน) ซึ่งถูกคัดค้านจนยกเลิกไป ว่า กรณี จ.สตูล กับ จ.ระนอง เหมือนกันตรงที่เป็นจังหวัดเล็ก ประชากรไม่มาก แต่มีศักยภาพเรื่องการเกษตร ประมงและท่องเที่ยว ดังนั้นพอเห็นการประชาสัมพันธ์โครงการ ในช่วงแรกๆ ประชาชนในพื้นที่ก็ตื่นตาตื่นใจ แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่การได้รับข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ว่าคนในพื้นที่ต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง ข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“อ่าวปากบาราเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งแรกเลย ถ้ามาแผ่นดินใหญ่คุณต้องมาที่อ่าวปากบารา นั่นหมายความว่าอ่าวนี้อาจจะไปภายใต้โครงการนี้ แล้วก็แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ก็จะกระทบทางทะเล การประมงสูญเสีย พื้นที่ที่จะถูกเวนคืนสร้างแลนด์บริดจ์ สร้างรถไฟ สร้างมอเตอร์เวย์ สร้างนิคมอุตสาหกรรม มันก็จะหายไป ข้อมูลเหล่านี้พอถูกนำเสนอคนในพื้นที่เขาเริ่มคิดหนัก ขนาดผู้ประกอบการเองซึ่งเป็นนักธุรกิจ-นักลงทุนในพื้นที่ ตอนแรกๆ เขาก็เชียร์โครงการนี้นะ แต่พอมาฟังดูแล้วเขารู้สึกว่า โห! มันจะคุ้มไหม? เพราะว่าเรากำลังจะเสียทุกอย่างไป ในจังหวัดที่มันมีศักยภาพ” สมบูรณ์ กล่าว

‘พิชิต’ร่วมต้อนรับผู้นำศาสนา-พุทธศาสนิกชนจาก 73 ประเทศในงานวันวิสาขบูชานานาชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805533

‘พิชิต’ร่วมต้อนรับผู้นำศาสนา-พุทธศาสนิกชนจาก 73 ประเทศในงานวันวิสาขบูชานานาชาติ

‘พิชิต’ร่วมต้อนรับผู้นำศาสนา-พุทธศาสนิกชนจาก 73 ประเทศในงานวันวิสาขบูชานานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.25 น.

‘พิชิต’ร่วมงานวันวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ 19 พร้อมต้อนรับผู้นำศาสนาและพุทธศาสนิกชน 73 ประเทศ

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2567 นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยกล่าวต้อนรับผู้นำศาสนาและพุทธศาสนิกชนจาก 73 ประเทศ กว่า 3,500 รูป/คน ซึ่งเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 19 ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา 

นายพิชิต กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญสากลของโลก พร้อมสนับสนุนในทุกๆ ด้านอย่างเต็มที่ เพื่อให้การจัดงานในครั้งนี้ยิ่งใหญ่สมกับที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก โดยในปีนี้คณะสงฆ์ สมาคมสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย มีฉันทามติร่วมกันจัดงานวันวิสาขบูชาโลกเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 ก.ค.2567 ภายใต้หัวข้อ “พุทธวิถีสู่การสร้างความไว้วางใจ และความสามัคคี” จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างพุทธศาสนิกชนและองค์กรชาวพุทธ ตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับนานาชาติ
 

ความภูมิใจชาวพุทธ!!! เปิดภาพงานประชุมสงฆ์ธรรมยุตสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 39 ณ วัดพุทธดัลลัส

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805529

ความภูมิใจชาวพุทธ!!! เปิดภาพงานประชุมสงฆ์ธรรมยุตสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 39  ณ วัดพุทธดัลลัส

ความภูมิใจชาวพุทธ!!! เปิดภาพงานประชุมสงฆ์ธรรมยุตสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 39 ณ วัดพุทธดัลลัส

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.59 น.

งานประชุมสงฆ์ธรรมยุตสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 39 วันที่ 10-11 พ.ค. 2567 ณ วัดพุทธดัลลัส (Buddhist Center of Dallas) เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา มีพระธรรมวชิรปาโมทย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระธีรญานมุนี องค์ประธานพระธรรมยุตโลกมาเป็นประธานของงาน พระเทพกิตติวิมล เจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา เมืองแอตแลนต้า เป็นประธานการประชุม
พระเทพสารสุธี เจ้าอาวาสวัดพุทธดัลลัส รองประธานคณะสงฆ์ธรรมยุต สหรัฐอเมริกา เจ้าภาพสถานที่จัดการประชุม คุณจุลีพจน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อุปทูต เป็นผู้แทนเอกอัครราชทูต สถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันดีซี ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย คุณ Kathy Stewart ในฐานะผู้แทนจากนายกเทศมนตรีเมืองดัลลัส นายแพทย์ทูล เทพโภทย์ รองประธานกรรมการฝ่ายฆราวาสวัดพุทธดัลลัส ในฐานะผู้แทนวัดพุทธดัลลัส นายแพทย์ไพโรจน์ ประทุมรัตน์ ในฐานะผู้แทนชาวไทยในเมืองดัลลัสแขกผู้มีเกียติทั้งสี่ท่านกล่าวต้อนรับคณะสงฆ์และกล่าวเปิดงาน

การประชุมสงฆ์คณะธรรมยุตสหรัฐอเมริกาจัดขึ้นทุกปีโดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสถานที่จัดไปตามรัฐต่างๆ วัดพุทธดัลลัสเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเมื่อสิบสองปีที่แล้วและในปีนี้ พ.ศ.2567 ก็ได้กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งหนึ่ง ถือเป็นความภูมิใจและเป็นเกียรติแก่ชาวพุทธในเมืองดัลลัสและเมืองใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่ง

การประชุมเริ่มขึ้นวันศุกร์ที่ 10 พ.ค. เป็นการประชุมกลุ่มย่อยเฉพาะกรรมการบริหารเพื่อกำหนดแนวทางรายละเอียดของการประชุมคณะสงฆ์ธรรมยุตทั้งหมดในวันเสาร์ที่ 11 พ.ค.โดยเนื้อหาของการประชุมส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการดำเนินงาน,อุปสรรคและปัญหาต่างๆ รวมทั้งการรักษาความปลอดภัยของพระและของวัดโดยทั่วไป ช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 11 พ.ค.หลังเสร็จการประชุม คณะสงฆ์ธรรมยุตสหรัฐอเมริกาที่มาร่วมประชุม พร้อมสาธุชนที่มาช่วยงานการประชุมได้จัดพิธีสวดมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชวโรกาสเฉลิมพระชนม์มายุครบ 72 พรรษาในปี พ.ศ.2567 นี้

สำหรับวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค.2567 วัดพุทธดัลลัสฉลองครบรอบ 42 ปีโดยอาศัยโอกาสที่มีพระเถรานุเถระจำนวนมากจากวัดต่างๆทั่วสหรัฐอเมริกากว่า 130 รูปที่มาร่วมการประชุมฯจัดพิธีทักษิณานุปทานสวดมาติกาบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้มีอุปการคุณแก่วัดพุทธดัลลัสที่ล่วงลับไปแล้ว หลังจากนั้นเป็นการสวดเจริญพระพุทธมนต์โดยพระเถระผู้ใหญ่กว่า 50 รูปเพื่อเป็นสิริมงคลแก่วัดพุทธดัลลัสและสาธุชนที่มาร่วมงาน ช่วงบ่ายมีการแสดงดนตรีไทยและนาฎศิลป์จากครูอาสาสมัคร ร.ร.วัดพุทธดัลลัส วัดพุทธดัลลัสก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2525 โดยหนึ่งในพระรูปแรกผู้ก่อตั้งคือพระอมราภิรักขิต หรือปัจจุบันคือ สมเด็จพระธีรญานมุนี กรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร

 วัดพุทธดัลลัสสมัยเริ่มแรกตั้งอยู่ที่ 10355 Country club dr. Dallas ,TX ต่อมาในปี 2526 คณะกรรมการวัดเห็นว่าที่ตั้งของวัดอยู่ในเขตที่อยู่อาศัย ไม่เหมาะกับการจะทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่จะต้องมีสาธุชนมาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ปัจจุบันคือ 8484 Stult rd. ซึ่งใหญ่กว่าและเหมาะต่อการทำกิจกรรมทางศาสนาและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย

วัดพุทธดัลลัส(Buddhist Center of Dallas)เล็งเห็นความสำคัญในการเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองดัลลัสและเมืองใกล้เคียง จึงจัดให้มีการทำพิธีทางศาสนาเป็นหลักเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจและที่ศึกษาพระธรรมคำสองของพระพุทธเจ้า

นอกจากนั้น ยังเล็งเห็นถึงการเจริญเติบโตของลูกหลานไทยที่เกิดในต่างแดน อยากให้ได้เรียนรู้ภาษาไทย ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทย จึงได้จัดตั้ง ร.ร.วัดพุทธดัลลัสขึ้น โดยใช้ศาลาเอนกประสงค์ของวัดเป็นที่เรียน แต่เนื่องจากมีผู้ปกครองที่สนใจพาลูกหลานมาเรียนมากขึ้น ทำให้สถานที่คับแคบ ไม่สามารถรองรับความต้องการได้ทั่วถึง พระเทพสารสุธี ท่านเจ้าอาวาส จึงมีดำริให้สร้างโรงเรียนและศูนย์วัฒนธรรมขึ้น ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วแต่ยังขาดปัจจัยอีกจำนวนไม่น้อย ซึ่งต้องอาศัยแรงศรัทธาจากญาติโยมช่วยกันบริจาคเพื่อให้สถานที่แห่งนี้เสร็จเรียบร้อยและเปิดใช้งานในปีการศึกษาหน้านี้ ท่านที่สนใจจะบริจาคปัจจัยสมทบทุนกรุณาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Buddhist Center of Dallas.

รัฐบาลแจง‘ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกแต่ง‘ชุดนักเรียน’ ย้ำผ่อนผันเพื่อลดค่าใช้จ่าย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805516

รัฐบาลแจง‘ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกแต่ง‘ชุดนักเรียน’ ย้ำผ่อนผันเพื่อลดค่าใช้จ่าย

รัฐบาลแจง‘ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกแต่ง‘ชุดนักเรียน’ ย้ำผ่อนผันเพื่อลดค่าใช้จ่าย

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.45 น.

รัฐบาลแจง‘ศธ.’ไม่ได้ยกเลิกแต่ง‘ชุดนักเรียน’ ย้ำผ่อนผันเพื่อลดค่าใช้จ่าย

19 พฤษภาคม 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีผู้โพสต์ข้อมูลในเฟซบุ๊กว่า กระทรวงศึกษาธิการ สั่งประกาศให้ยกเลิกแต่งชุดนักเรียนนั้น ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ พร้อมขอชี้แจงว่า การยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและผู้ปกครอง ทางกระทรวงศึกษาธิการจึงแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดพิจารณายกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบและรองเท้าของนักเรียน เป็นชุดหรือรองเท้าอื่น โดยคำนึงถึงความประหยัดและเหมาะสม

นายคารมระบุ การยกเว้นหรือผ่อนผัน สถานศึกษาจะพิจารณาเป็นรายตามความเหมาะสมพร้อมรายงาน รมว.ศธ. ทราบ ไม่ใช่การสั่งยกเลิกชุดนักเรียน เนื่องจากเริ่มมีเพจออนไลน์บางเพจตั้งใจสื่อสารว่า กระทรวงยกเลิกชุดนักเรียน ซึ่งคำว่า ยกเลิก กับ ยกเว้น มีความหมายแตกต่างกัน ทั้งนี้ การออกหนังสือของ ศธ. มีวัตถุประสงค์ให้ยกเว้นหรือผ่อนผัน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาสามารถตัดสินใจได้เอง การออกหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริหารสถานศึกษาให้ดำเนินการได้ในแนวทางเดียวกัน

“ยกเว้นการแต่งชุดนักเรียน หมายถึง พิจารณาแล้วว่าเด็กมีความจำเป็นเรื่องการหาชุดนักเรียนตามระเบียบมาใส่ อาจยกเว้นไม่ต้องแต่งชุดนักเรียน โดยใส่ชุดอื่นที่เหมาะสม เช่น ชุดพละ หรือชุดที่มีอยู่ไปก่อน เมื่อจัดหาชุดนักเรียนได้แล้วก็ใส่ชุดนักเรียนตามปกติ ส่วนยกเลิกการแต่งชุดนักเรียน หมายถึง ทุกคนในประเทศไม่ต้องแต่งชุดนักเรียน เครื่องแบบนักเรียนจะไม่มีอีกต่อไป” นายคารม กล่าว

ยกเว้น ไม่ใช่ ยกเลิก! ปมผ่อนผันแต่งเครื่องแบบนักเรียน วอนโซเชียลสื่อสารตรงประเด็น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805409

ยกเว้น ไม่ใช่ ยกเลิก! ปมผ่อนผันแต่งเครื่องแบบนักเรียน วอนโซเชียลสื่อสารตรงประเด็น

ยกเว้น ไม่ใช่ ยกเลิก! ปมผ่อนผันแต่งเครื่องแบบนักเรียน วอนโซเชียลสื่อสารตรงประเด็น

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.15 น.

“ยกเว้น ไม่ใช่ ยกเลิก” โฆษก ศธ. ‘สิริพงศ์’ แจงชัด ประกาศยกเว้น/ผ่อนผันแต่งเครื่องแบบนักเรียน ตั้งใจลดความเดือดร้อนของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ไม่ได้สั่งยกเลิกชุดนักเรียน วอนโซเชียลสื่อสารตรงประเด็น อย่าสร้างกระแสข่าวปลอม

วันที่  18 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์​ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการเผยแพร่ข่าวที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ มีหนังสือแจ้งหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด/ในกำกับ กระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและผู้ปกครอง​ ซึ่งมาจากการสำรวจความเดือดร้อนของผู้ปกครองนักเรียนก่อนหน้านี้​ ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครองในการหาเงินมาซื้อเสื้อผ้าชุดเครื่องแบบของนักเรียน จึงแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัด พิจารณายกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบและรองเท้าของนักเรียน เป็นชุดหรือรองเท้าอื่น โดยคำนึงถึงความประหยัดและเหมาะสม 

แต่ช่วงที่ผ่านมากลับมีเพจต่าง ๆ นำข้อมูลดังกล่าวไปสื่อสารคลาดเคลื่อน โดยไปใช้คำว่า “ยกเลิก” ซึ่งจากหนังสือของกระทรวงศึกษาธิการไม่มีคำนี้อยู่เลย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ผู้คนที่ไม่ได้อ่านรายละเอียดเกิดความเข้าใจผิด คิดว่า ศธ.ยกเลิกชุดนักเรียนแล้ว ต่อไปนี้ทุกคนไม่ต้องใส่แล้ว ชุดที่ซื้อมาก็เสียเงินไปเปล่า ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่การยกเลิกชุดนักเรียนแต่อย่างใด

“ผมขอชี้แจงอย่างชัดเจนเลยว่า คำว่า ‘ยกเว้น/ผ่อนผัน’ กับคำว่า ‘ยกเลิก’ แตกต่างกันเป็นคนละความหมายอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างการยกเว้น/ ผ่อนผันการแต่งชุดนักเรียน หมายถึง ทางโรงพิจารณาแล้วว่าเด็กมีความจำเป็นเรื่องการหาชุดนักเรียนตามระเบียบมาใส่ โดยครอบครัวเด็กอาจมีปัญหาทางการเงิน มีลูก 5 คน ซื้อพร้อมกันไม่ไหว แบบนี้ทางโรงเรียนก็สามารถยกเว้นให้เด็กไม่ต้องแต่งชุดนักเรียน โดยใส่ชุดอื่นที่เหมาะสมเช่นชุดพละ หรือชุดที่มีอยู่ไปพลางก่อน เมื่อจัดหาชุดนักเรียนได้แล้วก็ใส่ชุดนักเรียนมาตามปกติ ส่วนการยกเลิกการแต่งชุดนักเรียนนั้น ความหมายมันกว้างถึงขั้นว่าเด็กทุกคนในประเทศไม่ต้องแต่งชุดนักเรียนแล้ว เครื่องแบบนักเรียนจะไม่มีอีกต่อไป ซึ่งมันไม่ใช่การประกาศจาก ศธ. เป็นการนำข้อมูลไปบิดเบือน สร้างความตกใจ และความสับสนเป็นอย่างยิ่ง” นายสิริพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้ในการปฏิบัติงาน เมื่อเกิดกรณีนักเรียนมีความเดือดร้อนในการจัดหาชุดนักเรียนให้ทันเปิดเทอมแบบนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถตัดสินใจได้เองอยู่แล้ว​ โดยให้ผู้ปกครองของนักเรียน มาทำข้อตกลง กับโรงเรียน ในการยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งชุดนักเรียน จนกว่าจะมีความพร้อม แต่ทางส่วนกลางก็ออกหนังสือเพื่อเป็นลายลักษณ์อักษรสร้างความมั่นใจให้ผู้บริหารสถานศึกษาดำเนินการได้ในแนวทางเดียวกัน 

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำอีกครั้งว่าเป็นการยกเว้นหรือผ่อนผัน พิจารณาเป็นรายไปตามความเหมาะสม พร้อมรายงานให้ รมว.ศธ. ทราบด้วย ศธ.​ มุ่งมั่นในการ สร้างการศึกษา​ “เรียนดี  มีความสุข”  ซึ่งความสุขส่วนหนึ่งจะเกิดขึ้นได้​ ก็ด้วยการเข้าอกเข้าใจและช่วยเหลือผู้ปกครองนักเรียน​ ไม่ใช่การสั่งยกเลิกการแต่งชุดนักเรียนแต่อย่างใด 

สพฐ.กำชับโรงเรียน ผ่อนปรนเครื่องแบบนักเรียนเป็นรายบุคคล ตามความเหมาะสม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805402

สพฐ.กำชับโรงเรียน ผ่อนปรนเครื่องแบบนักเรียนเป็นรายบุคคล ตามความเหมาะสม

สพฐ.กำชับโรงเรียน ผ่อนปรนเครื่องแบบนักเรียนเป็นรายบุคคล ตามความเหมาะสม

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.57 น.

วันที่ 18 พฤษภาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 แล้ว ซึ่ง สพฐ. ได้กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) สร้างโอกาสให้เด็กไทยเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยสนับสนุนค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ค่าจัดการศึกษา (รายหัว) รวมถึงค่าเครื่องแบบนักเรียน ให้แก่นักเรียนทุกระดับชั้น เพื่อช่วยลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ให้นักเรียนในทุกพื้นที่ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

“ทั้งนี้ หลังจากกระทรวงศึกษาธิการได้ออกหนังสือ เรื่อง การยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งกายเครื่องแบบนักเรียน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จึงได้กำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ในเรื่องแนวทางการยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งกายของนักเรียน ว่า มิใช่การยกเลิกการแต่งกายตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 แต่เป็นการเปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถพิจารณา ยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งกาย ให้แก่นักเรียนได้ตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองเป็นสำคัญ ซึ่ง สพฐ. จะนำผลการดำเนินการรายงานให้ รมว.ศธ. รับทราบต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

UN ร่วมกับพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป จัดกิจกรรมรำลึกวันวิสาขบูชาวันสำคัญของโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805389

UN ร่วมกับพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป จัดกิจกรรมรำลึกวันวิสาขบูชาวันสำคัญของโลก

UN ร่วมกับพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป จัดกิจกรรมรำลึกวันวิสาขบูชาวันสำคัญของโลก

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.48 น.

UN ร่วมกับพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป จัดกิจกรรมรำลึกวันวิสาขบูชาวันสำคัญของโลก

พระวิมลศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ส.ธ.ย. เปิดเผยว่า สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ส.ธ.ย. และองค์กรภาคี อาทิ องค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา คณะผู้แทนถาวรศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึกวันวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของโลก ในวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 เวลา 14.00 – 16.00 น. ณ อาคารสำนักงานสหประชาชาติ นครเจนีวา (UNOG) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

“สำหรับกิจกรรมในวันงานมีการเชิญบุคคลสำคัญทั้งในองค์การสหประชาชาติ และผู้แทนประเทศต่างๆ ร่วมสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา มีปาฐกถาธรรมจากบุคคลสำคัญ และผู้แทนพระธรรมทูต เพื่อรำลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงมีพระเมตตาธรรมและพระขันติธรรมในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจหลักในการสร้างสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ“ พระวิมลศาสนวิเทศ กล่าว

ทั้งนี้ได้มีการเชิญบุคคลสำคัญได้แก่  ผู้อำนวยการใหญ่ UNOG  เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประเทศที่นับถือศาสนาพุทธหรือมีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธ เช่น ภูฏาน กัมพูชา อินเดีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ลาว มองโกเลีย เมียนมา เนปาล เวียดนาม มาเลเซีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ รวมถึงผู้แทนคณะถาวรประเทศอื่นๆ และเอกอัครราชทูตไทยประจำสมาพันธรัฐสวิส เป็นต้น ร่วมงาน สอบถามรายละเอียดและติดตามการร่วมกิจกรรมได้ที่ http://www.utse.info , E-mail:Utse2003@gmail.com

ความลักลั่นคดีความ ‘คนรวย-คนจน’ เสียงเร่งเร้าภายใน สู่รั้ว ‘ธรรมศาสตร์’ ของนักศึกษารางวัลเรียนดี ‘สัญญาธรรมศักดิ์’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805386

ความลักลั่นคดีความ ‘คนรวย-คนจน’ เสียงเร่งเร้าภายใน สู่รั้ว ‘ธรรมศาสตร์’ ของนักศึกษารางวัลเรียนดี ‘สัญญาธรรมศักดิ์’

ความลักลั่นคดีความ ‘คนรวย-คนจน’ เสียงเร่งเร้าภายใน สู่รั้ว ‘ธรรมศาสตร์’ ของนักศึกษารางวัลเรียนดี ‘สัญญาธรรมศักดิ์’

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.18 น.

ความลักลั่นคดีความ ‘คนรวย-คนจน’ เสียงเร่งเร้าภายใน สู่รั้ว ‘ธรรมศาสตร์’ ของนักศึกษารางวัลเรียนดี ‘สัญญาธรรมศักดิ์’

88.86 จากคะแนนเต็ม 100 ทำให้ ธีรโชติ ป้องกันภัย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นผู้ได้รับ ‘รางวัลเรียนดี’ เนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2567 โดยมี    ศ.พิเศษ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี เดินทางมามอบรางวัลด้วยตัวเอง

สำหรับ ‘ธีรโชติ’ แล้ว เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งในมุมมองของ ‘ธีรโชติ’ มาตรวัดความยุติธรรมของประเทศนี้ ยังมีความสั่นคลอน

ในสมัยที่ ‘ธีรโชติ’ เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เขาตั้งคำถามตัวโตต่อปรากฏการณ์ที่เขาเรียกว่าความไม่เท่าเทียมกันระหว่าง ‘คนรวย’ กับ ‘คนจน’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดคดีความหรือมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม

ดูเหมือนว่า ‘คนรวย’ จะจัดการทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย ส่วนใหญ่มักรอดพ้นหรือได้รับผลกรรมไม่สาสมกับฐานความผิด ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับวิบากที่เกิดขึ้นกับ ‘คนจน’ ที่ในหลายกรณี โทษทัณฑ์รุนแรงจนถึงขั้นสั่นสะเทือนความรู้สึกด้านในของผู้สังเกตการณ์ภายนอก

“ผมเกิดคำถามว่าทำไมคนรวยในประเทศนี้ถึงไม่ต้องติดคุก ในขณะที่คนจนกลับถูกปฏิบัติอีกแบบ ซึ่งเกิดคำถามแบบนี้ในช่วงที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ผมคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่เกิดกรณีแบบนี้บ่อยๆ”

นั่นคือเหตุผลที่มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจ และนำพาให้ ‘ธีรโชติ’ เลือกที่จะศึกษาต่อในคณะนิติศาสตร์ และต้องเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เท่านั้น

สำหรับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในมุมมองของ ‘ธีรโชติ’ เขามั่นใจว่า ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งแรกๆ    ที่เปิดสอนวิชากฎหมาย เป็นสถาบันแถวหน้าที่มีชื่อเสียง คณาจารย์ที่มาสอนก็เป็นบุคคลในกระบวนการยุติธรรมจริงๆ เป็นคณะกรรมการร่างกฎหมาย เป็นศาสตราจารย์ เป็นครูทางด้านกฎหมายในสาขาวิชานั้นๆ โดยเฉพาะ

ดังนั้นการได้เข้ามาเรียนกับอาจารย์ที่เก่งและเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในระดับประเทศ จึงมีส่วนยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เก่งไปมากขึ้น อีกทั้งบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างทางความคิด มีความตื่นตัวทางการเมือง ก็ยังช่วยหนุนเสริมความรู้สึก ‘อิน’ ไปกับการศึกษาวิชากฎหมาย ที่พร้อมจะไปเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมด้วย

ธีรโชติ บอกว่า กฎหมายคือสิ่งที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม ซึ่งบางเรื่องก็กำลังถูกพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น แต่บางเรื่องก็ยังคงเป็นต้นตอของปัญหาที่จะตามมาอีกมากมาย เช่น รัฐธรรมนูญที่ถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เกิดขึ้นในยุคคณะรัฐประหาร และนำไปสู่กลไกต่างๆ ที่ถูกตั้งคำถาม เช่น การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ความชอบธรรมในการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ

อย่างไรก็ตามปัญหาใหญ่ที่สุดของกระบวนการยุติธรรม ยังคงเป็นเรื่อง ‘การเลือกปฏิบัติ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง ตัวอย่างเช่นกรณีของ ‘นักโทษวีไอพี’ ในขณะนี้ ที่ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถตอบคำถามกับสังคมได้ว่าเหตุใดจึงมีบุคคลที่ได้สิทธิพิเศษเช่นนั้น

“หากเราไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ก็จะไม่มีใครเชื่อมั่นในกฎหมายอีกต่อไป เมื่อคนศรัทธาในกฎหมายน้อยลง คนก็อาจไปเชื่อกฎหมู่ หรืออาจไปเชื่อศาลเตี้ย หากคิดว่าทำผิดกฎหมายแล้วช่างมัน เรามีเงินก็ไม่ต้องติดคุก แบบนี้สังคมก็คงเดินหน้าต่อไปไม่ได้”

‘ธีรโชติ’ จึงตั้งเป้าหมายไว้หลังสำเร็จการศึกษาจากรั้วธรรมศาสตร์ว่า จะนำความรู้ที่ได้รับไปช่วยทำให้สังคมดีขึ้นผ่านกลไกกระบวนการยุติธรรม อาจเริ่มต้นในบทบาทของทนายความ เดินหน้าว่าความ เก็บคดี ไปจนสู่จุดหมายสูงสุดที่เขามุ่งหวังคือการนั่งเป็น ‘ผู้พิพากษา’ เพื่อพิจารณาตัดสิน

“หากวันหนึ่งเรามีอำนาจหน้าที่ พร้อมกับมีอุดมการณ์ มีองค์ความรู้ มีจิตใจที่พร้อมให้ความยุติธรรม เชื่อว่าการตัดสินของเราจะสามารถทำให้คนที่เข้ามา ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม ทำให้เขาเชื่อว่าเมื่อเรื่องเดินทางมาถึงคำตัดสินของศาลแล้ว ทุกอย่างเป็นที่ยุติ ผมคิดว่านี่คือจุดสูงสุดของการเป็นนักกฎหมาย”

เมื่อย้อนกลับมาในปัจจุบัน การใช้ชีวิตในฐานะนักศึกษาวิชากฎหมาย ‘ธีรโชติ’ เล่าว่า ธรรมชาติของการเรียนคณะนิติศาสตร์ วิชาส่วนใหญ่จะไม่มีการเช็คชื่อหรือส่งงาน แต่จะไปวัดผลที่คะแนนสอบเพียงอย่างเดียว นั่นทำให้ ‘เด็กนิติฯ’ มักใช้เวลาไปกับการเตรียมตัวอ่านหนังสือเป็นหลัก แต่พื้นฐานขั้นแรกคือการเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพราะการสอนในห้องเรียนนั้นมีส่วนช่วยให้จดจำได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันเนื้อหาที่อาจารย์เตรียมมาสอน ก็มักจะคัดมาแล้วในประเด็นที่มุ่งเน้นเป็นหลัก ช่วยให้นักศึกษาสามารถเตรียมตัวสอบได้อย่างตรงเป้ามากขึ้น

นอกจากนั้น การเรียนในห้องยังช่วยให้นักศึกษาสามารถสอบถามกับอาจารย์ได้โดยตรง ในประเด็นใดที่ยังไม่เข้าใจ เพราะบางครั้งเนื้อหาของกฎหมายเพียงบรรทัดเดียวอาจ ‘ตีความ’ ได้หลายอย่าง ซึ่งหากปล่อยให้ไม่เข้าใจ ก็อาจหมายถึงคะแนนสอบที่จะสูญเสียไปได้

กรณีหากชอบที่จะค้นคว้าหาข้อมูลเอง ห้องสมุดของ มธ. ก็นับว่ามีความเพียบพร้อมไปด้วยหนังสือวิชากฎหมาย ทั้งของอาจารย์และปูชนียบุคคลทางนิติศาสตร์มากหน้าหลายตา หรือการหาอ่านคำพิพากษาของศาลเพื่อศึกษาแนวทางการปรับใช้กฎหมาย ก็มีให้ค้นคว้าได้อย่างครบครัน ขณะที่การเข้าร่วมกิจกรรมก็มีความจำเป็น เช่น ‘มหกรรมรพีวิชาการ’ แข่งขันตอบปัญหากฎหมายต่างๆ ซึ่งโดยส่วนตัว ‘ธีรโชติ’ ชื่นชอบกิจกรรมเชิงวิชาการ

ท้ายที่สุด นักศึกษารางวัลเรียนดี เนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2567 ย้ำว่า ถ้าเราไม่มีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม สังคมก็เดินหน้าไปต่อไม่ได้ ซึ่งความรู้จากคณะนิติศาสตร์น่าจะมีศักยภาพทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมมากขึ้น

กยศ.พักหนี้ผู้ต้องขัง 4 พันคน ยอดหนี้กว่า 200 ล้าน ปลดผู้ค้ำกว่า 2 หมื่นคน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805362

กยศ.พักหนี้ผู้ต้องขัง 4 พันคน ยอดหนี้กว่า 200 ล้าน ปลดผู้ค้ำกว่า 2 หมื่นคน

กยศ.พักหนี้ผู้ต้องขัง 4 พันคน ยอดหนี้กว่า 200 ล้าน ปลดผู้ค้ำกว่า 2 หมื่นคน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 21.02 น.

กระทรวงยุติธรรมจับมือ กยศ.พักหนี้ผู้ต้องขัง 4 พันคน เผยยอดหนี้กว่า 200 ล้านบาท  และปลดผู้ค้ำกว่า 2 หมื่นคน 

วันที่ 17 พ.ค. 67 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงยุติธรรม ระหว่างกรมราชทัณฑ์กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครอง เด็กและเยาวชน กับ กยศ.โดยพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พันตำรวจโทประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นายเรืองศักดิ์ สุวารี กับนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการ กยศ.

พันตำรวจเอกทวี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงยุติธรรม ระหว่างกรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมคุมประพฤติ กับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ คือ กยศ.จะทำการพักหนี้ให้กับผู้ต้องขังที่เป็นหนี้กยศ. แล้วพ่อแม่ ผู้ปกครองต้องนำทรัพย์สินไปค้ำประกัน

ทั้งนี้ จากการสำรวจผู้ต้องขังที่เป็นลูกหนี้ กยศ.มีอยู่ราว 4,000 คน ซึ่งอยู่ในเรือนจำไม่ทางที่จะหาเงินไปชำระหนี้ได้  กยศ.จะปลดการ ค้ำประกันเพื่อให้พ่อแม่ได้นำทรัพย์ไปใช้ลงทุนทำอย่างอื่นได้ สำหรับหนี้ผู้ต้องขังก็จะปรับโครงสร้างหนี้ พักการเก็บชำระไว้ก่อน ซึ่งมียอดหนี้รวมของผู้ต้องขังกว่า 200 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละประมาณ 45,000 บาท พร้อมกันนี้ จะช่วยเหลือพักหนี้กยศ.และปลดผู้ค้ำประกัน  ทั้งนี้จากการสำรวจในกลุ่มผู้ถูกคุมประพฤติ คาดว่ามีเกือบ 2 หมื่นคน ที่เป็นลูกหนี้ กยศ.

สำหรับความร่วมมือพักหนี้ผู้ต้องขัง จะช่วยให้ กยศ.ได้รู้ข้อมูลติดตามลูกหนี้ในเรือนจำได้ ขณะเดียวกันช่วยแบ่งเบา ภาระผู้ต้องขังคลายกังวลว่าพ่อแม่ที่ค้ำประกันจะถูกยึดทรัพย์จากการผิดนัดชำระหนี้ ตลอดจนสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อให้ผู้ต้องโทษ ได้กลับคืนสู่สังคมได้

ผอ.เคลียร์ปมดราม่าโรงเรียนดังโคราช ให้นักเรียนยืนเข้าแถวตากแดดหน้าเสาธง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805360

ผอ.เคลียร์ปมดราม่าโรงเรียนดังโคราช ให้นักเรียนยืนเข้าแถวตากแดดหน้าเสาธง

ผอ.เคลียร์ปมดราม่าโรงเรียนดังโคราช ให้นักเรียนยืนเข้าแถวตากแดดหน้าเสาธง

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 20.52 น.

ดราม่าโรงเรียนดังให้นักเรียนยืนเข้าแถวตากแดดหน้าเสาธง ล่าสุดให้ยืนเข้าแถวในร่มแล้ว ผอ.รร.ชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ค นักเรียนเลว ได้โพสต์ภาพการเข้าแถววันเปิดเทอมของสถานศึกษาชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา โดยเป็นภาพที่ให้เด็กนักเรียนยืนตากแดดเข้าแถวหน้าเสาธงกลางแดด ซึ่งเป็นภาพที่นำมาจากเพจของโรงเรียนดังกล่าว พร้อมข้อความในเพจของโรงเรียนที่ระบุว่า “ ต้อนรับวันแรกของการเปิดเทอม”พร้อมแคปชั่นว่า”สวัสดีวันเปิดเทอม 1/2567 ขอให้นักเรียนมีความสุขกับการเรียนทุกคนครับ”

โดยทางเพจนักเรียนเลวระบุว่า แม้ว่าทาง สพฐ.จะออกมาย้ำแล้วว่าในช่วงสภาพอากาศร้อนจัดเช่นนี้ ให้สถานศึกษาพิจารณาเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงในการก่อโรคภัยต่างๆ แต่ก็ยังมีภาพการตากแดดเกิดขึ้น ทำให้ทางผู้ปกครอง และชาวเน็ตต่างแห่มาแสดงความเห็น ส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่า ในเมื่อโรงเรียนเองก็มีโดมบังแดด จะให้เด็กมาตากแดดกลางแจ้งทำไม ภาพที่ถ่ายก็ยังถ่ายจากในร่ม และย้ำว่าการตากแดดยามเช้าไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายแต่อย่างใด

วันนี้ (17 พฤษภาคม 2567) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ถูกกล่าวถึงในโพสต์ เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ และเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยในเช้าวันนี้ทางโรงเรียนได้ให้เด็กนักเรียนทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชั้น ม.1 – ม.6 จำนวนทั้งหมดกว่า 4,200 คน ยืนเข้าแถวเคารพธงชาติภายใต้โดมของอาคารต่างๆ และบริเวณหน้าอาคารที่ไม่โดนแสงแดด หลังจากเกิดกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์เรื่องการยืนเข้าแถวเคารพธงชาติตากแดดหน้าเสาธง ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียนชี้แจงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันเท่านั้น

นายสุพล เชื่อมพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ชี้แจงว่า โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย มีเด็กนักเรียนชายล้วนระดับชั้น ม.1 – ม.6 รวมกว่า 4,200 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนได้ประชุมหารือกันไว้แล้วว่า ในวันแรกของการเปิดเทอมทางโรงเรียนเห็นสมควรให้เด็กนักเรียนทุกสายชั้นมารวมตัวกันเข้าแถวหน้าเสาธงในตอนเช้า ซึ่งเป็นครั้งแรกของการเปิดภาคเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้พบปะ และรู้จักกันมากขึ้น รวมทั้งจะได้ให้เด็กนักเรียนที่เข้าใหม่ระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนใหม่ ได้ทราบรายละเอียด และข้อปฏิบัติต่างๆ ของโรงเรียนและหลังจากนั้นในวันต่อมา เด็กนักเรียนทุกระดับชั้นก็จะไปเข้าแถวภายในอาคารสถานที่ต่าง ๆ ที่โรงเรียนได้จัดเตรียมเอาไว้ เพราะทราบดีว่าทุกวันนี้อากาศร้อน และที่สำคัญบริเวณอาคารโดมใหญ่ของโรงเรียนไม่ได้อยู่ใกล้เสาธง ยังไม่มีเครื่องขยายเสียง จึงต้องมีการติดตั้งเครื่องขยายเสียงเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับฟังข่าวสารจากครูในแต่ละวันอย่างชัดเจน

โดยทางโรงเรียนได้กำหนดให้เด็กนักเรียน ม.1 และ ม.2 ไปเข้าแถวทุกเช้าที่อาคารธรรมสถาน เด็กนักเรียน ม.3 และ ม.4 ไปเข้าที่โดมอาคาร 111 ปี และเด็กนักเรียน ม.5 และ ม.6 ไปเข้าที่แถวบริเวณอาคารโรงอาหาร  ซึ่งแต่ละอาคารมีหลังคากันแดดกันฝนอย่างมั่นคงแข็งแรง ทั้งนี้อยากฝากไปถึงผู้ปกครองว่า ทางโรงเรียนไม่มีเจตนาที่จะให้เด็กนักเรียนยืนเข้าแถวตากแดดแต่ประการใด และช่วงเช้าวันเปิดเรียนวันแรกอุณหภูมิก็ไม่สูงมากนัก อีกทั้งระยะเวลาในการยืนเข้าแถวก็ใช้เวลารวมกันประมาณ 10 นาทีเท่านั้น