สัมภาษณ์พิเศษ : ‘รศ.ดร.อารี จำปากลาย’ ‘เด็กห่างพ่อแม่’เรื่องใหญ่ ‘รัฐ-สังคมไทย’อย่ามองข้าม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804840

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘รศ.ดร.อารี จำปากลาย’  ‘เด็กห่างพ่อแม่’เรื่องใหญ่  ‘รัฐ-สังคมไทย’อย่ามองข้าม

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘รศ.ดร.อารี จำปากลาย’ ‘เด็กห่างพ่อแม่’เรื่องใหญ่ ‘รัฐ-สังคมไทย’อย่ามองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.29 น.

ทุกๆ เทศกาล “วันหยุดยาว” ของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวันตรุษจีนหรือวันชาติจีนของประเทศจีนวันขอบคุณพระเจ้าในสหรัฐอเมริกา หรือจะเป็นช่วง “ปีใหม่-สงกรานต์” ของประเทศไทยเรา หนึ่งในภาพที่เห็นจนชินตาคือ “การเดินทางกลับภูมิลำเนา” ของประชากรวัยทำงานเพื่อกลับไปใช้เวลาอยู่กับ “ครอบครัว” ซึ่งหมายความรวมทั้งพ่อแม่ผู้แก่ชรา และเด็กน้อยที่ลืมตาดูโลกและกำลังเติบโต ก่อนที่เมื่อวันหยุดหมดลง ประชากรวัยแรงงานเหล่านั้นก็จะต้องเดินทางกลับไปสู้ชีวิตในเมืองใหญ่ทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว

ภาพเหล่านี้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายสิบปีตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ผู้คนแสวงหางานและรายได้ที่สามารถยกระดับฐานะของตนเองตลอดจนสมาชิกในครอบครัว จนกลายเป็น “วิถีปกติ” ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า “ภายใต้รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น..ในอีกด้านหนึ่งมีอะไรต้องสูญเสียไปบ้าง?” ซึ่งหนึ่ง
ในนั้นก็คือ “พัฒนาการของเด็ก” ที่พบว่า “เด็กที่อยู่ห่างพ่อแม่” มีแนวโน้ม “ความเสี่ยง” มากกว่าเด็กที่อยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้า

“9 พ.ค. 2567” เกือบ 1 เดือน หลังผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ แต่ก็ใกล้ถึงวันที่โรงเรียนจะเปิดเทอม (ซึ่งช่วงนี้ก็จะมีข่าวพ่อแม่พยายามเร่งหาเงินส่งไปให้ลูกในภูมิลำเนาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษา) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยัง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ ม.มหิดล (วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม) เพื่อพูดคุยกับ รศ.ดร.อารี จำปากลายหนึ่งในนักวิชาการที่ให้ความสนใจประเด็นนี้

l อยากให้อาจารย์ปูพื้นก่อนว่าครอบครัวไทยทุกวันนี้ต่างจากในอดีตอย่างไรบ้าง? : ประเภทของครอบครัว ก็จะมี 6 ประเภท คือ 1.ครัวเรือนอยู่คนเดียว 2.ครัวเรือนสามีภรรยาเท่านั้น 3.ครัวเรือนพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว 4.ครัวเรือนแบบพ่อ-แม่-ลูก 5.ครัวเรือนสามรุ่น หรือครอบครัวขยายที่มีหลายรุ่น คือมีปู่ย่าตายาย พ่อแม่และลูก และ 6.ครัวเรือนข้ามรุ่น หรือที่บอกว่าเป็นครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งตัวเองชอบเรียกครอบครัวข้ามรุ่นมากกว่า

l อาจารย์พอจะมีข้อมูลหรือไม่ว่า ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวข้ามรุ่นมาก-น้อยเพียงใด? : ถ้าพูดถึงตัวเลขก็พอจะมีอยู่เหมือนกัน ปีล่าสุดที่สถาบันฯ พอจะมีสมมุติว่ามี 100 ครัวเรือน มีครอบครัวข้ามรุ่นสักกี่ครัวเรือนปี 2561 ล่าสุดที่เรามี 2.1% ของครัวเรือนเป็นครัวเรือนข้ามรุ่น ซึ่งถ้าครัวเรือนมีสัก 20 ล้านครัวเรือน จริงๆ เกือบจะ 25 ล้านครัวเรือน ก็ประมาณสัก 4.5 แสน มันก็เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่จริงๆ สำหรับตัวเองประเด็นไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่ว่ามันมี Implication(นัยสำคัญ) อย่างไรกับสังคม

l คำว่า “ครอบครัวข้ามรุ่น” กับ “ครอบครัวแหว่งกลาง” ต่างกันอย่างไร? เหตุใดในมุมของอาจารย์ถึงอยากใช้คำว่าครอบครัวข้ามรุ่นมากกว่า? : คำว่าแหว่งกลางมันเหมือนขาดๆ หายๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ไม่ดีเสมอไป คำว่าแหว่งมันดู Negative (เชิงลบ) ก็เลยชอบเรียกครอบครัวข้ามรุ่น ก็คือข้ามไปรุ่นหนึ่ง ข้ามรุ่นพ่อแม่ไป คือเราไม่ชอบใช้คำที่มันสื่อไปทางใดทางหนึ่ง นักวิจัยเราพูดกันด้วยข้อมูล พูดกันด้วยหลักฐานการวิจัยโดยไม่ต้องการชี้ว่าอันนี้มันไม่ดีนะ คือไม่ใช่ว่ามองไม่เห็นปัญหา เพียงแต่ว่าเวลาเราบอกว่าครอบครัวข้ามรุ่นมันมีอะไรที่ต้องระมัดระวัง

บางทีนักวิจัยเขาทำวิจัยเขาก็ต้องมีการเปรียบเทียบ ว่าเด็กที่อยู่ในครอบครัวข้ามรุ่นกับเด็กที่อยู่ในครอบครัวปกติ (อยู่กับพ่อแม่) แบบนี้มันมีมุมไหนมุมหนึ่งที่ต้องระวัง คือมันมีบางมุมที่ต้องระวัง อย่างเช่นที่ไปอ่านมา ไปรีวิวมา จะมีปัญหาพฤติกรรมบ้างอะไรแบบนี้ แต่เราจะบอกว่าดีหรือไม่ดีก็ต้องเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่เขาอยู่กับพ่อแม่ด้วย บางงานวิจัยมันก็ไม่ได้เจอว่าแตกต่างกันนะ อยู่กับพ่อแม่ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน แต่บางงานวิจัยก็อาจจะเจอว่ามีความต่าง หรือถ้าไปดูเรื่องอื่นที่ไม่ใช่พัฒนาการ ไม่ใช่พฤติกรรม เรื่องความสุขอะไรอย่างนี้บางทีเขาก็ไม่ได้เจอว่ามีความแตกต่างกัน ก็เลยไม่อยากพูดเหมือนเชิงตีตราว่าถ้าเป็นครอบครัวแบบนี้แล้วจะมีปัญหา

l แบบนี้ที่พูดกันเยอะเรื่อง “ช่องว่างระหว่างวัย (Gap Generation)” เป็นปัญหาของครอบครัวข้ามรุ่น จริงๆ แล้วก็ไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป? : ใช่! มันก็ไม่ได้เสมอไป อย่างที่ว่าเอาข้อมูลมาพูดกัน แล้วงานวิจัยบางทีก็ทำกันที่ใดที่หนึ่ง แต่เราจะไปเหมารวมว่ามันจะเป็นแบบนี้ทั้งหมดไม่ได้ แต่ว่างานของตัวเองมี เรื่องผลกระทบในทางที่ต้องระมัดระวัง มีความเสี่ยง มีหลักฐานอยู่

คืองานวิจัยของตัวเองเป็นพื้นที่ในภาคอีสาน ยังไม่เคยไปทำในภาคใต้ หรือไม่เคยทำทั้งประเทศ งานวิจัยจะเป็นแบบนี้ ถ้าเราต้องการตัวเลขสักกี่เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนเป็นแบบนี้ ก็ต้องไปดูภาพที่เขาเก็บข้อมูลทั้งประเทศ อย่างเช่นงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) งานของยูนิเซฟ เราบอกได้ว่าทั้งประเทศประมาณเท่าไร ซึ่งตัวเองจะสนใจไม่ใช่เชิงครอบครัวข้ามรุ่น แต่สนใจเรื่องเด็กที่ได้อยู่และไม่ได้อยู่กับพ่อแม่

อย่างงานที่ NSO เขาเก็บโดยที่ยูนิเซฟสนับสนุน มีข้อมูลเยอะเลย จะบอกว่ามีเด็กอายุ 0-17 ปี ถึง 23% ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ คือพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่แต่เขาไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ คือโตขึ้นมาโดยที่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ เยอะไหม? เยอะนะ เกือบ 1 ใน 4 คือใน 4 คน เด็ก 1 คนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ที่บอกเยอะเพราะเราเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ข้างบ้านด้วยว่าเขาไม่ได้มีเยอะขนาดของเรา

l เด็กที่ “ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่” ต่างจากครอบครัวข้ามรุ่นอย่างไร? ทำไมอาจารย์ใช้คำนี้? : ส่วนหนึ่งพ่อแม่ไม่อยู่ แต่ไม่ใช่พ่อแม่เสียชีวิต พ่อแม่ไปทำงานที่อื่น
ส่วนหนึ่งอาจเป็นพ่อแม่หย่าร้างกัน เลิกกัน แต่บางทีครอบครัวไม่ได้มีแต่ปู่ย่าตายาย แต่มีลุงป้าน้าอาอยู่ด้วย (อายุไล่เลี่ยหรือรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อแม่) เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าข้ามรุ่นเสียทีเดียวก็ไม่ได้

l มีความแตกต่างอย่างไร? ระหว่างเด็กที่อยู่และไม่อยู่กับพ่อแม่ : เอางานที่ตัวเองทำนะ ก็คือจะมีมุมหนึ่งที่เราทำ จริงๆ เราก็สนใจเพราะว่าดูข้อมูลจากของยูนิเซฟ เออ! มันเยอะขนาดนี้ ก็ดึงมาเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานจังหวัดหนึ่ง แล้วก็ภาคเหนืออีกจังหวัดหนึ่ง แล้วก็มาเปรียบเทียบ เราสนใจเฉพาะเด็กเล็กนะตอนนั้น ก็คือเด็กอายุแรกเกิดถึง 3 ปี เด็กก่อนวัยเรียน อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งนะ อยู่ที่ว่าเด็กรุ่นไหนอีกที่เราไปดู อย่างของตัวเองที่ดูก็คือ 0-3 ปี แล้วดูประเด็นไหน? เด็กเล็กก็จะดูได้ไม่มากหรอก ก็ดูพัฒนาการ

ก็คือใช้เครื่องมือที่เป็นมาตรฐาน ที่ทั่วโลกใช้ไม่ใช่เฉพาะที่ไทย คือเครื่องมือ Denver ให้ผู้เชี่ยวชาญไปวัดว่าเด็กมีพัฒนาการปกติหรือช้ากว่าปกติ ที่น่าสนใจคือเราพบว่า “เด็กที่มีแม่อยู่ด้วยในบ้าน เปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่มีแม่อยู่ด้วยในบ้าน คือแม่ไปทำงานที่อื่นเด็กที่แม่ไปทำงานที่อื่นจะมีพัฒนาการช้ากว่า” ก็คือถ้าพ่อไม่อยู่แต่แม่อยู่ในบ้านไม่เป็นไรนะ พัฒนาการจะช้าจะเร็วไม่แตกต่างกัน

อันนี้เป็นการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขเฉยๆ แต่ดูว่ามันสูงกว่า คือ “ถ้าเด็กที่แม่ไม่อยู่โอกาสที่เขาจะมีพัฒนาการช้านี่ประมาณ 2 เท่า เปรียบเทียบกับเด็กที่มีแม่อยู่ด้วยในบ้าน” แต่ถ้าแม่อยู่พ่อไม่อยู่ ไม่เป็นไร ไม่แตกต่างกัน อันนี้ก็ต้องกลับไปดูทฤษฎีต่างๆ เขาก็มีเรื่องอธิบายเหมือนกันว่าจริงๆ เด็กที่โตขึ้นมาโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ก่อนวัยเรียนอะไรอย่างนี้ เหมือนเขาต้องการคนที่ดูแลเขาเป็นหลักที่เขาพึ่งพาได้ทั้งด้านร่างกายและจิตใจเป็นตัวอย่างที่ทำให้เขาสามารถอยู่ในโลกได้ มีความกล้าหาญอะไรอย่างนี้

ก็คือต้องการแค่คนคนเดียวที่เป็นหลัก ไม่ต้องการมากเลย ทั้งๆ ที่บางทีทฤษฎีครอบครัวว่าเด็กถ้ามีโอกาสเจอคนหลากหลายมากก็จะมีพัฒนาการดี มันก็จริงนะ แต่ว่าคนที่เด็กเขาต้องการเป็นหลักเขาต้องการอย่างน้อย 1 คน แล้วคนคนนั้นที่ดีที่สุดก็ควรเป็นแม่ด้วย อันนี้ก็คือทางทฤษฎี แล้วก็มันมีงานวิจัยขึ้นมารองรับพอดี มันสอดคล้องกับสิ่งที่ทฤษฎีบอก คือพ่อมีความสำคัญมากก็จริง แต่เหมือนกับเป็นลักษณะรองจากแม่ เป็นลักษณะของการมีบทบาทช่วยเหลือแม่ทางด้านโน้นด้านนี้เท่านั้นเองในการเลี้ยงลูกแต่ขาดแม่เป็นหลักแล้วจะมีผลกระทบกับเด็ก

l ก็เหมือนกับที่คำโบราณเขาว่า “ขาดพ่อเหมือนถ่อหัก..แต่ขาดแม่เหมือนแพแตก” อย่างนั้นหรือ? : ใช่! จริงๆ เราก็ไม่ได้อยากจะเชื่ออะไรแบบนั้นเสมอไป เพราะเรารู้ว่าเด็กยุคนี้-ครอบครัวยุคนี้ มันไม่สามารถที่จะเป็นพ่อแม่อยู่พร้อมหน้ากันได้ 100% แต่งานวิจัยออกมาแบบนั้น คือข้อมูลมันไม่โกหก ก็ต้องว่ากันแบบนี้ อันหนึ่งที่เขาคิดว่าเป็นไปได้ก็คือว่า เขาบอกว่าถ้ามีแม่อยู่แม่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการเด็ก หรือให้เวลาในการทำกิจกรรมที่จะช่วยกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการดีขึ้นมากกว่าถ้าไม่มีแม่อยู่ด้วยในครัวเรือน

อย่างเช่นอ่านหนังสือ-ร้องเพลงกับเด็ก ข้อมูลบอกว่าถ้ามีแม่อยู่ด้วยในครัวเรือนจะมีการทำกิจกรรมแบบนี้กับเด็กมากกว่าถ้าไม่มีแม่อยู่ด้วย ซึ่งบางทีเราก็มองว่า อ้าว! ถ้ามีปู่ย่าตายายอยู่เขาก็ทำได้ แต่เขาทำได้ไม่เท่ากัน อันนี้ก็คือข้อมูลบอกมา ก็ทำได้ไม่เหมือนกับที่แม่ทำ

l แบบนี้ไม่เท่ากับว่าเด็กยุคนี้ขาดโอกาสมากกว่าเด็กยุคก่อนหรือ? : พ่อแม่ไปทำงานที่อื่นมานานแล้วนะ ไม่ใช่เพิ่งจะมาเป็น แล้วมันเป็นเหมือนกับวงจร คือ พ่อแม่
ยุคนี้ที่ว่าเขาทำงานที่อื่นแล้วก็ให้ลูกอยู่กับปู่ย่าตายายคนรุ่นก่อนตอนเขาเป็นเด็กพ่อแม่ก็ไปทำงานที่อื่นเหมือนกันแล้วเขาก็อยู่กับปู่ย่าตายายเหมือนกัน มันก็เยอะแบบนั้นเพราะฉะนั้น มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งจะมาเกิดขึ้นมันเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้ว

เราเห็นตัวเลขที่ทำมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งตัวเลขมันก็ไมได้เปลี่ยนแปลงไป ก็อยู่ประมาณนี้ ประมาณ 1 ใน 4ก็ 23-25% ที่เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มันเหมือนกับว่า“สิ่งที่ตัวเองกลัวก็คือว่าสังคมมันทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ (Normalize) ไป” กลายเป็นว่าใครๆ ก็เป็น หลายๆ คนก็เป็น ในหมู่บ้านก็เป็นทั้งนั้น มันก็เลยเหมือนไม่ให้ความสำคัญ แต่ว่าจริงๆ แล้ว “คำว่าพัฒนาการเด็กมันจะสำคัญมากกับอนาคตของประเทศชาติ” รู้สึกว่า เออ! พอเขามองว่าพัฒนาการเด็กช้ากว่า จริงๆ แล้วมันมีอะไรที่เป็นนัยมากมายเลยจากตรงนั้น

l ถ้าเรื่องเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ (โดยเฉพาะเด็กห่างแม่) มีความสำคัญขนาดนั้น อาจารย์อยากให้ข้อเสนออะไรกับภาครัฐในฐานะผู้กำหนดนโยบายบ้าง? : จริงๆ เขาพูดเรื่องนี้มาตั้งนานแล้วนะ พูดจนกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจไปเสียแล้ว แต่มันก็ยังไม่ค่อยมีการทำอะไรขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว เราพูดมาตลอดว่าเด็กที่ไม่ได้
อยู่กับพ่อแม่มีความเสี่ยง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกคนแต่โอกาสที่เขาจะเป็นแบบนั้นมันมากกว่าเด็กที่ได้อยู่กับพ่อแม่

อยากให้รัฐบาลฟังตรงนี้ด้วย ฟังข้อมูลและให้ความหมายกับข้อมูล ให้ความสำคัญกับข้อมูลด้วย คือ ถ้าเขาไม่ให้ความสำคัญแล้วก็มองเป็นเรื่องปกติธรรมดาก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าเกิดว่ามองเป็นเรื่องใหญ่นะ เราต้องมาแก้ไขแล้วนะ ก็ต้องมีการทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาที่บอกว่าคุณไม่ต้องไปทำงานที่อื่น คุณเลี้ยงลูกก่อน มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะมันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของหลายๆ อย่าง เขาจะเอาอะไรกินถ้าเขาไม่ไปทำงานที่อื่น ถ้าไม่ช่วยเขา

ภาครัฐสามารถทำได้หลายอย่าง อย่างเช่นสนับสนุนอย่างไรให้คนมาทำงานโดยที่ว่าไม่ต้องทิ้งลูกไว้ที่บ้าน อาจจะมี Child Care ที่โรงงานหรือสถานที่ทำงาน พ่อแม่ก็ไม่ต้องทิ้งให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง แต่รัฐต้องช่วย Subsidize (อุดหนุน) สถานประกอบการ อย่างเช่นเรื่องลดหย่อนภาษีอะไรแบบนี้ มีแรงจูงใจให้สถานประกอบการเขาต้องคิดเรื่องพวกนี้ด้วย

l แต่ถ้าสุดท้ายจำเป็นต้องให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงจริงๆ จะมีแนวทางสนับสนุนอย่างไรบ้าง? : เราพบว่าเด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าถ้าอยู่กับปู่ย่าตายาย อันหนึ่งเนื่องจากว่าปู่ย่าตายายอาจจะไม่ได้ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเท่ากับที่แม่ทำ อันหนึ่งก็ต้องให้ความรู้ ก็คือให้ทดแทนความเป็นพ่อแม่ได้ กิจกรรมอะไรบ้างในการเลี้ยงเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กสำคัญมาก เพราะมันจะบอกอนาคตไปข้างหน้า บางทีพอถึงวัยรุ่นมันก็สายไปเสียแล้ว ฉะนั้นต้องเริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก ก็เลยกลายเป็นว่าเลี้ยงเด็กเล็กปู่ย่าตายายก็ต้องเลี้ยงแบบ Intensive (เข้มข้น)ก็คือต้องเลี้ยงแบบจริงจัง ให้เวลาจริงจัง

l แต่มันก็มีความท้าทายอีก เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย แถมเป็นการสูงวัยแบบ “แก่ก่อนรวย” ที่ทุกวันนี้หลายคนอายุเกิน 60 ปีแล้วก็ยังต้องทำงานหารายได้เลี้ยงตนเอง แถมก็ยังต้องถูกคาดหวังให้เลี้ยงหลานอีก : ปู่ย่าตายายอายุก็มากแล้ว ต้องทำงานด้วยบางที มันก็เป็นเรื่องที่ยาก ฉะนั้นชุมชนต้องมีส่วนไหม?เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มาช่วยด้วย ก็คือมันแล้วแต่บริบทของแต่ละบ้าน-แต่ละชุมชนด้วย ต้องหาหลายๆ วิธี

l แล้วนโยบายที่ดีควรจะเป็นแบบใด? : ตัวเองไม่ชอบถ้าจะมีนโยบายแบบกว้าง คือคุณสนับสนุนส่งเสริมเรื่องนี้ แต่ให้ทางเขาไปออกแบบเองได้ไหม? ให้เขาสามารถใช้ทรัพยากรง่ายในการทำโน่นทำนี่ ไม่ใช่ต้องมาขออนุมัติจากส่วนกลาง นโยบายนั้นมันอาจจะไม่เหมาะกับทุกที่ บางทีงบมันไปผ่าน อบต. อะไรอย่างนี้ อบต.ก็อาจต้องให้ชาวบ้านเขามีส่วนร่วมว่าทำอย่างไร แล้วก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น เขาต้องการอะไรเราให้ คือมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าพอเขาไม่ขอมาเราก็เฉย มันต้องมีการติดตาม

l หมายถึงภาครัฐส่วนกลางให้นโยบายเพียงกรอบกว้างๆ พอ แล้วภาครัฐส่วนท้องถิ่นก็ทำไป แต่ก็ทำแบบให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการ? :ใช่! ก็คือส่วนกลางเป็นนโยบาย แต่กิจกรรมอะไรต่างๆ ให้ทางพื้นที่เขาเป็นคนคิดเองเถอะว่าจะทำอย่างไรแล้วแน่นอนต้องให้ชาวบ้านมา บางทีชาวบ้านเขาอาจจะไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่ว่าอันนี้งานวิจัยก็มีส่วนนะนักวิชาการอาจจะทำอย่างไรให้ข้อมูลมาจากชาวบ้านให้มากที่สุด เป็นปากเสียงของชาวบ้านให้ได้มากที่สุด ช่วยกันคิด

l คำถามสุดท้าย..เราพูดกันถึงบทบาทของภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นแล้ว และมีบทบาทของภาควิชาการแล้ว ในส่วนของประชาชนทั่วไปควรจะมองสถานการณ์แบบนี้อย่างไร? : ประชาชนไม่ควรจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ อันนี้เป็นเรื่องที่พิเศษนะถ้าเกิดว่าเด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ มันควรจะเป็นอะไรที่ต้องให้ความสนใจ มันต้องมีอะไรสักอย่าง ทำอย่างไรให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่ให้นานที่สุด แต่ถ้าไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ก็ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ

“ไม่ควรจะมองว่า โอ๊ย! ไม่เป็นไรหรอก ใครๆก็อยู่กับยายกับตากันทั้งนั้นแหละ ก็เห็นไปได้ดีกัน ไม่เห็นมีปัญหา ในส่วนที่ไม่มีปัญหามันก็มี แสดงว่าเขาก็มีความเข้มแข็งระดับหนึ่ง มันต้องมีอะไรที่ช่วยส่งเสริมเขา ต้องมองหาตรงจุดนั้น ว่าอะไรมันจะช่วยทดแทนสิ่งที่เขาขาดไปตรงนั้น” อาจารย์อารี ฝากทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ (สัมภาษณ์/เรียบเรียง)

สอศ.เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมสถานศึกษารัฐ-เอกชนทั่วประเทศกว่า 900 แห่ง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804779

สอศ.เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมสถานศึกษารัฐ-เอกชนทั่วประเทศกว่า 900 แห่ง

สอศ.เตรียมพร้อมรับเปิดเทอมสถานศึกษารัฐ-เอกชนทั่วประเทศกว่า 900 แห่ง

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.19 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมประชุมผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มอบนโยบายเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียนของอาชีวะ ซึ่งในส่วนของการเปิดรับสมัครนักเรียน นักศึกษา สังกัด สอศ.ปีการศึกษา 2567 ในสถานศึกษาทั้งรัฐ และเอกชนทั่วประเทศ กว่า 900 แห่ง นั้น สอศ.ตั้งเป้าไว้ที่ 281,220 คน แบ่งเป็น รัฐ 209,841 คน และเอกชน 71,379 คน ปัจจุบันมีผู้สมัครเรียนแล้วกว่า 160,000 คน ซึ่ง รมว.ศธ.ก็กำชับว่า หากยังไม่สามารถเปิดรับนักเรียน นักศึกษาได้ตามเป้า ก็ให้เปิดรับต่อเนื่องในภาคเรียนที่ 2 โดย สอศ.คาดการณ์ว่าตัวเลขรับนักเรียน นักศึกษา ถึงวันที่ 10 มิถุนายน จะอยู่ที่ประมาณ 210,000 ราย ใกล้เคียงกับทุกปี แม้จะห่างจากเป้าหมายที่วางไว้พอสมควร แต่ก็เข้าใจ เพราะมีเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยบางรายอาจจะมีปัญหาเรื่องติด 0 , ร , มส. ก็ให้รับไว้ก่อน จากนั้นค่อยไปช่วยแก้ไขปัญหาให้เด็กในภายหลัง เพื่อให้เด็กได้เรียนต่อเนื่อง เพราะสุดท้ายแล้วเด็กกลุ่มนี้ก็ถือเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในการเข้าเรียนอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมในเรื่อง จัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 สอศ.ได้ประกาศใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พ.ศ.2567 เพื่อให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ และโลกอาชีพในปัจจุบัน ซึ่งเนื่องจากเป็นหลักสูตรที่มีการปรับปรุงใหม่ จึงได้มีแนวทางให้สถานศึกษาสามารถเลือกใช้หนังสือเรียนที่ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน โดยประยุกต์ใช้เนื้อหาของหนังสือเรียนที่สอดคล้อง กับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ.2567 หรือจัดการเรียนรู้เพิ่มเติม โดยจัดทำสื่อประกอบการเรียนการสอนอื่นๆ หรือสืบค้นข้อมูลที่ทันสมัยจากสื่อหรือหน่วยงานองค์กรที่น่าเชื่อถือ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ และกรณีหนังสือเรียนมีเนื้อหาไม่ครบถ้วนหรือบางสาขาวิชา เนื่องจากเป็นรายวิชาที่พัฒนาขึ้นใหม่ ให้ผู้สอนเลือกใช้ หนังสือเรียนหรือสร้างสื่อการสอนประกอบการจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม โดยต้องมีเนื้อหาสอดคล้อง ครบถ้วนกับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชาให้ครบถ้วนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ.2567 จนกว่าจะมีหนังสือเรียนที่ผ่านเกณฑ์ประเมินคุณภาพสำหรับใช้จัดการเรียนการสอนในรายวิชาตามหลักสูตรดังกล่าว

ทั้งนี้ สำหรับหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้มีการประกาศใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พ.ศ.2567 ให้ใช้ในแนวทางเดียวกัน โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นกำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของโลกต่อไป

นายยศพล กล่าวอีกว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมครู และผู้บริหาร ก็ถือว่ามีความพร้อม โดยได้สั่งการให้ทำความเข้าใจ โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อสั่งการของ รมว.ศธ.ในการดำเนินการตามโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆให้เป็นไปอย่างเรียบง่าย ประหยัด พอเพียง ลดความสิ้นเปลืองงบประมาณ หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และไม่สร้างภาระแก่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น “โครงการ สุขาดี มีความสุข” ไม่ต้องผูกผ้าประดับตกแต่งห้องสุขา กำชับในการเดินทางไปตรวจราชการของผู้บังคับบัญชา หรือการตรวจเยี่ยม ให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม ให้ดำเนินการอย่างเรียบง่าย ไม่สร้างภาระให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น ไม่ต้องติดป้ายต้อนรับ ไม่มีของที่ระลึกหรือของฝาก และให้ควบคุม กำกับ ดูแล และมีมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น ป้องกันปราบปรามไม่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา การสอบบรรจุ การแต่งตั้งโยกย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษา การทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดหาวัสดุ ครุภัณฑ์ต่างๆ

‘สิริพงศ์’มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804769

'สิริพงศ์'มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ

‘สิริพงศ์’มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.04 น.

“สิริพงศ์”มั่นใจวิชาลูกเสือยังทันสมัยและสากลยอมรับ ดันปลี่ยนแปลงการเรียนรู้กิจกรรมลูกเสือให้เชื่อมต่อกับนโยบาย“เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา”และ“เรียนดี มีความสุข”

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการด้านลูกเสือ ประจำปี 2567 “งานลูกเสือเพื่อลูกเสือและสังคม” (Scout for Scouts and Community) ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเลือแห่งชาติ นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมคณะผู้บริหาร และสมาชิกลูกเสือเข้าร่วมงานการประชุมฯ

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนให้เกิดขึ้น โดยอาศัยกระบวนการลูกเสือเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ผ่านนโยบายการขับเคลื่อนกิจกรรมลูกเสือของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ” และ “ทำดี ทำได้ ทำทันที” เพื่อปลูกฝังและสร้างเจตคติที่ดี ให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ มีระเบียบวินัย มีความรัก ความสามัคคี รู้จักเสียสละ และบำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประชุมวิชาการด้านลูกเสือในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการทางด้านลูกเสือซึ่งจะช่วยพัฒนาองค์ความรู้ และต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมทางด้านลูกเสือที่จะช่วยให้กระบวนการลูกเสือเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“เป็นที่ทราบกันดีว่าสังคมในยุคปัจจุบันนี้ และเด็กๆ ตั้งคำถามกับวิชาลูกเสือมาก ว่าสิ่งที่เราทำการเรียนการสอนกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นมีความทันสมัยหรือไม่ ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ ผมได้หารือกับท่านวรัท และได้รองนำวิชาลูกเสือ 76 วิชามาดูและรู้สึกว่าสังคมยังไม่เคยมีโอกาสได้รับรู้ แต่ความจริงวิชาลูกเสือดีอยู่แล้ว และมีหลายวิชาที่มีความทันสมัย เป็นวิชาที่อยู่ร่วมกับยุคสมัย อย่างเช่น วิชาลูกเสือดนตรี วิชาลูกเสือการพูดในที่สาธารณะชน วิชาลูกเสือนักแสดง สิ่งที่ผมได้เห็นก็คือวิชาการเหล่านี้ เป็นวิชาที่มีมาก่อนหน้านี้จนถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่เราขาดก็คือ 1.ขาดการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น 2.ขาดการสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ ก็หวังว่าสิ่งที่ท่านนำเสนอในวันนี้จะมาช่วยกระบวนการเรียนรู้ลูกเสือได้  วิชาใดที่สมควรจะปรับเปลี่ยน ปรับปรุง รูปแบบการนำเสนอการเรียรการสอนให้เข้ากับยุคสมัย วันนี้เราถูกตั้งคำถามว่า การเรียนลูกเสือนั้น เป็นการสร้างภาระมากเกินไปสำหรับผู้ปกครองและเด็กๆ ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ แต่ผมเชื่อว่าเราได้รับฟังปัญหามามากพอสมควร และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ก็ตระหนักถึง

เรื่องนี้มากพอสมควร ผมเข้าใจว่าในวันนี้ เราตกผลึกกันแล้วว่าเราจะมีการดำเนินกิจการลูกเสืออย่างไรให้ผู้เรียนเกิดความสุขและให้บวนการเรียนรู้ลูกเสือนั้นสามามรถดำเนินการเรียนการสอนไปได้โดยไม่มีอุปสรรค วันนี้กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังยืนยันว่า วิชาลูกเสือนั้นมีความจำเป็นและการเรียนลูกเสือไม่ใช่เรื่องล้าสมัย เพราะการเรียนลูกเสือเป็นขบวนการเรียนรู้ที่มีทั่วโลก หลายต่อหลายครั้งท่านได้มีการไปร่วมชุมชุมลูกเสือโลก ก็จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่สากลยอมรับ แต่ขบวนการเรียนรู้ที่จะต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัยก็ยังคงมีความสำคัญ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการนำเสนอผลงานของลูกเสือในวันนี้ จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ในกิจกรรมลูกเสือและจะสามารถเชื่อมต่อกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) และ “เรียนดี มีความสุข”

ด้าน นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ กล่าวรายงานว่า โครงการการประชุมวิชาการด้านลูกเสือ ประจำปี 2567 “งานลูกเสือเพื่อลูกเสือและสังคม” (Scout for Scouts and Community) จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 15 – 16 พ.ค.2567 ณ หอประชุมคุรุสภา เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ หรือ Best practice ทางด้านลูกเสือ กระตุ้นให้เกิดการสร้างผลงานวิจัยที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางด้านลูกเสือ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและสร้างเครือข่ายการวิจัยงานวิชาการด้านกิจกรรมลูกเสือ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน ให้เกิดทักษะและสมรรถนะ ที่มีความสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ และสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ตามนโยบายการศึกษา “เรียนดีมีความสุข” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ การดำเนินงานครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนักวิชาการ นักวิจัย และบุคลากรทางการลูกเสือ ส่งผลงานเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการฯ รวมจำนวนทั้งสิ้น 93 ผลงาน ประกอบด้วย ผลงานวิจัย จำนวน 16 ผลงาน ผลงานทางวิชาการอื่น จำนวน 22 ผลงาน และวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 55 ผลงาน ได้กำหนดให้มีการเสวนาทางวิชาการ โดยผู้แทนจากสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ร่วมเสวนากับผู้แทนของผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ลูกเสือ และเนตรนารี ในหัวข้อ เยาวชนกับงานลูกเสือ

และหลังจากเสร็จสิ้นการเสวนาทางวิชาการ จะเป็นการนำเสนอผลงานทางวิชาการด้านลูกเสือ ภาคบรรยาย จำนวน 9 ผลงาน จากนั้นในวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 จะเป็นการนำเสนอผลงานภาคโปสเตอร์ ในรูปแบบ Onsite ณ หอประชุมคุรุสภา และ Online ผ่านโปรแกรม ZOOM และพิธีมอบรางวัล

– 006

กางแผน ‘ออมเงิน’ ติดอาวุธ..แก้หนี้ครู

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804612

กางแผน ‘ออมเงิน’ ติดอาวุธ..แก้หนี้ครู

กางแผน ‘ออมเงิน’ ติดอาวุธ..แก้หนี้ครู

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดโครงการอบรมเสริมสร้างความรู้ ทักษะการวางแผนและองค์ความรู้ทางการเงินและการออม ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. 2567 โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ.ในฐานะเลขานุการคณะทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา นางเกศทิพย์ ศุภวานิชรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) พร้อมครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีปัญหาหนี้สินและต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเข้าร่วม ณ ห้องประชุมจันทรเกษมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยกลุ่มที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ ถือว่า เป็นผู้ที่รู้ตัวว่าตัวเองมีอาการป่วยทางการเงินเพราะหากไม่รู้ตัว ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้หนี้สินหมดไป ซึ่งทั้ง 84 ราย ที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ เป็นเหมือนตัวแทนที่จะเข้ามาเรียนรู้ แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ กับผู้เชี่ยวชาญทางการเงินซึ่งถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ที่เคยล้มละลาย แต่สามารถแก้ปัญหาให้ตัวเองได้ จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะนำประสบการณ์มาถ่ายทอดช่วยเหลือผู้อื่น

“อยากให้กลุ่มตัวแทนที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ ตั้งใจฟังและคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองว่า จะนำแนวทางที่ได้ศึกษาเรียนรู้ในครั้งนี้ไปปรับใช้กับการแก้ปัญหาของตัวเองอย่างไร เพื่อให้กลับมาเป็นคนที่มีสภาพคล่อง สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตัวเอง โดยจะต้องเป็นผู้ที่มีวินัยทางการเงิน และตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ทั้ง 84 ราย ถือว่ามีเจตนารมณ์ ในการแก้ไขปัญหา โดยสิ่งหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขได้ คือ การต้องรู้ข้อเท็จจริงของปัญหา เปิดใจกับผู้เชี่ยวชาญ หรือวิทยากร หากสามารถแก้ปัญหาได้ ก็จะกลายเป็นโมเดลในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกหลายแสนคนต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า การอบรมครั้งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่เป็นหนี้และกลุ่มที่เป็นโค้ช กลุ่มละ 84 ราย รวม 168 ราย เริ่มจากเขตพื้นที่การศึกษา กทม. และเขตพื้นที่การศึกษา จ.ปทุมธานี จากนั้นจะให้คนกลุ่มนี้เป็นโค้ช เขตพื้นที่ละ2 คน รวมเป็น 490 คน ขยายผลเป็นเหมือนทีมกลางไปช่วยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเจรจาลดดอกเบี้ยและปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง และอีกส่วนหนึ่งก็จะมีการเพิ่มรายได้ ตามบริบทของพื้นที่ ทั้งการทำให้มีวิทยฐานะ โดยหลักคิดของ รมว.ศธ. คือ จะต้องทำให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อให้ครูมีเวลาโฟกัสกับงานสอนอย่างเต็มที่ ทำให้เด็กมีความสุขกับการเรียน ตามนโยบายเรียนดี มีความสุข

นางเกศทิพย์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูมาอย่างต่อเนื่อง พบว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีปัญหาหนี้สินจำนวนมาก มีปัญหาสภาพคล่อง เงินเดือนเหลือไม่ถึงร้อยละ 30 โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ กว่า 100 แห่ง ในสหกรณ์ออมทรัพย์กว่า 100 แห่ง มี 13 แห่งที่มีประธานเป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ อีก 10 แห่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ตรงนี้ จะทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นประธาน คือ ข้าราชการเกษียณและจากการหารือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ยอมที่จะช่วยลดดอกเบี้ยให้ แต่จะเป็นการลดดอกเบี้ยแบบมีแผน เพื่อให้สหกรณ์อยู่ได้และลูกหนี้เองก็อยู่ได้ สำหรับอัตราดอกเบี้ยน้อยสุดขณะนี้อยู่ที่ร้อยละ 3.5 มากที่สุดอยู่ที่ ร้อยละ9.1 โดยสหกรณ์ทั้งหมดอยู่ระหว่างจัดทำแผนลดอัตราดอกเบี้ยให้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่วนของนักเรียน ก็ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย จัดทำหลักสูตรเรื่องการจัดการการเงิน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย ที่สนใจอีกด้วย”นางเกศทิพย์ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ‘กินอิ่ม-นอนอุ่น’ ทุนมี..หนี้หมด ยกระดับ-ฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804611

สกู๊ปพิเศษ : ‘กินอิ่ม-นอนอุ่น’ ทุนมี..หนี้หมด  ยกระดับ-ฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหม

สกู๊ปพิเศษ : ‘กินอิ่ม-นอนอุ่น’ ทุนมี..หนี้หมด ยกระดับ-ฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหม

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ในปี 2567 กรมหม่อนไหม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายงานด้านหม่อนไหมโดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพเกษตรกรผู้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเกษตรกรต้อง “กินอิ่มนอนอุ่น ทุนมี หนี้หมด” โดยตั้งเป้าในการให้ความสำคัญกับต้นน้ำด้วยการส่งเสริมให้เกิดเกษตรกรรายใหม่ ซึ่งมีมากกว่า 1,000 ราย และฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหมรายเดิมโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ค.ท.ช.)

ขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมและพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมและเส้นไหมให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร มีการส่งเสริมให้ผลิตเส้นไหมและผ้าไหมที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน พร้อมกันนี้ยังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพปัจจัยการผลิตพันธุ์หม่อน และไข่ไหมให้มีคุณภาพเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น และพอเพียงต่อความต้องการของเกษตรกร พร้อมไปกับการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหม่อนไหม

ตลอดจนสนับสนุนและขยายผลโครงการพระราชดำริหม่อนไหมไปสู่ชุมชนเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และประกอบอาชีพในถิ่นฐานของตนเองรวมถึงส่งเสริมและแสวงหาตลาดผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหมให้แพร่หลายทั้งในและต่างประเทศไปพร้อมกันกับการสร้างผ้าไหมให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ด้วยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ช่วยเกษตรกรโดยใช้หลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการทำตลาดนั้นก็มีการร่วมมือกับภาคเอกชนส่งเสริมการทำเกษตรพันธสัญญาระหว่างเกษตรกรกับผู้รับซื้อเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนควบคู่กับการเร่งสร้างเกษตรกรรายใหม่เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเส้นไหมรังไหม และเชื่อมโยงการตลาดเฉพาะ อาทิสถาบันเสริมความงามโรงพยาบาล อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์

“ส่วนนวัตกรรมเสริมจะมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์หม่อนไหมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าและเพิ่มมูลค่ารวมถึงการให้บริการแก่เกษตรกรได้อย่างพอเพียงพร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พร้อมใช้ผ่านระบบการจัดการความรู้และพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรับรองเกษตรกรสูงวัย ขณะเดียวกันก็วางแผนผลิตไหมวัยอ่อนให้เกษตรกรเพื่อลดขั้นตอน เวลาและแรงงาน

ส่วนแนวทางเพิ่มรายได้ทางกรมหม่อนไหมจะสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรได้มีทางเลือกใหม่ๆ โดยขยาย value change ของสินค้าหม่อนไหม เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์แปรรูปกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคบริการประสานความร่วมมือกับจังหวัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการเชื่อมโยงสินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมในเส้นทางท่องเที่ยวต่อไป” พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวทิ้งท้าย

เลขาธิการ กพฐ. สั่งเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม 16 พ.ค.นี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804638

เลขาธิการ กพฐ. สั่งเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม 16 พ.ค.นี้

เลขาธิการ กพฐ. สั่งเตรียมพร้อมรับเปิดเทอม 16 พ.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 16.50 น.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับเปิดเทอมในวันที่ 16 พ.ค.2567 นี้ โดยสพฐ.ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียน 6 เรื่อง ในการเตรียมความพร้อมรับเปิดเทอม เช่น เรื่องการเฝ้าระวังการกลับมาระบาดอีกครั้งของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด 19 หากมีการระบาดรุนแรงก็ให้สามารถปิดโรงเรียนได้ และจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอื่นแทนการเรียนแบบออนไซต์ และให้ใช้มาตรการเดิม คือ การเว้นระยะห่าง สวมแมท ล้างมือ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

และหากพื้นที่ใดมีอากาศร้อนจัดอุณภูมิสูงมาก มีผลกระทบกับนักเรียนและครู ก็ให้เป็นดุลยพินิจของผอ.โรงเรียนสั่งปิดโรงเรียนได้เช่นกัน และให้งดกิจกรรมกลางแจ้งทั้งหมด และงดการจัดกิจกรรมหน้าเสาธงช่วงเช้า โดยให้จัดกิจกรรมในร่มหรือในอาคารเรียนแทน ให้โรงเรียนดูแลเรื่องพัดลม เครื่องปรับอากาศ อุปกรการเรียนการสอน สายไฟต่างๆให้มีความพร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัย  

เลขาธิการ กพฐ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีโรงเรียนอยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุถังน้ำมันดิบในนิคมอุตสาหกรรมมาบตราพุดระเบิด จ.ระยอง และไฟเกิดประทุขึ้นอีกครั้งนั้น ตนได้รับแจ้งว่ามีโรงเรียนอยู่ในพื้นที่เสี่ยง จำนวน 6 โรงเรียน เป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 4 โรง และระดับม้ธยมศึกษา 2 โรงเรียน จึงให้เลื่อนเปิดเทอมออกไปก่อนได้ จนกว่าอุตสาหกรรมจังหวัด หรือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะแจ้งว่ามีความปลอดภัยสำหรับเด็กและครูแล้ว จึงให้เปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติ และให้เฝ้าระวังในพื้นที่รัศมี 30-50 กิโลเมตร ว่ามีโรงเรียนใดมีความเสี่ยงด้วยหรือไม่

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ประกอบพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรม‘หลวงปู่ไต้ฮง’ปี67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804589

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ประกอบพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรม‘หลวงปู่ไต้ฮง’ปี67

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ประกอบพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรม‘หลวงปู่ไต้ฮง’ปี67

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.19 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ประกอบพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรม‘หลวงปู่ไต้ฮง’ปี67

14 พฤษภาคม 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหาร  ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2567 โดยมี ศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมในพิธี ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

โดยระหว่างวันที่ 14-19 พฤษภาคม 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2567  สักการะหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเป็นสิริมงคล ชมการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) และ รับประทานสาคูสิริมงคล (อี๊) โดยในปีนี้มูลนิธิฯ จัดให้มีการบริการใส่ถุงกลับบ้าน ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ชมกำหนดการงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง รวมถึงติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง [ http://www.facebook.com/atpohtecktung ]

‘วัดพระธรรมกาย’เชิญร่วมกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804515

‘วัดพระธรรมกาย’เชิญร่วมกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลโลก

‘วัดพระธรรมกาย’เชิญร่วมกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลโลก

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.42 น.

‘วัดพระธรรมกาย’เชิญร่วมกิจกรรมตักบาตรพระ-บวชอุทิศชีวิต-จุดวิสาขประทีป ต่างประเทศทั่วโลกจัดวิสาขบูชานานาชาติ ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลโลก

เนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันพุธที่ 22  พฤษภาคม พ.ศ. 2567 ตรงกับวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกทั้ง องค์การสหประชาชาติรับรองให้เป็น “วันสำคัญสากลของโลก” วัดพระธรรมกายจึงจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่อรำลึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วย พิธีตักบาตรพระ ณ บ้านแก้วเรือนทองคุณยายอาจารย์ ฯ, พิธีอุปสมบทอุทิศชีวิตของสามเณรเปรียญธรรม จำนวน 11 รูป ณ อุโบสถ วัดพระธรรมกาย, พิธีจุดวิสาขประทีป แปรอักษรเป็นภาพ “ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน” ณ ลานธรรม พระมหาธรรมกายเจดีย์ พิธีเวียนประทักษิณรอบพระมหาธรรมกายเจดีย์ พิธีฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 6,400,000,000 จบ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า นอกจากนี้ ในต่างประเทศได้จัดวิสาขบูชานานาชาติ เพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ เนื่องในวันวิสาขบูชา ได้แก่ วัดพระธรรมกายเมลเบิร์น ร่วมงานฉลองวิสาขบูชานานาชาติ THE AUSTRALIAN OBSERVANCE OF THE UNITED NATIONS DAY OF VESAK ณ วัด Thien An Pagoda ประเทศออสเตรเลีย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2567 และประชุมสัมมนา วิสาขบูชาโลก วันที่ 11 พ.ค. 2567, สหภาพพระธรรมทูตไทยในเอเชียตะวันออก และองค์กรพระพุทธศาสนาฉื่อจี้ แห่งไต้หวัน เข้าร่วมประชุมสหภาพพระธรรมทูตและเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา ณ อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ระหว่างวันที่ 10-13 พ.ค. 2567, งานโคมดอกบัว Lotus Lantern Festival 2024 เนื่องในเทศกาลโคมวิสาขบูชานานาชาติ 2024 ณ ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ วันที่ 11 พ.ค. 2567, วัดบ่าหว่าง ประเทศเวียดนาม จัดฉลองวิสาขบูชา จุดประทีป เดินธรรมยาตรา ระหว่างวันที่ 11-12 พ.ค. 2567

องค์กรพุทธฮ่องกง และวัดพระธรรมกายฮ่องกง ร่วมฉลองวิสาขบูชานานาชาติ วันที่ 15 พ.ค. 2567, โครงการเดินธรรมยาตรา สยาม-ลังกา เทศกาลวิสาขบูชา ณ ประเทศศรีลังกา ระหว่างวันที่ 16-21 พ.ค. 2567, พิธีจุดประทีป และทอดผ้าป่าสามัคคี เนื่องในวันวิสาขบูชา วันที่ 22 พ.ค. 2567 ณ วัดพระธรรมกายโจฮันเนสเบิร์ก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และงานวิสาขบูชามองโกเลีย ครั้งที่ 17 ด้วยการจุดประทีป 1,117 ดวง ถวายเป็นพุทธบูชา ณ ประเทศมองโกเลีย วันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค.2567, วัดพระธรรมกายแคลิฟอร์เนีย จัดพิธีจุดวิสาขประทีป เวียนประทักษิณ ถวายเป็นพุทธบูชา วันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ค. 2567, พิธีจุดประทีป โคมลอย ถวายเป็นพุทธบุชา ณ มหาเจดีย์บรมพุทโธ ประเทศอินโดนิเซีย วันที่ 23 พ.ค. 2567 และสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป จัดกิจกรรมวิสาขบูชา ณ องค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 24 พ.ค. 2567

“ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมสั่งสมบุญ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา ทั้งที่วัดพระธรรมกาย ประเทศไทย และในต่างประเทศได้ โดยสอบถามเพิ่มเติมที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-831-1000 หรือติดตามกิจกรรมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ สำนักสื่อสารองค์กร https://www.facebook.com/DhammakayaInfo หรือเว็บไซต์ http://www.dmc.tv” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

ทีมนักศึกษาไทยคว้ารางวัล ‘Huawei ICT Competition 2023-2024’ ระดับเอเชีย-แปซิฟิก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804387

ทีมนักศึกษาไทยคว้ารางวัล ‘Huawei ICT Competition 2023-2024’ ระดับเอเชีย-แปซิฟิก

ทีมนักศึกษาไทยคว้ารางวัล ‘Huawei ICT Competition 2023-2024’ ระดับเอเชีย-แปซิฟิก

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ประกาศผลผู้ชนะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการแข่งขัน Huawei ICT Competition ระดับเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 8 ประจำปี 2023-2024 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือ
ระหว่างหัวเว่ย และมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) ที่สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย การแข่งขันระดับ ภูมิภาคภายใต้คอนเซ็ปต์ “Connection,Glory, and Future” ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนักเรียนนักศึกษากว่า6,400 คน จาก 14 ประเทศและเขตการปกครองทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมไปถึงตัวแทนนักศึกษา 4 ทีมจากประเทศไทย ซึ่ง 2 ทีมสามารถคว้ารางวัลจากการแข่งขันประเภท Network Track และ AI Track รวมทั้งได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมชิงแชมป์ต่อในรอบตัดสินของการแข่งขัน Huawei ICTCompetition ระดับโลก ณ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23-26 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 โดยพิธีประกาศผลรางวัลนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ เกา กึมฮวน เลขาธิการสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เป็นประธานพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยคณะผู้แทนประจำอาเซียนและตัวแทนจากองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมในพิธี

นายไซมอน หลิน ประธานกรรมการบริหาร หัวเว่ย ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้กล่าวเกี่ยวกับการแข่งขันว่า เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 มานี้ เราได้เพิ่มการแข่งขันในหมวด Computing Track เข้ามาอีกหนึ่งประเภท นอกเหนือไปจากประเภท Network Track, Cloud Track และ Innovation Track เรายังได้ออกแบบกิจกรรมที่เน้นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างทักษะเรื่องความเป็นผู้นำและทักษะเพื่อการทำงานให้กับนักเรียน และด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันทางการศึกษา โดยเราหวังที่จะได้เพาะบ่มผู้นำผู้เชี่ยวชาญ และนักนวัตกรรมในอนาคตให้กับภูมิภาคนี้

ผู้ชนะรางวัลสูงสุดในแต่ละประเภทของการแข่งขันระดับเอเชีย-แปซิฟิกในปีนี้ ประกอบด้วย สถาบัน Cebu Institute of Technology ประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับประเภท Innovation Track สถาบัน Institut Teknologi Bandung ประเทศอินโดนีเซีย สำหรับประเภท Network Track สถาบัน Singapore Polytechnicสำหรับประเภท Cloud Track และสถาบัน i-Academy ประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับประเภท Computing Track ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีอีก 16 ทีมจากทั่วภูมิภาค ซึ่งรวมถึงทีมนักศึกษาไทยจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้รับรางวัลอันดับหนึ่ง อันดับสอง และอันดับสาม พร้อมด้วยสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน Huawei ICT Competition รอบตัดสินในระดับโลก

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน กล่าวว่า การแข่งขัน Huawei ICT Competition เปิดเวทีให้นักเรียนนักศึกษาได้เข้ามาร่วมแข่งขันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการเพาะบ่มองค์ความรู้ด้านไอซีทีและเสริมทักษะด้านการปฏิบัติจริง นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2559 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 แล้ว ที่มีการจัดการแข่งขันขึ้นในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นไม่เพียงเพื่อมุ่งยกระดับความสามารถด้านนวัตกรรมของนักเรียนที่เข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการลดช่องว่างด้านบุคลากรดิจิทัลหัวเว่ย มีความมุ่งมั่นที่จะขยายการสนับสนุนด้านการศึกษา ด้วยแผนการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรม Huawei ICT Academyจำนวน 500 แห่ง เพื่อบ่มเพาะนักศึกษากว่า 200,000 คน ภายในปีพ.ศ. 2568 โดยทีมนักศึกษาไทยจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับรางวัลอันดับ 3 ในการแข่งขันประเภท Network Track และ AI Track ตามลำดับ โดยสามารถคว้าชัยชนะด้วยผลงานแอปพลิเคชั่นเทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนในสังคม

จากการแข่งขันระดับประเทศของนักศึกษาไทยจำนวน 317 คน จากมหาวิทยาลัย 14 แห่งทั่วประเทศคัดเลือกเหลือเพียง 4 ทีมเพื่อเข้าแข่งขันต่อในระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หลังเสร็จสิ้นพิธีประกาศรางวัลรอบเอเชีย-แปซิฟิก นักเรียนไทยผู้ชนะทั้ง 2 ทีม ได้แสดงความรู้สึกดีใจที่ได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายในระดับโลก และเปิดเผยว่าการแข่งขันได้ให้ประสบการณ์มากมาย ได้เรียนรู้ทักษะทางเทคนิคเพิ่มเติมในสาขาวิชาที่ศึกษาอยู่ รวมไปถึงได้เรียนรู้วิธีที่เหมาะสมมากขึ้นในการสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม โดยทั้งสองทีมยังได้เผยแผนการต่อยอดโครงการสำหรับการแข่งขันในระดับโลกและหวังที่จะคว้ารางวัลสูงสุดกลับมาเช่นกัน

ประกาศผู้แทนประเทศไทยไปแข่ง ‘IOAA-Jr 2024 และ 17th IOAA’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/804384

ประกาศผู้แทนประเทศไทยไปแข่ง ‘IOAA-Jr 2024 และ 17th IOAA’

ประกาศผู้แทนประเทศไทยไปแข่ง ‘IOAA-Jr 2024 และ 17th IOAA’

วันอังคาร ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปิดฉากเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 21 ซึ่งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ได้รับเกียรติจากมูลนิธิ สอวน. ให้จัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 5-10 พฤษภาคม 2567พร้อมกันนี้ เปิดตัว 5 ผู้แทนประเทศไทย ทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไปร่วมการแข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

โดย ศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ประธานกรรมการวิชาดาราศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. ได้ประกาศรายชื่อนักเรียนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้แทนประเทศไทย ซึ่งมีดังนี้ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้แก่ ด.ช.ธนเดช รุจานันท์ นักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน จาก ศูนย์ สอวน. โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย,ด.ช.วิริทธิ์พล กาญจนอลงกรณ์ นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จากศูนย์ สอวน. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย, ด.ช.ณชพล คูโณปการ นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จาก ศูนย์ สอวน.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย,ด.ช.อติณัส ปัทมโยธิน นักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จาก ศูนย์ สอวน. โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย, ด.ช.ธีร์ ชอบแสงจันทร์ นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จาก ศูนย์ สอวน.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่งจะเดินทางไปแข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 3 (IOAA-Jr 2024) ระหว่างวันที่ 3-10 ตุลาคม 2567 ณ เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล

ส่วน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีดังต่อไปนี้ นายปุณธวัชเลิศจรัญรัตน์ นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จาก ศูนย์สอวน. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย, นายวงศ์วรัณ อุปวงษ์ นักเรียนโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จาก ศูนย์ สอวน. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์, เด็กชายชยพลนนทสูติ นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จาก ศูนย์ สอวน. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย, นายอัยยาสุทธิกุลบุตร นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จาก ศูนย์ สอวน.โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์,นายธนกฤต อร่ามผล นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จาก ศูนย์ สอวน. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งจะเดินทางไปแข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ครั้งที่ 17 (17th IOAA) ระหว่างวันที่ 17-27 สิงหาคม 2567 ณ เมืองริโอ เดอ จาเนโรประเทศบราซิล

ช่วงท้ายของการจัดงานดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวแสดงความยินดีกับนักเรียนที่ได้รับรางวัลและได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้แทนประเทศไทย พร้อมทั้งได้ฝากถึงนักเรียนทุกคนว่า “สิ่งสำคัญที่สุดที่นักเรียนทุกคนได้รับคือ รางวัลชีวิต และมิตรภาพจากเพื่อนๆ ผมขอให้นักเรียนทุกคนมุ่งมั่น ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนในสิ่งที่ตัวเองรัก สนใจ เพื่อเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ และมาตอบแทนคุณแผ่นดินบ้านเกิดต่อไปในอนาคต”