3 นวัตกรรม จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวที ‘ITEX 2024’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806993

3 นวัตกรรม จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวที ‘ITEX 2024’

3 นวัตกรรม จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวที ‘ITEX 2024’

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผลงานนวัตกรรมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับรางวัลเหรียญทอง 3 รางวัล และ 1 รางวัลพิเศษจากเวทีการนำเสนอ และประกวดนวัตกรรมระดับนานาชาติ ในงาน 35th International Innovation & Technology Exhibition 2024 (ITEX 2024) เมื่อวันที่ 16-18พฤษภาคม 2567 ณ Kuala Lumpur ConventionCentre สหพันธรัฐมาเลเซีย ผลงานวัตกรรมจุฬาฯ ที่ได้รับรางวัลมี ดังนี้ นวัตกรรมเจลทรานสเฟอร์โซมเก็บกักกรดเอเชียติกเพื่อใช้ทาลบเลือนรอยแผลเป็น-ได้รับรางวัลเหรียญทองจาก ITEX 2024 และถ้วยรางวัลพิเศษ Special Prize for the best international invention โดย Korea Invention Promotion Associationผลงานดังกล่าวศึกษาวิจัยโดย ผศ.ภญ.ดร.รมย์ฉัตร ชูโตประพัฒน์ จาก ภาควิชาวิทยาการเภสัชกรรมและเภสัชอุตสาหกรรม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ภายใต้การสนับสนุนของชมรมจุฬาฯ สปินออฟ (Club Chula Spin-off)

นวัตกรรมนี้เป็นผลิตภัณฑ์เจลทรานสเฟอร์โซมที่พัฒนาขึ้น สามารถนำส่งสารสำคัญกรดเอเชียติกที่พบในพืชบัวบกเข้าสู่เมมเบรนผิวหนังจำลองได้ในปริมาณสูงหลังจากใช้ 8 ชั่วโมงจากการศึกษาทางคลินิกพบว่าเจลทรานสเฟอร์โซมเก็บกักกรดเอเชียติกช่วยลดปริมาณเม็ดสีผิวเมลานินซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพในการลดความเข้มของสีผิวที่ผิดปกติ อีกทั้งยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวบริเวณแผลเป็นได้ เป็นนวัตกรรมทางเลือกสำหรับการรักษาแผลเป็น              

นวัตกรรมการจัดการห่วงโซ่คุณค่าโกโก้ในระบบนิเวศโกโก้-ได้รับรางวัลเหรียญทองจาก ITEX 2024 ผลงานดังกล่าวศึกษาวิจัยโดย ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน จากสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาฯ ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาฯ (CU Social Innovation Hub) นวัตกรรมการจัดการห่วงโซ่คุณค่าโกโก้ในระบบนิเวศโกโก้ใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบ CSA (CommunitySupport Agriculture) ซึ่งเป็นระบบตลาดสมาชิกแบบมีส่วนร่วมที่ผู้บริโภคสามารถสื่อสารความต้องการเชิงคุณภาพและปริมาณกับผู้ผลิตได้โดยตรงบนกลไกตลาดล่วงหน้าภายใต้กลไกราคาที่เป็นธรรม โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่าโกโก้ที่มีพันธกิจในการพัฒนานวัตกรรมการจัดระดับคุณภาพโกโก้ผลสดและเมล็ดโกโก้ การบริการตรวจคุณภาพ การเชื่อมโยงตลาดที่เหมาะสมให้กับผลผลิตโกโก้และผลิตภัณฑ์จากโกโก้ รวมทั้งให้บริการข้อมูลและองค์ความรู้ด้านโกโก้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจตลอดห่วงโซ่คุณค่าโกโก้       

นวัตกรรมเส้นโปรตีนไข่ขาว ไร้แป้ง พร้อมทาน-ได้รับรางวัลเหรียญทอง จาก ITEX 2024 ผลงานของ ผศ.ดร.สถาพร งามอุโฆษ จาก ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาฯ (CU Innovation Hub)

นวัตกรรมเส้นโปรตีนไข่ขาว 100%ที่ใช้เทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลงโปรตีนไข่ขาว ทำให้ไข่ขาวต้มที่เคยแข็งกระด้างและเปราะหักง่ายกลายเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มเด้งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้แตกต่างจากไข่ขาวต้มทั่วไป พลังงานต่ำ อีกทั้งยังไม่มีส่วนผสมของแป้งและกลูเตน สามารถฉีกซองแล้วทานได้ทันที สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เหมือนใครในโลกของนวัตกรรมอาหาร

งาน International Innovation & Technology Exhibition (ITEX) เป็นงานนิทรรศการที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือของMalaysian Invention and Design Society(MINDS) และ C.I.S. ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรม เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายจากนานาชาติ อีกทั้งยังมีการจัดประกวดแนวคิดและสิ่งประดิษฐ์ โดยมีคณะกรรมการผู้มีประสบการณ์จากแวดวงวิชาการและหน่วยงานเอกชนที่มาจากหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งปีนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) เป็นผู้คัดเลือกผลงานนวัตกรรมระดับอุดมศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 54 ผลงาน เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดในเวทีดังกล่าว

เดินหน้าโรงเรียนคุณธรรม ก้าวสู่โลกยุคใหม่ด้วยหัวใจ ‘ซื่อสัตย์’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806992

เดินหน้าโรงเรียนคุณธรรม  ก้าวสู่โลกยุคใหม่ด้วยหัวใจ ‘ซื่อสัตย์’

เดินหน้าโรงเรียนคุณธรรม ก้าวสู่โลกยุคใหม่ด้วยหัวใจ ‘ซื่อสัตย์’

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ร่วมเสวนาทางวิชาการ “การจัดการศึกษาเสริมสร้างคุณธรรม เพื่อก้าวสู่โลกยุคใหม่ด้วยหัวใจซื่อสัตย์” ในการประชุมสัมมนาทางวิชาการภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่โลกยุคใหม่ด้วยหัวใจซื่อสัตย์” Shaping the Modern Landscape with Moral and Ethics Symposium 2024 จัดโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ โดยมี นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิยุวพัฒน์ เป็นประธานในการเปิดงาน พร้อมด้วย นายพะโยม ชิณวงศ์
ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวรายงาน มีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยผู้บริหาร ครู นักเรียนโรงเรียนคุณธรรม จำนวน420 คน นิเทศอาสา ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีเครือข่ายจำนวน 80 คน รวมทั้งสิ้นกว่า 500 คน ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ แกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ควบคู่กับการถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ ช่องทาง Facebook โรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ  กล่าวในการเสวนาตอนหนึ่งว่า  คุณธรรมความซื่อสัตย์ เป็นนามธรรมที่อยู่ในความคิด จิตสำนึก แต่สามารถบ่มเพาะ ปลูกฝังได้ โดยเลือกวิธีการสอนที่เหมาะสมกับช่วงวัย ตัวอย่างเช่น ในวัยเด็กเล็กระดับอนุบาล-ประถมต้น จะใช้เรื่องเล่าและนิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ ส่วนเด็กโตระดับประถมปลาย-มัธยม จะสอดแทรกบทเรียนเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ในวิชาต่างๆ หรือผ่านกิจกรรมการเรียนต่างๆ เช่น การทำกิจกรรมกลุ่มที่ต้องอาศัยความไว้วางใจ โดยมีการประเมินและให้รางวัล สร้างแรงจูงใจให้นักเรียนรักษาความซื่อสัตย์ พร้อมทั้งสอนคิดวิเคราะห์ สร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความซื่อสัตย์ สร้างบรรยากาศที่ให้เด็กนักเรียนรู้สึกปลอดภัยในการแสดงความซื่อสัตย์ กล้าคิด พูด แสดงความเห็นอย่างซื่อตรงต่อความจริง ไม่ปกปิด ปิดบัง รวมถึงครูและบุคลากรในโรงเรียนต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงความซื่อสัตย์ ทั้งในการทำงาน การติดต่อสื่อสาร และการแก้ไขปัญหา ซึ่งการเห็นพฤติกรรมที่ดีจะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้และทำตามได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ สังคมที่เปี่ยมไปด้วยหัวใจซื่อสัตย์ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เริ่มตั้งแต่ภาคการศึกษา ต้องให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรม ความซื่อสัตย์ โดย สพฐ. ได้กำหนดให้ (ความซื่อสัตย์) เป็น 1 ใน 8 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 มีการจัดกิจกรรมที่เสริมสร้างคุณธรรมทั้งในและนอกห้องเรียน มีการฝึกอบรมครูผู้สอน ให้มีความสามารถในการสอนด้านคุณธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีได้ พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความซื่อสัตย์ โรงเรียนมีนโยบายปลอดคอร์รัปชั่น ขณะที่บทบาทของครอบครัว ผู้ปกครองต้องมีจิตสำนึกความซื่อสัตย์ สามารถอบรม ปลูกฝังคุณธรรมแก่ลูกหลานได้ และบทบาทของสังคมและสื่อมวลชน ต้องสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์ ในชุมชนสังคม มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ สร้างความตระหนักและความสำคัญของความซื่อสัตย์ และมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและการฉ้อโกงให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการยับยั้งและป้องกันการกระทำผิดอย่างเป็นรูปธรรม

“ในปี 2567 นี้ สพฐ. ได้ขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. โดยมุ่งการพัฒนาผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ตามคุณธรรมอัตลักษณ์ และกรอบแนวคิดในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม 5 ประการ ได้แก่ ความพอเพียง ความกตัญญู ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบ และอุดมการณ์คุณธรรม โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทุกโรงเรียน ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 400,000 คน นักเรียน จำนวน 6,979,005 คนโดยขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม ได้แก่ 1) การสร้างคนดีให้บ้านเมือง 2) การเสริมสร้างคุณธรรม ให้ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา 3) การสร้างความเข้มแข็งให้โรงเรียนคุณธรรม สพฐ. 4) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ. และ 5) การพัฒนานวัตกรรมสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานภายนอก เพื่อให้โรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนักเรียน ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ตระหนักรู้ เข้าใจ และมีกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล ซึมซับคุณค่าแห่งคุณธรรมความดีอย่างเป็นธรรมชาติ และสร้างความภาคภูมิใจในการทำความดี ตามแนวทาง “เรียนดี มีความสุข” ของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบรมว.ศธ. เพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ด้าน นายพะโยม ชิณวงศ์ กล่าวว่า สถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ มีภารกิจในการพัฒนาคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริตให้แก่เยาวชน โดยใช้กระบวนการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม “4+6 โมเดล” เป็นแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียน ครู ผู้บริหารของโรงเรียน เพื่อสร้างทัศนคติที่ดี มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นหลักใช้ในการปฏิบัติตนที่ถูกต้องเหมาะสมในการดำรงชีวิตประจำวัน เน้นสร้างการมีส่วนร่วมให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมมือส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีงาม เช่น การทำงานอย่างโปร่งใส การต่อต้านการทุจริต เป็นต้น ซึ่งจากผลการดำเนินงานจนถึงปัจจุบัน สถาบันฯ มีเครือข่ายโรงเรียนคุณธรรม 492 แห่งทั่วประเทศ มีนักเรียนได้รับประโยชน์จากโครงการฯ มากกว่า 3 แสนคน มีผู้นิเทศหรือ “นิเทศอาสา” คอยติดตามการดำเนินโครงงานของโรงเรียน 53 คน และเพื่อให้เกิดการขยายผลโรงเรียนในเครือข่ายมากขึ้น อันจะนำไปสู่การบ่มเพาะปลูกฝังคุณธรรมความซื่อสัตย์ในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ผู้เป็นอนาคตของสังคม สถาบันและองค์กรภาคีจึงได้จัดงานประชุมวิชาการ “ก้าวสู่โลกยุคใหม่ด้วยหัวใจซื่อสัตย์” ในครั้งนี้ขึ้น เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปพร้อมกัน 

นอกจากนั้น การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดย กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย (Thai CG Fund) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เข้าร่วมสัมมนากับวิทยากร และระหว่างผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วยกัน ตลอดจนนำองค์ความรู้ที่ได้ไปพัฒนาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม พร้อมทั้งนำเสนอผลงานของนักเรียนที่ได้รับรางวัลเกี่ยวกับแนวคิดด้านคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต และโครงงานคุณธรรมหรือกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมความซื่อสัตย์และคุณธรรมที่เกี่ยวข้องที่มีความโดดเด่น และเผยแพร่ผลงานการต้านทุจริตของนักเรียน และการถอดบทเรียนความสำเร็จการพัฒนาคุณธรรมความซื่อสัตย์ของโรงเรียน โดยมีวิทยากรให้ความรู้ อาทิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย บรรยายพิเศษ เรื่อง “ช่วยกันสร้างคนดีให้บ้านเมือง” รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ นายกสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดาเลขาธิการ กพฐ. และ นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ร่วมเสวนาทางวิชาการ “การจัดการศึกษาเสริมสร้างคุณธรรม เพื่อก้าวสู่โลกยุคใหม่ด้วยหัวใจซื่อสัตย์” เป็นต้น

สกร.จัดพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้’67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806989

สกร.จัดพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้’67

สกร.จัดพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้’67

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2567 ซึ่งตรงกับวันที่ 18 พฤษภาคมของทุกปี ทั้งนี้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในการนี้ นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ว่าที่ร้อยเอกวิสาร ปัญญชุณห์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายเอกราช ชวีวัฒน์รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ประธานสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคทั้ง 4 ภาค ประธานกรรมการบริหารกลุ่มสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด 18 แห่ง ประธานศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ประธานศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน ผู้บริหารกลุ่ม/ศูนย์ส่วนกลาง บุคลากรและเจ้าหน้าที่ร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน โดยพระสงฆ์จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร จำนวน 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล สร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

สำหรับการจัดงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ กำหนดให้วันที่ 18 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ภายหลังการยกระดับเปลี่ยนสถานะจาก “สำนักงาน กศน.” เป็น “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” และจัดให้มีการโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ และภาระผูกพันทั้งปวง ระหว่าง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ( สำนักงาน กศน.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ให้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ

นักเรียนรร.นานาชาติไบรท์ตันฯ กวาดรางวัลจากเวที COBIS Student Achievement Awards

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806990

นักเรียนรร.นานาชาติไบรท์ตันฯ  กวาดรางวัลจากเวที COBIS Student Achievement Awards

นักเรียนรร.นานาชาติไบรท์ตันฯ กวาดรางวัลจากเวที COBIS Student Achievement Awards

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ภาคภูมิใจกับความสำเร็จของนักเรียน 3 ท่าน ที่ได้รับรางวัล COBIS Student Achievement Awards ประจำปีนี้ โดย COBIS เป็นองค์กรที่รวบรวมโรงเรียน กว่า 240 แห่งทั่วโลก และคัดเลือกนักเรียนที่ยอดเยี่ยมเพื่อรับรางวัล เพราะมีคุณลักษณะตรงกับจุดมุ่งหมายของโรงเรียนฯ ที่จะสร้างนักเรียนให้เป็นคนจิตใจดีมีเมตตา มีความใฝ่รู้และมีความมั่นใจ

T.A. ได้รับรางวัลจากผลการเรียนที่โดดเด่น ตลอดระยะเวลาที่ T.A. เรียนที่ไบรท์ตันคอลเลจ กรุงเทพฯ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ T.A. ยังได้สร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสตรีในสังคมผ่าน Podcast และจุดประกายให้เกิดการริเริ่มเรื่องนี้ในโรงเรียนฯ

นักเรียนอีกคนที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ มุก ที่ทุ่มเทในการพัฒนาชีวิตของกลุ่มคนที่ถูกหลงลืมในสังคม แม้มุกจะอายุยังน้อยแต่ก็มีส่วนสำคัญและเขียนบทความจนได้รับตีพิมพ์เกี่ยวกับบันทึกการมีส่วนร่วมของเธอในการช่วยเหลือบุคคลออทิสติก ที่ไม่เพียงเผยแพร่ในประเทศไทยแต่สื่อสารผ่านการพัฒนาแอปพลิเคชั่นที่เป็นนวัตกรรมใหม่สื่อสารไปทั่วโลก

และ Kaptan เป็นนักเรียนที่แสดงให้เห็นถึงความมีเมตตาซึ่งเป็นคุณลักษณะของนักเรียนไบรท์ตัน โดยอาสาสละเวลาและความพยายามสนับสนุนผู้คนโดยใช้ทัศนคติเชิงบวกเสมอ อุทิศทำงานในฐานะสมาชิกคนสำคัญของสภานักเรียนประจำโรงเรียนฯ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้อง

นอกเหนือจากนักเรียนข้างต้นที่ประสบความสำเร็จและได้รับรางวัล COBIS ยังมีนักเรียนอีกกลุ่มที่ได้รับข้อเสนอจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากมายทั่วโลก ความสำเร็จของนักเรียนล้วนถูกหล่อหลอมมาจากสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนจากไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมในครั้งนี้ ควบคู่ไปกับการได้รับการแนะแนวศึกษาต่อจากครูผู้เชี่ยวชาญของเราเช่นกัน

โรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ มีความภูมิใจในความสำเร็จของนักเรียนและมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เพื่อเสริมศักยภาพต่อยอดให้นักเรียนทุกคน

โรงเรียนดังแจงดราม่า ยืนยันร้านข้าวในโรงอาหารเพียงพอ-ไม่ได้ขึ้นค่าเช่า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807066

โรงเรียนดังแจงดราม่า ยืนยันร้านข้าวในโรงอาหารเพียงพอ-ไม่ได้ขึ้นค่าเช่า

โรงเรียนดังแจงดราม่า ยืนยันร้านข้าวในโรงอาหารเพียงพอ-ไม่ได้ขึ้นค่าเช่า

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 19.14 น.

27 พ.ค.67 จากกรณีมีการแชร์ข้อมูลในโลกโซเชียล โดยมีข้อความในลักษณะอ้างว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ย่านวงเวียนหอย มีนักเรียนกว่า 4 พันคน ขาดแคลนอาหาร ต้องแย่งข้าวกันกิน บางคนต้องออกกินข้างนอกโรงเรียน หรือบางวันต้องกินมาม่าประทังชีวิต เหตุมีร้านข้าวในโรงอาหาร 4 ร้าน นอกนั้นเป็นร้านน้ำและขนม เนื่องจากแม่ค้าไม่มาขายอาหาร เพราะทางโรงเรียนเพิ่มค่าเช่าที่  ซึ่งหลังมีการโพสต์ข้อความนี้ออกไปเกิดการวิพากษ์ วิจารณ์กันอย่างมาก จนกลายเป็นกระแสดราม่าในโลกโซเชียล และหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน เพราะปัญหาขาดแคลนอาหารไม่น่าจะเกิดขึ้นในโรงเรียน

ล่าสุดผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนดังกล่าว พบว่าเป็นโรงเรียนมัธยมชื่อดังอยู่ในตัวอำเภอเมือง ภายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมกับเข้าสอบถามเรื่องราวดังกล่าวกับผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งวันนี้ติดภารกิจ แต่ได้มอบหมายให้ครูกลุ่มงานบริหารงบประมาณ ซึ่งรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวให้ข้อมูลและข้อจริง แต่ไม่สะดวกให้บันทึกเสียง

โดยตัวแทนคณะครูได้พาผู้สื่อข่าวไปดูที่โรงอาหาร ซึ่งเป็นเวลาพักเที่ยงของนักเรียนพบว่า มีร้านอาหารหลากหลายชนิด 20 ร้าน ทั้งร้านข้าวแกง ตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ ขนม น้ำ ผลไม้ และอาหารทานเล่น ซึ่งบรรดาแม่ค้า พ่อค้า ก็ต่างพากำลังตักข้าวจำหน่ายให้กับนักเรียนกันอย่างขะมักขะเม่น

ทั้งนี้ตัวแทนคณะครู ระบุว่า กรณีมีการแชร์ข้อมูลในโลกโซเชียล ว่าโรงเรียนขาดแคลนอาหารไม่เพียงพอกับนักเรียน เพราะแม่ค้าไม่มาขายอาหาร สาเหตุเนื่องจากขึ้นค่าเช่านั้น อาจจะเป็นสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ซึ่งทางโรงเรียนยืนยันว่า ร้านค้าและอาหารเพียงพอกับเรียนแน่นอน ทั้งนี้วันนั้นเป็นวันเปิดเทอมวันแรก คือวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ทางโรงเรียนมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการโรงอาหารการจัดเก็บรายได้จากการขายอาหารของพ่อค้า แม่ค้าใหม่ วันนั้นจึงมีแม่ค้ารายเก่ามาขายอาหารประมาณ 10 ร้าน ส่วนอีก 10 ร้านเป็นรายใหม่ วันแรกเปิดเทอมจึงยังไม่พร้อม และขณะนี้ร้านขายอาหารทั้ง 20 ร้านพร้อมขายทุกร้านแล้ว

ตัวแทนครู กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนได้มีการจัดเก็บรายได้เข้าสู่โรงเรียนจากพ่อค้า แม่ค้าที่มีขายอาหารในโรงเรียน 10 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายจริงของแต่ละวัน ซึ่งแต่ละวันจะมีครูคอยไปนับถ้วย นับจานในร้านต่าง แต่ภาคเรียนนี้ทางด้านผู้อำนวยการ มีโนยาบายคืนครูสู่ห้องเรียน ให้ครูมีเวลาสอนนักเรียนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องไปนับถ้วย นับจาน จึงได้ปรับเปลี่ยนการจัดเก็บรายได้ใหม่ จากการเก็บ 10 เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย เป็นการเก็บแบบเหมาเป็นรายภาคเรียน ขึ้นอยู่กับชนิด ประเภท และร้านจำหน่ายอาหาร เฉลี่ยอยู่ที่ 20,000 – 80,000 บาท โดยอิงจากสถิติยอดขายของแต่ละร้านในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทางโรงเรียนได้มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการแล้ว จนพ่อค้า แม่ค้าต่างพากันมาขายตามปกติ และมีการอนุโลมหากยังไม่มีเงินก้อนก็สามารถผ่อนจ่ายเป็นรายวัน รายเดือน หรือจ่ายครั้งเดียวก็ได้ ทั้งนี้ในส่วนข้อความระบุว่าขึ้นค่าเช่านั้นไม่เป็นความจริง และที่ระบุอีกว่า มีการเก็บเงินค่าเช่า 4,000 บาทนั้น เป็นเพียงเงินมัดจำสัญญาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า จากข้อความที่โพสต์และแชร์เรื่องดังกล่าวในโลกโซเชียล ล่าสุดทางด้านนายวิรัช พิมพะนิตย์ ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 ยังได้ส่งตัวแทน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาเข้าไปติดตามกรณีดังกล่าว และมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์เข้าไปติดตามปัญหาด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า โรงอาหารของโรงเรียนดังกล่าวมีการจำหน่ายอาหารตามปกติ และมีเพียงพอกับนักเรียนทุกระดับชั้น ส่วนกรณีมีการโพสต์ในโลกโซเชียล เบื้องต้นอาจเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน พร้อมกำชับให้ทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน

‘เพิ่มพูน’สั่งสกสค.เร่งบังคับคดี ทวงคืน 2,500 ล้าน ประสานปปง.สืบทรัพย์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806940

‘เพิ่มพูน’สั่งสกสค.เร่งบังคับคดี ทวงคืน 2,500 ล้าน ประสานปปง.สืบทรัพย์

‘เพิ่มพูน’สั่งสกสค.เร่งบังคับคดี ทวงคืน 2,500 ล้าน ประสานปปง.สืบทรัพย์

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.39 น.

‘เพิ่มพูน’สั่งสกสค.เร่งบังคับคดี ทวงคืน 2,500 ล้าน ประสานปปง.สืบทรัพย์

27 พฤษภาคม 2567 ความคืบหน้ากรณีศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษา กรณีอดีตผู้บริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษตามโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด โดยมิชอบ รวมเป็นเงินกว่า 2,500 ล้านบาท ทำให้สำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ได้รับความเสียหาย จึงพิพากษาให้ลงโทษจำคุกอดีตประธานและกรรมการกองทุนฯและพวกทั้ง 16 ราย รายละ 20 ปี และให้ลงโทษจำคุก กรรมการบริษัท บิลเลี่ยนฯ 2 ราย รายละ 12 ปี 16 เดือน ปรับเป็นเงินจำนวน 240,000 บาท และพิพากษาให้อดีตประธานและกรรมการกองทุนฯ รวม 16 ราย และบริษัท บิลเลี่ยนฯ และกรรมการบริษัทฯ รวม 3 ราย ร่วมกันนำเงิน จำนวน 2,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ส่งคืนศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษา คือวันที่ 21 พฤษภาคม เพื่อศาลจะนำส่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.ต่อไปนั้น

ล่าสุด พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เพื่อประโยชน์ของ สกสค.จึงได้ มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ไปคัดคำพิพากษา ประสานอัยการเพื่อเร่งรัดติดตามและยื่นบังคับคดีตามขั้นตอน กรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถนำเงินจำนวน 2,500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ5 ส่งคืนให้สกสค. ได้ตามกำหนด จะมีการสืบทรัพย์ตามกระบวนการบังคับคดี เพื่อดูเส้นทางการเงิน ว่า มีการยักย้ายถ่ายเทไปทีใด เพื่อติดตามกลับคืนมา ตรงนี้เป็นมิติที่ต้องประสานกรทำงานร่วมสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการดำเนินการ เพื่อติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อไล่ทวงคืนตามลำดับ

“การดำเนินการในเรื่องนี้ เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยในส่วนของคดีอาญานั้น ผู้กระทำความผิดทั้งหมด ได้ถูกจำคุก และศาลไม่ให้ประกันตัว ส่วนการเรียกร้องค่าเสียหายก็ต้องดำเนินการสืบทรัพย์ตามขั้นตอน กรณีนี้ยังถือว่า ไม่สิ้นสุด แต่เท่าที่สอบถามเบื้องต้น ในส่วนของสกสค.ผลการพิพากษาเป็นไปตามคำฟ้อง ดังนั้น ทางสกสค.เองคงไม่ยื่นอุทธรณ์ และให้ยื่นบังคับคดีเพื่อเรียกเงินคืน แต่ถ้าทางอดีตผู้บริหารกองทุนฯ และผู้บริหารบริษัท บิลเลี่ยนฯ จะยื่นอุทธรณ์ ทางสกสค. ก็ต้องแก้อุธรณ์ตามขั้นตอน”พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีอดีตผู้บริหารกองทุนฯ นำเงิน ไปซื้อหุ้น บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ในโครงการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน บ้านป่าตอง ต.โพนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย ในราคาหุ้นละ 25 บาท รวมมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาทนั้น คงต้องไปตรวจสอบรายละเอียด ซึ่งทุกเรื่องเป็นไปตามกระบวนการ และเร็ว ๆ นี้จะนัดประชุมคณะกรรมการสกสค. เพื่อติดตามการดำเนินการเรื่องต่างๆต่อไป

‘ครูอุ้ม’หนุนเด็กเจนแซด เป็นฮีโร่ร่วมรณรงค์คนไทยเห็นถึงพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806930

'ครูอุ้ม'หนุนเด็กเจนแซด เป็นฮีโร่ร่วมรณรงค์คนไทยเห็นถึงพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า

‘ครูอุ้ม’หนุนเด็กเจนแซด เป็นฮีโร่ร่วมรณรงค์คนไทยเห็นถึงพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.56 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิด เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงาน Gen Z 4 ภาค “ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” ในโครงการป้องกันเยาวชนจากการสูบบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า (Gen Z Gen Storng : เลือกไม่สูบ) จัดโดย มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดยมี ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผู้บริหาร ครู และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โครงการจาก 30 โรงเรียน ใน 14 จังหวัด เข้าร่วม ณ ห้องกิ่งเพชร โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

รมว.ศธ.กล่าวว่า เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า ถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ตลอดจนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทุกคน ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการรณงค์ป้องกันต่างๆ เพื่อไม่ให้คนไทยทุกคนเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งนอกจากจะมีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งเสพติดอื่นๆ ด้วย

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่เด็กและเยาวชนมีความตื่นตัวและเห็นถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจากการนำเสนอของตัวแทนเยาวชน Gen Z ในโครงการป้องกันเยาวชนจากการสูบบุหรี่ ถือเป็นกิจกรรมที่ดี ที่มาร่วมกันรณรงค์ป้องกันการไม่สูบบุหรี่และบุหี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนและในสถานศึกษา สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรี “ทำดี ทำได้ ทำทันที” โดยได้ฝากให้กลุ่ม Gen Z เป็นเหมือนฮีโร่ ไปเชิญชวนเพื่อนๆ ช่วยกันรณรงค์ป้องกันการไม่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยเริ่มจากคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด และให้คนมองเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่อันตรายและน่ารังเกลียด ควรต่อต้านการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในทุกที่ เพราะเป็นอันตรายต่อผู้สูบ ผู้ไม่ได้สูบ และผู้อยู่แวดล้อม

“ผมได้เชิญชวนเด็กๆ Gen Z ช่วยกันในการรณรงค์เพื่อให้เห็นถึงพิษภัยของบุรหรีและบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนเลิกเสพ ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่ หรือเยาวชน ผู้ปกครองให้ช่วยกันรณรงค์ขยายกรอบในการทำงานตรงนี้ ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ผมให้ความสำคัญกับการป้องกัน โดยการรณรงค์ให้ความรู้ถึงโทษ การผลิตสื่อเผยแพร่ สร้างการรับรู้อย่างกว้างขวาง รวมถึงการป้องปราม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ช่วยพิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา เพื่อให้มีอำนาจในการตรวจยึดและขยายผลในการหาแหล่งที่มาของบุหรีไฟฟ้าได้ จะทำให้สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถดำเนินการบริหารจัดการเกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะบางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้ากระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถไปดำเนินการได้ครบทุกโรงเรียนในตลอดเวลา แต่ถ้าแต่งตั้งผอ.สถานศึกษา หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากสถานศึกษานั้นๆ แล้ว ซึ่ง ศธ.มีสถานศึกษาในสังกัดกว่า 2 หมื่นโรง หากตรวจพบก็สามารถยึดได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาตรวจพบแต่ไม่สามารถยึดได้” รมว.ศธ.กล่าว

– 006

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806818

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘วัยรุ่นสร้างตัว’ไม่ง้อปริญญา จากคนชายขอบสู่วิถีท้าทายขนบ

วันจันทร์ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หมายเหตุ : ถอดความจากการบรรยายของ สรัช สินธุประมา ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะฯ 101PUB ในหัวข้อ “ชีวิตและงานในฝันของวัยรุ่นสร้างตัว” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา “คนรุ่นใหม่ไทย การผันเปลี่ยนในสังคมแปรผัน?” จัดโดยศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

สรัช เริ่มต้นด้วยการขยายความนิยามคำว่า “วัยรุ่นสร้างตัว” ซึ่งหมายถึง “คนที่ตกหล่นออกไปจากการศึกษาในระบบ” กล่าวถึง เส้นทางของระบบการศึกษาที่เรียนไปตามลำดับ เช่น จากมัธยมศึกษาตอนต้น สู่มัธยมศึกษาตอนปลาย และไปตามในระดับอุดมศึกษา ขณะที่หนึ่งในหัวข้อการสำรวจที่พบการเผยแพร่ทุกปีคือ “อาชีพในฝันของเยาวชนไทย” โดยรายงานของปี 2567 พบว่า อันดับ 1 ครู-อาจารย์ (รวมถึงติวเตอร์) อันดับ 2ประกอบธุรกิจส่วนตัว อันดับ 3 แพทย์-พยาบาล อันดับ 4 อินฟลูเอนเซอร์-สตรีมเมอร์-ยูทูบเบอร์ (ผู้ผลิตเนื้อหาเผยแพร่ทางออนไลน์)

อันดับ 5 นักออกแบบกราฟิก อันดับ 6นักกฎหมาย (ทนายความ-อัยการ) อันดับ 7งานด้านต่างประเทศ อันดับ 8 ศิลปินนักตัดต่อวีดีโอ อันดับ 9 นักบิน-แอร์โฮสเตส และอันดับ 10 ข้าราชการ (นับรวมทั้งทหาร ตำรวจและพลเรือน) ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ในการจัดอันดับช่วง 1-2 ปีล่าสุด มีอาชีพใหม่ๆ อย่างยูทูบเบอร์ เพิ่มเข้ามา ก่อนที่การสำรวจครั้งล่าสุดในเดือน ม.ค. 2567 จะพบว่า ยูทูบเบอร์รวมถึงอาชีพในกลุ่มเดียวกันอย่างอินฟลูเอนเซอร์หรือสตรีมเมอร์ จะขึ้นมาอยู่ในอันดับ 4แซงหน้าอาชีพสายงานนักกฎหมายหรือการรับราชการ

ซึ่งจาก 10 อันดับข้างต้น จะพบว่าหลายอาชีพเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะสูง อย่างไรก็ตาม แหล่งงานทักษะสูงก็ยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในขณะที่งานส่วนใหญ่ในภาพรวมของประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มงานทักษะปานกลาง และยังพบด้วยว่านับวันแนวโน้มค่าจ้างระหว่างงานทักษะสูงปานกลางและต่ำ มีแต่จะถ่างกว้างขึ้น หรือก็คือสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ในด้านหนึ่งก็มีความพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา ด้วยการหาทางให้เยาวชนจากครัวเรือนระดับล่างมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษามากขึ้น แต่อีกด้านก็มีผู้ที่พยายามท้าทายกรอบความคิดเรื่องการจะมีชีวิตที่ดีได้ต้องไล่เลียงไปตามลำดับของระบบการศึกษา เรียน ม.ต้น ม.ปลาย แล้วเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเรียนต่อให้จบปริญญาตรี-โท-เอก ซึ่งผู้ที่คิดแบบนี้ก็ไม่ได้มาจากการขาดโอกาสจนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา แต่เป็นการตัดสินใจด้วยตนเองที่จะเลือกประกอบอาชีพที่ไม่ต้องใช้ใบปริญญาเพื่อการันตีคุณวุฒิ

“ผมทยอยถ่ายภาพจากที่ต่างๆ ต่างกรรมต่างวาระ ในช่วงประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าความคิดเกี่ยวกับเรื่องการเรียนปริญญาเคลื่อนมาจนถึงจุดที่ว่ามันถูกมองในแง่ลบ หรือมองในแง่ต่อต้านมันด้วยซ้ำ เอาเครื่องหมายห้ามขึ้นมาแล้วก็ขีดฆ่า “ปริญญาไม่ต้อง..ขับกระบะก็พอกิน” พูดถึงการยืนยันว่าการที่เราทำอาชีพที่ไม่มีปริญญามันไม่ใช่เพราะเราขาดโอกาสหรือเข้าไม่ถึง มันเป็นความชอบ เราตัดสินใจเลือกสิ่งนี้เอง

อันหนึ่งที่ฮิตมากช่วงหลังแต่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเพราะมันยาวมาก “ปริญญาตรีกูบ่มีดอก..เพราะตอนนี้กูเอาตัวรอดจากประสบการณ์” ความคิดเกี่ยวกับการสร้างอัตลักษณ์หรือแสดงตัวตนว่าเราไม่จำเป็นต้องง้อปริญญา “อาชีพพ่อไม่ต้องง้อปริญญา” ลองไปค้นใน TikTok เจอคลิปจำนวนมาก แล้วก็มีตั้งแต่คนที่ทำงานในภาคเกษตรต่างๆ เครื่องจักรการเกษตร ไปจนถึงคนทำงานในโรงงาน ขับรถกระบะขับรถบรรทุกต่างๆ” สรัช กล่าว

จากข้อค้นพบข้างต้น สรัช เปิดประเด็นชวนคิดว่า “ทางแยกของวัฒนธรรม อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนเลือกเดินออกจากระบบการศึกษา เพราะมองว่าการศึกษาในระบบไม่ตอบโจทย์ของชีวิต” พร้อมฉายภาพวิถีชีวิตซึ่งที่ผ่านมาอาจถูกมองว่าเป็น “คนชายขอบ” โดยคนกลุ่มนี้มี “ศัพท์เฉพาะ” เช่น “ทรงซ้อ-ทรงเอ” ที่ช่วงแรกๆ คำคำนี้มีความหมายในแง่ลบ เพราะหมายถึง “เอเย่นต์” หรือผู้ที่หาเงินสร้างฐานะจากการขายยาเสพติด แต่ระยะหลังๆ ได้กลายไปเป็นรสนิยมในการแต่งตัวหรือใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเสมอไป,

“พ่อ (หรือแม่) น้องออนิว” หมายถึงผู้ที่นิยมใช้รถกระบะบางรุ่น-ยี่ห้อ, “ทรงเชง” หมายถึงวัฒนธรรมการแต่งกายและการใช้มอเตอร์ไซค์รูปแบบหนึ่ง เป็นต้น ในอดีตวัฒนธรรมย่อยแบบนี้อาจไม่ได้รับความสนใจจากสังคม แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะเปลี่ยนไป เช่น วัฒนธรรมแบบทรงซ้อ กลายเป็นเนื้อหา (Content) ที่มีผู้เผยแพร่และได้รับความสนใจอย่างมากบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อย่าง TikTok

ดังนั้นคนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่ชายขอบแบบที่คุ้นเคยกัน เหมือนในอดีตที่นักมานุษยวิทยาจะต้องออกจากศูนย์กลางไปทำการศึกษาวิถีชีวิตของกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมย่อย แต่กลายเป็นศูนย์กลางใหม่จากภูมิทัศน์ของสื่อที่เปลี่ยนไปด้วยการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) ในวิถีตัวตนของตนเองซึ่งเป็นการท้าทายต่อระบบเดิม ทั้งระบบการศึกษาและระบบเศรษฐกิจที่ผูกหรือกำกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนเอาไว้

เช่น “เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy)” ที่หัวข้อการสนทนาส่วนใหญ่ที่พบมักเน้นเรื่องของเทคโนโลยีใหญ่ๆ (Big Tech) หรือภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนอย่างไร แต่จริงๆ แล้วยังมีแง่มุมอื่นๆ ที่น่าสนใจดังตัวอย่างจากมิวสิกวีดีโอเพลง “อยากมีก็ต้องสร้าง” หรือเพลง “วัยรุ่นทรงซ้อ (วัยรุ่นสร้างตัว)” ซึ่งฉายภาพของคนรุ่นใหม่ที่พื้นเพทางเศรษฐกิจในครัวเรือนอาจไม่ดีนัก แต่ก็มีความฝันเรื่องการมีรายได้เพียงพอดูแลพ่อแม่ สามารถซื้อบ้านและรถยนต์ และเลือกทำมาหากินด้วยการขายของทางออนไลน์

“มันเป็นเหตุผลว่าทำไมความฝันของการที่จะเป็นนายตัวเองมันถึงพุ่งขึ้นมาสูงมาก (ประกอบธุรกิจส่วนตัว อยู่ในอันดับ 2ของการสำรวจอาชีพในฝันของเยาวชนไทย ปี 2567) คือผมคิดว่าสมัยก่อน คนหนึ่งที่คิดว่าเราอยากเป็นนายตัวเอง ทำธุรกิจ คงต้องคิดเยอะ แต่ว่าเราจะมีต้นทุนอะไรในชีวิต บ้านเรา-พื้นเพของเราจะมีอะไร Support (สนับสนุน) เราให้สามารถทำสิ่งนั้นได้ แต่ว่าแพลตฟอร์มเอื้อให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าเข้าไปเป็นผู้เล่นในการขายของหรือเป็นเจ้านายตัวเองในแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้

แต่ว่าทีนี้ในขณะเดียวกัน ย้อนกลับไปความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากอาชีพใหม่ๆ จากแพลตฟอร์มต่างๆ ยูทูบเบอร์ สตรีมเมอร์เกมเมอร์ ขายของออนไลน์ต่างๆ มันเข้ามาเปลี่ยนความคิดความฝันของเยาวชน โดยที่มีเยาวชนกลุ่มหนึ่งเลยที่เขารู้ตัวแน่ว่าเขาไม่ไปตามระบบ เพราะเขามองว่าการเดินตามระบบการศึกษา เรียนต่อในระดับปริญญาตรีไม่ใช่คำตอบ” สรัช ระบุ

แต่การที่เยาวชนคนรุ่นใหม่เลือกทางเดินแบบนี้ สรัช เล่าถึงข้อค้นพบที่ตามมาว่า เกิดความตึงเครียดในครอบครัวโดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะในขณะที่คุณค่า (Value) ในสายตาคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป แต่คนรุ่นพ่อแม่ยังมีความเข้าใจสังคมในรูปแบบเศรษฐกิจแบบเดิมๆ เช่น คาดหวังให้ลูกทำงานที่ดูแล้วที่มีความมั่นคง อาทิ รับราชการ หรือทำงานกับบริษัทเอกชนชั้นนำ ซึ่งก็หมายถึงการเรียนจบในระดับอุดมศึกษา

อนึ่ง ความตึงเครียดนอกจากจะเกิดขึ้นในครอบครัวแล้ว ยังรวมถึงระหว่างเยาวชนรุ่นเดียวกันแต่มีพื้นเพและชุดความคิดแตกต่างกันด้วย โดยการสำรวจของ 101 PUB ที่ร่วมกับศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เก็บข้อมูลเยาวชน (อายุ 15-25 ปี) กลุ่มตัวอย่าง 2 หมื่นคนทั่วประเทศเมื่อ 2 ปีก่อน ในประเด็นเชิงคุณค่า 6 ด้าน คือ 1.ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2.ความสัมพันธ์กลุ่ม 3.ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ 4.ประเด็นถกเถียงทางสังคม 5.เศรษฐกิจ-การเมือง และ 6.เพศสภาพ

โดยพบว่า “เยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในกลุ่มซึ่งอาจเรียกได้ว่าวัยรุ่นสร้างตัวจะมีพื้นเพมาจากครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ จะเชื่อเรื่องการพยายามเอาตัวรอดด้วยตนเอง ไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และไม่สนใจแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการที่รัฐเข้าไปคุ้มครองหรือเอื้ออำนวย (Provide) สวัสดิการพื้นฐานให้คนในสังคม” ซึ่งแตกต่างกับเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนกำหนดวาระ (Agenda) การเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 2-3 ปีก่อน

หรือโดยสรุปก็คือ “กลุ่มวัยรุ่นสร้างตัวอาจเห็นด้วยกับหลักการประชาธิปไตยอย่างเคย (เช่น ผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง) แต่ไม่ได้มองว่าชุดคุณค่าอื่นๆ (เช่น เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเพศ) มีความสำคัญ หรือแม้แต่ไม่สนใจชุดคุณค่าเหล่านั้นเสียด้วยซ้ำไป” คล้ายกับที่ปรากฏในเนื้อเพลง “ไม่สนโลก” ซึ่ง สรัช เล่าว่า ในช่วงที่ไปเก็บข้อมูลใน จ.หนองบัวลำภู ได้ฟังเพลงนี้อย่างน้อยวันละ 5 รอบ เพราะเนื้อเพลงสะท้อนถึงวิถี “ปากกัดตีนถีบ” ที่ไม่สนใจว่าการเมืองหรือเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่สนใจเพียงการสู้ชีวิตของตนเองเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของครอบครัว

“พูดอย่างนี้เหมือนกับว่าเรากำลังจะบอกว่ามีเยาวชนกลุ่มใหม่ๆ ออกมาเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมใหม่ๆ เต็มไปหมด แล้วก็คงไม่มีความเป็นชายขอบอีกต่อไปหรือเปล่า? ก็คิดว่าคงไม่ใช่! คือคิดว่าอย่างไรนิยามความเป็นชายขอบก็ยังสำคัญอยู่ในแง่ที่ผมคิดว่ายังมีคนที่ตกหล่นออกไปจากความสนใจของสังคมอยู่มากแน่นอน รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับความเปลี่ยนไปในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มด้วย” สรัช กล่าว

สรัช ทิ้งท้ายการบรรยายว่า เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมของกลุ่มวัยรุ่นสร้างตัว สำหรับคนที่สนใจประเด็นวัฒนธรรม จะมีแนวคิดอย่างหนึ่งคือ “ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม (Cultural Intimacy)” หมายถึงวัฒนธรรมที่สัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคนในสังคม กล่าวคือ มีกระบวนการที่รัฐพยายามสร้างอัตลักษณ์บางอย่างในเชิงความเป็นชาติ แล้วลบหรือกลบลักษณะอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ดังกล่าวออกไป แต่อัตลักษณ์ที่รัฐพยายามสร้างนั้นก็ไม่ได้อยู่โดดๆ โดยลำพัง แต่อยู่ท่ามกลางลำดับชั้นของคุณค่าที่มาตั้งแต่ระดับโลกลงไปถึงระดับประเทศและภายในสังคมเดียวกัน

ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยเองก็กำลังอยู่ในคำถามที่ว่าประเทศควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร? มีวัฒนธรรมแบบไหน? จะไม่เอาแบบเดิมแต่สร้างใหม่ให้นุ่มลงหรือไม่? ซึ่งก็ยังไม่เห็นภาพ แต่ความน่าสนใจคือ ในความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสิ่งท้าทายต่อระบบเดิมๆ ตลอดจนการมาของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ทำให้คนที่ก่อนหน้านี้ถูกมองว่าอยู่ชายขอบและไร้อำนาจต่อรอง สามารถมีพื้นที่เพื่อผลักดันเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมของตนเองขึ้นมาได้ ก็อาจทำให้ลำดับชั้น (Hierarchy) ปรับเปลี่ยนไป

โดยในอดีตที่ผ่านมา จะพบการที่วัฒนธรรมย่อยมักถูกหยิบฉวยเอาความน่าสนุกหรือความน่าสนใจของเปลือกของการแสดงออกไปใช้อยู่เนืองๆ เช่น สื่อมักหยิบเรื่องของภาพลักษณ์การเต้นของคนที่ไปอยู่หน้ารถแห่ เหล่านี้มักจะถูกนำไปใช้โดยที่ไม่ได้สนใจชีวิตหรือบริบทความคิดของผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมนั้นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระยะหลังคือสถานะของวัฒนธรรมเหล่านี้มีที่ยืนของตนเองที่มั่นคงมากขึ้น และดูเหมือนจะได้รับการยอมรับมากขึ้น

“นอกจากรัฐหรือคนที่ทำงานคิดนโยบายแล้ว ผมคิดว่าการที่กลุ่มวัยรุ่นสร้างตัวกำลังเติบโตขึ้นมากๆ มาพร้อมกับ Value (คุณค่า) ที่อาจจะแตกต่างจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เราคุ้นเคยกันมากๆ มันก็เป็นงานที่คนที่ทำงานในด้านสังคมอื่นๆ คนที่ผลักดันประเด็นต่างๆ ก็อาจจะต้องให้ความสนใจแล้วว่า คนกลุ่มนี้ที่มีวัฒนธรรมแบบนี้และมีคุณค่าที่เชื่อมโยงกับชีวิตแบบนี้มีพื้นที่ มีที่ทาง มีอำนาจในทางเศรษฐกิจวัฒนธรรมมากขึ้น การขับเคลื่อนประเด็นในเชิงประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจต่างๆ จะต้องไปอย่างไรกันต่อ?” สรัช กล่าวทิ้งท้าย

กยศ.ยืนยัน!!! มีเงินเพียงพอสำหรับ’ผู้กู้ยืม’ทุกราย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806618

กยศ.ยืนยัน!!! มีเงินเพียงพอสำหรับ'ผู้กู้ยืม'ทุกราย

กยศ.ยืนยัน!!! มีเงินเพียงพอสำหรับ’ผู้กู้ยืม’ทุกราย

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 19.05 น.

กยศ.ยืนยันมีเงินเพียงพอสำหรับผู้กู้ยืมทุกราย เตรียมให้กู้ในวงเงิน 48,344 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ยืม 769,009 ราย แม้ว่ามีอัตราการชำระหนี้ลดลง 7.57%

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากผลการรับชำระหนี้ในปีงบประมาณที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พบว่ากองทุนฯมีอัตราการชำระหนี้ลดลง 7.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการให้กู้ยืมเงินนั้น กองทุนฯ ได้เตรียมวงเงินกู้จำนวน 48,344 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ยืม 769,009 ราย และได้เปิดระบบการให้กู้ยืมเงินปีการศึกษา 2567 แล้ว โดยปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาได้ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมเงิน จำนวน 204,059 ราย เป็นเงินที่ขอกู้ยืมแล้วจำนวน 10,885 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2567) ซึ่งนักเรียน นักศึกษา สามารถยื่นขอกู้ยืมและทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยแอปพลิเคชัน “กยศ.Connect”

“ปัจจุบัน กองทุนฯได้ให้โอกาสแก่นักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศไปแล้วทั้งสิ้น 6,809,621 ราย เป็นเงินให้กู้ยืมกว่า 770,284 ล้านบาท ประกอบด้วย ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ปลอดหนี้ 1,368,162 ราย ผู้กู้ที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว 1,866,818 ราย ผู้กู้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,501,600 ราย และผู้กู้เสียชีวิต/ทุพพลภาพ 73,041 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2567) ทั้งนี้ กองทุนฯ ขอยืนยันว่ามีเงินเพียงพอสำหรับผู้กู้ยืมทุกรายที่ประสงค์จะกู้ยืมเงิน และจะเป็นหลักประกันให้ทุกครอบครัวว่าน้องๆที่ขาดแคลนสามารถกู้เงินได้ทุกคน เพื่อให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าว

‘วัดพระธรรมกาย’จัดตักบาตร-บวชอุทิศชีวิต-จุดวิสาขประทีป เนื่องในวันวิสาขบูชา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806288

‘วัดพระธรรมกาย’จัดตักบาตร-บวชอุทิศชีวิต-จุดวิสาขประทีป เนื่องในวันวิสาขบูชา

‘วัดพระธรรมกาย’จัดตักบาตร-บวชอุทิศชีวิต-จุดวิสาขประทีป เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.26 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดตักบาตร-บวชอุทิศชีวิต-จุดวิสาขประทีป เนื่องในวันวิสาขบูชา

22 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เนื่องในวันวิสาขบูชาปีนี้ วัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่อรำลึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยภาคเช้าจัดตักบาตรพระกว่า 1,000 รูป ณ บ้านแก้วเรือนทองคุณยายอาจารย์ ฯ สภาธรรมกายสากล ต่อด้วยปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ และพิธีถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ณ สภาธรรมกายสากล จากนั้น ภาคบ่าย พิธีอุปสมบทอุทิศชีวิตของสามเณรเปรียญธรรม จำนวน 11 รูป ณ อุโบสถ วัดพระธรรมกาย ภาคค่ำ เป็นพิธีจุดวิสาขประทีป แปรอักษรเป็นภาพ “ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน” ณ ลานธรรม พระมหาธรรมกายเจดีย์ และพิธีเวียนประทักษิณรอบพระมหาธรรมกายเจดีย์ จากนั้นเป็นพิธีฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 6,400,000,000 จบ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

สำหรับพิธีอุปสมบทอุทิศชีวิตสามเณรเปรียญธรรมปีนี้ ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรปัญญาจารย์ (ป.ธ.9, ราชบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ มีสามเณรเปรียญธรรมเข้าอุปสมบท จำนวน 11 รูป เมื่ออุปสมบทแล้วมีฉายาตามที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้ดังนี้ 1)สามเณรนิติพล สายพิณทอง ฉายา นิธิชโย 2)สามเณรวายุ คำทองนาค ฉายา เวทคฺคชโย 3)สามเณรฉัตรธรรม เค้ามาก ฉายา ฉตฺตชโย 4)สามเณรธนภูมิ ผลิตวานนท์ ฉายา ธนชโย 5)สามเณรฐิติพงศ์ แช่ตั้น ฉายา สุคุณชโย 6)สามเณรปรเมธ เต๋จ๊ะ ฉายา ปรมตฺถชโย 7)สามเณรณัฐกานต์ มะณู ฉายา มนุญฺญชโย 8)สามเณรปิยะพงษ์ สีหาพล ฉายา สภาวชโย 9)สามเณรภูรินทร์ พวงมาลัย ฉายา ภูรินฺทชโย 10)สามเณรทนงศักดิ์ โชงรัมย์ ฉายา ปสนฺนชโย และ 11)สามเณรอภิวิชญ์ ศรีข้อ ฉายา วิปสฺสีชโย 

“วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และวันสำคัญสากลของโลก มีเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องด้วยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 3 ประการ คือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน พุทธศาสนิกชนจึงพร้อมใจกันปฏิบัติบูชาอันเป็นการระลึกถึงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกทั้ง องค์การสหประชาชาติยังได้มีมติรับรองให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลโลกด้วย” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว