ก.ศึกษาเผย เด็กออกกลางคันกว่า 2 หมื่นราย พิษเศรษฐกิจ-ปัญหาส่วนตัว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806283

ก.ศึกษาเผย เด็กออกกลางคันกว่า 2 หมื่นราย พิษเศรษฐกิจ-ปัญหาส่วนตัว

ก.ศึกษาเผย เด็กออกกลางคันกว่า 2 หมื่นราย พิษเศรษฐกิจ-ปัญหาส่วนตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.58 น.

“เพิ่มพูน” เผย พบเด็กออกกลางคันกว่า 2 หมื่นราย เหตุจากพิษเศรษฐกิจ-ปัญหาส่วนตัว เตรียมประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องดึงเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา

วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม
ประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 19/2567 โดยมี ผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting  ว่า ที่ประชุมรายงานความคืบหน้าการยกระดับโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตร สื่อ ต้นแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้และเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละช่วงวัย เน้นการวิเคราะห์ การแก้ปัญหา สามารถนำไปใช้ได้จริง การวิจัย วัดผลและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีระดับประเทศและระดับนานาชาติ การขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนฐานสมรรถนะ เช่น สะเต็มศึกษา อบรมครูโค้ดดิ้ง พัฒนาผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ ครูวิทยากรแกนนำ และครูเครือข่าย ตลอดจนส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษ เช่น ทุนสนับสนุนการศึกษา โอลิมปิกวิชาการ การผลิตครู เป็นต้น โดย  สสวท. ได้จัดหลักสูตรอบรมการใช้ระบบออนไลน์ข้อสอบ PISA ในสถานศึกษา รุ่นที่ 1  มีเป้าหมาย 21,985 คน ในสังกัด สพฐ. สช. สอศ. กทม. อว. สถ. (กรมส่งเสริมการปกตครองท้องถิ่น) และอื่น ๆ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เตรียมขยายแกนนำ ที่เป็นครู ศึกษานิเทศก์ พี่เลี้ยง และแกนนำ ระดับเขตพื้นที่ 1,400 คน ที่ผ่านหลักสูตร การอบรมการใช้ระบบออนไลน์ข้อสอบ PISA ในสถานศึกษา รุ่นที่ 1 (21 เม.ย. – 4 พ.ค. 67) สู่โรงเรีนนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ 9,214 แห่ง ครู 3 โดเมน 27,397 ราย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567-กันยายน 2568

“ผลการอบรมฯ ยังไม่เป็นไปตามที่ผมคาดหวังเท่าไหร่ จึงได้เร่งรัดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเน้นย้ำการจัดอบรมฯ PISA ให้ครบตามเป้าหมายภายในเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมจัดทำลิ้งข้อมูล ให้แต่ละหน่วยงานสามารถติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัดได้ ในส่วนของ สพฐ.ให้ไปดูความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในแต่ละจุด เพื่อแก้ไขป้องกันและดำเนินการให้ครอบคลุมนักเรียนทุกกลุ่ม  ตามเป้าหมายที่วางไว้ ภายในเดือนมีนาคม 2568” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ยังรายงานการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET  ซึ่งยังคงให้เป็นไปตามความสมัครใจ แต่ให้นำผลการทดสอบ บันทึกไว้ในใบระเบียนแสดงผลการเรียน(ปพ.1) เพื่อประโยชน์ในการศึกษาของเด็ก และการพิจารณารับเด็กเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เด็กคนไหนไม่สนใจสมัครสอบ ก็จะได้ระบุไว้ในใบ ปพ.1 หรือสมัครแล้วไม่ไปสมัครสอบก็จะต้องระบุไว้ในใบ ปพ.1 เช่นกัน เพื่อเป็นเกณฑ์ในเรื่องความรับผิดชอบ เป็นข้อมูลให้สถานศึกษาต่าง ๆ ใช้พิจารณาดูแลเด็กต่อไป ส่วนแนวทางการดำเนินการ มอบหมายให้สพฐ.เป็นเจ้าภาพในการไปวิเคราะห์และพิจารณาทางวิชาการร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ ว่าจะเป็นต้องบังคับสอบ O-NETหรือไม่บังคับสแบ ก่อนเสนอให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)พิจารณาดำเนินการต่อไป 

“ผมได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานดำเนินโครงการสุขาดี มีความสุข ของโรงเรียนในแต่ละสังกัด ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยฝากให้ครูมาใช้ร่วมกับนักเรียน เพื่อป้องกันหรือระงับเหตุต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การทะเลาะวิวาท ยาเสพติด พร้อมสรุปผลการดำเนินงานของสถานศึกษาทุกสังกัดของ ศธ. เพื่อหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงห้องสุขา บนพื้นฐานของความประหยัด เรียบง่าย แต่ถูกสุขลักษณะตามแนวทางของโครงการทั้ง 5ส  ในส่วนของงบประมาณ ได้มอบนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประชุมติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ 2567 ศธ. เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าต่อที่ประชุมประสานภารกิจทุกสัปดาห์” รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้รายงานตัวเลขนักเรียนออกกลางคัน ซึ่งพบว่ามีกว่า 20,000 ราย จากหลายสาเหตุทั้ง เรื่องสภาพเศรษฐกิจและปัญหาส่วนตัว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สพฐ.และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)ที่ต้องประสานการทำงาน ซึ่งคิดว่า ภายในวันที่ 10 มิถุนายน นี้ สถานศึกษาจะต้องรายงานข้อมูลนักเรียนทั้งระบบ ตัวเลขเด็กออกกลางคันจะค่อย ๆลดลง เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามช่วยแก้ปัญหาดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด 

“ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) ได้รายงาน กรณี ศาล มีคำตัดสินกรณีผู้บริหาร สกสค.ทุจริต นำเงินกว่า 2,500 ล้านบาท ไปซื้อ “ตั๋วสัญญา” กับ บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด เพื่อนำไปลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี อย่างไม่โปร่งใส โดยให้ บริษัท บิลเลี่ยนฯนำเงินมาวางภายใน 30 วัน ซึ่งผมก็ได้สั่งการให้ สกสค.ไปยื่นบังคับคดีต่อศาล  ตามขั้นตอนแล้ว” รมว.ศธ. กล่าว 

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806132

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

สกู๊ปพิเศษ : เยาวชนไทย สร้างนวัตกรรมสื่อการสอนฉบับรักษ์โลกให้แก่ผู้พิการทางสายตา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปัจจุบันหลายคนคงคุ้นชินกับคำว่า “เทคโนโลยี” หรือ “นวัตกรรม” ในชีวิตประจำวันอยู่บ่อยครั้ง แต่หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยว่านวัตกรรมนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมได้แล้ว นวัตกรรมยังสามารถส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อสังคมได้ โดยผ่านจินตนาการและพลังของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพและเรียนรู้ได้เร็วที่พร้อมลุกขึ้นมาจุดประกายพลังบวกเล็กๆ ผ่านการใช้นวัตกรรมมาสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้ด้อยโอกาสในสังคม เปิดโลกที่มากกว่าการมองเห็นให้ผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ ด้วยสื่อการเรียนการสอนฉบับรักษ์โลกที่สร้างขึ้นจากขวดพลาสติกเหลือใช้ ผสานกับนวัตกรรม 3D Printer และโซลูชั่นครบวงจรจาก Fab Lab Siam หรือแล็บเปลี่ยนไอเดียให้เป็นจริง ที่ก่อตั้งโดย บริษัท อินแคมเทค จำกัด ผู้ให้บริการที่ปรึกษาการสร้าง Fab Lab และ STEM Lab รายแรกๆ ในไทย ภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจ “จินตนาการถึงความเป็นไปได้”

นายธนกร วชิรขจร หรือ น้องกันน์ปัจจุบันอายุ 16 ปี ศึกษาอยู่ชั้น Grade 11 (หรือ ม. 5) โรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา (Ruamrudee International School) และเป็นผู้ก่อตั้ง ชมรม Between the Roots เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจของโครงการในครั้งนี้ว่า จุดเริ่มต้นของการตั้งชมรม “Between the Roots” คือโปรเจกท์ที่ผมได้รับเป็นการบ้านในชั้นป. 5 ในตอนนั้นผมได้รับโจทย์ให้เลือกเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติหรือ SDG เพื่อทำโครงงานและจัดนิทรรศการ ในตอนนั้นผมนึกถึงประเด็นในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การรีไซเคิล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประเด็นเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนทุกประเภท ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกทึ่งในเรื่องนี้มากๆ เพราะพลังงานหมุนเวียนมีเรื่องราวให้ผจญภัยและศึกษาหลายแง่มุมตั้งแต่พลังงานแสงอาทิตย์ไปจนถึงพลังงานไฟฟ้า พลังน้ำ ตรงนี้เลยกลายมาเป็นหัวข้อของนิทรรศการของผมเกี่ยวกับพลังงานทดแทนในประเทศไทย จากการค้นคว้าจนทำให้ผมได้พบกับชุมชนต้นแบบด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน ที่นั่นผมได้ศึกษาวิธีการใช้พลังงานหมุนเวียนทุกประเภท เช่น แผงโซลาร์เซลล์และบอลลูนก๊าซชีวภาพ หรือไบโอแก๊ส บอลลูน จนทำให้ผมสามารถนำเสนอโครงงานและจัดนิทรรศการของตัวเองได้สำเร็จและเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดในตอนนั้น นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมยังคงคิดถึงเรื่องราวที่ชุมชนนั้นและคิดว่าผมในฐานะคนรุ่นใหม่น่าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สังคมน่าอยู่ขึ้น ดีขึ้น ผมอยากช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะสามารถนำไปช่วยสังคมได้ ผมจึงตั้งชมรมนี้ขึ้นมาเพื่อรวมพลังของกลุ่มเพื่อนๆ ที่มีแรงบันดาลใจแบบเดียวกันลุกขึ้นมาใช้พลังและไอเดียของคนรุ่นใหม่ช่วยซัพพอร์ตและเปลี่ยนแปลงสังคม ผู้คน และสิ่งแวดล้อม ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ชมรม Between the Roots ซึ่งเป็นชมรมที่เน้นในด้านการรณรงค์ 3 คีย์หลัก ได้แก่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
(Renewable Energy) และการสร้างสังคมที่ยั่งยืน (Sustainable Society) ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมไม่ว่าจะเป็นการทำไบโอแก๊สบอลลูน เพื่อเป็นแหล่งพลังงานทดแทนการใช้แก๊ส LPG เพื่อการหุงต้ม ประกอบอาหารให้แก่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ป่าสงวน ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี, การสอนภาษาอังกฤษให้แก่เด็กโรงเรียน ตชด. บ้านห้วยโสก ตำบลป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี และกิจกรรมล่าสุดที่ผมได้ไอเดียที่ต้องการต่อยอดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีจากการเป็นสมาชิก Fab Lab Siam ซึ่งเป็นแล็บที่ใช้เปลี่ยนภาพในจินตนาการให้กลายเป็นของจริงที่สามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมาย ซึ่งผมได้คลุกคลีใน Fab Lab Siam ตั้งแต่เด็กๆ มีโอกาสฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่อง Laser Cutter เครื่อง 3D Printer และโปรแกรมการออกแบบต่างๆ ครั้งนี้ผมชวนเพื่อนๆ ในชมรม Between the roots มาประดิษฐ์สื่อการเรียนการสอนให้กับผู้พิการทางสายตาเพื่อมอบให้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ทำจากวัสดุรีไซเคิล นอกจากจะช่วยผู้พิการแล้วยังสามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นสิ่งของที่สร้างประโยชน์ตอบแทนสู่สังคมได้อีกด้วย”

สื่อการเรียนการสอนของชมรม Between the Roots ที่ผลิตขึ้นด้วยแรงบันดาลใจของกลุ่มนักเรียนรุ่นใหม่ที่มีหัวใจอาสา มีลักษณะคล้ายโดมิโน แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นอักษรภาษาอังกฤษ หรือตัวเลข อีกส่วนหนึ่งเป็นอักษรเบรลล์ ทำจากเส้นพลาสติกที่แปรรูปมาจากขวดพลาสติกเหลือใช้นำมารีไซเคิล โดยการออกแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และใช้เครื่อง 3D Printer ผลิตออกเป็นสื่อการการเรียนการสอนอักษรภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ A-Z และตัวเลข 0-9 ความพิเศษของแผ่นอักษรนี้จะมีปุ่มนูนอักษรเบรลล์กำกับไว้ไม่เพียงเฉพาะแค่สำหรับน้องๆผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทุกคน ที่ต้องการจะเรียนรู้อักษรเบรลล์ ผ่านสื่อการสอนที่ผลิตขึ้นจากแรงบันดาลใจและนวัตกรรมแห่งอนาคตที่รวมอยู่ในห้อง Fab Lab Siam

Fab Lab Siam ก่อตั้งขึ้นโดย บริษัท อินแคมเทค จำกัด โดย บริษัทฯ เริ่มต้นจากการให้บริการโซลูชั่น CAD/CAM เป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ CAD/CAM รายแรกๆ ในประเทศไทย ปัจจุบันอินแคมเทคเป็นผู้ให้บริการที่ปรึกษาการสร้าง Fab Labs และ STEM Labs ตลอดจนโซลูชั่นเสมือนจริง (Immersive Experience) มีบริการทั้งโซลูชั่นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “จินตนาการถึงความเป็นไปได้” โดยที่ผ่านมาบริษัทยังได้ตระหนักถึงการตอบแทนคุณประโยชน์ต่างๆ สู่สังคมภายใต้ความถนัดและความสามารถของบริษัทฯ อีกด้วย

“การเริ่มต้นคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสังคมในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ โดยก้าวต่อไปของชมรม Between the Roots ยังคงมุ่งเน้นการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยยึด 3 คีย์หลักของชมรมเป็นตัวขับเคลื่อน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีจาก Fab Lab Siam เพื่อออกแบบ ทดลอง คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นจากจินตนาการให้กลายเป็นจริง เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและทุกสิ่งบนโลกใบนี้ดีขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมติดตามและสนับสนุนชมรม Between the Roots พลังของคนรุ่นใหม่ในการทำประโยชน์เพื่อสังคม ด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคตได้ที่ http://www.betweentheroots.org และ http://www.incamtec.co.th

พัฒนาบุคลากร-นวัตกรรมการบิน ขับเคลื่อนไทยสู่ ‘ฮับการบิน’ ภูมิภาค

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806131

พัฒนาบุคลากร-นวัตกรรมการบิน  ขับเคลื่อนไทยสู่ ‘ฮับการบิน’ ภูมิภาค

พัฒนาบุคลากร-นวัตกรรมการบิน ขับเคลื่อนไทยสู่ ‘ฮับการบิน’ ภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ร่วมมือกับบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (สคช.) ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเรื่องการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน โดยมีผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานเข้าร่วมพิธีลงนามดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุม Auditorium เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) สำนักงานใหญ่ วังจันทร์วัลเลย์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง มีวัตถุประสงค์ในการเชื่อมโยง ประสานงานกันเป็นเครือข่ายด้านการพัฒนานวัตกรรมการบินควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรระดับอุดมศึกษา หวังปั้นเป็นศูนย์กลางด้านการบินแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Hub of Aviation) เพื่อสอดรับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ(สอวช.) กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สอดรับกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี (นายเศรษฐา ทวีสิน) ที่ได้เน้นย้ำเรื่องการเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยาน(MRO Hub) ของภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub) และศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistic Hub) ได้อีกด้วย การร่วมมือกันครั้งนี้จะมีการพัฒนานวัตกรรมและพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูง และจะมีการ Spill-over ออกมาในอุตสาหกรรมการบิน (Aviation) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น Aviation Hub ที่มีนวัตกรรมที่ใช้ Local content ในประเทศ และสร้างผลกระทบ (Impact) สูงมาก โดย สอวช. บพข. และ บพค. จะทำงานร่วมกันผ่านโครงการ Project lead the way เพื่อพัฒนาวัตกรรม และพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูงสองกลุ่ม คือ กลุ่มวิศวกรและกลุ่มที่ Spinoff ในรูปแบบบริษัท (Corporate) ที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี เพื่อผลิตเทคโนโลยีให้กับ บวท. และต่างประเทศ โดยเป้าหมายของ Aviation Hub จะต้องมีนวัตกรรมที่เป็นของคนไทย สร้างธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise : IDE) และสร้างบุคลากรสมรรถนะสูงเข้าสู่อุตสาหกรรมการบินต่อไป

ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า EECi อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหนึ่งใน โครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งรัฐบาลพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศตามวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 สำหรับการเข้าร่วมเป็นภาคีของบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรวิจัยของ สวทช. ได้เข้าร่วมการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านการบิน สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและอุตสาหกรรม อีกทั้งส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานด้านการขยายผลงานวิจัย (Translational Research Infrastructure) ภายใน EECi เพื่อการพัฒนานวัตกรรมด้านการบิน ยกตัวอย่างเช่น Testbed สำหรับการพัฒนาหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ ระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่อยู่ภายในศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) สนาม
ทดสอบอากาศยานไร้คนขับ (UAV Sandbox) และพื้นที่ภายในกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่ EECi ที่จะสามารถช่วยสนับสนุนให้เกิดการขยายผลการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมด้านการบินให้รุดหน้า เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ให้เป็นศูนย์กลางทางการบินและโลจิสติกส์ที่สำคัญ
ของภูมิภาค

ดร.ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรร่วมสร้างนวัตกรรมด้านการบิน เช่น นวัตกรรมการบริหารจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management Innovation)นวัตกรรมสำหรับการปฏิบัติการ ณ ท่าอากาศยาน (Airport Operations Innovation) นวัตกรรมอากาศยานซึ่งไม่มีคนขับ (Unmanned Aircraft Innovation) และนวัตกรรมการจัดการอากาศยานซึ่งไม่มีคนขับ (Unmanned Traffic Management Innovation) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ความสอดคล้องตามความต้องการขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ในพัฒนาบุคลากรมืออาชีพให้พร้อมปฏิบัติงานด้านการบินและงานที่เกี่ยวเนื่องในอนาคต (Next Generation of Aviation Professional: NGAP) และการยกระดับความสามารถในกิจการการบิน รวมทั้งรองรับเป้าหมายของรัฐบาลในการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC)ยกระดับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมที่สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง บพข. พร้อมที่จะสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดการในมิติที่สำคัญ เช่น Stakeholder engagement/ Empowerment, Risk and change management และการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อผลักดันให้เกิดความสำเร็จตามระดับ Technology Readiness Level (TRL) ที่คาดหวัง และเกิดการต่อยอดต้นแบบนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ (Innovation Utilization) ในธุรกิจการบิน หรือการขยายผลผ่านการจัดตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ (Startup) เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนานวัตกรรมการบินแล้ว ยังเป็นการพัฒนาทักษะและความสามารถด้านนวัตกรรมของผู้ร่วมโครงการ ทั้งภาคสถาบันอุดมศึกษา ภาควิชาการ ภาควิจัย และภาคเอกชน ผ่านการปฏิบัติจริง ถือเป็นการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบินที่เข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินของประเทศต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.สมปองคล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวว่า “การสานพลังความร่วมมือในการลงนาม MOU ครั้งนี้ นับว่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินของประเทศที่จะเป็นการยกระดับทักษะและสมรรถนะเฉพาะบุคคลให้แก่บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมการเดินอากาศ การจราจรทางอากาศให้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะใหม่ (New Skillset) ความสามารถที่ตรงตามความต้องการของภาคผู้ใช้ (Demand-driven) เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นทัดเทียมในระดับสากลได้ โดย บพค. จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านการวิจัยและสร้างนวัตกรรมด้านการบินมุ่งสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงสนับสนุนการสร้างทักษะผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ให้เป็นผู้สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งนี้ บพค. มองว่าการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนสมรรถนะสูงให้มีทักษะใหม่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะเป็นส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ในอนาคต”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “ส.อ.ท. มีความพร้อมในการขับเคลื่อนความร่วมมือ
ว่าด้วยเรื่องการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน หรือ NGAP-Digital transformation เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบาย ส.อ.ท. ภายใต้ ONE FTI ที่จะมุ่งเน้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเดิม (First Industries) ซึ่งประกอบไปด้วย 46 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด 5 สภาอุตสาหกรรมภาค เพื่อให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-GEN Industries) โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ ส.อ.ท. ขับเคลื่อน คือ อุตสาหกรรมการบินและอากาศยาน ส.อ.ท. มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมด้านการบิน จากความต้องการของภาคอุตสาหกรรมสู่การขยายผลกลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ให้สามารถต่อยอดได้ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม ด้าน Upskill และ Reskill” เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน ส.อ.ท. มีแผนจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอากาศยาน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เติบโต ผ่านกลไกการดำเนินงานของ Cluster of FTI Future Mobility-ONE (CFM-ONE) และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่ EEC รวมถึงการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มส.อ.ท. อาทิ FTI Academy และสถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ เพื่อยกระดับให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมได้เพิ่มพูนทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรม

และยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับ Future Skill กับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินซึ่งจะเป็นโอกาสของภาคอุตสาหกรรมในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตลาดโลก

นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า สถาบันพร้อมให้ความร่วมมือและร่วมพัฒนาบุคลากรที่มีสมรรถนะสูงด้วยกลไกการพัฒนาและรับรองสมรรถนะของบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการบินในมิติส่งเสริมสมรรถนะที่ทำให้การประกอบอาชีพก้าวสู่การแข่งขันของเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้าน Digital Skill ตามภารกิจหลักของสถาบัน โดยการรับรองทักษะที่เป็นสมรรถนะสูงสำหรับการเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการบินและงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น Data Analytic, Data Science, Data Engineer เป็นต้น จะสามารถตอบโจทย์การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Technology) ในอุตสาหกรรมการบินด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งส่งผลให้กิจการการบินมีผู้ปฏิบัติงานที่มีสมรรถนะสูง ขณะเดียวกันด้วยแพลตฟอร์ม E-Workforce Ecosystem Platform จะสามารถทำให้บุคลากรเข้าถึงการพัฒนาตนเองให้มีสมรรถนะที่สูงขึ้นและได้รับการส่งเสริมในอาชีพจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ สามารถสั่งสมสมรรถนะด้วยระบบ Competency Credit Bank โดยการส่งเสริมให้มีการต่อยอดสู่การรับรองคุณวุฒิวิชาชีพในอาชีพที่มีสมรรถนะสูงของ สคช. อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อบุคลากรด้านการบิน ตลอดจนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมการบิน และโลจิสติกส์พัฒนาให้เกิดมหานครการบินภาคตะวันออก (Aerotropolis) และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย

อว.จับมือ BOI และสมาคมแผงวงจรไต้หวัน จัดโครงการ Online Job Matching

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806130

อว.จับมือ BOI และสมาคมแผงวงจรไต้หวัน จัดโครงการ Online Job Matching

อว.จับมือ BOI และสมาคมแผงวงจรไต้หวัน จัดโครงการ Online Job Matching

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 22.10 น.

อว.จับมือ BOI และสมาคมแผงวงจรไต้หวัน จัดโครงการ Online Job Matching วันที่ 5 มิ.ย.นี้ เปิดตำแหน่งงานกว่า 300 อัตรา

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว.โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และสมาคมแผงวงจรไต้หวัน (Taiwan Printed Circuit Association : TPCA) จัดโครงการ Online Job Matching สัมภาษณ์และรับสมัครงานทางออนไลน์โดยตรงจาก 6 บริษัทเอกชนชั้นนำในอุตสาหกรรม Printed Circuit Board (PCB) จากไต้หวัน ที่จะเข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย ได้แก่ Dynamic Technology Manufacturing (Thailand) Co.,Ltd (ปราจีนบุรี) Unimicron (Thailand) Co., Ltd. (ฉะเชิงเทรา) Unitech Printed Circuit Board (Thailand) Co., Ltd. (อ่างทอง) Zhen Ding Tech. Group Technology Holding Ltd. (ปราจีนบุรี) Gold Circuit Electronics (Thailand) Co., Ltd. (ปราจีนบุรี) และ Yankey Engineering (Thailand) Co., Ltd. (กรุงเทพฯ อยุธยา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ)

รมว.อว. กล่าวต่อว่า โครงการ Online Job Matching จะจัดกิจกรรมขึ้นในวันที่ 5 มิ.ย.2567 เวลา 13.00 – 17.00 น.โดยเปิดให้นักศึกษาที่จบใหม่จากมหาวิทยาลัยไม่เกิน 1.5 ปีและนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ในสายวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปศาสตร์ อาทิ Design, Equipment, Testing, Process, Production, Customer Service Engineers and Assistants, ล่าม หรือผู้เชี่ยวชาญในการแปลภาษา และ Procurement Administrator เป็นต้น เข้าสมัครและสัมภาษณ์รูปแบบภาษาไทยผ่านทางออนไลน์โดยตรงจากบริษัทในอุตสาหกรรมผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Printed Circuit Board (PCB) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข้มแข็ง และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ โดยมีตำแหน่งงานเปิดรับสมัครรวมกว่า 300 อัตรา อาทิ Engineer, QA/QC, Marketing, Human Resource Administrator, Chinese Interpreter และ Supply Chain (Logistic) เป็นต้น มีอัตราเงินเดือนเริ่มต้น 20,000 บาท ไปจนถึง 40,000 บาท นอกจากนี้ ผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับดี (คะแนน CEFR สูงกว่าระดับ B1 หรือ TOEIC อย่างน้อย 550) ยังมีโอกาสได้ไปทำงานที่ไต้หวันอีกด้วย และผู้ที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเริ่มงานได้ทันที ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค. – ธ.ค.2567 ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://www.stemplus.or.th ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 พ.ค.2567

“ที่สำคัญ นอกเหนือจากการส่งเสริมการพัฒนากำลังคนเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในส่วนอุตสาหกรรมผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ข้างต้นแล้ว กระทรวง อว. โดยสำนักงานปลัด อว.และ สอวช. พร้อมด้วยเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา และเครือข่ายบริษัทเอกชนชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จำนวน 8 แห่ง ยังได้ร่วมกันขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูง โดยได้มีกำหนดการจัดค่ายเตรียมความพร้อม (Bootcamp) สำหรับนักศึกษากว่า 100 คน จากหลากหลายสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 23 พ.ค. – 1 มิ.ย.2567 ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรมสหกิจศึกษารูปแบบพิเศษ หรือ Coop+ ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากสถานประกอบการเพื่อเติมความรู้ ทักษะด้านการปฏิบัติ (Practical Skill) และทักษะทางสังคม (Soft Skill) ให้กับนักศึกษาก่อนเข้าฝึกงานในสถานประกอบการ เพื่อลดช่องว่างด้านสมรรถนะให้กับนักศึกษาด้วย จากการดำเนินงานของกระทรวง อว. ที่ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรข้างต้น เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของไทย สร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้“ น.ส.ศุภมาส กล่าว และว่า ทั้งหมดคือผลงานของกระทรวง อว.ในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาและบูรณาการด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปสู่การจ้างงานที่ตอบโจทย์ความต้องการในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานด้าน STEM และสร้างโอกาสการทำงานให้นักศึกษาไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่มีเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เพื่อให้บุคลากรไทยได้รับการฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงกำลังคนตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สศร.ประกาศโครงการรับทุนอุดหนุนพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806198

สศร.ประกาศโครงการรับทุนอุดหนุนพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

สศร.ประกาศโครงการรับทุนอุดหนุนพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 21.44 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 นายประสพ เรียงเงิน ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (วธ.) ได้ประกาศผลการพิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมและพัฒนาการดำเนินงานของเครือข่ายศิลปะร่วมสมัย ประจำปีงบประมาณ 2567 (ประเภทโครงการทั่วไป) รอบที่ 2 จำนวน 13 โครงการ ดังนี้ 1.โครงการร่มไม้บรรยายเสียง สำเนียงเสียงแคนถึงโช โดย นายนพกร เอื้อศิรินุเคราะห์ 2.โครงการทาเล่นโชว์ : การเดินทางของละครไบ้ไทยร่วมสมัยสู่สายตาชาวเอเชีย โดย นายณัฐพล คุ้มเมธา 3.โครงการนิทรรศการและการแสดงละครเวที เรื่องซาว โดยนายภูมิภัทร ปัญญาภู 4.โครงการเทศกาล ปลูกผัง ต่างจังหวัด-คอนโดกี โดย นายฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล 5.โครงการสร้างรอยยิ้มแห่งความหวังด้วยพลังแห่งเสียงเพลง โดย มูลนิธิสถาบันดนตรีคนตาบอด 6.โครงการเวิร์กชอป ในทางกลับกัน…Animation in the Other Way Round (3rd Edition) โดย น.ส.เกวลี วรุตม์โกเมน

นายประสพ กล่าวต่อว่า 7.โครงการ “Free-Form” การจัดแสดงดนตรีจากกลุ่มศิลปินร่วมสมัย / นักทดลองนอกกระแส และบทสัมภาษณ์แนวคิด วิถีชีวิตของศิลปินไทยและนานาชาติ โดย น.ส.อิสริยา บำรุงเพ็ชร์ 8.โครงการ “Out of the Blue” : ศิลปะ ชุมชน วิทยาศาสตร์ ภูมิทัศน์เมือง และธรรมชาติใจกลางสลัม โดย น.ส.ธารินี รัตนเสถียร 9.โครงการส่งเสริมสนับสนุนผ้าอัตลักษณ์จังหวัดระยอง สู่สากล โดย สมาคมส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการไทย 10.โครงการวารสารสาธารณรัฐกวีนิพนธ์ โดย นายซะการีย์ยา อมตยา 11.โครงการ whispering echo (เสียงสะท้อนของความเงียบ) โดย นายณัฐพล สวัสดี 12.โครงการ ศรีเทพเมืองมรดกโลก : ออกแบบสร้างสรรค์ลวดลายอาภรณ์ และเครื่องประดับร่วมสมัย ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โดย น.ส.ฤทัยทิพย์ รัตนพันธ์ และ 13.โครงการคอมมูนิตี้ เชื่อมโยงชุมชนผ่านงานบรรจุภัณฑ์ โดย นายจักรพันธ์ สุวรรณพาณิชย์ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้การทำงานของทุกโครงการโปร่งใส ทำตามแผนที่เสนองาน และประเมินผลตามตัวชี้วัด และที่สำคัญต้องสร้างประโยชน์ให้ในการพัฒนาวงการศิลปะร่วมสมัย ชุมชน และสังคมด้วย

วธ.จัดวิสาขบูชา 67 ทั่วประเทศ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนใช้หลักธรรมสืบสานพระพุทธศาสนา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806133

วธ.จัดวิสาขบูชา 67 ทั่วประเทศ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนใช้หลักธรรมสืบสานพระพุทธศาสนา

วธ.จัดวิสาขบูชา 67 ทั่วประเทศ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนใช้หลักธรรมสืบสานพระพุทธศาสนา

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.22 น.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร และเวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา พุทธศักราช 2567 โดยมีพระธรรมวชิราธิบดี เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนหน่วยงาน องค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา เข้าร่วม ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตุดุสิต กรุงเทพมหานคร

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา พุทธศักราช 2567 กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา ระหว่างวันที่ 16 – 22 พฤษภาคม 2567 ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม สืบทอดพระพุทธศาสนา และน้อมนำหลักธรรมคำสอนที่เกี่ยวข้องไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาถวายเป็นพุทธบูชา โดยส่วนกลาง จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร และเวียนเทียน ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังมีพิธีสรงน้ำต้นพระศรีมหาโพธิ์ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด การสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนคุณธรรม ได้แก่ การสาธิตประดิษฐ์ดอกไม้จากกระดาษทิชชู น้ำสมุนไพร จากโรงเรียนวัดสุทัศน์ มะม่วงน้ำปลาหวาน จากสภาวัฒนธรรมเขตปทุมวัน ผัดไทย ผัดหมี่ลุงแดง ส้มตำโคราช จากศพอ.วัดพระเชตุพน ขนมจีนน้ำเงี้ยว จากวัดประยุรวงศาวาส ขนมฝรั่งกุฎีจีน จากชุมชนย่านกะดีจีน ขนมไทย จากชุมชนย่านกะดีจีน ขนมเบื้องโบราณ จากชุมชนวัดปากน้ำภาษีเจริญ ขนมครก จากชุมชนวัดยานนาวา เต้าฮวยฟรุตสลัด เครื่องดื่ม จากชุมชนวังทองหลาง และไส้กรอกอีสาน จากชุมชนวังทองหลาง

และในส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด บูรณาการการจัดกิจกรรม โดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ส่งเสริมการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ สืบสานเทศกาล ประเพณี และวัฒนธรรม นอกจากนี้ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดหนองคาย จัดโครงการจัดงานสัปดาห์

“วิสาขบูชาอาเซียน เพื่อส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับประเทศอาเซียน ในมิติพระพุทธศาสนา” ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 16 – 17 พฤษภาคม 2567 เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนนำมิติด้านศาสนาและวัฒนธรรมมาเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านไทย – ลาว และเมื่อวันที่ 19 – 20 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับวัดประยุรวงศาวาส สำนักงานพระพุทธศาสนาเเห่งชาติ คณะกรรมการสมาคมสภาสากลวิสาขบูชาโลก (ICDV) และคณะกรรมการสมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ (IABU) จัดงานวิสาขบูชานานาชาติ วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 19 ในนามรัฐบาล เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 
ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนา เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า โดยทั้ง 3 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงกัน ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือ วันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เมื่อวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเวียนมาถึง พุทธศาสนิกชนพึงน้อมระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยการประกอบพิธรกรรมทางศาสนา ยึดมั่นรักษาศีล ลด ละ เลิกอบายมุข ตลอดช่วงเทศกาลวิสาขบูชา ปฏิบัติตนให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป

– 006

ปลัด มท.นำพุทธศาสนิกชนรับฟังการแสดงพระธรรมเทศนาอรรถกถามหาปชาบดีโคตมี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806129

ปลัด มท.นำพุทธศาสนิกชนรับฟังการแสดงพระธรรมเทศนาอรรถกถามหาปชาบดีโคตมี

ปลัด มท.นำพุทธศาสนิกชนรับฟังการแสดงพระธรรมเทศนาอรรถกถามหาปชาบดีโคตมี

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.14 น.

ปลัด มท.นำพุทธศาสนิกชนรับฟังการแสดงพระธรรมเทศนาอรรถกถามหาปชาบดีโคตมี โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ถ่ายทอดหลักปฏิบัติ 5 ประการ คือ การเป็นผู้ผู้เดียว การปริออกจากหมู่ การไม่เมา ไม่ประมาท การมีความเพียร เพื่อแผดเผากิเลส และการไม่ถือตน เพื่อประดับปัญญาบารมีเนื่องในวันวิสาขบูชา 2567

วันนี้ (22 พ.ค.67) เวลา 09.30 น.ที่พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีทำวัตรเช้า และรับฟังการแสดงพระธรรมเสวนาเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2567 โดยได้รับเมตตาจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานสงฆ์ และพระธรรมกถึก โอกาสนี้ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน  นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรม รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ สมาชิกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพี่น้องพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

การนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แสดงพระธรรมเทศนา โดยยกเนื้อความในโพธิสูตรเมื่อครั้ง พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีบรรลุพระอรหันต์ โดยกาลครั้งนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เพื่อทูลขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรม ปรากฏความเบื้องต้นว่า “หม่อมฉันขอประทานวโรกาสเถิดพระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมะแก่หม่อมฉัน เพื่อหม่อมฉันจะได้ฟังธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จะได้เป็นผู้เดียวที่หลีกออกจากหมู่ ประพฤติตนไม่ประมาท มีความเพียรเป็นเครื่องแผดเผากิเลส” โดยสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมะโปรดใจความว่า “ดูก่อนโคตรมี…ท่านพึงรู้อย่างนี้ว่า ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสงบ อยู่ดี ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากอันใหญ่ ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่สะดวก ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความทุกข์ ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมะเหล่าใดเป็นไปเพื่อความแค้นยาก พึงรู้เถิดว่า ธรรมะเหล่านั้น ไม่ใช่ธรรมะ ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา แต่ธรรมะเหล่าใด เป็นไปเพื่อปราศจากความกำหนัดย้อมใจ เป็นไปเพื่อไม่ประกอบทุกข์ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส เป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย เป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีต่างมีต่างได้ เป็นไปเพื่อความวิเวกสงบสงัด เป็นไปเพื่อความเพียร  เพิ่งรู้เถิดว่า ธรรมะเหล่านั้นเป็นธรรมเป็นวินัยเป็นคำสอนของพระศาสดา” เมื่อจบพระธรรมเทศนาพระนางมหาปชาบดีโคตรมีเถรี ซึ่งได้รับฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็พึงได้ใจความนำไปปรับใช้ และจบเนื้อความในโพธิสูตรเพียงเท่านี้

“หลักธรรมตรัสทูลของพระนางมหาปชาบดีโคตรมีเถรี จึงควรเป็นหลักปฏิบัติของเราผู้นับถือพระพุทธศาสนา โดยสามารถสรุปใจความหลักธรรมแบ่งออกได้เป็น 5 ประการ ดังนี้ 1) การเป็นผู้ผู้เดียว คือ เป็นคน ๆ เดียว กล่าวคือจะต้องปลีกวิเวก ออกจากความวุ่นวาย ทำจิตใจให้สงบ ต้องปลดบ่วง ในการเป็นห่วงสิ่งใดๆ ที่ใช่หรือไม่ใช่ของเรา เพื่อที่ทำให้เราไม่มีภาระกังวล 2) การปริออกจากหมู่ มีความคล้ายกับข้อที่ 1 ว่า คำว่าหมู่ หรือหมู่คณะนั้น มักเกิดความวุ่นวายด้วยหมู่ชนเพราะฉะนั้น จึงควรเปลี่ยนใจออกจากหมู่ปลีกใจออกจากความผูกพัน ต้องคิดว่าทุกสิ่งไม่ใช่ของเราเกิดได้ก็ย่อมดับได้เพราะฉะนั้นการที่อยู่กับตนเองและปลีกออกจากหมู่จึงคือสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจสงบผ่องใส 3) การไม่เมา ไม่ประมาท เมาในที่นี้ ไม่ใช่การเมาเหล้าเมากัญชาซึ่งเป็นเพียงการเมาชั่วคราวเท่านั้น แต่เมา คือการเมาใจ การเมาในวัยที่เชื่อว่าเราอยู่ในวัยที่พึงสุขพึงเจริญ วัยหนุ่มวัยสาว ไม่เฒ่าไม่แก่ ยังไม่เป็นอะไร เมาในความไม่มีโรค เมาในชีวิต ในความอิสระ เมาว่าชีวิตยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีข้อผิดพลาด จึงนึกประมาทมัวเมาหลงใหลไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมะในพระพุทธศาสนา ครั้นพอเฒ่าแก่ลำบากจึงจะเข้าวัดฟังเทศน์รักษาศีล ซึ่งในช่วงนั้นร่างกายย่อมไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติธรรมให้จรรโลงและบรรลุผล เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรประมาทมัวเมาหลงใหล ต้องหมั่นประพฤติปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาให้อยู่เป็นนิจ 4) การมีความเพียร เพื่อแผดเผากิเลส คำว่าเพียรเผากิเลสนั้น หมายความว่า การทำสิ่งใดให้รอบคอบ พยายามคิดให้ถี่ถ้วนสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว เพราะความย่อหย่อนย่อมนำมาซึ่งกิเลส ดังนั้นจึงต้องมีสติ ขยัน รอบคอบ เพื่อให้ใช้ความเพียรแผดเผากิเลส ให้ครอบคลุมทั่วถึงทั้งจิตใจ และ 5) การมีตนส่งไปแล้ว คือ การไม่ถือตน ถือยศฐาบรรดาศักดิ์ เพราะการถืออัตตาในตัวเองย่อมทำให้เรามีอคติเอือมระอากับสิ่งใด ๆ ที่พบเจอ ดังนั้นการมาวัด ฟังธรรมะปฏิบัติ พึงจะต้อง ไม่เอาตนมาด้วย แต่พึงเอาจิตใจที่บริสุทธิ์เข้ามาเพื่อปฏิบัติธรรมให้เกิดผลมากที่สุด สิ่งเหล่านี้คือหลักธรรมที่พระนางมหาปชาบดีโคตรมีเถรี ได้ทรงนำมาปฏิบัติเป็นนิจ จนในที่สุดก็ส่งผลให้ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ดังนั้น สาธุชนจงกำหนดจดจำและนำไปประยุกต์เข้ากับจิตใจของตนเอง และปฏิบัติดำเนินตามข้อธรรมะที่แสดงมานี้ อันจะทำให้เกิดความสุขสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล เจริญในธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกทิวาราตรี ดังแสดงมาด้วยประการฉะนี้เทอญ”  สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยร่วมกับมหาเถรสมาคม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และเวียนเทียน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปีพุทธศักราช 2567 ในเวลา 19.00 น. พร้อมกันทั่วประเทศ โดยในส่วนกลาง กระทรวงมหาดไทยร่วมกับมหาเถรสมคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดขึ้น ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ ส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ร่วมกับเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เป็นประธานในพิธี พร้อมกันนี้ ทางจังหวัด ยังมีการมอบแผ่นภาพ “ธรรมนาวา” ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ได้รับพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมมาฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเพื่อความเป็นสรรพสิริมงคลแก่ประชาชนเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2567

– 006

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806081

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 09.45 น.

เนื่องในดิถีวิสาขบูชา วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม 2567 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า

“ดิถีวิสาขบูชา คล้ายดิถีประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง ควรที่พุทธบริษัททั้งหลาย จักได้พร้อมเพรียงกันบำเพ็ญบุญกิริยา กระทำสักการบูชาพระรัตนตรัยเป็นกรณีพิเศษ

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงถึงพร้อมด้วยพระบริสุทธิคุณ ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง และทรงถึงพร้อมด้วยพระมหากรุณาคุณ สั่งสอนเวไนยสัตว์ให้บรรลุถึงสุขประโยชน์ ตามควรแก่ธัมมานุธัมมปฏิบัติได้ ทั้งนี้ ก็ด้วยพระปัญญาคุณ จึงควรที่สาธุชนทั้งหลาย จักได้มุ่งมั่นเจริญ “ไตรสิกขา” ตามรอยพระบาทของพระบรมศาสดา เพื่อความสมบูรณ์พร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา บนวิถีแห่งอริยมรรค ขอจงอย่าประมาทมัวเมา เผลอปล่อยเวลาในชีวิตให้ล่วงผ่านไปเปล่าดาย โดยปราศจากการอบรมเจริญไตรสิกขา หากแต่ควรตระหนักไว้เสมอว่าชีวิตมนุษย์เป็นของน้อย มรณภัยอาจมาถึงได้ทุกขณะ ไม่จำกัดเฉพาะแต่เมื่อถึงวัยแก่เฒ่าแต่เท่านั้น ถ้าปล่อยขณะให้ผ่านไปโดยปราศจากศีล สมาธิ และปัญญา ชีวิตนี้ก็นับว่าไร้ค่า น่าเสียดาย เพราะฉะนั้น การระลึกถึงความตาย หรือการเจริญ “มรณัสสติ” จึงนับเป็นมงคล เป็นเหตุนำมาซึ่งความเจริญ มิใช่เรื่องน่าหดหู่เศร้าหมอง หากแต่เป็นเครื่องช่วยระงับความโลภ ความโกรธ และความหลงให้สงบลง ทั้งยังช่วยปลุกเร้าจิตใจให้เบิกบานหาญกล้าที่จะบำเพ็ญคุณความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อบุคคลรู้จักปล่อยวางจากการยึดถือสิ่งทั้งปวงว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา บุคคลนั้นย่อมประสบสันติในใจตนเอง และย่อมแผ่ขยายอานุภาพ ไปเกื้อกูลสันติภาพในครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติได้ต่อไป

ดิถีวิสาขบูชาปีนี้ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ตั้งปณิธานให้แน่วแน่ ในอันที่จะพัฒนาตนเองตามหลักไตรสิกขา ให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเปิดโอกาสให้สันติสุขที่แท้จริง มาสถิตในจิตใจตนและในสังคม สมด้วยพระพุทธานุศาสนีที่ว่า “กาลทั้งหลาย ย่อมล่วงไป ราตรีทั้งหลาย ย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัย ย่อมละลำดับไป บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ พึงละอามิสในโลกเสีย มุ่งสันติเถิด”

จิรํ ติฏฺฐตุ สทฺธมฺโม ธมฺเม โหนฺตุ สคารวา. ขอพระสัทธรรมจงดํารงคงมั่นอยู่ตลอดกาลนาน และขอสาธุชนทั้งหลาย จงมีความเคารพในพระธรรมนั้น เทอญ”

รัฐบาลชวนนักศึกษาจบใหม่‘วิศวะ-วิทยาศาสตร์’ร่วมงาน Online Job Matching

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806071

รัฐบาลชวนนักศึกษาจบใหม่‘วิศวะ-วิทยาศาสตร์’ร่วมงาน Online Job Matching

รัฐบาลชวนนักศึกษาจบใหม่‘วิศวะ-วิทยาศาสตร์’ร่วมงาน Online Job Matching

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 08.25 น.

‘โฆษกรัฐบาล’เชิญชวนนักศึกษาจบใหม่ ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขา ร่วมงาน Online Job Matching สร้างโอกาสร่วมงานกับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกจากไต้หวัน

22 พฤษภาคม 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสมาคมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไต้หวันจัดงาน Online Job Matching เป็นครั้งแรก เพื่อคัดเลือกนักศึกษาจบใหม่ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขา เข้าร่วมงานกับบริษัทผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) ชั้นนำระดับโลกจากไต้หวัน ที่มาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทย  โดยลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พฤษภาคม 2567

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า งานดังกล่าวถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของนักศึกษาจบใหม่ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทุกสาขา ที่จะได้ทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) ชั้นนำระดับโลกจากไต้หวัน นำโดยผู้ผลิต Advanced PCB อันดับ 1 – 2 ของโลก ได้แก่บริษัท Zhen Ding Tech และบริษัท Unimicron นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิต PCB และบริษัทในซัพพลายเชนชั้นนำจากไต้หวันอีก 5 ราย ได้แก่ Gold Circuit Electronics, Dynamic Technology Manufacturing, Unitech, First Hi-Tec Enterprise และ Yankey Engineering ซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้ตัดสินใจลงทุนในไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทราและอ่างทอง คาดว่าโรงงานบางส่วนจะสร้างเสร็จและพร้อมเริ่มผลิตภายในปี 2567 และบางส่วนจะเริ่มผลิตในปี 2568

ดังนั้นบริษัทจึงมีความจำเป็นต้องเร่งจัดหาบุคลากรโดยเฉพาะกลุ่มบุคลากรทักษะสูงสำหรับเตรียมโรงงานและการตั้งสายการผลิตในช่วงแรกรวมกว่า 300 ตำแหน่ง อาทิ งานวิศวกร ฝ่ายผลิต งานออกแบบ งานพัฒนาซอฟต์แวร์ งาน QA/QC งานฝ่ายโลจิสติกส์ และการตลาด โดยอัตราเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ย 20,000 – 40,000 บาท 

ทั้งนี้ นักศึกษาจบใหม่/ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ที่ https://stemplus.or.th/ และสมัครลงทะเบียน Online Job Matching ที่ https://stemplus.or.th/register_general ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 โดยกำหนดการในวันที่ 5 มิถุนายน 2567 จะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 – 17.00 น. เป็นการสัมภาษณ์เป็นภาษาไทยผ่านทางช่องทางออนไลน์ และนักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกจะมีโอกาสเดินทางไปฝึกอบรมที่จีนหรือไต้หวัน สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษในระดับดี (คะแนน CEFR สูงกว่าระดับ B1 หรือ TOEIC อย่างน้อย 550) ยังมีโอกาสได้ไปร่วมงานที่ไต้หวันอีกด้วย

“อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องและเป็นหนึ่งใน Ignite Thailand ที่จะต่อยอดไปสู่ Upstream และ Smart Electronic โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่ามาตรการต่าง ๆ ของบีโอไอจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ชู ‘สวนกุหลาบ’ ต้นแบบพัฒนาคุณภาพจัดการศึกษาโรงเรียนมัธยมฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805978

ชู ‘สวนกุหลาบ’ ต้นแบบพัฒนาคุณภาพจัดการศึกษาโรงเรียนมัธยมฯ

ชู ‘สวนกุหลาบ’ ต้นแบบพัฒนาคุณภาพจัดการศึกษาโรงเรียนมัธยมฯ

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมสัมมนาวางแผนการพัฒนาคุณภาพวิชาการในโรงเรียนมัธยมศึกษาในเครือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 11 แห่ง ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนมัธยมศึกษาในเครือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 11 โรงทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวว่า การประชุมสัมมนาในครั้งนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการกำหนดนโยบายด้านการศึกษาให้ลงถึงผู้เรียน โดยใช้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นต้นแบบนำร่อง ขยายผลไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาอื่นๆ ทั่วประเทศ ขณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาในเครือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยทั้ง 11 แห่ง สามารถนำไปขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพงานวิชาการของสถานศึกษา เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ผู้เรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมถึงได้ร่วมกันวางแนวทางกำหนดยุทธศาสตร์ของสถานศึกษาในเครือโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยทั้ง 11 แห่ง ให้มีแนวทางการขับเคลื่อนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันในปีต่อๆ ไป

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า รมว.ศธ. มีนโยบายยกระดับและพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา โดยมีแนวทางพัฒนาโรงเรียนชั้นนำของประเทศให้สามารถเป็นต้นแบบในการบริหารงานวิชาการแก่โรงเรียนมัธยมศึกษาอื่นๆ ในเครือข่ายได้ ซึ่งมีการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน โดยใช้มาตรฐานคุณภาพเดียวกัน มีนโยบายและกระบวนการทำงานที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครู ผู้เรียน และผู้ปกครองได้ร่วมกันพัฒนาความรู้และนวัตกรรมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมทั้งการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน

“สพฐ.ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา จึงได้มีนโยบายเพื่อส่งเสริม สนับสนุนสถานศึกษาในการขับเคลื่อนการดำเนินการ พัฒนาและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษาตลอดมา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยองค์ประกอบในหลายด้านและมีแนวทางในการดำเนินการที่เป็นมาตรฐานในทิศทางเดียวกัน รวมไปถึงเครือข่ายโรงเรียนที่เข้มแข็ง เพื่อยกระดับการศึกษาตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ได้อย่างแท้จริง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว