ผอ.เคลียร์ปมดราม่าโรงเรียนดังโคราช ให้นักเรียนยืนเข้าแถวตากแดดหน้าเสาธง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805360

ผอ.เคลียร์ปมดราม่าโรงเรียนดังโคราช ให้นักเรียนยืนเข้าแถวตากแดดหน้าเสาธง

ผอ.เคลียร์ปมดราม่าโรงเรียนดังโคราช ให้นักเรียนยืนเข้าแถวตากแดดหน้าเสาธง

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 20.52 น.

ดราม่าโรงเรียนดังให้นักเรียนยืนเข้าแถวตากแดดหน้าเสาธง ล่าสุดให้ยืนเข้าแถวในร่มแล้ว ผอ.รร.ชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ค นักเรียนเลว ได้โพสต์ภาพการเข้าแถววันเปิดเทอมของสถานศึกษาชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา โดยเป็นภาพที่ให้เด็กนักเรียนยืนตากแดดเข้าแถวหน้าเสาธงกลางแดด ซึ่งเป็นภาพที่นำมาจากเพจของโรงเรียนดังกล่าว พร้อมข้อความในเพจของโรงเรียนที่ระบุว่า “ ต้อนรับวันแรกของการเปิดเทอม”พร้อมแคปชั่นว่า”สวัสดีวันเปิดเทอม 1/2567 ขอให้นักเรียนมีความสุขกับการเรียนทุกคนครับ”

โดยทางเพจนักเรียนเลวระบุว่า แม้ว่าทาง สพฐ.จะออกมาย้ำแล้วว่าในช่วงสภาพอากาศร้อนจัดเช่นนี้ ให้สถานศึกษาพิจารณาเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงในการก่อโรคภัยต่างๆ แต่ก็ยังมีภาพการตากแดดเกิดขึ้น ทำให้ทางผู้ปกครอง และชาวเน็ตต่างแห่มาแสดงความเห็น ส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่า ในเมื่อโรงเรียนเองก็มีโดมบังแดด จะให้เด็กมาตากแดดกลางแจ้งทำไม ภาพที่ถ่ายก็ยังถ่ายจากในร่ม และย้ำว่าการตากแดดยามเช้าไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายแต่อย่างใด

วันนี้ (17 พฤษภาคม 2567) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ถูกกล่าวถึงในโพสต์ เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ และเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดนครราชสีมา โดยในเช้าวันนี้ทางโรงเรียนได้ให้เด็กนักเรียนทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชั้น ม.1 – ม.6 จำนวนทั้งหมดกว่า 4,200 คน ยืนเข้าแถวเคารพธงชาติภายใต้โดมของอาคารต่างๆ และบริเวณหน้าอาคารที่ไม่โดนแสงแดด หลังจากเกิดกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์เรื่องการยืนเข้าแถวเคารพธงชาติตากแดดหน้าเสาธง ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียนชี้แจงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันเท่านั้น

นายสุพล เชื่อมพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ชี้แจงว่า โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย มีเด็กนักเรียนชายล้วนระดับชั้น ม.1 – ม.6 รวมกว่า 4,200 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนได้ประชุมหารือกันไว้แล้วว่า ในวันแรกของการเปิดเทอมทางโรงเรียนเห็นสมควรให้เด็กนักเรียนทุกสายชั้นมารวมตัวกันเข้าแถวหน้าเสาธงในตอนเช้า ซึ่งเป็นครั้งแรกของการเปิดภาคเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้พบปะ และรู้จักกันมากขึ้น รวมทั้งจะได้ให้เด็กนักเรียนที่เข้าใหม่ระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนใหม่ ได้ทราบรายละเอียด และข้อปฏิบัติต่างๆ ของโรงเรียนและหลังจากนั้นในวันต่อมา เด็กนักเรียนทุกระดับชั้นก็จะไปเข้าแถวภายในอาคารสถานที่ต่าง ๆ ที่โรงเรียนได้จัดเตรียมเอาไว้ เพราะทราบดีว่าทุกวันนี้อากาศร้อน และที่สำคัญบริเวณอาคารโดมใหญ่ของโรงเรียนไม่ได้อยู่ใกล้เสาธง ยังไม่มีเครื่องขยายเสียง จึงต้องมีการติดตั้งเครื่องขยายเสียงเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับฟังข่าวสารจากครูในแต่ละวันอย่างชัดเจน

โดยทางโรงเรียนได้กำหนดให้เด็กนักเรียน ม.1 และ ม.2 ไปเข้าแถวทุกเช้าที่อาคารธรรมสถาน เด็กนักเรียน ม.3 และ ม.4 ไปเข้าที่โดมอาคาร 111 ปี และเด็กนักเรียน ม.5 และ ม.6 ไปเข้าที่แถวบริเวณอาคารโรงอาหาร  ซึ่งแต่ละอาคารมีหลังคากันแดดกันฝนอย่างมั่นคงแข็งแรง ทั้งนี้อยากฝากไปถึงผู้ปกครองว่า ทางโรงเรียนไม่มีเจตนาที่จะให้เด็กนักเรียนยืนเข้าแถวตากแดดแต่ประการใด และช่วงเช้าวันเปิดเรียนวันแรกอุณหภูมิก็ไม่สูงมากนัก อีกทั้งระยะเวลาในการยืนเข้าแถวก็ใช้เวลารวมกันประมาณ 10 นาทีเท่านั้น

‘คุรุสภา’ปลื้มครูประทับใจการอบรมฯ 7 โมดูล ลุยจัดรอบที่ 2/2567 ออกตั๋วครู

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805348

'คุรุสภา'ปลื้มครูประทับใจการอบรมฯ 7 โมดูล ลุยจัดรอบที่ 2/2567 ออกตั๋วครู

‘คุรุสภา’ปลื้มครูประทับใจการอบรมฯ 7 โมดูล ลุยจัดรอบที่ 2/2567 ออกตั๋วครู

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 19.54 น.

“คุรุสภา” เผยผลจัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู 7 โมดูล ลุยจัดรอบที่ 2/2567 เพื่อให้มีคุณสมบัติขอรับตั๋วครู เสริมสร้างฐานสมรรถนะมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู ตามนโยบาย (ครูดี) เรียนดี มีความสุข

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากการที่สถาบันคุรุพัฒนา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้จัดอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู สำหรับผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว ที่มีอยู่ในระบบมากกว่า 50,000 คน เพื่อให้มีคุณสมบัติในการเข้าสู่กระบวนการขอรับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู (P License อายุ 2 ปี) และ มีสิทธิเข้าทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น (B License อายุ 5 ปี) โดยหลักสูตรประกอบด้วย 7 หน่วยการเรียนรู้ หรือ 7 โมดูล (Module) นั้น เมื่อต้นปีงบประมาณ 2567 ได้มีการจัดอบรมรอบที่ 1/2567 สำหรับภาคภาษาไทย ไปจำนวน 3 โมดูล คือ หน่วยการเรียนรู้ 1 การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก สังคม และแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, หน่วยการเรียนรู้ 2 จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา และจิตวิทยาให้คำปรึกษาในการวิเคราะห์และพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ และหน่วยการเรียนรู้ 6 การออกแบบและการดำเนินการเกี่ยวกับงานประกันคุณภาพการศึกษา มีผู้สมัครเข้ารับการอบรม จำนวน 1,724 คน และมีผู้ผ่านการอบรมมากกว่าร้อยละ 95 

ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมได้ตอบแบบสอบถามหลังเข้ารับการอบรม ว่า มีความประทับใจต่อการอบรมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะระบบการดูแลช่วยเหลือของอาจารย์ที่ปรึกษา ที่เป็นระบบการประชุมแบบออนไลน์ Zoom Video Communications ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละหน่วยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการอบรม และมีการจัดสัมมนาเพื่อสะท้อนองค์ความรู้ที่ได้รับ อีกทั้ง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อบรมในรุ่นเดียวกัน ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดใช้ในการปฏิบัติหน้าที่สอนในสถานศึกษาได้ทันที

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ สถาบันคุรุพัฒนาได้กำหนดจัดอบรม รอบที่ 2/2567 ภาคภาษาไทย ครบทั้ง 7 โมดูล ได้แก่ หน่วยการเรียนรู้ 1, หน่วยการเรียนรู้ 2, หน่วยการเรียนรู้ 3 เนื้อหาวิชาที่สอน หลักสูตร ศาสตร์การสอน และเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้, หน่วยการเรียนรู้  4 การวัด ประเมินผลการเรียนรู้ และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน, หน่วยการเรียนรู้ 5 การใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา, หน่วยการเรียนรู้ 6 และหน่วยการเรียนรู้ 7 จิตวิญญาณความเป็นครู และจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่งมีผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 3,280 คน โดยเปิดให้อบรมระหว่างเดือนพฤษภาคม – ธันวาคม 2567 ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (ksp-7module.one.th)

สำหรับครูต่างชาติ ก็จะเปิดให้สมัครเข้ารับการอบรมเป็นภาคภาษาอังกฤษภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และจะเริ่มอบรมได้ในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป นอกจากนี้ ผู้ที่มีความประสงค์จะเข้ารับการอบรมในรอบต่อไป สำหรับภาคภาษาไทย สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้ารับการอบรมได้ตลอดเวลาที่ https://kspregis.thaijobjob.com/ และคาดว่าจะดำเนินการเปิดให้ลงทะเบียนเข้าอบรมได้ภายในช่วงเดือนกันยายน หรือ ตามความเหมาะสมต่อไป

“ขอเชิญชวนครูที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว ที่ได้ลงทะเบียนข้ารับการอบรมไว้ เข้าอบรม 7 โมดูลนี้ให้ครบทุกหน่วย เพราะเป็นหน่วยการเรียนรู้ที่มีหลักการสำคัญ คือ 1.เป็นหลักสูตรอบรมฐานสมรรถนะ ประกอบด้วยความรู้ ทักษะ คุณลักษณะบุคคล 2.เนื้อหาสาระครอบคลุมมาตรฐานความรู้ตามประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง รายละเอียดความรู้และประสบการณ์วิชาชีพครู ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 3.มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย เหมาะสมกับผู้เข้ารับการอบรมที่มีประสบการณ์สอนมาแล้ว 4.ระยะเวลาอบรมแต่ละมาตรฐานความรู้ไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมง 5.มีวิธีการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย เหมาะสม และวัดได้ตรงกับสมรรถนะที่กำหนด และ 6.กำหนดเกณฑ์การเข้าอบรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80และผ่านการประเมินสมรรถนะไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ประกอบด้วย 7 หน่วยการเรียนรู้ หน่วยละ 60 ชั่วโมง รวม 420 ชั่วโมง และมีการสัมมนาปฏิบัติการทุกหน่วยการเรียนรู้ หน่วยละ 12 ชั่วโมง ซึ่งหากผู้เข้ารับการอบรมผ่านการอบรมทุกหน่วยก็จะมีคุณสมบัติในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ต่อไป” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันคุรุพัฒนา ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (ksp-7module.one.th) เพื่อรองรับการอบรม ซึ่งสามารถรองรับผู้เข้ารับการอบรมได้เป็นจำนวนมาก มีความยืดหยุ่นในด้านระยะเวลา และความสะดวกในการอบรม ลดข้อจำกัดต่าง ๆ ของผู้เข้ารับการอบรม ให้สามารถเข้าอบรมได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ และยังมีระบบการติดตามการอบรมโดยอาจารย์ที่ปรึกษาที่จะดูแลผู้เข้ารับการอบรมในทุกขั้นตอนทั้งภาคทฤษฎี และกิจกรรมสัมมนาในสัดส่วน ผู้ดูแล 1 ต่อผู้เข้ารับการอบรม 30 คน เพื่อเสริมสร้างฐานสมรรถนะมาตรฐานความรู้วิชาชีพครู ให้มีคุณภาพตามนโยบาย (ครูดี) เรียนดี มีความสุข ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.).

‘ทนายอนันต์ชัย’บุกยื่นร้อง’พม.’ตรวจสอบ’ลัทธิเชื่อมจิต’เอาผิดผู้ปกครอง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805295

'ทนายอนันต์ชัย'บุกยื่นร้อง'พม.'ตรวจสอบ'ลัทธิเชื่อมจิต'เอาผิดผู้ปกครอง

‘ทนายอนันต์ชัย’บุกยื่นร้อง’พม.’ตรวจสอบ’ลัทธิเชื่อมจิต’เอาผิดผู้ปกครอง

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 17.03 น.

“ทนายอนันต์ชัย”บุกยื่นหนังสือกระทรวง พม.ตรวจสอบ”ลัทธิเชื่อมจิต”ว่าผู้ปกครองกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กหรือไม่

17 พ.ค.67 ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม เดินทางมายังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เป็นผู้รับแทน โดยขอให้ตรวจสอบผู้ปกครองน้องไนซ์กับพวก ผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 หรือไม่

โดยทนายอนันต์ชัย ระบุว่า หลักฐานที่นำมามอบให้กับ เจ้าหน้าที่ พม. ในวันนี้เป็นข้อมูลชุดเดียวกันกับที่ไปแจ้งความไว้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา และก่อนหน้านี้ พม.สุราษฎร์ธานี ได้มีการดำเนินการเรื่องน้องไนซ์มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 แต่ไม่ได้รับความร่วมมือกับผู้ปกครองและกลุ่มแอดมิน ที่คอยขัดขวางตลอดเวลา และเมื่อวานนี้ ทางแม่ของน้องไนซ์ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ พม.สุราษฎร์ธานี ฐานผิดตาม ม.157 ทางมูลนิธิทนายกองทัพธรรมยินดีจะซัพพอร์ตข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายให้กับทาง พม.สุราษฎร์ธานี และอยากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ว่า ไม่ได้โดดเดี่ยว ทางกองทัพธรรมยินดีให้การช่วยเหลือ ส่วนเรื่อง ม.157 ทางเรามีทีมนักกฎหมายที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้เยอะ พร้อมจะช่วยเหลือ

นอกจากนี้ทนายอนันต์ชัย ยังระบุอีกว่า การที่น้องไนซ์อ้างตนเป็นผู้รู้ธรรม อ้างว่ารู้เรื่องพระไตรปิฎก อ้างว่าเป็นลูกพระพุทธเจ้า ลูกบุญธรรมแม่กวนอิม องค์เพชรภัทรนาคานาคราช อนาคามี และได้มาสอนธรรมรับคำสั่งจากองค์ศากยมุนี ซึ่งทางสำนักพุทธฯ เองก็ได้ออกมาบอกแล้วว่าไม่มีการเชื่อมจิตจริง เพราะไม่ได้ระบุไว้ในพระไตรปิฎก

ส่วนคดีที่ไปยื่นร้องไว้ที่กองบังคับการปราบปราม ตอนนี้ได้รับเป็นคดีแล้ว ซึ่งตนมีข้อมูลค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับข้อกฎหมาย วันนี้ที่มายื่นให้กับ พม. เป็นเรื่องของ พ.ร.บ.เด็ก ม.27 ห้ามเอาเด็กมาโฆษณาหาผลประโยชน์ ซึ่งมีการเอาน้องไนซ์มาโฆษณาตั้งแต่ปี 2564 ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ค และทางติ๊กตอก / ต่อมามีการทำให้เด็กกลายเป็นคนพิเศษ มีการเชื่อมจิต อาจจะเข้าความผิด ม.25-26 ด้วย ในเรื่องของการทรมานเด็ก ทั้งนี้อยากให้ พม. ตรวจสอบอย่างละเอียด ถ้าพบความผิดจริงก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย

ด้านนายธเนศพล เลขาธิการ พม. ระบุว่า สำหรับเรื่องของน้องไนซ์ ตอนนี้อายุเพียง 8 ขวบ ถือว่ายังอยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และได้มีการยื่นศาลศาลเยาวชนและครอบครัวกลางแล้ว เป็นการร้องขอให้ศาลสั่งยุติการเอาน้องไนซ์ไปทำประโยชน์ และขอหารือร่วมกับครอบครัวน้องไนซ์ว่าต้องอบรมสั่งสอนและการเลี้ยงดูภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก

กสศ. จับมือ สพฐ. MOU ขยายผล ‘Q-Info’ ลดภาระครู เพิ่มเวลาพัฒนาผู้เรียน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805234

กสศ. จับมือ สพฐ. MOU ขยายผล 'Q-Info' ลดภาระครู เพิ่มเวลาพัฒนาผู้เรียน

กสศ. จับมือ สพฐ. MOU ขยายผล ‘Q-Info’ ลดภาระครู เพิ่มเวลาพัฒนาผู้เรียน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.01 น.

กสศ. จับมือ สพฐ. MOU ขยายผล ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา Q-Info นำร่อง 5 เขตพื้นที่การศึกษารับเปิดเทอม 2567 ช่วยคัดกรองเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบ เติมความสุขในการทำงาน ลดภาระครู เพิ่มเวลาพัฒนาผู้เรียน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดพิธีลงนามความร่วมมือดำเนินงาน โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มุ่งขยายผลการนำระบบสารสนเทศ Q-Info มาใช้ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เดินหน้าภารกิจ ‘Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน’ ลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็น ‘ศูนย์’ พร้อมร่วมกันพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อลดภาระงานครูตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. สนับสนุนให้ยกระดับการใช้งาน Q-Info ภายในสถานศึกษาต้นแบบ 2,000 โรงเรียน สู่การใช้ระบบในระดับพื้นที่ ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 5 พื้นที่ ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3, สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 2, สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต และ สำนักงานเขตพื้นการศึกษาประถมศึกษาระนอง เพื่อประโยชน์ในการบริหารและจัดการศึกษา เพิ่มเวลาให้ครูได้พัฒนาประสิทธิภาพการเรียนการสอน ส่งเสริมผู้เรียนให้เรียนรู้เต็มศักยภาพ  

ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือ ‘Q-Info: Quality learning Information System’ เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา ที่ กสศ. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนเรศวร พัฒนาขึ้น ด้วยตระหนักว่า ‘ข้อมูล’ เป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ระบบสารสนเทศ Q-Info ที่เป็นฐานข้อมูลของโรงเรียนและมีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลของนักเรียนเป็นรายบุคคล จึงเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนมีเครื่องมือในการบริหารจัดการโรงเรียน สามารถกำหนดเป้าหมายการพัฒนาโรงเรียนได้ในทุกมิติ และวางแผนการจัดการเรียนรู้และสร้างระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ตรงตามบริบท 

หลังจากที่ กสศ. ทดลองใช้ระบบ Q-Info กับโรงเรียนในหลายสังกัดมาตั้งแต่ปี 2561 เริ่มจากโรงเรียนสังกัดเทศบาลนคร ก่อนขยายสู่กลุ่มโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร อาทิ โรงเรียนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) หรือโรงเรียนที่เข้าร่วมในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น พบว่า การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลสารสนเทศผ่านระบบ Q-Info ได้เข้ามาช่วยในการลดภาระงานครู และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่ครูและโรงเรียนสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ตามความถนัดและตามความสนใจ ทั้งยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการคัดกรองนักเรียนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างทันท่วงที ด้วยลักษณะการใช้งาน (Funtion) ที่เป็นจุดเด่นของ Q-Info ดังนี้

 1. จัดการข้อมูลและงานวิชาการ อาทิ เปลี่ยนแปลงแก้ไขปฏิทินโรงเรียน บันทึกรายชื่อครูประจำชั้น จำนวนนักเรียน ตารางเรียน วิชาเรียน การจัดห้องเรียนและแผนการเรียน การย้ายเข้า-ออกหรือการเปลี่ยนแปลงสถานะของนักเรียน

2. การจัดทำข้อมูลนักเรียนรายคน ตั้งแต่การเลื่อนชั้น การลงทะเบียนวิชาเรียน ตารางกิจกรรม จัดทำผลการเรียน การจัดทำเอกสารประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปพ.)

3. จัดทำรายงานสำหรับโรงเรียน เช่น สถิติการมาเรียน ระดับความเปลี่ยนแปลงของภาวะโภชนาการ ข้อมูลความเสี่ยงในมิติต่าง ๆ (Early warning) รายงาน School SAR และ school dashboard

4. ระบบการแจ้งเตือนเป็น dashboard สำหรับการติดตามข้อมูลโดยผู้อำนวยการโรงเรียนและผู้ปกครอง

ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ครั้งที่ 4/2566 (7 เมษายน 2566) กสศ.ได้นำเสนอผลการดำเนินงานของระบบ Q-Info ที่มีโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ที่ใช้งานอยู่ราว 2,000 กว่าแห่ง ซึ่งที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า Q-Info เป็นระบบที่ช่วยในการพัฒนาและบริหารจัดการโรงเรียนได้ในหลายมิติ และเห็นควรให้มีการขยายผลการใช้งานให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการลงนามความร่วมมือ โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา พร้อมเตรียมขยายผลการใช้งานระบบสารสนเทศ Q-Info นำร่องใน 5 เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งจะมีโรงเรียนมากกว่า 500 แห่งที่ได้ประโยชน์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับจากโรงเรียนสู่เขตพื้นที่ ก่อนจะมองถึงเป้าหมายต่อไปคือการใช้งาน Q-Info ในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายจัดสรรงบประมาณปี 2567 ราว 200 ล้านบาท และในปี 2568 อีก 2 หมื่น 2 พันล้านบาท เพื่อลงทุนเรื่องระบบสนับสนุนการบริหารจัดการในสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

“กระทรวงศึกษาธิการเห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการเปลี่ยนผ่านการบริหารจัดการข้อมูลให้เป็นระบบดิจิทัล ตัวอย่างหนึ่งคือภาระการจัดเก็บ ปพ.3 (รายงานผู้สำเร็จการศึกษาชั้น ม.3 และ ม.6) ของนักเรียนราวหนึ่งล้านกว่าคนในแต่ละปี ที่จะส่งผ่านจากโรงเรียนมาที่สำนักงานเขตพื้นที่ ฯ และจัดเก็บขั้นตอนสุดท้ายที่ สพฐ. จนเมื่อเวลาผ่านไปข้อมูลที่เป็นกระดาษได้ทวีจำนวนขึ้น แล้วทุกปีที่มีบัณฑิตใหม่จบปริญญาตรี ก็จะมีการตรวจสอบวุฒิจากคลังข้อมูลที่เก็บเอาไว้ ภาระนี้เป็นความยุ่งยากที่การจัดเก็บข้อมูลออนไลน์จะช่วยได้ โดย สพฐ. จะเป็นผู้ดูแลจัดการข้อมูลให้ง่ายต่อการค้นหาผ่านเลข 13 หลัก ส่วนเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียน ไม่ว่าระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนรายบุคคล การตรวจสอบข้อมูลน้ำหนักส่วนสูงเพื่อดูภาวะโภชนาการ เหล่านี้เคยเป็นภาระที่ครูจะต้องกรอกตัวเลขด้วยปากกากระดาษทีละช่อง วันนี้เรามีระบบที่จะมาช่วยให้ทำได้รวดเร็ว สะดวกต่อการเรียกใช้ และจัดเก็บข้อมูลได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น”

ดร.พัฒนะ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้ สพฐ. เป็นหน่วยงานหลัก ในการบริหารจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ โดยรวบรวมข้อมูลสถานศึกษาทุกสังกัดภายใต้กระทรวงศึกษา ฯ ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษา ครู รวมถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จะสามารถใช้งานโดยเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ระหว่างกันได้ ผ่านเครือข่าย Cloud Server ขนาดใหญ่ หมายถึงต่อจากนี้เราจะมี Market Place ด้านการจัดการเรียนรู้ หรือ ‘ตลาดใบงาน’ ที่ออกแบบโดยครูแต่ละคน มีการจัดการศึกษาที่หลากหลาย เหมาะสมกับรายวิชา บริบทพื้นที่ หรือกับนักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งทาง สพฐ. จะเป็นผู้ตรวจสอบคัดกรองข้อมูล และนี่คือแผนงานที่กำลังจะเกิดขึ้น และสอดคล้องประสานกันระหว่างงานของ สพฐ. และสิ่งที่ กสศ. วางแนวทางล่วงหน้าเอาไว้

“วันนี้เรามีข้อมูลเป็นเครื่องมือติดตามดูแลนักเรียนทุกคนได้ตลอดเวลาผ่านระบบออนไลน์ โดยเฉพาะคนที่เสี่ยงหลุดจากระบบกลางคัน เป็นโอกาสที่เราจะตามเด็กกลับมา ทั้งยังมีเรื่องการผลักดันเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 12 และมาตรา 15 ที่เปิดโอกาสให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทำได้ไม่เฉพาะแค่ในสถานศึกษา และให้โรงเรียนจัดการศึกษาได้ 3 รูปแบบ คือในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพื่อจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นรองรับความจำเป็นและวิถีชีวิตของเด็กทุกคนทุกกลุ่ม เรามีนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างโรงเรียนมือถือ มีระบบศูนย์การเรียนสำหรับรองรับเด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาทุกรูปแบบ มีการทลายกรอบการจัดการศึกษาที่เคยกักขังเด็กไว้แค่ในห้องเรียน ด้วยเทคโนโลยีแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่จะมาช่วยให้ทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และต่อจากนี้เด็กเยาวชนของเราจะมีโอกาสมากขึ้น ในการจบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ได้รับวุฒิ และมีทางไปต่อบนเส้นทางการศึกษาและการประกอบอาชีพได้ตามบริบทชีวิต”  

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า Q-Info เป็นงานวิจัยที่มีโจทย์คือต้องการนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งหลายประเทศทำมานานแล้ว ขณะที่การจัดการข้อมูลการศึกษาของประเทศไทย ยังติดอุปสรรคเรื่องต้นทุนเวลา ด้วยข้อมูลที่บันทึกลงกระดาษจึงยากต่อการค้นหาและบริหารจัดการ รวมถึงยังมีความเสี่ยงในการเก็บรักษาข้อมูล ทั้งนี้เมื่อ Q-Info เริ่มนำมาใช้งานในโรงเรียนจากจุดเริ่มต้นจำนวนหลักร้อย ปัจจุบันได้ขยายการใช้งานไปในโรงเรียนจนแตะหลักพัน ซึ่งหลังจาก กสศ. ได้นำเสนอบทเรียนการใช้งานต่อ กพฐ. จึงมีนโยบายที่จะขยับการใช้งานไปอีกขั้น คือทดลองใช้งานในระดับเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อมองถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้งานในระดับชาติต่อไป

“การสำรวจข้อมูลเพื่อทำงานวิจัยพบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่นั้นมีทรัพยากรที่เพียงพอในการจัดหาระบบจัดบริหารจัดการข้อมูลในโรงเรียนจากภาคเอกชนมาใช้ได้ หากในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กกลับยังขาดแคลน Q-Info จึงเป็นนวัตกรรมที่ กสศ. ต้องการพัฒนาและส่งมอบให้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการโรงเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม นอกจากนี้ Q-Info ยังทำงานเชื่อมโยงกับระบบอื่น ๆ ของ สพฐ. คือ DMC, OBEC Care รวมถึงระบบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ระบบ Q-Info จึงสามารถเป็นแกนกลางของทุกระบบ ที่เขตพื้นที่การศึกษาจะใช้ติดตามเด็กและโรงเรียนได้ทั้งหมด ว่าต้องการการสนับสนุนในเชิงนโยบายหรือเชิงงบประมาณอย่างไร”

ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า Q-info จะเป็นเครื่องมือสำคัญของนโยบาย ‘Thailand Zero Dropout’ ซึ่งจะช่วยเฝ้าระวังไม่ให้มีเด็กหลุดไปจากระบบ ทั้งตอบสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ‘เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา’ (Anywhere Anytime) โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จนถึงการนำเทคโนโลยีและงานวิจัยมาช่วยลดภาระครู ทั้งนี้ด้วยเป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาไทยที่ยั่งยืน พร้อมกับวาระของการเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่ 2567 กสศ. และ สพฐ. จึงมีความตั้งใจลงนามความร่วมมือเพื่อประกาศความก้าวหน้าของการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทั้งคาดหวังว่าการทดลองใช้งาน Q-Info ใน 5 เขตพื้นที่การศึกษาต้นแบบเต็มพื้นที่ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลไปยังการใช้งานเต็มพื้นที่ประเทศไทยต่อไป             

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ. และทีมมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้พัฒนา Q-Info โดยคำนึงถึงการลดภาระงานครูเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งสอดรับกับนโยบายลดภาระงานครูของกระทรวงศึกษาธิการ โดย Q-Info จะช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการบันทึกเอกสารและจัดทำใบ ปพ. ต่าง ๆ เช่นคะแนนสอบ ผลประเมินการทำกิจกรรม ข้อมูลการเยี่ยมบ้าน แล้วรายละเอียดที่กรอกผ่านระบบจะสะสมเป็นฐานข้อมูลนักเรียนดิจิทัล สะดวกต่อการค้นหา ใช้งาน และการประมวลผล รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อการตั้งต้นทำแผนการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนการวางนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียน

“Q-Info จะช่วยครูในเรื่องความซ้ำซ้อนของการกรอกข้อมูล การจัดทำเอกสารตามจำนวนผู้เรียน การมีพื้นที่เก็บข้อมูลกระดาษซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นทุกเทอมการศึกษา หรือโดยเฉพาะการจัดการและค้นหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ที่ต้องสะดวกรวดเร็ว และแน่ใจได้ว่าเป็นข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยผลสะท้อนหลังใช้งานมาแล้วในโรงเรียนมากกว่า 2,000 แห่ง พบว่าผู้บริหารและครูส่วนใหญ่ยอมรับถึงความสะดวกในการใช้งาน ด้วยคู่มือ การอบรม คลินิกแนะนำที่ให้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง   

“เสียงส่วนหนึ่งจากครูผู้ใช้งานบอกว่า Q-Info คือเครื่องมือสำคัญของการเปลี่ยนผ่านการจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมมาเป็นดิจิทัล ในด่านแรกครูหลายคนอาจมองว่าเป็นภาระ แต่เมื่อผ่านจุดที่ยากที่สุดคือการย้ายข้อมูลจากกระดาษเข้าระบบไปแล้ว หลังจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่ครูต้องจัดการตลอดทั้งเทอมหรือทั้งปี จะรวมไว้อยู่บนหน้าจอพร้อมเรียกใช้งานได้ทันที”

ดร.อุดม กล่าวถึงความท้าทายของการนำร่องใช้งาน Q-Info ใน 5 เขตพื้นที่การศึกษา ว่าที่ผ่านมาการใช้ประโยชน์จากระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มีเป้าหมายคือการใช้งานในโรงเรียนเป็นหลัก อย่างไรก็ตามทีมวิจัยพัฒนามองว่าถ้ามี Dashboard ที่สรุปข้อมูลระดับเขตพื้นที่การศึกษาได้บนหน้าจอเดียว ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาหรือศึกษานิเทศก์จะสามารถกำกับติดตามโรงเรียนในความดูแลได้อย่างใกล้ชิด แล้วข้อมูลที่ทางโรงเรียนเก็บบันทึกไว้ ก็จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ในขั้นตอนการกำหนดนโยบายที่ครอบคลุมระดับพื้นที่ โดยในอนาคตเมื่อมีเขตพื้นที่การศึกษาใช้งาน Q-Info แบบเต็มพื้นที่เพิ่มขึ้น สพฐ. ก็จะสามารถติดตามและบริหารจัดการข้อมูลของเขตพื้นที่การศึกษาจำนวนมากได้เช่นกัน ซึ่งนี่เป็นแนวทางการทำงานของ กสศ. ที่ตั้งใจทดลองการทำงานจากพื้นที่เล็ก ๆ จนเห็นผล ก่อนขยายไปสู่ขอบเขตการทำงานที่ใหญ่ขึ้น        

 #กสศ #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #Q-info 

-(016)

‘พิชิต’แถลงจัดงานวันวิสาขบูชานานาชาติ เฉลิมพระเกียรติในหลวง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805230

'พิชิต'แถลงจัดงานวันวิสาขบูชานานาชาติ เฉลิมพระเกียรติในหลวง

‘พิชิต’แถลงจัดงานวันวิสาขบูชานานาชาติ เฉลิมพระเกียรติในหลวง

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.39 น.

‘พิชิต’ แถลงจัดงานวันวิสาขบูชานานาชาติ เฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนม์พรรษา 6 รอบ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวร่วมกับคณะสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มจร.) เป็นเจ้าภาพร่วมจัดกิจกรรมวันวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2567 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องใน โอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ในหัวข้อ ” พุทธวิธีสู่การสร้างความไว้วางใจ และความสามัคคี” ที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ และอำเภอพุทธมณฑลจังหวัดนครปฐม

นายพิชิต กล่าวว่ารัฐบาลร่วมกับภาคีเครือข่าย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรมสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนา เป็นเจ้าภาพจัดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชานานาชาติ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค ซึ่งคาดว่าจะมีเข้าร่วมประชุม จาก 72 ประเทศกว่า 3,500 คน ซึ่งในวันที่ 19 พ.ค. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะเสด็จเป็นประธานในพิธี จากนั้น จะมีผู้บริหารคณาจารย์เจ้าหน้าที่ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย รวมทั้งพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมงาน โดยจะเป็นการ ประกอบพิธีถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยตน จะเป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมทั้งเปิดกรวยถวายสักการะเพื่อพระบรมฉายาลักษณ์ รวมถึงกล่าวคำถวายราชสดุดี ซึ่งในช่วงบ่ายวันที่ 19 พ.ค. จะมีการจัดประชุมสัมมนาวิชาการ 3 หัวข้อ คือ 1. การประยุกต์ใช้การเจริญสติเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 2. ยุทธวิธีสู่ความไว้วางใจและความร่วมมือระดับโลก และ3. พุทธศึกษาเพื่อความสามัคคีของสังคม

ซึ่งในวันที่ 20 พ.ค. จะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พุทธวิถีสู่การสร้างความไว้ใจวางใจและความสามัคคี” จากนั้นจะมีการอ่านสารและสุนทรพจน์จากผู้นำการเมืองและผู้นำชาวพุทธ

ในวโรกาสที่เป็นมหามงคลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์เป็น ประธานการเปิดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก วันสำคัญสากลพร้อมกันนี้พล.อ.สุรยุทธ จะกล่าวพิธีเปิดเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชานานาชาติ พร้อมทั้งถวายของที่ระลึกและเครื่องไทยธรรมแก่ประมุขสงฆ์

‘สพฐ.’กำชับโรงเรียนเปิดเทอมใหม่’ลดการบ้าน-ลดประเมิน’สร้างความสุขนักเรียน-ครู

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805204

'สพฐ.'กำชับโรงเรียนเปิดเทอมใหม่'ลดการบ้าน-ลดประเมิน'สร้างความสุขนักเรียน-ครู

‘สพฐ.’กำชับโรงเรียนเปิดเทอมใหม่’ลดการบ้าน-ลดประเมิน’สร้างความสุขนักเรียน-ครู

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.54 น.

ครู-นักเรียนเฮ! เปิดเทอมใหม่’สพฐ.’กำชับโรงเรียน’ลดการบ้าน-ลดประเมิน’ สร้างความสุขนักเรียน-ครู 

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 แล้ว ซึ่ง สพฐ. ได้กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง, ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ของ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยดูแลให้สถานศึกษาดำเนินการตามประกาศหลักการและแนวปฏิบัติในการมอบหมายการบ้าน “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” ที่มุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ให้การบ้านเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้ และเป็นเครื่องมือประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ขณะเดียวกันให้เขตพื้นที่ฯซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับตัวชี้วัดระหว่างทาง และ ตัวชี้วัดปลายทาง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) และแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตัวชี้วัดระหว่างทาง ตัวชี้วัดปลายทาง และเกณฑ์การตัดสินผลการเรียน 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า หลักการ “ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้” มุ่งเน้นให้ครูลดปริมาณการบ้านที่ต้องทำนอกเวลาในชั้นเรียน ให้เน้นการมอบหมายการบ้านเฉพาะรายวิชาที่จำเป็นทักษะสำคัญ เช่น การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ให้มีการบูรณาการการบ้าน ซึ่งการบ้านชิ้นงานเดียวอาจตอบโจทย์การเรียนรู้ข้ามรายวิชา และส่งเสริมให้นักเรียนได้มีเวลาศึกษาค้นคว้าตามความสนใจของตนเองมากขึ้น

ทั้งนี้ หัวใจของการให้การบ้าน คือ การให้เด็กๆ ได้ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ให้ได้ฝึกฝนทำซ้ำจนเกิดทักษะ ซึ่งเด็กแต่ละคนต้องการเวลาเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนไม่เท่ากัน หรือ สำหรับเด็กโต การบ้านที่ให้ได้ค้นคว้าอย่างอิสระ จะยิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยบ่มเพาะความรับผิดชอบในตนเอง ดังนั้น จึงขอเน้นย้ำกับคุณครูว่า การให้โจทย์ที่ไม่ยากไม่ง่าย ไม่ใช้เวลามากเกินไป แล้วมีการตรวจการบ้าน อธิบาย ให้ feedback จุดที่ควรพัฒนาอย่างตรงประเด็น จึงจะเป็นการพัฒนานักเรียนอย่างแท้จริง ซึ่งความสุขที่เกิดจากการลดปริมาณแต่เพิ่มคุณภาพของการบ้าน เช่น ทำการบ้านหนึ่งชิ้นงานส่งคุณครูเพื่อวัดผลการเรียนรู้ได้หลายวิชา จะสร้างความสุขให้ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงคุณครูเองด้วย

“เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้และลดภาระครู และนักเรียน ด้านการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ สพฐ.ได้ดำเนินการคัดสรรตัวชี้วัดระหว่างทาง และตัวชี้วัดปลายทาง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ซึ่งจากจำนวนตัวชี้วัดทั้งสิ้น 2,056 ตัวชี้วัด สามารถจำแนกเป็นตัวชี้วัดระหว่างทาง จำนวน 1,285 ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดปลายทางจำนวน  771 ตัวชี้วัด โดยการคัดสรรตัวชี้วัดดังกล่าวนี้ นักเรียนยังคงได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด อย่างครบถ้วนผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผล ดังนี้ การประเมินผลการเรียนรู้กับตัวชี้วัดระหว่างทาง ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเน้นการประเมินระหว่างจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนเป็นหลัก เช่น การสังเกตพฤติกรรม การสอบปากเปล่า การพูดคุย การใช้คำถาม การเขียนสะท้อนการเรียนรู้ การประเมินตนเองและเพื่อน เป็นต้น สำหรับการประเมินผลการเรียนรู้กับตัวชี้วัดปลายทาง เน้นการประเมินผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนด้วยวิธีที่หลากหลาย หรือการวัดและประเมินผลแบบเป็นทางการ เช่น การประเมินด้วยการปฏิบัติ แฟ้มสะสมผลงาน แบบทดสอบ และชิ้นงาน เป็นต้น” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘เพิ่มพูน’แจ้งสั่งยกเว้น-ผ่อนผันแต่ง‘เครื่องแบบนักเรียน’ ใส่‘รองเท้าแตะ’มาเรียนได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805198

‘เพิ่มพูน’แจ้งสั่งยกเว้น-ผ่อนผันแต่ง‘เครื่องแบบนักเรียน’ ใส่‘รองเท้าแตะ’มาเรียนได้

‘เพิ่มพูน’แจ้งสั่งยกเว้น-ผ่อนผันแต่ง‘เครื่องแบบนักเรียน’ ใส่‘รองเท้าแตะ’มาเรียนได้

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.15 น.

‘เพิ่มพูน’แจ้งสั่งยกเว้น-ผ่อนผันแต่ง‘เครื่องแบบนักเรียน’ ใส่‘รองเท้าแตะ’มาเรียนได้

17 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  กล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2567 ตนได้ลงนามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด  ถึงหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับ กระทรวงศึกษาธิการ  เรื่อง การยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ทั้งนี้   ที่ตนเซ็นผ่อนผันเรื่องเครื่องแบบนักเรียนเนื่องจากเปิดภาคเรียนแล้ว จึงต้องการรับฟังเพราะทราบว่าเด็กบางคนไม่มีความพร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ในการศึกษาได้สำหรับคนที่ขัดสน ดังนั้น จึงมีหนังสือแจ้งไปเป็นแนวทางไป เพื่อความสบายใจของผู้บริหารสถานศึกษา ว่าหากเด็กมีความจำเป็นและเพื่อเป็นการประหยัดและเหมาะสมกับสถานศึกษานั้น ก็อาจจะมีการผ่อนผันหรือยกเว้นทั้งเรื่องเครื่องแบบนักเรียน มีรองเท้าอะไรก็ใส่ไปได้ หรือรองเท้าแตะก็อาจใส่ไปเรียนได้ตามสภาพ

นอกจากนี้ให้สำรวจข้อมูลเด็กแล้วรายงานการดำเนินการมาให้ผมทราบด้วยเพื่อเราจะได้มีข้อมูลในการคิดวิเคราะห์ในการทำงานที่อาจจะใช้ในส่วนราชกาน การทำคำของบประมาณ หรือให้กับภาคเอกชนที่จะช่วยเข้ามาขับเคลื่อนพี่ให้น้องซึ่งก็เป็นมิติที่รับมาจากพรรคภูมิใจไทยด้วยส่วนหนึ่งในการดำเนินการ เพราะพรรคเรามีส.ส.ในพื้นที่ก็รับทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชนมาแจ้งในพรรครับทราบส่วนหนึ่ง จึงเป็นที่มาการแจ้งการยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ในครั้งนี้

สำหรับบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด  ถึงหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับ กระทรวงศึกษาธิการ  เรื่อง การยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ระบุว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายการศึกษา เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 “เรียนดี มีความสุข” ที่มุ่งเน้นการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง สู่การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ให้ทุกหน่วยนำไปเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนและปฏิบัติราชการ นั้น

เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและผู้ปกครอง จึงให้ทุกหน่วยแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัด พิจารณายกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบและรองเท้าของนักเรียน เป็นชุดหรือรองเท้าอื่น โดยคำนึงถึงความประหยัดและเหมาะสม แล้วรายงานผลการดำเนินการ พร้อมข้อมูลนักเรียนที่ได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผัน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการทราบ (ผ่านสำนักงานรัฐมนตรี)

‘เพิ่มพูน’เร่งสร้างบุคลากรเจนใหม่-ปรับเนื้อหา‘ลูกเสือไทย’ทันสมัย-ปลูกฝังรักชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805187

‘เพิ่มพูน’เร่งสร้างบุคลากรเจนใหม่-ปรับเนื้อหา‘ลูกเสือไทย’ทันสมัย-ปลูกฝังรักชาติ

‘เพิ่มพูน’เร่งสร้างบุคลากรเจนใหม่-ปรับเนื้อหา‘ลูกเสือไทย’ทันสมัย-ปลูกฝังรักชาติ

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.06 น.

‘เพิ่มพูน’เร่งสร้างบุคลากรเจนใหม่-ปรับเนื้อหา‘ลูกเสือไทย’ทันสมัย-ปลูกฝังรักชาติ

17 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายให้แก่คณะอนุกรรมการ ในคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านการประชุมระบบออนไลน์

รมว.ศธ. กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคืออยากเห็นความเป็นหนึ่งเดียวของกิจการลูกเสือไทย วันนี้โลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เด็กไม่ค่อยอยากเรียนลูกเสือ เราก็ต้องปรับรูปแบบใหม่ให้มีความดึงดูดและน่าสนใจ ซึ่งจริง ๆ แล้ว วิชาลูกเสือนั้นเป็นสิ่งที่ดี ถ้าไม่ดีจริงคงไม่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปทั่วโลกได้จนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นในส่วนของเนื้อหาเราอาจจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน เช่น การดูแลการจราจรแก้ปัญหารถติด การรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ การเข้าช่วยเหลือเบื้องต้น การวางแผนการเดินทางในทุกมิติ อย่างเรื่องเข็มทิศเราก็ยังคงต้องสอนอยู่แต่อาจจะเป็นระบบเข็มทิศดิจิทัล เนื่องจากบางที่อาจจะไม่มีสัญญาณในการใช้ Google map เป็นต้น

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า วันนี้จุดร่วมของเราก็มีคำปฏิญาณตนของลูกเสืออยู่แล้วที่เราจะร่วมเดินไปด้วยกันก็ จะเหลือแค่กระบวนการหรือวิธีการในการเรียนการสอนที่ต้องปรับเปลี่ยนเท่านั้นเอง ถ้าเราสามารถหาจุดร่วมที่เหมาะสมได้ ค่อย ๆ ซึมซับให้เด็กคล้อยตาม ปลูกฝังการรักชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เด็กมีจิตวิญญาณในการช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อจากหัวใจ จากความรู้สึกที่เด็กเขาอยากทำเอง

สำหรับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เน้นการสร้างความสุข ซึ่งเมื่อเกิดความรักในสิ่งที่อยากจะทำ เด็กก็จะทำด้วยความสุขเช่นกัน รวมทั้งฝากเรื่อง “สุขาดี มีความสุข” ซึ่งการเข้าค่าย ห้องน้ำต่าง ๆ อาจจะไม่ถึงกับขั้นสวยงามโอ่โถง แต่ต้องสะอาด ให้เด็กดำเนินชีวิตได้อย่างถูกสุขลักษณะ การเรียนรู้ความลำบากนั้น เราฝึกเขาได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ต้องให้เขาไปลำบากในทุกเรื่อง ขอให้เป็นไปในหลักของทางสายกลาง สิ่งสำคัญคือ อยากให้องค์ความรู้ทางการลูกเสือซึมซับอยู่ในผู้คนทุก Generation ตามบทบาทของตนเอง เช่น บางคนอยู่ Gen-B ก็ต้องถอยออกมาเป็นพี่เลี้ยงให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงออกในการทำงานอยาก ร่วมกันสร้างบุคลากรทางการลูกเสือ Generation ใหม่

“ขอย้ำไว้ว่าการลูกเสือจะต้องไม่ตาย จะต้องอยู่ยืนยงตลอดไป ขณะที่แนวทางเรียนดีมีความสุขก็ต้องมีความสุขในการทำงานเช่นกัน พยายามมอบหมายกระจายงานให้ทั่วถึงกัน เพื่อลดภาระ ไม่แบกงานไว้คนเดียว ทำงานอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ ประหยัด สอนให้ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ และสิ่งที่ลูกเสือต้องทำมากกว่าคนทั่วไปคือ ช่วยในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ซึ่งเป็นมิติที่กว้างและใหญ่กว่า ด้วยแนวทางทำดี ทำได้ ทำทันที จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ซึ่งวันนี้เราจะมาจับมือกันและพัฒนาการลูกเสือไทยให้ยิ่งใหญ่ต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

สพฐ. เปิดเทอมใหม่คืนครูสู่ห้องเรียน ลดภาระครูต่อเนื่อง 3 ด้าน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805140

สพฐ. เปิดเทอมใหม่คืนครูสู่ห้องเรียน ลดภาระครูต่อเนื่อง 3 ด้าน

สพฐ. เปิดเทอมใหม่คืนครูสู่ห้องเรียน ลดภาระครูต่อเนื่อง 3 ด้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 19.29 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีความพร้อมในทุกด้านสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 นี้ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้วยการลดภาระการประเมินของสถานศึกษา ตามแนวทาง 6ล ซึ่งมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ สามารถลดภาระครูได้ถึง 3 ด้าน จากผลการดำเนินงานของ สพฐ. ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าแนวทางการลดภาระครูของ สพฐ.สามารถทำได้จริงแบบ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” 

สำหรับการลดภาระการประเมินของสถานศึกษา ตามแนวทาง 6ล ประกอบด้วย 1.ลด/เลิกโครงการ/กิจกรรม/ตัวชี้วัดที่ซ้ำซ้อนและมีผลลัพธ์เดียวกัน 2.ลดปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บ/ประเด็นที่ประเมิน 3.ลด/เลิกการเก็บข้อมูลซ้ำจากเขตพื้นที่/สถานศึกษา 4.ลด/เลิกการรายงานในรูปแบบกระดาษ/การเขียนด้วยลายมือ 5.ลด/เลิกการจัดเตรียมการเพื่อรองรับการติดตามและประเมิน และ 6.ลดความซ้ำซ้อน/ความถี่ของการติดตามประเมินผล โดยผลการดำเนินงานของ สพฐ. ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา สามารถลดภาระครูได้ถึง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ลดภาระการรายงาน/ประเมินตัวชี้วัด สพฐ. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จากจำนวน 216 ประเด็น/ตัวชี้วัด ลดลงจำนวน 172 ประเด็น/ตัวชี้วัด คิดเป็นร้อยละ 79.63 เหลือเพียง 44 ประเด็น/ตัวชี้วัด เท่านั้น ด้านที่ 2 ลดภาระการรายงาน/ประเมินจากโครงการ/กิจกรรม/ภาระงานของสำนักส่วนกลาง ที่มีการเก็บข้อมูลรายงาน/ประเมินจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/สถานศึกษา จากจำนวน 164 โครงการ ลดลง 98 โครงการ นับเป็นกิจกรรม/ภาระงาน จำนวน 282 เรื่อง และด้านที่ 3 ลดภาระการนำเข้าข้อมูล/รายงานข้อมูลโครงการนอกแผนปฏิบัติการประจำปี 2567 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (e-MENSCR) ได้ถึงร้อยละ 100 โดยลดภาระการรายงานข้อมูลโครงการในระบบฯ จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ที่มีจำนวน 10,863 โครงการ เหลือเพียง 5,636 โครงการ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และได้ลดภาระโดยยกเลิกการประเมินผลโครงการในระบบฯ ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต ที่มีการดำเนินการกับสถานศึกษา ทั้งสิ้น 5,636 โครงการ 

“สพฐ. พร้อมดำเนินการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามแนวทาง “OBEC Share Together ลดภาระครู มุ่งสู่องค์กรแห่งความสุข” เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ของ สพฐ. ข้อ 4 ลดภาระการประเมินของสถานศึกษา ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักส่วนกลาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา เป็นอย่างดี ในการเปิดภาคเรียนที่ 1/2567 นี้ ทาง สพฐ. ก็จะดำเนินการลดภาระครูตามแนวทาง 6ล ต่อไป เพื่อคืนเวลาให้ครูได้สอนนักเรียนอย่างเต็มที่ ให้นักเรียนในทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งครูและนักเรียน “เรียนดี มีความสุข” ไปด้วยกัน”  เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สพฐ. เยี่ยมเปิดเทอมวันแรก ห่วงอากาศร้อนจัด-โควิด ย้ำโรงเรียนเข้มมาตรการปลอดภัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805075

สพฐ. เยี่ยมเปิดเทอมวันแรก ห่วงอากาศร้อนจัด-โควิด ย้ำโรงเรียนเข้มมาตรการปลอดภัย

สพฐ. เยี่ยมเปิดเทอมวันแรก ห่วงอากาศร้อนจัด-โควิด ย้ำโรงเรียนเข้มมาตรการปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 16.01 น.

สพฐ. เยี่ยมเปิดเทอมวันแรก ห่วงอากาศร้อนจัด-โควิด ย้ำโรงเรียนเข้มมาตรการปลอดภัย

วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร และคณะทำงาน ลงพื้นที่ติดตามตรวจเยี่ยมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ณ โรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ กรุงเทพมหานคร โดยมี นางดารณี คุณอนันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ คณะครูและบุคลากรโรงเรียน ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ เพื่อตรวจติดตามดูความพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ตามนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้มีการจัดการเรียนการสอนตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” สิ่งที่เราเป็นห่วงก็คืออากาศที่มีอุณหภูมิสูงในช่วงเช้า ซึ่งในเวลา 07.30 น. อากาศก็เริ่มร้อนแล้ว โดยก่อนหน้านี้ สพฐ. ได้ออกมาตรการป้องกันเหตุความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งมีแนวทางว่าหากสภาพอากาศร้อนจัดก็จะไม่ให้เด็กนักเรียนออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้ง ให้จัดกิจกรรมในห้องเรียนแทน และให้ดูแลเรื่องของน้ำดื่มให้มีเพียงพอ นอกจากนี้ ยังได้ขึ้นไปตรวจเยี่ยมบนอาคารเรียนต่างๆ พบว่าสามารถจัดสภาพแวดล้อมได้ดี ห้องเรียนต่างๆ สวยงาม เป็นระเบียบ อุปกรณ์พร้อมใช้งาน ในส่วนของห้องน้ำนักเรียนและครู ตามโครงการ “สุขาดี  มีความสุข” ก็ได้จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี ตามหลักสะอาด แห้ง หอม มีอากาศถ่ายเท มีน้ำไว้ใช้เพียงพอ แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารและคณะครู ดูแลเอาใจใส่โรงเรียนเป็นอย่างดี

“อีกเรื่องที่เราเป็นห่วงคือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเราได้รับข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขว่ามีโอกาสที่จะกลับมาระบาดค่อนข้างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง จึงได้กำชับเน้นย้ำไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนและคุณครูให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 เช่น การเว้นระยะห่าง หมั่นล้างมือทำความสะอาด สวมหน้ากากอนามัย เป็นต้น และดูแลนักเรียนของเราให้เรียนอย่างมีความสุขตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” อีกด้วย” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว