ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ’ในหลวง’ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807359

ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ'ในหลวง' ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ’ในหลวง’ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.44 น.

ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ “ในหลวง” ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  6 รอบ  28 ก.ค.  2567 ณ  อุทยานเฉลิมพระเกียรติ ฯ ร.9

หน่วยราชการในพระองค์  ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมใจกันปลูกต้นไม้มงคล ในกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 เวลา 08.00 น. พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร  โดยมีคณะทูตานุทูต กงสุลใหญ่ต่างประเทศประจำประเทศไทย องค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทย  ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โรงเรียน จิตรลดา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา หน่วยงานต่าง ๆ  และจิตอาสาพระราชทาน ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างพร้อมเพรียงในการปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้มงคลประจำจังหวัดต่าง ๆทั่วประเทศไทย และพันธุ์ไม้หายาก

ประธานในพิธี วางพวงมาลัยถวายราชสักการะ และนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ถวายความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประธานในพิธี เปิดงานกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ(ลั่นฆ้อง 3 ครั้ง)  ประธานในพิธีถ่ายภาพหมู่ร่วมกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้น ประธานในพิธีเดินทางไปปลูกต้นดอกปีบ และผู้เข้าร่วมกิจกรรม แบ่งกลุ่มปลูกต้นไม้ตามพื้นที่กำหนด และรับมอบพันธุ์ไม้ที่ระลึก 

กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในครั้งนี้  เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยกระทรวงมหาดไทย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำพันธุ์ไม้มงคลประจำจังหวัดทั่วประเทศ มาปลูกในบริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศ ที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทย มาร่วมกันปลูกต้นไม้ด้วยความร่วมมือร่วมใจ  เป็นการเสริมสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ และเป็นการสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อส่วนรวมในพื้นที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง  เป็นทั้งแหล่งนันทนาการ  เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ  แหล่งเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นสวนสาธารณะ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานคร และที่สำคัญยิ่ง คือ เป็นแหล่งเรียนรู้พระราชกรณียกิจ และแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านองค์ความรู้เรื่อง “ป่าและน้ำ” 

สำหรับ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นี้  สร้างขึ้นบนที่ดินในพระปรมาภิไธย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้เป็นสวนสาธารณะเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน จำนวน 279 ไร่ โดยมีการออกแบบภูมิสถาปัตย์ตามแบบอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  แสดงให้เห็นถึงความผูกพัน และความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็น “สวนแห่งความสุข และความยั่งยืน”  และเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นหัวใจและศูนย์กลางของอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ฯ แห่งนี้   

โดยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ ฯ  ในโอกาสดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกต้นรวงผึ้ง สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงปลูกต้นคำมอกหลวง  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปลูกต้นโมกหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงปลูกต้นรัตนพฤกษ์หรือคูนสายรุ้ง เป็นปฐมฤกษ์  กับทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการ ภาคเอกชน และประชาชนที่เข้าร่วมในพิธี ฯ ได้ร่วมปลูกต้นไม้เพิ่มเติมด้วย

หนุนเด็ก GEN Z ร่วมปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807225

หนุนเด็ก GEN Z ร่วมปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า

หนุนเด็ก GEN Z ร่วมปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงาน Gen Z 4 ภาค “ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” ในโครงการป้องกันเยาวชนจากการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า (Gen Z Gen Storng : เลือกไม่สูบ) ซึ่งจัดโดย มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดยมี ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผู้บริหาร ครู และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โครงการจาก 30 โรงเรียน ใน 14 จังหวัด เข้าร่วม ณ ห้องกิ่งเพชร โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่เด็กและเยาวชนมีความตื่นตัวและเห็นถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจากการนำเสนอของตัวแทนเยาวชน Gen Z
ในโครงการฯถือเป็นกิจกรรมที่ดี ที่มาร่วมกันรณรงค์ป้องกันการไม่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนและในสถานศึกษา โดยได้ฝากให้กลุ่ม Gen Z เป็นเหมือนฮีโร่ ไปเชิญชวนเพื่อนๆ ช่วยกันรณรงค์ป้องกันการไม่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยเริ่มจากคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด และให้คนมองเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่อันตรายและน่ารังเกียจ ควรต่อต้านการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในทุกที่ เพราะเป็นอันตรายต่อผู้สูบ ผู้ไม่ได้สูบ และผู้อยู่แวดล้อม

“ผมได้เชิญชวนเด็กๆ Gen Z ช่วยกันในการรณรงค์เพื่อให้เห็นถึงพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนเลิกเสพ ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่ หรือเยาวชน ผู้ปกครองให้ช่วยกันรณรงค์ขยายกรอบในการทำงานตรงนี้ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ผมให้ความสำคัญกับการป้องกัน โดยการรณรงค์ให้ความรู้ถึงโทษ การผลิตสื่อเผยแพร่ สร้างการรับรู้อย่างกว้างขวาง รวมถึงการป้องปราม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ช่วยพิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา เพื่อให้มีอำนาจในการตรวจยึดและขยายผลในการหาแหล่งที่มาของบุหรี่ไฟฟ้าได้ จะทำให้สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถดำเนินการบริหารจัดการเกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะบางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถไปดำเนินการได้ครบทุกโรงเรียนในตลอดเวลา แต่ถ้าแต่งตั้งผอ.สถานศึกษา หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากสถานศึกษานั้นๆ แล้ว ซึ่งศธ.มีสถานศึกษาในสังกัดกว่า 2 หมื่นโรง หากตรวจพบก็สามารถยึดได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาตรวจพบแต่ไม่สามารถยึดได้” รมว.ศธ. กล่าว

ศธ.ทุ่มงบ1.5หมนล. แจกแท็บเลต-โน้ตบุ๊ก ยอดรวม6แสนเครื่อง เช่าจากบริษัทเอกชน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807308

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศธ.ทุ่มงบ1.5หมนล. แจกแท็บเลต-โน้ตบุ๊ก ยอดรวม6แสนเครื่อง เช่าจากบริษัทเอกชน

กระทรวงศึกษาฯของบประมาณ1.5 หมื่นล้าน เคาะแล้วเช่าบริษัทเอกชนแจก “แท็บเลต-โน้ตบุ๊ก-ไอแพด”ให้นักเรียน-ครู 6 แสนเครื่อง เปิดโอกาสบริษัทต่างๆ ร่วมแข่งขัน ยันเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้นักเรียนและครู ว่าเมื่อเร็วๆนี้ได้ทำความเห็นส่งไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อขอกำหนดกรอบการจัดหาอุปกรณ์ ซึ่งยังไม่มีการล็อกสเปกว่าจะต้องเป็นอุปกรณ์ลักษณะไหน โดยมีความเป็นไปได้ทั้งแท็บเลต ไอแพดโน๊ตบุ๊ค และโครมบุ๊ค ซึ่งทางดีอีเข้าใจถึงความจำเป็น เพราะอยากเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆเข้ามาแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน โดยจะอยู่ในการจัดทำคำของบประมาณ ปี 2568 ซึ่งต้องดูว่าจะได้รับอนุมัติงบประมาณจากรัฐสภาเท่าไร คาดว่าจะเริ่มนำร่องปี 2568 จำนวน 600,000 เครื่อง ทั้งครูและนักเรียน

นายสิริพงษ์กล่วาต่อว่า ศธ.จัดทำคำของบประมาณไปในลักษณะการเช่าซื้อ เครื่องของนักเรียน ตกเดือนละประมาณ 420 บาท ซึ่งจะมีทั้งค่าเครื่อง เซอร์วิส และอินเตอร์เน็ต เพราะทุกเครื่องจะต้องมีซิมการ์ดสำหรับใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ทั้งนี้การคำนวณราคาจะมีความแตกต่างหลากหลาย และค่อนข้างจะเปิดกว้างว่าถ้าเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูงอย่างโน๊ตบุ๊ค อาจจะต้องเช่า 5 ปี แต่ถ้าเป็นแท็บเลต ที่ราคาไม่สูงมาก ก็อาจจะทำสัญญาเช่าไม่เกิน 3 ปี ซึ่งมิติที่เราดูคือพยายามเปิดกว้างให้สำหรับโกลบอลแบรนด์ เข้ามาทำการแข่งขัน เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือให้เด็กนักเรียนและครูได้ใช้ของที่มีคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็น บริษัทไมโครซอฟท์ บริษัทแอปเปิล เป็นต้น

“เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญว่าอุปกรณ์ที่จะส่งมอบให้นักเรียนและครูนั้น จะต้องใช้งานได้จริง เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ที่เคยมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบอินเตอร์เน็ต ที่อาจจะเข้าไปไม่ถึงนั้น เนื่องจากการดำเนินการครั้งนี้ ทุกเครื่องจะมีซิมการ์ดอยู่ในตัว ไม่ใช่ระบบไวไฟ เป็นระบบออนไลน์ ฉะนั้นบริษัทที่ชนะการประมูลจัดหาอุปกรณ์ ก็มีหน้าที่จะต้องไปติดเซลไซต์ โดยเด็กจะสามารถใช้อินเตอร์เน็ตในระบบยูอาร์แอลที่กำหนด ไม่มีข้อจำกัด ไม่สามารถนำไปใช้เล่นเกมหรือดูเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมได้ ส่วนรายการอื่นที่เพิ่มเข้ามาจะถูกล็อกสปีดในแต่ละรอบเดือน” นายสิริพงษ์ กล่าว

นายสิริพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณภาพรวมเฉพาะในส่วนของการจัดหาอุปกรณ์คำนวณจากราคาเช่าต่อเดือนจะใช้งบประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาอุปกรณ์ให้กับนักเรียนและครูกว่า 600,000 เครื่อง โดยในส่วนของนักเรียนจะเริ่มจากโรงเรียนนำร่องชั้นมัธยมศึกษาปีที่4-6 ในโรงเรียนขยายโอกาสที่เปิดสอนระดับชั้นม.ปลาย หรือโรงเรียนคุณภาพ เพื่อให้มีทั้งตัวอย่างโรงเรียนที่มีความพร้อม ที่สามารถบริหารจัดการได้ และโรงเรียนที่อาจจะยังไม่มีความพร้อมเรื่องการบริหารจัดการไม่มากนัก เพื่อนำมาเปรียบเทียบ และหาวิธีการที่เหมาะสม สำหรับการดำเนินการในระยะที่2

นายสิริพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนความคืบหน้าการจัดทำคอนเทนต์เพื่อเตรียมความพร้อมการจัดทำเนื้อหาการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ นั้น อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกำหนดขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ ซึ่งจะต้องอำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียน ให้สามารถเรียนได้ด้วยตัวเองทุกที่ ทุกเวลา และสำหรับผู้สอนที่จะต้องสามารถนำเสนอใบงานของตัวเอง และนำใบงานของผู้อื่นมาทำการเรียนการสอนได้ ระบบนี้จะเป็นลักษณะของการเตรียมความพร้อมในการเรียนการสอน ทั้งก่อนการเรียน การจ่ายการบ้าน การให้เด็กทำแบบทดสอบ เป็นต้น โดยคอนเทนต์ที่จะบรรจุเข้าไปในแพลตฟอร์มนั้นจะมีอยู่ 2 ส่วน คือคอนเทนต์เดิม ซึ่งมีอยู่แล้วกว่า 1-2 หมื่นรายการ และคอนเทนต์ใหม่ที่ผลิตเพิ่มอีกว่า 5-6 พันรายการ คาดว่าจะสามารถใช้งานได้เร็วที่สุดในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คว้า 5 รางวัลระดับนานาชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807228

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คว้า 5 รางวัลระดับนานาชาติ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คว้า 5 รางวัลระดับนานาชาติ

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คว้ารางวัลระดับนานาชาติจากการส่งผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดในงาน “The 49th International Exhibition of Inventions Geneva” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 เมษายน 2567 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิสโดยเป็นงานจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในเครือ InternationalFederation of Innovator’sAssociations (IFIA) มีการนำผลงานจากนานาประเทศทั้งจากทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกาเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงนิทรรศการมากกว่า 1,000 ผลงาน จากกว่า 40 ประเทศ โดยในปีนี้มี 3 ผลงานจากทีมอาจารย์ อาจารย์แพทย์และนักวิจัยของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ได้รับรางวัล 1 เหรียญทอง (Gold Medal),2 รางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) และ 2 รางวัลSpecial Award สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติให้กับประเทศไทย พร้อมพัฒนาต่อยอดเพื่อการนำไปใช้งานจริงทางการแพทย์และสาธารณสุข

สำหรับผลงานจากอาจารย์ อาจารย์แพทย์และนักวิจัยของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่ได้รับรางวัลในการประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ในเวทีระดับนานาชาติ The 49th InternationalExhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวาสมาพันธรัฐสวิส ประกอบด้วย 1.ผลงาน CRA Ambulance Boat : เรือฉุกเฉินต้นแบบเพื่อนำส่งผู้ป่วยในพื้นที่ทุรกันดารที่มีการประสานผ่านระบบ Telemedicine โดย อ.มัตติกา ใจจันทร์ และ อ.ดร.เชิดศักดิ์ ดวงจันทร์ อาจารย์จากวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี และคณะ ได้รับรางวัลเหรียญทอง, รางวัล Special Award จาก Association of Polish Inventors and Rationalizers และรางวัล Special Award จาก National Research Council of Thailand (NRCT) โดย CRA Ambulance Boat เป็นเรือฉุกเฉินต้นแบบเพื่อนำส่งผู้ป่วยในพื้นที่ทุรกันดารมีจุดเด่น คือ ออกแบบโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบ Multimethod ทีมผู้พัฒนาเป็นแบบสหวิชาชีพ โครงสร้างมีความเหมาะสมกับการส่งต่อผู้ป่วยทางน้ำในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง หน้าเรือออกแบบให้เปิดกว้างและสามารถเทียบตลิ่งหรือท่าเทียบเรือเพื่อสะดวกต่อการลำเลียงผู้ป่วยขึ้น-ลง ท้องเรือออกแบบเป็นรูปตัว M เพื่อให้มีเสถียรภาพต่อการทำหัตถการ สื่อสารผ่านระบบ Telemedicine เชื่อมโยงกับห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลปลายทาง เพื่อแสดงผลการประเมินสภาพผู้ป่วยและพิจารณาการรักษาแบบ แบบ Real time

2.ผลงาน CRA CellQuant : ระบบวิเคราะห์หาตำแหน่งและจำนวนเซลล์ สำหรับภาพชิ้นเนื้อที่ย้อมสารเรืองแสง เพื่อการใช้งานทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดย ผศ.ดร.อัญมณี ฉัตรศิริศุภชัย และ อ.ดร.ปณิธิ อัจฉราฤทธิ์ อาจารย์จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน และ น.ส.ณิชาพัชร์ นบนอบ จากวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ได้รับรางวัลเหรียญเงิน โดย CRA CellQuant คือ เว็บแอปพลิเคชั่นที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ในการวิเคราะห์ตำแหน่งและจำนวนเซลล์สำหรับภาพอิมมูโนพยาธิวิทยาด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรมเทคโนโลยีนี้ทำให้กระบวนการวิเคราะห์เซลล์เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ และสามารถนำไปใช้งานทางด้านวิจัยทางวิชาการ การวินิจฉัยทางคลินิก และการพัฒนาทางเภสัชกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งยังลดเวลาในการวิเคราะห์จากระบบอัตโนมัติของปัญญาประดิษฐ์อีกด้วย

3.ผลงานระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงสำหรับการประเมินเปลือกตาก่อนและหลังการศัลยกรรมชั้นตาอย่างแม่นยำ (EyLighner : Advanced AI Imaging for Precision Pre and Post-Operative Eyelid Assessment) โดย นส.พริ๊นซ์แพร์รีส แจ๊คสันว์ วงศาโรจน์ และ นส.มณิสรา พิบูลย์ นักศึกษาราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ อ.ดร.ปณิธิ อัจฉราฤทธิ์ และ อ.ดร.ปวรีนนทะแสน อาจารย์จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนและคณะ ได้รับรางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) ซึ่งเป็นผลงานแอปพลิเคชั่นการประมวลผลภาพ เพื่อประเมินผลของการศัลยกรรมชั้นตาและค่าความสามารถในการลืมตาด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างอัตโนมัติ ผลลัพธ์จากแอปพลิเคชั่นสามารถนำไปสนับสนุนการประเมินการรักษาในผู้ป่วยของจักษุแพทย์ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดระยะเวลาและความเหนื่อยล้าจากการทำงานของจักษุแพทย์ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันยังไม่มีแอปพลิเคชั่นที่ช่วยจักษุแพทย์ในการประเมินการทำศัลยกรรมชั้นตาแบบอัตโนมัติจากทั้งก่อนและหลังการเข้ารับการผ่าตัด แอปพลิเคชั่นนี้จึงเป็นเสมือน One stop service ที่จัดการขั้นตอนที่จำเป็นต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการถ่ายภาพ ปรับภาพ และประเมินผลภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการคว้ารางวัลจากเวทีการประกวดผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ “The 49th International Exhibition of Inventions Geneva” เป็นการยืนยันถึงคุณภาพและศักยภาพของนักวิจัยไทย สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของบุคลากรไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และนับเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทย ในการแลกเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีและประสบการณ์กับนักประดิษฐ์และนักวิจัยจากนานาประเทศ รวมถึงได้เผยแพร่และแสดงความสามารถในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสายตาของชาวโลกด้วย ซึ่งสอดคล้องต่อวิสัยทัศน์และพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่มุ่งสู่การเป็นสถาบันการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ชั้นนำของภูมิภาคในการผลิตและพัฒนาบุคลากรชั้นสูง ทำการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และนำผลงานนวัตกรรมและวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป

อธิการบดี มบส.นำคณะเยือนจีน สานสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807223

อธิการบดี มบส.นำคณะเยือนจีน  สานสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

อธิการบดี มบส.นำคณะเยือนจีน สานสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนพร้อมด้วย รศ.สมชาย พรหมสุวรรณ ที่ปรึกษาอธิการบดี ผศ.ณัฏฐ์ เดชะปัญญา ผู้ช่วยอธิการบดี ดร.พรรณา ศรสงคราม ผอ.สำนักประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ ผศ.ดร.กุลสิรินทร์ อภิรัตน์วรเดช ผอ.สำนักวิเทศสัมพันธ์และเครือข่ายอาเซียน และรศ. ดร.นิรันดร์สุธีนิรันดร์ ประธานหลักสูตรปริญญาเอกสาขาบริหารการศึกษา มบส. ได้เดินทางไปลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี เมืองหนานหนิง มณฑลกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน

ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ กล่าวต่อไปว่า การเดินทางไปครั้งนี้ถือว่าเป็นการทบทวนความร่วมมือของทั้งสองมหาวิทยาลัยหลังจากที่ตนและศ.ดร.Wei เข้ามาบริหารงานในตำแหน่งอธิการบดีคนใหม่ของทั้งสองมหาวิทยาลัย ซึ่งการลงนามทางวิชาการนี้ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีและต่ออายุสัญญาความร่วมมือทางวิชาการให้มีความต่อเนื่อง นอกจากนี้ทั้งสองมหาวิทยาลัยยังได้เห็นชอบร่วมกันในการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ 1 + 3 และ 3 + 1 สาขาภาษาไทย สาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศและสาขาภาษาจีน และหลักสูตรระยะสั้นของสำนักวิเทศสัมพันธ์และเครือข่ายอาเซียน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านการวิจัย และการสนับสนุนอนุเคราะห์อาจารย์ที่ปรึกษาร่วมในระดับบัณฑิตศึกษา โดยมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซีจะเป็นผู้อนุเคราะห์ให้ มบส. ใช้ศักยภาพอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมาเป็นที่ปรึกษาร่วมในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของ มบส. รวมทั้งยังมีความเห็นพ้องต้องกันที่จะสนับสนุนผลักดันกิจกรรมตามกรอบความร่วมมือที่ได้ตกลงร่วมกันให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยศ.ดร. Wei ยินดีและพร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมการแลกเปลี่ยนตามข้อตกลงที่ได้หารือร่วมกันทุกประเด็น และจะสานพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองมหาวิทยาลัยให้ดียิ่งขึ้นไปตามสัมพันธภาพที่ดีที่มีร่วมกันมาอย่างยาวนาน

“ที่ผ่านมามบส.และมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซีมีความสัมพันธภาพและความร่วมมือที่ดีต่อกันมาตลอดมีกิจกรรมการแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นรูปธรรมมายาวนานมากกว่า 18 ปี อาทิ กิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา หลักสูตรภาษาไทยในรูปแบบ 2 + 2 และหลักสูตรการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศในรูปแบบ 1+3 โดยทางมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี ได้ส่งนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทยมาศึกษาต่อที่มบส. นานหลายปี จนมีนักศึกษาที่จบจากมบส.เกือบ 600 คน ขณะเดียวกันมบส.ก็ได้ส่ง
นักศึกษาทั้งหลักสูตรสั้นและระยะยาวไปเรียนร่วมกับชนชาติกว่างซีอย่างต่อเนื่องทุกปี” ผศ.ดร.คณกร กล่าวและว่า

มหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซีเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในมณฑลกว่างซี มีการจัดการเรียนการสอนตามอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของมณฑลกว่างซี ปัจจุบันมีคณะวิชาจำนวน 24 คณะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในระดับภูมิภาค มีการจัดการเรียนการสอนในหลากหลายสาขาวิชา ทั้งระดับปริญญาตรีปริญญาโท และปริญญาเอกในหลากหลายสาขาวิชา โดยเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับภาษา วรรณคดีของกลุ่มชาติพันธุ์ มีศูนย์การวิจัยชาติพันธุ์วิทยา ศูนย์วิจัยหลังปริญญาเอก เป็นต้น นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยได้เน้นการจัดการศึกษานานาชาติ ตามนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โดยส่งเสริมให้อาจารย์ นักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้รับโอกาสไปแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติด้วย

รางวัล ‘เสาอโศกผู้นำศีลธรรม’67 ต้นแบบทางพระพุทธศาสนา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807224

รางวัล ‘เสาอโศกผู้นำศีลธรรม’67 ต้นแบบทางพระพุทธศาสนา

รางวัล ‘เสาอโศกผู้นำศีลธรรม’67 ต้นแบบทางพระพุทธศาสนา

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล นายกสมาคมผู้นำคุณประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร องค์กรเครือข่ายชาวพุทธแห่งประเทศไทย ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ โครงการส่งเสริมคุณธรรมศีลธรรมนำการศึกษา มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ได้ร่วมกันดำเนินโครงการเสาอโศกผู้นำศีลธรรม ประจำปี 2567 และคัดสรรบุคคลและองค์กร จากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ จากฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ เพื่อเป็นต้นแบบทางพระพุทธศาสนา เข้ารับรางวัลเสาอโศกผู้นำศีลธรรม ประจำปี 2567 ณ อาคารหอประชุม มวก.48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล

โดยมีผู้เข้ารับรางวัลทั้งหมด 143 รายชื่อ แบ่งเป็นพระภิกษุ 40 รูป ทั้งพระภิกษุในประเทศและต่างประเทศ เช่น พระครูวรญาณวิเทศ วิ. วัดพระธรรมกายบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย พระเมธีวชิราภิรัต วัดพระมหาธาตุฯ จ.นครศรีธรรมราช พระมหาอ้าย ธีรปญฺโญ วัดนาคปรก กรุงเทพฯ พระอาจารย์จีนธรรมรสจีนศาสตร์ วัดหมื่นพุทธเมตตา
คุณาราม จ.เชียงราย Ven.Shi Kai Yi ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น ขณะที่ฝ่ายคฤหัสถ์ มีผู้รับรางวัลจำนวน 102 คน ซึ่งมีทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ ดารานักแสดง สื่อมวลชน และประชาชนชาวพุทธอื่นที่มีผลงานด้านพระพุทธศาสนา

“ในฐานะนายกสมาคมผู้นำคุณประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ขอให้เป็นหลัก เป็นตัวอย่าง และเป็นต้นแบบที่ดีเช่นนี้ต่อไปในการสนับสนุนส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา อันจะก่อเกิดความเข้มแข็งทางศาสนา และทุกรายชื่อที่ปรากฏขึ้นนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลังต่อไป รวมทั้งขอขอบคุณทุกความร่วมมือสนับสนุนการจัดงานสำคัญครั้งนี้จากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรและบุคคลต่างๆ ที่ได้ร่วมกันประกาศเกียรติคุณยกย่อง ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา” พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล กล่าว

ศธจ.สมุทรสงคราม ปลูกฝังความเป็นพลเมืองตามรอยพระยุคลบาท

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807305

ศธจ.สมุทรสงคราม ปลูกฝังความเป็นพลเมืองตามรอยพระยุคลบาท

ศธจ.สมุทรสงคราม ปลูกฝังความเป็นพลเมืองตามรอยพระยุคลบาท

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 20.10 น.

ศธจ.สมุทรสงคราม ปลูกฝังความเป็นพลเมืองตามรอยพระยุคลบาท

วันที่ 28 พ.ค. 2567 นายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดโครงการสร้างและส่งเสริมความเป็นพลเมืองตามรอยพระยุคลบาทด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติประจำปีงบประมาณ 2567 ณ โรงเรียนศรัทธาสมุทร จังหวัดสมุทรสงคราม

โดยนายธนู  กล่าวว่า การจัดโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา   ได้ศึกษาเรียนรู้และมีทัศนคติที่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และบ้านเมือง รวมทั้งพระราชกรณียกิจของบูรพกษัตริย์ไทย พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อประชาชนคนไทยและสามารถน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีโอกาสทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง และมีคุณธรรมส่งผลให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน ตามบริบทในพื้นที่ตนเอง

นายธนู กล่าวต่อว่า การปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน นักเรียนให้มีความภาคภูมิใจ มีความรัก ความกตัญญูต่อแผ่นดินเกิด อันหมายถึง 3 สถาบันหลักของชาติคือ สถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ และได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น รู้รากเหง้าของประเทศ จะทำให้หลอมรวมพลังความรู้รักสามัคคีของคนไทยที่มีต่อชาติบ้านเมือง

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสงคราม ได้เชิญวิทยากรจากสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม บรรยายให้ความรู้เรื่อง หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา และวิทยากรจากทีมจิตอาสาพระราชทานจังหวัดสมุทรสงครามให้ความรู้เรื่อง การเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาทด้านการศึกษาสู่การปฏิบัติ ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ประวัติศาสตร์ชาติไทย และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยมีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสงคราม โรงเรียนเอกชนในจังหวัดสมุทรสงคราม ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม 600 คน

‘เสมา 1’หนุน’สพฐ.-ภาคีเครือข่าย’เฝ้าระวัง-สร้างความปลอดภัยนักเรียนในกรุงเทพฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807240

'เสมา 1'หนุน'สพฐ.-ภาคีเครือข่าย'เฝ้าระวัง-สร้างความปลอดภัยนักเรียนในกรุงเทพฯ

‘เสมา 1’หนุน’สพฐ.-ภาคีเครือข่าย’เฝ้าระวัง-สร้างความปลอดภัยนักเรียนในกรุงเทพฯ

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 16.46 น.

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการเฝ้าระวังเหตุและสร้างความปลอดภัยในโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พลตำรวจตรี ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้แทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวอรพินท์ ศักดิ์เอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเด็ก ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ผู้กำกับและรองผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร รวมถึงผู้บริหารโรงเรียน ครูและนักเรียน เข้าร่วม ณ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ กรุงเทพมหานคร

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ความปลอดภัยของนักเรียนและครู เป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆจึงได้ขับเคลื่อนการดำเนินการด้านความปลอดภัยในสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการรายงานวันนี้จะเห็นได้ว่าการทำงานด้านความปลอดภัยของนักเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และหน่วยงานทางการศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ร่วมทำงานและประสานงานกับทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลมาตลอด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่นักเรียนในทุกมิติ มีการเฝ้าระวังนักเรียนในด้านการใช้ความรุนแรง และความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน

โดย สพฐ. ได้จัดทำแผนและประสานร่วมกันในการปฏิบัติงานระหว่างสถานศึกษากับสถานีตำรวจในพื้นที่ ทั้งการตั้งไลน์กลุ่มในระดับพื้นที่จำนวน 9 กลุ่ม ซึ่งยึดพื้นที่ของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 เป็นหลัก โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างทีมบริหาร สพฐ. ทีมบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่ ตำรวจในท้องที่ และสถานศึกษา ในพื้นที่รับผิดชอบ มีการจัดทำข้อมูลความเสี่ยงที่ไม่ปลอดภัยทุกกรณี ทั้งในและนอกสถานศึกษา เพื่อประสานการสื่อสารและเฝ้าระวังเหตุร่วมกันกับตำรวจและหน่วยงานภาคี ที่สำคัญคือมีการจัดทำแผนการออกตรวจพื้นที่ตามโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย ครอบคลุมทุกพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร

“นับได้ว่าการจัดกิจกรรมในวันนี้ ถือว่าเป็นการกระตุ้นเตือนและยกระดับการเฝ้าระวังเหตุ ที่ทุกภาคส่วนที่ทำงานด้านความปลอดภัย ได้มาร่วมกันออกปฏิบัติการตามโครงการนักเรียนกรุงเทพมหานครปลอดภัย  ซึ่งจะมีการขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆต่อไป โอกาสนี้ ขอขอบคุณและขอเป็นกำลังใจให้กับทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงานในครั้งนี้ ขอให้ยึดหลัก “ทำเต็มความสามารถ อย่าประมาท พลาดไม่ได้” เพราะทุกการขับเคลื่อนของพวกเราหมายถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักเรียนทุกคน และขอให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จ ให้นักเรียนทุกระดับชั้น “เรียนดี มีความสุข” ได้อย่างแท้จริง” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายธีร์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยของนักเรียน สถิติของ สพฐ. พบว่า การใช้ความรุนแรงของนักเรียนมีแนวโน้มว่ามีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้สถานศึกษาได้มีแนวทางและแผนการดำเนินการเพื่อมีมาตรการเฝ้าระวังเหตุที่จะเกิดกับนักเรียนในช่วงต่าง ๆ ทั้งในด้านการใช้ความรุนแรง การมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักเรียน การใช้สารเสพติด และการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน เพื่อให้การดำเนินการป้องปรามในเชิงรุกและเชิงสร้างสรรค์ การเตรียมการยกระดับการเฝ้าระวังเหตุเป็นพิเศษ เพื่อให้นักเรียนในกรุงเทพมหานครได้รับความปลอดภัยในทุกมิติ สร้างความอุ่นใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง สพฐ. จึงได้ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลขับเคลื่อนโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย เพื่อเฝ้าระวังนักเรียนในด้านการใช้ความรุนแรง และความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน และได้จัดทำแผนร่วมกันในการปฏิบัติงานระหว่างสถานศึกษากับสถานีตำรวจในพื้นที่ โดยมีแนวทางในการป้องกันความไม่ปลอดภัยของนักเรียนในกรุงเทพมหานคร ดังนี้

1. ตั้งไลน์กลุ่มทีมบริหารนักเรียนกรุงเทพฯปลอดภัย โดยมีคณะผู้บริหาร สพฐ. ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้าร่วม 2. ตั้งไลน์กลุ่มในระดับพื้นที่จำนวน 9 กลุ่ม ซึ่งยึดพื้นที่ของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 เป็นหลัก โดยมีรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ทีมบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่ ผอ.สถานศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) เข้าร่วม 3. จัดทำข้อมูลความเสี่ยงที่ไม่ปลอดภัยทุกกรณีในโรงเรียน ทั้งข้อมูลสถานที่และนักเรียนในสังกัด เพื่อสื่อสารและเฝ้าระวังเหตุร่วมกันกับตำรวจ 4. จัดทำแผนที่จุดเสี่ยงบริเวณภายในโรงเรียนและบริเวณภายนอกโรงเรียนที่มีความเสี่ยงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยแก่นักเรียน 5. จัดทำแผนการออกตรวจพื้นที่ตามโครงการนักเรียนในกรุงเทพมหานครปลอดภัย ครอบคลุมทุกพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร

“ขอขอบคุณ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ.และว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ที่มีความห่วงใยความปลอดภัยนักเรียนทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา และตั้งใจจริงกับการสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับนักเรียนทุกคน การจัดกิจกรรมในวันนี้ ถือว่าเป็นการเริ่มดำเนินการยกระดับการเฝ้าระวังเหตุ ที่มีทุกภาคส่วนที่ทำงานด้านความปลอดภัยมาร่วมกันออกปฏิบัติการตามโครงการนักเรียนกรุงเทพมหานครปลอดภัย ถือเป็นนิมิตหมายอันดีว่านักเรียนทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างรอบด้านครบทุกมิติ ด้วยหัวใจดวงเดียวกันที่มุ่งดูแลนักเรียนอย่างกัลยาณมิตร ให้นักเรียนยิ้มได้ “เรียนดี มีความสุข” ไปด้วยกัน” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

– 006

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น ร่วม ส.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถาบันเครือข่ายฯ เปิดเวทีนำเสนอผลงานแบบออนไลน์ NEUNIC 2024

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807213

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น ร่วม ส.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถาบันเครือข่ายฯ เปิดเวทีนำเสนอผลงานแบบออนไลน์ NEUNIC 2024

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น ร่วม ส.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถาบันเครือข่ายฯ เปิดเวทีนำเสนอผลงานแบบออนไลน์ NEUNIC 2024

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.58 น.

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น ร่วมกับสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แห่งประเทศไทยฯ และสถาบันเครือข่ายฯ เปิดเวทีนำเสนอผลงานแบบออนไลน์ NEUNIC 2024

วันที่ 26 พฤษภาคม 2567 เวลา 08.30 –16.30 น. มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ร่วมกับสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แห่งประเทศไทยฯ และสถาบันเครือข่ายฯ  จัดประชุมวิชาการและนำเสนอบทความวิจัยระดับชาติครั้งที่ 11  และระดับนานาชาติครั้งที่ 9 (NEUNIC 2024)  ในหัวข้อเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย BCG model ” The 11th  National and the 9th  International Conference on Research and Innovation : The Development of Community Economy with BCG Model (โดยใช้รูปแบบการนำเสนอผลงานแบบออนไลน์) เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอผลงาน การวิจัยและแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ด้านการวิจัยของคณาจารย์ นักวิจัย และนิสิต นักศึกษาในระดับชาติ โดยได้รับเกียรติจาก นายวันนี นนท์ศิริ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน 

ผศ.ดร.กนกอร บุญมี อธิการดีมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า เป็นครั้งที่ 11 ในระดับชาติ และนานาชาติเป็นครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อเรื่อง การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย BCG Model เป็นการจัดประชุมทางวิชาการและนำเสนอผลงานในรูปแบบออนไลน์ โดยทุกครั้งได้รับความร่วมมือจากเจ้าภาพร่วมเป็นจำนวนมาก “ทุกครั้งที่ผ่านมานั้น ได้รับความร่วมมือจากเจ้าภาพร่วมเป็นจำนวนมาก และในปีนี้ก็เช่นเดียวกันมีเจ้าภาพร่วมทั้งสิ้น 34 สถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ  มีผู้สนใจส่งบทความและผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 98 บทความ โดยเป็นบทความในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมทั้งการบรรยายพิเศษจากท่านประธาน  และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมอภิปรายภายใต้หัวข้อการจัดงาน  มีกิจกรรมการนำเสนอผลงานวิจัยและวิชาการ โดยแบ่งห้องย่อยออกไปจำนวน 5 กลุ่มสาขาและการจัดนำเสนอผลงานนิทรรศการแบบออนไลน์ ในรูปแบบ Metaverse โลกเสมือนจริง”

ขณะเดียวกันยังคงมีการแบ่งกลุ่ม งานวิจัยและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์/การศึกษาค้นคว้าอิสระ ทั้งระดับชาติ และนานาชาติ ได้แบ่งเป็น  กลุ่มประกอบด้วย (1) ด้านการศึกษา (ED) เช่น การบริหารการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรและการสอน การวัดและการประเมินผลการศึกษาและนวัตกรรมทางการศึกษา (2) ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (HS) เช่น พยาบาลศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และเทคนิคการแพทย์ (3) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ST) เช่น วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี (4) ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (HSS) เช่น นิติศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์  รัฐประศาสนศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ และ (5) ด้านบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ (BE) เช่น บริหารธุรกิจ การจัดการท่องเที่ยวและโรงแรม และเศรษฐศาสตร์  โดยมีสถาบันเจ้าภาพร่วมจัดประชุมฯ จำนวน 34 สถาบันทั้งในและต่างประเทศ และมีผู้ส่งบทความที่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 105 บทความ ดร.ธีนิดา บัณฑรวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ กล่าวรายงาน
 

จัดเต็ม! ศธ.ขอ 1.5 หมื่นล้าน เคาะเช่า‘แท็บเล็ต-โน๊ตบุ๊ค-ไอแพด’ แจกนักเรียน-ครู 6 แสนเครื่อง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807168

จัดเต็ม! ศธ.ขอ 1.5 หมื่นล้าน เคาะเช่า‘แท็บเล็ต-โน๊ตบุ๊ค-ไอแพด’ แจกนักเรียน-ครู 6 แสนเครื่อง

จัดเต็ม! ศธ.ขอ 1.5 หมื่นล้าน เคาะเช่า‘แท็บเล็ต-โน๊ตบุ๊ค-ไอแพด’ แจกนักเรียน-ครู 6 แสนเครื่อง

วันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.04 น.

จัดเต็ม! ศธ.ขอ 1.5 หมื่นล้าน เคาะเช่า‘แท็บเล็ต-โน๊ตบุ๊ค-ไอแพด’ แจกนักเรียน-ครู 6 แสนเครื่อง

28 พฤษภาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และโฆษก ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime เปิดเผยความคืบหน้าการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับนักเรียนและครู ว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้จัดทำความเห็นไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อขอกำหนดกรอบการจัดหาอุปกรณ์ ซึ่งยังไม่มีการล็อกสเป็กว่าจะต้องเป็นอุปกรณ์ลักษณะไหน โดยมีความเป็นไปได้ทั้ง แท็บเล็ต ไอแพด โน๊ตบุ๊ค และโครมบุ๊ค ซึ่งทางดีอีเข้าใจถึงความจำเป็น เพราะอยากเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆเข้ามาแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน โดยจะอยู่ในการจัดทำคำของบประมาณ ปี 2568 ซึ่งต้องมาดูว่า จะได้รับอนุมัติงบประมาณจากรัฐสภาจำนวนเท่าไร โดยคาดว่าจะเริ่มนำร่องปี 2568 จำนวน 600,000 เครื่อง ทั้งครูและนักเรียน

นายสิริพงษ์ ระบุว่า ศธ.จัดทำคำของบประมาณไปในลักษณะการเช่าซื้อ เครื่องของนักเรียน ตกเดือนละประมาณ 420 บาท ซึ่งจะมีทั้งค่าเครื่อง เซอร์วิส และอินเตอร์เน็ต เพราะทุกเครื่องจะต้องมีซิมการ์ดสำหรับใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ทั้งนี้การคำนวณราคาจะมีความแตกต่างหลากหลาย และค่อนข้างจะเปิดกว้างว่า ถ้าเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูงอย่าง โน๊ตบุ๊ค ก็อาจจะต้องเช่า 5 ปี แต่ถ้าเป็น แท็บเล็ต ที่ราคาไม่สูงมาก ก็อาจจะทำสัญญาเช่าไม่เกิน 3 ปี ซึ่งมิติที่เราดูคือพยายามเปิดกว้างให้สำหรับโกลบอลแบรนด์ เข้ามาทำการแข่งขัน เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือให้เด็ก และครูได้ใช้ของที่มีคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็น บริษัทไมโครซอฟท์ บริษัทแอปเปิล เป็นต้น

“เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ให้ความสำคัญว่า อุปกรณ์ที่จะส่งมอบให้นักเรียนและครูนั้น จะต้องใช้งานได้จริง เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ที่เคยมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบอินเตอร์เน็ต ที่อาจจะเข้าไปไม่ถึงนั้น เนื่องจากการดำเนินการครั้งนี้ ทุกเครื่องจะมีซิมการ์ดอยู่ในตัว ไม่ใช่ระบบไวไฟ เป็นระบบออนไลน์ ฉะนั้นบริษัทที่ชนะการประมูลจัดหาอุปกรณ์ ก็มีหน้าที่จะต้องไปติดเซลไซต์ โดยเด็กจะสามารถใช้อินเตอร์เน็ตในระบบ ยูอาร์แอลที่กำหนด ไม่มีข้อจำกัด ไม่สามารถนำไปใช้เล่นเกมหรือดูเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมได้ ส่วนรายการอื่นที่เพิ่มเข้ามา จะถูกล็อกสปีดในแต่ละรอบเดือน ” นายสิริพงษ์ กล่าว

นายสิริพงษ์ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณภาพรวมเฉพาะในส่วนของการจัดหาอุปกรณ์คำนวณจากราคาเช่าต่อเดือน จะใช้งบประมาณ กว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาอุปกรณ์ให้กับนักเรียนและครู กว่า 600,000 เครื่อง โดยในส่วนของนักเรียนจะเริ่มจากโรงเรียนนำร่องชั้นมัธยมศึกษาปีที่4-6 ในโรงเรียนขยายโอกาสที่เปิดสอนระดับชั้นม.ปลาย หรือโรงเรียนคุณภาพ เพื่อให้มีทั้งตัวอย่างโรงเรียนที่มีความพร้อม ที่สามารถบริหารจัดการได้ และโรงเรียนที่อาจจะยังไม่มีความพร้อมเรื่องการบริหารจัดการไม่มากนัก เพื่อนำมาเปรียบเทียบ และหาวิธีการที่เหมาะสม สำหรับการดำเนินการในระยะที่2

นายสิริพงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการจัดทำคอนเทนต์เพื่อเตรียมความพร้อมในส่วนของการจัดทำเนื้อหาการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ นั้น อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกำหนดขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ ซึ่งจะต้องอำนวยความสะดวกให้กับทั้งผู้เรียน ให้สามารถเรียนได้ด้วยตัวเองทุกที่ ทุกเวลา และสำหรับผู้สอนที่จะต้องสามารถนำเสนอใบงานของตัวเอง และนำใบงานของผู้อื่นมาทำการเรียนการสอนได้ ระบบนี้จะเป็นลักษณะของการเตรียมความพร้อมในการเรียนการสอน ทั้ง ก่อนการเรียน การจ่ายการบ้าน การให้เด็กทำแบบทดสอบ เป็นต้น โดยคอนเทนต์ที่จะบรรจุเข้าไปในแพลตฟอร์มนั้น จะมีอยู่ 2 ส่วน คือคอนเทนต์เดิม ซึ่งมีอยู่แล้วกว่า 1-2 หมื่นรายการ และคอนเทนต์ใหม่ ที่ผลิตเพิ่มอีกว่า 5-6 พันรายการ คาดว่าจะสามารถใช้งานได้เร็วที่สุด ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567